น.286 วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๓๐ น. แล้ว. วันนี้เป็นการบรรยายครั้งที่ ๑๑ และเป็นเรื่องที่ ๒ ของความรู้ที่จำเป็น ก่อนแต่ที่จะมีการเยียวยารักษา จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า วงล้อของชีวิตในชีวิต ประจำวัน. จะรักษาโรคของชีวิต ต้องรู้ความลับแห่งชีวิตก่อน ทำไมจึงได้พูดเรื่องนี้ ในชื่ออย่างนี้ เรื่องทั้งหมดของเราก็มี เรื่องการ แก้ไขเยียวยารักษาโรคของชาวโลก ตามแบบของพระพุทธเจ้า, ในการแก้ไขเยียวยา ๒๖๓
น.287 รักษาโรคของชีวิตนั้น จำเป็นที่จะต้องรู้ความลับ เป็นต้น ของสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิตนั้น ในชีวิตประจำวัน หรือแต่ละวัน. ถ้าเราไม่รู้ความลับอันนี้ ก็ไม่มีหนทางที่จะแก้ไข เยียวยา หรือรักษาโรค หรืออะไรต่างๆ ในปัญหาของชีวิต หรือตัวชีวิตเองได้. ต้องรู้ความเร้นลับ อะไรบางอย่าง ของชีวิต ที่ยังไม่ค่อยเปิดเผยแก่คน ทุกคน, หรือจะเปิดเผย มันก็เปิดเผยแต่ในด้านทางฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายร่างกาย. ฝ่าย จิตใจยังไม่เปิดเผย หรือจะเปิดเผยบ้าง ก็แต่เพียงบางส่วนที่ไม่ลึกซึ้ง ; ดังนั้นเราจึง ไม่อาจจะแก้ไขโรคของชีวิตนี้ในส่วนลึก คือความดับทุกข์สิ้นเชิงได้. บรรดา ความลับ ของชีวิตนี้ ที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ โดยตรงแล้วก็คือ ห่วงเหมือนกับ ห่วงโซ่แห่ง พฤติของจิต. จิตมีพฤติอยู่ตลอดเวลา แล้วมันคล้องกัน เป็นห่วง หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า วัฏฏสงสารหรือไตรวัฏฏ์ : นี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในบรรดาความลับของสิ่ง ที่เรียกว่าชีวิต สำหรับการที่จะแก้ไข รักษาเยียวยา ปรับปรุงต่างๆ ให้มีความดับทุกข์ สิ้นเชิง. แม้พวกคุณจะเป็นนักศึกษา แต่ก็คงไม่มีความรู้เรื่องนี้ เพราะยังไม่ได้เรียน, เพราะมันไม่ได้อยู่ในหลักสูตรของคุณ, หรืออาจจะยังไม่ทราบ. วงล้อที่คล้องกันเป็นห่วงที่สำคัญที่สุด คือการอาศัยกันเกิดขึ้น คล้องกัน ไปเป็นห่วง เป็นลูกโซ่ของสิ่งที่เรียกว่าตัวกู ; ตัวกูในทางความยึดมั่นถือมั่น ทางจิต ทางวิญญาณ ; เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะไม่รู้จัก "ชาติ" หรือความเกิด ที่สำคัญกว่าชาติที่รู้ กันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป. คำว่า ชาติ - ความเกิด นี้ มีหลายความหมาย ; ชาติ - ความ เกิด ที่สำคัญที่สุดกว่าชาติที่รู้จักกันอยู่แล้วทั่ว ๆ ไปนี้ มันมีอยู่ชาติหนึ่ง นี้อาจจะยังไม่รู้ หรือไม่เคยคิดว่ามันมี. ฉะนั้นขอให้พยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้ในวันนี้ ซึ่งจะ เรียกว่า "วงล้อที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวชีวิต"
น.288 แล้วขอเตือนว่า ถ้าอยากรู้ความลับลึกซึ้งอะไรทำนองนี้ แล้วก็ให้ขยันไหว้ ครู ไปตามเดิม : สพฺพญญู สพฺพทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก - อาจารย์ของเรานั้น เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็น ผู้ชนะมารแล้ว เป็นพระศาสดาผู้ประกอบไปด้วยกรุณาอันยิ่งใหญ่ เป็นผู้รักษา เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้; ให้ความหมายในถ้อยคำเหล่านี้มันแจ่มชัดอยู่ ในใจเสมอ ใจนั้น ก็จะพร้อมที่จะรู้ความลับของสิ่งทั้งปวง. นี่คือข้อที่ว่าทำไมจึงมา พูดเรื่องนี้. ทีนี้ ก็จะได้พูดถึงตัวเรื่องของมันต่อไป เรื่องแรกก็คือ "ห่วงโซ่แห่งพฤติ ของจิต หรือวงล้อของชีวิต" ที่หมุนจี๋อยู่ตลอดเวลา ทั้งเป็นชนิดที่ใต้สำนึกและเต็ม สำนึก ; ในขั้นแรกเราจะพูดถึงคำว่า "วงล้อ" เสียก่อนดีกว่า. พึงรู้จัก สังสารจักร ของชีวิต ชีวิต นั้น เอาความหมายกว้าง ๆ คือความเป็นอยู่ ความมีอยู่ ; ชื่อว่า ความเป็นอยู่ หรือ ชีวิต นี้ ต้องมีการหมุน หรือที่เรียกว่า วงล้อ. ตัววงล้อ นั่นเขา เรียกว่าจักร, จกร นี้ ที่เรามาเรียกว่าเครื่องจักรอะไรนี่. จักร ตัวนี้แปลว่า วงล้อ, การหมุน ของมัน เขาเรียกว่า สังสาระ หรือสงสาร ไม่ใช่เมตตาสงสาร ซึ่งเป็นอีก คำหนึ่งต่างหาก. สังสาระ แปลว่าหมุนไป, สังสารวัฏฏ์ สังสารจักร - หมุนไปแห่ง วงล้อ. ชีวิตมีอยู่ได้ แม้ชีวิตในฝ่ายรูปธรรม และแม้รูปธรรมที่ปราศจากชีวิต ; เช่น อย่างในปรมาณูหนึ่ง ๆ ตามความรู้สมัยใหม่นี้ ก็มีอนุภาคของมันอันหนึ่ง ซึ่งหมุนอยู่
น.289 รอบ ๆ อนุภาคอีกอันหนึ่ง ; ถ้าไม่มีการหมุนอันนี้ มันก็ไม่มีความหมายของคำว่า ปรมาณูหนึ่ง ๆ ในปรมาณูหนึ่งนี้ จะถือว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ? คนสมัยนี้เขาถือว่า ไม่มีชีวิต ; แต่ข้อที่ มันมีการหมุนอยู่รอบ ๆ ตลอดเวลา จึงทรงตัวอยู่ได้ หรือมีอยู่ได้นี้ มันก็ ควรจะเรียกว่าชีวิต. "ความมีอยู่" ตามแบบของสิ่งที่เราไม่เรียกมันว่ามีชีวิต แม้แต่ปรมาณูของแร่ธาตุ ก็ต้องมีอาการอย่างนี้ ที่เรียกว่าสังสารจักร หรือสังสารวัฏฏ์ ; ถ้าปราศจากสังสารจักรแล้ว ชีวิตมันก็มีอยู่ไม่ได้. ตรงนี้ก็อยากจะเตือนไว้เสมอว่า คำพูด ภาษาธรรมะ นี่จะลึกซึ้งอย่างไร ก็ ยืมภาษา ง่าย ๆ ธรรมดา ของชาวบ้านมาใช้เสมอไป. ให้จำไว้; เช่นคำว่า "หน ทาง" นี้ ยืมมาใช้เป็น อัฏฐังคิกมรรค เพื่อปฏิบัติและเพื่อจะดับทุกข์, ความเย็นของ ความร้อนนั้น ที่เรียกว่า ดับลงแล้ว ก็เรียกว่า นิพพาน. ในที่นี้ก็เหมือนกัน ยืม คำว่า "ล้อเกวียน" มาใช้ แทนความหมายของคำว่า "จักรของชีวิต", "แล้วที่มันหมุน ๆ ก็คืออะไรหมุนก็ตาม ก็เอามาเป็นการหมุนของจักรของชีวิต นับตั้งแต่ สังสารวัฏฏ์ ของ วัตถุแท้ ๆ ที่เราเรียกว่ามันไม่มีชีวิต มันก็มี สังสารจักร อันนี้. ทีนี้ ก็มาถึง สิ่งที่มีชีวิต ในส่วนที่เป็นร่างกาย มันก็ ประกอบด้วยสังสาร- จักร อยู่หลาย ๆ อย่าง ที่เป็นอย่างหยาบที่สุด ก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนไป ๆ เป็น วงใหญ่ ๆ นี้; วงแคบ เข้ามา มันก็มี อดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่เรียกว่าวัย : ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ตามเรื่องของมัน. มองแคบเข้ามา ร่างกายนี้อยู่ได้เพราะการไหลเวียน ของสิ่งที่ไหล เวียน : ไหลเวียนของโลหิต, ไหลเวียนของการหายใจ, ไหลเวียนของเนื้อหนังล้วน ๆ, คือเซลล์ต่าง ๆ ที่มันต้องทะยอยกันด้วยการสับเปลี่ยน ; นี้ก็มีอาการที่เรียกว่าหมุน. อาการ
น.290 ที่หมุนก็เรียกว่ามันเป็นห่วงโซ่ คือคล้องกันหลายๆ วง ; นอกจากจะหมุนไปในหนึ่ง วงแล้ว มันยังคล้องกันอยู่ทุกวง มันสัมพันธ์สืบต่อกัน. นี่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันก็มี แม้ในเซลล์หนึ่ง ๆ มันก็ยังมีการไหลเวียนของการได้กิน ได้ตั้งอยู่ ได้ถ่าย ออกไป ได้เกิดขึ้น แล้วก็ได้สลายไป ในวงเล็ก ๆ เฉพาะเซลล์ก็มี, ในวงใหญ่ ๆ เฉพาะกลุ่มของเซลล์ก็มี. ถ้ามันไม่มีอาการหมุนอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ ; ฉะนั้น ชีวิตจึง เป็นการหมุน. การหมุนนี้เป็นอาการของวงล้อ นี้ฝ่ายวัตถุ ฝ่ายร่างกายมันเป็นอย่างนี้ เต็มที่ ; แต่ปัญหาส่วนใหญ่มันอยู่ที่ฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายนามธรรม ; ฉะนั้น เราจึงมีสิ่ง ที่เรียกว่า วงล้อฝ่ายนามธรรม ที่ เป็นเรื่องของกิเลส และ ความทุกข์. บุคคลสูงสุดคือ พระอรหันต์ ก็แปลว่า ผู้ทำลายวงล้อนี้เสียได้ กิเลส หรือความทุกข์มันก็หยุดหมุน. คำว่าพระอรหันต์ในความหมายหนึ่ง แปลว่า ผู้หัก วงล้อเสียได้ ล้อหมุนไม่ได้อีกต่อไป; ฉะนั้น จึงสะอาด จึงบริสุทธิ์ จึงไม่มีความทุกข์. พระอรหันต์หักวงล้อของอะไร ? ก็ของชีวิต. • ของชีวิตในด้านไหน ? ก็ชีวิตในฝ่าย นามธรรม. วงล้อนี้ประกอบอยู่ด้วย กิเลส กรรม และ ผลกรรม ซึ่งเราจะได้ พูดกันต่อไป. ในที่นี้ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "วงล้อ" และวงล้อในชีวิต ที่มีอยู่มากมาย หลายด้าน หลายแขนง ; แต่ละวงหมุน หมุนเพื่อวัตถุแท้ ๆ อยู่, หมุนเพื่อร่างกายอยู่, หมุนเพื่อจิตใจอยู่, หมุนเพื่อให้กิเลสหรือความทุกข์จะได้เกิดขึ้น ; นี้เรียกว่าพฤติ ของจิต, วฤตฺติ เป็นภาษาสันสกฤต วฏฏ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ความเป็นไป ความ ไม่หยุด, หรือ motion แปลว่า พฤติ. มีพฤติมันก็ต้องไป ; ไปนี้ไม่ได้ไปซื่อ ๆ มันไปเป็นอย่าง หมุนไป. ที่เราเห็นนั้นเห็นแต่การไป เราไม่เห็นการหมุนที่เป็นวัตถุ
น.291 ล้วน ๆ ; เช่นหลอดไฟฟ้าสว่างโร่อยู่นี้ คือการหมุนที่ถี่ยิบเป็นรอบ ๆ จากเครื่องกำเนิด ไฟฟ้ามาที่หลอด แล้วกลับไปนี้ นาทีหนึ่งตั้งพัน ตั้งหลายพัน ตั้งหมื่นก็มี แล้วแต่เขา จะทำมันขึ้น ; เราไปมองเห็นแต่มันไป และไม่ได้เห็นว่าในส่วนหนึ่งมันหมุน. วงกลมหรือ วงล้อแห่งพฤติของจิต คือ motion ของจิต ที่พุ่งไปทางไหน ก็ตามใจหรือว่ามันพุ่งอยู่เป็นวงกลมใหญ่ก็ตาม ในนั้นมันมีวงกลมเล็ก ; เพราะฉะนั้น จิตมัน เคลื่อนไปด้วยอาการหมุน. อย่างนี้เราเรียกว่าวงล้อแห่งชีวิต แห่งสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่ว่าเป็นอยู่ชนิดไหน- วัตถุก็ได้ ร่างกายก็ได้ จิตใจก็ได้ รวมกันก็ได้. **** + พฤติของจิตมีใต้สำนึกและเต็มสำนึก ที่พูดว่าในขณะแห่งจิตใต้สำนึก หรือเต็มสำนึก นี้ก็มีวงล้ออย่างที่ว่านี้ นี้ก็ พูดถึงเรื่องจิต ; พฤติของจิต"๒ ประเภท : ประเภทใต้สำนึก และประเภทเต็มสำนึก พฤติของจิตใต้สำนึก นี้ไม่มี conscious ที่เรารู้ ; แต่มันก็มีอยู่อย่างแรง นั้นคือตัวจิตเอง ตัวสิ่งที่เรียกว่าจิตล้วน ๆ ยังไม่เกี่ยวกับความรู้สึก ไม่มี concept อะไรเลย มันก็มีการหมุนอย่างวงล้อ. ตัวสิ่งที่เรียกว่าจิต นั้น ถ้าไม่มีการหมุน ก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิต ; เช่นเดียว กับอะตอม (atom) หนึ่ง ๆ ถ้าไม่มีการหมุนแห่งอนุภาค ก็ไม่มีอะตอมหนึ่ง ๆ นั้นเป็น ธาตุวัตถุ. ทีนี้ธาตุจิตใจนี้มันก็มีอาการอย่างนั้น : เขาเรียกเป็น ๓ ระยะ หรือ ๓ ขณะว่า อุปปาท แปลว่า เกิดขึ้น, ฐิติ แปลว่า ตั้งอยู่, เภท หรือ ภาค นี้ดับลง. นามธรรม หรือว่า ธาตุฝ่ายนามธรรมหนึ่งมีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้ว ดับลง, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - แล้ว
น.292 ดับลง ถี่ยิบ. นี้คือการเกิดของสิ่งที่เรียกว่าจิต ที่เกิดอยู่ แล้วจิตจึงมีอยู่ : ถ้าขาดสิ่งนี้ จิตก็มิได้มี. เหมือนกับว่ากระแสของไฟ ที่มันวิ่งมาที่หลอดไฟ : ผ่านแล้วก็กลับไป แล้ว ก็วิ่งมาอีก, ผ่านแล้วก็กลับไป, นี้ดวงไฟมันจึงโร่อยู่ได้. ทางนามธรรมทางจิตก็ เหมือนกัน สิ่งที่เรียกว่า จิต นั้นมีอยู่ด้วยความหมุน หรือจักรของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่- ดับไป, เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป, ถี่ยิบ; แล้วนามธรรมอันนั้นก็มีลักษณะเป็นจิต อยู่ในร่างกายนี้. อย่างนี้จิตใต้สำนึกไม่มี concept ไม่มีอะไร แต่อยู่ตลอดกาล กว่าชีวิต ชุดนี้จะดับลงไป ; นี้เรียกว่าพฤติของจิตหรือวงล้อของจิต แล้วก็ใต้สำนึก คือเราไม่ รู้สึก แล้วมันก็ไม่ทำ concept ไม่มี conception อะไรเลย, อยู่คล้าย ๆ กับว่าอยู่เป็น รากฐาน เช่นเดียวกับอะตอมอันหนึ่งเป็นรากฐานของสิ่งต่างๆ ที่มันจะปรุงกันขึ้นมา เป็นนั่นเป็นนี่. จิตที่เต็มสำนึก หมายความว่า จิตที่มีการทำหน้าที่ มี concept ; มันจะ มาจากไหนอย่างไรนั้น เป็นรายละเอียดมากเกินไป อย่าเพ่อพูดถึงในที่นี้ แต่ว่าได้มี อะไรแทรกเข้ามา ให้มันเกิดเป็นจิตที่กำลังมี concept คือมีการทำงานทำหน้าที่. เปรียบให้เห็นง่าย ๆ กันลืม ก็เช่นว่ากระแสไฟฟ้า ที่เราทำมันขึ้นมา มีแรง มาก แล้วหมุนอยู่เฉย ๆ อย่างนี้ ไม่มี load นี่เหมือนกับจิตใต้สำนึก, หรือที่เรียกว่า ภวังคจิต - จิตประจำชาติ ประจำภพ เป็นพื้นฐานอยู่เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไม่มี load. ทีนี้กระแสไฟฟ้าที่เราทำ load อะไรใส่เข้าไปนี้ มันชั่วคราว ชั่วเรื่อง ชั่วขณะนี้ มันก็ คงเป็นกระแสไฟฟ้า ; แต่มันถูกบรรทุกด้วย load อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมันก็ต่างกัน
น.293 จิตใต้สำนึกชนิดนั้น เดี๋ยวนี้มันเต็มสำนึก โดยการที่มี load อะไรเข้าไป ; เช่นมีการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ฯ ที่เราเคยพูดกันมากแล้ว, แล้วมันเกิด การปรุงขึ้นจากการกระทบนั้น เป็นผัสสะ แล้วก็เป็นเวทนา. ทีนี้ ก็จะ เป็นกิเลส ตัณหา ตอนนี้แหละคือวงล้อที่เต็มสำนึก แล้วก็เป็นตัวเรื่องตัวราว ตัวปัญหาหรือตัว อันตราย ที่จะเกิดทุกข์หรือเกิดสุข ; วงล้อนี้คือวงล้อที่ ต้องจัดการทำลาย อย่าให้ เกิดขึ้น หรือว่าควบคุมไว้ในสภาพที่ไม่เป็นอันตราย หรือพอจะทนได้. สรุปความว่า จิตใต้สำนึกเป็นภวังคจิต หมุนอยู่เป็นพื้นฐานเฉยๆ ไม่ ประกอบอยู่ด้วยตัวกู ไม่มี concept ว่าตัวกู. จิตที่เต็มสำนึก เขาเรียกว่า ชวนะจิต คือจิตที่มันมี load แล้ว มัน จะปรุงกันไปจนเกิดตัวกู, ความยึดมั่นถือมั่น : มั่นหมาย ในทางจิตว่าตัวกูนั่นแหละ หรือแม้มันไม่ทันจะเกิดตัวกู แต่มันปรุงมาถึงขนาดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วมันสลายไปก็ได้ มีเหมือนกัน. แต่ส่วนใหญ่ของ คนธรรมดา สามัญแล้ว มันต้อง เกิดตัวกู ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง : ตัวกูอย่างมีความโลภ ตัวกูอย่างมีความ โกรธ ตัวกูอย่างมีความหลง มันต้องเกิด. เช่น ตาเห็นรูปเข้า มันก็เกิดการปรุงขึ้นมาทันที ; ภวังคจิตที่ไม่มี load นั้น ก็เกิดมี load เป็นชวนะจิตขึ้นมาทันที. ตาเห็นรูปแล้วก็รู้สึกต่อรูปนั้น : ถ้าสวย สุขเวทนาก็เกิด, ถ้าไม่สวย ทุกขเวทนาก็เกิด. เมื่อ เกิดเวทนา อย่างนี้แล้ว ถ้าสวยมันก็รัก ก็อยากจะได้ อยากจะดม อยากจะ ฯลฯ; เป็นกิเลส ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ประเภทความโลภหรือราคะ .. ถ้ามันไม่สวยก็ขัดใจ ก็โกรธ เกิดกิเลสประเภทโทสะ หรือโกธะขึ้นมา ; ถ้ามันยังเป็น ที่น่าระแวงสงสัย ไม่รู้ว่าอะไรอีก มันก็โง่ หลง โมหะ วนเวียนสนใจอยู่นั้น. นี่เรียกว่า
น.294 พฤติของจิตเต็มสำนึก จนเกิดตัวกู : กูมันอยาก, หรือกูมันเกลียด, หรือกูมันโกรธ, หรือกูมันอิจฉาริษยา หรือมันแล้วแต่ มันมีมาก ; ตอนนี้มันก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น พฤติของจิต, อย่าทำเล่นกับมัน, เป็นวงล้อที่ปรุงแล้วหมุน มัน อาศัยกันเกิดขึ้น จนเกิด ตัวกู แล้วเป็นความทุกข์. โซ่แห่งพฤติของจิตคล้องกัน เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท นี่เรื่องห่วงโซ่แห่งพฤติของจิต มันมีอยู่อย่างนี้ ที่มันเพียงแต่เกิด - ดับ, เกิด - ดับ, เกิด - ดับอยู่เฉย ๆ นั้น ไม่มีปัญหา ; พอร่างกายแตกดับ มันก็สิ้นสุดเอง. แต่ที่มันเกิด - ดับ, เกิด - ดับ ชนิดที่มัน เกี่ยวกับกิเลส หรือเป็นกิเลส นี้คือตัวปัญหา. แล้ว อาการที่มันอาศัยกัน อาศัยกันมาเป็นระยะ ๆ ระยะ ๆ จนเกิดเต็มรูปเป็นตัวภู เป็นความทุกข์ แล้วก็จะกลับไปตั้งต้นใหม่ : นี่คือพฤติของจิต ที่หมุนเป็นวงกลม แล้วคล้องกันเป็นห่วงโซ่ ; อย่างนี้เขาเรียกเป็นภาษาบาลี จำยากสำหรับพวกที่ไม่เรียน ภาษาบาลี โดยเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท : ปฏิจจะ แปลว่า อาศัยกัน อาศัยซึ่งกัน และกัน, สมุปบาท แปลว่า เกิดขึ้นพร้อมบริบูรณ์, ความอาศัยกัน ซึ่งอาศัยกัน - อาศัยกัน แล้วเกิดขึ้นพร้อมบริบูรณ์นี้ เขาเรียกปฏิจจสมุปบาท. ถ้าคุณไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่ได้ศึกษา คุณก็คิดว่ามันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แล้ว มันเป็นเรื่องทางศาสนา เป็นเรื่องของคนแก่เข้าไปเรียนเข้าเถอะ ; แต่ที่จริงมันคือ สิ่ง ที่เกิดอยู่ในชีวิตเป็นประจำวัน เป็นขณะ ๆ ตลอดเวลา วันหนึ่งไม่รู้ว่าถ่วง กี่ห่วง. ตัวเราที่กำลังคิดได้ รู้สึกได้ พูดได้ ทำได้ นั่นเอง มันมีอยู่ได้เพราะสิ่งนี้ คือสิ่งที่คล้อง กันเป็นห่วง หมุนไปรอบ ๆ รอบ ๆ รอบ ๆ แล้วมันมีชนิดที่มันเป็นสำนึกด้วยกิเลส เกิดตัวกูแล้วเป็นทุกข์.
น.295 ๒๗๒ เราต้องการจะทำลายห่วงนี้ ต้องการจะทำลายวงล้ออันนี้ คือวงล้อแห่ง ความทุกข์นี่ ; ส่วนวงล้ออันอื่น ๆ ไม่จำเป็น ให้มันไปตามเรื่องของมัน : เรื่องกิน เข้าไปแล้วย่อย - เลี้ยงร่างกายแล้วก็ถ่ายออกมา - แล้วกินเข้าไป; นี้ก็ไม่ต้องทำลายมัน รักษาควบคุมมันให้ดี ๆ. หรือความไหลเวียนอะไรต่าง ๆ ก็ควบคุมมันให้ดี ให้ร่างกาย มันปกติ, หรือจิตที่มันมีพฤติแต่เพียงว่า เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป เป็นภวังคจิต นี้ก็ ไม่ต้องไปทำลายมัน; ถ้าไปทำลายมัน ก็คือทำลายชีวิตทั้งหมด. ชีวิต ชนิดหนึ่ง ที่เป็นอยู่ของกิเลส และกรรม และ วิบาก นี้ต้อง ทำลาย, ต้องควบคุม, ควบคุมได้ก็คือมันไม่เกิด, ไม่เกิดก็คือการทำลาย คือมันหมุน ไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์ไม่ได้ เท่านี้ก็พอแล้ว. จะเรียกว่าควบคุมก็ได้ จะเรียกว่าทำลายก็ได้ แต่เขาเรียกเป็นภาพพจน์ที่รุนแรง เรียกว่าหักเสียซึ่งวงล้อของสังสารจักรของชีวิต ; ฟังแล้วมันน่ากลัว มันก็จริง โดยความหมายเนื้อแท้มันจริง คือวงกลมนี้มันหมุนไม่ได้. เดี๋ยวก็จะพูดกันถึงเรื่องนี้. พิจารณาดู อาการคล้องกันเป็นสายโซ่ของปฏิจจสมุปบาท อาการอาศัยกันเกิดขึ้น - อาศัยกันเกิดขึ้นนี่ เป็น ปฏิจจสมุปบาทวงใหญ่ วงหนึ่ง มีบัญชีรายชื่อตั้ง ๑๑ - ๑๒ ชื่อ :- อวิชชา - สภาพที่ปราศจากความรู้ ทำให้เกิดสังขาร คือ อำนาจปรุงแต่ง ให้สิ่งนั้นหยุดอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป.
น.296 สังขารเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ คือ จิตชนิดที่จะทำหน้าที่ของจิต ; จิตที่ อยู่เฉย ๆ เป็นภวังคจิต มันไม่ทำหน้าที่อะไรได้ มันถูกสังขารปรุงให้เป็นวิญญาณ. วิญญาณคือจิตชนิดที่จะทำหน้าที่รับอารมณ์ได้ เฉพาะเรื่องเฉพาะขณะเท่านั้น. วิญญาณนี้ก็ทำให้นามรูป คือกายกับใจ ที่มันยังไม่เป็นอะไร ยังไม่ทำ หน้าที่อะไร เหมือนกับตายด้านอยู่ ให้ลุกขึ้นมาเป็นกายกับใจที่ทำหน้าที่ได้ชั่วขณะ ชั่ว เรื่อง ชั่วขณะนั้น ชั่วตาเห็นรูป ชั่วหูฟังเสียง ฯลฯ ชั่วขณะอย่างนั้นเท่านั้น. นามรูป ที่เป็น active นั่น มันเกิดขึ้น ; นอกจากนั้นมันเป็น dormant - ที่หลับอยู่, เป็นกาย กับใจที่ไม่ทำหน้าที่ ; วิญญาณนี้มันจะทำให้กายกับใจที่หลับอยู่เกิดเป็น active ขึ้นมา คือทำหน้าที่. กายกับใจหรือ นามกับรูป อันนี้ มันก็ทำให้ อวัยวะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อวัยวะที่หลับอยู่นี่ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ รับอารมณ์ รับอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ. ทีนี้การที่ว่า อวัยวะข้างใน นี้ มัน พบกันเข้ากับสิ่งข้างนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ที่จะเข้ามากระทบนี้ เขา เรียกว่าการกระทบ หรือว่า ผัสสะ มันก็เกิดขึ้น. กระทบ ผัสสะเกิด อย่างนี้แล้ว ก็มีเวทนาเกิดขึ้น ถูกใจหรือไม่ถูกใจ. เวทนาเกิดขึ้นแล้ว มันก็ ทำให้เกิดตัณหา คือความต้องการด้วยความโง่ อันนี้; เพราะมันมีมูลมาจากอวิชชา มันตั้งต้นมาจากอวิชชา มันก็มีความอยากหรือ ความโง่ เรียกว่าตัณหา. ถูกใจก็อยากจะยึดครอง, ไม่ถูกใจก็อยากจะทำลาย, ส่วนใหญ่
น.297 ๒๗๔ มันเป็นอย่างนี้. ถ้า เป็นไปในกามารมณ์ ก็เรียกว่า กามตัณหา, ถ้า เป็นไปในสิ่งที่ เป็นรูปบริสุทธิ์ ไม่มีกามารมณ์ หรือเป็นเพียงความมี ความเป็น ก็เรียกว่า ภวตัณหา , ถ้า เป็นไปในสิ่งที่ไม่มีรูป หรือไม่มีความมีความเป็น ก็เรียกว่าวิภวตัณหา, ความอยาก และความโง่ มี ๓ ประเภทอย่างนี้. เมื่อ ตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย ทีนี้ก็ยึดมั่น ในสิ่งที่มันอยาก มันต้องการ นี้เรียกว่า อุปาทาน. พฤติของจิตมี concept มาถึงอุปาทาน อย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าพร้อม มีความ พร้อมที่จะเป็นอยู่ หรือเป็นชีวิตอันหนึ่งในขณะนั้น เขาเรียกว่า ภพ. ภพนี้เรียกเป็น ภาษาที่จะเข้าใจสำหรับพวกคุณก็คือคำว่า existance คือ ความมีอยู่ เป็นอยู่ เป็นขึ้นมา พร้อมของชีวิตนี้ เรียกว่า ภพ. หลังจากภพก็มีชาติ คือ ความเกิด ; นี่เป็นความรู้สึกที่เป็นตัวฉัน หรือ ตัวเรา ตัวอะไรเต็มที่. นี่ชาติที่คนยังไม่รู้จัก ก็คือชาติตอนนี้ ; ไม่ใช่ชาติที่เกิดจาก ท้องแม่, เป็นชาติที่เกิดมาจากอวิชชาประจำวัน. พอมีชาติ อย่างนี้แล้ว ก็มีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ หรือว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่นอนหลับอยู่เฉยๆ ไม่รู้อยู่ที่ไหน จะมาเป็นปัญหา ขึ้นในใจทันที : เป็นความทุกข์ เป็นความกลัว เป็นความอะไร. มันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจ, พบกับสิ่งที่ไม่ชอบ พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ, ปรารถนา อะไรแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น.
น.298 นี่เรียกว่า ความทุกข์ มาจากตัณหา อุปาทาน ภพ และ ชาติ อย่างนี้ ; พอถึงความทุกข์ ก็เรียกว่ารอบหนึ่งแล้ว. ทีนี้ความทุกข์เกิดแล้ว ไม่ใช่อวิชชามันหมด อวิชชามันยังอยู่ คือมันยังมี ความเคยชินที่จะเกิดอยู่นั่นแหละ ; เดี๋ยว, ทีนี้มันไปกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางไหนเข้าอีก มันก็ทำงานอย่างนี้อีก เป็นวง ๆ ไปอย่างนี้. นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกแล้วฟังยาก แล้วไม่มีใครสนใจ ; ที่แท้ก็คือ motion - อาการของ สิ่งซึ่งประหลาด ลึกลับอันหนึ่ง ที่ หมุนอยู่ในตัวคน นี้ แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์. นี่ วงล้อแห่งชีวิตที่อันตราย ที่ทรมานคน ที่ พระอรหันต์หัก ละเสียได้ ทำลายเสียได้ ; ปุถุชนยังทำลายไม่ได้ ปุถุชนก็ต้องเป็นทุกข์ไปเรื่อย ๆ. นี่เรามาพูดกัน สำหรับให้รู้ให้เข้าใจ เพราะเป็นความรู้ที่จำเป็นก่อนแต่ที่จะรักษาเยียวยาชีวิตนี้ให้ ปราศจากโรคทางวิญญาณ. โรคทางร่างกาย เป็นหน้าที่ของคุณที่เรียนแพทย์ เป็นแพทย์ ทางฝ่ายร่างกาย, แต่ โรคทางจิตทางวิญญาณเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็น นายแพทย์ รักษาโรคแห่งสัตว์โลกทั้งปวง เป็นโรคทางจิตหรือโรคทางวิญญาณไป ทางนี้ ขึ้นอยู่กับ วงล้อของชีวิต ที่หมุนไปในลักษณะที่จะเกิดความทุกข์ มีอวิชชา เป็นมูลเหตุ นี่เรียกว่าห่วงโซ่แห่งพฤติของจิต ชนิดเต็มสำนึก ปรุงขึ้นมาเป็นกิเลส ตัณหา แล้วก็ ทำกรรม แล้วก็ ทำให้เกิดผลของกรรม แล้วก็ เป็นความทุกข์. ปฏิจสมุปบาท ๑๑ อาการ ๑๒ ทั้งผลของมันคือ ความทุกข์นี้ นั่นแหละ คือตัวชีวิตประจำวัน ที่ซ่อนเร้นอยู่ ; ถ้าอันนี้ไม่เกิด ชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไร
น.299 ๒๗๖ มันเหมือนกับต้นไม้ ซึ่งไม่มีความหมายที่เป็นทุกข์ร้อนอะไร. แต่เพราะมันมีวิวัฒนาการ มาก จนเกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นมาเป็นคราว ๆ มันจึงถึงขนาดที่จะเป็นทุกข์ ; ยิ่งมี วิวัฒนาการในส่วนนี้มาก ยิ่งเป็นทุกข์มาก. มนุษย์มีความทุกข์มากมายกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะสัตว์เดรัจฉานนั้น พฤติ ของจิตในทำนองนี้มันไม่มี หรือไม่ค่อยจะมี ; ส่วนของมนุษย์เรามันมีมาก แล้วมาก เกินขอบเขต, เป็นปัญหาเฉพาะมนุษย์ และเฉพาะมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการแรงขึ้นไป ๆ. คนป่าสมัยหินไม่ค่อยมีเรื่องอย่างนี้ เพราะยังอยู่ในระดับที่ยังต่ำต้อยมาก ; ถ้ายิ่งเจริญ ด้วยสติปัญญาและความคิด มันก็ ยิ่งมีกิเลสลึกและสูง, กิเลสยิ่งลึกและสูง ความ ทุกข์ก็ยิ่งมาก. ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน ยิ่งเจริญยิ่งเป็นทุกข์ ในส่วนนี้ ฉะนั้น มนุษย์สมัยที่มี ความเจริญนี้ ยิ่งมีความทุกข์มากกว่า มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่ค่อยเจริญ หรือมากกว่าสัตว์ ที่มันยังไม่มีความเจริญในด้านนี้. วงล้อแห่งชีวิตของสัตว์ จึงไม่ค่อยมีความหมายอะไร, ของคนป่าสมัยหินก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไร ; เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ตามธรรมดา. ส่วนของมนุษย์ที่เจริญด้วยความคิดนี้ เกิดวิวัฒนาการมาก แล้วก็มีกิเลสมาก มีกรรมมาก มีผลกรรมมาก คือความเดือดร้อนที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เรียกว่าความทุกข์มันมาก. ปัญหาควรทราบ เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท นี้ถ้าจะมีคำถามเพื่อความเข้าใจชัดออกมาอีกว่า เมื่อไร มีอาการ อันนี้ คือ มีอาการ หมุนแห่งล้อของชีวิตในด้านพฤติของจิตนี้ ? ตอบได้อย่างไม่มีผิดเลยว่า เมื่อ
น.300 มีการกระทบทางอายตนะ, "มีการกระทบทางอายตนะ" เป็นคำบัญญัติให้ชัดเจน คือเมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูฟังเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น เมื่อลิ้นได้รส เมื่อผิวหนังได้สัมผัส ทางผิวหนัง เมื่อจิตมันได้อารมณ์สำหรับคิดนึกรู้สึก มีอยู่ ๖ คู่ ; เมื่อนั้นแหละ เมื่อ มีการกระทบทางอายตนะ นั่นแหละ ความหมุนรอบที่เป็นอันตรายนี้มันเกิด คือ ปฏิจจ- สมุปบาทมันเกิด. ถ้าจัดการไม่ดี เป็นคนโง่ไม่รู้เท่า ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตามธรรมดา สามัญของปุถุชน ; ช่วยไม่ได้. ถ้าเป็นพระอริยเจ้า ก็รู้จักจัด รู้จักทำ ให้มีทุกข์น้อย หรือไม่ทุกข์เลย แล้วแต่ว่าจะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหน ระดับไหน. ถามว่า เมื่อไร ? ก็เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ : "อินทรีย์ พบอารมณ์เข้าแล้ว ทำงานเที่ยงตรงหลักต่างหาก" นี้ อินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พบอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้ว ทำงานไปตามกฎของธรรมชาติ ; เมื่อนั่นแหละจะเกิดอันนี้ : วงล้อแห่ง ชีวิต - ปฏิจจสมุปบาทที่มีความทุกข์. วงล้อ เกิดได้เมื่อขาดอะไร ? นี่ผมตั้งปัญหาเอาเองว่า เมื่อขาดอะไร ? เมื่อขาด วิชชา เมื่อ ขาดสติปัญญา. เมื่อ ขาดวิชชา ก็คือเมื่อมันมี อวิชชา ; ถ้า อวิชชาอยู่ วิชชามันก็ไม่อยู่ ; ถ้าวิชชาอยู่ อวิชชามันก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนี้มันเกิดได้ เมื่อมันขาดวิชชา, เวลานั้นมันขาดวิชชาหรือขาดสติสัมป- ชัญญะ ซึ่งเป็นตัววิชชา. สติ คือ วิชชา ที่วิ่งมาทัน เวลา, สัมปชัญญะ คือ วิชชา นั้นที่มีอยู่ ตลอดเวลา ; มันมาแล้วมันอยู่ตลอดเวลา. เพราะขาดสติสัมปชัญญะนี่ วงล้อแห่งชีวิต มันก็หมุนในลักษณะของความทุกข์, หรือก็ว่าอาการของปฏิจจสมุปบาทนี้ มันเกิดเมื่อ ขาดวิชชา คือขาดสติ, อวิชชากำลังครอบครองชีวิตจักรวาลนี้. ถ้าชีวิตชีวิตจักรวาล
น.301 ๒๗๘ ถูกครอบครองอยู่ด้วยวิชชา มันก็สบายเท่านั้นแหละ ; เดี๋ยวนี้มันมือวิชชาแทรกเข้ามา ครอบเข้ามา ครอบครองอยู่เป็นคราว ๆ แล้วมากเสียด้วย เพราะว่าเดี๋ยวตาเห็นรูป เดี๋ยวหูฟังเสียง เดี๋ยวจมูกได้กลิ่น ฯลฯ; ทีนี้คนโง่ ก็เปิดโอกาสให้อวิชชายึดครอง. ถ้าจะถามว่า จะป้องกันมันได้อย่างไร ? ก็ตอบด้วยกำปั้นทุบดินว่า ป้องกัน ได้ด้วยสติ, ด้วยวิชชาหรือด้วยสตินี้; ฉะนั้นเราจะต้องมีสติ มีสติจนชำนาญ หรือ ไม่เคยเผลอสติ. อะไรมาสติมันมีทุกที อย่างนี้เรียกว่ามีสติที่ชำนาญ สติที่ทันท่วงที อยู่เสมอ ; นี่เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้วงล้อนั้นมันเกิดหมุนขึ้นมา. วงล้อของปฏิจจ- สมุปบาท ไม่มีทางที่จะปรุงมันขึ้นมาเป็นความทุกข์ เพราะป้องกันไว้ได้ด้วยสติ, กระแส แห่งปฏิจจสมุปบาทนี้จะถูกกั้นไว้ด้วยสติ ไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้ ไม่ให้มันหมุนได้. นี่ภาษาธรรมะที่ลึก ๆ ที่ชวนง่วงนอนเป็นอย่างนี้. นี่เราพูดมาถึงเรื่องห่วงโซ่แห่งพฤติของจิต คือวงล้อแห่งชีวิต ได้แก่พฤติ ของจิต ที่หมุนไปด้วยการปรุง เป็นวงกลม ตั้งแต่อวิชชาถึงความทุกข์นี่รอบหนึ่ง เดี๋ยวก็รอบหนึ่ง - เดี๋ยวก็รอบหนึ่ง - เดี๋ยวก็รอบหนึ่ง ; ในชีวิตวันหนึ่งนี้ ก็ไม่รู้ว่ากี่รอบ กี่สิบรอบ ไปถึงหลายร้อยรอบก็ได้ แล้วแต่มีเรื่องมากหรือเรื่องน้อย คนโง่มากหรือ โง่น้อย. คนโง่มากมีสติน้อย ก็ปรุงได้มากในวันหนึ่ง ๆ, คนที่มีธรรมะ รู้ธรรมะ มีสติสัมปชัญญะ ก็ปรุงได้น้อยรอบ หรือไม่ปรุงเลยก็ได้, หลาย ๆ วันจึงจะเกิดตัวกู สักครั้งหนึ่งก็ได้, หลาย ๆ เดือนจะเกิดตัวกูสักครั้งหนึ่งก็ได้. นี่คือใกล้เข้าไปทางความ เป็นพระอริยะเจ้า ; ถ้าเกิดมากในอันดับธรรมดาสามัญ ก็เรียกว่าเป็นปุถุชน.
น.302 ปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง แบ่งได้เป็นสามตอน ทีนี้เราจะมองดูในแง่ที่เป็นวงล้ออย่างไร ? มองดูตัวจักร, จักรหรือวงล้อ มันเป็นอย่างไร ? เมื่อตะกี้มันพูดถึงการหมุนไป; ทีนี้จะดูเฉพาะตัววงล้อกันสักที คือ ว่าในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๑๑ อย่างหรือ ๑๒ อย่างนั่นแหละ ตอนหนึ่งเป็นกิเลส, ตอน หนึ่งเป็นกรรม, ตอนหนึ่งเป็นผลกรรม, เรารู้จักเรื่องชนิดนี้ ที่เห็นในส่วนที่เห็นง่ายๆ กันเสียก่อน. กรรมหรือกิริยานี้ มันทำเพราะอยากทำ ; เรา จะทำอะไร มัน ทำเพราะ อยากทำ ถ้าไม่อยากทำแล้วมันมีการกระทำไม่ได้. มันมี การอยาก ที่จะทำ, แล้ว ถัดมามันก็มี การกระทำ, พอมีการกระทำลงไป มันก็มีปฏิกริยา หรือ reaction เกิดขึ้นมา นี้คือ ผลของกรรม เกี่ยวกับความทุกข์ก็มี ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ก็มี. ถ้าไม่ได้ทำด้วย เจตนา ก็ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ คือไม่ได้ทำด้วยกิเลส ; เช่นกิ่งไม้หักลงมานี้ มัน จะมีปฏิกิริยาที่แผ่นดินมากมายสักเท่าไรก็ตามใจ อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าความทุกข์ เพราะมัน ไม่ใช่สิ่งที่มีจิตมีวิญญาณ มีความคิดปรุงแต่งอะไรได้ มันจึงเป็นเพียง action ที่ปราศจาก ชีวิต ปราศจากความรู้สึก ; อย่างนี้ก็ ไม่เรียกว่ากรรม. ที่เรียกว่า กรรม ต้องมีความรู้สึกที่เป็นกิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ตาม ; นี้เป็นกิเลส รวมแล้วก็คือความโง่. อวิชชานั่นแหละเป็นกิเลส ปรุงให้เกิดเป็นตัณหา เป็นอุปาทานขึ้นมา นี้คืออยากทำด้วยความโง่ ด้วยความไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร มันจึงอยาก ; ถ้ามันรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเสียแล้ว มันไม่อยาก เขาไม่ เรียกว่าความอยากด้วย.
น.303 ๒๘๐ ถ้าเป็นความรู้ ที่ว่าควรทำอะไรอย่างไร อย่างนี้ไม่ใช่ความอยาก ; ส่วน ความอยากนั้นมันโง่ แล้วมันอยากเหมือนใจจะขาด มันอยากด้วยความโง่ อย่างนี้เรียกว่า กิเลส. ถ้า ทำไปด้วยกิเลส อันนี้ก็ เรียกว่ากรรม พอ กรรม แล้วก็ต้อง มีผลกรรม ; ได้รับผลกรรมแล้ว ไม่ใช่ว่าจะหยุดอยากได้ มันก็อยากอย่างอื่นต่อไปอีก. นี่มันเป็น ผลที่เกิดมาจากผลกรรมนั้นอีกทีหนึ่ง มาเป็นกิเลสใหม่ ก็ทำกรรมอีก ได้รับผลกรรมอีก, แล้วก็อยากต่อไปอีก ทำกรรมอีก ได้รับผลกรรมอีก ; นี่เป็นวงกลมอย่างนี้ ก็เรียกว่า วัฏฏสงสาร ความหมุนไปแห่งวงกลม หรือหมุนไปแห่งจักร. สังสารจักร หรือวัฏฏสงสารนี้อยู่ในคน แล้วก็ในวันหนึ่ง ๆ ก็มีได้หลาย ๆ วง. อย่าไปเข้าใจว่าชาตินี้ทำกรรม แล้วชาติเข้าโลงไปแล้วจึงจะรับผลกรรม ไปกันไกล ๆ อย่างนั้น. พวกนั้นเขาพูดกันอย่างนั้น ก็ตามใจเขา ; แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดอย่าง นั้น. ตามความรู้ของผมที่ได้ศึกษามาตลอดเวลานี้ ระบุปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน วงหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่วง ; เพราะเหตุว่า วันหนึ่งเราอยากด้วยความโง่นี้หลายหน. อยากด้วย ความโง่ทีไร มีการทำกรรมที่นั้น แล้ว ทันใดนั้นก็มีผลแห่งกรรม, แล้วมาทำให้เกิด ความอยากใหม่อีก. 'นี่มันวนอยู่อย่างนี้ ในวันหนึ่งมีได้หลายหน ; ฉะนั้นปฏิจจสมุป- บาทนั้น คือเรื่องที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตประจำวัน วันหนึ่งมากมายหลายหน. นี่คือวงล้อ ตัววงล้อมันอยู่ที่นี่ พูดเป็นภาษาไทยธรรมดาก็คือ อยากแล้ว กระทำ แล้วได้ผล, แล้วก็อยากอีก แล้วกระทำ แล้วได้ผล, แล้วก็อยากอีก แล้ว กระทำ แล้วได้ผล; นี่คือวงล้อวงหนึ่ง ซึ่งคล้องกันเป็นห่วงโซ่. ถ้าไปดูโซ่ เส้นหนึ่งจะเห็นว่าหลายวง แล้วแต่ละวงมันคล้องกันไปเรื่อย มันจึงเป็นสายโซ่. ผล สุดท้ายของวงกลมอันนี้ มันตั้งต้นให้เกิดวงกลมอันที่ ๒ แล้ววงกลมอันที่ ๓ เรื่อยไป เป็นสายโซ่ดังนี้ ; ถ้าดูทั้งสายก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่มันคล้องกันเป็นชีวิตยืดยาว, ถ้าดู เฉพาะวง ๆ มันก็เป็นวงล้อวงหนึ่ง.
น.304 ทีนี้ เมื่อตะกี้ บอกแล้วว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ ตั้งต้นตั้งแต่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ๑๑ อยู่ข้างต้น ก่อนชาติ นี่เป็นฝ่ายเหตุ. ชาติ มีความทุกข์ ทั้งหลายในฝ่ายโน้น เป็นผล ; ฉะนั้น ตั้งแต่ อวิชชา ไปถึง สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา นี้เป็น ขณะแห่งการเตรียม พร้อมที่จะเกิดกิเลส : อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ และกระทั่งเวทนา มันลุกขึ้นมาจากการเป็นธาตุที่หลับอยู่นิ่ง ๆ เป็นนามรูปคือ กายกับใจที่มีอายตนะ ที่พร้อมที่จะทำงาน, แล้วมันทำงาน แล้วก็มีเวทนาเกิดขึ้น ; ตอนนี้เป็นการเตรียมพร้อมที่จะเกิดกิเลส, เป็นสังขารธรรมที่เตรียมพร้อมที่จะเกิดกิเลส. พอเกิดเวทนาแล้ว ก็เกิด ตัณหา และ อุปาทาน ตอนนี้คือตัวกิเลส : เรากำลังอยากอะไรอยู่อย่างจะขาดใจ แล้วยึดมั่นในสิ่งที่อยากอยู่อย่างเหนียวแน่นนี้; นี่ เรียกว่ากิเลส คือตัณหาและอุปาทาน. พอ เกิดอุปาทาน แล้วก็จะ เกิดสิ่งที่เรียกว่า ภพ นี่คือกรรม คือการกระทำ ที่เต็มรูปของตัณหาและอุปาทาน นี่เป็นตัวภพ คือความมีอยู่ ; ตัวความมีอยู่ หรือตัว ชีวิตตั้งต้นสมบูรณ์ที่จะออกมา เรียกว่า กรรมภพ คือ การปรุงแต่งของกิเลสนั้น ๆ เรียกว่า กรรม. พอ มีกรรม อย่างนี้แล้ว ก็มีผลกรรม คือชาติ "ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส ; เหมือนที่คุณสวดอยู่ตะกี้หยก ๆ นั้น คือตัว ผลกรรม.
น.305 ๒๘๒ เมื่อไม่ต้องการมีทุกข์ จะต้องทำลายอวิชชาหรือกิเลส ในปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ตั้งแต่ อวิชชามาถึงเวทนา นี้ เป็นการเตรียม พร้อมของกิเลส ตัณหา อุปาทาน นี้คือ ตัวกิเลส. ทีนี้เราพูดรวบกันเสียว่า เตรียมพร้อมแห่งกิเลส และตัวกิเลส นี้เป็นพวกกิเลสไปเสียเลยก็แล้วกัน : ตั้งแต่ อวิชชามาถึงอุปาทาน นี้คือกิเลส, ภพ คือ กรรม, ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ คือ ผลกรรม คือความทุกข์. นี้ปัญหามันอยู่ที่ตัวความทุกข์ ; ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มี เรื่องอะไร. ทีนี้ เรา ต้องการที่จะไม่มีทุกข์ ไม่ให้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตาย ความกลัว ความโกรธ ความเกลียด อะไรก็ตาม อย่าให้มันมีเป็นปัญหาขึ้นมา ; เราก็ ต้องทำลายอวิชชา ทำลายกิเลส, ไม่สร้างกรรม ที่จะเป็นตัวกูขึ้นมา แล้วก็ มาโกรธ มาเกลียด มากลัว มาลำบากอยู่ที่นี่. ทุกคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส อย่าให้เกิดวงล้อที่หมุนขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ เราก็เย็นสบาย คือสงบอยู่ สะอาดอยู่ สว่างอยู่ สงบอยู่ นี่ก็สบาย ไม่มีความทุกข์. นี่พูดด้วยหัวข้อ สำหรับให้ไป ค้นคว้า. กิเลส ไม่มีตัวไม่มีตนอะไร เป็นความรู้สึกที่ปรุงแต่งขึ้นมาในจิต แต่มัน ก็ มีฤทธิ์มีเดชมาก เหลือประมาณ แล้วก็ ทำให้เกิดกรรม ขึ้นมา แล้วมันก็ช่วยไม่ได้ ที่จะไม่เป็นไปตามกรรม หรือผลกรรม เพราะมันมาจากอวิชชา ; ต่อเมื่อทำลายอวิชชาได้ มันจึงจะไม่มีกิเลส ไม่ทำกรรม ไม่รับผลกรรม. ถ้ายังโง่อยู่แล้ว ก็ต้องมีกิเลส มีกรรม มีรับผลกรรม. เดี๋ยวนี้เรายังไม่เป็นพระอริยเจ้า เรายังโง่เต็มที่อยู่ ก็ต้องทน ไป; ถ้าทนไม่ไหว ก็ดิ้นรนที่จะแก้ไขมัน จึงต้องมีความรู้เรื่องนี้. เพราะฉะนั้น
น.306 ผมจึงกล่าวว่า "เป็นความรู้ที่ จำเป็นที่จะต้องรู้ ก่อนแต่การที่จะมีการเยียวยารักษาโรค ตามแบบของพระพุทธเจ้า". นี่จะต้องรู้เรื่องอะไรอีกหลาย ๆ ชุด หลาย ๆ เรื่อง ก่อน แต่ที่จะลงมือทำการเยียวยารักษาโรค. ต้องรู้จักความลับแห่งวงล้อของชีวิตก่อนรักษาโรค ความลับที่จะต้องเปิดเผยออกมา ความลับเกี่ยวกับวงล้อของชีวิต, ชีวิต เป็นวงล้อ ไม่ว่าชีวิตชนิดไหน แล้วมันมีความลับซ่อนอยู่ที่นี่. ความลับที่เราจะต้องรู้ ก็ เกี่ยวกับกิเลสและกรรมและผลกรรมนี้ : เราต้องรู้กฎแห่งกรรม, เราจะต้องรู้ ประเภทของกรรม, จะต้องรู้ สมุฏฐานของกรรม, เราจะต้องรู้ การทำลายเสียซึ่งวงล้อ แห่งกรรม. กฎของกรรม นี้ก็มีมาก ป่วยการที่จะไปพูดมันทั้งหมด : กฎแห่งกรรม คือปฏิจจสมุปบาทที่พูดมาแล้ว, กฎแห่งกรรมก็คือว่ากิเลสให้ทำกรรม กรรมให้เกิดผล กรรม ผลกรรมมาหล่อเลี้ยงกิเลส, กิเลสให้มันเกิดกรรม กรรมให้มันเกิดผลกรรม เวียนอยู่อย่างนี้, นี้เป็นตัวกฎแห่งกรรมที่สำคัญที่สุด ; มันเกี่ยวกับมนุษย์ตรงที่ว่า มนุษย์ ทนไม่ได้ ต้องทำกรรมอันนี้ เพราะมนุษย์มีกิเลส. ทีนี้ มนุษย์ทำกรรม เข้าแล้ว มนุษย์ อย่าหนีไปไหนเลย หนีไม่พ้นหรอก จะต้องรับผลของกรรม ; มนุษย์รับผลของกรรม แล้วยังไม่หายโง่ ยังมีกิเลสสำหรับทำกรรมอีกเรื่อยไป นี้กรรมดี กรรมชั่ว กรรมอะไร ก็ตาม มนุษย์ไปทำเข้า แล้วมันก็ต้องมีปฏิกิริยาที่มนุษย์ ; ฉะนั้นมนุษย์จึงเวียนว่ายไป ตามกรรม. นี้เรียกว่ากฎแห่งกรรมที่เกี่ยวกับมนุษย์.
น.307 ประเภทแห่งกรรม เขาไปจำแนกกันฟุ้งเฟ้อ, มันป่วยการ กรรมดี กรรมชั่ว กรรม ๑๒ กรรมอะไร อยากรู้ก็ไปเรียนเอาเองเถิด. ผมไม่ชอบพูดเรื่องที่ ไม่คุ้มกับเวลา เป็นอภิธรรมเพ้อ. ถ้าเป็นอภิธรรมจริง เรื่อง กรรม มีอยู่ ๒ ประเภท คือ กรรมดำ กรรมขาว ; นี่คือกรรมดี กรรมชั่วนี้ ที่ทำให้เราสุขและทุกข์ตามประสา โง่ ๆ นี้. สุขและทุกข์ตามประสาโง่ ๆ คือ สุขอย่างที่คนโง่สุข คนปุถุชนสุข เป็นผล ของกรรมขาว, แล้วปุถุชนทนทุกข์ เพราะผลของกรรมดำ. ทีนี้ มันมีกรรม ที่ไม่อาจจะเรียกว่าดำหรือขาว คือกรรมที่พระพุทธเจ้า ท่านพบใหม่มาสอน คือ กรรมที่จะหักเสียซึ่งวงล้อแห่งวัฏฏะนี้ : เราปฏิบัติถูกต้อง ตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นหลักของพุทธศาสนา แล้วหักเสียซึ่งวงล้อแห่งกรรมดำ กรรมขาว หักเสียซึ่งวงล้อแห่งวัฏฏะ นั่นแหละกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว คืออริยมรรค. ประพฤติใน อริยมรรค นี้ เป็นกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว แล้วก็ ทำลายวงล้อแห่งความทุกข์ นี้เสียได้ ; นี้กรรมที่นำไปโลกุตตระ. กรรมที่นำให้เวียนว่ายอยู่ในโลกียะ นี้คือ กรรมคำกรรมขาว ; กรรม ไม่ดำไม่ขาว ก็ดึง ออกไปเสียจากโลกียะ ไปสู่โลกุตตระ คือออกไปเสียนอกวงล้อ วงล้อก็เป็นหมัน. นี้ก็เรียกว่าหักเสียซึ่งวงล้อ แล้วก็เลยได้กรรมเพียง ๒ ประเภท : กรรมที่หมุนติดอยู่ในวงล้อ หรือเป็นวงล้อนั้นกรรมหนึ่ง, แล้วกรรมที่จะทำลายทุกข์ วงล้อนี้เสียให้แหลกนี้ มันเป็นอีกกรรมหนึ่ง. ประเภทแรก เรียกว่า กรรมคำกรรมขาว คือดีชั่ว สุขทุกข์อยู่ที่นี่, และ เป็นสุขเก๋ สุขหลอก สุก ก สะกด ไม่ใช่สุข ข สะกด ; แต่คนก็หลงใหลกันมาก สุกร้อนนั้นแหละ.
น.308 กรรมไม่ดำไม่ขาว ทุบวงล้อนี้หักไปแล้ว ทีนี้จะสุขอย่างนิพพาน คือสุขเย็น ไม่ใช่สุกร้อน ; แต่เขาไม่เรียกว่าสุข เขาเรียกว่า ที่สุดแห่งความทุกข์. พระพุทธเจ้า ท่านพูดอย่างภาษาของท่านว่า "ที่สุดแห่งความทุกข์" ; แต่อย่างนี้ชาวบ้านพังไม่ถูก ก็ต้องพูดภาษาชาวบ้านว่า นี่โว้ย! สุขอย่างยิ่งอยู่ที่นี่โว้ย ! สุขอย่างยิ่งอยู่ที่นิพพาน, ท่านพูดชวนชาวบ้านให้สนใจ ; แต่ถ้าพูดตามแบบของพระอริยเจ้าแล้ว ต้องพูดว่า ที่สุดสิ้นแห่งความทุกข์. สมุฏฐานแห่งกรรม ถ้าคุณพังผมพูดเข้าใจมาแต่ต้น คุณตอบได้เองว่า สมุฏฐานแห่งกรรมคืออะไร. กรรมประเภทดำขาว, ดำขาว สุขทุกข์, วนเวียนอยู่นี้ สมุฏฐานของมันคืออวิชชา คือความโง่ คือ กิเลส ; ถ้ากรรมฝ่ายไม่ดำไม่ขาว ที่จะ พาไปนิพพานนั้น สมุฏฐานของมันคือวิชชา หรือเรียกอีกทีว่า โพธิ; โพธิหรือวิชชา หรือปัญญานี้มันเหมือนกัน. วิชชา นี้เป็นสมุฏฐานของกรรมไม่ดำไม่ขาว, อวิชชา นี้เป็นสมุฏฐานของกรรมดำกรรมขาว สำหรับให้เวียนว่ายอยู่ในวงล้อนี้ อวิชชาเป็น สมุฏฐาน. ทีนี้วิชชามันตรงกันข้ามกับอวิชชา มันเป็นสมุฏฐานของกรรมไม่ดำไม่ขาว ที่มันจะทุบวงล้อนี้ให้แหลกลาญไป. นี้เรียกว่าสมุฏฐานแห่งกรรม แยกกรรมออกเป็น ๒ ฝ่าย : กรรมฝ่ายนี้ก็มีสมุฏฐานอย่างนี้, กรรมฝ่ายนี้ก็มีสมุฏฐานอย่างนี้. การทำลายวงล้อแห่งกรรม ก็คือ อย่าไปทำกรรมที่มันเป็นดำ ๆ ขาว ๆ อยู่, อย่าไปมัวยุ่งกรรมดำ ๆ ขาว ๆ โดยทำแต่กรรมในด้านที่จะไม่ดำไม่ขาว ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่กระโดดโลดเต้น อยู่ไปตามการถูกเชิดของกิเลสนี้. เดี๋ยวนี้เรามันโง่ เราก็ ถูกเชิดอยู่ด้วยกิเลสขึ้น ๆ ลง ๆ, ขึ้น ๆ ลง ๆ คือฟู ๆแฟบ ๆ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ อยู่อย่างนี้ คือเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์อยู่ตามแบบชาวบ้านนี้. ทำลายวงล้อแห่งกรรม ก็หัน ไปหากรรมที่ไม่ดำไม่ขาว ไม่เป็นเหตุให้ต้องเวียนว่าย หรือหมุนเป็นวงกลมอีกต่อไป,
น.309 ๒๘๖ ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องดี ไม่ต้องชั่ว คืออยู่เหนือดีเหนือชั่ว, ถ้ายังฟังไม่ถูก ก็เอาไปคิดต่อไปจนกว่ามันจะรู้ จะเข้าใจ เหนือดีเหนือชั่ว นี่มันเข้าใจยาก ; ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็อย่าเพ่ออวดดีว่า คำพูดนี้มันบ้า ๆ บอๆ. พุทธ- ศาสนามุ่งจะยกคนขึ้นเหนือดีเหนือชั่ว ; คุณมาบวชในพุทธศาสนา แล้วมาเข้าใจว่า เรื่องเหนือดีเหนือชั่วนี้บ้า ๆ บอๆ คุณก็จะบ้าเอง, มาบวชในพุทธศาสนาเพื่อจะอยู่ เหนือดีเหนือชั่ว แล้วก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่สนใจ เห็นว่าเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ. ถ้าจะอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง ต้องอยู่เหนือความดีความชั่ว เพราะ ความดีความชั่ว มันปรุงแต่ง มันเสือกไส ให้หมุนไปในวงกลมของความดีความชั่ว คือ วัฏฏสงสาร ; เรามาบวชในพุทธศาสนา นี้คือตั้งต้นเพื่อจะหักวงล้อนี้. แต่ถ้าคุณบวช ระหว่างปิดภาคเรียน มันก็ได้แต่ศึกษาพอให้รู้เค้าเงื่อน ส่วนการกระทำมันค่อนข้างจะ ยืดยาว. ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ให้มองเห็นด้วยว่าแม้สึกไป เป็นฆราวาสแล้วก็ยังทำได้ ถ้ารู้จักศึกษา รู้จักสังเกตกิเลสที่มันจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี้ ; เราก็ทำการศึกษาหรือ พยายามจะหักวงล้อไปตามแบบของฆราวาส ผู้มีเรื่องมาก มีภาระมาก. บรรพชิตมี เรื่องน้อย ภาระน้อย ทำได้ดีกว่า เร็วกว่า ; แต่ฆราวาสก็ทำได้อย่างช้า ๆ หรือหนัก ๆ หรืออืด ๆ ไป ก็ยังดีกว่าไม่ทำ เพื่อมันจะมีความทุกข์น้อยเข้า. สรุปความแล้ว วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่อง วงล้อของชีวิต ในตัวชีวิตประจำวัน วงหรือกงล้อแห่งชีวิต กับวิธีที่จะหักวงล้อ หรือหักกงแห่งชีวิต หรือถ้าทำไม่ได้ถึง
น.310 ขนาดนั้น ก็เพียงแต่ควบคุมความหมุนหรือการหมุนของมัน อย่าให้มันระหกระเหิน หรือว่ามันบอบช้ำมากนัก. ถ้าหักวงล้อนี้เสียได้ ก็ไม่มีความทุกข์เลย, ถ้ายังหักมันเสีย ไม่ได้ ก็ควบคุมการหมุนของมันให้ดีๆ ให้อยู่ในอำนาจของสติปัญญา อย่าให้ความโง่ มันพาไปโดยส่วนเดียว. นี้เรียกว่า มีชีวิตอยู่ด้วยวิชชา ดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยอวิชชา ; อวิชชา แปลว่าปราศจากความรู้, วิชชาแปลว่าความรู้ รู้เรื่องอะไร รู้เรื่องความลับของชีวิต คือ รู้เรื่องวงล้อแห่งชีวิต ที่มันหมุนอยู่อย่างไร, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตทางฝ่ายนามธรรม ที่เกี่ยวกับกิเลส และความทุกข์. ส่วนวงล้อหรือความหมุนอย่างอื่น ๆ ทางวัตถุ ทาง ร่างกายนี้ ก็มีอยู่ พวกคุณอาจจะรู้ดีกว่าผม ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องอะตอม เรื่องโมเลกุล (molecule) อะไรเหมือนคุณ ; นั่นมันวงล้อแห่งวัตถุ. ผมศึกษาแต่เรื่อง วงล้อแห่ง นามธรรม กิเลส วัฏฏสงสาร เป็นวงล้อแห่งความทุกข์ประจำวัน แล้วชำระสะสาง ให้มันจางไป จางไปจนมันไม่หมุนได้. เวลาที่กำหนดไว้ก็พอดี นกก็ร้องบอก เมื่อวานนาฬิกานกเก็ เหลว ไม่ร้อง ไม่ตี วันนี้มันก็ตีตามเวลาตรงเป๊ง.
Buddhadasa