Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๑๐ — หลักตัดสินปัญหาชีวิต

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.259 วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. เป็นเวลาสำหรับจะได้พูดกันถึงเรื่องที่ค้างคาอยู่. ในตอนแรก ๆ เราได้พูดกันถึง พระพุทธเจ้า ในฐานะเป็นนายแพทย์ผู้ เยียวยารักษาโรคของโลกทั้งปวง แล้วต่อมาเราได้พูดกันถึงสิ่งซึ่งจะเป็น เครื่องเยียวยา รักษาโรค ไปพอสมควรแล้ว, ในการบรรยายครั้งที่ ๑๐ นี้ จะได้พูดถึงเรื่องแรกของ ความรู้ที่จำเป็นจะต้องรู้ก่อนการเยียวยารักษาโรค ซึ่งจะพูดโดยหัวข้อว่า หลักตัดสินปัญหา ของชีวิต ; เพราะชีวิตตามปกติธรรมดาสามัญนั้น ย่อมประกอบอยู่ด้วยโรคทางวิญญาณ นั่นคือปัญหาต่าง ๆ รวมอยู่ในความเป็นโรคนั้น. นี่เราก็จะได้พูดถึงสิ่งซึ่งเป็นหลักตัดสิน ปัญหาของชีวิตเป็นเรื่องแรก. ๒๓๕

น.260 ต้องมีหลักตัดสินปัญหา เพราะชีวิตย่อมมีปัญหา ทำไมจึงจะพูดถึงเรื่องนี้ ? คงจะตอบได้ด้วยกันทุกคน เพราะได้พูดมา หลายครั้งแล้ว จนมองเห็นได้ ว่า ชีวิตคือการงานที่เต็มไปด้วยปัญหาและข้อคลุมเครือ ต่าง ๆ; ขึ้นชื่อว่าการงานแล้ว ไม่ว่าการงานชนิดไหน ย่อมประกอบไปด้วยปัญหา หรือข้อคลุมเครือที่ว่ามันเป็นครึ่ง ๆ ปัญหา ครึ่งเปิดเผยอะไรอยู่นี้. ชีวิตนี้มันเป็นการงาน ที่ลึกซึ้ง คือการงานทางวิญญาณ การงานข้างนอก การงานทางกาย ทางเนื้อหนัง เป็นส่วนเล็กน้อย ; ถ้าปัญหาใหญ่ในทางวิญญาณแก้ไขไปได้ละก็ ปัญหาข้างนอกเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แทบจะไม่มี ในการแก้ไขปัญหาชีวิต เราก็มีเครื่องมืออย่างที่ได้พูดกันมาแล้วว่า เครื่องมือ แก้ไขปัญหาชีวิตเป็นอย่างไร ; ถึงแม้การใช้เครื่องมือ มันก็ยังเป็นปัญหา เราจึง ต้อง มีวิธีตัดสินปัญหา หรือที่เรียกว่าตัดสินใจในปัญหาเกี่ยวกับชีวิต. ทีนี้การตัดสินใจนี้ เป็นสิ่งที่ผิดไม่ได้ หรือต้องไม่ผิด ; ถ้าผิดก็หมายความว่า ล้มละลาย. ทำอย่างไรจึงจะไม่ผิด นี้ต้องรอบรู้พอสมควร ; ถ้าผิดมันผิดแต่น้อย ชนิดที่ไม่ถึงกับล้มละลาย, แล้วก็อาศัยความผิดเป็นครู ความถูกเป็นครูเรื่อย ๆ มานี้ การตัดสินใจของผู้ที่ผ่านโลกมานานแล้วนี้ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้. เพราะฉะนั้น เรา จึงอาศัยหลักเกณฑ์ของนักปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานมาช่วยประกอบ กันเข้า แล้วจึง ศึกษาตามโอกาส เพื่อให้จับหลักเกณฑ์เหล่านี้ ได้ สำหรับเป็นหลัก ตัดสินปัญหาชีวิตในทุกแง่ทุกมุม.

น.261 พวกคุณเป็นนักศึกษาก็จริง แต่ว่าเป็นนักศึกษาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องทาง ฝ่ายวิชาชีพ ไม่คุ้นเคยหรืออาจจะยังไม่คุ้นเคย ในเรื่องหลักทางธรรมะหรือทางศาสนา, ยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า พุทธศาสนามีหลักเกณฑ์แห่งการตัดสินปัญหาชีวิต. คุณก็ จะเอาตามความรู้สึกของตัว เอาตามเหตุผลของตัว ; เอาตามเหตุผลของตัวก็ยังดี กลัวว่าจะเอาตามอารมณ์ของตัว. ที่แล้วมานี้อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อหลักเกณฑ์ของการ ตัดสินปัญหาต่าง ๆ ในพุทธศาสนา เช่น กาลามสูตร โคตมีสูตร มหาปเทลสูตร ก็ได้ นี้ควรจะได้ยินได้ฟังสิ่งเหล่านี้ ; สำหรับจะไปใช้ในการตัดสินปัญหา. ขอย้ำเสมอว่า ในการที่เลือกหลักอะไรมาตัดสินปัญหาของชีวิตนั้น อย่าลืม ไหว้ครูเสียก่อน : สพฺพญญู สพฺพฺทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ของเรานั้น เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ชนะมารแล้ว เป็นผู้บอกผู้สอน ซึ่งมีกรุณาใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้รักษา โรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. การไหว้ครู ไม่ใช่เรื่องงมงาย มันเป็นเทคนิคที่ จะรวบรวมมาซึ่งสติ ซึ่ง กำลังใจ ซึ่งอะไรต่าง ๆ ; เราจึงเห็นคนโบราณเขาจะทำอะไร เขายกมือไหว้ สอน สืบ ๆ กันมา แม้แต่จะขึ้นต้นไม้ก็ยกมือไหว้. พวกเราเด็ก ๆ ก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ก็พลอย ทำตาม ๆ กันไป; ถ้าเป็นเด็กสมัยโบราณ จะขึ้นต้นไม้เพื่อประโยชน์อะไรก็ตามเถอะ จะยกมือไหว้ก่อน แล้วจึงจะขึ้นไป. ความมุ่งหมายอันแท้จริงก็เพื่อสำรวมสติ สำรวม ใจคอให้ปกติ ให้มีสติสัมปชัญญะ มีใจคอที่มั่นคง แล้วก็ขึ้นไป มันพลาดได้น้อย ; ความลับมันอยู่ที่นี่.

น.262 ถึงแม้ว่าบางคนจะเชื่อไปทางไสยศาสตร์ว่าผีสางเทวดาจะคุ้มครอง หรือ รุกขเทวดาที่นั่นจะคุ้มครองก็ไหว้เสียก่อน อย่างนี้มันก็ยังถูกเหมือนกัน, ถูกบ้าง คือมันรวบรวมใจคอปกติให้มีความมั่นใจในตัวเอง ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำ ; แต่ถ้างมงาย เกินไป มันก็น่าหวัว. ความมุ่งหมายเดิม ของเขานั้น เพื่อจะมีระยะที่ยังคิด ทำให้ระบบประสาทต่าง ๆ เป็นปกติ ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ที่ล่อกแล่ก ๆๆ ไม่มีความ หนักแน่น จึงลืมเก่ง จึงผิดพลาดเก่ง. ฉะนั้น อย่าดูถูกที่ผมบอกว่าจะทำอะไรให้ ไหว้ครูเสียก่อน. ปัญหาของชีวิต ที่จะต้องรู้จักตัดสิน แล้วทีนี้มาถึงปัญหาของชีวิต หรือเรื่องที่จะต้องตัดสินนี้ เราควรจะดูโดย วงกว้าง คือโดยที่เรียกกันว่าปริทรรศน์ ดูรอบ ๆ ดูทั้งหมด ว่าปัญหานี้มันมีอยู่อย่างไร. ถ้าเราเป็นผู้ได้เห็นโลกมาพอสมควร เห็นชีวิตมาพอสมควร ศึกษาสิ่งต่าง ๆ มาพอ สมควรแล้ว จะพอมองเห็นได้เองว่า ปัญหาทั้งหลายนี้มันจะมีอยู่สัก ๒ พวกเป็นอย่างน้อย ; คือ ปัญหาที่เนื่องอยู่กับหลักเกณฑ์ หรือหลักธรรมะ หรือหลักศาสนา ที่เขาบัญญัติไว้ นั้นอย่างหนึ่ง, แล้ว ปัญหาที่เนื่องด้วยเหตุผลส่วนตัว เราโดยเฉพาะนี้อย่างหนึ่ง. ถ้า ไม่แยกออกจากกันได้แล้ว ก็คงจะตัดสินไม่ได้ คือเมื่อไม่รู้แล้วมันก็ปนกันอยู่ ไม่รู้ว่า เป็นปัญหาประเภทไหน ก็ใช้การตัดสินผิด ถ้าเป็นปัญหาที่เนื่องอยู่กับเหตุผลส่วนตัวเรา ก็อยู่ในวงจำกัดแคบ ใช้เหตุผล ส่วนตัวเราก็ได้ ; แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เหลือวิสัยแห่งเหตุผลของเรา หรือไม่เนื่องอยู่ด้วย กับเหตุผลส่วนตัวเรา เป็นปัญหาขึ้นอยู่กับกฎของธรรมชาติ มากกว่า แล้วก็นั่นแหละ จะต้องใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องตัดสิน .ซึ่งได้แก่หลักธรรมะในศาสนา เป็นต้น.

น.263 แต่อย่างไรก็ดี จะต้องมองให้เห็นว่า ปัญหา ที่เนื่องอยู่ด้วยหลักเกณฑ์ก็ตาม ที่เนื่องอยู่กับเหตุผลส่วนตัวเราก็ตาม ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติทั้งนั้น ; เหมือนกับ ที่ได้พูดให้ฟังแล้วว่า ธรรมชาติเป็นพระเจ้าที่เด็ดขาด ที่เฉียบขาดเหนือสิ่งทั้งปวง. ชีวิตร่างกายของเราก็คือตัวธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นเหตุผลส่วนตัวเรา ก็ยังขึ้นอยู่กับธรรมชาติอยู่ดี ; ส่วนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พระศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ บัญญัตินั้น ไปตามกฎของธรรมชาติแท้ เพราะว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอันเกี่ยวกับ ธรรมชาติ แล้วก็บัญญัติหลักธรรมะไปตามกฎของธรรมชาติ. นักศึกษาบางคนอาจจะเข้าใจผิดในข้อนี้ อ้างว่าตัวรู้วิทยาศาสตร์ รู้ธรรมชาติ รู้กฎธรรมชาติ เห็นศาสนาเป็นเรื่องครึกระงมงาย ผิดกฎธรรมชาติ ผิดหลักวิทยาศาสตร์ ; นั่นยังเป็นนักศึกษาที่ยังหลับตาอยู่มาก ไม่รู้จักเรื่องของศาสนา. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนาอิงอาศัยอยู่ที่กฎของธรรมชาติ โดยหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ เช่น เดียวกัน ; หากแต่ว่าเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณที่มองไม่เห็นตัว ไม่ใช่เรื่องพี่สิคส์ เคมีอะไรที่มองเห็นตัว แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นกฎของธรรมชาติ ไปตามกฎของธรรมชาติ หรือเป็นตัวธรรมชาติเสียเอง. เราจึงถือว่า ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นปัญหาที่เนื่องด้วยเหตุผล ส่วนตัว หรือว่าเป็นปัญหาที่มันเนื่องอยู่กับกฎเกณฑ์ในทางหลักธรรม ก็ยังเป็นเรื่องที่ เนื่องด้วยกฎของธรรมชาติ อยู่ด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ; มาแยกทางกันหน่อยหนึ่ง ตรงที่ เป็นวงแคบ หรือแยกมาเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนตัว, กับวงกว้าง เป็นวงกว้างไปทั้งหมด. ฉะนั้น อย่างน้อยจะต้องรู้จักวิจัย ในข้อที่ว่า ปัญหานี้มันเป็นปัญหาที่เนื่องอยู่กับหลัก- เกณฑ์ในหลักธรรม, หรือว่าเนื่องอยู่กับเหตุผลส่วนตัวเราแท้ ๆ. ถ้าเนื่องอยู่กับหลักธรรม ก็ใช้หลักธรรมส่วนใหญ่, ถ้าเนื่องกับหลักธรรมในศาสนาก็ใช้หลักเกณฑ์ส่วนใหญ่, ถ้า

น.264 ๒๔๐ เนื่องกันกับเหตุผลส่วนตัว ก็ใช้หลักเกณฑ์ส่วนน้อย ; ล้วนแต่ไปตามกฎของธรรมชาติ ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้อีกทางหนึ่ง เรายังจะต้องคัดแยกปัญหา แยกออกเป็นพวกอีกทางหนึ่งว่า มันเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ หรือว่าเป็นปัญหาที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ ; อย่างคุณเรียนแพทย์ ก็มีทางที่จะวินิจฉัยโรค หรืออาการหรืออะไรของคนไข้นี้ ว่ามันต้องตายแน่ หรือว่ามัน จะรักษาให้หายได้. ปัญหาชีวิตนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นปัญหาประเภทที่แก้ไขได้ก็ไปทาง หนึ่ง, ปัญหาที่ไม่อาจจะแก้ไขได้นี้ก็เป็นอีกทางหนึ่ง. เมื่อคุณเป็นแพทย์เห็นว่า คนไข้ คนนี้จะรักษาให้หายได้ ก็รักษาให้ดีที่สุด แก้ไขให้ดีที่สุด ; เมื่อเห็นว่าจะต้องตายแน่ ก็ทำให้ตายดีที่สุด เท่าที่จะทำให้ตายดีที่สุดได้ เมื่อไม่มีทางจะแก้ไขให้หายได้. ปัญหามีทั้งแก้ไขได้และแก้ไม่ได้ เราถือว่า ปัญหามีอยู่ ๒ ชนิด อย่างนี้ คือปัญหาที่ แก้ไขได้ กับปัญหาที่ แก้ไขไม่ได้. ที่แก้ไขได้ก็แก้ไขให้ดีที่สุด, ที่แก้ไขไม่ได้ก็ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ; แม้ไม่ใช่เป็นการแก้ไข ก็ยังมีหน้าที่อยู่นั่นเอง. เราจะไม่ปล่อยให้คนไข้ที่ต้องตายแน่ ตายไปอย่างไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับเราจะไม่ปล่อยให้ปัญหาที่แก้ไข ไม่ได้นี้ไปตามบุญตามกรรม ตามอะไรของมันเกินไป; ต้องทำให้มันดีที่สุด คือให้ มันมีเรื่องร้ายน้อยที่สุดนั่นแหละ. อย่าให้การแก้ไขไม่ได้นั้น มาทำอันตรายเรามากนัก แม้นี้ก็เป็นกฎธรรมชาติ ที่ว่าบางอย่างแก้ไขได้ ; บางอย่างแก้ไขไม่ได้ แต่เราก็เข้าไป เกี่ยวข้องด้วยให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่นั่นเอง เพราะสิ่งทั้งปวงขึ้นอยู่กับ ความลับข้อนี้.

น.265 ถ้าถือเอา ตามหลักของพุทธศาสนา สิ่งทั้งปวงนี้มันเป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ, เป็นไปตามกฎของเหตุปัจจัย, เป็นไปตามกฎของกรรม. นี่อย่างน้อย จะต้องรู้ไว้ใน ๓ อย่างนี้ ว่าสิ่งทั้งปวงต้องไปตามธรรมชาติ, ไปตามเหตุปัจจัยซึ่งเป็น กฎธรรมชาติ, เป็นไปตามกรรม ซึ่งก็เป็นกฎของธรรมชาติ ; แล้วเราไปซื้อไปดันทุรัง จะฝืนกฎเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะแก้ปัญหาก็ได้ เพราะจะเป็นผู้ที่สร้างปัญหาให้มากขึ้น สร้างความยุ่งยากลำบากให้มากขึ้น. ถ้าจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหา ก็ต้องทำให้มันเข้ารูปเข้ารอยกันกับสิ่งที่ทำให้เกิด ปัญหา คือกฎของธรรมชาติ; เช่น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างนี้ เป็นปัญหาแก่ มนุษย์ มาจากธรรมชาติก็ต้องแก้ไขให้เข้ารูปเข้ารอยกับธรรมชาติ. กับกฎของธรรมชาติ หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย แล้วมันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกัน ไม่มีอะไร เป็นอิสระ, มันเป็นเหตุให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วสิ่งนั้นก็กลายเป็นเหตุสำหรับให้เกิด สิ่งอื่นต่อไป ไม่มีส่วนไหนเป็นอิสระในตัวเองได้ มีแต่ว่าต้อง เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ; เหมือนที่เราสวดอยู่ทุกวันว่า ยถาปจฺจย์ ปวตฺตมานํ - เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ. เมื่อเล็งถึงผลที่เกี่ยวกับมนุษย์ นี้ นี่เราจึงเรียกขึ้นมาว่า เป็นกรรม, เป็น เรื่องกรรม เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม ; มนุษย์มีความรู้สึก ต้องการผลที่ปรารถนา เรียก ส่วนที่ได้ตามปรารถนาว่า กรรมดี, ที่ไม่ต้องการก็ว่า กรรมชั่ว นี้ก็เป็นเรื่องบัญญัติทีหลัง. เรื่อง กรรม นี้ก็คือ กฎธรรมชาติ อันหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการกระทำหรือการเคลื่อนไหวแล้ว ก็ย่อมจะมีปฏิกิริยาจากการกระทำหรือการเคลื่อนไหวนั้น ซึ่งเราเรียกว่าผลกรรม ถ้า เกี่ยวกับมนุษย์. ฉะนั้นความเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎแห่งเหตุปัจจัย เป็นไปตามกฎของกรรม จะต้องศึกษาข้อนี้ให้มาก จึงจะตัดสินปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตนี้ได้ ;

น.266 ๒๔๒ เพราะปัญหาทั้งหลายมันขึ้นอยู่กับกฎของธรรมชาติ กฎของเหตุปัจจัย กฎของกรรม อย่างที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้. ควรรู้หลักตัดสินปัญหาตามแนวพุทธศาสนา ทีนี้ ดูให้ดี ก็จะเห็นว่า การตัดสินเป็นเรื่องไม่ใช่ง่าย ๆ แล้วก็ไม่ใช่เล็กน้อย จึงต้องทำด้วยความไม่ประมาท ; ควรจะรอบรู้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ตามสมควร. ฉะนั้น เราจึงจะได้พูดกันถึงเรื่องหลัก ที่จะมาใช้ตัดสินปัญหาในชีวิตของคนทุกคน แล้วก็ส่วน ใหญ่ ก็จะต้องพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหลักธรรมในศาสนา. ส่วนปัญหาที่มีเหตุผล ส่วนตัวแท้ ๆ นั้น ก็เอามาพูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะคน เป็นเรื่องเฉพาะเวลา มากเกินไป. ที่จะพูดให้ฟังนี้ เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับหลักธรรมะ ที่ใช้ได้ทั่วไป ไม่ใช่ เหตุผลเฉพาะคน ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็อย่าลืมว่าแม้เหตุผลเฉพาะคนก็ยังต้องอิงอาศัย หลักนี้ จะอิสระออกไปโดยสิ้นเชิงไม่ได้. เหตุผลส่วนตัวเรา ก็ต้องตัดสินตามความ ผิดถูก ผิดชอบชั่วดี หรือให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด ก็ต้องอิงอาศัยกฎของธรรมชาติ ของ กรรม ของอะไรอยู่ด้วยเหมือนกัน ; แต่ปล่อยให้เป็นอิสระ ว่าเอาเถอะ เลือกเอาได้ ตามชอบใจ เพราะว่าถ้าเขาสมัครจะตาย สมัครจะฆ่าตัวตายก็ได้ เป็นเหตุผลของเขา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแก้ไข. เดี๋ยวนี้เราจะพูดถึงหลักทั่วไป ที่ใช้เป็นหลักทุก ๆ อย่าง หรือว่าตลอดกาล ; เมื่อตะกี้ผมก็ได้พูดว่า นักศึกษาหรือพวกคุณส่วนมากนี้ อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังชื่อของ

น.267 สูตร เช่น กาลามสูตร โคตมีสูตร มหาปเทสสูตร เป็นต้น นั่นแหละคือชื่อของหลัก เกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินปัญหา :- ถ้าเป็น ปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ ก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างกาลามสูตร ถ้าเป็น ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ ก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างเช่นโคตมีสูตร. ถ้าเป็น ปัญหาเกี่ยวกับความกำกวม ของสิ่งที่แปลกที่ใหม่เข้ามา ในทาง ระเบียบการปฏิบัติ ก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างมหาปเทส ในพระวินัย ถ้ามันเป็น ปัญหา ที่เกิดมาจากความกำกวมของปัญหาที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับ หลักวิชาหรือตำรานี้ ก็ใช้หลักมหาปเทส อย่างสุตตันตะ ; มหาปเทสมี ๒ คือ สำหรับ ปัญหาทางวินัย ทางระเบียบก็อย่างหนึ่ง แล้วปัญหาทางหลักวิชา ตำรับตำราทั่วไปนี้ มันก็อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกมหาปเทสทั้งนั้น. เราลองศึกษาพิจารณาดูกันสัก ๔ อย่าง ๔ เรื่องนี้ก็จะพอ ผมได้พยายาม นึกรวบรวมและเลือกมา อย่างดีที่สุดแล้ว ในที่สุดมันก็ไม่พ้นไปจาก ๔ เรื่องนี้ ใน พระคัมภีร์ทั้งหมด. หลักกาลามสูตร เกี่ยวกับความเชื่อ หลักที่ใช้ตัดสินปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ เรียกว่ากาลามสูตร นี้เป็นคำถามที่ คนเขาถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อ ว่าจะเชื่อใครดี? จะเชื่ออะไรดี พระพุทธเจ้า ก็ตรัสหลักเกณฑ์อันนี้ออกมาให้คนเหล่านั้นฝั่ง ว่าเราจะเชื่อนี่เราใช้หลักเกณฑ์อย่างไร.

น.268 มีเรื่องว่าชาวบ้านพวกหนึ่งเขาอยู่ในที่ ๆ เป็นทางผ่าน เดี๋ยวศาสดาคณะนั้นมา, เดี๋ยวศาสดาคณะนี้มา, เดี๋ยวศาสดาคณะโน้นมา เพราะเป็นทางผ่าน. เขาก็ได้รับคำ แนะนำมากมายหลายแบบ จนไม่รู้จะเชื่อใครดี; พอพระพุทธเจ้าผ่านมา เขาก็ถามว่า จะเชื่ออย่างไรดี ดูมันมากจนเวียนหัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรื่องนี้. คุณก็เอามาสังเกตดูซิ ว่าเราอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นที่มา ที่ไหลมาแห่ง หลักวิชาความรู้คำสั่งสอน แล้วจะเชื่ออันไหนดี? ในเมื่อฟังดูแล้ว ก็ไปคนละอย่าง คนละทาง. ความที่เป็นคนละอย่างละทางนี้ บางทีก็ผิดกันแต่เพียงวิธีพูด ข้างในนั้น เหมือนกันก็มี; แต่ว่าส่วนใหญ่หลักเกณฑ์หัวใจนั้น ต่างกันเสียทีเดียว ทำให้เรา ลำบากในการที่จะรับเอาอันไหนมาเป็นหลักปฏิบัติ พระพุทธเจ้า ตรัสตอบคนเหล่านั้นด้วยหลักที่เรียกว่า กาลามสูตร เพราะว่า ตรัสแก่ชาวบ้านที่ชื่อว่าพวกหมู่บ้านกาลามะ. โดยหลักใหญ่ ๆ ก็มีว่า ถ้าได้ยินได้ฟัง คำบอกนี้มาทางใดก็ตาม ให้มีหลักตัดสินก่อนแต่ที่จะเชื่ออยู่ ๑๐ ประการด้วยกัน, ๑๐ ประการนี้เราแบ่งเป็น ๓ พวกได้ : พวกที่จะได้ยินได้ฟัง นี้อย่างหนึ่ง, พวกที่เกี่ยว กับคิดเอาเอง อย่างหนึ่ง, พวกที่ขึ้นอยู่กับบุคคล ที่เป็นครูบาอาจารย์นี้พวกหนึ่ง. ๔ พวกแรกที่เกี่ยวกับได้ยินได้ฟังนั้น มีอยู่ว่า มา อนุสฺสเวน - อย่าเชื่อ เพราะได้ฟังตาม ๆกันมา, มา อิติกิราย-อย่าเชื่อเพราะว่าเขากำลังพูดกันอยู่กระฉ่อน, มา ปรมปราย-อย่าเชื่อเพราะว่าเขาทำสืบ ๆ สืบ ๆ กันมาโดยทางการกระทำอย่างนี้ ๆ, มา ปีฎกสมุปทาเนน - อย่าเชื่อเพราะว่ามันมีอยู่ในตำรา. ทั้ง ๔ อย่างนี้ เนื่องด้วย การได้ยินได้ฟังได้อ่าน ก็รวมอยู่ในการฟังจากข้างนอก.

น.269 อนุสฺสเวน นี่ได้ยิน ได้ฟัง คือบอก ๆ กันมา, อิติกิราย นี่กำลังลืออยู่ กระฉ่อน เป็นข่าวใหญ่ตื่นตูมอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง, ปรมปราย นี้ทำสืบ ๆ กันมาโดยไม่ ต้องพูดกันเลย แต่มันก็เป็นการแสดง คือพูดด้วยกิริยา ไม่ได้พูดด้วยปาก แล้วก็มีอยู่ ในตำรา. นี่ก็พูดได้ชัดว่า ไม่ให้เชื่อตำรานั่นเอง แม้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตำรา อย่าเพ่อเชื่อ อีก ๔ พวก เกี่ยวกับตัวเราเอง เกี่ยวกับความคิดนึก คำนึงคำนวณของเรา เอง : มา ตกฺกเหตุ - อย่าเชื่อด้วยเหตุผลของตรรกทาง logic, มา นยเหตุ - อย่าเชื่อ ด้วยเหตุผลทางปรัชญา, มา อาการปริวิตกเกน - อย่าเชื่อด้วยการตรึกตามอาการ ได้แก่พวกสามัญสำนึก, มา ทิฏฐินิชฌานกขนติยา - อย่าเชื่อเพราะมันทนต่อความ คิดเห็นของเรา ทนต่อข้อแย้งโดยความคิดเห็นของเรา. อันแรก มา ตกกเหตุ นี่อย่าเชื่อด้วยเหตุผลเพียงตรรก เพราะว่าตรรก มันผิดได้ ในเมื่อเหตุผลมันผิดได้ หรือมันไขว้กันอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง. หรือตรรก เป็นเรื่องของเด็กอมมือ. มา นยเหตุ - อย่าเชื่อด้วยวิธีคิดตามแบบปรัชญา มีนัยะ ตามแบบหนึ่ง อาศัยเหตุผลอีกแบบหนึ่ง คือความคาดคะเน ซึ่งก็ไม่เหมือนกันกับทาง ตรรก. ทางตรรกนั้นถือว่า เป็นความชัดแจ้งด้วยเหตุผลนั้น. ถ้าเรื่องที่ชัดแจ้งอย่างนั้น ไม่ได้ เหตุผลนั้นก็ใช้ไปในทางการคาดคะเน ทีนี้ อาการปริวิตกเกน - ปล่อยไปตามสามัญสำนึก เหตุผลบ้าง ไม่ใช่ เหตุผลบ้าง อย่างที่เรียกว่า common sense ก็อยู่ในพวกนี้ ก็อย่าเพ่อเชื่อ ให้ระวังให้ดี. ที่ว่า "ทนต่อความคิดของเรา" ที่เข้าไปเพ่งดู เพ่งค้านหรือเพ่งนี้ ก็อย่าเพ่อเชื่อ แม้ว่า มันทนได้ก็อย่าเพ่อเชื่อ; เพราะว่าถ้าฝ่ายเราโง่ จะว่าอย่างไร ; ของเท็จมันก็ทนได้ ต่อความเพ่งพิสูจน์ด้วยความโง่ของเรา. นี่อันนี้เป็นหลักที่ใช้อยู่ในวิชาวิทยาศาสตร์ว่า

น.270 ๒๔๖ ถ้ามันทนต่อความเพ่งพิสูจน์ได้ ให้ถือเอา ; แต่ทางพุทธศาสนายังเป็นวิทยาศาสตร์ที่ดี กว่านั้น คือว่าอย่าเพ่อ ให้รอดูไปก่อน. นี่ ๔ ข้อนี้ เนื่องกับความคิดนึก คำนึง คำนวณ อะไรของเราเอง ; ๔ ข้อแรกนั่นปล่อยไปตามข้างนอก ได้ยินได้ฟังได้อ่าน ข้างนอก. อีก ๒ ข้อสุดท้ายนั้นว่า มา ภพพรูปตาย - อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดนี้น่าเชื่อ, แล้วก็ มา สมโณ โน ครูติ - อย่าเชื่อด้วยเหตุว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา. นี่อีก ๒ ข้อ รวมกันเป็น ๑๐ ข้อ. อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดมีลักษณะท่าทางน่าเชื่อ นี้น่าหวัวไหม ? แล้วก็อย่าเชื่อเพราะว่าผู้นี้เป็นครูของเรา. นี้ก็น่าประหลาดที่ว่าคล้ายกับว่าจะสอนให้ เด็กดื้อต่ออาจารย์ ; แต่ความมุ่งหมายไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ให้ยกตัว ยกหู ชูหาง ไม่เชื่อครูบาอาจารย์. สำหรับกิริยาอาการภายนอกทุกอย่างต้องเคารพนบนอบต้องเชื่อฟัง ต้องรับเอาไปด้วยดี แต่ในใจมันยังไม่เชื่อ ยังไม่ปลงความเชื่อ : รับไปสำหรับจะเชื่อ แต่ยังไม่ปลงความเชื่อ. ทีนี้ เมื่อไม่เชื่อด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้แล้ว ก็กลายเป็นว่าจะเชื่ออะไร ? ถ้า ตามคำพูดที่อยู่ในรูปของภาษาบาลี เขาเรียงไว้ยืดยาว สรุปสั้นๆ ก็คือว่า เชื่อความรู้สึก ที่ตัวรู้สึกอยู่เองว่ามันตรงกันกับที่เขาพูด : เชื่อ experience ของตัวเอง ถ้า experience ในข้อนี้ไม่มี ก็ยังไม่ต้องเชื่อ สำหรับตรงนี้ อยากจะขอแนะสักอย่างหนึ่งว่า คนเราเชื่อตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าเกณฑ์ให้เชื่อผู้อื่นแล้ว ก็เชื่อไปที่ก่อน ไม่ใช่เชื่อจริง ; เพราะว่าความจริงมันมีอยู่ ว่า สิ่งที่เรียกว่า ความจริง นั้น มันมีเท่าที่เรารู้จัก เท่านั้น, เท่าที่เรารู้จักและรู้สึก คือมี experience ในตัวมันเท่านั้น ไม่อย่างนั้น เราจะไม่ยอมรับว่าเป็นความจริง. ฉะนั้น

น.271 ความจริงทางตรรก ความจริงทางปรัชญานั้นเป็นเรื่องความจริงแต่ปาก เราก็ยอมรับเป็น ความจริงแต่ปาก ; แต่ถ้าจริงจาก experience ละก็เป็นจริง. คนเรายอมรับว่า จริงเฉพาะเท่าที่เรารู้แล้วเท่านั้น ; ที่เรายังไม่รู้นั้น เรา จะไม่ยอมรับว่าจริง แม้ปากเราจะยอมรับว่าจริง มันก็รับพอไปที่เท่านั้น. นี่เขาถือ เป็นหลักมาแต่โบราณกาล : ความจริงนั้นคือสิ่งที่เรารู้จักแล้วเท่านั้น นอกนั้นยังไม่จริง. ด้วยเหตุนี้ความจริงจึงมีต่าง ๆ ต่างกัน เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ได้รู้จักสิ่งนั้น ๆ เท่ากัน หรือตรงกัน ต่างคนต่างมีจริงของตัว ; อันนี้ก็ มีผลทั้งทางดีและทางร้าย คือทำให้ เกิดความดื้อ, ดื้อ ขึ้นมา ไม่เชื่อก็ได้, หรือว่าทำให้ เกิดความเข้าใจถูกต้อง ไปตาม ลำดับ ก็ได้. ฉะนั้นความจริงของมนุษย์คือความเท็จ คือจะเชื่อได้เท่าที่รู้จักว่าจริง รู้สึกว่าจริง ด้วย experience. ทีนี้เมื่อ experience ของเขาอยู่ในขอบเขตจำกัด ก็ไม่ได้ รู้หมด หรือรู้จริง มันก็กลายเป็นของที่ถูกนิดเดียวเท่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้ ในสูตรนี้ มีหลักที่วางไว้ว่า ให้เราใช้สิ่งนี้ เพื่อขยายออกไป ให้ถึงที่สุด ; เพราะว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้จริง มันไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา, เท่าที่เรารู้ จริงโดย experience นี้ มันมีประโยชน์แก่เรา, แล้วเรื่องของเรามันก็มีเท่าที่ความสามารถ ของ experience มันจะบอกให้ หรือมันจะช่วยได้ เหลือนอกนั้นทิ้งไว้ก่อนดีกว่า. ค่อย ๆ ติดตามไปจนกว่ามันจะมีการขยายตัวของ experience ที่ออกไป - ออกไป-ออกไป รู้ได้ในที่สุด ถึงที่สุดได้เหมือนกัน ; ฉะนั้นเราจึงไม่เชื่อข้างนอก ไม่เชื่อคำพูดข้างนอก ไม่เชื่อการคำนึง คำนวณที่เกินกว่าขอบเขตของ experience แล้วก็ไม่ฝากไว้กับตำรา ไม่ฝากไว้กับบุคคล.

น.272 ๒๔๘ นี่ พระพุทธเจ้าท่านเป็นนักประชาธิปไตย แล้ว เป็นผู้เปิดเผย เป็นผู้ บริสุทธิ์ ถึงกับตรัสออกมาว่า "อย่าเชื่อฉัน". พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอกเสียเองว่า "อย่า เชื่อฉัน" ; แต่ฝั่งเอาไป แล้วก็ไปวัดหรือไปหยั่งดูด้วยความรู้สึกของตัว เมื่อมีเหตุผล ที่ชัดอยู่ แล้วจึงเชื่อ ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความโลภเป็นของร้อน, ความ โกรธเป็นของร้อน, ความหลงเป็นของร้อน, เราก็ยังไม่เชื่อ; จนกว่าจะนึกถึงว่า ความโลภที่เราเคย : เคยโลภมาแล้วนั้น แล้วมันร้อนอย่างไร, ความโกรธที่เราเคยโกรธ มาแล้วนั้น มันร้อนอย่างไร, ความโง่ที่เราเคยโง่มาแล้วนั้นมันร้อนอย่างไร, ทีนี้เราก็เชื่อ อย่างนี้เชื่อตัว experience ; ไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อตัวเราเองหมายถึงเชื่อ experience ของเราเอง. ท่านต้องการอย่างนี้ ; ฉะนั้นจึงไม่ให้เชื่อ แม้แต่ว่า "สมณะนี้เป็นครู ของเรา". แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องวิชาเล็ก ๆ วิชาเบื้องต้น วิชาตระเตรียมของเด็ก ๆ นี้ก็เชื่อได้ สำหรับที่จะไปทำให้เป็นความแน่นอนข้างหน้า ; ดังนั้นก็มิได้หมายความว่าเราจะไม่ฝั่ง อะไรเสียเลย เราจะไม่อ่านอะไรเสียเลย เราจะไม่รับเอาคำของครูบาอาจารย์ไปเสียเลย. เราก็ฟัง แต่เราไม่เชื่อ : เขาจะเล่าลือกันมาอย่างไรเราก็ไม่เชื่อ, เขาจะทำตาม ๆ กันอยู่ อย่างไรเราก็ยังไม่เชื่อ, เขียนไว้ในพระไตรปิฎกอย่างไรเราก็ยังไม่เชื่อ, เหตุผลทางตรรก ทาง logic ทาง philosophy ทางอะไรก็ตาม ที่เขาก้าวหน้าขึ้นเวลานี้ เราก็ยังไม่เชื่อ, จน กว่ามันจะปรับกันได้กับ experience เท่าที่เรามี เหลือนอกนั้นเราฝากไว้ก่อน เรายังไม่ จำเป็นจะต้องไปเชื่อ เราก็มีไว้เป็นปัญหาที่คาราคาซังอย่างนี้ เพราะว่าปัญหาที่จะทำ อันตรายเราก็คือว่าปัญหาเท่าที่มันมีอยู่จริง ถ้ามันมีอยู่จริง เราก็มี experience ในอันนั้น แล้ว แล้วเราก็สามารถจะแก้ไขมันได้.

น.273 นี่คือหลักทางกาลามสูตร มีอยู่ ๑๐ ข้ออย่างนี้ สำหรับตัดสินปัญหาที่เกี่ยวกับ ความเชื่อ เนื่องจากความเชื่อเป็นสิ่งแรกของการตั้งต้นที่จะทำการงาน ; เราจึงต้อง ทดสอบ ตรวจสอบ ทำสังคายนา scrutinize ให้ดี ๆ อย่าให้ความเชื่อผิด ถ้าจุดตั้งต้น มันผิด แล้วมันก็ผิดตลอดสาย. ฉะนั้นเราเอาข้างปลอดภัยไว้ คือยังไม่เชื่อ, แล้วเชื่อไป ตามลำดับของความเจนจัดในใจ ที่เรียกว่า experience. experience นี่ก็ต้องมีไว้เป็น ๒ อย่าง คือมีไว้เป็น ๒ อย่าง : experience ทางร่างกาย ทางวัตถุ ทางระบบทางกาย นี้ก็อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง experience ทางวิญญาณ - spiritual experience นี่เป็นรากฐานของหลักธรรมของศาสนา ของความ ดับทุกข์ ของนิพพาน คือเรามีชีวิตอยู่แล้วมันผ่านไป ๆ. เรื่องทางฝ่าย spiritual นั้น ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน หรืออะไรโดยตรง แต่เป็นเรื่องทางจิตใจ ที่เกิดมาจากสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น. เป็นข้อมูล เป็นต้นทุนสำหรับที่จะมีความรู้ หรือการตัดสินใจ หรือการ ปฏิบัติให้ถูกต้อง. ถ้าเราไม่มีมากพอ คือไม่มี spiritual experience มากพอ แล้วจะไม่ เข้าใจหลักธรรมโดยเฉพาะในทางศาสนา เช่นพุทธศาสนา. เราจะต้องไม่มีความเจนจัดแต่เพียงเรื่องทางปากทางท้องทางเนื้อทางหนัง ต้องมีความเจนจัดในทางเรื่องนามธรรมอันลึกซึ้ง : เรื่องความโลภ ความโกรธ ความ หลง โดยเฉพาะนี้, เรื่องความยึดมั่นเกี่ยวกับตัวกู - ของกู เป็นทุกข์ทุกที่ที่มีความยึดมั่นนี้; ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ด้วยใจจริง ไม่ใช่ฟังจากหนังสือ ถ้าเรารู้จริง รู้ประจักษ์ใจจริงนี้ เรียกว่ารากฐานที่ดี เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันทั่วไปว่า spiritual experience ที่จะใช้เป็นรากฐาน ของการศึกษา. แม้แต่ปรัชญา ถ้าเขาใช้สิ่งนี้เป็นรากฐาน ปรัชญาก็จะเดินไปในทาง ที่ดี ที่มีประโยชน์ ; ถ้าเขาใช้คำนึงคำนวณตาม logic ปรัชญาจะพาเข้ารกเข้าพง คือ ไม่มีที่สิ้นสุด. ฉะนั้นอย่าไปหลงปรัชญาสมัยใหม่นัก คือมันไปฝากไว้กับ logic ถ้าเป็น

น.274 เตกิจฉธรรม ๒๕๐ หลักทางธรรมแล้ว มันก็ฝากไว้กับ spiritual experience ; แม้จะมองกันในรูปปรัชญา ก็ควรอาศัยอันนี้เป็นหลัก ซึ่งได้แก่หลักของกาลามสูตร, ฉะนั้นหลักกาลามสูตรนี่เป็น หลักที่ดี สำหรับที่จะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือว่าเป็นปรัชญาที่อาศัยได้ ไม่ใช่ปรัชญาอย่าง ที่เขาฟุ้งเพื่อกันไป ไม่มีจุดหมาย, นี้คือหลักตัดสินปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อ เรามีอิสระที่ จะใช้. หลักโคตมีสูตร เกี่ยวกับการปฏิบัติ ทีนี้กลุ่มที่ ๒ หลักที่จะใช้ตัดสินปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ : ปฏิบัติงาน ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ตลอดขึ้นไปถึงการปฏิบัติทางธรรม ทางศาสนา ถ้าอย่างนี้ เราใช้หลักโคตมีสูตร. อยากจะบอกให้ทราบเสียก่อนว่า หลักที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ มุ่งหมายจะเพื่อดับทุกข์ไปนิพพานทั้งนั้น ; แต่เดี๋ยวนี้หลักเหล่านั้น ควรเอามาใช้ได้ แม้แต่ผู้ที่ยังอยู่ในโลกนี้ คือในการงาน ในอาชีพ ในอะไรต่าง ๆ นี้ ซึ่งยังไม่เหลียวแล นิพพาน ; แต่ก็จะให้เป็นนิพพานอยู่ในตัวได้ เป็นนิพพานโดยปริยาย. ถ้าเราทำถูก ในการงานประจำวัน เรื่องทำมาหากินนี้ ก็จะเป็นนิพพานที่เย็นอยู่ในโลกนี้ได้เหมือนกัน แต่เราไม่ได้เล็งถึง. เพราะฉะนั้น หลักเหล่านี้ย่อมใช้ได้ทั้งเรื่องต่ำ ๆ เรื่องปากเรื่องท้อง อะไร รวมทั้งเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องไปนิพพาน. หลักที่เรียกว่าโคตมีสูตรนี้ มีอยู่ ๘ หัวข้อ แล้วก็แยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ๘ หัวข้อ ฝ่ายที่อย่าไปทำเข้า : ๘ หัวข้อ ฝ่ายที่ควรทำ; แล้วก็เรื่องเดียวกันแหละ เขาวางหลักไว้อย่างนี้ ถ้าไม่เข้ากับหลักอย่างนี้ อย่าทำ, ถ้าเข้ากับหลักอย่างนี้ก็รีบทำ หลักมีอยู่ว่า :-

น.275 ข้อที่ ๑ ทำให้เกิดความกำหนัดย้อมใจ : ภาษาในโรงเรียนนักธรรม เกิดความกำหนัดย้อมใจ หมายความว่าเกิดความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าทำให้เกิดความยึดมั่น ถือมั่นแล้ว ไม่ใช่ทางที่ถูก, ถ้าทำให้เกิดความปล่อยวาง นั้นเป็นทางที่ถูก. ข้อที่ ๒ ให้เกิดความทุกข์ หรือก่อความทุกข์ นี้เราเชื่อ experience ของ เราได้ทันทีว่า นี้มันก่อความทุกข์ หรือทำลายความทุกข์ ; ถ้ามันก่อความทุกข์อย่าไป เอากับมัน มันต้องเป็นไปอย่างเห็นชัดว่าทำลายความทุกข์. ข้อที่ ๓ สะสมกิเลส คือก่อกิเลส หรือไม่สะสมกิเลส. กิเลสนี้ก็รู้กัน โดยหลักทั่วไปได้เลยว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีมูลมาจากอวิชชา ความโง่. ข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่ออยากใหญ่ หมายความว่าอยากในส่วนเกิน ; อยาก ใหญ่นั้นมันต้องอยากในส่วนเกินเสมอแหละ, เพราะโง่จึงอยากใหญ่ เตลิดเปิดเปิงใน ส่วนเกิน. อย่างผมเคยพูดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมว่า ไปโลกพระจันทร์หรืออะไร พวกนี้ เป็นความอยากในส่วนเกิน อย่าเพ่อทำดีกว่า มันเป็นอยากใหญ่ กระโดดออกไป เกินจำเป็น ; แล้วอย่างนี้มันอยากออกไปด้วยกิเลสทั้งนั้น ไม่ใช่สติปัญญา. ข้อที่ ๕ สันโดษหรือไม่สันโดษ อยากใหญ่มันมุ่งแต่ความอยาก ๆ อยาก ๆ ออกไป มันก็พาให้ออกนอกขอบเขตมากไป. ส่วนสันโดษนี้ เขาแปลกันมาผิด ๆ ว่า สันโดษนั้นไม่ให้ทำอะไร นั่นมันแปลผิด คนโง่พูด ; พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสอย่างนั้น สันโดษ คือ อิ่ม พอใจอยู่กับสิ่งที่กำลังมีอยู่. ถ้าเราไม่มีสันโดษ เราจะไม่เคยรู้สึกอิ่ม ด้วยอะไรเลย ด้วยเงิน ด้วยของ ด้วยอะไรก็ตาม แล้วเราก็หิวเป็นเปรตอยู่ตลอดเวลา.

น.276 ๒๕๒ เมื่อเราทำได้เท่านี้ เราก็พอใจ อิ่มอก อิ่มใจ แล้วเราก็ทำมากขึ้น เราก็อิ่มอก อิ่มใจมากขึ้น นี้เรียกว่า สันโดษ แปลว่า ยินดีด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่ ; สะ แปลว่า มีอยู่ หรือว่าของตน, โตษ, ตุฏฐี นั้น คือยินดี ยินดีด้วยของที่กำลังมีอยู่แห่งตน แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุด ให้ขี้เกียจ หรือหยุดเสียเพียงเท่านั้น. คุณสอบไล่ได้ชั้น ประถม ๑ ก็ต้องพอใจ สอบได้ประถม ๒ ก็พอใจ ประถม ๓ ก็พอใจ ; พอใจหล่อ เลี้ยงให้จิตใจมีความอิ่ม ไม่หิวเป็นเปรตอยู่เสมอ. หรือว่า เราได้อะไรมาในวันนี้เท่านี้ หรือว่าเราทำอะไรสำเร็จในวันนี้เพียง เท่านี้ เราก็ควรจะพอใจว่าเราได้ทำสำเร็จ อยู่ทุกวัน ก้าวหน้า อยู่ทุกวัน ; แล้วก็พอใจ เท่าที่มันก้าวหน้าแล้ว, แล้วก็ทำต่อไปเพื่อให้มันมีความพอใจในส่วนที่ก้าวหน้าต่อไป. อย่างนี้เรียกว่าสันโดษ ถ้า หลักเกณฑ์อะไร หรือว่าคำสอนอะไรก็ตาม หรือการปฏิบัติก็ตาม ที่ ทำให้ไม่รู้จักสันโดษ แล้ว ก็ไม่ใช่คำสั่งสอนที่ถูกต้อง ; มันจะทำให้คนหิวเป็นเปรต อยู่ตลอดเวลา. เราจะเป็นมนุษย์ที่อิ่มเอิบ อิ่มเอมอยู่ตลอดเวลา สดชื่น แจ่มใส เยือกเย็น อยู่ตลอดเวลาด้วยความสันโดษนี้. ข้อที่ ๖ คลุกคลีกันเป็นหมู่ : นี่ระวังให้ดี ถ้าคุณเข้าใจผิดแล้วก็มีโทษมาก. พระพุทธเจ้าตรัสว่า การคลุกคลีกันเป็นหมู่นั้นผิด, แล้วการไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่นั้นถูก. นี้คุณจะเห็นว่า เราก็คลุกคลีกันเป็นหมู่ในการเล่าเรียน ในการเล่นกีฬาโดยเฉพาะที่สโมสร นี่มีส่วนผิดหรือส่วนถูกอย่างไร ? คลุกคลีกันเป็นหมู่ นี้หมายความว่า ทำไปตามอำนาจ ของกิเลสหรือความโง่ หรือความรู้สึกฝ่ายต่ำ.

น.277 การตั้งสมาคมของสถาบันต่าง ๆ นั้น มีทางที่จะผิดก็ได้ ถูกก็ได้ ถ้าสมาคม นั้นตั้งขึ้น เพื่อ คลุกคลีกันเป็นหมู่ ตามความต้องการของกิเลสแล้ว ผิดทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยไหน ; แต่ถ้าตั้งขึ้นเพื่อประชุมกันทำสิ่งที่ควรทำ แล้วร่วมมือ กันให้มันสำเร็จดี อย่างนี้ถูก ไม่เรียกว่าคลุกคลีกันเป็นหมู่. “คลุกคลีกันเป็นหมู่" นั้น หมายถึงข้อที่ว่า อาศัยความโง่ หรืออาศัยกิเลส แล้วอาศัยความเอร็ดอร่อยมาเล่นหัวกัน เสียเรื่อยไป. ยก ตัวอย่าง ให้เห็นง่ายๆ เช่นพระเณรอยู่ในวัดนี่ ก็หาโอกาสแต่จะมาจับ กลุ่มกันคุยเล่น หยอกเอินกันไปอย่างนี้ คลุกคลีกันเป็นหมู่แบบนี้ผิด ; แต่ถ้ามารวม กันศึกษาเล่าเรียนมารวมกันทำปาฏิโมกข์ เปิดเผยความบริสุทธิ์ของตัวเอง อย่างนี้ไม่ใช่ คลุกคลีกันเป็นหมู่. จะจำง่าย ๆ ก็ คลุกคลีกันเป็นหมู่นั้น เหมือนกับว่าสุนัขและแมว มันไล่หยอกกันเป็นหมู่อย่างนั้น ; จำภาพติดตานี้ไว้เถอะ แล้วเราไม่ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน. แต่ถ้ามารวมหัวรวมแรง รวมอะไรกัน เพื่อจะทำหน้าที่ให้ลุล่วงไป แม้จะมากมายตั้งร้อย ตั้งพัน ตั้งหมื่น ก็ไม่ได้ห้ามไว้ในข้อนี้ กลับส่งเสริมเสียอีก. ความสามัคคีกันทำหน้าที่ ที่ต้องทำให้ลุล่วงไปนี้ ทำประโยชน์ให้สำเร็จ ; ส่วนคลุกคลีกันเป็นหมู่นั้น เพื่อกิเลส เพื่อเล่นหัว. ข้อที่ ๗ คือ ความเกียจคร้านหรือไม่เกียจคร้าน คำนี้มีความหมายกว้าง ความเกียจคร้านโดยทั่วไปเราก็ไม่ชอบกันอยู่แล้ว แต่มันยังมีว่า ขยันขันแข็งหรือเปล่า ; ไม่เกียจคร้านหมายถึงเอาจริงเอาจัง ขยันขันแข็ง อุตสาหะ วิริยะ industrious ในหน้าที่ ของตัวนี้ มันก็เรียกว่าไม่เกียจคร้าน. ถ้ามันเป็นไปเพื่อตรงกันข้าม ก็เรียกว่าเกียจคร้าน ; บางทีใช้เหตุผลของตัวคือ ๆ ว่า เรามีอิสระ เรามีประชาธิปไตย เราอยากจะนอน ใคร จะว่าอะไรเรา มันก็ถูกของเขา. แต่นี้มันเป็นความเหลวไหล ความเพาะนิสัยที่ให้เหลวไหล

น.278 ๒๕๔ มากขึ้น. เรื่องเดินทางของชีวิต มันเรื่องใหญ่โต มัวเหลวไหล หรือมัวทำอย่างที่เรียกว่า ทำเล่นๆ หรือเสียไม่ได้นี้ มันไม่พอกัน ; ฉะนั้นต้องขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง แต่ แล้วก็ไม่ใช่บ้าบิ่น. จงระวังไว้ด้วย ความขยันขันแข็งกับความบ้าบิ่นนั้น มันต่างกันมาก. ข้อที่ ๘ ข้อสุดท้ายนี้ เลี้ยงยากหรือเลี้ยงง่าย, เป็นอยู่ยากหรือเป็นอยู่ง่าย. ถ้ามีหลักให้เป็นอยู่ง่าย เลี้ยงง่ายก็เรียกว่าถูก, ถ้าเป็นอยู่ยาก พิถีพิถันต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ไม่ถูก เป็นเรื่องของกิเลสด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นในหมู่บรรพชิตเราในหมู่สงฆ์ ของเรานี้ จึงมุ่งหมายให้เป็นอยู่ง่ายที่สุดเลย การกิน การอยู่ การนุ่ง การห่ม การอะไร ต่าง ๆ ให้มันง่ายที่สุด. คุณทบทวนดูดีๆ ว่าการปฏิบัตินั้น มัน จะถูกต่อเมื่อ มันเป็นไปในหลัก ที่ว่าไม่ไปติดในสิ่งใด : ไม่กำหนัดย้อมใจ, ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์มากขึ้น, ไม่ก่อให้ กิเลสมากขึ้น, ไม่ทำให้อยากในส่วนเกิน แม้แต่สติปัญญานี่ก็ไม่ควรอยากในส่วนเกิน, สันโดษ, ไม่คลุกคลีกันเป็นหมู่, ขยันขันแข็ง, เลี้ยงง่าย. ถ้า ตรงกันข้าม มันก็ติด ยึดติด ติดด้วยอำนาจของกิเลส เช่นติดการพนัน ติดผืน ติดกัญชา ; นี้ก็เรียกว่าติด. ติดเงิน ติดของ ติดสวย ติดงาม ติดอะไรต่าง ๆ, มันเพิ่มความทุกข์มากขึ้น เพิ่มกิเลสมากขึ้น, อยากในส่วนเกิน, ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ไม่รู้จักอิ่มแม้แต่วินาทีเดียว ในชีวิตนี้ไม่มีความอิ่มแม้แต่วินาทีเดียว, คลุกคลีกันเป็นหมู่ เพื่อเล่นหัว, แล้วเอาเปรียบ ขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม, เลี้ยงยาก, พิถีพิถันเรื่องเป็นอยู่ ; อย่างนี้ผิด. นี้ก็เกิดปัญหาทางปฏิบัติขึ้นแม้ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในชีวิตประจำวัน ก็ใช้หลักเหล่านี้ได้ ; หลักที่ไปนิพพานเหล่านี้ใช้ได้ในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน,

น.279 เพื่อนิพพานเล็ก ๆ ประจำวัน คือความเย็นอกเย็นใจเป็นประจำวัน. ในชีวิตประจำวันนี้ ใช้หลักอันนี้ได้ ซึ่งเป็นหลักสำหรับไปนิพพานโดยแท้จริง. ระบบของการเป็นอยู่ หรือ mode of living อย่างนี้ ถูกทั้งหมดเลย ทั้ง เด็กผู้ใหญ่ ทั้งอยู่ในโลกไปก่อน หรือว่าจะไปนิพพานแล้ว ; เอาไปจัดให้เป็นหลักที่มี ในชีวิตประจำวัน. เมื่อในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย เขาไม่สอนอย่างนี้ เขาไม่ให้ ใช้หลักอย่างนี้; ส่วนตัวเรานี้ ส่วนฝ่ายด้านวิญญาณของเรานี้ เราอาจมีหลักอย่างนี้ เราทำขึ้นเองได้ แล้วก็อยู่ในโลกกับเขาได้ โดยสงบสุข ยิ่งกว่าพวกเขาที่ไม่สนใจในหลัก อย่างนี้ .. ถ้าคุณกลับไปจากที่นี่ คุณลองไปดูให้ดีๆ แล้วก็ปรับชีวิตประจำวัน ไม่ให้ผิดหลัก เหล่านี้ ให้ประกอบอยู่ด้วยหลักเหล่านี้. พอมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เป็น ของที่ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรแน่ ก็ลองไล่ไปดูทีละหลักทีละหลัก : เรื่องรับน้องใหม่มันบ้า เท่าไร ? สังเกตดูจากหลักเหล่านี้. เดี๋ยวนี้เป็นปัญหาไปทั้งโลกแล้ว พิธีการรับน้องใหม่ มันบ้าเท่าไรก็ดูจากหลักเหล่านี้ ; แล้วอย่าไปร่วมมือบ้ากับเขาเสียก็แล้วกัน. นี้ยก ตัวอย่างของการที่จะใช้ตัดสินปัญหา อย่าให้เตลิดเปิดเปิงไป จนไม่เป็นผู้เป็นคน ไม่เป็น มนุษย์มนาอย่างชาวบ้านเขาเรียก เพราะมันผิดหลักเหล่านี้ ; นี้เป็นตัวอย่างทั้งนั้น หลักมหาปเทสฝ่ายวินัยหรือระเบียบ ทีนี้ เวลาเหลืออยู่นิดเดียว ก็จะพูดถึง หลักมหาปเทส คือ หลักพื้นฐาน ที่จะตัดสินเรื่องเกี่ยวกับของแปลกของใหม่ที่เพิ่งมีมา : วัตถุสิ่งของก็ดี การกระทำก็ดี

น.280 ความคิดนึกก็ดี ที่มันแปลกเข้ามา เราจะต้องตัดสินว่า ควรจะรับเอาหรือไม่; หลักทาง วินัยในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๔ ข้อ :- สิ่งใด ไม่มีบัญญัติไว้ในบทบัญญัติ ว่าสิ่งนี้ไม่ควร, คือ ไม่มีในบทบัญญัติ ว่าไม่ควร ; เราแยกเป็น ๒ ทาง : ว่า ถ้าสิ่งนั้นเข้ากันได้ กับสิ่งที่บัญญัติไว้ ว่าไม่ควร แต่กาลก่อนนี้ เราก็จัด ออกไป เป็นสิ่งที่ไม่ควร; แต่ถ้าไป เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร คือบัญญัติไว้ว่าควร แล้วเราก็ปฏิบัติกันอยู่ว่าควร สิ่งแปลกสิ่งใหม่นี้ ก็จัดไว้กับพวก ที่ควร. ของแปลกใหม่เข้ามา ยังไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควร เอาไปเทียบดูกับสิ่งที่ได้มี บัญญัติ หรือถือปฏิบัติกันอยู่แล้ว ไปเข้ากันได้กับฝ่ายที่ควร ก็ถือว่าควร ; ถ้าไปเข้าได้ กับฝ่ายที่ไม่ควร ก็ถือว่าไม่ควร ; นี้มันได้ ๒ อย่าง. สิ่งใด ที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่าควร ; อย่าเอาไปปนกันให้มันยุ่งกับกลุ่มแรกว่า ที่ไม่ได้ห้ามว่าไม่ควร. เดี๋ยวนี้ที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่าควร ก็มีอยู่ ๒ แง่. ในกลุ่มหนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น ๒ แง่ ก็เลยได้ ๔ ข้อ. ที่ไม่ได้ห้ามไว้ก่อน เราก็มา ดูว่าสิ่งนี้ไปเข้ากับ พวกไหนได้; ถ้าเข้าได้กับพวกไม่ควร ก็ให้ถือว่าสิ่งนี้ สิ่งมาใหม่นี้ ไม่ควร, ถ้ามันไป เข้ากันได้ กับสิ่งที่ควรละก็ สิ่งมาใหม่นี้ ก็ควร คือ ทำได้. ทีนี้ อีกทีก็ว่าพวกที่ไม่ได้อนุญาตไว้ หรือแนะไว้ว่าควร แต่มาใหม่อีกแล้ว ก็เลยมาแยกว่า ถ้ามันไป เข้ากันได้กับพวกที่ไม่ควร ก็ให้ถือว่าไม่ควร, ถ้าเข้ากันได้ กับพวกที่ควร ที่ถือว่าควร ที่บัญญัติว่าควร ก็กลายเป็นเรื่องที่ควร ไป. มันเป็น logic อยู่นิดหน่อย ที่แยกออกไปเป็นพวกที่ไม่ได้ห้ามไว้หรือไม่ได้ อนุญาตไว้เป็น ๒ อย่าง เพื่อไม่ให้มีทางแก้ตัว. คนเรามันมีกิเลสสำหรับแก้ตัว ;

น.281 เพราะฉะนั้น ในทางศาสนา หรือบทบัญญัติของพระพุทธเจ้า จึงมีไว้สำหรับไม่ให้แก้ตัว ; ส่วนที่ ไม่ได้ห้าม ไว้มันก็อย่างหนึ่ง, ส่วนที่ ไม่ได้อนุญาต ไว้มันก็อย่างหนึ่ง. ลองไป แยกกันดู แล้วแต่ว่ามันจะควรหรือไม่ควร ก็โดยที่จะเข้ากันได้กับฝ่ายไหน. นี้เกี่ยว กับระเบียบ เกี่ยวกับวินัยที่จะต้องปฏิบัติ ; แม้ของชาวบ้านในบ้านเรือน ก็ใช้หลัก อันนี้ได้ในเมื่อเกี่ยวกับวินัย, วินัยคือระเบียบ คือบทบัญญัติที่เป็นการบังคับ. หลักมหาปเทส ฝ่ายธรรมะ ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการบังคับ ก็เรียกว่า สุตตันตะ, เป็นหลักธรรมะ ไม่บังคับ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่วินัย ก็เรียกว่า มหาปเทสทางฝ่ายสุตตันตะ คือฝ่าย ธรรมะก็มีอยู่ ๔ ข้อเหมือนกัน ; เป็นเรื่องที่เนื่องกันอยู่กับการอ้างอิง คือปัญหาที่จะ เกิดขึ้นเกี่ยวกับวิชาหรือตำรา เมื่อเป็นความกำกวมขึ้นมา ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่ พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้ ๔ อย่างว่า :- ข้อที่ ๑. แม้ว่าจะได้ รับฟังไปจากพระพุทธเจ้าเอง เดี๋ยวนี้ ก็อย่าเพือถือ ว่าถูก หรือรับเอาทันที ให้ทำกรรมวิธีที่เรียกว่า สุตฺเต โอสาเรตพพิ คือ หยั่งลงไปดู ในสูตร คือเอาบทที่เป็นปัญหานี่มาหยั่ง ทดสอบไปในสูตรทั้งหลาย ; และ วินเย สนฺทฺ- เสตฺพํ คือ เทียบดูในวินัย. หยั่งลงไปดูในสูตร เทียบกันดูกับวินัย นี่มีอยู่ว่า สูตร กับวินัย ; สูตรคือธรรมะ วินัยคือวินัย. หลักเกณฑ์ทางธรรมเรียกว่า สูตร หลักเกณฑ์ทางวินัยเรียกว่า วินัย ; ให้เอา ไปหยั่ง เพื่อ สอบดูกับสูตร ทั้งหลาย หรือว่าระเบียบของสูตรทั้งหลายด้วย, เอาไปเทียบ

น.282 กันดูกับวินัย หลักเกณฑ์ทางวินัยทั้งหลายด้วย. เอ้า, ถ้าลงกันได้ ไม่ขัดกับสูตรหรือ วินัย ทั้งหลายทั่วไปแล้ว ก็ให้ถือเอา ให้รับเอา. นี่พระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ถึงอย่างนี้ ไม่ผูกขาดความคิดเห็นของพระองค์เอง, เปิดให้กว้าง เอาไป เอาไปวิจารณ์ เอาไปทดสอบ ; นี้จึงวางบทมหาปเทสข้อแรกว่า แม้จะรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์ ก็ยังเปิดโอกาสให้ไปทดสอบดูกับธรรมวินัยทั้งหลาย ที่ได้วางไว้แล้ว ที่ได้บัญญัติไว้แล้ว นี่ข้อที่ ๑. ข้อที่ ๒. แม้จะ รับฟังมาจากคณะสงฆ์ : คณะสงฆ์ทั้งหมดที่มีสังฆปาโมกข์ ก็ยังไม่เอาทันที ; ให้ เอาไปหยังดู ในสูตร เอาไปเทียบดู ในวินัยอย่างเดียวกัน. ถ้า เข้ากันได้กับหลักทั่วไปในสูตร ในวินัย ในนั้น จึงเอา จึงใช้ได้ - ถูก และควร. ข้อที่ ๓. รับฟังมาจากคณะพระเถระผู้เป็นพหูสูต : เป็นพระเถระ เป็น ผู้เฒ่าผู้แก่ มีราตรียาว รู้จักโลกมานานแล้ว, แล้วก็เป็นหมู่เป็นคณะด้วย, แล้วก็แต่ ละองค์เป็นพหูสูต คือเรียนมาก หรือคงแก่เรียนด้วย ; ก็อย่าเพื่อรับเอา, อย่าเพ่อั่ง, อย่าเพ่อ. ให้มาทดสอบ ด้วยวิธีว่า หยั่งลงดู ในสูตร เทียบกันดูในวินัย ; ถ้าเข้ากันได้ กับแนวทั่วไปของสูตร ของวินัยแล้ว จึงรับเอา. ข้อที่ ๔. อันสุดท้าย รับฟังมาจากพระเถระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นพหูสูต ; อย่างพระเถระองค์หนึ่ง เขาเล่าลือกันว่า เป็นผู้แตกฉาน เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้มีอะไร นี้ก็อย่าเพ่อ อย่าเพ่อเชื่อ อย่าเพือถือเอา. ให้มาทำการ หยั่งลงดูในสูตร เทียบกันดู ในวินัย โดยหลักทั่วไป มันลงกันได้ในสูตร ในวินัยแล้ว จึงรับเอา. นี่ขอตักเตือนว่า นี่ไม่ใช่คำสอนที่สอนให้คือด้าน ให้หัวสูง ให้ไม่เชื่อใคร ; คงอ่อนน้อมถ่อมตัวอย่างยิ่งอยู่เสมอ รับฟังเอามาด้วยดี แต่เอามาทดสอบอย่างนี้ :

น.283 ทดสอบในสูตร ด้วยการ หยั่งลงในสูตร ทดสอบในวินัย ด้วยการ เทียบดูกับวินัย : แล้วจึงเห็นว่า อ้าว, มันถูกแน่ ความกำกวมมันก็ไม่มี. นี้ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า จะเป็นระเบียบ กฎหมาย ก็ดี มันมีหลักใหญ่ ๆ ซึ่งผิดไม่ได้ มันเป็นหลักใหญ่ที่มองเห็น. ทีนี้ในสูตรในธรรมะ ในฝ่ายธรรมะที่ไม่ใช่ กฎหมายไม่ใช่วินัย มันก็มีแนวของมัน มีทิวทัศน์ มี outline มีแนวใหญ่ที่เราจะสังเกต เห็น. ถ้าเข้าแนวใหญ่นั้นไม่ได้ แล้ว ก็ตัดทิ้งไปได้ เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แม้รับมาจากพระพุทธเจ้า ; ก็หมายความว่า เรานี้ไม่สามารถจะทำให้เข้ากับแนวใหญ่ นั้นได้ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัสผิด. พระพุทธเจ้าตรัสถูก แต่หูเราเชื่อนไปก็ได้ หรือ ว่าเราไม่มีความรู้พอที่จะฟังถ้อยคำนั้น ให้มีความหมายถูกต้องก็ได้ ; คำพูดก็มีความ หมายเฉพาะ เราถือเอาความหมายผิด คำพูดนั้นก็เลยใช้ไม่ได้. อย่างพระพุทธเจ้าตรัสว่า "ว่าง" นี้ คนโง่สมัยนี้เขาก็ว่า "ไม่มีอะไร" หรือ “สูญเปล่า" นี่ ; แต่คำว่า "สุญญตา" ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความว่าสูญเปล่า หรือไม่มีอะไร. สุญญตาก็มีทุกอย่าง แต่ว่าไม่มีตัวตนเท่านั้น ; นี่เราฟังมาจาก พระพุทธเจ้าว่าสุญญตา แล้วมาตีความหมายว่า ไม่มีอะไร หรือสูญเปล่า เรามันบ้าเอง. นี้มีทางที่ว่าจะฟังผิดได้ ทั้งที่พระพุทธเจ้าก็ตรัสถูกแล้ว. พระพุทธเจ้าได้วางหลักว่า ให้เอามาเทียบกันดูกับหลักใหญ่ๆ ที่มีอยู่เป็น พื้นฐานแล้ว ; เช่นท่านพูดว่า อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนิจจัง ทุกขัง เปลี่ยนไป ตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ; นี้ก็เป็นการรู้เรื่องว่างขึ้นมาทันที, รู้เรื่องว่างอย่างถูกต้องขึ้นมาทันที โดยอาการที่เรียกว่า เอาไป หยั่งลงไปในสูตร เหมือนกับหยั่งปรอทวัดน้ำลงไปในน้ำ, ไปเทียบกันดูกับวินัย.

น.284 วัดดูอย่างนี้แล้ว ก็จะพบความถูกต้อง ๔ ประการนี้ว่า แม้รับฟังมาจากพระ พักตร์ ก็อย่าเพ่อ, แม้รับฟังมาจากคณะสงฆ์ที่ประกอบไปด้วยสังฆปาโมกข์ ก็อย่าเพ่อ, แม้รับฟังมาจากกลุ่มของผู้คงแก่เรียน ก็อย่าเพ่อ, แม้รับฟังมาจากบุคคลผู้คงแก่เรียน ก็อย่าเพ่อ, ขอให้เอาไปทดสอบ โดยวิธีหยั่งลงไปในสูตร เทียบกันดูกับวินัย : สุตฺเต โอสาเรตพพิ, วินเย สนฺทฺเสตฺพิ. มันจะเป็นหลักที่ทำความปลอดภัยให้แก่เรา ผู้เกิดมาในโลก ที่จะมีอะไรยุ่งยากมากขึ้นทุกที, จะทำความลังเลสงสัย หรือกำกวม ให้แก่เรามากขึ้นทุกที. เราใช้หลักดังกล่าวมานี้ เราไม่มีทางผิด; แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ดื้อ ให้กระด้าง ให้หัวแข็ง ให้หัวสูง ไม่เชื่อใครเสียเลย ; มีแต่ว่า จะทำความปลอดภัย ให้ โดยการว่าจะไม่ตีความหมายผิด จะไม่ถือเอาความหมายผิด หูของเรามันเชื่อน ฝั่งผิด ตีความหมายผิดก็ได้. นี่ป้องกันไม่ให้เกิดโรคชนิดนี้ขึ้นมา ในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องทำอย่างนี้. เวลาของเรามีพอ เพียงให้พูดกันโดยหัวข้อใหญ่ ๆ ๔ หัวข้อ ว่าโดย หลัก กาลามสูตร สำหรับตัดสินความเชื่อ, โดยหลักโคตมีสูตร สำหรับตัดสินการปฏิบัติ, โดย มหาปเทสทางวินัย สำหรับตัดสินความกำกวมที่มันเกิดขึ้นทางระเบียบทางวินัย ปัญหาทางวินัย, แล้วก็ มหาปเทสฝ่ายสุตตันตะ นี้สำหรับตัดสินปัญหาที่มันเกิดขึ้น เป็นความกำกวมทางฝ่ายวิชาหรือตำรา เช่นการเล่าเรียนในโรงเรียน ในครูบาอาจารย์, เป็นปัญหา ; ก็ใช้หลักนี้ตัดสินปัญหา เพื่อจะแยกดู. แม้ว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับหลัก ใหญ่ หรือเป็นปัญหาเหตุผลส่วนตัว เหตุผลส่วนตัวก็ใช้ได้ โดยไม่ทิ้งหลักอันนี้ เพียง

น.285 แต่มีอิสระที่จะเลือกมากกว่า : เป็นปัญหาที่แก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้, ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไข ให้ดี โดยอาศัยหลักอันนี้, ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ทำให้มันดี ก็โดยหลักอันนี้. นี่แปลว่า ต้องทำให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าในกรณีที่แก้ไขได้ หรือแก้ไขไม่ได้ เรียกว่า หลักตัดสิน ปัญหาชีวิตในทุกกรณีของบุคคลทุกคน ในการที่จะแก้ไข เยียวยา รักษาโรคของสัตว์โลก ทั้งปวง รวมตัวเราคนหนึ่งด้วย. นี่เวลาที่มีอยู่มันก็หมด หรือมันเลยไปบ้าง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต