น.157 วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว วันนี้เป็นการบรรยายครั้งที่ ๖ ของ เตกิจฉกธรรม ซึ่งจะได้บรรยาย โดยหัวข้อว่า สภาพปกติทางมรรยาท ในฐานะเป็นเครื่องเยียวยารักษาโรคทาง วิญญาณ. ๑๓๓
น.158 ๑๓๔ ทุกวันเราต้องเริ่มขึ้นต้นด้วยคำไหว้ครูว่า สพพญญู สพฺพทฺสาวี ซีโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก ซึ่งแปลว่า อาจารย์ของเรา เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นพระศาสดาที่มีกรุณาใหญ่หลวง เป็น ผู้ชนะมาร เป็นผู้แก้ไขเยียวยารักษาโรคของโลกทั้งปวง ดังนี้ ทุกคราวไป. สภาพปกติทางมรรยาทก็คือ "ศีล" สำหรับวันนี้ที่จะกล่าวโดยหัวข้อว่า สภาพปกติทางมรรยาทนั้น ที่จริงก็คือ เรื่อง "ศีล" นั่นเอง ; แต่ถ้าจะเรียกชื่อว่าศีล คนส่วนมากก็จะทำจมูกย่น ซึ่งอาจจะ รวมถึงพวกคุณทั้งหลายเหล่านี้ด้วยก็ได้. แต่พอพูดถึงด้วยคำว่า "สภาพปกติทาง มรรยาท" ก็ดูจะไม่เป็นเช่นนั้น คืออาจจะสนใจ, อย่างน้อยก็ด้วยความสงสัย ว่ามัน เป็นเรื่องอะไรกันแน่. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ๒ ของบรรดาสิ่งที่เป็นเครื่อง เยียวยารักษาโรค. ในครั้งที่แล้วมาก็ได้กล่าวถึง การรับนับถือศาสนา นั้นก็เป็นเรื่อง ที่ ๑ เพื่อการเยียวยารักษาโรค. วันนี้เป็นเรื่อง สภาพปกติทางมรรยาทของชีวิต ที่ควรจะต้องการ ก็เป็นเรื่องการรักษาเยียวยาโรค อีกเหมือนกัน ทำไมจึงได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ในวันนี้ คือกล่าวถึงเรื่องศีล ในนามที่ไพเราะ เพราะพริ้ง หรืออาจจะไพเราะเพราะพริ้งสำหรับพวกคุณ ว่าสภาพปกติทางมรรยาทของ ชีวิตที่ควรจะต้องการ. ลองเปรียบเทียบดู จะพูดว่า "ศีล" ก็เบื่อระอา ในฐานะที่ เป็นระเบียบ เป็นธรรมซ้ำ ๆ ซาก ๆ ครึ ๆ กระๆ ตามศาลาวัด ; แต่ถ้าพูดว่า "สภาพ
น.159 ปกติทางมรรยาทของชีวิต ที่ทุกคนควรจะต้องการ" อย่างนี้คุณพังออกรู้เรื่อง และก็มี ส่วนที่น่าสนใจ ถ้าพูดว่าศีลคุณฟังไม่ออก หรือว่าออกไปในทางที่มีความหมายที่ครึกระ ถูกเหมาว่าเป็นของครึกระเบื่อระอา นี้ก็เพราะว่า พวกนักศึกษาสมัยนี้ ไม่รู้จักสิ่งที่ เรียกว่า ศีล นั่นเอง, หรือถ้ารู้จักศีล ก็รู้จักน้อยเกินไป ส่วนมากก็ไม่รู้จักเสียเลย เพียงแต่ได้ยินคำว่าศีล. ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ดูหมิ่น พูดตามที่สังเกตเห็น ตามที่เป็นจริง, และความจริง ก็มีอยู่ว่า ถ้ารู้จักศีลแล้วจะชอบศีล, ยิ่งรู้จักศีลมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งชอบศีลมากขึ้น เท่านั้น ; เดี๋ยวนี้ถ้าคุณไม่ชอบศีลก็หมายความว่า คุณไม่รู้จักศีล, ผมยืนยันได้ว่า ใครก็ตามถ้ารู้จักศีล จะชอบ สิ่งที่เรียกว่าศีล ; ถ้าไม่รู้ก็ไม่ชอบ, ยิ่งรู้ผิด ๆ ก็จะยิ่งเห็น ว่ามันครึกระ ยิ่งนักศึกษาสมัยปัจจุบันนี้ ก็ไม่มีการศึกษาเรื่องศีล ; ได้ยินได้ฟังแต่ ในแง่ที่มันเอือมระอา จึงทำจมูกย่นเมื่อได้ยินคำว่าศีล. ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ; ถ้ารู้จักศีลจะชอบศีล ยิ่งรู้จักเท่าไรก็ยิ่งชอบมากขึ้น เท่านั้น นี่จึงได้พูดเรื่องศีล ให้เป็นที่รู้จักกันไว้. และขอให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติเรื่อง แรกที่สุดของการนับถือ หรือรับนับถือพระศาสนา เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดี. การรับนับถือศาสนา มิใช่พูดแต่ปาก ต้องทำจริง สำหรับการรับนับถือศาสนานี้ ยังตกอยู่ในสภาพที่หน้าไหว้หลังหลอกกันอยู่ ทั่ว ๆ ไป แทบจะทุกหนทุกแห่ง คือปากพูดว่านับถือศาสนา แต่ในใจนั้นมันนับถือ "ตัวกู". ทุกคนที่เป็นคนไทยก็นับถือพุทธศาสนาโดยกำเนิด โดยทะเบียน โดยกฎหมาย
น.160 โดยอะไรกันอยู่ทั้งนั้น นี่ก็เป็นแต่เรื่องปากพูด ; ส่วนจิตใจนั้นนับถือตัวกู, เห็นตัวกู เป็นใหญ่ ใหญ่กว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พวกพุทธบริษัทที่สวดทำวัตร โดยเฉพาะทำวัตรเย็นอยู่ทุกวันว่า พุทธสุสา- หฺสมิ ทาโส ว - ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, ธมมสสาหฺสมิ ทาโส ว - ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, สงฆสฺสาหฺสมิ ทาโส ว - ข้าพเจ้าเป็น ทาสของพระสงฆ์. นี้ก็มักจะพูดแต่ปาก ปากมันพูดว่าเป็นทาสพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; แต่ใจเป็นทาสตัวกู คือเป็นทาสของกิเลสนานาชนิดที่ออกมาจากความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกู - ของกู. การรับนับถือศาสนาในลักษณะเช่นนี้ ใคร ๆ ก็เห็นได้ชัดว่า มันเป็นเรื่องหน้าไหว้หลังหลอก เป็นสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้มันถูกต้อง. การที่จะทำให้ถูกต้อง ปราศจากความหน้าไหว้หลังหลอกมีอยู่นิดเดียวคือ อย่าพูดแต่ปาก ต้องทำจริง ๆ ด้วย. เรื่องศีลนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำจริง ๆ อย่างหนึ่ง ในบรรดาเรื่องที่ต้องทำให้จริง ๆ ; เพราะฉะนั้น ขอให้ช่วยกันชำระสะสางสิ่งที่เรียกว่า การนับถือศาสนา ซึ่งจะ เริ่มต้นขึ้นมาด้วยเรื่องศีล นี้แหละ ซึ่งในที่นี้เราจะเรียกโดย หัวข้อว่า สภาพปกติทางมรรยาท ที่ควรจะต้องการของชีวิต. ศีล มีความหมายว่า นึ่งปกติ เราจะพูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่าศีล หรือสภาพปกติทางมรรยาทว่าได้แก่อะไร สืบไป. เพื่อให้จำง่ายที่สุด ลืมยากที่สุด ขอให้ถือเอาความหมายของคำว่า ศีล นี่ ว่าเป็นคำที่มาจากคำว่า ศิลา หรือก้อนหิน, แล้วถือเอาความหมายของก้อนหินว่า มันนึ่ง หรือปกติ.
น.161 คำว่า ศีลก็แปลว่าปกติ ในภาษาบาลี ; เพราะฉะนั้น ศีลก็คือสภาพ ปกติ ตามตัวพยัญชนะ ; พยัญชนะคำนี้ ที่เป็นรากศัพท์ก็แปลว่าปกติ. ถ้าถามว่าปกติ อะไร ? ก็ปกติทางมรรยาท ; ทางมรรยาทในที่นี้ก็คือทางกาย ทางวาจา ซึ่งเราก็ เลยเอาความหมายกว้าง ๆ ไว้ที่หนึ่งก่อนว่า ให้มีความปกติทางมรรยาท คือทางกายทาง วาจา นั่นแหละคือ ศีล. ถ้าเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ คงจะไม่ทำจมูกย่น เมื่อได้ยินคำว่า "ศีล" คงจะมีความสนใจหรือพอใจ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า "ศีล" นี้ตามสมควร. ศีล มีขอบเขตตรงที่ปรากฏทางกาย ทางวาจา คำว่า "มรรยาท" ทางจิตก็ได้ ทางกาย ทางวาจาก็ได้ ; แต่เกี่ยวกับ ศีล นี้เรา.หมายถึงทางกายวาจาเป็นส่วนใหญ่ ; ทางจิตนั้นเป็นเรื่องเล็ก เบา อยู่ข้างหลัง ภาวะทางกาย ทางวาจา ที่เป็นเครื่องปรากฏออกมาของจิต ที่เป็นปกติ มันเนื่องกัน อยู่อย่างนี้. ถ้าจิตปกติ สภาวะทางกาย ทางวาจาข้างนอกมันก็ปกติ ; แต่เราดูกัน ไปที่ความปกติทางกายทางวาจา แล้วจะเรียกอันนี้ว่าศีล. ถ้าเพียงแต่จิตผิดปกติบ้าง แต่ทางกายทางวาจาไม่ผิดปกติ ก็เรียกว่ายังมีศีล. คำว่า ศีล มีขอบเขตตรงที่ความปรากฏทางกาย ทางวาจา ถ้ายังไม่เสียไป ก็ยังไม่ขาดศีล ; ฉะนั้นจึงถือว่าศีลยังไม่ขาดเพียงลำพังความคิดความนึก แต่ถ้าความคิด นึกที่ผิดปกตินั้น มันออกมาถึงกายวาจาแล้ว ก็เรียกว่าเสียไปแล้วในส่วนศีล ; ผิดศีล ขาดศีล ศีลด่างพร้อย กิ่ว ๆ คอด ๆ ไปตามเรื่อง. ฉะนั้น ขอให้เข้าใจคำว่า "ภาวะ ทางกาย ทางวาจา ที่เป็นเครื่องปรากฏของจิตที่ยังปกติอยู่".
น.162 ทีนี้ขอให้เข้าใจว่า มันไม่ใช่เรื่องพิธีรีตอง เหมือนคนเข้าใจกันโดยมาก ว่า ปาณาติปาตา เวรมณี รับด้วยปากอย่างนี้แล้วก็มีศีล ; การรับด้วยปากนั้นเป็น เครื่องสัญญาผูกพัน ผูกมัด ว่าเรา จะรักษาศีล โดยทำสัญญาปฏิญญา ต่อหน้าบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผู้ให้ศีล. เช่น พระให้ศีล ฆราวาสรับศีล เพียงรับเสร็จนี้มัน ก็ยังไม่เรียกว่ามีศีล ; มันเป็นแต่เพียงว่าพิธีรีตองไปก่อน หรืออย่างดีที่สุดก็เป็นข้อ ผูกพันสัญญาว่าจะรักษาศีล. ศีลนั้นไม่ใช่พิธีรีตอง พิธีรีตองเป็นเพียงกิจขั้นต้นที่ให้เกิดผูกพันตัวเอง ว่าจะรักษาศีลโดยสัญญาไว้กับใครคนหนึ่ง. สิ่งที่เรียกว่าศีลโดยตรงนั้นก็คือ การ ปฏิบัติบังคับตัวเองอย่างเฉียบขาด. คำว่า "การบังคับตัวเอง" นี้เป็นคำสำคัญ ในฐานะเป็นคำสากลระหว่างชาติ ระหว่างศาสนา. พุทธศาสนาจะมีบทบัญญัติเรื่อง การบังคับตัวเอง, จริยธรรมหรือศีลธรรมสากลในโลกนี้ก็พูดถึง การบังคับตัวเอง ; เรียกโดยภาษาบาลีว่า ทม ท ทหาร ม ม้า อ่านว่า ทะมะ แปลว่า บังคับตัวเอง : บังคับ จิตใจ บังคับกายวาจา อย่างนี้คือตัวศีล. ศีลไม่ใช่พิธีรีตอง เพียงแต่ว่าจุดธูปจุดเทียนแล้วก็รับไตรสรณคมน์ รับศีล แล้วก็จะถือว่ามีศีล ; ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเราก็จะมีได้โดยปริยาย คือเพียงว่า เรารับปากแล้ว ว่าเราจะไม่ทำ. ในขณะที่ยังไม่ได้ทำ เราก็ยังมีศีล, เพราะว่าขณะที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดนี้ มันเต็มอยู่ด้วยความรู้สึกคอยระมัดระวังตัวเอง ไม่ให้ทำผิดศีล ตามที่ได้สัญญากันไว้. เดี๋ยวนี้มักจะเข้าใจกันว่า พอรับศีลเสร็จแล้ว ก็มีศีลก็ได้บุญ แล้วก็ได้ไป สวรรค์. นี้เป็นเหตุทำให้พวกคุณเบื่อคำว่าศีลตามศาลาวัด ได้ยินเข้าก็รู้สึกต่อต้านในใจ รู้สึกดูหมิ่นดูถูกว่ามันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดูมันครึกระชอบกล. แต่ที่จริงนั้นก็ไม่มีส่วนที่
น.163 จะครึกระ มันจะทันสมัย และเป็นสิ่งที่ต้องการ ในวงการของสุภาพบุรุษ ในวงการ ของนักศึกษา และในวงการของมนุษย์ที่จะมีความเป็นมนุษย์. ขอให้สนใจสิ่งที่เรียกว่าศีล ให้เป็นพิเศษหรือเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็น เรื่องสำคัญต้องปฏิบัติเรื่องแรก. ศีล เป็นความต้องการของทั้งตนเองและสังคม ทีนี้ ก็อยากอธิบายคำว่า "สภาพปกติทางมรรยาท", สภาพปกติทาง มรรยาทนี้มีอยู่สองอย่าง : อย่างที่หนึ่ง คือที่เราเองต้องการ, อย่างที่สอง คือที่สังคม ต้องการ. คุณไปใคร่ครวญข้อนี้ดูให้ดีว่า :- สภาพปกติทางมรรยาทที่เราต้องการ ที่จริงเราก็ต้องการอยู่จริง ๆ ต้องการ สภาพปกติที่อยู่เย็นเป็นสุข ; แต่เราพูดได้ไกลไปกว่านั้นว่า ระบบการกระทำทางมรรยาท ที่ส่งเสริมการงานและส่งเสริมความสุขใจ. ทุกคนต้องการให้การงานดี, ให้การงาน ในหน้าที่เป็นของดำเนินไปด้วยดี, และอีกอย่างหนึ่งก็ต้องการความสุขใจความสบายใจ นี้ไม่มีใครปฏิเสธ คือระบบการกระทำทางกายและทางวาจา ที่นำมาซึ่งสภาพปกติ มันทำ ให้เกิดผลดีแก่การงาน และทำให้เกิดความสุขใจไปตลอดเวลา; เพราะฉะนั้น เราเอง ต้องการสภาพปกติเช่นนี้. คุณต้องไปคิดไปสอดส่องเอง พิจารณาดูให้เห็นจริง จึงจะเกิดรักศีลขึ้นมา ; เดี๋ยวนี้ไม่รักศีลก็เป็นอลัชชี. ถ้าคิดดูจนเกิดความรักศีลด้วยชีวิตจิตใจ แล้วเป็น
น.164 ของที่ควรปรารถนาอย่างยิ่ง เหมือนกับที่ท่านเปรียบไว้ว่าเป็นของหอม ศีลมีกลิ่นหอม ไม่ใช่ต้องทำจมูกย่น ; ฉะนั้น เราเองต้องการศีล คือสภาพปกติของกายของวาจา ที่ทำให้เราปฏิบัติการงานในหน้าที่ประจำวันได้ดี และเพื่อทำให้เรามีความสุขใจพอใจ สบายใจไปตลอดเวลาด้วย : นี้คือสภาพปกติที่เราต้องการ. ทีนี้ "สภาพปกติที่สังคมต้องการ" มันก็เรื่องเดียวกัน ; ลองไม่มีศีลซิ สังคมจะเป็นอย่างไร ? ก็คือระบบทางกาย ทางวาจาที่ไม่เป็นภัยแก่ผู้ใด แล้วก็เป็นไป เพื่อความสงบ. นี่มันเป็นบทนิยามสั้น ๆ อย่างนี้ : การประพฤติกระทำทางกายทางวาจา ที่เป็นปกติ ไม่เป็นภัย ไม่กระทบกระทั่งแก่บุคคลใด แล้วก็เป็นการรักษาความสงบ ของสังคมมนุษย์ไว้ได้ ไม่ว่าสังคมไหน ย่อมต้องการภาวะอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ภาวะปกติทางมรรยาทนี้ เราก็ต้องการเป็นส่วนตัวเป็นคน ๆ ไป, และสังคมทั้งหมด กระทั่งสังคมทั้งโลกก็ต้องการ. ที่ โลกต้องการสันติภาพ ทำเพื่อสันติภาพ แต่แล้วมันก็น่าเสียดาย น่า เสียใจ น่าเศร้า น่าสลด น่าสังเวช ตรงที่ว่าพูดแต่ปาก ; ปากพูดว่าต้องการสันติภาพ แต่ใจต้องการสงคราม หรือการยื้อแย่งประโยชน์ของพวกอื่น หรือฝ่ายอื่นมาเป็น ของตัว ; มันขัดกันโดยสิ้นเชิง. เพราะฉะนั้นสันติภาพจึงมีไม่ได้ จนกว่าเมื่อใดโลกนี้ จะมีศีลกันเสียที, คือโลกนี้จะมีสภาพปกติทางมรรยาท ไม่หน้าไหว้หลังหลอกกันเสียที. รวมความว่า สภาพปกติ เป็นของมีค่าสูงสุด ที่มนุษย์แต่ละคนควรจะต้อง การและมนุษย์ทั้งหมดควรจะต้องการ ในความหมายอย่างเดียวคือสันติสุข หรือสันติภาพ ของโลก.
น.165 ๑๔๑ ขอให้สังเกตดูความหมายของคำว่า สภาพปกติ อย่างที่กล่าวมาแล้ว, และดู คุณค่าของมัน ที่ว่ามันมีความวิเศษซึ่งใคร ๆ ก็ต้องการ ; แต่แล้วเราก็ไม่รู้จัก แล้วก็มี อาการที่ไม่สนใจศีล, หรือเห็นเขาทำกันอยู่หรือได้ยินเขาพูดกัน เราก็มีอาการเหมือนกับ ที่เขาด่าไว้ด้วยคำสุภาษิตว่า "เหมือนกับไก่เห็นพลอย". ไก่เห็นเพชรพลอยที่ตกอยู่ ตามพื้นดิน มันก็ไม่ให้ความสนใจ. คนหนุ่มสาวไปวัด ไม่ให้ความสนใจแก่ "การรับศีล" การรักษาศีล หรือคำว่าศีล. แต่คนนี้มันไม่ใช่ไก่ ไม่เหมือนกับไก่ ควรจะรับผิดชอบในความเขลาหรือความโง่เง่าอะไรอันนี้ด้วย; ฉะนั้น ขอให้ทุกคน เปลื้องตนออกมาเสีย จากภาวะที่มันน่าทุเรศ น่าเศร้า น่าละอาย น่าอะไรอย่างนั้น มูลฐานที่มีศีล ๕ เกิดขึ้น ทีนี้จะพูดถึง ศีลพื้นฐาน คุณจงจำคำว่า "ศีลพื้นฐาน" ไว้ก่อน คือว่า ศีลมีมากมาย แต่ไปสรุปรวมอยู่ตรงข้อสำคัญที่เรียกว่า ศีลพื้นฐาน. คำว่า "พื้นฐาน" ในที่นี้ก็ยังมีความหมายหลายอย่าง : คือว่ารากเหง้าของศีลทั่วไปก็ได้ หรือว่า ศีลแรก เริ่มเดิมที ที่จะเกิดขึ้นในโลกก็ได้. คุณต้องหลับตาย้อนระลึกนึกไปถึงยุคดึกดำบรรพ์ที่มนุษย์แรกมีในโลก แล้ว ก็เริ่มมีกันขึ้นมาตามลำดับมากขึ้นในโลก. ปัญหาอะไรมันเกิดขึ้นก่อน ? ก็คือปัญหา ทางสังคม ที่เกิดมาจากความเบียดเบียนนี้แหละ. ในคัมภีร์มีกล่าวไว้ถึงเรื่องพระเจ้าสมมติราช เป็นกษัตริย์หรือราชาองค์แรก ในโลก ; หมายความว่าตั้งแต่สมัยที่มนุษย์รู้จัก "ความสงบสุข" เป็นครั้งแรกในโลก
น.166 ทีแรกมนุษย์มีน้อย ของกินในโลกเท่าที่เป็นอยู่ ตามธรรมชาติยังเพียงพอ; ต่อมา มนุษย์มากขึ้น ข้าวสาลีอะไรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมันไม่พอ, มันก็ต้องมีการ เพาะปลูก. ทีแรกมันก็ยังดีอยู่ มันมีแต่คนตามธรรมดา ไม่ใช่คนพิเศษ คือคนที่ เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดานั้น มันไม่มีความคิดพิเศษที่ผิดปกติทางมรรยาท คือไม่ลัก ไม่ขโมย. พอคนมากเข้าก็มีคนพิเศษ มีความคิดว่า เราปลูกไม่ทัน หรือว่าเราไม่ปลูก ดีกว่า เราคอยเก็บเอาของผู้อื่น เมื่อเจ้าของเขาเผลอหรือเขาไม่เห็น ; พอมีคนกระทำ อย่างนี้ขึ้นมา มันก็เกิดความเดือดร้อนในสังคมขึ้น หนักๆ เข้ามันทนอยู่ไม่ไหว. คนที่ เดือดร้อนก็มาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี เดี๋ยวนี้มีการล่วงเกินซึ่งกันและกันหลายอย่าง หลายทางขึ้นทุกที : เบียดเบียนกันบ้าง ขโมยกันบ้าง ล่วงเกินของรักกันบ้าง มันเป็น เรื่องธรรมดาสามัญที่สุด. เขาก็ชวนกันพร้อมใจกันสมมติเอา คนที่ฉลาดที่สุด แข็งแรง ที่สุด เข้าที่ที่สุด มาสมมติให้เป็นผู้มีอำนาจ สำหรับชี้ขาดในการลงโทษผู้กระทำความผิด ; ทุกคนก็ตกลงกันอย่างนั้น อำนาจก็ เกิดขึ้นแก่บุคคล ๆ หนึ่งที่ถูกสมมติ เป็นราชาคนแรกในโลก ก็บัญญัติสิ่งต่าง ๆ ไปตามเหตุผลที่มันมีอยู่เฉพาะหน้า : เช่นการฆ่า ประทุษร้ายกัน การ ลักขโมยกัน การล่วงเกินของรักของใคร่ของกันและกัน การหลอกลวงกัน กระทั่ง มาถึงการดื่มของมึนเมาที่ทำให้เสียความรู้สึกรับผิดชอบ; นี่ เกิดเป็นศีลพื้นฐานขึ้นมา อย่างนี้ เราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่า ศีล ๕.
น.167 ให้รู้จักคุณลักษณะของศีล ๕ โดยถูกต้อง คุณอย่าดูหมื่นดูถูกศีลห้าเป็นอันขาด ; ถ้าดูถูกเมื่อไร ความโง่จะครอบงำ โดยไม่ทันรู้ตัวเมื่อนั้น. เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คุณเองก็ต้องการอย่างยิ่ง, ทุกคน ต้องการอย่างยิ่ง ; แต่แล้วจงเข้าใจสิ่งนี้ให้ถูกต้อง ในฐานะเป็นสิ่งที่น่ารักและหอมหวน และพึงปรารถนา. เพื่อให้เป็นอย่างนั้น ผมก็อยากจะแนะให้ดูความหมาย ตลอดทั้งความ มุ่งหมายของศีลแต่ละข้อ ; และขอร้องให้พวกคุณกำหนดจดจำไปให้ดี ๆ คือเราจะให้ ความหมายแก่ศีลทั้งห้าข้อนี้ในบทนิยาม คือ definition ที่ฟังง่ายและน่าสนใจที่สุด : ศีล ข้อ ๑. ไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่น. ศีลข้อ ๒. ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของ ผู้อื่น. ศีลข้อ ๓. ไม่ประทุษร้ายของรักของผู้อื่น. ศีลข้อ ๔. ไม่ประทุษร้ายสิทธิ อันชอบธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา, ศีลข้อ ๕. ไม่ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง. ศีลข้อที่ ๑. พวกลูกเด็ก ๆ ก็ท่องกันว่าไม่ฆ่าสัตว์ ; ฟังดูมันน่าหัวเราะ หรือน่าสงสาร ความหมายมันแคบ ๆ สำหรับลูกเด็ก ๆ. แต่ถ้าสำหรับคนโต ๆ และเป็น นักศึกษาอย่างพวกคุณ ก็ควรพูดอย่างที่พูดไปแล้วว่า ศีลข้อที่ ๑ ไม่ประทุษร้ายชีวิต และร่างกายของสัตว์อื่น ; นี้กินความกว้างทุกระดับ ทั้งอย่างใหญ่ ทั้งอย่างกลาง อย่างเล็ก แล้วก็กว้างไปหมด. อย่าไปประทุษร้ายกระทบกระทั่งชีวิตและร่างกาย ของผู้อื่น ในลักษณะที่เราเองก็ไม่ชอบ ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ. ศีลข้อที่ ๒. สำหรับให้ลูกเด็ก ๆ ท่องก็ว่า อย่าลักอย่าขโมย นี้มันแคบ ความหมายมันแคบ มีช่องโหว่สำหรับแก้ตัว. ที่นี้เราให้บทนิยามว่า ไม่ประทุษร้าย
น.168 สมบัติของผู้อื่นโดยวิธีใดก็ตาม, จะเอามาเป็นของตัว หรือจะทำให้เขาเสียหายก็ตาม มันก็ผิดศีลข้อนี้หมด. ศีลข้อที่ ๓. เขาสอนให้ลูกเด็ก ๆ ท่องว่า อย่าทำชู้ หรืออย่างดีก็ว่า อย่าผิด ประเพณีในเรื่องชู้สาว. เด็กเล็ก ๆ ชั้นอนุบาลก็ถูกสอนให้ท่องว่าอย่าทำชู้; นี้มันน่า สังเวชน่าสงสารคนสอนและคนฟัง พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้พูดอย่างนั้น กาเมสุ มิจฉา- จารา เวรมณี - เว้นจากการประพฤติผิด ต่อของรักของใคร่ทั้งหลาย ; ตัวหนังสือ มันว่าอย่างนั้น คือ อย่าไปประทุษร้ายต่อของรักของผู้อื่น ไม่ว่าในกรณี ไหนหมด เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ มันก็มีของรักของมัน, คนหนุ่มสาวก็มีของรัก, คนแก่คนเฒ่าก็มีของรัก, อย่าไปประทุษร้ายของรักของผู้อื่นเข้า. ของรัก ในที่นี้ใช้คำว่า กาม ที่มีความหมายเป็นความรักใคร่ ไม่ใช่ทรัพย์ สมบัติตามธรรมดา, มันมีความหมายสูงกว่าทรัพย์สมบัติธรรมดา, มันอาศัยความ รู้สึกทางกาม หรือทางกามารมณ์เป็นความหมายสำคัญ, คือรักด้วยกิเลส รักด้วยความ รู้สึกที่เป็นทางกามารมณ์นี้ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ มันเกินทรัพย์สมบัติไปแล้ว. อันนี้ มีอิทธิพลมาก คือมีความรู้สึกรุนแรงมาก ; ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติ บางทีเรา จะเฉยได้ แต่ถ้าประทุษร้ายของรักแล้วมันเฉยไม่ได้, เฉยได้ยากกว่า เพราะมันอยู่ คนละระดับ. อย่าไปแตะต้องของรักของเขาเลย เพราะเขารักของเขา ; แม้แต่ว่าจะ ไปมองดูของรักของเขา ก็ทำให้เขากระสับกระส่ายแล้ว, เขามีภรรยาสวย มีอะไรสวย คนหนึ่ง เพียงแต่ไปเมียงมองดูเท่านั้น มันก็ประทุษร้ายจิตใจของเขาแล้ว ; เพราะ อำนาจของของรักมันยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติ. ฉะนั้น อย่าไปประทุษร้ายของรักของผู้อื่น แม้ด้วยสายตา โดยไม่ต้องพูดถึงการกระทำ ด้วยมือ ด้วยเท้า หรือด้วยทางกาย
น.169 เมื่อเราให้คำบัญญัตินิยามอย่างนี้ ลูกเด็ก ๆ พอพูดได้ ก็ต้องถือแล้วศีลข้อนี้ : เด็ก ๆ มีของรักเช่นตุ๊กตาเป็นต้น เขารักมาก ; มันไม่ใช่สมบัติ มันเป็นของรัก. เด็ก อีกคนก็อย่าไปแตะต้อง หรือกระทั่งอย่าไปดูด้วยยิ่งดี ให้เจ้าของเกิดความกระสับกระส่าย ในจิตใจ. นี่ ศีลข้อที่ ๓ ผิดกับศีลข้อที่ ๒ มากถึงเพียงนี้. ศีลข้อที่ ๔. มุสาวาทา เวรมณี - เว้นจากการพูดมุสา. ลูกเด็ก ๆ ก็ได้รับ การสั่งสอนว่าอย่าโกหก ; นี้ความหมายของมันแคบ จนน่าเอ็นดูหรือน่าสงสารในที่สุด. ให้คำนิยามเสียใหม่ว่า อย่าไปประทุษร้ายสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา ใช้ วาจาเป็นเครื่องมือประทุษร้ายสิทธิ หรือความเป็นเจ้าของ หรืออะไรของบุคคลอื่น. ศีลข้อนี้มีมูลอันแรกที่สุดจากการโกหกในการเป็นพยาน. ค้นดูร่องรอย ดึกดำบรรพ์สมัยโน้น มันมีมูลมาจากเขาเรียกมาถามเพื่อเป็นพยาน แล้วก็โกหก, จึง เรียกว่าการโกหกนี้ ประทุษร้ายประโยชน์ของผู้อื่นของเพื่อนฝูง ของสังคมโดยอาศัย วาจา. เดี๋ยวนี้เขา ใช้วาจาเป็นเครื่องเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว ; ใช้ วิธีพลิกแพลงในทางสังคม โดยใช้วาจาเป็นเครื่องมือ, จนประโยชน์ของผู้อื่นตกมาเป็น ของตัว หรือเขาเสียหายไปอย่างใดอย่างหนึ่ง มันคือศีลข้อนี้ ซึ่งมีความหมายกว้างมาก. ฉะนั้น เพียงแต่ใช้คำพูดใด ๆ ที่ทำให้ผู้อื่นเขาเสียประโยชน์ไป, เรียกว่าประทุษร้ายสิทธิ อันชอบธรรม หรือความชอบธรรมก็ตามของผู้อื่นด้วยวาจา. ศีลข้อที่ ๕. ลูกเด็ก ๆ ได้รับคำสั่งสอนให้ท่องไว้ว่า อย่าดื่มน้ำเมา มัน ก็แคบ มันน่าเอ็นดูน่าสงสารอย่างเด็ก ๆ ไปตามเคย ว่าอย่าดื่มน้ำเมา ; เหมาะแล้ว
น.170 สำหรับพวกเด็ก ๆ ที่จะฟังอย่างนั้นและก็จำไว้อย่างนั้น. แต่สำหรับคนโต ๆ อย่างพวกเรานี้ มันไม่พอ มันน่าสงสาร จึงให้คำนิยามใหม่ว่า อย่าประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง, อันนี้มันกลายเป็นประทุษร้ายตัวเอง : ประทุษร้ายสติสมปฤดีของตนเอง ; โดยบท บาลีที่ว่า ปมาทฏ ฐานา - เป็นฐานะแห่งความประมาท, ประมาท คือ มัวเมา คือ สูญเสียสติสัมปชัญญะ, สูญเสียสมปฤดี ที่ทำให้รู้สึกผิดชอบชั่วดีตามปกติ นี้. สิ่งใดทำให้สูญเสียสมปฤดีอันนี้ สิ่งนั้นต้องห้ามหมด จะเป็น สิ่งที่ใช้ดื่ม หรือ ใช้กิน หรือ ใช้ทา หรือใช้ดม หรือใช้อะไรก็ตาม, หรือถึงแม้แต่ใช้ คิดนึก ถ้ามันทำให้สติสมปฤดีปกติเสียไปแล้ว ก็ ผิดศีลข้อที่ ๕ นี้ทั้งนั้น ; ไม่ใช่เฉพาะแต่ กินเหล้า ของสูด ของดม ของทา. ของทุกอย่าง แม้แต่จะฉีดเข้าไปอย่างสมัยใหม่ ด้วยเข็มฉีดยาหรืออะไรก็ตาม ที่มันทำให้สภาพปกติหรือสมปฤดีเปลี่ยนไป เป็นบ้า เป็นหลัง เป็นมักมากในกามารมณ์ เป็นอะไรก็สุดแท้มันก็เสียไปหมด, เพราะว่าเมื่อสติ สมปฤดีเสียไปแล้ว คนเราก็ทำสิ่งที่ตามปกติทำไม่ได้ ทุกอย่างทุกประการ นี้อย่าไปประทุษร้ายสติสมปฤดีเข้า พอมันเสียความปกติของมันแล้ว คนเรา ก็เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ คือไม่เป็นคนก็แล้วกัน, แล้วทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ทุกอย่าง. นี่ เรียกว่า ศีลข้อที่ ๕. สำคัญ ในส่วนที่ว่า ถ้าเสียไปแล้ว ยากที่จะรักษาศีลขั้นต้น ๔ ข้อไว้ได้. นี้ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ ผมก็ช่วยประกอบบทนิยามให้พวกคุณ จำไว้ง่าย ๆ และก็ถูกต้องครบถ้วนดี :- ๑. อย่าประทุษร้ายชีวิตร่างกายของบุคคลอื่น สัตว์อื่น. ๒. อย่าประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของสัตว์อื่น. ๓. อย่าประทุษร้ายของรักของใคร่ของสัตว์อื่น.
น.171 ๔. อย่าประทุษร้ายสิทธิอันชอบธรรมหรือความเป็นธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา. ๕. อย่าประทุษร้ายสติสมปฤดีของตัวเอง. นี้เป็นพื้นฐานกว้างขวางครอบงำไปหมด, และมัน เป็นรถรากอันแรกที่เกิด มีศีล ขึ้นมาในโลก. ศีลนอกจากนั้นเป็นศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ หรือศีลอะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียกมันขยายออกไปจากศีล ๕ ข้อนี้ ; และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันขยาย ออกไปจากศีลข้อ ๕ คือเสียสติสมปฤดี แล้วก็ทำอะไรที่ไม่ควรทำสักอย่าง. เราจะเปรียบเทียบกันดู ว่ามันขยายออกไปอย่างไร. เอาสิ่งที่ประทุษร้าย สติสมปฤดี คือศีลข้อ ๕ กันก่อน ; พอถึง ศีลพระ ศีลเณร มันก็มีเรื่องไม่ใช้ ของหอม ไม่ให้ลูบทาของหอม ไม่ให้นั่งนอนบนที่นอน 'ที่เกินฐานะของพระเณร คือที่นอนที่ทำให้เกิดความเคลิบเคลิ้มทางอารมณ์ ทางกามารมณ์ เป็นต้นนั้น มันก็ออก ไปจากศีลข้อ ๕ ; เพราะศีลข้อ ๕ จะไม่ทำสิ่งที่ทำให้สติสมปฤดีเสียไป. ดอกไม้ก็ดี ของหอมก็ดี การประดับตกแต่งก็ดี, ที่นั่งที่นอนที่อ่อนนุ่มสบายเกินไปก็ดี, มันทำให้ เสียสติสมปฤดี เสียสภาพปกติไป โดยไปหลงเข้าแล้ว เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ; เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีศีลข้อ ๕ ให้ถูกต้องเพียงข้อเดียว ศีลข้อ นัจจะ คีตะ วาทิตะ ฯ มันก็รวมอยู่ในนั้น. นี่มันขยายออกไปอย่างนี้ ทีนี้เพื่อความเป็นบรรพชิต เป็นพระ - เป็นเณรนั้นอะไร ๆ ก็ต้องให้มันขยาย ขอบเขตออกไป ให้กว้างขวางออกไป คือให้มันป้องกันได้มากขึ้น และที่ไม่กินอาหารเย็น ตอนเย็นนี้ ก็เพราะว่ามันเกินความต้องการของบรรพชิต ซึ่งอยู่อย่างไม่ออกกำลังกาย กินอาหารเย็นเข้าไปมันก็เกิน ความเกินนี้ทำให้เสียปกติภาวะ เสียสติสมปฤดีด้วย เหมือนกัน คือจะทำให้เกิดความรู้สึกพลังทางเนื้อหนังมาก มีจิตใคร่ในทางกามารมณ์ เป็นข้อใหญ่ นอกจากนั้นมันก็ยุ่งยากลำบากเปล่า ๆ.
น.172 ทีนี้ ศีลข้อกาเม ฯ ของฆราวาส มากลายเป็นศีล อพรหมจริยา ของพระ ของเณร นี้ก็เพื่อให้มันขยายกว้างออกไปให้ยิ่งขึ้นไป. ฆราวาสเขาประกอบกามกิจ ระหว่างเพศที่ถูกต้องตามศีลธรรมได้ แต่บรรพชิตไม่ยอมให้ทำ ก็เพราะต้องการจะให้ มันยิ่งขึ้นไป, ป้องกันไม่ให้มีส่วนที่จะไปกระทบกระทั่งสิ่งชนิดนั้น ; ฉะนั้นจึงถือศีล ในรูปที่เรียกว่า อพรหมจริยา - เว้นการกระทำทางเพศ ทุก ๆ อย่างโดยเด็ดขาด. มัน เลวเกินไป มันโง่เกินไปสำหรับบรรพชิต ที่จะไปทำอย่างนั้น ; แม้ว่าจะพอดีสำหรับ ฆราวาสชาวบ้านที่เขาจะทำ. การกระทำที่มันทั้งสกปรกทั้งเหน็ดเหนื่อย เพื่อบ้าแว็บเดียว ; บทบัญญัติ ว่าไว้อย่างนี้ มันทั้งสกปรกทั้งเหน็ดเหนื่อยเพื่อความบ้าแว็บเดียวอย่างนี้ ; มันไม่เหมาะ สำหรับบรรพชิต ฉะนั้นจึงถือศีล อพรหมจริยา ในเมื่อ ชาวบ้านเขาถือศีล กาเม ฯ. นี่เป็นการขยายออกไปให้สูงขึ้นไป ให้รัดกุมเข้ามา สำหรับผู้ที่จะเป็นบรรพชิตเพื่อจะ ไปก่อนไปเร็ว ไปสู่ความดับทุกข์ คือนิพพาน. ตรงนี้ก็อยากจะแนะให้คุณสังเกตดูให้ดีอีกอย่างหนึ่ง อีกแง่หนึ่งว่า ศีล สำหรับฆราวาสก็มีพวกหนึ่ง, ศีลสำหรับบรรพชิตก็มีอีกพวกหนึ่ง ; เขาสอนกัน เพียงเท่านี้. แต่ผมอยากจะเติมเข้าไปอีกพวกหนึ่ง, คือ ศีลสำหรับฆราวาสจะไป ลองเป็นบรรพชิตชั่วคราว เฉพาะกาล เลยได้เป็น ๓ ศิล : ศีลสำหรับฆราวาสตาม ปกติ เป็นประจำวันนั้นพวกหนึ่ง ศีลสำหรับในบรรพชิต ที่มีอยู่เป็นปกติประจำวันนั้น ก็พวกหนึ่ง ทีนี้ มีศีลอีกพวกหนึ่ง สำหรับฆราวาสที่จะไปลองเป็นบรรพชิตชั่วขณะ ชั่วภาวะ เช่น ศีลอุโบสถ. เมื่อ ฆราวาสเขาอยากจะมาลองเป็นบรรพชิตชั่ววัน อุโบสถก็ทำได้ นี้เป็นศีลครึ่ง ๆ กลาง ๆ สำหรับฆราวาส ; มาทำอย่างบรรพชิตให้เป็น พิเศษบ้างในบางวันบางเวลา.
น.173 เมื่อคุณ เป็นฆราวาส คุณก็ ถือศีลฆราวาส, เมื่อคุณ เป็นบรรพชิต คุณ ก็ถือศีลบรรพชิต, เมื่อคุณกลับสึกออกไปเป็นฆราวาสอีก, ก็จงพยายามถือศีลที่อยู่ ตรงกลาง ๆ คือสมัครถือศีลอย่างบรรพชิตบางครั้งบางคราวบางวัน จะมีผลดี มีอานิสงส์ กว่าเป็นฆราวาส ดิบ ๆ สด ๆ เสียตลอดวัน ตลอดเวลา. บางเวลาบังคับตัวเองขนาด บรรพชิตเสียบ้าง เว้นอะไรเด็ดขาดสูงขึ้นไปกว่าฆราวาส; ถ้าสึกออกไปก็อย่าถือ เพียงศีลห้าในความหมายลูกเด็ก ๆ อมมือ ถือให้กว้างอย่างที่ว่า แล้วบางคราวก็ถือศีล ขนาดบรรพชิตเสียบ้าง ถือ ศีลอุโบสถนี้ มันก็ มีประโยชน์มีอานิสงส์ แก่ดวงวิญญาณ ของคุณมากกว่าที่จะไม่ทำอย่างนี้. มูลเหตุที่ต้องมีศีล เรื่องต่อไปก็อยากจะพูดถึงเรื่อง มูลเหตุที่ต้องมีศีล นี้ที่จริงก็ไม่น่าจะพูด : แต่ว่าบางคนอาจจะนึกไม่ได้ว่า เหตุที่ทำให้โลกเราต้องมีศีล หรือมนุษย์เราต้องมีศีล ก็แบ่งเป็น ๒ ประเภท : คือความทนไม่ได้ของเราเอง และความทนไม่ได้ของสังคม. ไม่ต้องพูดถึงสังคม เราเองคนเดียวก็ทนไม่ได้ ถ้าเราลองไม่มีศีล, กาย วาจาของเราก็เป็นไปในทางที่จะทำอันตรายแก่ตัวเราเอง ; ฉะนั้นลองดู, ลองไปทำผิด ศีลดู แล้วปฏิกริยาจะเกิดมารอบด้านรอบข้าง ที่ทำให้เราทนไม่ได้ อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ แล้วมันก็เป็นโรคทางวิญญาณมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ; เราก็ทนไม่ไหว ตัวเราเองก็ต้อง การศีลขึ้นมาทันที.
น.174 แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังหลับหูหลับตา ไม่มองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ก็เลยไม่สนใจ กับเรื่องศีล หรือไม่ต้องการจะมีศีล ที่แท้ว่าเราจะทนไม่ได้ก่อน จากหรือต่อปฏิกริยาที่ เกิดขึ้นมาจากการที่เราไม่มีศีล : เราจะถูกบาดเจ็บ เราจะนอนไม่หลับ เราจะเสียทรัพย์ เราจะอะไรทุกอย่าง ที่ล้วนแต่เราจะทนไม่ได้. ทีนี้ ที่สังคมทนไม่ได้ สังเกตว่าถ้ามีคนทุศีลมาเที่ยวอาละวาดอยู่แล้วสังคมก็ ทนไม่ได้ จึงช่วยกันใช้อำนาจมหาชน มติมหาชนจัดการ. ฉะนั้น เขาจึงมีระเบียบชนิดที่ ป้องกันไว้ทีแรกจะดีกว่า เพราะสังคมทนไม่ได้ ในการที่เป็นโรคทางวิญญาณอาละวาด กันอยู่อย่างนี้. เมื่อเหตุที่ไม่มีศีลโดยแท้จริงโดยธรรมชาติบังคับมันมีเท่านี้ เราก็ทนไม่ได้ ผู้อื่นก็ทนไม่ได้ ก็เลยต้องมีระบบศีลขึ้นมาในสังคม. ไปมองดูข้อนี้ให้ดี ๆ แล้วเราก็จะน้อมจิตไปในทางที่จะมีศีล หรือรักศีล หรือ ไม่ทำจมูกย่นต่อศีล โดยรายละเอียด คุณมีสติปัญญา ขยายออกไปได้ ; ผมจะพูดแต่ หัวข้อ ว่าเราทนไม่ได้ ผู้อื่นก็ทนไม่ได้ ฉะนั้น ต้องมีศีลกันที. สมุฏฐานที่ทำให้รักษาศีลอยู่ได้ ทีนี้ อยากจะพูดถึงทางที่จะมีศีลได้ จะพูดถึงสมุฏฐานของศีล หรือรากฐาน ของศีล หรือปัจจัยของศีล ที่ทำให้เกิดศีลและรักษาศีลอยู่ได้ ซึ่งเป็นเหมือนกับแผ่นดิน เป็นที่อาศัยของศีล เป็น สมุฏฐานของศีล อยากจะระบุให้จำไว้แม่นยำสัก ๓ คู่ เป็น ธรรมะ ๓ คู่ :-
น.175 คู่ที่หนึ่ง คือ หิริ - โอตตัปปะ หิริ - ความละอาย หรือ ความเกลียดบาป, โอตตัปปะ - ความกลัวบาป. หิริ - โอตตัปปะนี้ช่วยจำไว้ให้แม่นยำ ให้ฝั่งอยู่ในจิตใจ ในสันดาน มันเป็นอะไรมากมาย เป็นธรรมะคุ้มครองโลกให้รอด หิรินี้ เกลียดหรือขยะแขยง แล้วก็ ละอายต่อความชั่ว หรือความผิดศีล ความไม่มีศีล ; เดี๋ยวนี้คนไม่ละอายบาป ไม่ละอายต่อความชั่ว จึงทำคอรัปชั่น โอตตัปปะ คือความกลัวบรรดาสิ่งที่น่ากลัว ผู้มีปัญญาเป็นบัณฑิต นักปราชญ์ เขากลัวความทุศีล คือกลัวบาปยิ่งกว่ากลัวเสือกลัวผีหรือกลัวอะไร. คนนี่โง่ เพียงแต่ไปกลัวเสือ กลัวผี กระทั่งกลัวจิ้งจกตุ๊กแก กลัวลูกหนูตัวแดง ๆ คลานก็ยังไม่ได้ นี่มันโง่เท่าไร ที่ไปกลัวสิ่งเหล่านั้น. สิ่งที่น่ากลัว กว่านั้น น่ากลัว อย่างยิ่งคือบาป นี้ ไม่กลัว ; ฉะนั้น เขาก็ทำคอรัปชั่น เพราะว่าไม่มีหิริและโอตตัปปะ. ถ้าคนมีหิริ โอตตัปปะแล้ว จะล่วงศีลไม่ได้ ขาดศีลไม่ได้ แต่รักษาหล่อเลี้ยงศีลไว้ได้. คู่ที่สอง สติ - สัมปชัญญะ สติ แปลว่า ความระลึกได้ สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้ตัว ตามคำแปลในหนังสือแบบเรียน. นี้ต่างกันอยู่ที่ว่า มันเป็นความรู้ด้วยกัน ทั้งนั้น คือเป็นปัญญา ความรู้ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่ว่าสตินี้หมายถึงปัญญาที่วิ่งมา ทนทีเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ส่วนสัมปชัญญะนั้นเป็นความรู้ที่อยู่ตลอดเวลา, แต่ความรู้ที่ทำ หน้าที่ขณะที่วิ่งมาทันท่วงทีนั้นเรียกว่าสติ. เมื่อตากระทบรูป เมื่อหูได้ยินเสียง หรือเมื่ออะไรเกิดขึ้นในชีวิตนี้ ปัญญา ความรอบรู้ ของเราที่วิ่งมาได้ทันท่วงที ไม่พลาดเวลา นี้เขาเรียกว่า สติ; ทีนี้ สัมป- ชัญญะคุมความรู้นั้นไว้เรื่อยไป ไม่ให้มันวิ่งกลับไปเสียอีก มันก็ช่วยได้. เมื่อมี สติสัมปชัญญะ รู้สึกตัว รู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกต้องอยู่เสมอ ก็ทำคอรัปชั่นไม่ได้,
น.176 ขอให้ไปดูความจำเป็นที่จะต้องมีสติ - สัมปชัญญะ ; สำหรับสตินั้นต้อง ใช้ในทุกกรณี ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น คู่ที่สาม ขันติ - โสรัจจะ. ขันติ - ความอดทน, โสรัจจะ - ความ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนหน้าบูดบึ้งนี้ไม่ไหว ไม่ทำให้ศีลงดงามได้ ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ; มีใครเอามีดมาเชือดเลือดไหล ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ได้ นั้นคือโสรัจจะถึงที่สุด, เพียง แต่ทนได้ยังไม่น่าดู ต้องยิ้มแย้มแจ่มใสได้ด้วย. มันจะต้องทนเพื่อให้มีศีล หรือว่า ทนในเมื่อมีผู้มาประทุษร้ายเรา ล่วงเกินเรา ทางศีลนี้เราก็ทนได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ได้ ก็เป็นเหตุให้ศีลมีอยู่ได้อย่างงดงาม ; ไม่ใช่สักแต่ว่ามีอยู่ได้ ต้องมีอยู่ได้อย่างงดงาม เป็นความงามขึ้นมา. ถ้าว่ามันทนได้ มันก็ไม่ทำคอรัปชั่น เพราะทนไม่ได้มันก็ไปทำ คอรัปชั่น. คอรัปชั่นนี้มีความหมายกว้าง ไปเปิดดูปทานุกรม คำว่าคอรัปชั่นแปลว่า จุดสกปรกในพื้นที่อันสะอาด ก็เรียกว่าคอรัปชั่น ; แม้จุดสกปรกเล็ก ๆ ในพื้นที่อัน สะอาดอันกว้างขวาง อันนั้นก็คือความหมายของคำว่าคอรัปชั่นทีแรก. เดี๋ยวนี้มันขยาย เป็น โกง กิน กินสินบน มันก็ยังมีความหมายตามเดิมว่า จุดดำ จุดสกปรก ที่มีอยู่ ในสังคมอันขาวสะอาด. ถ้าว่าสังคมมันดำไปหมด มันก็หมดคอรัปชั่นเหมือนกัน. ถ้าคอรัปชั่นกันทุกคนและทั้งโลกนี้ คำว่าคอรัปชั่นก็จะหายไป; เดี๋ยวนี้คอรัปชั่น ยังมีอยู่เพราะว่ายังมีคนดี ๆ อยู่บ้าง หรือมีอยู่มากในโลกนี้เป็นพื้นขาว แล้วก็มีจุดดำเป็น แกะดำอะไรขึ้นมา เป็นจุด ๆ เรียกว่าจุดคอรัปชั่น. ถ้ามีศีลแล้วก็ไม่มีคอรัปชั่น, จะช่วย ให้มีศีลก็คือมีหิริโอตตัปปะ สติสัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ.
น.177 ตัวการปฏิบัติศีลมีหลักสามประการ ทีนี้ อยากจะพูดถึงตัวศีลที่ออกจากสิ่งเหล่านี้อีกทีหนึ่ง เป็นการย้ำ ; ตัวศีล แท้ ๆ คือตัว หมะ หรือ สังวระ หรือ ปหานะ. ทมะ คือการบังคับตัวเอง ; เมื่อกี้ พูดแล้วนั่นแหละคือตัวศีล, มีการบังคับตัวเองที่ไหนมีศีลที่นั่น เรียกว่า “มะ อีกคำหนึ่งที่แทนกันได้ก็คือ สังวร : หรือ สัญญมะ, หมายถึง การ สำรวม การระวัง การสังวร ; ถ้ามีสังวรระวังสำรวมอยู่แล้ว การระวังสำรวมสังวร นั้นคือตัวศีล. อีกคำหนึ่งคือ "ปหานะ" แปลว่า ละ, ละของสกปรกของชั่วนี้ ละสิ่งที่ ควรละ นั่นคือตัวศีล. ละอยู่ สังวร ระวังอยู่ บังคับตัวอยู่นี้คือตัวศีล. ไม่ได้อยู่ ที่คำพูด ไม่ได้อยู่ที่พิธีรีตอง. ศีลมีธรรมะอื่นเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ทีนี้เราจะพูดอุปมาให้เข้าใจง่ายจำง่าย ก็คือว่าศีลก็ต้องกินอาหาร หล่อเลี้ยง ให้มันงดงามใหญ่โตออกไป หรือให้อยู่ได้ไม่ตายเสีย. คำว่าอาหารนี้เรากินเพื่ออยู่ได้ ; คุณเป็นแพทย์ คุณเรียนแพทย์คุณก็รู้ดีกว่าผม. ทีนี้ อาหารนอกจากทำให้รอดอยู่ได้ แล้วยังทำให้งอกงามออกไปใหญ่โตขึ้น นี้มันเป็นความหมายของคำว่าอาหาร. ทีนี้ศีล ก็ต้องการอาหารหล่อเลี้ยง ; สิ่งที่จะหล่อเลี้ยงศีลได้ดีก็คือ สัจจะ และ ความ เคารพตัวเอง.
น.178 สัจจะ คือ ซื่อสัตย์ ไม่หน้าไหว้หลังหลอกต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่หน้าไหว้หลังหลอกต่อสังคม ไม่หน้าไหว้หลังหลอกต่อศีล, นี้เรียกว่าสัจจะ ตรง ต่อเวลา ตรงต่อหน้าที่การงาน ตรงต่อเพื่อนมนุษย์ ตรงต่อคำพูดที่พูดไปแล้ว ; รวมความแล้วคือ ตรงต่อตัวเอง. พอตรงต่อตัวเองอย่างเดียวมันก็ตรงต่อผู้อื่น ต่อเวลา ต่ออะไรหมด นี้เรียกว่า สัจจะ เรียกกันว่าความเคารพตัวเอง, ที่แท้ความเคารพตัวเอง ก็คือสัจจะอันหนึ่ง. เรามีอุดมคติในชีวิตของเราอย่างไร แล้วเราซื่อตรงต่ออุดมคตินั้น นั่นแหละ คือเคารพตัวเอง ; คนเราถ้าไม่เคารพตัวเองแล้ว ทำความเลวความชั่วได้ทุกอย่าง ฉะนั้น คนที่เล่าเรียนมามาก มีการศึกษามาก มีอะไรมาก แต่ไม่เคารพตัวเอง มันก็ ทำชั่ว ; มีปริญญาดอกเตอร์เป็นหางมาจากเมืองนอก ไม่กี่วันติดตะรางก็มี. คุณไปดูซิ เพราะไม่เคารพตัวเอง ไม่เคารพอุดมคติ ไม่เคารพเกียรติที่ตัวมีอยู่ จึงติดตะราง ; ฉะนั้นอย่าไปหวังว่าปริญญานี้จะช่วยให้ไม่ต้องติดตะราง ลองไปขาดศีล ไม่มีศีล ไปกระทำ ความผิด ปริญญาก็ช่วยไม่ได้ มันจะต้องติดตะราง. ถ้ามีศีลมันช่วยได้ ; เพราะฉะนั้น เรามีความเคารพตัวเอง เคารพอุดมคติของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอ มันก็ไม่มีทางที่จะ ขาดศีลได้ จึงถือว่าความเคารพตัวเองเป็นอาหารหล่อเลี้ยงศีลไว้ให้มีชีวิตรอดอยู่ได้ และ ให้เจริญงอกงามต่อไป. ขอให้จำไว้ให้ดี ๆ คำไม่กี่คำนี้ ว่า รากฐาน สมุฏฐานของศีล คือ หิริ - โอตตัปปะ, สติ - สัมปชัญญะ, ขันติ - โสรัจจะ. ตัวศีลนั้นคือ หมะ สังวระ ปหานะ แล้ว มันกินอาหารคือสัจจะและการเคารพตัวเอง.
น.179 ถ้าขาดศีล จะเป็นโรคทางวิญญาณลุกลามต่อไป ทีนี้มันก็มี สภาพปกติทางมรรยาทเกิดขึ้น ปรากฏอยู่ทางกาย ทางวาจา ในลักษณะที่ควรต้องการควรปรารถนาอย่างยิ่งในชีวิตนี้ นี่คือศีล คือสภาพปกติที่มนุษย์ จะต้องมี แล้วจะได้เป็นมนุษย์, คือไม่เป็นโรคทางวิญญาณ. ถ้าปราศจากศีลนี้ก็คือ เป็นโรคทางวิญญาณในระยะเริ่มแรก ในระยะเริ่มแรกในระดับพื้นฐาน แล้วมันก็จะ ลุกลามต่อไป ๆ จนวิญญาณไม่มีเหลือ ไม่มีความเป็นวิญญาณที่ถูกต้องเหลืออยู่ ; มีแต่ วิญญาณที่เป็นโรค. ไปคอยสังเกตดูเองว่า ถ้าเรามี สภาพปกติทางมรรยาท ที่น่าปรารถนาอย่างนี้ อยู่แล้ว เราก็ ไม่มีทางเป็นโรคทางวิญญาณ หรือถ้าเป็นอยู่ก่อนก็จะค่อย ๆ หายไป ; นี้เป็นการรักษาโรคทางวิญญาณ เป็นวิธีการรักษาโรคทางวิญญาณของสัตว์โลกในโลกนี้ คือศีล, ให้ศีลครอบงำโลก คุ้มครองโลก, แล้ว โลกก็จะสะอาด สว่าง สงบ พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ผู้รักษาโรคทางวิญญาณของสัตว์โลกทั้งปวง. ขอร้องให้คุณไหว้ครูใหญ่ของคุณ คือนายแพทย์ใหญ่ อาจารย์ในทางแพทย์ ของโลกนี้อยู่เสมอ โดยคาถาว่า สพฺพญญู สพฺพทสสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก. "อาจารย์ของเรานั้นรู้ สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ชนะ มารแล้ว เป็นผู้ สั่งสอนที่ประกอบด้วยกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ที่รักษา เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง" ดังนี้. อุตส่าห์ท่องไว้ทุกวัน ไหว้ครูของแพทย์ ของโลกทั้งปวงไว้ทุกวัน อย่าประมาทเลย. นี่คือการพูดบรรยายเรื่องสภาพปกติ มรรยาท ที่น่าปรารถนาในชีวิตของมนุษย์ เรียกสั้น ๆ พยางค์เดียวว่า ศีล ; แล้วก็เลิกทำจมูกย่นต่อสิ่งที่เรียกว่าศีลกันเสียที. นกก็ร้องบอกว่าหมดเวลา ยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa