Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๕ — การเข้ามารับรักษาโรคโดยวิธีการรับนับถือพุทธศาสนา

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.131 วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว. วันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง การรักษาโรคในหัวข้อว่า การรับนับถือศาสนา ขอให้ระลึกถึงหัวข้อใหญ่ของเรื่องอยู่เป็นประจำว่า เรากำลังพูดกันถึงเรื่องการรักษา เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง โดยนายแพทย์คือพระพุทธเจ้า. เราได้พูดกันถึงเรื่อง สัตว์โลกทั้งปวงเป็นคนไข้ของอวิชชา, และพูดกันถึง อาการโรคของความเป็นคนไข้ของอวิชชา ว่า อาการโรคที่ปรากฏอยู่ในสายตาของคน ๑๐๗

น.132 ในยุคปัจจุบันนี้ แล้วก็จะได้พูดกันถึงการรักษาโรคต่อไป ในเมื่อเราพูดกันถึงโรคพอ สมควรแล้ว. ขอให้นึกถึงพระพุทธองค์ ผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรค ด้วยการจำหัวข้อในบาลีนั้นอย่างขึ้นใจ ว่า สพฺพญญู สพฺพทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้รู้ สิ่งต่าง ๆ ทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมาร เป็นผู้สั่งสอน ที่ประกอบไปด้วยความกรุณา อันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้รักษาเยียวยาสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. นี้เป็นเหมือน กับมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าท่องและระลึกอยู่เสมอจะช่วยได้มาก ช่วยให้เกิดความเลื่อมใสมั่นคง ในพระพุทธเจ้า และก็เลยออกไปถึงพระรัตนตรัยเป็นลำดับ ; นั้นเป็นเรื่องรู้จักพร้อม กันไปในตัวทุกอย่าง : เรื่องเกี่ยวกับโรค เกี่ยวกับสมมุติฐานของโรค เกี่ยวกับความ ไม่มีโรค การรักษาเยียวยาให้เกิดความไม่มีโรค ซึ่งมีพร้อมอยู่ในคาถานี้. ศึกษาพุทธศาสนา ต้องสนใจภาษาบาลีด้วย เมื่อตั้งใจ จะศึกษาพุทธศาสนา ก็ต้องสนใจคำบัญญัติเฉพาะ หลัก การที่ใช้กันอยู่ในทางศาสนานี้กันบ้างตามสมควร. ภาษาบาลีมีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างที่ไม่ค่อยจะสังเกตเห็นกัน คือว่ามันช่วยให้จำได้ง่ายแม่นยำขึ้น เพราะเป็นคำสั้น ๆ. แต่ประโยชน์ที่สำคัญนั้นคือมันเปลี่ยนแปลงยาก; เราถือภาษาบาลีไว้เป็นหลัก เมื่อ แปลไปสู่ภาษาต่าง ๆ นั้น มันเลือนได้. ถ้าเรา รักษาภาษาบาลีเดิมไว้ได้ มันก็ เลือนไม่ได้ เพราะมันจะวกกลับมาหาภาษาบาลีเดิมเรื่อยไป; ถ้าขืนแปลเป็นภาษา

น.133 ปัจจุบันต่อ ๆ กันไป มีการเลื่อนออกไปทุกที. ฉะนั้น จำภาษาดั้งเดิมไว้บ้างเท่าที่จะ ทำได้ เพื่อประกันความที่มันค่อย ๆ เลือนออกไป. อีกอย่างหนึ่ง ความรู้ ของเรายังไม่กว้างขวางในตอนแรก แล้วมันจะ ค่อย กว้างขวางออกไป โดยที่ว่ากลับไปทบทวนความหมายของคำในภาษาบาลีนั้นเรื่อย ๆ ไป. แม้แต่คำว่า "พระพุทธเจ้า" อย่างนี้ เราควรยังจะต้องสนใจให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ใน ความหมายของคำ ๆ นี้ยิ่งขึ้นทุกที ๆ. อย่าว่าแต่พวกคุณที่เพิ่งจะสนใจในเวลาอันสั้นนี้ ; แม้แต่ผมที่สนใจมาเป็นเวลา ๔๐ ปี ๕๐ ปีแล้ว ก็รู้สึกว่าความเข้าใจนั้นมันมิได้หยุด มัน ยังขยายออกไปได้ คือมีความเข้าใจแจ่มชัดลึกซึ้งกว้างขวางออกไปเรื่อย จนกระทั่งบัดนี้ นี้ก็เป็นหลักสำคัญอันหนึ่งซึ่งขอให้ถือไว้ปฏิบัติจนตลอดชีวิต เมื่อยังรักที่จะ เป็นพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้น หัวข้อการศึกษาของเราในวันนี้ ในคราวนี้ก็เกี่ยวกับคาถานี้เป็นหลัก. รวมความแล้วก็ว่า สพฺพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ ของเราเป็นนายแพทย์ ผู้รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง. ทีนี้เราจะพูดถึงเนื้อเรื่องที่ จะพูดต่อไป ครั้งที่แล้ว ๆ มาก็พูดถึงโรคโดยละเอียด ทีนี้ก็จะเริ่มพูดกันถึงเรื่องการลงมือ รักษาโรคกันบ้าง. เรื่องที่ ๑ การรับนับถือศาสนาเป็นวิธีรักษาโรค เริ่มด้วยเรื่องแรกที่สุดก็คือคำว่า การรับนับถือพระศาสนา, การรับนับถือ พระศาสนานี้ คือการแก้ไขเยียวยารักษาโรคของโลกเป็นระยะตั้งต้นเริ่มแรก. โรค มี ๑๓ ชนิด ที่ส่ออาการให้เห็นในปัจจุบันเป็นอย่างน้อย ที่เราได้พูดกันมาแล้ว.

น.134 เมื่อได้พูดกันถึงการรักษาเยียวยาต่อไป ก็อยากจะพูดถึง ข้อบกพร่อง ของการเยียวยารักษาโรค นี้ก่อน เพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบในระหว่างเหตุ การณ์ ทั้งทางวัตถุและทางวิญญาณ. ข้อแรก อยากจะพูดถึงว่าในวงการแพทย์ปัจจุบัน ก็ขวนขวายกันแต่เรื่องโรค ในทางร่างกาย ทางฝ่ายกาย ทางฝ่ายพี่สิคส์ กันอย่างละเอียดลออกว้างขวางก้าวหน้าออกไป ไกลมาก จนจะเรียกว่า อยู่ในสภาพที่เกินไปทางหนึ่ง แล้วก็พร่องไปทางหนึ่ง ; โดย เฉพาะข้อนี้ ก็คือการที่ ไม่ป้องกันโรคทุกชนิด ด้วยการแก้ไขในทางวิญญาณ คือ ไม่สนใจโรคทางวิญญาณ อย่างที่เคยพูดมาแล้ว ในฐานะเป็นเครื่องป้องกัน โรคทาง ร่างกาย. ถ้าคนเรา ไม่เป็นโรคทางวิญญาณ คือ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีความ คิดเห็นถูกต้อง มีการเป็นอยู่ถูกต้อง การเป็นโรคทางกายจะน้อยลง แทบจะหมดไป อย่างที่พูดกันมาละเอียดแล้ว. ข้อที่ไม่สนใจเกี่ยวกับโรคทางวิญญาณนี้ ละเลยความรู้ เรื่องโรคทางวิญญาณ ไม่เอามาใช้เป็นเครื่องป้องกัน, หรือแม้แต่การแก้ไขโรคทางฝ่าย ร่างกายมันก็เพิ่มโรคทางกายนี้ให้มากขึ้น โดยให้มันแปลก ๆ ออกไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าจะถามกันว่า ทำไมโรคแปลก ๆ ใหม่ ๆ มันเกิดขึ้นในโลกเรื่อย จนการ ค้นคว้าไล่ไม่ค่อยจะทันอย่างนี้ ! พวกที่เป็นนักวัตถุนิยมก็จะพูดว่า เพราะว่าโรคมัน เปลี่ยนแปลงทางวัตถุ ; นั้นก็มีส่วนถูกอยู่มาก. แต่อีกส่วนหนึ่งผมอยากจะขอให้เอาไป คิดว่ามันมีส่วนที่เกี่ยวกับวิญญาณและจิตใจอยู่มาก. เมื่อทางวัตถุเปลี่ยน ทางวิญญาณก็ เปลี่ยนเหมือนกัน ; แต่ทางวิญญาณนั้นนอกจากจะเปลี่ยนแล้ว มันก้าวหน้าในทาง เป็นโรคมากขึ้น.

น.135 มนุษย์เป็นโรคทางวิญญาณมากขึ้น ๆ ๆ คือทำความโลภ โกรธ หลง มากขึ้น, มีความเป็นอยู่ที่ไม่ประกอบด้วยธรรมมากขึ้น, มันจึงเป็นวิญญาณที่ หิวกระหายหรือว่าทนทรมาน. เมื่อมาประกอบกันเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ สมัยใหม่ โรคใหม่มันก็เกิดขึ้นมา ฉะนั้นจึงมีปัญหาเพิ่มขึ้น. ถ้าเรามีการแก้ไขหรือ มีการป้องกันทางวิญญาณ โรคทางกายนี้ก็ยังจะน้อยลง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรค ทั้งหลายที่มาจากความหิวกระหายทางวิญญาณ คือความวิตกกังวล การอยู่ด้วยจิต ที่เร่าร้อน. ทีนี้ ข้อที่สองอยากจะพูดนอกเรื่องไปนิดหนึ่งว่า การที่หลับตาจะ แก้ไข กันแต่ ในทางวัตถุ แล้วยังไปแก้ไขไม่มีขอบเขต ; แม้กระทั่งอันธพาล คนอันธพาล ในโลก นี่ก็เป็นจรรยาของวงการแพทย์ ที่จะต้องแก้ไขไม่เลือกหน้า. อันนี้จะถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ก็เอาไปคิดดูก็แล้วกัน. แต่ผมมองมันในแง่ที่เสียเวลา เหมือนกับ รักษาเชื้อโรคไว้ให้คงมีอยู่ในโลก. วงการแพทย์เสียเวลาไปในการช่วยเหลือคนอันธพาล นี้คงจะมากไม่น้อยเหมือนกัน, แล้วกลับจะเห็นเป็นว่ามีความสำคัญเท่ากันอย่างนี้ คนอันธพาลนั้นหมายถึงคนเป็นโรคทางวิญญาณแก่จัดเกินไป; แล้วเรา รักษาเชื้อโรคทางวิญญาณไว้ ด้วยการช่วยคนอันธพาลไว้. ถ้าถือ ตามหลักศาสนา ก็ต้องเมตตากรุณา ช่วยเหลือกันทั่วไป นั้นมันก็เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง ; แม้แต่มหาโจร ก็ต้องเอามาช่วยชีวิตให้มันรอดไว้ เพื่อจะจับมาใส่คุกใส่ตะรางต่อไป. พร้อมกันนั้น มันก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก ในทางมีเชื้อโรคทางวิญญาณได้มาก ; ทั่วโลกก็นิยมกัน อย่างนั้น. คนที่เป็นวิกลจริตด้วย ประกอบอาชญากรรมอย่างยิ่งด้วย ก็ยังได้รับการ แก้ไขเยียวยารักษาด้วยความเมตตาปรานีเหมือนกัน และยังหาช่องโอกาสที่จะช่วยคน

น.136 ชนิดนี้ไว้ ถ้ามีเหตุผลทางการเมืองแล้วก็ยิ่งเอากันใหญ่ ; นี้เพียงเท่านี้ก็พอ, ไม่ต้อง พูดมากกว่านี้. ที่ว่าเพราะเราเสียเวลาในการแก้ไขทางฝ่ายกาย กระทั่งถึงอันธพาลนี้ แต่ไม่ แก้ไขโรคทางวิญญาณ ให้แก่พวกอันธพาลเหล่านั้น นี่เป็นต้นตอที่มาของโรคทั้งทาง วิญญาณและทั้งทางร่างกาย ; นี่ถือเป็นข้อบกพร่อง หรือเป็นช่องโหว่อันหนึ่ง ซึ่งทำ ให้โลกนี้มีโรคมากขึ้นทั้งทางกายและทั้งทางวิญญาณ ถ้าไม่นึกถึงข้อนี้กันบ้าง ผลก็จะมี ขึ้นว่าภาระหนักของวงการแพทย์จะมีมากขึ้น, มีความยุ่งยากมากขึ้น. และในเมื่อแพทย์ เองก็เป็นโรคทางวิญญาณกันแล้ว ความยุ่งยากก็เพิ่มมากกว่านั้นอีก ; เช่นจะมีนายแพทย์ ขูดรีดยิ่งขึ้นไปกว่าที่แล้วมา นี้เป็นต้น. ขอให้นึกถึงข้อนี้กันบ้าง. เราต้องรับนับถือศาสนา เพราะชีวิตเป็นอยู่ด้วยจิตใจ ทีนี้จะพูดกันถึงเรื่องการรับนับถือพระศาสนาต่อไป เราตั้งปัญหาขึ้นมาสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า ทำไมเราจึงต้องรับนับถือศาสนา หรือต้องสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ? ถ้า ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน แต่ก็ไม่เสีย logic ในข้อที่ว่า ชีวิตนี้มันเป็นอยู่ หรือเป็นการ เดินทาง ด้วยจิตใจ ; ดังนั้นเราต้องรู้เรื่องของจิตใจ. ศาสนา นี่แหละ คือความรู้ และ หลักปฏิบัติ ในเรื่องเกี่ยวกับ จิตใจ. ขอให้คิดดูให้ดีว่า ชีวิตของคนเรานี้มันเป็น อยู่หรือเจริญไปด้วยจิตใจ ไม่ใช่ด้วยร่างกาย ; แต่คนก็มองเห็นว่า ด้วยร่างกาย สนใจ แต่เรื่องร่างกาย และสนใจแต่เรื่องที่จะบำรุงรักษาแก้ไขทางร่างกาย จนศาสนาไม่มีช่อง ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องได้ด้วย.

น.137 คุณลองนึกถึงผู้ที่ศึกษาก้าวหน้าแผนใหม่นั้น แม้ในวงการแพทย์ของพวกคุณ ก็จะพบข้อเท็จจริงข้อนี้ : คือสนใจแต่เรื่องทางร่างกาย จนศาสนาไม่มีช่องเข้ามาเกี่ยว ข้องได้ด้วย ไม่กี่คนที่จะมาสนใจอย่างนี้อย่างพวกคุณ. ในเมื่อกล่าวรวมกันทั่วไปหมด ก็จงเข้าใจว่า เรื่องชีวิตนี้เป็นเรื่องของ จิตใจ, เรื่องทางฝ่ายวิญญาณโดยตรง ; ฉะนั้นเราต้องสนใจกับเรื่องทางศาสนา. แม้ พระเยซูตอบต่อพญามารก็ว่า "ชีวิตมิได้อยู่ด้วยข้าวปลาอาหาร ชีวิตอยู่ด้วยพระธรรม ของพระเจ้า". นี่พูดกันคนละทางเลย. ขอให้ศึกษาข้อนี้กันเสียให้มากด้วย ว่า "ชีวิตไม่ได้อยู่ด้วยข้าวปลาอาหาร แต่อยู่ด้วยพระธรรม, ของพระธรรม" หรือของพระเจ้าก็ตามใจ แล้วแต่จะเลือก ; ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ทิ้งศาสนากันหมด ไม่ว่าศาสนาไหน. ศาสนาคริสเตียนก็กำลัง ถูกทิ้ง เพราะเขาเห็นว่า เขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยข้าวปลาอาหาร ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยพระธรรม ของพระเจ้า, พวกพุทธบริษัทก็กำลังหลงวัตถุนิยม : ถือศาสนาพอเป็นพิธี ในใจก็ ไม่ได้ถือเลย ; ใครเอาเงินมาให้สักหน่อย ก็จะทิ้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันหมด. ศาสนาช่วยแก้ไขปัญหาทางฝ่ายวิญญาณได้ ศาสนาเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาทางฝ่ายวิญญาณ เช่นเดียวกับเรื่อง อื่น ๆ ; เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เป็นต้น เขาแก้ปัญหาทางวัตถุ. พวกที่หลงทางวัตถุ ก็พูดอย่างพวกคอมมิวนิสต์พูด, พวกคอมมิวนิสต์นั้น dialectic materialism ว่าร่างกาย

น.138 ๑๑๔ ดีแล้ว จิตใจไม่ต้องกลัว มันดีเอง เป็นสุขเอง. ส่วน พวกมโนนิยม ทางฝ่ายศาสนา นี้ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเชื่ออย่างนั้น กลับพูดตรงข้ามว่า "จิตใจต้องดีเสียก่อน ความ สุขทางร่างกายหรืออะไรที่น่าปรารถนาทางร่างกาย จึงจะมีขึ้นมาได้ แล้วไม่เป็นทุกข์ด้วย" นี่พูดอย่างขัดขวาง อย่างตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้. ทีนี้เราก็อยู่ในพวกที่ว่าโดยหลักส่วนใหญ่ต้องเป็นพวกมโนนิยม ‘ถือจิตใจ เป็นสำคัญกว่าร่างกาย, ถือว่าร่างกายเป็นไปตามอำนาจของจิตใจ; นี้เป็นหลักพุทธ- ศาสนาที่คุณจะต้องจำไว้. ให้ถือว่า ทุกอย่างเป็นไปในอำนาจของจิตใจ รวมทั้ง ร่างกายด้วย เราจึงจัดการที่จิตใจเป็นข้อใหญ่ นั้น ; ฉะนั้นจึงมีเรื่องทางศาสนาเกิด มาอีกระบบหนึ่งซึ่งว่าที่แท้แล้ว ควรจะไปด้วยกันทั้งทางกายและทางใจ แต่ให้ทางใจ เป็นฝ่ายนำ ให้ร่างกายเป็นฝ่ายตาม นี้คือหลักพระศาสนาที่ถูกต้องอย่างนี้ ซึ่งจะสามารถ เป็นเครื่องเยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกได้จริง. "ศาสนา" มีความหมายเป็นการหนีภัยทางวิญญาณ ทีนี้ อยากจะพูดสักนิด ถึงคำว่า "ศาสนา-ศาสนา" นี้, "ศาสนา" นั้น ตัวหนังสือ แปลว่า คำสั่งสอน ; แต่ตัวแท้จริงของมันไม่ใช่เพียงแต่ตัวคำสั่งสอน แต่เป็น ตัวการหนีภัย หนีอันตรายทางจิต ทางวิญญาณ. คำสั่งสอนเป็นแต่คำพูด ทีนี้ คนก็ เผลอจนโง่ ว่าศาสนาคือคำสั่งสอน ; ตัวศาสนาแท้ ๆ คือการหนีภัย หนีอันตราย ทางวิญญาณ.

น.139 พระพุทธเจ้าท่านเรียกระบบนี้ว่า "พรหมจรรย์" ไม่เคยเรียกว่าศาสนา ในครั้งพุทธกาล มันจับพลัดจับผลูกันอย่างไรไม่รู้ เอาสิ่งนี้มาให้นามใหม่ว่าศาสนาใน ภาษาไทย แล้วก็ไปถือตามความหมาย ตามตัวหนังสือ ว่าเป็นคำสั่งสอน ; ศาสนาเลย เหลือแต่คำสั่งสอน เช่นพระไตรปิฎกเป็นต้น นั่นมิใช่ตัวศาสนาแท้ ตัวศาสนาแท้ คือการหนีอันตราย หนีภัยทางวิญญาณ คือการดิ้นรน ต่อสู้ หรือแม้แต่แสวงหาวิชาความรู้ก็เพื่อสิ่งนี้, ดิ้นรนต่อสู้ไปจนกว่าจะปลอดภัยในทาง วิญญาณ. นี้คือตัวสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ทีนี้ถ้ามองให้กว้างขึ้นไปอีก ตัวศาสนาในความหมาย ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตัว หนังสือ คือสัญชาตญาณของการหนีภัยดั้งเดิม นั่นเอง. สิ่งที่มีชีวิตแล้ว มันก็มีความ รู้สึก ที่จะอยู่ จะรอด จะไม่ตาย ; พอมีอันตรายมามันก็ดิ้นรนและหนี. นี่เป็น สัญชาตญาณของการหนีภัย ; ไปศึกษาดูจากวิชาเรื่องจิตวิทยาโดยละเอียด. เดี๋ยวนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่า สิ่งที่มีชีวิตย่อมมีสัญชาตญาณแห่งการหนีภัย. ทีนี้ภัยมันมีทั้งทางกายและทางจิต ก่อนนี้ไม่รู้เรื่องทางจิต ก็หนีภัยกันแต่ ทางกาย สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักหนีภัยแต่ทางร่างกาย, คนสมัยป่าเถื่อนสมัยแรก ๆ ที่ จะมาเป็นคนนี้ ก็รู้จักแต่ทางร่างกาย ; ฉะนั้นก็หนีภัยกันแต่ทางร่างกาย. เมื่อทาง ร่างกายปลอดภัยพอสมควรแล้ว คนจึงเรียนรู้ว่า อ้าว, มันยังมีภัยอันใหญ่หลวงอีก อย่างหนึ่ง คือภัยที่อยู่ข้างใน ภัยทางจิต คือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความทรมานอยู่ คนเดียวนี้ โดยไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง, ภัยจากอันตรายภายในคือกิเลส มนุษย์เริ่ม รู้จัก. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าศาสนาก็เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ในความหมายเดิมที่ว่าหนี อันตราย ทั้งทางกายและทั้งทางจิตใจ ที่ว่าทางวิญญาณ.

น.140 ผมขอร้องให้ถือหลักอันนี้ว่า นี่คือรากฐานของศาสนา ; เพราะคนส่วนมาก เขาไม่ยอมเชื่อ หรือคัดค้านด้วยซ้ำไป ว่าจะให้ สัตว์เดรัจฉานมีศาสนา ด้วยนั้นไม่ได้. ผมว่าได้ คือ สัญชาตญาณแห่งการหนีภัย ; มันรู้เท่าไรมันก็ทำเท่านั้น, มันทำได้ เท่าไร นั่นก็คือศาสนาของมันเท่านั้น เพื่อมีชีวิตรอด. จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เบี้ยว ปู มด แมลง นี้ รู้จักหนีภัย วิ่งลงรูบ้าง ลง น้ำบ้าง ไปไหนต่อไหนที่มันจะปลอดภัยได้แล้ว มันก็ต้องทำละ ; สัญชาตญาณอันนั้น เป็น รากฐานของการมีศาสนา คือการหนีภัยในทางวิญญาณต่อมาในชั้นหลัง ; แต่ ความหมายคงเดิม คือการหนีอันตราย นี่คือตัวศาสนา. เราบวช เราเรียน เราปฏิบัติจนบรรลุ มรรค ผล นิพพาน นี้ก็เพื่อ "หนีอันตรายทางวิญญาณ" คำเดียวเท่านั้น. ให้รู้จักศาสนาลึกถึงรากฐาน คือ สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด จึงจะเข้าใจศาสนาถูกต้อง. • ปัญหาต่อมา เมื่อมนุษย์เริ่มรู้สึกเรื่องภัยทางวิญญาณนี้แล้ว มันก็ยังทำไม่ได้ ง่ายนัก ; มนุษย์ไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณที่จะสูงขึ้นมา คือสัญชาตญาณหนีภัย อย่างมนุษย์นี้. มนุษย์ควบคุมสัญชาตญาณส่วนสูงนี้ไม่ได้ ก็เลยย้อนกลับไปมีสัญชาต- ญาณระดับต่ำ คือระดับสัญชาตญาณอย่างสัตว์อยู่ตามเดิมเป็นส่วนใหญ่. นี้เป็นเหตุให้ เกิดการเบียดเบียนกัน มนุษย์ควบคุมความรู้สึกฝ่ายสูงไม่ได้ ความรู้สึกฝ่ายต่ำก็ ครอบงำ มันก็เบียดเบียนกันเอาเปรียบกันอย่างสัตว์นั่นเอง. ในร่างกายมนุษย์นี้เป็น สัตว์ คือการเบียดเบียนกันระหว่างมนุษย์ ; ศาสนาก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องมียิ่งขึ้นมาอีก เพื่อจะช่วยควบคุมสัญชาตญาณของมนุษย์นี้ ให้ยังคงมีอยู่ได้ อย่าให้ไปเป็นสัญชาตญาณ อย่างสัตว์.

น.141 พวกมีปัญญาในรุ่นแรก ๆ ในระยะแรกๆ ก็เริ่มหาวิธีต่าง ๆ นานา ให้มนุษย์ มีจิตใจอย่างมนุษย์, คือจิตใจสูง ๆ ๆ สูงขึ้นทุกที. อย่าไปเป็นจิตใจต่ำ ๆ ๆ ต่ำลงไป อย่างสัตว์อย่างเดิม. ฉะนั้นจำไว้ง่าย ๆ ว่า คำว่า "มนุษย์" นี้แปลว่า "ใจสูง" หรือ อย่างน้อยเทือกเถาเหล่ากอของผู้ที่มีใจสูง คือมนุษย์คนแรก ๆ ที่เริ่มมีใจสูง มนุษย์ คนหลัง ๆ ก็จะมีใจสูงยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป จึงเรียกว่ามนุษย์. ถ้าใจต่ำก็ย้อนไปหาสัตว์ ไปหา ความเป็นสัตว์. ศาสนาเกิดขึ้นมาตามรสนิยมของท้องถิ่น ทีนี้ จิตใจ เราคอยมีแต่ จะลงไปทางต่ำ เหมือนกับปลามันจะลงน้ำอยู่เรื่อย ; เราก็ต้องมีสิ่งต้านทาน, ระบบต้านทานคือศาสนา. นี่จึงเกิดปัญหาทางศาสนาขึ้นมา, เกิดศาสนาขึ้นมาตามระดับ และตามความเหมาะสมของสถานการณ์. สถานการณ์นี้ก็ หมายถึงมนุษย์ที่อยู่ในท้องถิ่นที่ต่างกัน ในยุคสมัยที่ต่างกัน ; เพราะฉะนั้น ศาสนาจึง ไม่เหมือนกัน โดยข้อปลีกย่อย หรือโดยลักษณะภายนอก. เราจึงมีศาสนาตั้งมากมาย ; เดี๋ยวนี้ลองนับดูได้ตั้งสิบกว่าศาสนา :- ทางฝ่ายตะวันออกสุดแถวโน้น ก็มีศาสนาที่เก่าแก่อย่าง ลัทธิเต๋า ของเหลา จื๊อ, ของขงจื๊อ, ชินโต ของญี่ปุ่น. ขยับเข้ามาตรงกลางที่อินเดียก็มี ศาสนาพราหมณ์ โบราณ, ศาสนาพุทธ ศาสนาไขนะ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันของศาสนาพุทธ, ศาสนาฮินดู สมัยใหม่. ต่อไปทางตะวันออกก็ยังมีศาสนาโซโรอัสเตอร์ บรมโบราณ ของเปอร์เซีย, กระทั่งมี ศาสนายิว แล้วก็ ศาสนาคริสเตียน, ศาสนาที่คลอดออกมาจากหลักการอันนี้ คือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาบาฮออิ ใหม่ ๆ นี้เป็นต้น ; นี้ก็ตั้งสิบสองศาสนา ส่วน ปลีกย่อยยังมีอีกมากกว่านี้, ที่ปรากฏเด่น ๆ ในโลกเวลานี้มีตั้ง ๑๒ ศาสนา.

น.142 ๑๑๘ นี่ทำไมศาสนาจึงมีมาก และต่างกันโดยข้างนอก ข้างในเหมือนกัน ? ข้าง ใน เป็นระบบที่จะหนีอันตรายทางวิญญาณ ทั้งนั้น ในท้องถิ่นนั้น หรือในยุคนั้น สมัยนั้น, เขามีความคิดเห็นอย่างไรเขาก็พูดไว้อย่างนั้น. ที่มนุษย์มีต่าง ๆ กันก็รับเลือก เอาต่าง ๆ กัน ; แม้แต่กินอาหารนี้ คนเราก็เลือกเอาตามรสนิยม. การถือศาสนา ในโลกนี้เขาก็ เลือกเอาตามรสนิยม แล้วบางทีก็มีเหตุผลอื่น แทรกแซงบ้าง เช่นการถูกบังคับ การเผยแพร่เพื่อการเมืองนี้ก็มีเหมือนกัน ; แต่ว่า ส่วนใหญ่ส่วนสำคัญ มันอยู่ที่เลือกตามรสนิยมเพื่อให้มีศาสนา ทำให้มีศาสนาที่เหมาะแก่ รสนิยมของคนต่าง ๆ นานาชนิด. แต่แล้วไปดูให้ดีเถอะว่าเขามีความ มุ่งหมายที่จะให้ คนเราเป็นอยู่ด้วยความสุข สุขกายสุขใจ เย็นอกเย็นใจ, ไม่ร้อนด้วยความโง่ ก่อน แล้วก็ไม่ร้อนด้วยความโลภ ความโกรธ คือไม่ เป็นคนไข้ของอวิชชา, ไม่ถูกเสียบแทง อยู่ด้วยโรคนานาชนิดที่เกิดมาจากกิเลส ที่เกิดมาจากอวิชชา. ขอให้มองดูด้วยสายตา กว้าง ๆ อย่างนี้ก่อน ในวันแรกที่เราพูดกันถึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ศาสนามีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้าก็มีหลักการเดียวกัน ทีนี้ ศาสนาบางศาสนามีพระเจ้า บางศาสนาไม่มีพระเจ้า ; พวกที่ถือศาสนา มีพระเจ้าก็ว่าเอาเองว่า ถ้าศาสนาไหนไม่มีพระเจ้าศาสนานั้นก็ยังไม่ใช่ศาสนา ; นี่พูด อย่างลำเอียง อย่างเข้าข้างตัว. ผมถือเอาความหมายว่าสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา หรือ religion นี้ เป็นเพียงระบบการหนีอันตรายทางจิตทางวิญญาณ จะมีพระเจ้าก็ได้ ไม่มีพระเจ้าก็ได้ ; โดยปากพูด.

น.143 แต่ที่จริงแล้วมีพระเจ้ากันทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าศาสนาไหน แต่ไม่เรียกว่า พระเจ้าก็มี เพราะว่า มนุษย์ เราจะมีความรู้สึกโดยสัญชาตญาณเหมือนกันว่า มีสิ่ง สูงสุด : สิ่งสูงสุด ซึ่งเป็นต้นเหตุให้สิ่งทั้งปวง และควบคุมสิ่งทั้งปวงนั้นต้องมี. แม้ ในพระพุทธศาสนานี้ก็ถือว่าต้องมี ธรรมหรือธรรมชาติประเภทหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจเหนือ ธรรมชาติทุกสิ่ง เหนือสิ่งทั้งปวง เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง และ มีอำนาจครอบคลุมอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงในที่ทุกหนทุกแห่งนี้ก็มี ; แต่เราไม่เรียกว่าพระเจ้า เราเรียกว่าธรรมหรือธรรมะ ชื่อนั้น ๆ ตามชื่อ. นี่ โดยพฤตินัย ก็มีพระเจ้า อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ในสิ่งที่มีชีวิตและความรู้สึก แต่ โดยนิตินัย คือการบัญญัติ บัญญัติเอาตามใจชอบ : มีพระเจ้าอย่างนั้น มีพระเจ้า อย่างนี้, ไม่มีพระเจ้าอย่างนั้น ไม่มีพระเจ้าอย่างนี้. ทีนี้เมื่อปล่อยให้พวกที่ถือพระเจ้า อย่างบุคคลพูด เขาก็พูดว่าพระเจ้านี้มีแต่อย่างที่เขาถือ คือเป็นบุคคล มีหน้าตาเหมือนคน มีจิตใจ มีรัก มีเกลียด มีโกรธเหมือนคน ; นี้ก็ได้แต่พวกเขา. เรายอมรับไม่ได้ ; พระเจ้าอย่างนั้นเราเรียกว่าพระเจ้าของคนเด็ก ๆ ของคนที่มีความรู้สึกอย่างเด็ก ๆ . Personal god พระเจ้าอย่างเหมือนกับบุคคล เหมือนของเด็ก ๆ ; พระเจ้า ที่แท้จริงนั้นต้องเป็น impersonal จะเป็นอะไรก็แล้วแต่จะเรียก หรือเรียกไม่ถูกด้วยซ้ำไป. เราเรียกว่า impersonal ไม่ใช่อย่างบุคคล, ต้องเป็นอย่างพระเจ้า ; พระเจ้าที่แท้จริง เป็นอย่างนี้และมีอยู่โดยทั่วไป. บางพวกเขา เอาไปทำเป็นเหมือนบุคคล เสีย ให้มีอำนาจอย่างบุคคล ; กฎธรรมชาตินี้มันลงโทษคนทำผิด ให้รางวัลคนทำถูก คล้าย ๆ กับว่าเป็นบุคคล. นี้ เขาจะไปพูดกับคนมีการศึกษาน้อย ในป่าในดงในยุคในถิ่นที่เหมาะสมอย่างนั้น เขาก็ พูดอย่างให้เป็นบุคคล.

น.144 แต่ถ้าในถิ่นในประเทศที่เจริญด้วยวิชาความรู้มานานเป็นพัน ๆ ปี เขาก็ไม่พูด อย่างนั้น ; ฉะนั้น ในประเทศอินเดียซึ่ง เจริญด้วยความรู้ทางวิญญาณ มานานแล้ว จึงไม่พูดพระเจ้าอย่างบุคคล ขึ้นมา เช่นพุทธศาสนา ศาสนาไชนะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น. แต่สำหรับกลุ่มชนที่ยังโง่อยู่อย่างเดิม คือมวลชนส่วนใหญ่ของมนุษย์นี้ ยังโง่ อยู่ตามเดิม ก็พูดในรูปของบุคคลขึ้นมา ; ฉะนั้น เอาอำนาจหรือธรรมชาติอะไรมาทำ ให้เป็นบุคคลขึ้นมา, เขาเรียกว่าทำให้เป็นบุคคลาธิษฐานขึ้นมา, personification-พูด ที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นเหมือนกับเป็นคนขึ้นมา นี่เป็นปัญหายุ่งยากลำบากที่ทำ ให้เกิดการโต้แย้งโต้เถียง เสียเวลาเปล่า. เราก็ถือว่าพูดอย่างคนก็พูดไปซิ, ถ้าพูดอย่างไม่ใช่คนพูดก็พูดไปซิ ; แต่ ให้มัน มีหลักการปฏิบัติชนิดที่แก้ไขความชั่วทั้งหลายในจิตใจได้ก็แล้วกัน. แล้วถือ เอาหลักที่มันแก้ไขความชั่วร้ายในจิตใจได้นี้ เรียกมันว่า ศาสนา หรือ religion, ให้เป็น religion กันหมด. อย่าไปแบ่งออกว่าศาสนาบางศาสนาไม่ใช่ religion คือไม่ใช่ศาสนา อย่างนี้ไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้, มันเป็นศาสนาด้วยกันทั้งนั้น เพราะมุ่งหมายการขจัด ความทุกข์ในจิตใจด้วยกันทั้งนั้น. ที่พูดให้มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า นั่นแล้วแต่ความ จำเป็นของท้องถิ่น ของยุคของสมัย. ศาสนาโบราณมันก็มีมาตั้งแต่อย่างน้อยผมคิดว่าหลายพันปี ตั้งต้นตั้งแต่ ๘,๐๐๐ ปี มาก็ได้ ที่ว่ามนุษย์เริ่มเจริญด้วยเรื่องทางจิตใจขึ้นมาบ้างแล้ว ; แล้วก็มามี ศาสนา ที่เกือบจะเป็นพุทธศาสนาขึ้นมาในอินเดีย ในยุคก่อนพุทธกาลประมาณสัก ๕ - ๖ ร้อยปี เรียกว่ายุคอุปนิษัท. เริ่มเห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น แล้วก็เกิด พุทธศาสนาขึ้นมาเต็มรูปเมื่อ ๒๕๐๐ ปีมานี้. ต่อมาก็เกิดศาสนาคริสเตียนสัก ๕๐๐ ปี ต่อมา, ต่อมาประมาณสัก ๕๐๐ ปีมาก็เกิดศาสนาอิสลามเป็นต้น ; มันต่างกันตั้ง

น.145 ๕๐๐ ปี ๕๐๐ ปี. ท้องถิ่นหรือถิ่นที่เกิดนั้นก็ห่างไกลกัน วัฒนธรรมต่างกัน อะไร ต่างกัน มันก็เหมือนกันไม่ได้โดยพูดข้างนอก แต่ความมุ่งหมายข้างในเหมือนกัน คือ จะกำจัดเสียซึ่งกิเลสร้าย คือมารหรือซาตานในจิตใจ. ผมขอร้อง ให้ทุกคนมีใจกว้าง มองสิ่งที่เรียกว่าศาสนาอย่างนี้ แล้วก็จะ ไม่ถือเขาถือเรา. ถ้าคุณเรียนแพทย์ถึงที่สุด คุณจะพบเองว่า บางทีเราก็มีทางแก้ โรคอย่างเดียวกัน โดยวิธีที่ต่างกัน ตามที่จะมีให้ ตามที่จะหาได้ ; ถ้าคุณไม่มีหยูกยา เครื่องไม้เครื่องมืออะไรเลย คุณจะต้องรักษาโรคนี้ด้วยทางบำบัดทางพี่สิคส์ล้วนๆ : เรื่อง เย็นเรื่องร้อน เรื่องกระตุก กระชาก อะไรไปตามเรื่อง ดีกว่าจะไม่รักษาเสียเลย หรือ รู้เท่านั้นก็รักษาเท่านั้น, ถ้ารู้มากไปก็รักษาให้ลึกซึ้งขึ้นไป แต่ก็ด้วยความมุ่งหมาย อย่างเดียวกัน; เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกกัน. วิชาการแพทย์สมัยโบราณก็รู้เท่านั้น แล้วก็อย่าไปดูถูกเขา ; มีแต่ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขให้มันทันสมัยขึ้นจะดีกว่า. ศาสนาก็เหมือนกัน หลายพันปีมาแล้ว แล้วก็ตามลำดับ ๆ มันก็ต้องต่างกัน ; บางทีมองด้วยสายตาปัจจุบันแล้วก็จะคิดว่านั่นงมงาย. ที่จริงมันก็ไม่ใช่งมงาย มันฉลาด ที่สุด แล้วเป็นบรรพบุรุษของคนฉลาดเดี๋ยวนี้ ซึ่งสืบต่อกันมาตามลำดับ ดีขึ้น ๆ ๆ. แม้พุทธศาสนาเราเมื่อพูดตรงๆ ไม่เข้าใครออกใคร ก็ได้รับระบบปฏิบัติของลัทธิอื่นที่มีมา อยู่ก่อนพุทธศาสนานั้นเข้ามา ; เช่นระบบศีลห้านี้ มันเก่าแก่โบรมโบราณ จนไม่รู้ว่า มีมาแต่ครั้งไหน. เรื่องศีลห้า ก็มาอยู่เป็นหัวใจสำคัญแม้ในพระพุทธศาสนา, คำว่า กิเลส, คำว่า นิพพาน ; เขาก็พูดถึงกันอยู่แล้วแต่กาลก่อน เขาเข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่ถึงที่สุด พุทธศาสนามาทำให้ถึงที่สุด. ถ้ามองอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นเครือเดียวกันมาตลอดทั้งโลก ทุกยุคทุก สมัย เช่นวิวัฒนาการของมนุษย์ ของมนุษยชาติ ; อย่าว่าของพวกนั้นพวกนี้ ซึ่งเป็น

น.146 การเห็นแก่ตัวถือพวกถืออะไร ; ใช้คำว่ามนุษยชาติทั้งหมดไม่ยกเว้นใคร ได้วิวัฒนาการ ทางความรู้ ทางการศึกษา เรื่องจิตเรื่องวิญญาณนี้มาตามลำดับ ๆ ๆ จนกระทั่งสูงสุด. ส่วนข้อที่ศาสนาสูงสุดแล้ว ทำไมบางคนยังไม่ยอมรับ ? นี้ก็คือโง่, ย้อนกลับไปเป็น คนโง่ หรือว่าเพราะทนอำนาจการยั่วยวนของวัตถุนิยมสมัยปัจจุบันไม่ไหว สมัครไปถือ ลัทธิวัตถุนิยมนั้นเป็นศาสนาเสีย. นี้ก็เห็นได้ว่า แม้มีพุทธศาสนาที่ดีที่สุด ที่สูงสุดอยู่แล้ว คนก็ยังไม่เอาหรือ ว่าไม่สนใจ ; ไปเป็นทาสของกิเลสตัณหามากขึ้น แล้วธรรมชาติก็ลงโทษให้เดือดร้อน ระส่ำระสายกันทุกหัวระแหง ด้วยสงครามบ้าง ด้วยเหตุอย่างอื่นบ้าง. แต่รวมความแล้ว ก็ได้ความว่า ด้วยอำนาจของกิเลสที่ทวีขึ้นในโลกมากขึ้นนั่นเอง. นี่เราพูดกันให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศาสนา และคุณสมบัติของศาสนา ที่มัน จำเป็นแก่สิ่งที่มีชีวิตคือมนุษย์. ในวันแรกนี้ ผมขอร้องให้คุณดูศาสนาอย่างกว้าง ๆ อย่างที่เรียกว่า outline นี้ เพื่อจะได้เห็นทั้งหมด ไม่ใช่รายละเอียด ; แต่ว่าเห็นในหลักการทั้งหมดหรือเค้าโครง ทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา : ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าศาสนาขึ้นมา ในทางฝ่าย วิญญาณ สืบต่อจากฝ่ายร่างกาย ซึ่งเบี้ยว หรือปู มด แมลง อะไรมันก็มีกัน มันรู้จักกลัว รู้จักหนีเอาตัวรอดทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เราเป็นมนุษย์ ก็มีเรื่องเอาตัวรอดในฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณ สมแก่นามว่ามนุษย์กันบ้าง ไม่เช่นนั้นก็เป็นสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง. ผู้ไม่มีธรรมะส่วนนี้ ก็คือสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีหลักการแต่โบรมโบราณ ไม่รู้ ครั้งไหนพูดไว้ว่า : - การกินอาหาร - การแสวงหาความสุขจากการนอน - การรู้จัก

น.147 ขี้ขลาดต่ออันตรายแล้ววิ่งหนี - การประกอบเมถุนธรรม คือการสืบพันธุ์, ๔ อย่างนี้ มีได้เสมอกันในระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ; ธรรมะเท่านั้นที่ทำความผิดแปลกแตกต่างจาก สัตว์ ปราศจากธรรมะเสียแล้วคนกับสัตว์ก็เท่ากัน, นี่มีอยู่ในรูปภาษาโบราณ ก่อนภาษา สันสกฤต มาเป็นภาษาสันสกฤต มาเป็นภาษาบาลี. ในพุทธศาสนาก็มี : อาหารนิททา ภยเมถุนญจ สามาญญเมตปปสุภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมนหินา ปสุภิ สมานา อยู่ในรูป อินทรวิเชียรฉันท์. นี้มันบอกความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน ตรงที่ มนุษย์มีธรรม คือมีระบบปฏิบัติทางจิตใจให้สูง ๆ ขึ้นไป ; พอไม่มีธรรม หรือเอา ธรรมออกไปเสีย สิ่งที่เหลือก็เท่ากัน ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน. นี้เรามองในแง่นี้ ศาสนาที่ถูกต้อง ก็คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ผิดแผลแตก ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน โดยความเป็นอยู่ โดยอาศัยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดและ หนีภัยด้วยกันทั้งนั้น. พระศาสดาเป็นดุจแพทย์ ช่วยรักษาโรคไม่ให้เบียดเบียน ทั้งตนและผู้อื่น เดี๋ยวนี้ก็พูดในรูปของอุปมาว่า ว่าการตกอยู่ภายใต้อันตรายนี้เป็นเหมือนกับ เป็นโรค ต้องการหาย มี พระศาสดาแห่งศาสนา นั้น ๆ เป็นเหมือนนายแพทย์ ช่วย รักษาโรคหรืออันตรายอันนี้ให้เรา ; ถ้ามองอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ รักใคร่แก่กันและกัน ในหมู่มนุษย์ทุกชาติทุกศาสนา และก็เลยลงไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย.

น.148 ผู้ที่มีศาสนาที่แท้ ถือความเห็นอกเห็นใจ แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน จึงไม่มีการ เบียดเบียนทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์เดรัจฉาน, หรือว่ารู้ไปได้เท่าไรว่ามันมีสิ่งที่มีชีวิต มีความ รู้สึกอยู่ที่ไหนเท่าไรมันก็เห็นใจหมดนั้นเลย : มีเมตตา มีความรักไม่มีขอบเขต. อันนี้ก็ เป็นหลักของศาสนาทั่วไปทุกศาสนา ให้มนุษย์มีความรักใคร่กัน ; ยิ่งกว่านั้นก็เลยลง ไปถึงสัตว์เดรัจฉาน เราถือว่าถ้าเราทารุณให้ร้ายต่อสัตว์เดรัจฉาน ไม่เท่าไรก็ต้องทารุณ โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นตีวงของความเมตตากรุณา ให้ไกลลงไปถึง สัตว์เดรัจฉาน เช่นมด แมลง อย่างนี้. คุณอย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องงมงาย ที่จะไปปรานีแก่มด แมลง ; ถ้าจะไปฆ่า มดฆ่าแมลง ต้องฆ่าด้วยความจำเป็น หรือว่ามันหมดทางแล้ว. อย่าไปทำโดยจิตใจ ที่โหดร้าย หรือไปตีราคามดแมลงว่าไม่มีค่า. ในบางครั้งเราต้องกินต้องถ่ายทั้งที่เป็น พระนี้ ฆ่าตัวพยาธิในท้องนี้ ก็ทำไปด้วยความรู้สึกเมตตากรุณา ; แต่ว่ามันจำเป็นที่ จะต้องทำอย่างนั้น ต้องเสียสละฝ่ายนั้นเพื่อเอาฝ่ายนี้ชีวิตรอด. พระก็ฉันยาถ่าย ที่ฆ่า ตัวพยาธิในท้องเหมือนกัน ไม่ถือว่าเป็นผิดวินัยหรือร้ายกาจอะไร ; แต่ต้องตั้งจิตใจ ให้ถูกต้องตามหลักของศาสนา นี้เรียกว่าเมตตากรุณา ที่มีมูลมาจากความเห็นภาวะที่น่า สงสารอย่างเดียวกันหมดทั่วถึงกันหมด มันเป็นมูลฐานของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. รวมความแล้วก็คือความไม่เบียดเบียน; ถ้ามองดูผลแล้ว เป็นความไม่ เบียดเบียน. ความไม่เบียดเบียนนี้มีสองอย่าง : ไม่เบียดเบียนตัวเรา, และไม่เบียดเบียน ผู้อื่น. ถ้าเราโง่เมื่อไร เราเบียดเบียนตัวเราเมื่อนั้น ; ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นเมื่อไร มันเบียดเบียนตัวเราเมื่อนั้น. เราอย่าเบียดเบียนตัวเรา เราก็ทำลายความโกรธ ความหลงไป แล้วไม่เบียดเบียนผู้อื่นอีก ; เพราะว่าเบียดเบียน ผู้อื่นนั้น มันทำลงไปเพราะว่ามีความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเบียดเบียนตัวเรา.

น.149 เรา ทำลายตัวตนนี้เสีย มันก็ไม่เบียดเบียนตัวเราและไม่เบียดเบียนผู้อื่น ; นั้นเป็น ยอดสุดของศาสนาทุกศาสนา. คำโบราณจนไม่รู้ว่าเขากล่าวกันไว้แต่ครั้งไหนว่า อหิงสา ปรโม ธมฺโม - ความไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม, เป็นคำที่เกิดในประเทศอินเดีย ต้องใช้ภาษา อินเดีย แต่ไม่รู้ว่ากล่าวกันไว้แต่ครั้งไหน ดึกดำบรรพ์ยิ่งกว่าดึกดำบรรพ์. คำว่า "ไม่ เบียดเบียน" มันขยายความออกมาดีขึ้น ๆ ดีขึ้น จน ไม่เบียดเบียนตัวเรา ไม่เบียด เบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนโดยประการทั้งปวง นี้เป็นบรมธรรม คือ ธรรมะสูงสุด เป็น summum bonum สำหรับมนุษย์. ถ้าเราถือหลักอันนี้แล้ว ถือเพียงข้อเดียวเท่านี้ มันก็เป็นอันถือหมดทุกศาสนา ทุกข้อทุกแง่ทุกกระทง, คืออย่าทำให้เกิดการเบียดเบียน ตัวเองด้วยความโง่ หรือความโลภ ความหลงก็ตามใจ และมันก็ไม่มีทางเบียดเบียนใครได้ แม้แต่มดแมลง. หลักพุทธศาสนา มีไตรรัตน์เป็นวัตถุสำคัญ ศาสนาอื่นก็มีทำนองเดียวกัน ทีนี้ outline ของเรา จะขยายออกไปถึงข้อที่ว่า วัตถุสำคัญที่เป็นหลักใน ศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ก่อน. เราเรียกว่าไตรรัตน์ หรือรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; ให้สังเกตคำว่าไตร ซึ่งแปลว่า สาม นั้น. คำนี้มัน ประหลาดอย่างไรก็ไม่รู้ ไปใช้เป็นจำนวนสำหรับจับหรือนับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สูงสุดเสียมากมาย จะว่าเป็นทุกศาสนาก็ได้ : -

น.150 อย่างในศาสนาคริสเตียน หรือเครือเดียวกับคริสเตียนก็มี trinity ความเป็น สาม, ความเป็นสามในคริสเตียนก็คือ พระเจ้า พระจิต และพระบุตร ; มี ๓ ที่สำคัญ ที่สุดในศาสนาคริสเตียน. ศาสนาในอินเดียแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบันก็มี ตรีมูรติ แปลว่าวัตถุสำคัญ ในศาสนา ๓ อย่าง คือพระเจ้าสามองค์ : พระเจ้า ผู้สร้าง โลกองค์หนึ่ง, พระเจ้า ผู้ควบคุม โลกองค์หนึ่ง, พระเจ้า ผู้ทำลาย โลกนี้องค์หนึ่ง. พระเจ้าองค์ที่สร้างโลก ก็สร้างขึ้นมาใหม่, องค์ผู้ควบคุมก็ควบคุมต่อไป, องค์ที่ทำลายก็ทำลายอีก, แล้วก็สร้าง ขึ้นมาใหม่อีก. พระเจ้าสามองค์มีเท่านี้ คือสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด, มีอำนาจจริง ๆ สูงสุด ในการที่กระทำให้มีโลกนี้ขึ้นมา แล้วควบคุมโลกให้เป็นไปตามกฎ แล้วก็ทำให้โลกสิ้นสุด ไปเป็นคราว ๆ เป็นคราว ๆ เขาเรียกว่าพระเจ้า : พระพรหมสร้างโลก, พระนารายณ์ ควบคุมโลก, พระอิศวรทำลายโลก, อะไรก็แล้วแต่จะบัญญัติ. แต่ในที่นี้เอามาพูดก็เพื่อให้นึกถึง จำนวนสาม มันเป็นจำนวนศักดิ์สิทธิ์ ประหลาดชอบกล โดยมนุษย์เอามาใช้มากในลักษณะอย่างนี้ มัน เกิดเป็นจำนวนเลขที่ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วมันเป็นความจริงทั้งนั้น. แต่ว่าหลักการใหญ่ มันคงอยู่ที่ตรงที่ พวกเรากำลังพูดกันอยู่นี่คือ มี นายแพทย์ที่จะรักษาโรค, มีอุปกรณ์ ที่จำเป็นแก่ การรักษาโรค แล้วก็มีผู้ปฏิบัติงาน หรือว่ารวมทั้งสถานพยาบาล ออฟฟิศอะไรด้วย. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดรักษาโรค เหมือนนายแพทย์ ใหญ่, พระธรรม นี้รวมทั้งการรักษาโรค วิธีการรักษา หยูกยาที่จะใช้รักษาโรค, คณะสงฆ์ ทั้งหมดก็เหมือนกับออฟฟิศ หรือ สำนักงาน หรือสถาบันที่จะดำเนินงาน มันก็ครบ ในการที่จะล้างผลาญโรคให้หมดไปจากโลก.

น.151 ศาสนาคริสเตียน เขาก็ มีพระบิดา เป็นต้นตอให้กำเนิด เป็นเหมือนกับ บุคคล เขาพูดประเภทมีบุคคล และ มีพระจิตที่ จะให้มาเป็น พระบุตร หรือว่าเป็น ศาสดาพยากรณ์องค์ไหนก็ตาม เช่นพระเยซูเป็นต้น เป็นพระบุตร. พระจิตที่เรียกว่า Holy ghost ผมว่านี้แหละคือ ตัวพระธรรม ซึ่งในพุทธศาสนา เรียกว่าพระธรรม, อาจารย์ผู้สอนศาสนาคริสเตียนบางคนไม่ยอมรับฟัง ไม่เชื่อ แล้วยัง ไปเขียนล้อผมก็มี คือเขาไม่มีวิธีมองอะไรลึก ๆ เหมือนพวกเรา. พระจิตนั้นเขายอมรับ ว่าไม่ใช่บุคคล เป็นสภาพอะไรอย่างหนึ่ง ; พระบิดาเป็นบุคคล, พระบุตรเป็นบุคคล. แต่พระจิตที่จะทำให้มีการสัมพันธ์กันทั่วถึงอย่างนี้ เขาว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หรือผีศักดิ์สิทธิ์ อะไรอย่างนั้น ; แต่ว่านั่นแหละคือพระธรรม ถ้าขาดพระธรรมแล้ว มันก็ไม่มีความ หมายอะไร. พระธรรมที่เรียกในคัมภีร์ตอนอื่นว่า แสงสว่าง the light หรือเรียกที่ตอนอื่น ว่า the word คำพูด นั่นแหละคือ พระธรรม, นั่นแหละคือ พระจิต ; ยิ่งคิดยิ่งมอง เห็นว่า มันมีความหมายลึกอยู่ที่คำ ๆ นี้. ฉะนั้น ในศาสนาคริสเตียนก็มีพระบิดาเป็น ต้นกำเนิด เหมือนกับสิ่งทั้งปวง แล้วก็มี เครื่องอุปกรณ์สำหรับใช้คือพระจิต และก็มี คนที่เป็นพระบุตร เป็นยุค ๆ เป็นสมัย ๆ ไป สมัยหนึ่งมาถึงพระเยซู ก็ครบที่จะเยียวยา รักษาโรคของโลกเหมือนกัน. พระเยซูเอาอำนาจอะไรมารักษาโรค เขาว่าอำนาจ ศักดิ์สิทธิ์ พูดเป็นทำนองศักดิ์สิทธิ์ ; นั่นแหละคือพระจิต และนั่นแหละคือตัวแท้ของ พระธรรม. ที่เรียกว่า trinity ของคริสเตียน ก็มีความหมายอย่างเดียวกับพระรัตนตรัย ของเราอย่างนั้น ; แต่จะให้เหมือนกันดิกทุกคำพูดไม่ได้ เพราะนั้นเขาพูดกันแบบ บุคคลาธิษฐานเกินไปตามแบบของเขา.

น.152 เราพูดกันแบบธรรมาธิษฐานตามแบบของเรา, แม้ว่าเราจะพูดตามแบบ บุคคลาธิษฐานบ้าง เราก็พูดอย่างตามแบบของเรา. นี้ก็เป็นอันหนึ่งซึ่งต้องรู้ไว้ว่า แต่ละศาสนาต้องมีอะไร จะเรียกว่าอะไรดี คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ประเสริฐที่สุด จำเป็น ที่สุด สำคัญที่สุดอะไรนั้น ต้องมีสิ่งนั้น. เรามีพระรัตนตรัย ในเมื่อคริสเตียนเขามี trinity แปลเป็นไทยว่า ตรีเอกานุภาพ, แล้วแต่จะแปล มันอยู่ที่คนแปลต่างหาก, แปลผิดก็มี แปลภาษาศาสนาคริสเตียนมาเป็นภาษาไทยผิด ๆ ก็มี. เขาแปลตามตัว พยัญชนะมากเกินไป. เรื่องนี้มีเรื่องมากที่จะพูดกัน ไว้โอกาสอื่น. ศาสนาย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ให้คนเลื่อมใส เดี๋ยวนี้ต้องการให้ทุกคนมองเห็น โดยเฉพาะพวกคุณที่เพิ่งเข้ามาสู่ความสนใจ อันนี้ ศาสนา ต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์, มัน อยู่ ได้ด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์. สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ใช้ได้ ทั้งคนมีปัญญาและทั้งคนโง่ : คนโง่ก็เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ไปตามแบบคนโง่, คนมีปัญญา ก็ถือให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดไปตามแบบของคนมีปัญญา. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่ คนโง่ถือ ก็ศักดิ์สิทธิ์ไปตามแบบของ คนโง่ งมงาย, พวกมีปัญญาถือ ก็เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บริสุทธิ์สะอาด เกลี้ยงเกลา แจ่มใส ชัดเจน ; แต่แล้วก็ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยกัน. ถ้าไม่มีความ ศักดิ์สิทธิ์แล้วก็จะไม่มีใครสนใจและนับถือ.

น.153 คนมีปัญญามองเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัยอย่างถูกต้อง ในแง่ของ logic ในแง่ของวิทยาศาสตร์ ในแง่ของอะไร ๆ ก็ตาม; ยิ่งไปดูเข้าก็ยิ่งพบความมีค่าน่าสนใจ เขาก็นับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สะอาดบริสุทธิ์. ทีนี้คนโง่มองไม่เป็น ช่วยไม่ได้ที่มอง ไม่เป็น ทำอย่างไร ๆ ก็มองอย่างนี้ไม่เป็น ก็ต้องมองไปอีกแบบหนึ่งตามความเชื่อว่า ศักดิ์สิทธิ์ นี้เป็นหลัก. ฉะนั้นวัตถุในศาสนาจึงไปอยู่ในรูปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างงมงาย ไปที่ก่อน ไปพลางก่อน, สำหรับคนที่ยังงมงาย ยังแก้ไขไม่ทัน. อย่าไปดูถูกเขา ในการที่เขาไหว้วัตถุในศาสนา ในฐานะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไปพลางก่อน ; เช่นเอาพระพุทธรูปไปเป็นเครื่องราง ไปเป็นอะไรทำนองนี้, เอา ผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของความประเสริฐสูงสุด มันก็ได้เหมือนกัน ; เพราะมอง ไม่เห็นลึกกว่านี้ ก็เอาวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวศาสนาไปก่อน. เรา ก็ไม่ไปติเตียนเขา แต่เรารักเขา เอ็นดูเขา สงสารเขา ช่วยแก้ไขเขา ให้มีความสว่างไสว ขึ้นมาตามลำดับ ; ไม่เท่าไรเขาก็จะรู้เหมือนเรา. ถ้าเรามัวไปดูหมื่นดูถูกเขา ก็ไม่มี วันที่จะทำให้เขารู้เหมือนเรา, ก็มีแต่การทะเลาะวิวาท โดยจะผิดความมุ่งหมายของ ศาสนา ที่ต้องการให้เป็นไปเพื่อความสันติภาพ มันกลายเป็นไปเพื่อความเบียดเบียน ซึ่งกันและกันเสีย. การที่เราเข้ามารับนับถือศาสนา เข้ามาสนใจในการรักษาโรคทางวิญญาณนี้ มันต้องมีหลักการอย่างนี้ แล้วก็แน่นอนที่จะต้องไปยึดหลักในสิ่งที่ควรยึดเป็นหลัก ด้วย สุดชีวิตจิตใจเลย ก็เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็กลายเป็น ของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ทั้งแก่ปัญญาชน และทั้งแก่ผู้ที่ไม่ใช่ปัญญาชน.

น.154 การยอมรับนับถือศาสนา เริ่มแรกเรียกว่าสรณคมน์ ทีนี้ก็มาถึงระยะเริ่มแรก ที่เราจะเข้าสู่ระบอบการอันนี้ หลักการอันนี้ เรามี ระบบการที่เรียกว่า สรณคมน์ จะโดยรูปพิธีรีตองก็ตาม จะโดยรูปการกระทำที่ถูกต้อง แท้จริงก็ตาม จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสรณคมน์ ; อาคมน แปลว่า มาถึง สรณ แปลว่าที่พึ่ง ; เราไม่แปลก็ได้ เราเรียกว่าสรณะเฉยๆ สรณะก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าที่พึ่ง สรณคมน์ แปลว่า การมาสู่หรือมาถึงที่พึ่ง. ก่อนนี้เราไม่สนใจก็ตามใจ แต่ถ้าเราจะ นับถือพุทธศาสนา, เราก็ต้องมาสู่สิ่งที่เป็นสรณะ นี้ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ทีแรกก็มาอย่างพิธีรีตองว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ จับเด็กตัวเล็ก ๆ มาเป็น พุทธมามกะ มาว่า fomula อันนี้เป็นพิธีรีตองไปตามเรื่อง ; ต่อมาโตขึ้น โตขึ้น ก็เข้าใจ ๆ แล้วก็ปฏิบัติไป. เพราะฉะนั้นการถึงสรณะ มีตั้งแต่พิธีรีตองอย่างจำเป็น คือ ว่ามันทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ หรือเป็นในลักษณะที่งมงาย แล้วค่อยดีขึ้น ๆ กระจ่างขึ้น แจ่มใสขึ้น. อย่างพวกคุณรู้หลักพุทธศาสนา รู้วิธีปฏิบัติ แล้วปฏิบัติอย่างปัญญาชน นี้ก็เป็นสรณคมน์ที่ดีที่ถูกต้อง ที่ประเสริฐ ที่จำเป็นแก่มนุษย์ทุกคน ถึงแล้วหรือยัง คุณก็ไปตรวจสอบดูตัวเองก็แล้วกัน ไม่ใช่หน้าที่ของผมจะพูดเรื่องส่วนตัวของคุณ, แต่ ขอเตือนว่า นี้เป็นสิ่งที่ต้องทำและทำเอง. ที่พูดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ฟัง นี้สำหรับไป ทดสอบตัวเองว่าได้มีสรณคมน์แล้วหรือยัง ; ถ้ามีแล้ว มีกี่มากน้อย ไปถึงไหนแล้ว ไปถึงตรงกลางหรือไปถึงยอดสุดแล้ว ซึ่งเราจะได้พูดกันให้ละเอียด.

น.155 ที่เราพูดกันแต่โดยใจความ ก็เป็นเรื่องให้เข้าใจในสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้ แล้ว ก็ทุ่มเทกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้นลงไปในสิ่งนั้น แล้วจะเกิดเป็นการเริ่มต้นการรักษาโรคทาง วิญญาณขึ้นมาทันที ; ฉะนั้นขอให้เข้าใจวิธีการที่จะรับนับถือพุทธศาสนาเป็นก้าว แรก ของการที่เข้ามาสู่การรักษาโรคทางวิญญาณ. การรับนับถือศาสนานี้ที่ใช้หัวข้อนี้มันกว้าง ความหมายมันกว้าง : นับตั้งแต่ เริ่มสนใจ, เริ่มแสวงหาการรักษาโรคนี้, แล้วรับการรักษาโรคนี้อยู่ จนกระทั่งปลอด โรคนี้, นี้เรียกว่าการรับนับถือศาสนาทั้งนั้น. มันมีได้ตั้งแต่ระยะเริ่ม ยังไม่รู้จัก, เริ่ม สนใจ, แล้วก็เริ่มติดตามไปจนกระทั่งรู้จัก ซึ่งเรียกว่าแสวงหา. หลักการรักษาโรคโดยวิธีของศาสนาได้แก่ ปริยัติ, ปฏิบัติ, ปฏิเวธ สิ่งที่เรียกว่าศาสนา เพื่อประโยชน์แก่การรักษาโรคนี้อาจจะแบ่งได้ตามนัยะที่ พวกอรรถกถาจารย์แบ่งไว้ :- ปริยัติศาสนา หมายถึงการศึกษาเล่าเรียน, - ปฏิบัติ ศาสนา หมายถึงการประพฤติปฏิบัติไปตามที่เล่าเรียน, - ปฏิเวธศาสนา หมายถึงการ ได้ผลของการปฏิบัติ ตามที่ปฏิบัติได้เท่าไร. นี้ก็มี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นตัวศาสนา : การเตรียมตัวเข้ารับการรักษาโรคนี้ ก็คือปริยัติศาสนา, การรับการศึกษาโดยตรง มันก็คือการปฏิบัติศาสนา นับตั้งแต่ถือสรณคมน์ มีปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จนกระทั่ง บรรลุมรรค ผล นิพพานแล้ว, การหายจากโรคเป็นปฏิเวธศาสนา หมายถึงมรรค ผล นิพพาน. - เตรียมตัวกันค้นคว้าหาวิธีการรักษาโรคเป็นปริยัติ - ลงมือรักษาโรคก็

น.156 เป็นปฏิบัติ - หายจากโรคก็เป็นปฏิเวธ. มีอยู่สาม : - ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ควรจะ จำไว้ด้วย ; ถ้าจำหัวข้อเหล่านี้ไว้ได้ จะสะดวกในการที่จะศึกษาอะไรต่อไป ถ้าอะไรก็จำไม่ได้สักคำหนึ่ง หรือไม่สนใจจำแล้วคุณจะยิ่งยุ่งหัว, จะเวียนหัว แม้ที่สุดคุณอาจจะยอมแพ้ คือไม่อยากจะศึกษามันอีก ปล่อยไปตามบุญตามกรรมเลย. ฉะนั้นสิ่งใดที่ควรจดควรจำ ก็ควรจดควรจำให้แม่นยำ โดยเฉพาะหัวข้อที่สำคัญ อย่างที่ได้พูดมาแล้ว ซึ่งไม่ใช่มันมีมากมายนัก. ขอให้จำเท่าที่จำเป็นจะต้องจำ สำหรับ ที่จะไปคิดไปนึกไปศึกษา ไปพิจารณาอยู่เสมอเป็นประจำวัน ทบทวนอยู่เป็นประจำวัน. สิ่งที่ยุ่งยากราวกับว่าจะจำไม่ได้ ถ้าจะจำก็จำได้, ถ้ารักจริงก็จำได้ กระทั่ง จำได้ทั้งไตรปิฎกนี้ ; เพราะสิ่งต่าง ๆ แม้มันมากมายนับไม่ไหวก็ตามที แต่เขาจัดระบบ ให้มาอยู่เป็นพวก ๆ classify หรือว่า systematise เสีย เข้ามาเป็นพวก ๆ จะเหลือน้อย เข้า ๆ : เหลือสาม เหลือสอง เหลือหนึ่ง. ความรู้ทางธรรมทางศาสนานี้ก็เหมือนกันให้ใช้วิธีสังเคราะห์ synthesis หรือ synopsis หรืออะไร, มันก็จะเหลือน้อยเข้า ๆ จนเหลือคำเดียว เช่นว่า "ดับทุกข์" เพียง คำเดียว แล้วก็ค่อยๆ ขยายออกไปว่าทำอย่างไร, แล้วต้องรู้อะไรบ้าง มันก็มากออกไป ๆ ตัวศาสนาคือตัวดับทุกข์. นี้เราพูดกันถึงวิธีการก้าวเข้ามารับการรักษาโรคทางวิญญาณในพระพุทธศาสนา ตามระบบที่นายแพทย์ใหญ่ คือองค์พระศาสดา ที่เป็นผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลก ทั้งปวงได้วางไว้อย่างไร ; เรียกสั้น ๆ ว่า วิธีการรับนับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ. เวลาของเราก็สิ้นสุดลงสำหรับวันนี้เพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต