Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๗ — สภาพจิตที่เหมาะสมในการงานในทุกกรณี ในฐานะเป็นเครื่องบำบัดโรคทางวิญญาณ

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.181 วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว (คำบรรยายตอนต้นนี้ เครื่องบันทึกไม่ติดจึงขาดไป) สมาธิช่วยรักษาโรคทางจิต จงจดจำให้แม่นยำว่า คุณลักษณะของจิตที่เป็นสมาธินั้น มีอยู่ ๓ ประการ ด้วยกัน คือ ๑. ปริสุทฺโธ - จิตนั้นกำลังสะอาดหมดจดจากสิ่งซึ่งสกปรกเศร้าหมอง ๑๕๗

น.182 ที่รบกวน. ๒. สมาหิโต จิตนั้นตั้งมั่น แน่วแน่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ มีกำลังมาก. ๓. กมฺมนีโย จิตนั้นมีลักษณะว่องไว แคล่วคล่อง เหมาะสมแก่ หน้าที่การงานที่จะต้องทำ. นี่ลองพิจารณาดูเถิดว่า มันจะนั่งตัวแข็งอยู่ได้อย่างไร, หรือว่าไม่รู้สึก คิดนึกอะไรได้อย่างไร, ในเมื่อมีความบริสุทธิ์สะอาด มีความตั้งมั่น แล้วก็มีความว่องไว ในหน้าที่, นี่เป็นบทบัญญัติที่ในภาษาบาลีที่มีอยู่อย่างนี้. ถ้าใครจะเข้าใจว่า เอ้า ! ให้มันหยุดนิ่ง ตัวแข็งไป นี่ก็ว่าเอาเอง. จริงอยู่ การอยู่ในสมาธิบางอย่างบางคราว หรือด้วยความมุ่งหมายบางอย่างนั้น เขาอยู่กันในลักษณะสงบนิ่งเหมือนก้อนหินก็มี เหมือนกัน ถ้าต้องการอย่างนั้น เพื่อประโยชน์แก่อะไรบางสิ่งบางอย่าง ; แต่ว่าใน ความหมายทั่วไปนั้น สมาธินั้น คือ จิตที่เหมาะสมแก่การงาน อย่างเดียว จิตที่ เหมาะสมแก่การงาน ของคนทุกคน แล้วก็ ในทุกกรณี ด้วย. อย่าลืมไปว่า คำว่า "ทุกกรณี" นั้น แม้ในกรณีที่ผิด ที่ทุจริตของ พวกโจรหรือของพวกคนพาล เขาก็ใช้สิ่งที่เรียกว่าสมาธินี้เหมือนกัน. พวกยักษ์ พวกมารจะเหาะเหินเดินอากาศหรือจะแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ เขาก็ใช้ฤทธิ์ขึ้นมาจากสมาธิ นี้เหมือนกัน ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งซึ่งสุจริตถูกต้องหรือเป็นธรรม, ก็แปลว่าสมาธินี้มันใช้ ได้ในทุกกรณี แก่บุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพาลหรือเป็นบัณฑิต. แต่ถ้าเป็น สมาธิ ที่ไปใช้อย่างเป็นพาล นั้น ก็เรียกว่า มิจฉาสมาธิ, ถ้าใช้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์แก่คน ทุกคนแล้วก็เรียกว่า สัมมาสมาธิ. ฉะนั้นในอริยมรรคมีองค์แปดจึงระบุสัมมาสมาธิ เป็นองค์สำคัญ เป็นองค์สุดท้าย ; ดังที่มีคำว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีคำว่า "สัมมา" กำกับอยู่.

น.183 เดี๋ยวนี้เมื่อเรา พูดถึงสมาธิ เฉย ๆ ในกรณีอย่างนี้ก็ หมายถึงสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ ; แต่เอามาพูดให้ฟัง ให้รู้ว่ามันจำเป็นแก่ทุกคนในทุกกรณี ในหน้าที่ การงาน. นี่ขอให้เข้าใจสมาธิในความหมายอย่างนี้ แล้วก็จะถูกต้องหมด. ลักษณะของจิตเป็นสมาธิ มี ๒ ประเภท ทีนี้ก็อยากจะชี้ให้ดูถึงลักษณะของสมาธิ ที่ซ่อนเร้นอยู่อีกบางอย่าง โดย จะแบ่งสมาธิออกเป็นสองประเภท : คือ สมาธิที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ และสมาธิ ที่เราอบรม หรือฝึกฝนให้เกิดขึ้นมา. สมาธิอย่างที่ ๑ สมาธิที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่า สมาธิที่อาภัพอับโชค คือ คนไม่ค่อยเห็น มัน ไม่ค่อยรู้จักมัน ไม่ค่อยให้คุณค่า แก่มัน เหมือนเรียกคนอาภัพ มีความดี มีความชอบมาก ก็ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครยกย่อง ; นี่คือ สมาธิตามธรรมชาติ มีเองตามธรรมชาติ. ถ้าเราไม่มีสมาธิ ตามธรรมชาติ เราก็จะเป็นคนเคลิ้ม ๆ เป็นคนเลื่อนลอย คือเป็นคนที่ทำอะไรเหมือนกับ ไม่มีสติสมปฤดี. ทีนี้ สมาธิตามธรรมชาตินี้ มันมีอยู่ เราจึงมีความจำ มีความตั้งใจ มีความคิดที่รุนแรงอะไรได้ ; พอเราตั้งใจจะทำอะไร สมาธิก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในสัดส่วนที่สมควรกัน ไม่มากไม่น้อย. ถ้าใคร มีสมาธิดีก็ทำอะไรได้ดี ; เด็กลูกเล็ก ๆ ของเราที่เรียน ก. ข. ก. กา ถ้าเด็กคนไหนมีสมาธิดีเป็นพิเศษตามธรรมชาติ ก็จำได้เร็ว บอกทีเดียวก็จำได้. เด็ก

น.184 ลูกเล็ก ๆ ของเรามาเรียนเลข มาคิดเลข เด็กคนไหนมีสมาธิดี ก็คิดได้ดี, ลูกเด็ก ๆ คนไหนไปยิงหนังสติ๊ก ถ้ามีสมาธิดีตามธรรมชาติ เขาก็ยิ่งได้แม่น ; ฝ่ายเด็กที่ไม่มีสมาธิ ตามธรรมชาติก็ยิงไม่แม่น, หรือว่าผู้ใหญ่จะไปยิงปืน หรือว่าทำอะไรก็ต้องมีสมาธิ ธรรมชาติเหมือนกัน. ทีนี้ ในการที่เป็นผู้ใหญ่มาก มีหน้าที่รับผิดชอบมาก จะคิดนึกตัดสินใจ วิพากษ์อะไรออกไป ; ถ้ามีสมาธิดีก็ทำได้ดี. คนเหล่านี้ไม่เคยมานั่งฝึกหัดสมาธิ อย่าง โยคีอย่างมุนี เขาใช้สมาธิที่เกิดอยู่ตามธรรมชาติ ; ในห้องเรียน ในออฟฟิศ ที่ไหนก็ สุดแท้ เขามีจิตมั่นคง มีจิตว่องไว เหมาะสมแก่การงานจริง ตามมากตามน้อย ตาม สัดส่วนที่เขามีสมาธิชนิดนี้มากน้อยเท่าไร. อีกอย่างหนึ่ง ขอให้รู้ว่า เมื่อ เรากำลังตั้งใจจะทำอะไรอยู่ เวลานั้น จิตไม่มีกิเลส ด้วยเหมือนกัน ; ถ้าจิตไปมัวมีกิเลสอยู่มันไม่เป็นสมาธิ. ปุถุชนคนธรรมดา ชาวบ้านนี่ เมื่อลงตั้งใจจะคิดจะนึกอะไร ตอนนั้นกิเลสไม่เกิด ; ถ้ากิเลสเกิดมันคิด ไม่ได้ ตั้งใจไม่ได้. มันต้องมาคนละทีเสมอ มาพร้อมกันไม่ได้ ; แม้ว่าการงานนั้น ตั้งใจจะทำด้วยอำนาจของกิเลส แต่เมื่อลงมือทำเข้าจริง สมาธิมันมาอยู่แทน เพื่อจะทำ การงานนั้นอย่างมุ่งมั่น. เหมือนว่าคิดจะไปฆ่าเขา นี้ก็เป็นกิเลส เป็นความเลว เป็น อกุศล แต่พอจะไปเล็งปืน, ยิงปืนนี้มันก็ทำด้วยสมาธิ จะเป็นสมาธิ สัมมาสมาธิ หรือ มิจฉาสมาธิก็ตามใจ ; การยิงปืนนั้นต้องยิงด้วยสมาธิตามธรรมชาติ. อย่างนี้เราเรียกว่า สมาธิที่เป็นเองตามธรรมชาติมีอยู่ตามสัดส่วนของ บุคคล ที่เขามีอุปนิสัยอย่างไร มีสันดานอย่างไร มีอินทรีย์อย่างไร มีบุญมากบุญน้อย อย่างไร, สมาธิชนิดนี้คนไม่ค่อยรู้สึก แล้วก็ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่ให้ความหมาย ไม่ให้

น.185 ๑๖๑ สภาพจิตที่เหมาะสมในการงานทุกกรณี คุณค่าหรือความหมายแก่มัน เรียกว่ามันอาภัพ ; แต่ถ้าใครเกิดไปรู้จัก ไปฝึกฝนให้ดี ก็กลายเป็นคนที่มีสมรรถภาพมาก เป็นมหาบุรุษ โดยไม่ได้มาเป็นโยคีฝึกสมาธิในป่า เสียก่อน ก็ยังทำได้ ยังมีได้. สมาธิอย่างที่ ๒ คือ สมาธิที่เกิดจากการฝึกฝนอบรม ที่เราเรียกกันตาม ภาษาวัดว่า "เจริญภาวนา" นี้เป็นสมาธิที่ cultivate ตรงกับคำว่า "ภาวนา". ภาวนา คำนี้แปลว่า ทำให้มันมีขึ้น และเจริญสมบูรณ์, development หรือว่า cultivation จะทำแก่ต้นไม้ หรือทำแก่สิ่งของหรืออะไรก็ได้ ให้มันพัฒนาขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ทำแก่จิต สมาธิที่มีอยู่น้อยให้กลายเป็นมีมากเต็มที่ขึ้นมา นี้คือวิธีปฏิบัติฝึกฝนสมาธิ ที่เขามีกันอยู่ เป็นระบบ ๆ เป็นเรื่องๆ เป็นอย่าง ๆ ไป; แต่ว่าเมื่อทำให้เป็นสมาธิขึ้นมาได้แล้ว มันมีประโยชน์ทั้งนั้น คือไปใช้ได้ทั่วไปในทุกกรณี แก่ทุกคน ในทุกหน้าที่การงาน ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งขึ้นไปกว่าที่มันจะมีอยู่ตามธรรมชาติ. สมาธิเช่นนี้เราเจตนาทำขึ้น เป็น develop เป็น cultivate อย่างเต็มที่ที่มนุษย์ จะรู้สึกหรือรู้จัก เป็นวัฒนธรรม เป็นอารยธรรมทางจิตทางวิญญาณ ที่มนุษย์แต่ โบราณเขาค้นพบ แล้วก็ทำให้มีขึ้น มุ่งหมายไปในทางสูง เพื่อจะดับความทุกข์ในทาง วิญญาณ. . เดี๋ยวนี้เราพัฒนากันแต่เรื่องทางร่างกาย เห็นวัตถุเป็นสำคัญก็เลยไม่ใคร่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ พอได้ยินได้ฟัง ก็รู้สึกคล้ายกับมันเป็นเรื่องครึกระของคนโบราณ ; เพราะ ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ไม่เก่าแก่ ไม่คร่ำคร่า, จะเป็นเรื่องที่ใหม่ เอี่ยมอยู่เสมอ ที่จำเป็นแก่มนุษย์ทุกคนอยู่เสมอ ขอให้แตะต้องกับมันให้ดี ๆ. อย่างพวกคุณจะเป็นแพทย์ในอนาคต ผมว่าต้องใช้มากที่สุด เพราะต้องไป ทำกับสิ่งที่น่าเกลียด หรือว่าสกปรก หรือว่าน่าเศร้า น่าสลด ; เช่นจะไปผ่าตัดอย่างนี้

น.186 ไปกระทำแก่คนที่รู้จักรักใคร่ ถ้าไม่มีสมาธิพอก็ทำไม่ได้ หรือทำไม่ได้ดี ; ดังนั้นจงหา โอกาสฝึกฝนอบรมให้มันมีพอสมควร. สมาธิที่เป็นไปถึงที่สุดแล้ว เราจะเรียกได้ว่ามีจิตว่างเหมือนกัน ว่างจากตัวกู- ว่างจากของกู เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา. นี้เรียกว่ามีสมาธิอยู่สองอย่าง : สมาธิเป็นเอง ตามธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, แล้ว อบรมให้สมาธิมีสมบูรณ์ขึ้นมาอย่างหนึ่ง. โดยปกติ สมาธิตามธรรมชาติ ถูกใช้มาก พูดถึงสมาธิอีกสองอย่าง ที่อยากจะแนะให้สังเกต ก็คือ สมาธิที่ไม่ถูกใช้ งาน กับ สมาธิที่ถูกใช้งาน. จะพูดถึงสมาธิที่ถูกใช้งานก่อนดีกว่า ก็คือสมาธิที่เป็น ตามธรรมชาติ มีเท่าไรเอามาใช้งานหมด เพราะว่าสมาธินี้เกิดขึ้นโดยสัดส่วนที่พอดี พอเหมาะกับการใช้งานนั้น ๆ ; เช่นเราไปยิงปืนอย่างนี้ ความเป็นสมาธิมันก็จะเกิดขึ้นมา เต็มที่เท่าที่จะใช้ในการยิงปืน ; นี้สมาธิที่ถูกใช้งาน. สมาธิที่ไม่ถูกใช้งาน ก็มีแก่บุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกสมาธิเสียเป็นยกใหญ่ แล้วก็ไม่ได้ใช้งานอะไรก็มี ในบางคราว. คุณอาจจะเข้าใจได้ทันที ถ้าเรามีอุปมา : อุปมาก็เปรียบเหมือนกับเครื่องยนต์ที่มีกำลังมาก ฟิตเต็มที่เดินดี หมุนดี มีกำลังมาก ; แต่ว่า เครื่องยนต์นั้นไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ใช้งานอะไร ให้มันเดินเฉย ๆ ไปอย่างนั้น จิตตัวนี้ เปรียบกับเครื่องยนต์ที่มี load ใช้ทำงานอะไรอยู่เต็มที่ตามเรื่อง ตามราวของมัน ไม่ได้เดินอยู่เฉย ๆ; นี่มันต่างกันเท่าไร. ไปเปรียบเทียบดูก็จะเข้าใจ

น.187 สิ่งที่เรียกว่า สมาธิที่กำลังใช้งานกับสมาธิที่ไม่ถูกใช้งาน. หรือแม้แต่ motor ไฟฟ้า dynamo ก็ตามใจ ถ้าหมุนอยู่เฉยๆ ไม่ใช้งานอะไร มันก็มีแรงมาก มีแรงล้นเหลือ แต่ไม่ถูกใช้งาน มันก็เป็นหมัน ทีนี้ dynamo ที่มี load เอาไปใช้งาน มันก็มีแสงสว่าง มีกำลังงาน ทำการ งานไปตามเรื่องตามราวของมัน สมาธิที่ไม่ถูกใช้งานก็หมายถึงว่า ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติ สมาธิ มีแต่สมาธิ แล้วก็ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างใดเลย เป็นสมาธิที่ไม่ถูกใช้ให้เป็น ประโยชน์. การทำธุรกิจทั้งปวง ต้องการใช้สมาธิเป็นประโยชน์ขั้นพื้นฐาน ทีนี้ ก็อยากจะแนะถึงประโยชน์ของสมาธิ ให้เห็นต่อไปอีก ; แต่ว่าก่อนที่ จะแนะถึงประโยชน์นี้ เราจะต้อง พูดกันถึงการงานก่อน แล้วเราจะรู้ว่า มันจะเป็น ประโยชน์อย่างไร. การงานของมนุษย์ ถ้าจะพูดไปทีละอย่างก็แย่เลย พูดกันไม่ไหว ไม่รู้กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านอย่าง. เราแบ่งเป็นประเภทเพื่อจะให้มันครอบคลุมไปหมด : ว่าการงานนั้น เรียกว่า เป็น การงานอย่างคดีโลก เป็นการงานของชาวบ้าน เป็นการ งานทางร่างกายทางวัตถุเสียมากกว่า นี่เรียกว่า การงานทางคดีโลก เรียกว่างานบ้าน, และอีกทีก็ งานทางคดีธรรม หรืองานวัด เป็นงานทางจิตทางวิญญาณ. คุณก็ชักจะงง ๆ ว่า ทางจิตทางวิญญาณ ทำไมเรียกว่า การงาน ? เพราะ เขาถือเป็นหน้าที่ ; ถ้าเป็นหน้าที่แล้ว ก็เป็นการงาน. สมมติคำว่า กัมมัฏฐาน - ทำ

น.188 กรรมฐาน ทำวิปัสสนา ; กรรมฐาน ตัวนั้น แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน ; กรรม แปลว่า การงาน, ฐานะ แปลว่า ที่ตั้ง, กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน. ภิกษุ สามเณร ทำกรรมฐาน ก็คือทำสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการงาน ; แต่มันเป็นการงานทางจิต ทางวิญญาณ คือฝึกฝนจิตให้ได้ดี แล้วให้มันทำงานตามหน้าที่ของจิต กำจัดกิเลสให้ หมดไป. นั่นแหละคือยอดของการงาน เพื่อจะดับความทุกข์ทั้งหลาย. ส่วนการงาน ทางบ้าน งานบ้านงานชาวโลกนี้ ก็ศึกษาเล่าเรียน ทำมาหากิน เหงื่อไหลไคลย้อยไป ตามเรื่อง มันก็ยังต้องใช้สมาธิอยู่. การงานในโลกก็จะมีแต่เพียงเท่านี้ : การงานทางวัตถุ หรือทางร่างกาย อย่างหนึ่ง, การงานทางจิต หรือทางวิญญาณอย่างหนึ่ง, รวมเป็นสองอย่างเท่านั้น ; ไม่ว่าการงานชนิดไหน ต้องการใช้สมาธิ ทีนี้ ในการงานทั้งสองอย่างนั้น เราจะแจกรายละเอียดออกไปว่า งานของ เด็กก็ดี งานของผู้ใหญ่ก็ดี งานของคนแก่ชราก็ดี อุตส่าห์สังเกต หรือช่วยจดจำไว้บ้าง ที่เราแบ่งเป็นเด็กพวกหนึ่ง, ผู้ใหญ่พวกหนึ่ง, คนแก่ชราพวกหนึ่งนั้น, เพราะมันไม่ เหมือนกันเลยทีเดียว ถ้าไปมัวทำเล่นกับสิ่งเหล่านี้ classification พวกนี้ไม่ถูกต้องแล้ว เราจะไม่เข้าใจอะไรอีกมากมาย. การงานอย่างเด็ก ๆ ก็ต้องการสมาธิ, การงานอย่างผู้ใหญ่ก็ต้องการสมาธิ, การงานอย่างคนแก่หง่อมจะเข้าโลงอยู่แล้ว ก็ยังต้องการสมาธิ, สิ่งต่าง ๆ จึงจะเป็นไป เพื่อประโยชน์เต็มที่ของมัน ที่ว่าเด็กก็ต้องการสมาธินี้ ก็ขอให้สังเกต แม้แต่เด็กอมมือ มันก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สมาธิใช้อยู่เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นจะจำอะไรได้หรือทำอะไรได้

น.189 จะป้า ๆ เป๋อ ๆ เคลิ้ม ๆ เลอะ ๆ เลือน ๆ เสีย. ทีนี้ เป็นเด็กรุ่นหนุ่ม มีการศึกษาเล่าเรียน ก็ยิ่งต้องการสมาธิ, เป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ยิ่งต้องการสมาธิ เพื่อการบังคับจิตใจที่ดี. นี่เรียกว่า เด็กทั้งหมดต้องมีสมาธิ มาใช้ในชีวิต. ทีนี้ ผู้ใหญ่เป็นพ่อแม่ จึงยิ่งทำงานหนัก ยิ่งต้องการใช้สมาธิ. ยิ่งเป็น คนแก่ถ้าไม่มีสมาธิ ก็จะพันเพื่อนเหมือนคนแก่ ๆ กินว่าไม่ได้กิน กลางวันหรือกลางคืน ก็ไม่รู้! นี่เป็นคนแก่ที่หลงใหลไป ; เพราะขาดสมาธิ เป็นอยู่ในสภาพที่น่าทุเรศที่สุด. คนที่พันเพื่อนหลงใหลไปเพราะอายุมากนี่ ขาดสมาธิ ; ถ้าเป็นผู้ที่มีใจคอปกติ เป็น นักสมาธิมาแต่แรกแล้ว ไม่มีอาการอย่างนั้น. นี่มันจำเป็นอย่างยิ่งแก่ความเป็นมนุษย์ ถึงขนาดนี้. ทีนี้ เราจะแยกให้ละเอียดลงไปอีกว่า เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี การทำการงานนั้น มันมีเป็นระยะ ๆ ในโลกนี้การงานของมนุษย์มันมีในขั้นที่เล่าเรียน เรียนวิชา เรียน หลักวิชาพื้นฐานทั่วไป, แล้วก็มาถึงขั้นพิสูจน์ค้นคว้า พวก research ต่าง ๆ แล้วก็ มาถึงขั้นที่ลงมือทำจริง ๆ ตามผลแห่งการค้นคว้า จนกระทั่งถึงได้ผล แม้แต่บริโภคผล เก็บเกี่ยวผลแห่งการงานอยู่ ก็นับเนื่องในการงาน. ในขั้นเรียนก็ดี ในขั้นค้นคว้าก็ดี ในขั้นกระทำก็ดี ในขั้นได้รับผลก็ดี ต้องมีสมาธิ ไม่เช่นนั้นจะยุ่งยาก จะลำบาก หรือ จะถึงกับเสียหาย. นี่พูดให้เห็นชัดว่า ในการงานทุกระบบทุกกรณีที่ต้องการสิ่งที่เรียกว่า สมาธิ ; สมาธิ นั้นจึงได้ชื่อว่ากรรมฐาน คือ ฐานะเป็นที่ตั้งของการงาน ไม่ว่า การงานชนิดไหนหมด ในบทบาลีจึงใช้คำว่า กมฺมนีโย แปลว่า สมควรแก่การงาน.

น.190 ทีนี้ก็จะพูดโดยหัวข้อว่า ความเหมาะสม คืออย่างไร ? ย้อนระลึกไปถึง คำพูดที่แรกว่า สมาธิคือสภาพของจิต ที่มีความเหมาะสม แก่การงานในทุกกรณี ของทุกคน. สภาพที่เป็นความเหมาะสมแก่การงานนี้ เราจะดูเฉพาะที่คำว่า “เหมาะสม" สมาธิเหมาะสมแก่การงานอย่างไร ? เราจะต้องรู้จักคุณสมบัติของสิ่งที่เรียกว่า "สมาธิ" ที่เขาเรียกกันว่า ประสิทธิภาพ มันมี qualification ที่จะทำให้เกิดคุณสมบัติ แล้วก็มี efficiency ซึ่งเป็นประสิทธิภาพในหน้าที่ของมัน อันนั้นแหละจะเหมาะสมแก่การงาน สิ่งที่เรียกว่า สมาธินั้นมีความ เหมาะสมแก่การงาน ตรงที่ว่า ในเวลานั้น มีกำลังจิตสูงสุด. จงจำให้ดีว่า ขณะนั้นกำลังมีกำลังจิตสูงสุด, แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์, มีสติสัมปชัญญะที่จำเป็นแก่การงานนั้นสมบูรณ์อย่างยิ่ง, มีความแน่วแน่ มั่นคงแห่งจิตใจในการงานนั้น, มีความทรหดอดทนเหลือประมาณ, มีความกล้าหาญ เต็มที่, มีความว่องไวเฉียบแหลมเหลือเกิน, เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว คุณสมบัติเพียง ๖ อย่างนี้ก็พอแล้ว. เมื่อมีสมาธินั้น จิตมีกำลังสูงสุด มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีความ . แน่วแน่มั่นคง มีความทรหดอดทน มีความกล้าหาญ มีความเฉียบแหลมว่องไว. ส่วน สมาธิที่เราปล่อยไปตามธรรมชาตินี้ มันก็มีเหมือนกันสิ่งเหล่านี้ แต่มีน้อย; ถ้าเรา ฝึกฝนให้มีสมาธิเต็มที่ ก็จะมี สิ่งเหล่านี้เต็มที่ คือ ความเหมาะสม หรือพร้อมที่จะทำ การงานนี้มีเต็มที่. นี่เรียกว่าเป็นประโยชน์ในขั้นที่เป็นพื้นฐาน หรือเป็นเครื่องมือ มันก็มีอยู่ อย่างนี้.

น.191 ประโยชน์โดยตรงของสมาธิที่ฝึกฝนขึ้นมีผลอันสำคัญ ทีนี้ จะพูดถึงประโยชน์โดยตรง ที่เรียกว่าเป็นผลสุดท้าย เรียกว่าประโยชน์ ของสมาธิ กำหนดจดจำให้ดี โดยมีพระบาลีเป็นพระพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า ประโยชน์ที่ จะพึงได้จากการเจริญสมาธินั้น มีอยู่ ๔ อย่าง :- ๑) จะได้รับความสุขทันตาเห็นทันอกทันใจ หมายความว่า เมื่อเรามีจิต เป็นสมาธิ เมื่อนั้นเรามีความสุข พูดชัด ๆ ก็พูดอย่างนี้ ; ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ เมื่อ นั้นเรารู้สึกมีความสุข. ทีนี้ ถ้าเราไปมุ่งกระทำให้มีความสุขโดยเฉพาะ มันก็มีความสุข มากเต็มที่ คือเจริญสมาธิชนิดที่ให้เกิดความสุขเต็มที่. ทีนี้ก็ไม่ตายเปล่า ได้รับความ สุขชนิดที่แท้จริง ที่ไม่ใช่ความสุขอย่างโลก ๆ คือความสุขที่เกิดมาจาก จิตว่างจากกิเลส ชั่วคราวด้วยอำนาจของสมาธิ ; ได้รับความสุขเป็นนิพพานชิมลอง ชั่วขณะ ชั่วคราว ทุก ๆ คราวที่ว่ามีสมาธิ กีดกัน เกียดกัน หรือกำจัด กิเลสออกไปได้ชั่วคราว เราก็ ไม่เสียชาติเกิด, เกิดมาทีก็ได้ชิมได้ลองรสของพระนิพพาน ชื่อว่ามีความสุขในปัจจุบัน ทันตาเห็น. ๒) จะมีอำนาจที่เป็นทิพย์ นี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้เกลี้ยงเกลาหมดจด สิ้นเชิง ก็พูดไปถึงอำนาจทิพย์, ใช้คำให้สั้นก็ว่า จะมีอำนาจทิพย์. อำนาจที่เป็นทิพย์ เขาเรียกกันว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรทิพย์นี่ คือหู ตา ที่มันมีสมรรถภาพยิ่งกว่าธรรมดา หลายร้อยหลายพันเท่า ; นี้มันออกจะนอกเรื่อง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้คือ ถ้าเจริญสมาธิ ชนิดที่จะทำให้หูดีกว่าธรรรมดา นี้ก็มีวิธีเจริญเฉพาะ. ที่จะให้มีตาทิพย์ คือเห็นอะไร ได้ไกล ได้ดี ได้ลึกกว่าธรรมดานี้ก็มีวิธีเจริญเฉพาะ, จะได้ยินเสียงหรือเห็นสิ่งที่หูตา

น.192 ตามธรรมดามองไม่เห็น. นี่เป็นตัวอย่างของอำนาจทิพย์, ยังมีอย่างอื่นอีกมากมาย ล้วน แต่เป็นปาฏิหาริย์ทั้งนั้น. ๓) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ นี้ประกอบด้วยธรรมะ หรือเป็นธรรมะเข้า มาแล้วตรงนี้เอง. คนเราตามปกตินั้น มีสติสัมปชัญญะลุ่ม ๆ ดอน ๆ : คุณไปสังเกต ตัวเองให้มาก ทุกคนกำลังมีสติสัมปชัญญะลุ่ม ๆ ดอน ๆ : บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี มีก็ไม่ สมบูรณ์. ถ้าฝึกสมาธิถูกวิธีแล้ว จะเป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จะคิดอะไรเก่ง จะจำอะไรเก่ง จะระลึกอะไรได้เก่ง จะตัดสินใจได้เก่ง, จะมีปฏิภาณเฉียบแหลมว่องไว รวดเร็ว ; นี้คือสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์. แต่ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ต้องการจะ ให้มีสติสัมปชัญญะในการประพฤติปฏิบัติธรรม ; สติสัมปชัญญะนี้มีประโยชน์มหาศาล ไปทุกทิศทุกทาง ป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่าอยู่โดยปลอดภัย ทำอะไรไม่ผิด จำอะไรไม่ผิด ; นี่มันเกินกว่าขั้นธรรมดา. แต่ถ้าสติสัมปชัญญะชั้นสูงก็เป็นเรื่อง มีสติสัมปชัญญะในธรรมะ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรืออะไรก็สุดแท้. ๔) ประโยชน์อันสุดท้ายก็เรียกว่า กระทำอาสวะให้สิ้นไป คือจะทำกิเลส ให้สิ้นไปได้ ในการเจริญสมาธิประเภทที่เห็นความจริงของธรรมชาติอยู่อย่างลึกซึ้งตลอด เวลา ; เช่นเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ตลอดเวลา จะทำให้กิเลสอาสวะค่อย ๆ เหือด แห้งไป เป็นประโยชน์สูงสุด เป็นประโยชน์มหาศาลอยู่ที่นี่. ทบทวนสั้น ๆ ก็ว่า ประโยชน์มีอยู่ ๔ อย่าง มีความสุขอย่างพระนิพพาน ทันตาเห็น ชิมลองก่อน, ก็มีอำนาจทิพย์ตามที่ต้องการ, มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เป็นเครื่องมือสารพัดนึก, แล้วก็มีความสั้นกิเลส เป็นผลสุดท้าย; เพราะฉะนั้นจึงเห็น ได้ว่า มันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและครบถ้วน เท่าที่มนุษย์จะมีได้ หรือว่าจะเอาได้.

น.193 ทีนี้ ใน ๔ อย่างนี้ ถ้าเราสรุปกันอีกทีหนึ่งก็ว่า สมาธิมีประโยชน์ให้มีความ สุขไปตั้งแต่ขั้นต้น แล้วก็ให้มีความเหมาะสมแก่หน้าที่การงาน มีสมรรถภาพเหมาะสม แก่หน้าที่การงานเรื่อย ๆ ไป และจะดับความทุกข์ได้ในขั้นสุดท้าย. เดี๋ยวนี้ ก็มีความสุข ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ก็มีตัวตนที่มีสมรรถภาพเหมาะสมแก่การงานไปเรื่อย ๆ ในวาระ สุดท้ายจะหมดกิเลส ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ; นี่คืออานิสงส์ของสมาธิที่จะต้องทราบไว้. หลักเกณฑ์สำหรับวิธีทำให้มีสมาธิ ทีนี้ ข้อสุดท้าย เราก็จะพูดถึง วิธีทำให้มีสมาธิ คือการฝึกสมาธิเรื่องการ ฝึกสมาธินี้ ต้องพูดกันหลายชั่วโมงหรือหลายสิบชั่วโมงถ้าพูดด้วยรายละเอียด ; เพราะ · ฉะนั้นในชั่วโมงนี้ เราพูดได้แต่หลักเกณฑ์ของมันเท่านั้น. แต่อย่าวิตก ถ้ารู้หลักเกณฑ์ แล้วจะทำได้ โดยรายละเอียดที่ขยายออกไปได้ เป็นการบรรยายตั้งหลายชั่วโมง. การทำสมาธินี้ ถ้าเราไปแยกตามประโยชน์ตามอานิสงส์ก็มี ๔ แบบ ๔ วิธี อย่างที่ว่ามาแล้ว : เพื่อให้เกิดความสุขทันใจ เพื่อให้มีอำนาจทิพย์ เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะ สมบูรณ์ เพื่อให้สิ้นอาสวะนี้ มันก็มุ่งทำไปตามแบบทั้งนั้น เป็น ๔ แขนง หรือ ๔ สาย. แต่ตัวที่เป็นสมาธินั้น มันเหมือนกัน ; เหมือนกับว่าเรามีกำลังงานจากเครื่องยนต์หรือ จากไดนาโม เราจะแยกไปใช้ไหนก็ได้ จากกำลังงานอันเดียวกันนั้น ; ใช้ทำไฟฟ้าก็ได้ ใช้หมุนอะไรก็ได้ ใช้อีเล็คโทรนิค ใช้อะไรใช้ไป แล้วแต่จะมุ่งหมาย. ทีนี้ สมาธินั้น แม้จะต้องการอานิสงส์ ๔ อย่าง ก็มุ่งไปทาง ๔ อย่างนั้น, แต่ตัวการเจริญสมาธินี้ เป็นสิ่งเดียวกัน ทำอย่างเดียวกัน เช่นเจริญอานาปานสติก็จะมุ่งให้มีความสุขปัจจุบัน

น.194 ๑๗๐ ก็ได้ มุ่งในทางตาทิพย์ หูทิพย์ก็ได้ มุ่งให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ก็ได้ มุ่งให้สั้น อาสวะก็ได้. เมื่อเป็นสมาธิแล้วก็แก้ไขจุดมุ่งหมายนั้นไปตามที่ประสงค์ ; แต่แล้ว ตัวการตัวงาน ตัวต้นตอ อยู่ที่ความเป็นสมาธินี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะทำสมาธิชนิดไหน. ขอบอกตัดบทไว้เสียเลยว่า ถ้าเรื่อง อานาปานสติภาวนา หรือการเจริญ สมาธิแบบอานาปานสติแล้ว หนังสือธรรมบรรยายปีที่แล้วมา ที่เรียกว่า ชุด "บรมธรรม" ตอน ๓ ทั้งเล่ม พูดเรื่องอานาปานสติภาวนา ถ้าคุณมีแล้วก็อ่านเอาเอง ไม่มีก็ควรจะ หามาอ่าน แต่นี่กำลังจะพูดถึงหลักเกณฑ์ของมันให้เป็นที่กระจ่าง ให้หนังสือทั้งเล่ม มาอยู่ในคำพูดเพียงไม่กี่คำได้. หลักการของการทำสมาธิจะมีอยู่เป็นชั้น ๆ : ชั้นแรกที่สุด จะต้องมีอารมณ์ของสมาธิ หรือนิมิตของสมาธิก็แล้วแต่ จะเรียก, มีอารมณ์ที่เหมาะสม แล้วก็เพ่งอยู่ในที่ที่สมควร. นี่ผมพูดอย่าง definition ตัวหนังสือน้อยแต่ความหมายมาก. ทบทวนอีกทีว่า มีอารมณ์ของสมาธิที่เหมาะสม แล้วเพ่งมันอยู่ในที่ที่สมควร. อารมณ์ของสมาธินั้น แล้วแต่จะเลือก แต่ ที่ดีที่สุดก็คือ ลมหายใจ นี่ที่ เหมาะสมแก่ทุกคน ทุกเวลา ทุกหนทุกแห่ง คือเพ่งลมหายใจ, หรือว่าอารมณ์ที่เหมาะสม แล้วเพ่งมันอยู่ กำหนดอยู่ที่ลมหายใจนี้อยู่ ; แล้วก็ในที่ที่สมควร ก็คือไม่มีอะไรที่ รบกวนพอสมควร ในป่าหรือว่าในถ้ำ หรือว่าในที่เงียบสงัด. นี่อันแรกก็เพ่ง มีอารมณ์ ที่เหมาะสม เพ่งอยู่ในที่อันสมควร.

น.195 ขั้นที่ ๒. นี้จะพูดให้เป็นลำดับดีที่สุด ก็คือว่า มีอารมณ์ หรือมีนิมิตนั้น ที่ปรับปรุงไปตามลำดับ. . นิมิตหรืออารมณ์นั้นมีอยู่ ๓ .พวก คือ นิมิตเดิม, นิมิตที่ สร้างขึ้นมาใหม่ด้วยมโนภาพ, แล้วก็ นิมิตที่แปรรูปไปตามความต้องการ นิมิตเดิม หรือ อารมณ์เดิม ก็คือสิ่งที่เราเอามากำหนด ; เช่น ถ้าเจริญกสิณ ก็เอาดวงเขียว ๆ แดง ๆ มาเป็นอารมณ์เป็นนิมิตสำหรับตาเพ่ง, หรือถ้าเจริญอสุภกรรมฐาน ก็ไปนั่งดูซากศพที่ป่าช้า ; แต่เดี๋ยวนี้ เราจะยกตัวอย่าง อานาปานสติ ก็คือลมหายใจ ที่กำลังหายใจเข้าและออกอยู่ เป็นนิมิตเดิม. จิตกำหนดที่นิมิตนี้ เรียกว่า กำหนดที่ นิมิตเดิมในลักษณะที่เรียกว่าวิ่งตามลมที่หายใจเข้าออกอยู่ - เข้าออกอยู่ กระทั่งเปลี่ยนเป็น กำหนดอยู่แต่ที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่นที่จะงอยของจมูก หรือที่สุดของจมูก นี่เรียกว่ากำหนด ลงไปที่นิมิตเดิม. แล้วต่อมาก็ สร้างนิมิตในมโนภาพ ที่ตรงจุดที่เรากำหนดอยู่ เช่นที่จะงอย จมูกเป็นต้นนี้ สร้างมโนภาพให้เกิดเป็นความรู้สึก หรือเห็นภาพ เห็นดวงเห็นอะไร ขึ้นมาได้ ก็เรียกว่านิมิตในมโนภาพที่สร้างขึ้นมา. ตรงไหนลมกระทบหนักเข้า ๆ ปล่อยจิตให้เป็นไปตามการกำหนดนั้น มีอาการเหมือนจะเป็นกึ่งสำนึก เพราะว่าไม่ กำหนดตัวนิมิตเดิม คือลมหายใจ กำหนดแต่ที่ที่มันถูกกระทบ ; การกระทบนั้นก็ ต้องมีลมมาถูกอยู่ด้วย ก็กำหนดลมพร้อมกันไป ให้จุดจุดนั้นมันมีความรู้สึกเป็นมโนภาพ เกิดขึ้น เป็นตำแหน่งที่มีสีขาว หรือว่ามีดวงมีแสงอะไรขึ้นได้ แล้วแต่มันจะเกิดขึ้นเอง ตามความเหมาะสมของบุคคลที่ไม่เหมือนกัน ; รวมความว่านิมิตในมโนภาพเกิดขึ้น ทีนี้ ต่อไปนิมิตอันนั้นถูกบังคับด้วยจิตที่แม้กึ่งสำนึก ให้เปลี่ยนรูปเปลี่ยนสี เปลี่ยนอาการไปได้ ; นี่เรียกว่า นิมิตที่แปรรูปไป นิมิตเดิมคือของจริง ของ concrete

น.196 อันเดิม นี่เป็นนิมิตที่เอามากำหนดแต่เดิม. เราสร้างมโนภาพทับลงไปแม้หลับตาก็เห็น แม้ไม่มีอะไรสิ่งนั้นมา เราก็ยังมองเห็นและรู้สึกเป็นนิมิตในมโนภาพ ; นิมิตมโนภาพถูก ทำให้แปรรูปไปต่าง ๆ. จะยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด สำหรับอารมณ์ที่มีลักษณะเป็นทางวัตถุ หรือทาง กสิณก็ตามใจ เรียกได้ทั้งนั้น. เช่นว่าจะเพ่งหลอดไฟฟ้า ; หลอดไฟฟ้าที่เอามาใช้ เพ่งทีแรกคือนิมิตเดิม มันเป็นตัวหลอดไฟฟ้าจริงๆ ทีนี้ เราเพ่งจนสร้างมโนภาพได้ คือหลับตาเสีย เราก็ยังเห็นหลอดไฟฟ้านั้นอยู่. ใครดับสวิทช์เสีย ไฟไม่มี เราก็ยัง เห็นดวงไฟฟ้านั้นอยู่ ชัดเหมือนเดิม ; อย่างนี้เรียกว่านิมิตมโนภาพ มันฝั่งแน่น ลงไปในความรู้สึก นิมิตมโนภาพที่เป็นหลอดไฟฟ้าเหมือนเดิม แต่ว่าของจริงมิได้มีอยู่ แล้วเวลานี้ ; เพราะหลับตาเสีย หรือว่าไฟก็ดับสวิทช์เสียแล้วเป็นต้น แต่เราก็ยังนั่ง เห็นอยู่. อันนี้ จะทำให้มันเปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่น มันเปลี่ยนรูป เปลี่ยนสี เปลี่ยน อาการเป็นอย่างอื่น คือเป็นดวงที่มันขยายใหญ่ก็ได้ เล็กเข้ามาก็ได้ เปลี่ยนเป็นสีเขียว สีแดงก็ได้ ให้มันลอยไปก็ได้ ลอยมาก็ได้ หยุดอยู่ที่ไกลลิบโน้นก็ได้ ให้มาอยู่ในตัวเรา ก็ได้ อย่างนี้เรียกว่านิมิตแปรรูป. นิมิตเดิม นิมิตมโนภาพ และนิมิตมโนภาพ ที่แปรรูป มีอยู่ ๓ อย่าง อย่างนี้. ลมหายใจก็เหมือนกัน ลมหายใจเป็นนิมิตเดิม ต่อมาตรงที่กำหนดลม หายใจ เกิดนิมิตมโนภาพ สมมติว่าเป็นดวงขาว ทีนี้ นิมิตมโนภาพก็แปรรูป เป็นดวง เขียว ดวงแดง ดวงเล็กหรือใหญ่ หรือว่าลอยไปสุดโลกทางโน้น แล้วกลับมาที่นี่ ; อย่างนี้มันก็เป็นนิมิตทั้งนั้น ไม่ใช่ของจริงในทาง concrete แต่ว่าเป็นของจริงในทาง มโนภาพ ที่เห็นอยู่จริง รู้สึกอยู่จริง.

น.197 ทั้งหมดนี้ มิใช่อะไรอื่น มันเพียงแต่ว่าเราบังคับจิตได้เท่านั้น อย่าไปหวัง อะไรให้มากกว่านั้น เดี๋ยวจะบ้า ว่าเป็นของจริงอะไรขึ้นมา ; นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องทางอิทธิปาฏิหาริย์ มีเทคนิคมาก, ถ้าทำผิดจะบ้า แต่ว่าถ้าทำเพียงให้เกิด นิมิตสำหรับกำหนดของจิตแล้วไม่บ้า ; เอาผลแต่ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถบังคับจิต หรือ บังคับความรู้สึกของจิตได้ตามต้องการ จิตแพ้เราแล้ว อยู่ในอำนาจของเราแล้ว เราเป็น ฝ่ายชนะมันแล้ว เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือมันแล้ว. ความเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต อย่างนี้ เขา เรียกว่า วสี ว. แหวน ส. เสือ สระ อี วสี. วสี แปลว่า ผู้มีอำนาจ ความมีอำนาจ. เดี๋ยวนี้เรามีอำนาจเหนือจิต เรียกว่าเรามีวสี มีความเจนจัด มีความสามารถ มีอะไรที่อยู่เหนือจิต บังคับจิตได้. ทีนี้เราต้องจัดการกับวสี หมายความว่า ทำได้ครั้งแรกนั้นไม่พอ เดี๋ยวมัน หนีเตลิดเปิดเปิงไปไหน กลายเป็นไม่ได้ ฉะนั้น ได้อะไรมาเท่าไร ต้องซ้ำ ต้องย้ำ ต้องซักซ้อม. วสีนี่เหมือนคุณเล่นแบดมินตัน ตีลูกได้อย่างประหลาด อย่างมหัศจรรย์ ถ้าไม่ซักซ้อมดู มันก็หายไปได้. ทีนี้เราก็ซักซ้อมให้มันอยู่ในอำนาจของเรา ทำอย่างไร เมื่อไรก็ได้ ; นี้ก็เรียกว่า วสี จะแปลว่าความชำนาญก็ได้ตามภาษาธรรมดา แต่ตัว หนังสือมันแปลว่า ความมีอำนาจเหนือ เราเป็น master เหนือสิ่งนั้น เรียกว่ามีวสีเหนือ สิ่งนั้น. เกี่ยวกับวสีนี่ ก็คือฝึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ, จะฝึกอย่างไรก็ฝึกอย่างนั้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนอยู่ในกำมือของเรา ที่เกี่ยวกับสมาธินั้น. โดยหลักใหญ่ ๆ เขาก็มีฝึกเข้าสมาธิ, ฝึก หยุดอยู่ในสมาธิทุกจุด, ฝึกออกมาจากสมาธิ, สามอย่างนี้ที่เป็นหลักใหญ่ : ฝึกเข้าสมาธิ ได้รวดเร็วทันทีทันควันตามต้องการไม่ถึงวินาที หรือว่าชั่วกระพริบตา เราก็เข้าไปอยู่ใน

น.198 ๑๗๔ สมาธิแล้ว ถ้าชำนาญ. ทีนี้ฝึกอยู่ในสมาธินานเท่าไรก็ได้ตามต้องการ ถ้าเป็นสมาธิแล้ว ใครอย่ามาปลุกเรา ; ฉะนั้น เราต้องมีการกำหนดเอาเองว่า จะมีสมาธิกี่นาทีกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน ทำได้ตามต้องการ. นี่มีวสีในการอยู่ในสมาธิ ถ้าฝึกได้ถึงขนาดแล้วมันจะ ตรงเผงแม้แต่นาทีหรือวินาที เช่นเดียวกับเรามีสมาธิในการหลับนี้ ว่าเราจะหลับ ๓๐ นาที อย่างนี้ มันก็หลับได้จริง ๓๐ นาที ตื่นขึ้นมาตรงเผง. เข้าสมาธิ เข้าสมาบัติก็เหมือนกัน เข้าสมาธิสมาบัติหยุดนิ่งไปอย่างนี้ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง หรือ ๑๕ นาทีก็ ได้ตามต้องการ เพราะมีวสีในเรื่องนี้ เช่นเดียว กับนอนหลับไม่มีใครมาปลุกเรา เราตื่นได้เอง ตรงตามเวลาที่ตั้งใจไว้ว่าหลับ ๑๕ นาที ตื่นขึ้นมาตรงเผง. คนธรรมดาทำไม่ได้ กว่าจะหลับก็ไม่หลับ หลับแล้วก็บังคับไม่ได้ ไม่รู้จะตื่นเมื่อไหร่ ; แต่คนที่มีจิตเป็นสมาธิ บังคับได้ แม้กระทั่งนอนหลับ. ต้องฝึก กันนานหน่อย นักสมาธิจะหลับได้ ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมงตามต้องการตรงเผง ; นักสมาธิ จะเข้าสมาธิหรือเข้าฌานหรือเข้าสมาบัติได้ ๑๕ นาที ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมงตรงเผง, หมาย ความว่าหลับทางกายก็หลับได้ตรงเผง หลับทางจิตก็หลับได้ตรงเผง. เมื่อหยุดอยู่ในสมาธินั้น เรามีความชำนาญ มีอำนาจเหนือแล้ว ทีนี้การออก จากสมาธิ เราออกเมื่อไรก็ได้ ออกได้อย่างดี ออกได้อย่างเร็ว ออกได้อย่างไม่ครืดคราด ; จึงสำคัญอยู่ว่า เข้าสมาธิ, หยุดอยู่ในสมาธิ, ออกจากสมาธิ, สามอย่างนี้คล่องแคล่ว เสียก่อน จึงจะไปถึงขั้นที่ว่า ใช้สมาธิสำหรับพิจารณาธรรมก็ทำได้คล่องแคล่วต่อไปอีก อย่างนี้เรียกว่ามีวสี ความมีอำนาจอยู่เหนือจิต. เดี๋ยวนี้เราจะต้องทำอย่างนี้ได้ เราจะ ต้องรู้จักทำมาตามลำดับ.

น.199 คอยฟังให้ดี ว่าเรามีสมาธิเดิมกำหนด, แล้วเรามีสมาธิมโนภาพที่สร้างขึ้น, แล้วเรามีสมาธิมโนภาพที่แปรรูปไปได้นี้เป็นอันดับแรก ทีนี้ ในขณะที่เรามีนิมิตมโนภาพ ที่แปรรูปได้ นี้ เรานึกเอาอันใดอันหนึ่งสำหรับหยุดนิ่งอยู่ที่นั่น จิตมีความรู้สึกอย่างไร กำหนดละเอียดลงไป ๆ ๆ ; ตอนนี้ก็กำหนดความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน ที่มันจะค่อย ๆ เกิดขึ้น ค่อย ๆ เกิดขึ้น : วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ไปอ่านดูในหนังสือราย ละเอียดนี้จะบอกแต่ว่าหลัก หรือความลับของธรรมชาติ เมื่อเรากำหนดสมาธิ ในลักษณะที่มีนิมิตอย่างดีแล้ว เราค่อย กำหนดให้ รู้วิตก คือ ความที่จิตมันไปเกาะอยู่ที่อารมณ์ที่เป็นนิมิตนั้น เรียกว่า วิตก, แล้วก็ กำหนด วิจาร คือ จิตรู้ทั่วถึงซึมซาบต่ออารมณ์นั้น แล้วความรู้สึกที่เป็นสุข รู้สึกเป็นสุข แปลก ๆ อะไรเกิดขึ้นมานี้ ก็ กำหนดในความสุข นั้นให้มันชัดเจนแจ่มใสขึ้น นี่ปีติก่อน ความรู้สึกพอใจที่ทำได้สำเร็จมันมีปีติ ก็ กำหนดปีติ นี้แรงขึ้น หลังจากนั้นก็มีความรู้สึก เป็นสุข ก็กำหนดรสชาติของความสุขนี้เต็มที่ขึ้น แล้วก็รู้พร้อมในคราวเดียวกันหมดว่า จิตมีความเป็นยอดสุดอยู่ที่อารมณ์ของสมาธิ : เอกัลลตา ก็แปลว่า มียอด ๆ เดียว ก่อนนี้จิตมียอดหลายยอด นับไม่ไหว เป็นรัศมีซ่านออกรอบตัว เป็น radiation มียอด นับไม่ไหวรอบตัว. เดี๋ยวนี้มันรวมเป็นยอดเดียว คือไม่ซ่านออกไปรอบตัว มันก็รวม อยู่ที่อารมณ์ที่ใช้เป็นเครื่องกำหนด อย่างนี้เขาเรียกว่า เอกัคคตา. ความรู้สึกต่อองค์ฌานมีอยู่อย่างนี้ : องค์ฌานที่ ๑ คือ รู้จิตเกาะอยู่ที่ อารมณ์ หรือนิมิต. องค์ฌานที่ ๒ รู้จิตที่ซึมซาบอยู่ทั่วนิมิตนั้น. องค์ฌานที่ ๓ คือ ความพอใจ ที่เกิดขึ้น เพราะว่า เราทำได้สำเร็จ. องค์ฌานที่ ๔ รู้สึกเป็นสุข. องค์ฌานที่ ๕ รู้สึกภาวะที่เดี๋ยวนี้จิตมียอดเดียว, เรียกว่า เอกัคคตา. ความรู้สึกทั้ง ๕ นี้ จะค่อยเกิดขึ้น ๆ จากการที่มีการกำหนด - การกำหนด ๆ มากขึ้น พอครบทั้ง ๕

น.200 ปรากฏอยู่อย่างกลมกลืนกัน ทั้ง ๕ อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นการบรรลุฌานทีแรก คือ ปฐมฌาน เป็นสมาธิเต็มตัวในอันดับแรก นี้จึงทำวสีในปฐมฌานนี้ให้ชำนาญ เพื่อ ประโยชน์ในการที่จะเลื่อนขึ้นสู่ทุติยฌาน ตติยฌาน รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือเล่มใหญ่. เดี๋ยวนี้เรา มีสมาธิหรือฌาน เกิดขึ้น แล้วเรา ทำวสี ให้เรามีอำนาจเหนือสิ่งนี้ เราก็สามารถที่จะเข้าฌานไหน หยุดอยู่ในฌานไหน และออกมาจากฌานไหน ทำได้คล่อง ; อย่างนี้เรียกว่ามีสมาธิเต็มที่แล้ว. ขั้นต่อไปถ้าต้องการก็คือขั้นหยุดอยู่ในสมาธิอย่างแน่วแน่ ในลักษณะที่เป็น สมาบัติ, เขาเรียกว่าสมาบัติ แทนที่จะเรียกสมาธิ ก็เรียกว่าสมาบัติ คือหยุดอยู่ใน สมาธินั้นอย่างแน่วแน่ ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเวลานานพอ ก็เรียกว่าสมาบัติ เช่นทำความรู้สึกที่เป็นปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็คล่องแคล่วที่จะบังคับมัน จะใช้วสี นั้นเป็นเครื่องบังคับว่าเราจะเข้าสมาบัติด้วยปฐมฌาน ๖ ชั่วโมง เราก็ทำได้ เพราะความ ชำนาญ ระยะ ๖ ชั่วโมงนั้นเรียกว่าอยู่ในสมาบัติ ; แล้วเขาก็ไม่ไปฝึกทีเดียวอยู่ ๖ ชั่วโมง เขาจะฝึกในระยะสั้น ๆ ก่อน ๑๐ นาที ๑๕ นาทีได้ดีแล้วก็ฝึก ๑ ชั่วโมงได้ดี แล้วก็ฝึก ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง จนหลายชั่วโมงจนหลายวัน ในที่สุดการอยู่ในสมาบัตินั้น อาจอยู่ ได้หลายวัน. ฝึกหัดตั้งแต่อยู่ ๑๕ นาทีได้ ๑ ชั่วโมงได้ ไปตามลำดับไม่มีการกระโดดข้าม เดี๋ยวนี้เราก็สามารถจะมีสมาบัติหรืออยู่ในสมาบัติ บทเรียนมันจบแค่นี้เกี่ยวกับ สมาธิ. นี่ทบทวนดูใหม่ คุณคอยฟังให้ดี ที่คุณจดนั้นถูกหรือผิด. หลักการหรือ แนวสังเขปของหลักการที่เจริญสมาธินั้น ต้องหาอารมณ์ หรือนิมิตมา เป็นนิมิตที่เหมาะสม แล้วก็เพ่งนิมิตนั้นอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม. นิมิต

น.201 ทีแรกเรียกว่า นิมิตเดิมที่เอามานั้น, นิมิตต่อมาคือนิมิตในมโนภาพที่ถอดรูปมาจาก นิมิตเดิม, แล้วเราก็มีนิมิตมโนภาพนั้นแปรรูปไปตามที่เราบังคับ. ทีนี้ในขณะแห่ง นิมิตที่แปรรูปนี้ จิตละเอียดมาก อยู่ในอำนาจเรามาก แล้วก็ หน่วงให้เกิดความรู้สึกที่ เป็นองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ค่อย ๆ เกิดขึ้น ค่อย ๆ เกิดขึ้น ล้มลุก คลุกคลานไปบ้าง ; แต่ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ มีองค์ฌานสมบูรณ์. ทีนี้ก็ซักซ้อมการเข้าฌาน การหยุดอยู่ในฌาน การออกจากฌาน ให้อยู่ ในอำนาจที่สุด เรียกว่ามีวสี แล้วก็กลายเป็นผู้ที่ได้ฌานโดยแท้จริง ; ก่อนมีวสี เราได้ฌานอย่างล้มลุกคลุกคลาน พอเรามีวสีสมบูรณ์ เราก็มีการได้ฌานอย่างแท้จริง คือ จิตอยู่ในอำนาจเรา. "ทีนี้เราก็จะเข้าสมาบัติ คือหยุดอยู่ในฌ่านนั้น นานตามที่เรา ต้องการ. หลักสูตรหรือบทเรียนมีเท่านี้ เรื่องที่เกี่ยวกับสมาธิ จิตที่อยู่ในสมาธิ มีคุณสมบัติอันมีประโยชน์ ทีนี้ เราก็ดูว่า จิตใจที่อยู่ในสภาพอย่างนี้ มันประกอบด้วยคุณสมบัติ ๓ อย่าง ที่ว่ามาแล้วข้างต้นหรือไม่ ? คือ เป็นจิตสะอาด แล้วก็ เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นจิตที่เหมาะ สมแก่การทำงาน. ถ้าฝึกมาได้ถึงขั้นนี้จริง คล่องแคล่วอย่างนี้ เป็นนายเหนือจิต อย่างนี้แล้ว ก็ได้ลักษณะ ปริสุทฺโธ - สะอาดบริสุทธิ์ , สมาหิโต ตั้งมั่นแน่นแฟ้น - มั่นคง, กมฺมนิโย - เป็น active ที่สุด เพราะผลที่เราต้องการปรารถนากันอย่างยิ่ง คือความเป็น active. activeness ของจิตมีถึงที่สุด. เรื่องบริสุทธิ์หรือตั้งมั่นนั้น ไม่จำเป็นเท่ากับความควรแก่การงาน คือ active ; บริสุทธิ์หรือตั้งมั่นนั้นก็เป็นความสุข

น.202 เงียบๆ ไปนั้น ไม่เกี่ยวกับการทำงาน แต่แล้วมันก็เป็นตัวพื้นฐานของจิตที่ว่องไวต่อการ งาน เพราะเอาความว่องไวต่อการงานไปใช้เป็นประโยชน์ในทุกกรณี : แม้แต่จะเรียน หนังสือ แม้แต่จะทำการค้นคว้า แม้แต่การปฏิบัติงาน แม้แต่การผ่าตัดที่คุณจะต้องเผชิญ. นี่กลายเป็นว่า เราไม่ได้หยุดอยู่ในสมาธิ นั่งแข็งเป็นตอไม้ ; ความจริง มันมีแต่เพียงว่า เราฝึกฝนจิตจนเป็นเครื่องมือที่วิเศษทุกอย่างทุกประการ ที่จะใช้ในการ ทำงาน ; ถ้าคุณต้องการแต่เพียงเท่านั้น เรื่องมันก็จบกันแต่เพียงเท่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้ ก็อยากจะให้ได้สมบูรณ์ว่า มีความสุขอย่างรสของพระนิพพานชิมลอง ก็ทำได้ด้วยการ หยุดอยู่ในสมาบัติตามต้องการ ; มีหูทิพย์ตาทิพย์ ก็น้อมไปเพื่อจะให้หูได้ยินเสียงที่ไกล ออกไป หรือตาเห็นสิ่งที่ไกลออกไป ฝึกต่อไป สติสัมปชัญญะก็สมบูรณ์มากแล้วในเวลานี้ แล้วก็ฝึกให้ชำนาญ. ยังเหลืออันสุดท้าย ที่จะฝึกให้หมดกิเลส นี้ต้องใช้จิตที่มีคุณสมบัติ อย่างนี้ ไปพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เอาละ เราสรุปความได้ว่า เมื่อมี จิตเป็นสมาธิ แล้วจะทำอะไรก็ได้ : เรื่องโลกก็ได้ เรื่องธรรมก็ได้ เรื่องทุจริตก็ได้ เรื่องสุจริตก็ได้ เรื่องไปนิพพานก็ได้ ในที่สุด นี่เราเดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาธิเพ่งหาวิธีที่จะทำให้กิเลสหมดสิ้นไป จนกว่ากิเลสจะหมด สิ้นไป: ทีนี้เป็นสมาธิอัตโนมัติเองตลอดกาลนิรันดร์ ; ถ้ากิเลสไม่มีแล้ว จิตเป็น สมาธิอย่างสมบูรณ์เอง ตลอดกาลนิรันดร เป็นอัตโนมัติ ในที่สุดก็อยากจะบอกความลับอีกอันหนึ่ง ขอให้ฟังให้ดี ว่าเราจะต้องมีจิต ที่เหมาะสมแก่การงาน อย่างนี้อยู่เสมอ ; อย่าให้จิตหม่นหมองด้วยนิวรณ์ เรื่อง กามารมณ์ เรื่องโกรธ เรื่อง เกลียด เรื่อง ง่วงเหงาหาวนอน เรื่อง สงสัย ‘เรื่อง ลังเลอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นนิวรณ์ของสมาธิ เป็นอุปสรรคของสมาธิ. พอเราฝึกสมาธิ

น.203 ได้สิ่งเหล่านั้นหายไป เราก็มีจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความเหมาะสมแก่การงาน; ทีนี้ปัญหา ต่าง ๆ มันจะขจัดไปโดยอัตโนมัติ. จงเตรียมตัวสำหรับจะใช้ประโยชน์อันนี้ ก็คือว่า เราจงอยู่ด้วยจิตชนิดนี้อยู่ตลอดเวลา อย่าขี้รัก อย่าขี้เกลียด อย่าขี้โกรธ อย่าขี้กลัว อย่าขี้อิจฉาริษยา อย่าขี้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้: เราก็มีจิตตั้งไว้ชอบ เป็นสัมมาสมาธิอยู่ ตลอดกาล. อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักเป็นอยู่โดย ขอบไข้ร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" มันง่าย ๆ นิดเดียวว่า เป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ทีนี้เป็นอยู่โดยชอบ คือการเป็นอยู่ด้วยจิตอย่างนี้ : ด้วยจิตที่มีความหมายแห่งสมาธิ คือ activeness นี้ ทางกายและทางจิตอยู่เสมอ นั่นแหละ คือตั้งจิตไว้ชอบ ; พอตั้งจิตไว้ชอบอย่างนี้แล้ว การเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็น จริงนี้ จะมาเมื่อไรก็ได้. ถ้าคุณปรับปรุงร่างกาย จิตใจสบายดี ปัญหาหรือข้อสงสัย ต่าง ๆ มันตอบของมันเอง. บางทีตื่นนอนขึ้นมามันก็ตอบปัญหาได้เอง, หรือบางที ฝันไปตอบปัญหาได้เอง, เพราะจิตที่ตั้งไว้ชอบ ขอให้มีปัญหา มีตัวปัญหาที่ชัดเจนแน่นอนอยู่เป็นประจำ ว่าเราอยากรู้อะไร เราอยากจะแก้ปัญหาอะไร เราก็พยายามปรับปรุงร่างกายให้ดี ปรับปรุงจิตใจให้เป็น สมาธิให้ดี. คำตอบนั้นจะผลุดออกมาเองเมื่อไรก็ได้, ฝั่นไปก็ได้, ตื่นนอนขึ้นมา รู้เองก็ได้ ; เดินไปเดินมา คิดไปคิดมา มันออกมาเองก็ได้ แต่ต้องในขณะที่จิต

น.204 ๑๘๐ ไม้เล็กทุนริมารณาอมรินทงเตกิจฉกธรรม เป็นอย่างนี้ คือจิตมีความเหมาะสมแก่การงาน ด้วยอำนาจของสมาธิที่ทำไว้จนชิน. เราก็ ได้เปรียบผู้อื่น ได้เปรียบผู้ที่ไม่เคยฝึกสมาธิ, เราเป็นผู้อยู่ในวิสัยที่จะเอาตัวรอดได้. นี่คือเรื่องของสมาธิเป็นอย่างไร, มีประโยชน์อย่างไร, จะเจริญมันได้อย่างไร, มีหลักการเพียงเท่านี้. อธิบายโดยรายละเอียดก็เป็นหนังสือ ๓ เล่มใหญ่ ๆ พูดโดยหัวข้อ ก็ชั่วโมงเดียวจบ. นกก็บอกว่าหมดเวลาแล้ว จึงขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต