Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๘ — ทางเดินของชีวิต

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.205 วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๔ ของพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึง ๔.๓๐ น. แล้ว. วันนี้เป็นครั้งที่ ๘ ของการบรรยาย ว่าด้วยเรื่องที่ ๔ ของสิ่งที่เป็นเครื่อง เยียวยารักษาโรคของนายแพทย์ คือพระพุทธเจ้า จะได้พูดโดยหัวข้อว่า ทางเดิน ของชีวิต คำว่า "ทางเดินของชีวิต" ย่อมเป็นการบอกความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าหมาย ถึงอะไร. ถ้าจะถามว่าทำไมจึงต้องพูดเรื่องนี้ เกือบจะไม่ต้องตอบกระมัง ; เพราะว่า เมื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ที่มีชีวิต มันก็เป็นสิ่งที่จะต้องรู้ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ทางเดินของชีวิต นั้น. ๑๘๑

น.206 ชีวิตนี้ เป็นการเดินทาง ทางนามธรรม เราจะมองกันในแง่กว้าง ๆ ทั่วไปที่หนึ่งก่อน ในส่วนที่ว่า "ชีวิตนี้เป็นการ เดินทาง". เมื่อพูดว่า ชีวิตเป็นการเดินทาง เด็ก ๆ ก็คงจะไม่เข้าใจ คนโต ๆ ส่วน มากก็ไม่เข้าใจ ; เพราะว่ารู้กันแต่เรื่องทางร่างกาย ชีวิตก็ไม่มีตัวตนอันแสดงให้เห็น นี่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเดินทางไหน. แต่ถ้าเป็นนักศึกษาอย่างพวกคุณ จะต้องศึกษา ถึงเรื่องทาง biology เป็นต้น ก็ต้องรู้อยู่ดีว่า สิ่งที่มีชีวิตนี้ มันเปลี่ยนแปลงไป ในทาง ที่สูงขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ นี้ก็เป็นการเดินทาง ; แม้จะเป็นการเดินทางทางฝ่ายวัตถุ ดูทาง biology ก็จะเห็นว่าวิวัฒนาการของสิ่งที่มีชีวิตนับตั้งแต่เซลล์เดียวอะไรเรื่อยมา จนกระทั่ง มามีมนุษย์ ถ้าไม่สืบสายกันมาอย่างนี้ มันก็มีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาไม่ได้. ทีนี้มันสืบ สายกันมาเรื่อย เป็นวิวัฒนาการที่เดินทางเหมือนกับเดินทาง จึงมีสัตว์ที่สูงขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งมีมนุษย์และต่อไปในอนาคตอีกสักกี่หมื่นปี อาจจะมีอะไรที่ดีกว่ามนุษย์ก็ยังรู้ ไม่ได้ แต่ว่าทางฝ่ายวัตถุ ทางฝ่ายพีสิคส์นี้ก็เป็นการเดินทางในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ที่บอกว่า ชีวิตเป็นการเดินทาง นั้น เรา ไม่ได้หมายถึงเรื่องทางวัตถุ อย่างนี้ เป็นการเดินทางทางวิญญาณ ทางนามธรรม ซึ่งจะดีขึ้น ๆ ด้วยเหมือนกัน ; คือเราเรียกว่ามีความรู้อะไรมากขึ้น : พอเกิดมาก็ศึกษาเล่าเรียน จิตใจก็มีความเจริญ งอกงาม มีวิวัฒนาการตามลำดับ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ตั้งแต่คลอดออกมา กระทั่งเรียนรู้ นั่นนี่ มีจิตใจสูงขึ้นตามลำดับ ๆ จนถึงระดับสูงสุด คือเป็นพระอรหันต์ หรือบรรลุ ถึงนิพพาน ; แม้ว่าของบางคนมันจะวกวนไปมา ดีชั่วสลับกันไปบ้าง แต่ในที่สุดมัน ก็ไปสู่จุดหมายปลายทางที่สูงสุด.

น.207 ความผิดก็เป็นครู ความถูกก็เป็นครู มันสอนให้เรื่อย ; ในที่สุดก็ต้อง พบจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องได้เหมือนกัน ผิดกันอยู่แต่ว่า บางกรณีช้ามาก บางกรณีมัน ก็เร็วมาก, แล้วแต่สิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า เหตุปัจจัย, แล้วแต่สิ่งที่เรียกว่า กรรม คือการ กระทำ และผลของการกระทำ ; ผลของการกระทำที่มันมีอยู่ในตัวมันเอง นั้นมีทั้ง ตัวมันเอง มีทั้งอำนาจสิ่งแวดล้อม มันก็วิวัฒนาการไปในทางวิญญาณ ทำให้เราพูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดมีจุดหมายปลายทางเป็นนิพพาน. แต่มันจะไปถึงหรือไม่นั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง. การเดินทาง บางทีก็เดินไปไม่ถึง ไปตายเสียก่อน อะไรเสียก่อนก็มี แต่ถ้ามี สติปัญญา มีความรู้มีอะไรมากพอ ก็ถึงแน่ ; เพราะฉะนั้น ความรู้เรื่องการเดินทางนี้ จำเป็น ที่จะช่วยให้ชีวิตนี้ถึงจุดหมายปลายทาง ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ นี่เราจึงพูด กันถึงเรื่องการเดินทางของชีวิตให้เป็นที่เข้าใจ แม้โดยหลักหรือโดยหัวข้อที่สำคัญ นักศึกษาสมัยปัจจุบันยังไม่รู้จักหรือยังไม่เข้าใจ หรือยังเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า "ทาง" ใน ที่นี้ คือสนใจกันแต่เรื่องทางวัตถุบ้าง, หรือว่าอยากจะสนใจในเรื่องนามธรรม แต่ไม่ เคยได้ยินคำว่า "ทาง" บ้าง. คำว่า "ทาง" คือตัวศาสนา คำว่า ทาง นี้ มันเป็นเรื่องที่สำคัญ หรือจะพูดอีกทีหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า ทาง นั้นคือตัวศาสนา มีมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ที่เขาใช้คำว่า "ทาง" ในฐานะเป็น ตัวศาสนานี้ ไปยืมคำว่าทางของชาวบ้านมาเป็นชื่อของความรู้หรือการปฏิบัติที่ค้นพบได้. ในทางตะวันออกเรา ศาสนาโซโรสเตอร์ซึ่งเก่ากว่าใคร ก็ใช้คำว่าทางนี้เป็นตัวธรรมะใน ศาสนา, ในลัทธิเต๋าของเหลาจื๊อ ก็ใช้คำว่า เต๋า ซึ่งแปลว่าทางนี้ เป็นตัวคำสอน เป็น ตัวศาสนา.

น.208 พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า "ทาง" คือ หนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ นี่ เป็นตัวศาสนา, เป็นตัวพรหมจรรย์ที่จะต้องปฏิบัติ มีความหมายมากอย่างนี้ สูงอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ค่อยจะรู้กัน ; ได้ยินแต่คำว่า มรรค ก็เลยไม่รู้ว่าหมายถึงหนทางสำหรับ เดินตามธรรมดานี่ ; ก็เลยไปเข้าใจเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ซึ่งได้แก่อะไรก็ยังไม่รู้ เป็นภาษาศาสนา, แล้วก็ยืดจนไม่รู้อะไรไปเสียหมด. เพราะฉะนั้น อยากจะขอบอกให้ ทุกคนที่ยังไม่ทราบ ทราบเสียว่าในภาษาศาสนานี้ ยืมมาจากภาษาชาวบ้านทั้งนั้น. ภาษา ชาวบ้านเป็นภาษาที่พูดอยู่เก่าก่อนแต่เดิม แต่ดึกดำบรรพ์เรื่อยมาจนถึงวันนี้ คือวันที่ จะถูกยืมคำบางคำมาใช้ในฝ่ายศาสนา มีอยู่มาก ; เช่นคำว่า "นิพพาน" เช่นคำว่า "หนทาง" เหล่านี้เป็นต้น. นิพพาน แปลว่า ดับ หรือ เย็น เอามาใช้เป็นชื่อของธรรมะสูงสุดในพุทธ- ศาสนา เรามาได้ยินแต่ตอนหลัง เราก็เข้าใจว่านิพพานนี้เป็นคำศาสนา เป็นคำบัญญัติ เมื่อมีศาสนา ; แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นอย่างนั้น เขายืมคำของชาวบ้านธรรมดานี้มาใช้ ในความหมายที่ตรงกัน : ไฟดับเรียกว่าไฟนิพพาน, กิเลสดับเรียกว่ากิเลสนิพพาน, ความทุกข์ดับก็เรียกความทุกข์นิพพาน คำว่า "นิพพาน" จึงมาเป็นชื่อสูงสุดในศาสนา เรื่อย ๆ มา. คำว่า "ทาง" หรือ "มรรค" มีหลายความหมาย คำว่า "มรรค" ก็คือ หนทาง. คำว่าทางนี้ มันมีความหมายหลายอย่าง เอาภาษาบาลีเป็นหลัก มีอยู่ ๓ ความหมาย :-

น.209 คำว่า มรรค ที่แปลว่าทางนี้ ธรรมดาสามัญก็เป็น ทางไหลเข้าไหลออก เช่น อุจจารมรรค บัสสาวมรรค อวัยวะที่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะนั้นก็เรียกว่า มรรค เพราะ เป็นทางไหลเข้าไหลออกของอุจจาระ. ทีนี้ มรรค อีกทีหนึ่ง ก็คือ ทางสำหรับเดินไปเดินมา คือถนนหนทางที่ ใช้เดินด้วยเท้า หรือไปด้วยรถก็ได้ เป็นเครื่องเดินเครื่องไปก็แล้วกัน แต่ว่ามันไปทางกาย ไปทางร่างกาย. ทีนี้ อีกทีหนึ่ง คือ มรรค ที่ เป็นทางเดินของจิตของวิญญาณ คือ การที่ จิตใจหรือวิญญาณหรือสติปัญญามันก้าวหน้า ๆ ไป แนวทางอันนั้นก็เรียกว่ามรรคเหมือน กัน. นี่คือตัวมรรคที่เป็นตัวพุทธศาสนา กระทั่งมาเป็นชื่อของมรรค ผล นิพพาน, มรรคที่คู่กับผล นี่คือการปฏิบัติทางใจที่ถึงที่สุด ไปถึงที่สุดมาตามลำดับ ๆ จนกระทั่ง ถึงที่สุด นี่คือมรรค ผล. บรรลุมรรค ผล ก็คือทางอันถึงที่สุด. นี่ลองพิจารณาดูความหมายของคำว่า มรรคทั้ง ๔ อย่างนี้ ก็จะพบว่า เรา ยังไม่ค่อยประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่า มรรค คือหนทาง ทั้งที่เกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ นับตั้งแต่ทางถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, ทางเดินเท้า, แล้วก็มีจิตใจที่วิวัฒนาการอยู่เสมอ ก็เป็นมรรคเป็นหนทางอยู่เสมอ กระทั่งรู้อะไรบ้าง ในระดับที่เรียกว่าแน่นอนไม่ถอยหลัง ก็เรียกว่าสงเคราะห์ อยู่ในคำว่า "มรรค" มรรคของมรรคผล. และเดี๋ยวนี้ก็พูดกัน ติดปากว่า ทำอะไรก็ต้องทำให้เป็นมรรคเป็นผล ก็คือทำให้มันสำเร็จ, เดี๋ยวนี้ในภาษา ไทย คำว่า มรรคผล มากลายเป็นชื่อของความสำเร็จไปเสียก็มี

น.210 นี่นักศึกษายังไม่รู้จัก หรือรู้จักน้อย หรือบางทีรู้จักผิดต่อคำว่า "ทาง" ใน พระพุทธศาสนา ที่เป็นทางเดินของชีวิต ; ดังนั้นเราจึงต้องพูดกันในวันนี้ ให้เป็นที่ เข้าใจอันสำคัญนี้เสียตามสมควร จึงได้พูดเรื่องนี้. ชีวิตจะเดินทางเรื่อยไปสู่การแตกดับ ทีนี้ ขอให้สังเกตดูให้ดี ว่าเราจะ รู้จักทางหรือไม่รู้จัก ก็ตาม ชีวิตก็เป็น การเดินทางเรื่อยๆ คือว่าเราจะมัวโง่หรือมัวฉลาด หรือไม่รู้เสียเลย อะไรก็ตาม ชีวิต มันเป็นการเดินทางเรื่อยไม่หยุด. ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องระวัง ว่าเราจะมัวโง่อยู่หรือฉลาดอยู่ หรืออะไร ชีวิตก็เป็นการ เดินทางเรื่อย ตามการกำหนดของเวลา หรือ ตามอำนาจของ เวลา ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับกินสรรพสัตว์ คือมันจะนำไปสู่การแตกดับลง หลังจาก ที่มันนำมาสู่การเกิดขึ้นแล้ว. เมื่อเห็นว่าชีวิตเป็นการเดินทาง โดยไม่รอใคร แล้วก็ ต้องรีบทำอะไรให้ทันกับเวลา. เราจะรู้หรือเราจะไม่รู้ ชีวิตก็เป็นการเดินทางอยู่เรื่อย จึงเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ ทีนี้ ถ้าไม่รู้อะไรก็เดินทางผิด ถ้าไม่รู้จักทางก็เดินทางผิด หรือว่าเดินทาง วนเวียน กวัดแกว่ง ; ถ้าเรารู้ก็เป็นการเดินทางทางตรงไปยังจุดหมาย. นี่ ทางผิด หรือทางถูก นั้น อยู่ที่รู้จักหรือไม่รู้จัก ตัวชีวิต ที่เป็นการเดินทาง. เมื่อเรารู้ ทาง เดินของชีวิตนี้ก็ราบรื่น หรือชีวิตเดินไปได้เร็ว; ดังนั้น เราจะต้องขอบพระคุณพระ- มหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ชี้หนทาง สำหรับวิญญาณของสัตว์จะได้เดินไป.

น.211 ขอเตือนอยู่ทุกวันว่าอย่าลืมไหว้ครู สพฺพญญู สพฺพฺทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก. - อาจารย์ของเราเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมารแล้ว เป็นผู้สั่งสอนที่ประกอบด้วยกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. ต้องไหว้ครูทุกเช้าทุกเย็น จึงจะเกิดกำลังใจอะไรขึ้นมาพร้อมพรั่ง ในการที่จะก้าวหน้าคือการเดินทาง. เอาละเมื่อพูดถึงข้อที่ว่า ทำไมจึงพูดเรื่องนี้พอสมควรแล้ว ก็จะได้พูดถึงสิ่ง ที่เรียกว่า ทาง กันต่อไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น. หนทาง ตามธรรมดา มีอยู่ ๓ สิ่งที่เรียกกันว่า "ทาง" นี้ เราดูกันตามความรู้อย่างธรรมดา ๆ ที่เห็น ๆ กันอยู่ แม้ในการเดินทางด้วยเท้ามาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ซึ่งผมอยากจะแบ่งเป็น ๓ อย่างคือ : ทางผิด อย่างหนึ่ง, ทางวนเวียน อย่างหนึ่ง, แล้วก็ ทางถูก อีกอย่างหนึ่งเป็น ๓ อย่าง. ทางที่ ๑. ทางผิด ก็พอจะเข้าใจได้กระมัง คือผิดทิศผิดทาง ดึงไปเสียทาง หนึ่ง ผิดจุดหมายปลายทาง, -ไม่ไปตามจุดหมายปลายทาง ไม่รู้ว่าต้องเดินทาง นี่ก็เพราะ ไม่รู้จักทางถูก. ทางที่ ๒. คือ ทางวนเวียนวกวน วนไปวนมาไม่รู้ว่าทิศไหน ไม่เป็นทิศ เป็นทาง นี่ก็เพราะไม่รู้สึก ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเดินอยู่ที่ไหน ตั้งต้นที่ไหนไม่รู้ทั้งนั้น เกิดมาอย่างหลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง, ไม่รู้ว่าต้องเดินทาง, ไม่รู้

น.212 ว่าจุดตั้งต้นอยู่ที่ไหน จุดปลายอยู่ที่ไหน, หรือว่าแม้จะรู้บ้างโดยสามัญสำนึก แต่ความ รู้สึกที่จะควบคุมการเดินทางนั้น มันสูญเสียไป. คนที่ไม่มีความรู้สึกตัวในการเดินทางนั้น เผลอวกวนไปทางไหนเสียเมื่อไรก็ไม่รู้. แม้ว่าทีแรก จะรู้แนว ว่าเขาเดินกันทาง นี้แหละ เราก็เดินไปทางนั้นแหละ แต่แล้วก็เผลอ ไม่รู้สึกตัวตลอดเวลา ก็เลยเผลอ วกวนออกไปนอกทาง วนไปวนมาอยู่ที่ตรงนั้นเอง ; เดินไปได้หน่อยเดี๋ยวก็กลับมาที่ ต้นทางอีก, เดี๋ยวก็กลับมาที่ต้นทางอีก ; นี่เรียกว่า ทางวกวน เพราะไม่รู้สึก. ทางที่ ๓. ก็คือ ทางลูก คือ ทั้งรู้จัก และ รู้สึก จึงเดินได้ถูกทาง : รู้จัก ว่าทางเป็นอย่างไร แล้วก็รู้สึกตัว มีสัมปชัญญะในการเดินไปตามทางที่ถูกนั้น ก็กลาย เป็นถึงจุดหมายปลายทางได้. สรุปความว่า ทางผิด ก็เพราะว่าเรา ไม่รู้จัก, ทางวนเวียน เพราะเรา ไม่รู้สึก. ทางถูก นั้น เพราะเรา ทั้งรู้จัก และทั้งรู้สึก. ขอให้แยกความหมายของคำว่า รู้จัก" และ "รู้สึก" นี้ให้เห็นชัด ให้เข้าใจให้ดี. ความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา นั้น มันต่างกับความรู้จัก ทีแรก จุดตั้งต้น รู้จัก แล้วยังต้อง ควบคุมให้ความรู้จัก นั้นรู้จักอยู่ตลอดเวลา, ให้ความรู้สึกตัวทั่วถึง อยู่ตลอดเวลา. นี่คำว่า "ทาง" โดยทั่วไป โดยภาษาธรรมดา ; จะเป็นทางเดินเท้า ก็ดี จะเป็นทางเดินด้วยจิต ด้วยวิญญาณก็ดี มันมีทางผิด ทางวกเวียน ทางถูกให้เรา เห็นอยู่อย่างนี้. นี่เป็นหัวข้อใหญ่ของสิ่งที่เรียกว่า ทาง. เราเว้นทางผิดเสีย เว้นทางวกวนเสีย ถือเอาแต่ทางถูกต้อง ในฐานะที่ เป็นพุทธบริษัท ก็ควรเป็นไปตามหลักของพุทธศาสนา. นี่เราจะพูดแต่ หนทางที่ถูก ที่ประเสริฐ ที่ประกอบด้วยองค์แปด ตามที่ได้ยินมาแล้ว.

น.213 ศึกษาให้รู้จักจุดปลายทางเสียก่อนเดินทาง ซึ่งเรียกว่า คติ ต่อไปนี้จะพูดถึงการเดินทางต่างชนิด คือทั้งชนิดผิด ชนิดวกเวียน ชนิดถูก ต่อไปอีก ซึ่งเราจะต้องตั้งต้นศึกษาถึงจุดหมายปลายทางให้รู้จัก จึงจะมีการเดินทาง คนที่เขาเดินทางทุกคน เขาต้องมีจุดหมายปลายทาง แม้ด้วยความรู้ได้ยินคำบอกเล่า หรือ อะไรก็ตาม เขาจะต้องมีจุดหมาย ไม่เช่นนั้นก็ไม่เป็นการเดินทาง. ทีนี้ ที่ที่เป็นจุดหมายนั้น ก็ลำบากเหมือนกัน ไม่เคยไป, ได้ยินแต่เขาเล่า ก็ได้แต่ทำความคิดนึกไป แล้วก็เดินไปตามความคิดนึก ทีนี้จะผิดหรือถูกก็ยังไม่แน่. จะพูดถึงจุดหมายสำหรับการเดิน ให้เป็นที่เข้าใจไว้อย่างกว้าง ๆ ก่อน สำหรับการเดิน ที่จะถูกหรือจะผิดนั้น มี ลำ อยู่คำหนึ่ง เขาเรียกว่า "คติ". คุณก็ต้องเคยได้ยินคำนี้ คำว่า "คติ" : ค. ควาย ต. เต่า สระ อิ. คำที่มาเปลี่ยนรูปเป็นภาษาไทยว่า คดีนี้ ความหมายมันทิ้งกันไกล ทิ้งกับ คำเดิม ที่ว่า คติ. คติ นี้ แปลว่า เครื่องไป หรือ ทางไป ; มีคติดี มีคติชั่ว ก็หมายความว่า จะไปสู่สุคติหรือทุคติข้างหน้า. คติมันเป็นการไป ไปดี ก็เรียกว่า สุคติ ไปไม่ดี ก็เรียกว่า ทุคติ ; เราพูดกันอยู่ในภาษาไทยว่า สุคติ ทุคติ. เมื่อเป็นเรื่องทางวิญญาณแล้ว สุคติ ก็มีอยู่พวกหนึ่ง, ทุคติก็มีอยู่พวกหนึ่ง. คุณได้ยินสองคำนี้แล้วก็อาจจะไม่รู้ว่าอะไรก็ได้ อะไรจะกี่อย่างก็ได้ ก็อยากจะเอามาพูดให้ฟังพอเป็นเครื่องสังเกต :- ถ้าเอามาแต่ข้างล่าง ข้างต่ำ ก็เรียกว่า ทุคติ ก่อน คือคติชั่ว คือ นรก เดรัจ- ฉาน เปรต อสุรกาย ; ๔ คำนี้ควรจะชินหูไว้ คำพูดพุทธบริษัทตามวัดวาก็มี ๔ คำนี้ สำหรับโลกที่เสื่อมทราม โลกที่เลวทราม คือ นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ๔ อย่างนี้.

น.214 ส่วนที่เป็น สุคติ คือ สูงหรือดี นี้ก็คือ มนุษย์ ความเป็นมนุษย์, เป็น เทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร , เป็น เทวดาชั้นรูปพรหม, เป็น เทวดาชั้นอรูปพรหม ; โดยหัวข้อใหญ่ก็มี ๔ เป็นมนุษย์ก็เป็นสุคติ, เป็นเทวดาในสวรรค์วิมานที่สมบูรณ์ด้วย กามารมณ์นี้ก็ถือว่า สุคติ, และเป็นพรหมประเภทที่มีรูป อาศัยรูป อาศัยสิ่งที่มีรูป ก็ เรียกสุคติ, และพวกอรูปพรหม พรหมที่ไม่อาศัยรูปก็เรียกว่าสุคติ. สุคติคือไม่ทนทรมาน พอจะดูได้ หรือน่าดูยิ่ง ๆ ขึ้นไปเรียกว่าสุคติ แปลว่าไปดี. ทุคตินี้ไม่ไหว : เป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย. คติมี ๘ ความหมายต่างกันอย่างภาษาคน-ภาษาธรรม คติทั้ง ๘ นี้ ก็มีพูดอย่างภาษาคนหรือภาษาสมมุติของชาวบ้านนั้นอย่างหนึ่ง, เมื่อพูดภาษาธรรมของนักปราชญ์ ของผู้รู้โดยแท้จริงนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง. ของ ๘ อย่างนี้ ถ้า พูดอย่างภาษาชาวบ้าน ที่เขาพูดทางศีลธรรม ชักชวน ให้กลัวบาปกลัวกรรมตามแบบของชาวบ้านนั้น เขาก็พูดเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นโลก เป็นบ้านเป็นเมือง. นรก ก็คือ เมืองนรก อยู่ข้างใต้ลงไปนี้ ร้อนเป็นทุกข์. เดรัจฉาน คือโลกของสัตว์เดรัจฉาน : วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่. เปรต คือ สัตว์ที่ผอมโซ เพราะความหิว เจ็บป่วย ร่างกายเปื่อยเน่าผุพัง นี่เป็นพวกเปรต อยู่ในโลกที่มองเห็น ได้ยากเหลือเกิน เพราะไม่มีร่างกายที่ดูได้ง่าย ๆ. อสุรกาย คือ พวกที่ไม่เห็นตัวเลย ซ่อนตัวได้มิดชิดไม่มีใครเห็นตัว เรียกว่าอสุรกาย. นี้ภาษาชาวบ้านพูด แล้วเขียน รูปภาพตามผนังโบสถ์เป็นอย่างนี้. แต่ว่า ภาษาธรรมะ นั้นหมายอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นสภาพ เป็นภาวะ - ทาง จิตใจ เพราะเป็นภาษาจิตใจก็ชี้ไปยังภาษาของจิตใจ หรือภาวะทางจิตใจ :-

น.215 นรก นี่คือ ภาวะที่กำลังร้อนใจ เป็นไฟเผาอยู่ในตัวคน. เดรัจฉาน คือความโง่ที่มีอยู่ในตัวคน เพราะสัตว์เดรัจฉานนั่นคือโง่ ความโง่ นั้นมาอยู่ในตัวคน โลกเดรัจฉานมาอยู่ในใจคน ในตัวคน. เปรต คือ ความทะเยอทะยาน ความหิวด้วยกิเลสตัณหาในนั่นในนี่ ใน กามารมณ์หรือในความหวังอะไรก็ตาม หวังจนนอนไม่หลับ หิวจนนอนไม่หลับ เปรียบ เหมือนกับว่ามีปากเท่ารูเข็ม มีท้องเท่าภูเขา มันจะกินเข้าไปให้ทันได้อย่างไร ; มันก็ หิวเรื่อย. อสุรกาย คือความกลัว ; ความกลัวเป็นปัญหาใหญ่ รบกวนจิตใจเหลือเกิน นี่คืออสุรกาย หรือโลกของอสุรกายที่มันอยู่ในคน. นี่พูดอย่างภาษาผู้รู้ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ทุคติทั้ง ๔ อย่างนี้มีอยู่ในคน อยู่ใน จิตใจของคน ; เมื่อพูดอย่างที่ชาวบ้านพูด คือชาวบ้านเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ ก็เลยพูดให้มันเป็นวัตถุ เป็นโลกทางวัตถุขึ้นมา : โลกนรก โลกเดรัจฉาน โลกเปรต โลกอสุรกาย อยู่ที่นั่นที่นี่ ทิศนั้นทิศนี้ มีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะโลกนรกอยู่ข้างล่าง ข้างใต้สุดลงไป มีหลายชนิดเหมือนกัน. นรกล้วนแต่ร้อน ล้วนแต่เจ็บปวดคือเดือดร้อนทั้งนั้น. มันก็คือคติที่จะต้องไป หรือ การไป ไปสู่โลกนรก ไปสู่โลกเดรัจฉาน ไปสู่โลกเปรต ไปสู่โลกอสุรกาย นี้ก็ต้อง ถือว่าทางจิต ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครปรารถนา ที่ไป ๔ แห่งนี้เป็น ทางผิด เรียกว่า ทุคติ.

น.216 ทีนี้ สุลติ ความเป็นมนุษย์, เป็นเทวดา ๓ ชนิด, รวมกันเป็น ๔ ชนิดนี้ เขาเรียกว่า สุคติ ยังน่าไป หรือมันชวนให้ไป. สำหรับ ความเป็นมนุษย์ นี้ พูดตรงกัน คือในโลกอย่างมนุษย์นี้ แต่ภาษา ชาวโลก ภาษาโลกเอาตัวแผ่นดินโลกนี้ เอาตัวคนที่สักว่าเป็นคนนี้ เป็นมนุษย์โลก ; แต่ภาษาทางธรรมะ เขาเอาความหมายหรือคุณสมบัติของความเป็นคนว่าเป็นมนุษย์ ว่า เป็นคน. อย่างเมื่อคุณบวช ถูกถามว่า เป็นมนุษย์หรือเปล่า นี่มีความหมายพิเศษ เห็นอยู่โต้ง ๆ ว่า รูปร่างเป็นมนุษย์ ; ทำไมยังถามว่า เป็นมนุษย์หรือเปล่า ? ข้อนี้ เล็งไปถึง คุณสมบัติอย่างมนุษย์ ความรู้สึกอย่างมนุษย์ ความต้องการอย่างมนุษย์ คุณ มีหรือเปล่า ? นั่นแหละคือความเป็นมนุษย์ ; มนุษย์ในภาษาธรรมมันหมายถึงอย่างนี้ ไม่ใช่หมายถึงเกิดมามีรูปร่างอย่างนี้ หรือว่าอยู่ในโลกนี้. ทีนี้ เทวดาในถามโลก ตามภาษาคนก็มีข้างบน เป็นสวรรค์เป็นวิมาน มี เทวบุตรมีนางฟ้ามีพระอินทร์อะไรก็แล้วแต่ คือว่าเป็นกลุ่มของสัตว์ที่สนุกสนาน สบาย สวยสดงดงามอะไรนี่ ; นี่ภาษาโลก ๆ ภาษาคน. ภาษาธรรมะ ภาษาของสติปัญญา ก็คือว่า ภาวะที่กำลังสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์ คือของถูกอกถูกใจ ; ในเวลาใดเป็น อย่างนั้น เวลานั้นเรียกว่าเป็นสวรรค์ชั้นกามาวจร ในจิตใจของคนนั่นเอง. เมื่อคน บางคนหรือว่าบางขณะก็ตาม เขามีโอกาสที่จะมีความเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามารมณ์ เวลานั้น ขณะนั้น ที่นั้น เขาก็เป็นเทวดาประเภทกามาวจร. เทวดาที่สูงขึ้นไปเป็น รูปพรหม นั้น เป็นเทวดาที่ไม่แตะต้องกามารมณ์ อยู่ ด้วยวัตถุรูป รูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่บริสุทธิ์ เพลิดเพลินอยู่กับสิ่งนั้น. ภาษา คนก็พูดไว้เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง สูงขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปจากโลกอย่างที่เป็นอย่างกามารมณ์

น.217 นั้น ; แต่ถ้าเป็นภาษาจิตใจ ก็หมายถึงจิตใจในบางครั้งมันเกลียดกามารมณ์ จิตใจสูง เกินกว่าที่จะไปรักกามารมณ์ ในบางขณะของคนเรานี้. ภาวะจิตอย่างนั้น เรียกว่า รูปพรหม เป็นได้น้อย ๆ ชั่วขณะก็ยังดี หรือมันจะเป็นจนตลอดชีวิตก็ได้ สำหรับบางคน อยู่ได้ด้วยความผาสุก ไม่เกี่ยวข้องกามารมณ์จนตลอดชีวิต จะอยู่ด้วยวัตถุสิ่งของที่เป็น ที่พอใจ หรือว่าอยู่ด้วยสมาธิที่เกิดมาจากรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ สบายอยู่ด้วยสมาธิอย่างนั้น ก็เรียกว่ารูปพรหม. เทวดาอันสุดท้ายก็เป็น อรูปพรหม คล้ายๆ กัน แต่ไม่เอาสิ่งที่มีรูปเป็นที่ เพลิดเพลิน เอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นนามธรรม ที่เกี่ยวกับสมาธิหรือสมาบัติ, เขา เอา ความว่างเปล่าไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ของสมาธิ แล้วจิตหยุดอยู่ด้วยความพอใจในความ เป็นอย่างนั้น มันก็สบายถึงที่สุด สูงสุดไปตามแบบของเขา. รวมความแล้วก็ว่า ถ้าพูดอย่างภาษาคน ภาษาชาวบ้าน ก็เป็นวัตถุ เป็นโลก เป็นบ้านเป็นเมืองทั้ง ๘ แห่งนี้, ถ้าพูดอย่างภาษาธรรม ภาษาจิตใจ ก็คือภาวะของ จิตใจ ๘ ชนิด ที่มีอยู่ในจิตใจของคน. คนนี่มันเป็นเหมือนกับมิเดียมตรงกลาง จะ เปลี่ยนเป็นอย่างไรก็ได้ ในที่สุดนับตัวเองเข้าไปด้วย ก็เลยเป็น ๘ อย่าง. ถ้าจะเอา ความหมายให้ชัดเฉพาะมนุษย์ นี้ก็คือ มนุษย์นี่ต้องลำบากพอสมควร เพื่อจะแลกเอา กามารมณ์ เอาสิ่งที่ตัวรัก ตัวชอบใจ นี่เป็นมนุษย์ ; แต่ถ้าเป็น เทวดา ไม่ต้องอาบ เหงื่อต่างน้ำเหมือนมนุษย์ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อแลกกามารมณ์ นี่มีบุญมาก มีเหตุ ปัจจัยที่ทำไว้อย่างนั้น. นี่คติ ๘ ซึ่งเป็นการเดินทาง หรือเป็นตัวทางก็ได้. ทีนี้ จิตใจของคน บางคน รวมทั้งพวกคุณเองด้วย มันก็มุ่งอยู่อย่างนี้ ใน ๘ อย่างนี้ เผลอไปมันก็ไป

น.218 ทางผิด ไปสู่ความร้อนใจ สู่ความกลัว สู่ความหวัง สู่ความหิว หรือความโง่ในที่สุด ก็ได้, และบางเวลามันก็ไปในทางกามารมณ์ บางเวลามันก็รักจะพักผ่อน ไม่ไปแตะ ต้องกามารมณ์ ขยะแขยงของบ้า ๆ บอ ๆ นั้นก็ไปหยุดไปพัก ; แต่แล้วมันก็ไม่แน่นอน เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก สิ่งที่เรียกว่าสกปรกมันก็กลายเป็นของสะอาด คือหลงใหลมันอีก. ปลายทางทั้ง ๘ คติยังไม่ถูกจริง ที่ถูกจริงต้องไปเหนือโลก นี้รู้ว่าปลายทางมี ๘ จุดหรือ ๘ ทางไว้อย่างนี้ทีก่อน ถ้าเป็นทุกข์ เดือดร้อน ก็เรียกว่าทางผิด ถ้าเป็นที่พอใจ พออกพอใจ มันก็เป็นทางถูก. เรื่องผิดเรื่องถูกนี้ เป็นของหลอกลวง ถ้าพอใจก็ว่าถูกทั้งนั้น ถ้าไม่พอใจก็ว่าผิดทั้งนั้น ; ทั้งถูกทั้งผิดนี้ ก็ยังเป็นทางทุกข์ วนเวียนอยู่ในกองทุกข์. ต้องเหนือถูกเหนือผิด หรือว่าถูกจริง ๆ ; ที่แท้นั้นคือเหนือถูกเหนือผิด. คนธรรมดาสามัญที่ยังมีกิเลส ก็ต้องถือว่าได้อย่างอกอย่างใจนี้ถูก แต่ พระอริยเจ้าถือว่าสู้ไม่ได้ หรือว่าไม่อยากแล้ว ไม่รู้จะอยากอะไรให้เป็นนั้นนี่เปล่า ๆ ; นั่นแหละคือ ถูกคนละอย่าง. ที่แท้มันเหนือผิดเหนือถูก เขาเรียกว่าเหนือโลก : ใน โลกมีถูกมีผิดตามความโง่ของคนที่อยู่ในโลก ; ถ้าเหนือโลกมันจะเหนือถูกเหนือผิด นั่นคือถูกจริง. ฉะนั้น การเดินทางที่ถูกต้อง จะต้องไปเหนือโลก ออกไปนอกโลก นอกไปจากความผิดความถูก ความดีความชั่ว พ้นทุคติ พ้นสุคติแล้ว จึงจะเป็นนิพพาน. ทีนี้ เราก็แยกตัวออกมาจากทุคติ สุคติเหล่านั้น จะมาเป็นผู้อยู่เหนือสุคติ เหนือทุคติ คือเหนือโลก โดยอาศัยการเดินทางที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าท่านได้ ตรัสไว้ เป็น ทางเดินออกไปนอกโลก เป็นโลกุตตระ. ถ้าไม่เคยได้ยินคำว่า โลกุตตระ

น.219 ก็รู้เสียเถอะว่า มันนอกโลกเหนือโลก : อุตตระ แปลว่า ยิ่ง หรือ เหนือ, โลกะ แปลว่า โลก, โลกะ - อุตตระ = โลกุตตระ แปลว่า นอกโลก เหนือโลก ยิ่ง กว่าโลก. ทางเดินในพุทธศาสนานี้เพื่อจะออกไปนอกโลก ไม่ไปเที่ยวบ้าอยู่ในโลก เดี๋ยวดีเดี๋ยวชั่ว เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์. ฉะนั้น เราจึงถือว่า คติ ๘ อย่างนั้นเป็นทางที่สำหรับ หลงใหล วนเวียน หรือผิด หรือสลับกันอยู่กับความถูกตามแบบของคนโง่ ต้องออก มาเสียจากผิด ๆ ถูก ๆ ตามแบบของคนโง่ มาสู่ทางถูกอย่างแท้จริง หรือเหนือผิดเหนือถูก ตามแบบของพระอริยเจ้า. นี่คืออาศัยหนทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นเครื่อง เดินทาง. การที่จะไปสู่คติ ๘ นั้น ไม่ได้อาศัยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ; เข้าใจ ให้ดี จะไปนรก ไปอบาย นั้น ไม่ได้อาศัยมรรคมีองค์ ๘ ประการ. จะไปเทวดา ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ก็ไม่ได้อาศัยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ, หรืออย่างดี ก็อาศัยบางส่วน ซึ่งไม่ครบ ก็ไม่เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะมีอยู่นิดเดียว เกี่ยว ข้องอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เพียงนิดเดียว ; อย่างนั้นไม่เรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘. จะไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ด้วยฌานด้วยสมาธิ ด้วยการทำดี ยังไม่ครบทั้งองค์ ๘ ยัง ไปหลงกามารมณ์ คือหลงความสุข. อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางเอก เป็นทางสูงสุด นี้ ออกมาเสียจากการลุ่มหลงในกามารมณ์ หรือความสุขชนิดไหนหมด. มรรคมีองค์ ๘ เป็นทางถูกตรง เดี๋ยวนี้เราก็มีทางถูก หรือยิ่งกว่าถูก คือ ทางมีองค์ ๘ ที่เราสวดกันอยู่ เสมอ จะเรียกว่า ทางถูกทางตรง หรือ ทางเอก ก็ได้. เมื่อพูดเป็นสำนวนโฆษณา

น.220 ชวนเชื่อ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า ทางเอก หนทางเอก ยังเก่งกว่าทางตรงหรือทางถูก ความหมายรัดกุมกว่า : เอก แปลว่า เดียว, เอกะ แปลว่า เดียว เดียวนี่มันไม่มีใคร เหมือน ไม่มีใครเป็นคู่เปรียบแล้วก็ดีที่สุด ถ้าเดียวก็หมายความว่า ไม่มีใครเป็นคู่ เปรียบเทียบได้ ไม่มีใครเสมอ มันก็ดีที่สุด นี้คือเอก. ทีนี้ เอก อีกทีหนึ่งก็คือ คนเดียวเดิน ของใครใครเดิน เป็นทางของคน คนเดียวเดิน และเส้นทางนี้เป็นเส้นเดียว ไม่ใช่ ๘ เส้น เหมือนคนเข้าใจกันโดยมาก แล้วก็ ไปสู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว ; มันเลยเดียวกันหมด เดียวหรือ เดี๋ยวไปหมด. คนเดียว ก็เฉพาะ คนเดียวเดิน แล้วไปสู่จุดหมายปลายทางเพียง อย่างเดียว หนทางนี้ก็เส้นเดียว ไปสู่ความเป็นของอย่างเดียว ที่ไม่มีอะไรเหมือน ; นี่เขา เรียกว่า เอกายนมรรค มีความหมายอย่างนี้. ถ้าเรากำลังเดินอยู่ในทางนี้ ก็เรียกว่า ถูกต้อง หรือกำลังเป็นไปในทาง ที่จะเหนือโลก อยู่เหนือโลก ; ฟังดูแล้วมันจะเกินความต้องการไปแล้วหรืออย่างไร ? คุณลองพิจารณาตัวเองดู ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสหลักอันนี้ไว้ ก็เพื่อจะออกมาเสียจาก ความทุกข์ทั้งปวง : ความทุกข์ที่น่าเกลียดน่ากลัวก็มี, ความทุกข์ที่น่ารักน่าหลงใหลก็มี จะไปหลงใหลในความทุกข์ที่น่ารัก. เดี๋ยวนี้จะออกจากความทุกข์ทุกชนิด ก็ต้องอาศัย หนทางอันเอกนี้. นี้ก็เห็นได้ว่า มันจำเป็นแก่ทุกคนที่จะต้องรู้ อย่าได้ไปหลงใหล ในหนทางที่หลอกลวงของพญามารที่น่ารัก ที่โรยไว้ด้วยดอกไม้ เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ รายละเอียดก็ไปดูเอาในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ ผมอยากจะพูดจำกัดความแต่เพียงว่า ความถูกต้อง ๘ ประการที่รวมตัวกันเข้าเป็น หนทางสายหนึ่ง ; คนสะเพร่าหรือคนไม่รู้ คนอวดดีพูดว่า มรรค ๘ นี่มันผิดกลายเป็น ๘ ทาง, คนที่รู้ไม่สะเพร่าจะพูดว่า มรรคมีองค์ ๘ มี factor ๘ แต่สิ่งนั้นคือสิ่งเดียว.

น.221 คุณได้บวชได้เรียนทั้งที เป็นนักศึกษาทั้งที อย่าไปพูดผิด ๆ ว่ามรรค ๘ ถ้ามรรค ๘ มี ๘ ทาง แล้วจะเดินอย่างไร, ใครจะเดินได้, ถ้ามีอยู่ ๘ เส้นขนานกันไป แล้วเดิน อย่างไร. ที่ถูก มีเพียงแต่ทางเดียว ประกอบอยู่ด้วยองค์ประกอบ ๘ ชนิด ๘ อย่าง ; หนทางทางนี้ ที่จะเดินไปกรุงเทพฯ มันต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๘ อย่าง ; เช่นว่า มีแนวทางที่จะเดินได้ ไม่หลง มีความปลอดภัย มีอาหารหากินได้ มีสะพาน ข้ามคลอง มีการอารักขาที่เพียงพอ นี่จึงจะเดินไปได้ถึงกรุงเทพฯ ผ่านป่า ผ่านดง ผ่านภูเขาอะไรไปได้ นี่ก็องค์ประกอบ ๘ อย่างที่จำเป็นนั้น มีอยู่ในหนทางอันนั้น เส้นเดียวนั้น ก็เดินไปได้. ส่วนอริยมรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้านี้ คือความถูก ต้อง ๘ ประการ ที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรคนั้น เราเอาคำถูกต้องคือสัมมานี้เป็นหลัก : สัมมา แปลว่า ความถูกต้อง เอา ถูกต้องเป็นหลัก, แล้วก็ถูกต้อง ๘ ประการ อันแรก ถูกต้องในความคิดเห็น คือความรู้หรือความเข้าใจ ความคิดเห็น ที่ถูกต้อง. อันที่สอง คือ ความปรารถนา ความหวัง ความใฝ่ฝันที่ถูกต้อง. อันที่สาม คือ ความถูกต้องของการพูดจา. อันที่สี่ ความถูกต้องของการกระทำทางร่างกาย ทางกาย. อันที่ห้า ความถูกต้องของการเลี้ยงชีวิต. อันที่หก ความถูกต้องของความพากเพียร.

น.222 อันที่เจ็ด ความถูกต้องของสติ คือสมปฤดี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือ ที่เรียกว่าสติ. อันสุดท้ายที่แปด ความถูกต้องของจิตที่ดำรงไว้ถูกต้อง คือความเป็นสมาธิ ที่ถูกต้อง. เมื่อเป็นภาษาบาลี ก็ว่า เป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ; สวดกันอยู่ ทุกวัน ; ถ้าไม่สวดอย่างนกแก้วนกขุนทอง ก็จะซึมซาบอยู่ในใจว่า นี้มันเป็นความ ถูกต้อง ๘ อย่าง. เอาความถูกต้องอันนี้มารวมกันเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นความ ถูกต้องของชีวิต, เป็นความถูกต้องของการเดินทางของชีวิต แล้วไปสู่จุดหมาย ปลายทางของชีวิต ที่เรียกว่า ความ ดับทุกข์โดยประการทั้งปวง นี่พอจะเข้าใจได้แล้วโดยหลักใหญ่ ๆ ที่มันไม่มีทางจะผิดได้ รายละเอียดไปดู เอาในตำรับตำรา มีเยอะแยะไป. นี่ก็ระวัง อย่าพูดให้ผิด, อย่าพูดว่ามรรค ๘, ให้ พูดว่า มรรคประกอบอยู่ด้วยองค์แปด ; ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค มรรค ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ เอาไปแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Eight Fold Path มันเป็นทาง และประกอบอยู่ด้วยส่วนประกอบ ๘ ก็คือความถูกต้อง ๘ อย่างที่ว่ามาแล้ว. นี้เรียกว่า ทางนี้ประกอบไปด้วยองค์ ๘. พึงรู้จักลำดับของความถูกต้อง ทีนี้ก็อยากจะพูดเรื่องลำดับของความถูกต้องให้ฟังบ้าง รู้สึกว่าออกจะเกินไป แต่สำหรับบางคนคงจะฟังถูก. ลำดับของความถูกต้อง เขาแยกความถูกต้องมันจะมี

น.223 ลำดับไปอย่างไร เป็นธรรมะขั้นลึกในพุทธศาสนา เรียกว่า ความสะอาดหรือวิสุทธิ ๗ อย่าง เพราะเหตุว่าความถูกต้อง ๘ ประการที่ว่านั้น จะมาอยู่ในหลักอันนี้ คือลำดับ ของความถูกต้องจริง จะมีลำดับอย่างไร เราพูดถึงลำดับ เป็นลำดับ ๆ ของความถูกต้อง ๘ ประการที่จะดำเนินไปอย่างไร. ลำดับแรก ที่สุดก็เรียกว่า ศีลวิสุทธิ - ความถูกต้องในขั้นศีล คือกาย วาจา หรือที่เกี่ยวข้องกันกับกายวาจานี้ถูกต้อง เรียกว่าศีลสะอาด ศีลบริสุทธิ์ ศีลถูกต้อง. ลำดับที่สอง ถัดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งก็คือ จิตตวิสุทธิ หรือสภาพของจิตถูกต้อง. อันแรกไม่ขาดศีล, อันหลังจิตมีสมาธิ ปราศจากการรบกวนของนิวรณ์. นี้เป็นจิตสะอาด จิตถูกต้อง เป็นลำดับที่สอง. ลำดับที่สาม ทิฏฐิวิสุทธิความเข้าใจ หรือความคิดเห็นที่เรียกว่าทิฏฐินั้น ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ หมายความว่าไม่ไปเข้าใจผิดในสิ่งต่าง ๆ ไม่เข้าใจผิดต่อโลก ; โดยเฉพาะว่าทุกอย่างในโลกเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อย่าไปโง่ อย่าไปเข้าใจผิดว่า เป็นสุข หรือเป็นของเที่ยง หรือเป็นตัวกู - ของกู อย่างนี้เป็นต้น. นี่ทิฏฐิความเห็น อันถูกต้อง มีเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นหลัก ให้ความถูกต้องนี้ชัดเจน ชัดแจ๋ว ไว้ก่อน. ลำดับที่สี่ คือความรู้ที่จะทำให้เราอยู่เหนือความสงสัยลังเลนี้ ให้ถูกต้อง, ความรู้ขนาดที่ให้เราตัดความสงสัยลังเลเสียได้นี้ ให้ถูกต้อง ถ้าเรียกภาษาบาลีว่า กังขา- วิตรณวิสุทธิ มันยุ่งสำหรับพวกคุณ. คุณนึกดูแต่ขั้นที่สาม เรารู้แล้ว เรามีความเห็น ความเข้าใจถูกต้องว่า โลกนี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่นี้ขั้นที่สี่นี้ มันก็หมดความ สงสัย เยื่อใย หรือว่าความลังเล ที่จะไปเกี่ยวข้องกับโลกนั้น.

น.224 ลำดับที่ห้า มัคคามัสญาณทัสสนวิสุทธิ มารู้กันตอนนี้เอง ว่าอันไหนทาง ผิด, อันไหนทางถูก, แน่ชัดลงไปว่าทางไหนผิด ทางไหนถูก มารู้ตอนนี้. ทีแรก ว่าเดินมาทางศีล ทางสมาธิ ทางนั้นมันเป็นแต่เพียงเดินมาตามแนวทางเท่านั้น ความ แน่ใจถึงที่สุดยังไม่มีหรอก จนกว่าจะมาถึงขั้นนี้; ทำลายความสงสัยลังเลเสียได้แล้ว จึงจะเห็นชัดแจ๋วว่า อ้าว นี่เรามาถูกแน่แล้วโว้ย ! ทีแรกก็เดินมาเผื่อว่าจะถูกหรืออาศัย เหตุผลว่ามันถูก ความแน่ใจยังไม่สมบูรณ์ ; พอมาถึงอันดับที่ห้านี่ชัดเจนสมบูรณ์ ถูก - แน่ไม่มีทางผิดอีกต่อไป เรียกเป็นภาษาบาลียุ่งยากว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ . นี่มันยืดยาวรุงรังลำบากสำหรับพวกคุณ ; ผมจะบอกแต่ว่า ความรู้ว่าถูกแน่หรือผิดแน่ มันแน่นอนที่ขั้นนี้ มันชัดแจ้งกันตรงนี้ ในระยะนี้. ลำดับที่หก ต่อไปอีก มันก็รู้แน่เฉพาะฝ่ายที่ถูก อย่าเอาไปปนกัน อันที่ห้า มันรู้ว่า ผิดแน่ ถูกแน่ เป็นอย่างนี้ ทีนี้เราก็แยกเอามาแต่ที่ถูกแน่ มันถูกแน่ยิ่งขึ้น ทุกที นี่เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ. นี่ก็เป็นอันว่า ความแน่ใจ ความเห็นแจ้ง อะไร มันชัดลงไปว่า นี้ถูกแน่. ลำดับที่เจ็ด คือ ญาณทัสสนวิสุทธิ - จุดหมายปลายทาง ถึงเข้าแล้ว รู้เห็น ทุกสิ่งกระทั่งว่าตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมายปลายทาง. นี่ผมก็จะเปรียบเทียบด้วยการเดินทาง อย่างไปกรุงเทพฯ อีก ในแง่นี้ว่าเราเริ่มมีศีล เริ่มมีสมาธิ เริ่มมีความเข้าใจ คือทิฏฐิ ถูกต้องนี้ เราก็เริ่มเดินออกไปจากไชยา ; เตรียมตัวพร้อมด้วยศีล เตรียมการเดินทาง ปรับปรุงตัวให้พร้อมที่จะเดินทาง ; นี้ก็เหมือนกับมีศีลและมีกำลังใจที่จะเดินทาง คือมี สมาธิ และก็มีความเข้าใจถูกต้องว่า จะต้องเดินไปทางนั้น. ทีนี้ ก็มีความเข้าใจในส่วนที่ว่า เดินไปทางนั้นเรื่อย ไปจนถึงระดับหนึ่ง ; ไม่มีความลังเล แล้ว ไม่มีความคิดที่จะถอยหน้าถอยหลังแล้ว. เดินเข้าไปตั้งเกือบครึ่ง "

น.225 อะไรทำนองนี้ ความลังเลว่าเราจะเดินดีหรือไม่เดินไม่มีเหลือแล้ว ทีนี้ก็ไปถึงขั้นที่ถูกแน่ เช่นไปถึงประจวบ ฯ หรือไปถึงหัวหิน ก็รู้ว่ามาถึงหัวหิน เดินทางถูกแน่ เพราะไม่ไป ถึงนครศรีธรรมราช พัทลุง, เพราะว่ามาถึงหัวหิน เพชรบุรี ราชบุรี นี่ถูกแน่. ขณะนี้ รู้ว่าผิดไปทางโน้น ถูกไปทางนี้ ฉะนั้นที่เรามานี้ถูกแน่ ; ถ้าวกไปทางโน้นเป็นผิด ถ้ามาทางนี้เป็นถูก. นี่ก็ถือว่าถูกแน่ บึ่งเสียอีกหน่อยไปถึงนครปฐม สุดท้ายก็ถึง กรุงเทพฯ ; มองดูมาข้างหลัง โอ, ตั้งแต่ไชยาถึงกรุงเทพฯ เป็นอย่างนี้เอง. นี่คุณไปวิเคราะห์ดูเอง ตั้งแต่เริ่มเตรียมตัวที่จะออกเดิน เมื่อมีความรู้ มีความเข้าใจที่จะเดินเรื่อยๆ ไป แล้วก็เดินเรื่อยๆ ไป จนรู้ว่า อ้อ ! ทางนี้ถูกแน่แล้ว โว้ย ! เพิ่งไปถูกแน่แล้วจริงโว้ย เมื่อไปตั้งครึ่งทางโน่น. เมื่อแรกออกเดินก็คาดคะเน ว่าถูก หรือว่าได้ไปตามแนวที่เขาวางไว้, หนทางที่เขาวางไว้ ; ความไว้ใจตัวเองยัง ไม่ถึงที่สุด กว่าจะถึงขั้นที่เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินั้น จึงจะรู้ว่า นี้ถูกแน่ นี้ผิดแน่ นี้ถูกแน่ แล้วก็เลือกเอาแต่ที่ถูกแน่ เข้าไปอีก แล้วก็ถึงโพล่งเข้า ; เหลียว มาดูข้างหลัง อ้าว, ถูกแน่ตลอดทาง รู้แจ้งว่าเป็นอย่างไร ตรงนั้นเป็นอย่างไร ตรงนี้ เป็นอย่างไร จนถึงกรุงเทพฯ. นี่ก็เปรียบเทียบทางเดินเท้าเป็นอย่างนี้ ; ทีนี้ ทางเดินของจิตใจ ก็เป็น อย่างที่ว่านี้ เรียกว่าถูกต้องหรือบริสุทธิ์ หรือสะอาด ๗ อย่าง นับตั้งแต่สิ่งที่เรียกว่าศีล เบื้องต้นไปจนถึงญาณทัสสนะ อันสุดท้าย. ถ้าติดตามไปดูเรื่องละเอียด ก็ไปหาเรื่อง วิสุทธิ ๗ ลำดับ ในหนังสือนักธรรม หนังสือที่เขาใช้เรียนในโรงเรียนนักธรรมดู เรียกว่า วิสุทธิ ๗ ลำดับ. สำหรับอันสุดท้ายที่เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ นั้น ไปหาเรื่องวิปัสสนา- ญาณ ๙, อ่านดู ในคำบรรยายของผมก็มีหลายแห่ง,

น.226 ข้อธรรมที่กระจายออกไป อาจย่นรวบลงได้แม้เพียง ๑ คำ ทีนี้ เรามาดูกันอีกที ดูอย่างรวบรัด ที่เราไปกระจายออกไปให้มากนั้น เพื่อ ให้เห็นชัด ในทางกระจายออกไป ซึ่งจะเห็นชัด เห็นชัดทีหนึ่งเราต้องรวบรัดหรือสรุป ให้มันเหลือน้อยเข้ามาอีกทีหนึ่ง. ดูอย่าง analysis ดูให้มันเป็นแฉก ๆ ออกไป, ดูอย่าง synthesis ดูให้มันหดกลับเข้ามา มันก็จะน้อยลง ๆ, ทีนี้ ๘ อย่าง ๗ อย่าง มันจะ เหลือเพียง ๓ อย่างได้ ; ถ้าเราดูอย่างสงเคราะห์ กลับเข้ามา เหลือเพียงศีล สมาธิ ปัญญา ใน มรรคมีองค์ ๔ ; ๒ องค์ข้างแรกเป็นปัญญา, ๓ องค์ตรงกลางเป็นศีล, ๓ องค์สุดท้ายเป็นสมาธิ, ย่อลง เหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ทีนี้ ลำดับวิสุทธิ ๗ อย่างที่ว่า อันแรกเป็นศีล, อันที่สองเป็นสมาธิ, เหลือ นอกนั้น ก็ เป็นปัญญา หมด ; ก็เหลือแต่ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ จำนวนตั้ง ๓ ทำให้เหลือเพียงหนึ่ง นี่ก็คือทาง, หนทางนี้ : หนทางอันเอก หนทาง สายเดียว ย่นลงก็เหลือแต่เพียงคำว่า "ทาง" แต่เพียงคำเดียว พุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์, ตั้ง ๘๔,๐๐๐ ประเด็น. item มีตั้ง ๘๔,๐๐๐ แล้วมาเหลือเพียงคำ ๆ เดียวว่า "ทาง" ถ้าเราเข้าใจคำ ว่า "ทาง" ก็เหมือนรู้เรื่อง ๘๔,๐๐๐ เรื่อง : ทางผิด ทางถูก ทางครึ่ง ทางอะไร หนทางเป็นอย่างไร อุปสรรคของมันเป็นอย่างไร ผลของมันเป็นอย่างไร มันตั้ง ๘๔,๐๐๐ ประเด็น. แต่พอ สรุป แล้ว เหลือแต่คำว่า "ทาง" ; แล้วก็รู้ที่จะเดินไป, แล้วก็ ถึงจุดหมายปลายทาง.

น.227 วัย ของชีวิตสำหรับการเดินทาง เวลายังเหลืออยู่นิดเดียว จะพูดเรื่อง วัยในชีวิตสำหรับการเดินทาง. "วัย" แปลว่า ความสิ้นไป ๆ : คำว่า "วัย" หรือวัยของอายุ วัยหนุ่ม วัยสาว, คำว่าวัย นี้ แปลว่าความ สิ้นไป เป็นตอน ๆ เรียกว่าวัยหนึ่ง ๆ สำหรับ ชีวิต นี้ แบ่งเป็นกี่วัย ก็ได้ แล้วแต่เราจะต้องการ ตามเหตุผลที่เราจะต้องพูด ต้องทำ ; แต่สำหรับเรื่องนี้ เรื่อง การเดินทางของชีวิต นี้แล้ว ผมอยากจะแนะว่า แบ่งออกเป็นสัก ๔ วัย : วัยแรกคือเป็นพรหมจารี ก่อนแต่งงานเป็นพ่อบ้านแม่เรือน นี้เรียกว่าเป็นพรหมจารี, ถึงวัยคฤหัสถ์ แต่งงานเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ครอบครองเรือน, วัยถัดไปก็คือ วนปรัสถ์ วัยที่หลีกออกจากบ้านเรือนไปหาที่สงบสงัด, นี้หลังจากนั้นอีกเป็นวัย สันยาสี เที่ยวแจก ความรู้ แจกของที่มีประโยชน์ทางวิญญาณนี้แก่ผู้อื่น. นี้หมายความว่า เราทำได้ดี ชีวิตจึงไปถึงวัยสุดท้าย หน้าที่ของวัยสุดท้าย คือเที่ยวแจกของส่องตะเกียงให้ผู้อื่น ในชั้นนี้ จะไม่พูดถึงเรื่องบวชเรื่องอะไร เรื่องบวชเรื่องเรียนจะไม่พูดถึง จะพูดถึงคนธรรมดา อยู่ในโลกนี้ สมัยปัจจุบันนี้; ทำให้ดีที่สุดในวัยศึกษา ตั้งแต่ เกิดมาจนถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มที่ นี่เป็นวัยนักศึกษา เรียกว่าพรหมจารี. พรหมจารี ในกรณีอย่างนี้ แปลว่า นักศึกษา คือ ประพฤติอย่างพรหม : สำรวมระวังไม่ให้ผิด ไม่ให้พลาด ไม่ให้หม่นหมอง ไม่ให้เสียหาย ไม่ให้สกปรก นี่เป็นพรหมจารี ; ทำให้ดี ผ่านให้ดี เป็นการเดินทางขั้นแรก แรกก้าวเดิน. เดินต่อไปถึง ขั้นคฤหัสถ์ ถ้าแต่งงานเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ได้รับภาระหนัก ความผิดความถูก ความดีความชั่วอะไรอยู่กันที่นี่ มันจะสอนให้หมดที่นี่ เป็นวัยหนัก ที่สุด : การครองเรือน มีลูกมีหลานมีเหลนมีอะไรมากเข้า, มีคนในบังคับบัญชา รับ ผิดชอบมากเข้า มันก็เลยหนักที่สุด ; นี่ผ่านไป ๆ.

น.228 ถึงระยะหนึ่ง โอ๊ะ, บ้าทั้งนั้น ชักจะเบื่อ ต้องหาว่าอะไรมันดีกว่านี้ จึง ออกไปหาความพักผ่อน ความสงบ ความหยุดพักทางจิต ทางวิญญาณ. เขาก็วิ่ง ออกจากครอบครัว จะไปบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ อยู่เป็นอิสระ ไม่ไปพัวพันกับเรื่องหนักๆ ; เหมือนคนแก่ ๆ บางทีก็แอบไปนั่งอยู่มุมบ้าน ใต้กอไผ่ ใต้กอกล้วย มีกระต๊อบเล็กๆ อะไรอยู่ ไม่ยุ่งกับเรื่องบนเรือน บนตึก หรือถ้าออกไปบวชได้เลยก็ได้ เริ่มเปลี่ยน ไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง คือโลกของความสงบ จากโลกของความวุ่นวาย นี้เป็นระยะวัย วนปรัสส์. ครั้นผ่านวัยนี้ไปสำเร็จแล้วก็นึก : อ้าว, เราก็มาบวชกันเท่านี้เอง ไม่มีปัญหา ส่วนตัว เขาก็นึกถึงผู้อื่นบ้าง ก็กลับมาช่วยลูกช่วยหลาน แนะนำชี้แจงเพื่อนฝูงร่วมบ้าน ร่วมโลก ให้รู้อย่างเราบ้าง เพื่อประหยัดเวลาให้เขา. ถ้าเป็นนักบวชก็เที่ยวสั่งสอน ไปอย่างพระพุทธเจ้า, ถ้าเป็นชาวบ้านก็สอนลูกสอนหลาน สอนเพื่อนบ้าน ตามวิสัย ของชาวบ้าน. นี่เป็นระยะวัย สันยาสี. นี่วัยทั้ง ๔ ผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว ก็เป็นการเดินทางที่ถูกต้อง : เดินจาก วัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่, จากวัยผู้ใหญ่ไปสู่วัยผู้สูงอายุ, วัยผู้สูงอายุไปสู่วัยที่เป็นแสงสว่างแก่ ผู้อื่น ไปแจกของส่องตะเกียง. ถ้าไปอย่างนี้ เป็นไปตามลำดับวัยก็สะดวก. ถ้าใน กรณีพิเศษอยากจะข้ามลำดับวัย ก็ต้องลำบากหน่อย เช่นกระโดดมาบวชอย่างนี้ มาสู่วัย วนปรัสถ์วัยที่สาม ก็ต้องพยายามต้องสามารถ ต้องทำถูกต้อง ; ส่วนมากก็มาไม่ได้ มาก็มาชั่วคราว, มาชิมดู แล้วก็กลับเดินทางไปใหม่ แต่ในบางคนบางกรณีมีจิตใจสูง I.Q. สูง รู้สิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องไปลอง ก็มีเหมือนกัน. มองเห็นด้วยสายตา ก็รู้ ได้ว่าแค่นั้นเอง มันไม่ต้องไปลอง ไม่ต้องกระโดดลงไปในหนองในคลอง ในโคลน ในเลนก็รู้ได้ว่า โคลนเลนนี่ไม่ควรจะกระโดดลงไป; ส่วนคนที่ไม่รู้ก็จมโคลนจมเลน

น.229 ไปพักใหญ่ กว่าจะเกลียดหรือขึ้นมาเสีย ; ฉะนั้น จึงว่าส่วนน้อยที่ว่าจะข้ามคิว หรือ ลัดคิวไปได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องมาตามลำดับคิว. นี่การเดินทางของชีวิตมีอยู่อย่างนี้ น้อยคน ที่จะเดินทางลัดคิว ต้องมาตามคิว ; ถ้ามาตามคิวก็นับว่าดี มีความรอบรู้ ; ถ้าลัดคิว ได้ก็ดี เพราะไม่เสียเวลามาก ; นี่แล้วแต่ใครจะเหมาะ. ขอให้คุณสังเกตว่า พรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้านี้ รักษาโรคของสัตว์โลก ได้อย่างไร ; พระองค์เป็นนายแพทย์ทางวิญญาณของสัตว์โลก เป็นยอดสุดของ นายแพทย์ สอนวิธีที่จะรักษาโรคในทางวิญญาณ ไว้อย่างนี้ : ศีลรักษาโรคทางกาย ทางวาจา ให้หมดไป, สมาธิรักษาโรคทางจิต ให้หมดไป, ปัญญาก็รักษาโรคทาง วิญญาณ ให้หมดไป. พูดกันแต่วันก่อนแล้ว โรคมี ๓ ระดับ : โรคทางกาย โรคทางจิต โรค ทางวิญญาณ ; ใน ๓ ระดับนี้ ศีลรักษาโรคทางกาย, สมาธิรักษาโรคทางจิต, ปัญญา รักษาโรคทางวิญญาณ. นี่ก็ไหว้ครูอยู่เสมอว่า อาจารย์ของเราเป็นนายแพทย์ผู้ รักษาโรคของโลกทั้งปวง ให้หายไปได้ด้วยการเดินทางของชีวิตให้ถูกต้อง .. นี่ทาง เดินของชีวิตมีอยู่อย่างนี้ ; พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้อย่างนี้ : รักษาโรคทางวิญญาณ ก็คือเดินพ้นไปจากขุมโรค หรือแหล่งโรคทั้งทางกายและทางจิตทั้งทางวิญญาณ. เรา ระลึกถึงพระคุณ มหากรุณาธิคุณอยู่เสมอ. เวลาก็หมด เลยไปบ้างเล็กน้อย นกก็เตือนหลายหนแล้ว

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต