น.231 วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว นี่เป็นครั้งที่ ๙ ของการบรรยาย, เป็นเรื่องที่ ๕ ของสิ่งที่จะเป็นเครื่อง เยียวยารักษาโรคของโลก ซึ่งวันนี้จะได้พูดโดยหัวข้อว่า เครื่องมือพิเศษสำหรับคน ทุกคน. ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดถึงการเดินทางของชีวิต หรือชีวิตเป็นการเดินทาง แล้วก็แสดงหนทางของชีวิตนั้น พอเป็นที่เข้าใจได้ ว่าเดินกันอย่างไร ในทางวัตถุ ใน ทางเท้า แล้วก็ทางวิญญาณ. ๒๐๗
น.232 การกระทำทุกอย่างต้องมีเครื่องมือ ทีนี้เนื่องจากการกระทำทุกอย่าง ก็ต้องมีเครื่องมือ ; คำว่า "เครื่องมือ" นี้ อาจจะยังเข้าใจกันแคบไปก็ได้ คือคนธรรมดาจะรู้จักเครื่องมือ แต่เพียงสิ่งที่เราเรียกมัน ว่าเครื่องมือ. โดยเฉพาะเด็ก ๆ ก็รู้จักเครื่องมือแต่สิ่งที่ผู้ใหญ่เขาเรียกว่าเครื่องมือ ; ส่วนสิ่งที่เป็นเครื่องมืออย่างยิ่ง แต่มิได้เรียกว่าเครื่องมือนั้น ก็ไม่รู้จัก. สิ่งที่เป็นเครื่อง มือ อย่างยิ่ง แต่มิได้เรียกว่าเครื่องมือ นั้น มีทั้งทางฝ่ายวัตถุ และทางฝ่ายวิญญาณ ; เช่นเท้ามีไว้สำหรับเดิน, พูดตามหลักของภาษา เท้าก็เป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องมือ สำหรับเดิน. คำว่า "เครื่องมือ" ตัวหนังสือหมายถึงสิ่งที่จะใช้ด้วยมือ ; แต่โดยความ หมายไม่ใช่อย่างนั้น จะใช้ด้วยอะไรก็ได้ แต่ใช้ให้สำเร็จประโยชน์ นั่นแหละเขา เรียกว่าเครื่องมือ. ทีนี้โดยมากโดยทั่วไป ที่ธรรมดาเห็น ๆ กันอยู่นี้ มีการใช้ด้วยมือ เอาคำว่า "มือ" มาเป็นหลัก ก็เลยเรียกว่า "เครื่องมือ" ; อย่างเรือสำหรับขี่ไปไหน มาไหนนี้ ไม่มีใครเรียกว่าเครื่องมือ แต่โดยความหมายมันก็เป็นเครื่องมือ คือเครื่อง ให้สำเร็จประโยชน์แก่การงานนั้นคือการไป. รถก็เหมือนกัน รถเป็นเครื่องมือ. จะ ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า เครื่องมือที่กว้างอย่างนี้ จึงจะเข้าใจธรรมะในฐานะที่เป็น เครื่องมือได้. โดยเนื้อแท้ธรรมะ เป็นเครื่องมือสำหรับดับทุกข์ ธรรมะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ก็หมายถึงเครื่องมือทางจิต ทางวิญญาณ ทางฝ่ายวิญญาณ เป็นเครื่องมือสำหรับไปนิพพานโดยสมมติ, โดยเนื้อแท้ก็คือ สำหรับ
น.233 ดับทุกข์ให้สิ้นเชิง. ดับทุกข์สิ้นเชิงนั้นคือนิพพาน ที่เราพูดอย่างสมมติ; พูดเป็น ทำนองภาษาชาวบ้านหน่อยก็ว่า "ไปนิพพาน" แต่เนื้อแท้คือดับทุกข์ ดับกิเลสสิ้นเชิง. พอได้ยินคำว่า "ไปนิพพาน" หรือ "ได้นิพพาน” นี้ ทำให้รู้สึกทึ่งหรือสนใจ เพราะมัน มีลักษณะ หรือความหมายของการโฆษณาชวนเชื่อ; แต่พอพูดว่า ดับกิเลส ดับทุกข์ ให้สิ้นไป หรือความสั้นไปแห่งกิเลสและทุกข์อย่างนี้ ก็ไม่นึกสนุกเท่ากับว่าไปนิพพาน. นี้ ธรรมะ นี้ เป็นเครื่องมือสำหรับให้ถึงนิพพาน หรือให้ ดับกิเลสและ ความทุกข์ ได้ ; เครื่องมือทางวัตถุ ก็เช่นเครื่องมือที่ใช้ด้วยมือ กระทั่งรถ เรือ กระทั่งเท้าก็มีสำหรับเดิน เครื่องมือสำหรับเดิน, หยูกยา อาหาร ก็เครื่องมือสำหรับ ที่จะแก้โรคในทางกาย, ธรรมะก็เป็นเครื่องมือที่จะแก้โรคในทางจิต. ที่แล้วมาเคย เข้าใจคำว่าเครื่องมือในวงแคบอย่างไร เดี๋ยวนี้ให้มาเข้าใจคำว่าเครื่องมือในขอบเขตที่มัน กว้างขวางอย่างนี้ เพื่อศึกษาธรรมะ. การงานทุกอย่างต้องมีเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องทางวัตถุหรือทางร่างกาย หรือว่าทางวิญญาณ ; สำหรับทางวิญญาณ เราก็มี ธรรมะประเภทเครื่องมือ. ถ้าเรา มีเครื่องมือทางวิญญาณดี นั่นแหละเราจะใช้เครื่อง มือทางร่างกายได้ดีด้วย มันมีประโยชน์ซ้อนกันอยู่นี้ ; ถ้าเรามีธรรมะดี เราก็จะมี ร่างกายดี มีวัตถุดี. เมื่อพูดว่า ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ หรือธรรมะเป็นเครื่องมือนี้ ก็แปลก ไปจากที่เคยได้ยิน เรียกว่าแปลกหู แม้แก่พวกนักศึกษาอย่างพวกคุณ ; เพราะว่า ไม่เคยได้ยิน หรือได้สังเกตเห็นด้วยตนเองว่า ธรรมะเป็นเครื่องมือ ต่อเมื่อมาคุ้นเคย กับภาษาวัด มาเรียนภาษาบาลี จึงจะมองเห็นความหมายของคำว่า เครื่องมือ. ใน ภาษาบาลี ความหมายของวิภัติปัจจัยบางตัวนั้น มันแสดงอย่างนี้ เป็นที่ หรือ เป็นเหตุ หรือ เป็นแดน หรือว่า เป็นเครื่องมือ นี้เหมือนกันหมด เราเรียกว่า กรณสาธน คือ
น.234 ๒๑๐ ในกรณีที่เป็นเครื่องมือ. ชีวิตมันเดินทาง, งานของชีวิตคือการเดินทาง ; การงาน ทุกอย่างต้องมีเครื่องมือ ฉะนั้น การเดินทางของชีวิตก็ต้องมีเครื่องมือ. ทีนี้ คำว่า "ธรรมะ" นี้ มันแปลกประหลาดมาก อยากจะพูดอีกหรือพูดบ่อย ๆ ว่า คำว่า "ธรรมะ" นี้ แปลกประหลาดมาก มันกินความกว้าง คือ หมายถึงทุกสิ่ง เป็นอะไรก็ได้. ทีนี้ เรา แยกออกมาเฉพาะที่เป็นเครื่องมือ มาพูดกันในวันนี้ ; แต่ ให้รู้ไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือธรรมะนี้ มันเป็นทุกสิ่งไม่ว่าอะไร ไปดู ความหมาย ของธรรมะ ในความหมาย ๔ อย่าง ที่อธิบายไว้ในที่บางแห่ง : ธรรมะในฐานะเป็น ธรรมชาติทุกอย่าง, ธรรมะในฐานะเป็นกฎของธรรมชาติทุกอย่าง, ธรรมะในฐานะ เป็นหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องกระทำตามกฎของธรรมชาติ นั้นทุกอย่าง, แล้ว ธรรมะ คือผลที่เกิดขึ้นมา จากการทำหน้าที่นั้นทุกอย่าง, เลยไม่ยกเว้นอะไร. ธรรมชาติ ทั้งหลาย รูปธรรม นามธรรม ร่างกาย จิตใจอะไรก็เป็นธรรมชาติ นี้ก็ เรียกว่าธรรม ในภาษาบาลี, กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่อยู่ในสิ่งเหล่านั้น ก็ เรียกว่าธรรม ในภาษาบาลี, หน้าที่ ที่มนุษย์ต้องทำตามกฎนั้น ไม่ทำไม่ได้ นี้ก็ เรียกว่าธรรม ใน ภาษาบาลี, ได้ผล อะไรมาก็ เรียกว่าธรรม ในภาษาบาลี ; นี่คำว่าธรรม มันหมายถึง ทุกสิ่งอย่างนี้ เป็นเหตุก็ได้ เป็นผลก็ได้. ทุกกรณีก็ต้องมีธรรมะเป็นเครื่องมือ ในที่นี้เรา จะพูดถึงเฉพาะเครื่องมือ ; ถ้าพูดให้หมดตามหลักข้างต้น ก็ พูดได้ว่า ธรรมะในฐานะเป็นวิชาการ, ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือที่จะใช้, ธรรมะ
น.235 ในฐานะเป็นทัพพสัมภาระ หรือ material ที่เราจะเอามาใช้ในการงาน, แล้ว ธรรมะ ในฐานะเป็นการทำงาน ก็ได้ ธรรมะในฐานะเป็นผลงาน ก็ได้ คุณลองสังเกตดูให้ดีว่า ในการทำงานอย่างหนึ่ง จะมีอะไรกี่อย่าง ? ไม่ว่า จะทำงานทางวัตถุ หรือทางธรรม ขึ้นชื่อว่า ทำงานแล้ว มันก็ต้องมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ; ถ้าไม่มองให้เห็น ก็งมงายเท่านั้น. ยกตัวอย่างธรรมะ ในการทำงานนี้ จะต้องมีธรรมะ คือวิชาการ หรือความรู้ที่เราจะทำ, มี ธรรมะคือเครื่องมือ ที่จะใช้ทำ, ต้องมีทัพพ- สัมภาระ คือสิ่งของต่างๆ เป็นวัตถุต่าง ๆ ที่จะเอามากระทำ หรือประกอบกันเข้านี้, ต้อง มีการกระทำ แล้วก็ต้อง มีผลของการกระทำ ; ทั้งหมดนี้มันเรียกว่าธรรมะ อย่างน้อยก็มีตั้ง ๕ อย่าง ๕ แง่ ๕ มุม. ในการทำงานอย่างหนึ่ง ธรรมะมีตั้ง ๕ แง่ ๕ มุม, ในมุมหนึ่งนั้นมีคำว่า "เครื่องมือ" ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ; ฉะนั้นเรา จะต้องรู้จักธรรมะให้ดีๆ ในทุกแง่ ในทุกมุม ; วันนี้ เลือกเอา มาแต่มุมที่เรียกว่า เครื่องมือ. ไหว้ครูก่อนทำการ ช่วยให้ปฏิบัติงานได้ดีที่สุด เมื่อจะใช้เครื่องมือสำหรับเดินทางของชีวิต ก็มีต้นตอมาจากพระศาสดาของ เรา ; ฉะนั้น ขอให้ไหว้ครูอยู่เสมอ แม้จะหยิบเครื่องมือมาใช้สักอันหนึ่งนี้ จะต้อง ไหว้ครูเสมอ : สพฺพญญู สพฺพทสสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ของเรานั้น เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมารแล้ว เป็นผู้สั่งสอนที่ประกอบด้วยกรุณาใหญ่ เป็นนายแพทย์ ผู้เยียวยารักษาโรค ของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้; นี้คือคำไหว้ครู.
น.236 ๒๑๒ ทุกอย่างสำเร็จออกมาจากพระบรมครูองค์นี้ คนไหว้ครูคือคนกตัญญูกตเวที คือคนที่เคารพต่อครูบาอาจารย์ ; คนที่มีจิตใจจดจ่อต่อคำสั่งสอนหรือความเมตตากรุณา ของครูบาอาจารย์ นี่ก็เรียกว่าไหว้ครู. ถ้าสวดแต่คำสวดเฉย ๆ ก็ไหว้ครูอย่างนกแก้ว นกขุนทอง ; ถ้าว่าไปด้วยความรู้สึก จูงใจไปด้วยความรู้สึก ก็เป็นไหว้ครูที่แท้จริง, แล้วสิ่งต่าง ๆ จะง่าย คือ จะพรักพร้อม จะจริงจัง. ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ กันทุกคน เราไหว้ครูทุกครั้งที่หยิบเครื่องมือมาใช้ ; คุณ ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น นั้นก็ไหว้ครูเหมือนกัน ; แต่ไหว้ครูเมื่อไม่ทำการงาน พอจะลงมือทำการงาน ต้องไหว้ครูเป็นพิเศษ อย่างนี้. พวกที่เคร่งครัด พอเขา หยิบอะไรขึ้นมาจะทำจะใช้ เขายกมือไหว้ หลับตานึกถึงครูบาอาจารย์ นึกถึงอะไร ที่เขาอยากจะนึก, พวกมโนห์รา พอหยิบเทริดออกมาจะสวมนี้ เขาวางเทริดอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็ไหว้ ; นี่เหมือนกับต้องสำรวมจิต เพื่อจะปฏิบัติงานนี้ให้ดีที่สุด โดยเอา พระคุณของครูมาเป็นเครื่องสนับสนุนกำลังใจหรือคุ้มครอง. นี้พวกคุณจะไม่ทำอย่างนั้น เห็นไปว่าวิชาความรู้นี้มันเป็นเศษอะไร ที่ อยู่ในอำนาจของเรา ก็ทำไปอย่างที่เรียกว่า เป็นของที่ต่ำกว่าเรา. ถ้าเป็นอย่าง สมัยโบราณ พอหยิบกระดานชนวนมาจะเรียนหนังสือ ก็ต้องไหว ; เพราะฉะนั้น เขาจึงมีจิตใจต่างกัน : ในห้องเรียนก็เหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความเคารพบูชา, ครูบาอาจารย์เข้ามา ก็เคารพบูชา, หนังสือหนังหาก็ข้ามไม่ได้. เดี๋ยวนี้พวกคุณ อาจจะเอาเท้าเขี่ยหนังสือก็ได้ถ้ามันสะดวกขึ้นมา ; ฉะนั้นจึงมีจิตใจต่างกัน คือเรา ดูถูกเครื่องมือ.
น.237 การเดินทางของชีวิตจะต้องใช้เครื่องมือฝ่ายวิญญาณ เอาละทีนี้ เราก็จะพูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่าเครื่องมือ เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงการ เดินทาง การเดินทางก็คือการทำงาน การทำงานต้องมีเครื่องมือ นี้เป็นหัวข้อ. การ เดินทางเป็นการทำงานโดยตรงของชีวิตฝ่ายวิญญาณ ; ฉะนั้นต้องใช้เครื่องมือ ซึ่งเป็น เครื่องมือโดยตรง, เครื่องมือโดยตรงของชีวิต เครื่องมือโดยตรงของชีวิตฝ่ายวิญญาณ. เพราะว่าเรามีชีวิตฝ่ายวัตถุทาง biology, biological life อย่างนี้, ไปเรียน biology คุณก็รู้ว่าชีวิตนั้น คืออะไร ? ก็รู้เพียงแต่ความสดชื่นของ protoplasm ที่มีอยู่ใน เซลล์ ๆ หนึ่งก็เรียกว่ามีชีวิต ; อย่างนี้ไม่ใช่กรณีที่เรากำลังจะพูด. เพราะเรากำลังจะ พูดถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณซึ่งมองด้วยตาไม่เห็น ด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็ไม่เห็น ด้วยอะไร ก็ไม่เห็น ; มันต้องมองด้วยธรรมจักษุ จึงจะมองเห็น. การงานโดยตรงของชีวิตฝ่ายวิญญาณนี้มี definition ที่จะต้องจดจำไว้ให้ดี ๆ ; การงานโดยอ้อมก็มี, การงานของชีวิตโดยอ้อมก็มีมากอย่าง ; แต่ การงานโดยตรง ของชีวิต คือเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง แล้วให้วิญญาณนั้นแหละเดินไป. ชีวิตฝ่ายวัตถุยังมิใช่ชีวิต ; ช่วยจดจำให้ดี ๆ ว่าชีวิตฝ่ายวัตถุนั้น ยัง มิใช่ชีวิต. ชีวิตทาง biology ทางอะไรที่คุณรู้จักกันดีนั้น ยังมิใช่ชีวิต ; ฉะนั้น ขอให้รู้จักชีวิตให้ดี ๆ ให้ถูกต้อง ซึ่งต้องเป็นเรื่องชีวิตทางวิญญาณ. ชีวิตทางวัตถุเป็น เรื่องที่จะไม่ช่วยอะไรให้แจ่มแจ้งได้ ไม่เข้าถึงส่วนลึก หรือส่วนหัวใจของตัวชีวิต มัน เป็นชีวิตเปลือก ; ร่างกายนี้มันเป็นเปลือก จิตใจเป็นเนื้อใน. ชีวิตทางร่างกายนั้น ก็น่าหวัว น่าสงสาร ; ชีวิตทางจิตใจ ทางภายในนั้น เป็นตัวชีวิตจริง, แล้วเลย
น.238 ไปถึงที่สุด ก็เป็นเรื่องของสติปัญญา ของความดับทุกข์ ประเสริฐสูงสุดอยู่ในสติปัญญา · ที่มีอยู่ในตัวชีวิต ; นั่นแหละคือชีวิตจริง. คำสอนในศาสนาคริสเตียน ในคัมภีร์ไบเบิลที่พระเยซูสอนตอนหลังนี้ก็ว่า "จงสละชีวิตแล้วก็จะได้ชีวิต" ; นี้พวกคุณก็จะพูดว่า โอ๊ย, บ้าแล้ว พูดผิด logic แล้ว "สละชีวิตแล้วก็จะได้ชีวิต" อย่างนี้ คนก็ว่ามันผิด logic ผิดคณิตศาสตร์ ผิดอะไร ไปหมด. นี่เพราะเขาพูดภาษาวิญญาณ จึงถูกที่สุด "สละชีวิตง่าย ๆ โง่ ๆ ที่คนธรรมดา รู้จักนั้นเสีย แล้วก็จะได้ชีวิตที่แท้จริง" ที่เป็นความมุ่งหมายของพระเจ้า หรือของศาสนา, สละชีวิตฝ่ายวัตถุฝ่ายร่างกายนี้ อย่าไปบำรุงบำเรอมัน. อย่าไปบำรุงบำเรอเนื้อหนัง หรือ เรื่องกามารมณ์ หรือ เรื่องกิน เรื่องถาม เรื่องเกียรติ ซึ่งเป็นชีวิตฝ่ายวัตถุนั้น ; ให้สละเสีย แล้วจะได้ชีวิตฝ่ายวิญญาณ ที่มีความสุขจริง มีอะไรจริง ๆ กว่าทั้งนั้น. นี่จำคำนี้ไว้คิดไว้นึกดูบ้าง "ให้สละชีวิตเสียแล้วก็จะได้ชีวิต" แล้วอธิบาย อย่างไรไม่ผิด logic ไม่ผิดคำนวณของคณิตศาสตร์ หรือสังขยศาสตร์ของปรัชญา ถ้าไม่ อย่างนั้นเราจะโง่กว่าพวกคริสเตียน "สละชีวิตเสียแล้วจะได้ชีวิต" เข้าใจไหม ? ทบทวนไว้อีกทีหนึ่งว่า ชีวิตนี้มีหลายชั้น : ชีวิตของพืช ต้นหญ้า ต้นบอน พืชพันธุ์นี้มันก็มีชีวิต เรียกว่าชีวิตของพืช, แล้วก็ชีวิตของสัตว์ เช่นสุนัข เช่นแมว เช่นนก เช่นอะไรต่างๆ นี้ ก็เหมือนชีวิตของสัตว์, แล้วก็มาถึงชีวิตของคน คนโง่ ๆ, แล้วก็มาถึงชีวิตของมนุษย์ คือคนที่มีใจสูง มีสติปัญญา ; นี้ก็ยังไม่ใช่ชีวิตที่น่าเสน่หา อะไร. ชีวิตอันสุดท้ายคือ ชีวิตของธรรม ชีวิตของพระธรรม หรือตัวพระธรรม ; นั่นแหละเป็นชีวิต.
น.239 ไหนก็พูดถึงเรื่องคริสเตียนกันแล้ว ก็อยากจะพูดอีกเรื่องหนึ่ง : รูปภาพ ที่วางอยู่ตรงโน้น ไปดูกันบ้าง. นั่นแสดงชีวิตที่มีตามเรื่องในคัมภีร์ไบเบิล เมื่อพระเยซู ไปทำความเพียรอยู่ในที่สงัด ไม่ได้รับประทานอาหารมานานหลายวัน หลายสิบวัน ; มารก็เข้ามาบอกพระเยซูว่า อ้าว, ก็เป็นบุตรพระเจ้าทั้งที ก็ต้องเสกก้อนหินเหล่านี้ ให้มันเป็นอาหารขึ้นมาซิ เป็นขนมปัง. พระเยซูก็ตอบว่า "ชีวิตมิได้อยู่ด้วยขนมปัง" , ขนมปังหมายถึงข้าวปลาอาหาร ; แต่ชีวิตอยู่ได้ด้วยพระธรรม ของพระเจ้า. นี่มอง คนละแง่ : ความรู้สึกฝ่ายต่ำ มันมองข้าวปลาอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต, ชีวิต ฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายสูง มองธรรมะในฐานะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต. คุณเป็นพวกไหน ? หรือว่ากำลังอยากจะมีชีวิตชนิดไหน ? ก็ลองถามตัวเองดู ทดสอบตัวเองดู. ชีวิตที่สมบูรณ์ต้องเป็นภาวะที่ปราศจากทุกข์สิ้นเชิง นี้เราก็จะมีชีวิตสูงสุด ที่กำลังจะพูดกันนี้ คือชีวิตของธรรม หรือมีธรรมะ เป็นชีวิต มีธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต อะไรก็เกี่ยวกับธรรม ในทางฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณ ทั้งนั้น. นี้ดูให้ดีอีกนิด ก็จะเห็นว่า การทำให้มีชีวิตนั่นแหละคือการงาน, การทำให้มีชีวิตชนิดที่ว่านี้ นั่นแหละคือการงาน คือการงานของชีวิต ; เลยพูดได้ โดยหลักทั่วไป เป็นหลักทั่วไปว่า "ชีวิตนั้นคือการงาน การงานนั้นคือชีวิต". ถ้าปราศจากการงานแล้ว ชีวิตไม่มี : ชีวิตทางโลก ๆ ก็มีการงานอย่างโลก ๆ, ชีวิต สูงสุดทางวิญญาณก็มีการงานทางวิญญาณ ; เรามีการงานทั้งอย่างต่ำและอย่างสูง ทั้ง อย่างวัตถุและอย่างนามธรรม ทั้งทางกาย ทั้งอย่างทางกาย ทั้งอย่างทางจิตหรือวิญญาณ. ชีวิตคือการงานเป็นอย่างนี้.
น.240 ทีนี้ เครื่องมือที่จะวิเศษประเสริฐที่สุด ก็คือ เครื่องมือที่ทำให้การมีชีวิต ของเรานี้สมบูรณ์ ; เครื่องมือที่จะทำให้การมีชีวิตของเราสมบูรณ์ คือไปถึงจุดหมาย ปลายทาง. นี่เลยเป็นเครื่องมือพิเศษที่ต้องสนใจกันให้ดี เมื่อพูดถึง เครื่องมือ ในที่นี้ เราหมายถึง สิ่งที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ ; การมีชีวิตสมบูรณ์นั้น คือ ยอดสุดของงาน. ชีวิตที่สมบูรณ์ ให้บทนิยามว่า ถึงจุดหมายปลายทางของความรู้และการ งาน คือมันไปถึงจุดหมายปลายทาง ของวิชาความรู้และการงาน ; นี่ก็คือนิพพาน. เลิกเข้าใจนิพพานว่าเป็นของครึกระกันเสียที, เลิกเข้าใจนิพพานว่าเป็นของอยู่ไกลสุดเอื้อม ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะถึงได้กันเสียที ; ให้รู้จัก นิพพาน ในฐานะที่ว่า เป็นการถึงจุดหมาย ปลายทางของความรู้และการงาน. พวกคุณเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย นี้ก็คลุกคลี ระคนอยู่ด้วยความรู้ ; แต่เมื่อไรถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้งหลายของมนุษย์ เมื่อนั้นถึงนิพพาน ซึ่งถึงที่สุดของความรู้. ที่ปรุงเป็นการงานมันก็เนื่องกับความรู้ พูดว่าความรู้ก็พอ เพราะ ความรู้ก็เพื่อการงานต่อไป การงานก็เพื่อผลของการงาน ; ฉะนั้น ที่สุดของความรู้ ก็ไปอยู่ที่ที่สุดของการงาน ก็คือผลของการงาน ในที่นี้เราเรียกว่า นิพพาน - ภาวะที่ ปราศจากความทุกข์โดยประการทั้งปวง, เป็นมนุษย์ผู้ถึงที่สุด ที่มนุษย์ควรจะไปถึง เป็นมนุษย์ที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เครื่องมือวิเศษมันทำให้มนุษย์เป็นอย่างนี้, รู้จักเครื่องมือในลักษณะอย่างนี้ เครื่องมือถึงชีวิตสมบูรณ์คือพระธรรม ทีนี้ ก็ได้พูดมาแล้วตามลำดับว่า เราต้องการเครื่องมือ เครื่องมือนั้นเป็น เครื่องมือทางวิญญาณ เครื่องมือทางวิญญาณนั้นก็คือพระธรรม ; พระพุทธเจ้าเป็น
น.241 ผู้มอบให้ซึ่งเครื่องมือนี้ สำหรับเราจะมีเป็นคู่มือ แล้วก็พันผ่าไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง. พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้เครื่องมือ, เครื่องมือคือพระธรรม, ผู้ใช้เครื่องมือคือพระสงฆ์ : เป็นพระสงฆ์ที่กำลังใช้เครื่องมืออยู่ก็มี, ใช้เครื่องมือสำเร็จแล้ว, เสร็จเรื่องหน้าที่ การงานไปแล้วก็มี สมมติสงฆ์ เขาเรียกกันอย่างนั้น น่าละอายมากที่กำลังไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกี่ยว กับเครื่องมือ ใช้ก็ไม่เป็น; นี่เป็นสมมติสงฆ์. สมมติให้สักทีว่าเป็นพระสงฆ์, นี่เขา เรียกกันมาแต่เดิมอย่างนี้ มีเหตุผลที่จะเรียกอย่างนั้น. ถ้าใช้เครื่องมือถูกต้องอยู่ จน กระทั่งใช้เครื่องมือสำเร็จแล้ว ก็เป็นพระอริยสงฆ์ : นี่พระสมมติสงฆ์ก็คือพระสงฆ์ ดิบ ๆ raw material ยังทำไม่ได้ ; ถ้าผลิตเป็นของสำเร็จตามความประสงค์ขึ้นมาแล้ว • ก็เป็นพระอริยสงฆ์. ฉะนั้น ธรรมะนี้ก็จะผลิตคนที่ ไม่เป็นพระสงฆ์ ให้เป็นพระสงฆ์, คนที่ไม่ดับทุกข์ให้มันดับทุกข์ ขอให้นึกถึงพระรัตนตรัยในลักษณะอย่างนี้ สำหรับเรื่องที่เรากำลังพูด : พระพุทธเจ้าเป็นผู้มอบให้ซึ่งเครื่องมือ, เครื่องมือคือพระธรรม, พระธรรมเป็น เครื่องมือทำลายกิเลสและความทุกข์, เราทุกคนเป็นพระสงฆ์ รับเครื่องมือนั้นมา เพื่อ จะใช้ตามวัตถุประสงค์อันนั้น. ถ้าเหลวไหลก็ไม่เป็นพระสงฆ์ แล้วก็ไม่มีพระพุทธเจ้า แล้วก็ไม่มีพระธรรม แล้วเสียเวลาที่จะพูด ทำวัตร สวดมนต์อยู่ทุกเช้าทุกเย็น ถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ซึ่งเราไม่มี หรือไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย ; พูดแต่ปาก หลับตาพูดไปก็ได้ เหมือนกับนกแก้วนกขุนทอง เหมือนกับจานเสียง เปิดขึ้นก็ดัง อย่างนี้. ต้องรู้จักเลือกใช้ธรรมะมาเป็นเครื่องมือ พระธรรมในฐานะเป็นเครื่องมือนั้น ; เอาละ, ย้อนระลึกไปถึงที่พูดแล้วว่า ธรรมะมีหลายแง่หลายมุม. เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันในมุมของเครื่องมือ พระธรรมในฐานะ
น.242 ๒๑๘ เป็นปริยัติ มีตั้ง ๘๔,๐๐๐ ข้อ ; จัดไว้เป็นหมู่หมวด มีชื่อต่าง ๆ กันมากชื่อ. ถ้า ออกชื่อให้ฟัง คงจะแปลกหูสำหรับพวกคุณตามเคย. ธรรมะที่มีชื่อว่า อิทธิบาท บางทีจะเคยได้ยิน ได้ฟังมาบ้างแล้วในวิชา ศีลธรรม ; ส่วนธรรมะที่มีชื่อว่า โพชฌงค์ นั้น เห็นจะยังเลย. พวกครูบาอาจารย์ชั้นที่ สมมติกันว่าเป็นนักปราชญ์ ก็ยังพูดว่าโพชฌงค์นี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับชาวบ้าน, ไม่ใช่ เรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ธรรมดา. นั่นเพราะไม่รู้จักโพชฌงค์ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับ คนทุกคน แม้แต่ชาวบ้าน แม้แต่จะทำไร่ทำนา จะเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย. เราจะได้ พิจารณากันต่อไป. พิจารณาเครื่องมือหมวดที่ชื่อว่า พละหรืออินทรีย์ ธรรมะที่ชื่อว่า พละ หรือ อินทรีย์ ชื่อเป็นภาษาต่างประเทศสำหรับคุณ มีอยู่ ๕ อย่าง : ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ; นี่ชื่อภาษาต่างประเทศ คือภาษา อินเดีย เป็นภาษาบาลี. นี้เรามาทำให้เป็นภาษาไทยให้เข้าใจได้ง่ายๆ พละ แปลว่า กำลัง, อินทรีย์ แปลว่า สิ่งสำคัญ หรือ เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ. พละ - กำลัง หรือ อินทรีย์ - เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ นี้มีอยู่ ๕ ข้อ ศรัทธา - ความเชื่อ วิริยะ - ความเพียร สติ - ความระลึกได้ สมาธิ - ความเป็นสมาธิ ปัญญา - ความรอบรู้ ; นี่เขาก็ พูดกันอย่างนี้. เขาก็สอนกันอย่างนี้ ในโรงเรียนนักธรรม ก็ให้ท่องไว้ ให้จำไว้เสีย มากกว่า ที่จะมองให้เห็นตัวจริงนี้. ถ้าเราจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ดี เราก็ต้องมองไปจากที่ว่า เราจะต้องมี การเดินทาง ของชีวิต แล้วเรา จะเอาอะไรเป็นกำลังสำหรับเดินทาง ? นี้เราจะเอา ศรัทธา คือ
น.243 ความแน่ใจ, แล้วเราเอา วิริยะ คือ ความกล้าหาญ, เอา สติ คือ ความที่รู้สึกตัว ลืมหู ลืมตาอยู่เสมอ, เอา สมาธิ คือ ความทรหดหนักแน่นมั่นคง, เอาปัญญา คือ ความรอบรู้ ในเรื่องที่เรากำลังกระทำอยู่. คำแปล เหล่านี้ แปลโดยความหมาย ไม่ใช่แปลตามตัวหนังสือ, แปล ตามความหมายโดยตรง เพื่อให้พวกคุณเข้าใจได้ง่าย ๆ ทันที แล้วถูกตรงตัวจริงของมัน :- ศรัทธา คือ ความแน่ใจ เชื่อตัวเอง ไว้ใจตัวเอง ; นี่เราเรียกสั้น ๆ ว่า ความแน่ใจ. เราก็มีศรัทธาก่อนที่เราจะทำอะไร จะเรียนหนังสือ หรือจะทำการงาน หรือจะทำอะไรก็ตาม โดยเฉพาะที่จะเดินทางไกลนี้ ต้องมีความแน่ใจ คือศรัทธา. · ต้องมี วิริยะ - ความเพียรกล้า มีความกล้า ; วิริยะนี้มีความหมายเป็นความ กล้า, แล้วก็มีความเพียรที่กล้าหาญ ถ้าไม่กล้าแล้วเราจะทำอะไรได้. จะทำอะไรก็ตาม เราต้องมีความกล้าในการที่จะทำสิ่งนั้น ; ยิ่งเดินทางไกลในป่าในดง ถ้าขี้ขลาดแล้วจะ เดินไปอย่างไรได้. เราต้องมีความรู้สึกที่รอบคอบไม่สะเพร่า ที่เรียกว่า สติ - ความรู้สึกตัว รู้สึก อะไรสุขุมรอบคอบไม่สะเพร่าอยู่เสมอ ; นี่เขาเรียกว่าสติ. เช่นเราจะเดินไปในป่า ในดง ไปทางไกล อย่างนี้ ต้องไม่ลืมตัว หรือเรียกว่าลืมตาอยู่เสมอก็ได้ คือดูอะไร ให้เห็นชัดรอบคอบอยู่เสมอ ไม่เผลอ ไม่โง่ ไม่ฟั่นเฟือน. สมาธิ คือ ความทรหดอดทนในทางใจ ; จิตเป็นสมาธิตั้งมั่น มีความ ทรหดในการต่อสู้ ในการบากบั่น อย่างนี้ก็เรียกว่า สมาธิ. เช่นการเดินทางไกลนี้ ต้องทรหด หมายความว่ามีกำลังจิตสมบูรณ์เต็มที่.
น.244 อันสุดท้ายก็คือ ปัญญา - ฉลาด รอบรู้; ไม่ฉลาดก็ไปตายที่ตรงนั้น, ตายที่ ตรงกลางทางเดิน จะไปตายเสียมากที่นั้น ถูกหลอกลวงบ้าง หรือว่าถูกทำอันตรายเสียบ้าง เขาฆ่าตายเสียบ้าง เพราะไม่มีปัญญา. ถ้าสมมติว่าคุณจะ เล่าเรียน ให้จบปริญญามหาวิทยาลัย ก็เหมือนการเดินทาง ชนิดหนึ่ง จะเป็นทางกายหรือทางวิญญาณ ก็ไปคิดดูเองก็แล้วกัน. การเล่าเรียนเพื่อ ให้ถึงที่สุดของหลักสูตรที่เราต้องการจะเรียนนี้ มันก็เหมือนการเดินทาง ; ฉะนั้น คุณก็ ต้องมีกำลัง ๕ อย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ : มีความแน่ใจ มีความกล้าหาญ มีความสำนึก ฅนอยู่เสมอ มีความทรหด ก็มีความรอบรู้ เกี่ยวกับการเรียน เกี่ยวกับวิธีเรียน เกี่ยวกับ การแก้ไขอุปสรรค เกี่ยวกับการเรียนโดยตรง มันก็สำเร็จ. เครื่องมือในฐานะที่เป็นกำลังนี้ ผลักดันไปให้สำเร็จได้ ; ๕ อย่างนี้จะ เรียกว่ากำลัง หรืออินทรีย์ ; อินทรีย์ แปลว่า เรื่องสำคัญ หรือเรื่องใหญ่, พละ แปลว่า กำลัง. เรามีกำลังสำคัญครบทั้ง ๕ ประการแล้ว ก็เรียนสำเร็จ ; การเรียน ให้ได้รับปริญญานี้ ก็เป็นของง่าย ๆ กลัวแต่ว่าจะไปเหลวไหล แล้วไม่มีกำลังเหล่านี้ มันก็ยาก ก็สอบตกแล้วตกอีก เพราะไม่มีกำลังหรือเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าได้ประทานไว้. นี่ลองไปปรับปรุงแก้ไขกันเสียใหม่ในเรื่องส่วนการศึกษาเล่าเรียน แล้วก็เอาไปปรับปรุง สำหรับใช้ให้เต็มที่ ในเรื่องที่ชีวิตนี้มันจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่สุดที่มนุษย์ ควรจะไปให้ถึงได้ เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ นี่เรียกว่า กำลังเพื่อการเดินทาง เรียกว่า พละหรืออินทรีย์ เป็นธรรมะหมวดหนึ่ง คือกำลัง.
น.245 พิจารณาเครื่องมือหมวดอิทธิบาท ทีนี้ก็มาถึงหมวดอิทธิบาท มีชื่อว่า อิทธิบาท นี้ เป็นเครื่องมือให้เกิดฤทธิ์ แปลตามตัวมันว่าอย่างนั้น : อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์, บาท แปลว่า รากฐาน หรือ เครื่อง ให้งอกงามขึ้นมา ; อิทธิบาท แปลว่า เครื่องมือให้เกิดฤทธิ์ขึ้นมา, ฤทธิ์ นั้นคือ ความสำเร็จ หรือเครื่องให้ถึงความสำเร็จ เรียกว่าฤทธิ์ ; อิทธิบาทคือฤทธิบาท, ฤทธิบาทก็ว่ารากฐานของความสำเร็จ เป็นเครื่องมือให้เกิดความสำเร็จ มีอยู่ ๔ อย่าง : ก็คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ คำนี้มันค่อยคุ้นหูหน่อย, แล้วพูดกันอยู่บ่อย ๆ. เราก็มีโอกาสที่จะได้ยิน แต่ว่าอาจจะยังไม่เข้าใจถึงที่สุด แม้แต่ความหมายของคำว่า อิทธิบาท เครื่องให้เกิดฤทธิ์ ความสำเร็จมาจากอิทธิบาท ๔ อย่างนี้. ฉันทะ แปลกันว่า พอใจ, วิริยะ แปลว่า ความเพียร, จิตตะ แปลว่า ความเอาใจใส่, วิมังสา แปลว่า สอดส่อง ในโรงเรียนนักธรรมเขาแปลกันอย่างนี้, นี่ก็ ยังเป็นภาษาที่ต้องการคำอธิบาย อยู่นั้น. นี้ผมจะแปลให้คุณ ให้เป็นภาษาไทยมากกว่านั้น ฉันทะ แปลว่า ความสมัคร จะทำ, วิริยะ แปลว่า ความเพียรกล้า, พยายามกล้า, จิตตะ แปลว่า จดจ่อ, วิมังสา แปลว่า วิจัย. คำว่าวิจัยมันคุ้นหูพวกคุณ ในสมัยนี้มากอยู่แล้ว ใช้คำว่าวิจัยก็แล้วกัน ตรงตามศัพท์ในภาษาบาลีด้วย ; วิมังสาในที่นี้หมายถึงวิจัย ; ว่าอีกที ว่ามี ฉันทะ - ความ สมัครจะทำ, วิริยะ - มีเพียรกล้า จิตตะ - มีความจดจ่อ, วิมังสา - การวิจัย. ทีนี้แนะให้สังเกตว่า เดี๋ยวนี้เอาวิจัยมาไว้ข้างหลังสุดท้าย อาจจะมีคนค้านว่า โอ๊ย, เดี๋ยวนี้เขาต้องวิจัยกันก่อนนี่ เขาจึงจะทำ ; นั่นแหละคือความไม่สำเร็จ. ใน
น.246 ๒๒๒ หลักธรรมะ นี้เราอยากจะพูดว่า ต้องมีวิจัยอยู่ตลอดเวลา ; วิจัยล่วงหน้าครั้งเดียวนั้น ยังโง่มาก วิจัยสำหรับวางโครงการละก็ได้ ; แต่ว่าเมื่อทำไปตามโครงการ กำลังทำอยู่ ก็ต้องวิจัยอยู่ด้วย เพราะมันมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นมาเรื่อยไปเลย ตลอดเวลาเลย. ฉะนั้น วิจัยนั้นควรจะทำตลอดเวลา และควรจะอยู่รั้งท้ายเสมอไป จะต้องแก้ไขอุปสรรคที่ผุด ขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเรื่อยไป. การทำงาน ครั้งแรกเรามีความสมัครจะทำ รักจะทำ รักการงานเป็นชีวิตจิตใจ ก็รักสิ่งที่จะต้องทำเดี๋ยวนี้เป็นชีวิตจิตใจ ; อย่างนี้เรียกว่า ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ ยิ่งกว่ารักกิน รักกาม รักเกียรติ. พูดกันอย่างนี้ดีกว่า : มีฉันทะ - พอใจในสิ่งที่จะ กระทำ, แล้วมีวิริยะ - มีความกล้าหาญในการทำ คือบากบั่นรุดหน้าเรื่อยๆ แล้วก็มี จิตตะ - จิตตะนี้แปลว่าคิด คือจดจ่อคิดถึงอยู่เรื่อย ให้จิตมันกำหนดอยู่ที่นั่นอยู่เรื่อย เป็นการจดจ่อของจิตอยู่ที่นั่น, แล้วก็มีการวิจัยอยู่ตลอดเวลา อันดับ ๑. ถ้าเราสมัครจะทำ คือมีฉันทะ งานยากก็เป็นงานง่าย. เดี๋ยวนี้ รู้สึกอะไร ยากไปเสียหมด เพราะใจไม่สมัคร ใจขี้เกียจ ใจมันอยากจะเหลวไหล อยากจะไปเล่น ไปพักผ่อน ; แต่พร้อมกันนั้น ใจมันก็อยากจะได้เงิน เป็น conflict ที่ขัดขวางกันอยู่ในตัวเอง. คนขี้เกียจแสนจะขี้เกียจ ก็อยากได้เงิน, แม้อยากได้เงิน ก็ยังขี้เกียจ ; นี่คือสิ่งที่ได้มีอยู่จริง แม้ในหมู่นักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะที่มันบังคับ ตัวเองไม่ได้. นี้ไม่มีฉันทะ อิทธิบาทอันแรก มีแต่ปาก มีแต่หลอกพ่อแม่ ว่า อยากเรียน ; แต่ใจจริงอยากเล่น อยากเป็นเจ้าชู้ อยากจะสำรวยสำราญอะไรต่าง ๆ. ขาดฉันทะไปเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว เรื่องง่ายก็กลายเป็นเรื่องยาก เรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็น เรื่องภูเขาเลากา ; เห็นว่าเรียน ๔ ปีนี้ลำบากจะตายอยู่แล้ว. ถ้ามีอิทธิบาทแล้ว เรียน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็เป็นของเล็กนิด ๆ เดียว. ขอให้มีฉันทะนี้ให้ถูกต้องตามความหมาย
น.247 ก็จะพูดได้ว่า งานนั้นมันสำเร็จเข้าไปตั้งครึ่งแล้ว, ถ้ามีความพอใจอันแท้จริงนี้ งานนั้น สำเร็จเข้าไปตั้งครึ่งแล้ว ยังไม่ทันลงมือทำสักที. อันดับ ๒. กล้า ทำ พยายามทำโดยวิริยะ นี้ก็หล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ; ถ้ามีฉันทะก็จะมีวิริยะ ฉันทะจะหล่อเลี้ยงวิริยะให้สนุกในการทำ หรือกล้าในการทำ. เดี๋ยวนี้เราไม่สนุกในการทำ ทำด้วยความจำใจบ้าง หรือว่าไม่รู้จะทำอะไรบ้าง ; ความ อยากได้เงินนั้นแหละมันจูงใจให้ทำ ไม่ใช่มันรักงานรักการรักหน้าที่ แล้วจูงใจให้ทำ เพราะว่าเขาเป็นคนทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่องาน ฉันทะวิริยะมีอย่างหลอกลวง อย่างของกิเลส ไม่ใช่อย่างของพระธรรม. ถ้ามี ฉันทะอย่างเป็นธรรม มีวิริยะ อย่างเป็นธรรม ก็ทำงานเพื่องาน. อันดับ ๓. ความจดจ่อ นี้ สำคัญมาก ; อย่าดูถูกว่าเราเป็นผู้จดจ่อ เรา มันยังเหลวไหลอยู่คือไม่จริง เรียนตามสบาย เรียนตามสะดวก หรือว่าทำไปตามสบาย, การจดจ่อมีน้อย น้อยคนที่จะมีความจดจ่อโดยนิสัยสันดาน เพราะว่ายังทำได้จริงมากกว่า นั้นอีกมาก เท่าที่เราจริงกันอยู่แล้วนี้ ยังน้อย ยังจริงได้มากกว่านั้นอีกมาก ไปวิจารณ์ ตัวเองในเรื่องความจดจ่อนี้ดูให้ดี. อันดับ ๔. วิจัย วิจารณ์วิจัยนี้มันอย่างเดียวกัน วิจัยฉันทะ วิจัยวิริยะ วิจัยจิตตะ ของตัวเองอยู่ ตลอดเวลา ว่าจริงหรือยัง ? แล้วก็มา วิจัยอุปสรรค ต่าง ๆ ที่มัน เกิดขึ้นทุกขณะที่เราทำ เราจะแก้ไขให้มันลุล่วงไปได้อย่างไร ; ฉะนั้น การที่เอาวิจัยมา ไว้ข้างหลังนี้ ผมว่าถูกที่สุด สมกับที่ว่า "ครูของเราเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง" ; เอาวิจัยมาลากไว้ข้างท้าย หมายความว่าต้องมีแต่ต้นจนปลาย. คนสมัยนี้เขาจะวิจัยกัน ประเดี๋ยวประด๋าว เพื่อวางโครงการเท่านั้น แล้วก็ไม่มีวิจัยอีก ; นั้นแหละคือทางของ
น.248 ๒๒๔ ความล้มละลาย. วิมังสา แปลว่า สอดส่องก็จริง กิริยาก็คือว่าวิจารณ์วิจัยให้แจ่มแจ้ง, ให้ปราศจากความคลุมเครือ ปราศจากตัณหา ปราศจากอะไรอยู่เสมอ ; เหมือนกับว่า มีหน้าที่แก้ไขอุปสรรคตลอดกาลตลอดเวลา ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่า มีหวังที่จะสำเร็จ. สิ่งที่เรียกว่าอิทธิบาทนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ต้องการอะไรก็ได้" ; อย่าว่าแต่ไปโลกพระจันทร์ ต้องการความไม่ตายตามกำหนดเวลา ที่จะมีชีวิตอยู่สักกัปป์ สักกัลป์หนึ่งก็ได้. นี่จะพูดเป็นความหมายอย่างไรก็ไปคิดดูเถอะ แต่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้อย่างนั้น. ถ้าใครคนหนึ่งเกิดต้องการจะมีชีวิตอยู่สักกัปป์หนึ่ง ก็ใช้เครื่องมือนี้ ที่เรียกว่า อิทธิบาทนี้ ; แต่ต้องทำให้ถูก ทำให้เต็มที่ ทำให้ถึงขนาดนั้น แล้วก็จะอยู่ได้. แปลว่าการค้นคว้า การแก้ไข การอะไรต่าง ๆ นี้ ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ตั้งกัปป์หนึ่งนั้น ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่สามารถจะใช้อิทธิบาทนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยมีผลขึ้นไม่ได้. หรือว่า กัปปีหนึ่งกัลป์หนึ่งจะมีความหมายทำนองว่า ทำประโยชน์ได้มากเท่ากับมีชีวิตอยู่กัปป์ หนึ่งกัลป์หนึ่งก็ได้เหมือนกัน. เรามีชีวิตอยู่อย่างมากร้อยปีนี้ แต่เราจะทำชีวิตนี้ให้มีค่า มีประโยชน์มากเท่ากับว่า เรามีชีวิตอยู่ตั้งกัปป์ตั้งกัลป์หนึ่งก็ได้ ; โดยอาศัยอิทธิบาทนี้ จะทำให้ทำอะไรได้มากกว่าธรรมดาหลายร้อยเท่า หลายพันเท่า หลายหมื่นหลายแสนเท่า นี่คือมีชีวิตอยู่ตั้งกัปป์ตั้งกัลป์. รู้จักอิทธิบาทกันเสียบ้าง แล้วก็อย่าทำเล่นกับอิทธิบาท ; ที่แล้วมามันโลเล เหลาะแหละ เหลวไหล ทำเล่นกับอิทธิบาท ; ฉะนั้นการเรียนก็ไม่สำเร็จ การอะไร ก็ไม่สำเร็จ, การเดินทางของชีวิตก็ไม่สำเร็จเพราะเหตุนี้. นี้เรียกว่ากลุ่มอิทธิบาท เครื่องมือให้เกิดฤทธิ์ คือความสำเร็จ.
น.249 พิจารณาเครื่องมือ หมวดโพชฌงค์ ทีนี้ เอามาอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ ๓ ที่ออกชื่อว่า โพชฌงค์ เดี๋ยวจะได้ยินเป็น ว่า ภุชงค์แปลว่าพญานาค. โพชฌงค์ แปลว่า องค์แห่งโพชณะ, โพชณะ คือ ความรู้หรือการตรัสรู้. ความรู้ที่ถึงขั้นสูงสุด เขาเรียกว่าการตรัสรู้ : ความรู้เด็กเล่น ความรู้เด็กอมมือ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนี้ ไม่เรียกว่าโพชฌะ, ไม่เรียกว่าโพธิ ; โพธิ คือ โพชณะ โพชณะ คือโพธิ. โพชฌงค์ - องค์แห่งโพธิ ก็คือ องค์แห่งความ สำเร็จ, สำเร็จคือมรรคผล มรรคผลคือสำเร็จ. สำเร็จมรรคผล, สำเร็จโพธิญาณ นี่เราก็พูดกันว่า ทำอะไรให้สำเร็จเป็นมรรคเป็นผล. มรรคผลในที่นี้คือความสำเร็จ นั่นเอง ; ฉะนั้น โพชฌงค์ก็คือองค์แห่งความสำเร็จ, สำเร็จมรรคผล สำเร็จโพธิญาณ สำเร็จไปแต่ต้นจนปลายเลย. ที่ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ พระบาลีโดยตรงนี่ สำเร็จโพธิญาณ สำเร็จมรรคผล. แต่เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่า "มรรคผล" นี้ มาใช้แม้แก่การงานทั่วไป : ทำนา ก็ทำให้เป็นมรรคเป็นผล, ค้าขายอะไรก็ให้เป็นมรรคเป็นผล, ให้พรลูกหลานก็ทำอะไร ให้เป็นมรรคเป็นผล ; หมายความว่า ให้สำเร็จ. เมื่อคำว่ามรรคผลมาเป็นชื่อของ ความสำเร็จทุกอันดับอย่างนี้แล้ว ; โพชฌงค์ก็ใช้ได้ทุกอันดับเช่นเดียวกับเรื่องอิทธิบาท นั่นแหละ : ใช้ทำนาก็ได้ ค้าขายก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ; ฉะนั้นโพชฌงค์ก็เหมือน กันอีก จะใช้ได้ทุกเรื่องทุกราว. ธรรมะเหล่านี้ที่ออกชื่อมา พละ ก็ดี อินทรีย์ ก็ดี อิทธิบาท ก็ดี โพชฌงค์ ก็ดี ใช้ได้ทุกกรณีของมนุษย์ นับตั้งแต่เรื่องปากเรื่องท้อง ไปจนถึงเรื่องจิต เรื่องทางวิญญาณ เรื่องมรรค ผล นิพพาน ขอให้ฟังให้เข้าใจด้วย.
น.250 ๒๒๖ โพชฌงค์ - องค์แห่งความสำเร็จ มีอยู่ตั้ง ๗ : สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ บีติ บัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ; ถ้ายังไม่เคยฟังเลย ก็ต้องจดต้องจำหัวข้อนี้ไว้ให้ดี : สติ ธัมมวิจัย วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ สมาธิ แล้วก็อุเบกขา รวมเป็น ๗. ที่เขาแปลและสอนกันในโรงเรียนว่า สติ - ความระลึกได้, ธัมมวิจยะ - ความเลือกเฟ้นธรรม, วิริยะ - ความเพียร, ปีติ - ความอิ่มใจ, บัสสิทธิ - ความ สงบ หรือความรำงับ, สมาธิ - ความเป็นสมาธิ, อุเบกขา - ความวางเฉย ; นี่แปล ออกมาตามตัว อย่างนี้. คุณก็จะงงไปหมดว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ แล้วมันจะเกี่ยว ข้องกันอย่างไร นี่ก็ยังงง ๆ ไปหมด. นี้ผมจะแปลให้ใหม่ คอยฟังให้ดี ๆ จะว่า คำแปลในลักษณะที่มันเกี่ยว ข้องและสัมพันธ์กันก่อน :- ๑. สติ บัญญัติคำแปลว่า รวมรู้ รวบรู้ คือ รวมเอาความรู้ทุกอย่างมา ระลึกนึกถึง ทุกอย่างเลย ในบรรดาแง่ของวิชาการ แง่ของความรู้ ระลึกนึกมาให้หมด ; นี่เรียกว่าสติ ประหยัดถ้อยคำ ประหยัดเวลาว่า รวบรู้ หรือรวบเอาความรู้มา. ๒. ธัมมวิยะ นี่ก็แปลว่า เลือกเฟ้น, เลือกเฟ้นเอาแต่อันที่เราจะใช้ ประโยชน์ให้ได้ หรือว่าถ้ามันเกี่ยวข้องกันหลายอย่าง ก็เลือกว่า เอาอันนี้มาเป็นอะไร, เอาอันนี้มาเป็นอะไร, เอาอันนี้มาเป็นอะไร. เมื่อตะก็ได้พูดแล้วว่า ธรรมะทั้งหลายนั้น เป็นวิชาความรู้ก็มี เป็นเครื่องมือก็มี เป็นทัพพสัมภาระ material ก็มี, เป็นตัวการ ทำงานก็มี, เป็นผลงานก็มี. เมื่อสติมันรวบรู้ รวบเอาความรู้มาหมดแล้ว ก็มาเลือก
น.251 ว่าอะไรเป็นอะไร : อะไรเป็นตัวสัมภาระ, อะไรเป็นตัวเครื่องมือ, อะไรเป็นตัววิธีทำ ; นี่ก็คือธัมมวิจัย. เลือกเฟ้นมา จัดมอบหมายหน้าที่ให้ว่า อันนี้เป็นหน้าที่อย่างนี้ อันนี้ มันเป็นหน้าที่อย่างนี้, แล้วก็เลือกหน้าที่ที่สำคัญที่สุด เลือกเรื่องที่เราจะทำนั้น แล้วก็ เลือกอุปกรณ์ต่างๆ เครื่องมือต่าง ๆ ที่จะเอามาใช้นั่นแหละ. ๓. วิริยะ ก็คือ ลงมือทำ ทำจริง มีความกล้าทำ มีความพยายามพากเพียร บากบั่นทำ. ทำจริงนี้ ทำระยะยาว ทำยากลำบาก ต้องมีสิ่งหล่อเลี้ยงให้ทำไปได้ อันนี้ก็คือปีติ. ๔. ปีติ เรียกอีกทีว่า ความอิ่ม, ความอิ่มหมายถึงสันโดษ ; ฉะนั้น ทำได้เท่าไร ก็อิ่มใจเท่านั้น, ทำได้เท่าไรอิ่มใจเท่านั้น ; นี่คือปีติ ก็หล่อเลี้ยงความ เหน็ดเหนื่อย ไม่ให้เหน็ดเหนื่อย หล่อเลี้ยงความไม่เหลวไหล หล่อเลี้ยงอะไรไว้เรื่อย. เอ้า, พูดซ้ำกันอีกทีว่า ตัวอย่าง ผมอยู่ที่นี่ ใครมาถามว่าเมื่อไรตึกนี้จะเสร็จ ผมบอกว่าเสร็จทุกวัน. คุณไม่เห็นหรือ ? มันเสร็จทุกวัน เสร็จเป็นประจำวัน : วันนี้ เราต้องการทำเท่านี้ เราก็ทำเท่านี้ เสร็จแล้วก็อิ่มอกอิ่มใจ มีกำลังใจสำหรับจะทำ วันรุ่งขึ้น. วันรุ่งขึ้นก็เสร็จอีก, มันก็อิ่มอกอิ่มใจสำหรับที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจทำวันรุ่งขึ้น. นี้อื่มทุกวัน เสร็จทุกวัน ; นี้คือปีติคือสันโดษ ที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงวิริยะ. ถ้าคุณจะเรียนหลักสูตร ๔ ปี แล้วคุณไม่รู้จักอิ่มทุกวัน คุณก็หิวเป็นเปรต คือหิวต่อการสอบไล่ได้นี้ หิวอย่างเปรต ; แต่ถ้าคุณรู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้เรียนได้เท่านี้ วันนี้ก็ได้เท่านี้ ก็พอใจ เพิ่มขึ้นทุกวัน สำเร็จทุกวัน มีบีติทุกวัน ก็เรียนไปด้วยความ อิ่มอกอิ่มใจ ไม่มีความหิว ไม่มีความกระหาย ไม่มีวิตกกังวลที่ทำให้นอนไม่หลับ
น.252 ๒๒๘ เตกิฉกธรรม ปีติคือความอิ่ม อิ่มอะไรก็ตาม เรียกว่าปีติได้ทั้งนั้นแหละ แต่ในที่นี้หมายถึงอิ่มใจ หล่อเลี้ยงวิริยะ คือความพากเพียร ความกล้าหาญ. ๕. ปัสลัทธิ พอมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เรียกว่ามีความรำงับ คือทุกอย่างเข้ารูป เข้ารอย. เมื่อก่อนนี้มันยังเกะกะเก้งก้างกันอยู่ ในการงาน การกระทำ สติปัญญา วิชา อะไรมันเกะกะเก้งก้างขัดขวางกันอยู่ ; ถ้าคุณทำมาได้ถึงขั้นนี้ คือขั้นที่ ๕ ที่เรียก ว่าบัสสัทธินี้ มันเข้ารูป ไม่ฟูฟุ้ง กระจัดกระจายอะไร. เข้ารูปนี้มีลักษณะอาการ เหมือนกับยุบลง นั่นมันเข้ารูป ; เอาของเกะกะ ๆ หลาย ๆ อย่างมาใส่กันลงไป เขย่าเข้า มันก็เกะกะ ๆ กว่าจะเข้ารูป มันก็ยุบลงไป นี้ก็เรียกว่าบัสสิทธิ - ความสงบรำงับนี้, มันรำงับเพราะมันเข้ารูปเข้ารอย. เมื่อได้พยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว การเรียนหรือการงาน อะไร ก็เข้ารูปเข้ารอย คือพร้อมที่จะไปของมันเอง เรียกว่า ปัสลัทธิ. ๖. สมาธิ พอเข้ารูปอย่างนี้แล้ว เราก็ระดมกำลังอันสุดท้าย ที่เรียกว่า สมาธิ - กำลังจิตอันมหาศาล นี้ทุ่มลงไปเลย อย่าทุ่มเทก่อนเข้ารูป. ถ้ายังไม่เข้ารูป ไปทุ่มมันก็แหลกละเอียด เสียหายฉิบหายหมด ; เหมือนว่า เราจะขับรถอย่างนี้ เมื่อ ทุกอย่างมันเข้ารูปเข้ารอยแล้วเราจึงจะเร่งน้ำมัน หรือเร่งอะไรที่ถึงขนาดไปเร็ว ๆ อย่า ไปเร่งก่อนวินาทีที่ควรจะเร่ง. นี่เห็นไหม? ว่าเอาสมาธิมาไว้เกือบรั้งท้ายอย่างนี้ คนโดยมากอาจจะเข้าใจ ว่า เอ้า, ตั้งต้นด้วยสมาธิโว้ย, นี่ตรัสรู้ดีกว่าพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านเอาสมาธิ มาไว้เกือบรั้งท้ายใน ๗ อย่างนี้ สมาธิมาอยู่เป็นอย่างที่ ๖. ๗. อุเบกขา พอระดมทุ่มเทกำลังหมดเต็มที่แล้ว ทีนี้ก็ถึง อุเบกขา คือ เฉย. คำว่าเฉยนี้ มีทางเข้าใจผิดกันลิบลับ ยิ่งไม่เคยเรียนบาลี ไม่เคยเรียนนักธรรม
น.253 แล้ว จะเข้าใจคำว่าอุเบกขานี้ผิด คือไปเข้าใจเสียว่าเฉย ไม่ทำอะไร หรือคล้ายกับว่า เลิกกันอย่างนี้. คำว่าเฉย ในที่นี้ ก็หมายความว่า เมื่อทุกอย่างมันเข้ารูป แล้วเรา ก็ใช้กำลังลงไปหมดแล้ว ก็ รอดูอยู่เฉย ๆ มันเดินไปเรื่อยๆ เมื่อเรานั่งดูเฉย ๆ มันเดิน ไปเรื่อย แล้วจะทำอะไรดีไปกว่านั้นได้ล่ะ เพราะมันต้องการเวลา, ทุกอย่างมันต้องการ เวลา. ตัวอย่างเช่น คุณจัดรูปของการศึกษาเล่าเรียนให้เข้ารูป แล้วทุ่มเทกำลัง ทั้งหมดแล้ว ก็ปล่อยไปอย่างนั้นแหละ คือ ทำไปอย่างนั้น ; นั่นแหละที่ เรียกว่าเฉย. เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้วนี่ ถ้าเป็นตัวอย่างของการขับรถ ในตอนนี้นะ ก็เมื่อถนน ก็เข้ารูปเข้ารอยแล้ว, รถของเราก็เข้ารูปเข้ารอย, การจัดการทำการควบคุมรถก็เข้ารูป เข้ารอยแล้ว, คนก็ถือเชือก คือถือพวงมาลัยเฉย ๆ. สมัยก่อนเขาใช้รถม้า ไม่มีรถยนต์ เมื่อม้าก็เข้ารูปแล้ว, ถนนก็เข้ารูปแล้ว, รถก็เข้ารูปแล้ว, อะไรก็เข้ารูปแล้ว, สารถีก็ เพียงแต่ถือเชือกอยู่เฉย ๆ, ม้าก็พารถไป. นี้ก็เหมือนกันแหละ ชีวิตนี้เหมือนกับรถ เมื่อทุกอย่างเข้ารูปแล้วก็ถือเชือก เฉย ๆ ชีวิตนี้ก็เป็นไปในตัวมันเอง เราเกือบไม่ต้องทำอะไรแล้ว เพราะว่าทำมามากแล้ว ทำมาจนถูกต้องแล้ว. นี้ องค์แห่งความสำเร็จอันสุดท้าย คือเฉย ; ฟังดูน่าประหลาด. แต่มันเฉยเมื่อถูกต้องหมดแล้ว ก็ปล่อยให้ไปตามความต้องการเวลา ทุกอย่างต้องการ เวลา. นี่พูดโดยอุปมา มันก็เป็นอย่างนี้ อุปมา คือ เรื่องเอามาเปรียบเทียบ, อุปมัย คือ ตัวเรื่องจริง. เรื่องจริงของเรา คือจะใช้ชีวิตเดินทางไปถึงจุดหมาย ปลายทาง นี้ก็เรียกว่า ตัวเรื่องคืออุปมัย, อุปมัยคือเรื่องที่ควรจะอุปมา นี้ตัวอุปมานั้น
น.254 ๒๓๐ เอาของมาเปรียบเทียบให้ดูเป็นตัวอย่าง. นี่เราจะไปนิพพานนี้ อุปมาเหมือนกับการ ขับรถ ไปก็ได้, ที่นี้อุปมาเหมือนการทำนาก็ได้ อุปมาเหมือนการค้าขายก็ได้, อุปมา เหมือนปีนยอดเขาก็ได้, อุปมาเหมือนรักษาโรคก็ได้, คุณเป็นหมอคงจะเข้าใจดี รักษา โรคทางกาย แล้วในที่สุดอุปมัยคือการรักษาโรคทางวิญญาณนี้ ก็จะเข้าใจได้. ถ้าเราจะขับรถม้า หรือขับรถยนต์ก็ตาม มันเหมือน ๆ กันในส่วนโพชฌงค์ ๗ นี้. ในการที่จะขับรถนี้ ก็คือว่า นึกดูให้ดี สติเลือกดูให้รอบคอบ จะใช้ม้า อย่างไร ใช้รถอย่างไร ใช้วิธีการอย่างไร นึกให้รอบคอบก่อน นี้ เป็นสติ. ธัมมวิจยะ ก็เลือกเอาที่ดีที่ถูก, แล้ว วิริยะ ก็คือทำมันลงไป คือเรื่องการขับรถนี้, แล้ว ก็มีความ ปีติ พอใจในการกระทำ ปลุกปล้ำกันไป, เดี๋ยวมันก็ บัสสิทธิ เข้ารูปเข้ารอย กันกับถนน กับทุกสิ่งทุกอย่าง, แล้วก็ มีสมาธิ เฆี่ยนม้าให้มันวิ่งเต็มที่ หรือว่า เร่ง น้ำมันรถยนต์ให้เต็มที่, แล้ว อุเบกขา ปล่อยเฉย เดี๋ยวมันก็ถึงตามเวลา. นี้ถ้าเปรียบกับการทำนา พ่อแม่ของเราเป็นชาวนา เรานึกถึงพ่อแม่ของเรา ก็นึกถึงการทำนา : สติ มันก็เลือก เลือกที่นา เลือกพันธุ์ข้าว เลือกเวลา เลือกฤดู เลือกอะไรต่าง ๆ รวบรวมมาดู รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มาดู นี่เป็นหน้าที่ของสติ. แล้ว ธัมมวิยะ มันก็เลือก สติมันรวบมา แล้วนี่มันเลือกเอาที่ถูกต้องที่สุด ที่ดีที่สุด เหมาะ สมที่สุด แล้วก็ทำ คือวิริยะ. แล้วก็มีติ คืออิ่มอกอิ่มใจอยู่ทุกนาทีในการที่ได้ทำ ไม่เบื่อหน่าย ไม่ระอา. เดี๋ยวมันก็เข้ารูปเป็น ปัสลัทธิ. ทีนี้ก็ สมาธิ ระดมทุ่มเทกำลัง ทั้งหมด แล้วก็ปล่อยเลย กว่าต้นข้าวมันจะออกรวง ทำอย่างนั้นอยู่เสมอ. ทีนี้ก็เรียกว่า อุเบกษาเฉย จนกว่าต้นข้าวมันจะออกรวง จะเก็บจะเกี่ยว. นี่ถ้า จะค้าขาย ก็อย่างเดียวกันอีกแหละ : ต้องเลือก ต้องคิด ว่าจะค้าขาย อะไร ที่ไหน เวลาไร อุบายอย่างไร มันมีกี่อย่างเป็นข้อมูลต่าง ๆ, แล้วก็มา เลือก
น.255 เลือก, แล้วก็ ทำ อยู่ด้วยความ อิ่มอกอิ่มใจ, มันก็ค่อยๆ เข้ารูป ไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี การค้าของเราก็จะเข้ารูป, แล้วก็ระดม ทุ่มเท ทุนรอนอันสุดท้าย ลงไป แล้วก็ ปล่อย ไปเรื่อย ก็เป็นเศรษฐีได้. นี่เรียกว่าใช้โพชฌงค์ในการทำการค้า. ทีนี้ จะเปรียบไปอีกทางว่า ขึ้นยอดเขา นี้ก็เป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่ง คือว่า จะต้องใช้ความพยายามมาก เพราะมันฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติมันดึงดูดลง ; เราก็ต้อง การจะขึ้นไปข้างบน ฝืนธรรมชาติ ก็ยิ่งต้องการเทคนิคมาก. นี้ก็ต้องอย่างเดียวกัน อีก : เลือก เลือกว่าด้านไหน ทิศไหน เวลาไหน อะไร ๆ ได้กี่อย่าง แล้วก็มา เลือกเอาอย่างที่ดีที่สุด แล้วก็ปืน เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ก็ อิ่มอกอิ่มใจ อยู่ ทำ มัน อย่างนี้จนกว่ามันจะเข้ารูป เป็นของง่ายเหมือนกัน. เร่งใหญ่ เลย ปืนไปเรื่อย มันก็ถึง. ทีนี้ เป็นหมอรักษาโรค โรคทางร่างกาย ทางฟิสิกส์นี้ ก็ต้องมี สติ ; คนไข้นี้มาแล้ว ต้องมีสติที่จะประมวลข้อมูลต่าง ๆ ดู แล้วก็ เลือก แล้วก็ ลงมือทำ แล้ว พอใจ คือมีใจคอปกติ แล้วพอใจอยู่เสมอ อย่าขลาด อย่ากลัว อย่างก ๆ เงิน ๆ อย่าอวดดี อย่าประมาท อะไรต่างๆ มีความพอใจอยู่เรื่อยนี้. เดี๋ยวก็ เข้ารูปเข้ารอย การรักษาโรคนั้นจะเข้ารูปเข้ารอย แล้วก็ ทำให้เต็มที่ เท่าที่จะทำได้ รอไปกว่าโรคจะ หาย จะกินเวลากี่ชั่วโมงกี่วัน นี้ก็รอได้คอยได้. นี้ โรคทางวิญญาณ ก็เหมือนกันแหละ ก็ใช้ โพชฌงค์ ๗ แก้ไข โรคทาง วิญญาณของตัวเองก็ตาม ของเพื่อนก็ตาม ; อย่าเป็นคนใจแคบ อย่านึกถึงแต่ตัวเอง นึกถึงเพื่อนมนุษย์ทั้งหมดด้วย. การรักษาโรคทาวิญญาณนี้ ไม่ต้องใช้วัตถุอะไรมากมาย นึกถึงได้ ช่วยเขาได้ จะแก้ไขโรคทางวิญญาณของเรา หรือของเพื่อน ก็ใช้หลักการ
น.256 ๒๓๒ อันเดียวกัน. เมื่อเรารู้จักแก้ไขของเราแล้ว เราก็ช่วยแก้ไขของเพื่อนได้ โดยอาศัย หลักโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ :- สติ ระลึกถึงธรรมทั้งหลายทั้งปวงมา เหมือนกับข้อมูลทั้งสิ้น, ธัมมวิจยะ ก็เลือกส่วนที่มันถูกต้องกับเรื่อง เป็นกรณี ๆ ไป, แล้วก็ ระดมความพากเพียร ความ พยายาม ความกล้าหาญ, แล้ว หล่อเลี้ยง ไว้ ด้วยปีติ หรือสันโดษ ก็อิ่มอกอิ่มใจส่วน ที่ทำได้ขึ้นมา, ที่ทำได้ขึ้นมาทีละนิด ๆ จนมันเข้ารูป, แล้วก็ ทุ่มเทกำลังจิตคือ สมาธิ หนักขึ้น ๆ หนักขึ้น, แล้ว ปล่อยความเป็นอย่างนั้น ให้เป็นไป ในตัวเอง ; ก็บรรลุมรรค ผล นิพพาน คือความไม่มีโรคในทางวิญญาณ. ตัวเราทำอย่างไร ทำได้สำเร็จแล้ว ก็แนะนำผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นให้เขาทำของเขาเอง. นี่อุปมัย คือเรื่องที่เราเอาเป็นตัวเรื่อง เข้าใจได้โดยอุปมา เหมือนอย่างว่า ขับรถ หรือทำนา หรือค้าขาย หรือปืนภูเขา ก็ใช้ระบบเทคนิคนี้ : ใช้พละ ๕ อินทรีย์ ๕ เป็นตัวกำลัง, ใช้อิทธิบาทเป็นเครื่องมือให้เกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์, ใช้โพชฌงค์ ให้เป็นองค์แห่งความสำเร็จ ; ธรรมะเพียง ๓ หมวดก็ถมไปแล้ว สำหรับที่จะเดินทาง. นี่ สรุป ความว่า เรามี เครื่องมือวิเศษ ได้รับมาจากพระศาสดาของเรา เพื่อใช้ในทุกหน้าที่การงาน แล้วแต่ใครจะมีหน้าที่การงานอะไร ของทุกคน ทุกชนิด ทุกระดับ และทุกโลก. ภาวนาถึงพระศาสดาของเรา "เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษา โรคของสัตว์โลกทั้งปวง" คือทุกโลก. เรื่องโลกมีอะไรมีกี่โลก ก็อธิบายกันแล้วเมื่อ วันก่อน เครื่องมือที่ใช้แก่ทุกโรค ใช้ในทุกโลก แล้วในทุกระดับ ในทุกชนิด ใน ทุกบุคคล ในทุกหน้าที่การงาน เรียกสั้น ๆ ที่สุด. คอยฟังให้ดีว่า ธรรมที่สมควร
น.257 แก่ธรรม นั่น เป็นเครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์, "ธรรมะที่สมควรแก่ธรรม" คนสะเพร่า อวดดี ประมาท พูดว่าธรรม ๆ ธรรมเฉยๆ แล้ว เอามามากมาย แล้วก็ใช้อะไรไม่ได้ เพราะไม่เข้ารูปกัน ไม่สมควรแก่ธรรม คุณควรจะนึกถึงคำว่า เทคหนัก กับเทคนิค เทคหนักคือวิชาการ เทคนิค คือวิธีการ. วิชาการกับวิธีการไม่เหมือนกัน : วิชาการเราเลือกมาให้มากก็ได้, แต่วิธีการเหลืออันเดียว. ต้องสมบูรณ์ด้วยวิชาการและวิธีการ เหมือนพระพุทธเจ้า สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ. วิชชา คือ เทคหนีกหรือ วิชาการ, จรณะ คือเทคนิค คือ วิธีการที่จะทำ, เรามีวิชาการมากมายหลายชนิด เพื่อความครบถ้วนในฝ่ายวิชาการ, แล้วก็มีเทคนิคเฉพาะอัน อันเดียว อย่างเดียว เรื่องเดียวนี่ ที่จะทำให้สำเร็จ. นี่ ธรรมะ ที่สมควรแก่ธรรม. เดี๋ยวนี้คนอวดดี ไม่ดูตาม้าตาเรือ ได้ธรรมะที่ไม่สมควรแก่ธรรม ; สมควร แก่ธรรมคือสมควรแก่เรื่องนั้น และสมควรแก่บุคคลนั้น. เราได้ธรรมะที่เป็นเครื่อง มือมา แต่ไม่เหมาะสมแก่เรานี้ หรือได้ธรรมะมาเพ้อไปหมด พร่าไปหมด ไม่สมควร แก่ธรรม, ฉะนั้น เรา ต้องมีวิชาการที่ถูกต้องแก่วิธีการ, มีวิชาที่ถูกต้องแก่วิธี : นั่นแหละจึงจะเป็นเทคนิค มีทั้งวิชาการ มีทั้งวิธีการ, แล้วก็ทำวิชาการให้มันถูกตรง กันกับวิธีการ เรื่องเดียว อย่างเดียวที่เราจะทำ. นี่เขาเรียกว่า ธัมมานุธัมมะปฏิบัติติ ธัมมานุธัมมะปฏิบัติติ : ปฏิบัตติ แปลว่า การกระทำ, ธัมมะ แปลว่า ธรรม, อนุธรรมะ แปลว่า สมควรแก่ธรรม ; ธัมมานุธัมมะปฏิบัติติ ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม. นี่คือเครื่องมือ. ลอง ปฏิบัติ พละ อินทรีย์ อิทธิบาท โพชฌงค์ ให้ถูกต้องตามเทคนิค ก็ จะเป็นการปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่ธรรม ขึ้นมาทันที ; ฉะนั้น ถ้าถามว่า เครื่องมือ
น.258 ๒๓๔ คืออะไร ? ก็บอกว่า ธรรมที่สมควรแก่ธรรม นี่คือเครื่องมือ. เรามีเครื่องมือมาก มีขวาน มีพร้า มีสิ่ว มีค้อน มีอะไรมาก แต่อันไหนมันสมควรแก่การงาน นี่เรามี เทคหนักมาก ; แต่ว่าอันไหนมันเป็นเทคนิคโดยเฉพาะ นั่นแหละคือธรรมที่สมควร แก่ธรรม, แล้วเป็นเครื่องมือให้สำเร็จโดยง่ายที่สุด โดยเร็วที่สุด ประเสริฐที่สุด ใน พระพุทธศาสนา ที่จะรักษาโรคทางวิญญาณของตัวเองและผู้อื่น. ขอให้เดินตามรอยพระศาสดา ซึ่งเป็นอาจารย์ของเรา, เครื่องมือ วิเศษสำหรับทุกคน คือธรรมะที่สมควรแก่ธรรม อย่างที่อธิบายมานี้. นาฬิกาของผมหยุด แต่ว่านกมันบอกว่าหมดเวลา.
Buddhadasa