Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๑๒ — อภิธรรมของชีวิต

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.311 วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๔.๑๕ น. แล้ว. วันนี้เป็นครั้งที่ ๑๒ ของการบรรยาย เป็นเรื่องที่ ๓ ของความรู้ ที่จำเป็น ก่อนการเยียวยารักษาโรค ; หมายความว่าเรื่องที่เราจะต้องทราบก่อนการแก้ไข เยียวยารักษาโรคกิเลสนั้น เข้ามาเป็นเรื่องที่ ๓ แล้ว. เรื่องที่ ๑ คือเรื่องหลักตัดสิน ว่าอะไรถูกอะไรผิด, เรื่องที่ ๒ ความหมุนของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต เรียกว่า วงล้อของชีวิต ในชีวิตประจำวัน, วันนี้ก็มาถึงเรื่อง อภิธรรมของชีวิต. ๒๘๙

น.312 เรื่องอภิธรรมนี้ จะพูดอย่างปรมัตถสัจจ์ ทำไมจึงพูดเรื่องนี้ ? ผมเข้าใจว่า ส่วนใหญ่ของนักศึกษานี้ ยังไม่รู้จัก คำว่า "อภิธรรม" หรือ ปรมัตถธรรม; แม้จะได้ยินได้ฟังคำนี้อยู่บ้าง ก็ยังเข้าใจน้อย จนไม่สำเร็จประโยชน์. ฉะนั้น จึงต้องพูดกันให้เข้าใจคำ ๆ นี้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับความลับ ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตด้วยเหมือนกัน คือมันบอกให้ทราบถึงเรื่องโลก หรือเรื่องเหตุให้เกิดโลกโดยทั่ว ๆ ไปในแง่ลึก แม้จะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็ดูจะไม่เคยศึกษาถึงเรื่องการพูด ที่มีความจริง ที่แยกกันอยู่เป็น ๒ ชนิด อย่างที่ใน ภาษาวัตถุเรานี้เรียกว่า สมมติสัจจ์ กับ ปรมัตถสัจจ์ : สมมติสัจจ์ ก็เหมือนที่เขาใช้ในภาษา ปรัชญาว่า relative truth, พวกปรมัตถสัจจ์ก็ตรงกับ absolute truth. relative truth นั้นหมายถึง ความจริงที่พูดกันอยู่ในวงการพูดของชาวบ้าน แต่มันเป็นความจริงที่ยืดหยุ่นได้, หรือเอาสิ่งที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเท่าไรมาเป็นหลัก คือ มองไม่เห็นส่วนลึก, หรือส่วนทั้งหมดที่ยังไม่ปรากฏ แล้วก็พูดไปอย่างผิวเผิน ขึ้นอยู่ กับสิ่งที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า แล้วมันเปลี่ยนแปลงได้ หรือยืดหยุ่นได้ ; ส่วนความจริง ปรมัตถ์ absolute truth นั้น มีแต่ผู้ที่มองเห็นตลอดแล้ว ก็พูดในด้านลึกที่สุด. สิ่งที่เรียกว่า relative truth นี้จึงตรงกับคำว่า สมมติสัจจ์ คือความจริงที่พูด ไปตามสมมติ, ส่วน absolute truth ก็คือ ความจริงที่เป็นปรมัตถ์ คือจริงถึงที่สุด ไม่เกี่ยวกับการสมมติ ถือว่ามันเป็นการพูดอย่างธรรมาธิษฐานแท้ และถึงที่สุดแห่งเรื่อง นั้นๆ ซึ่งคนธรรมดายังมองไม่เห็น นั่นแหละคนที่รู้จึงสอนให้.

น.313 สิ่งที่เรียกว่า อภิธรรม นี้ ขึ้นอยู่กับประเภทหลัง คือประเภท absolute truth, แต่ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งนี้มันมีส่วนที่เขว ส่วนที่พูดไปตามไม่รู้. เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม ก็มีอภิธรรมแท้กับอภิธรรมเพื่อ ; ในที่นี้เรา จะพูดกันถึง อภิธรรมแท้ และเป็น อภิธรรมของชีวิต หมายความว่าที่ เกี่ยวกับชีวิตโดยตรง แล้ว เฉพาะในแง่ที่เกี่ยวกับการรักษาโรคกิเลสเท่านั้น ; แง่นอกนั้นไม่จำเป็น ถึงมันจะมีอยู่ มากมายก็ไม่จำเป็น. ถ้าได้ยินคำว่า อภิธรรม หรือปรมัตถธรรมละก็ ให้รู้ว่าในเมืองไทยนี้ ก็มี อยู่เป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดที่ตรงที่จริงแท้ แล้วก็ ตรงไปยังเรื่องดับทุกข์ หรือดับ กิเลสโดยตรง, กับอภิธรรมที่เพื่อ ก็คือว่า พูดไปอย่างให้มันละเอียดที่สุด ให้น่า อัศจรรย์ที่สุดอะไรไปตามนั้น ผิด ๆ ก็มี แล้วก็คือไม่จำเป็น ถ้าอยากรู้อภิธรรมแท้ละก็ขยันไหว้ครู คือระลึกนึกถึงพระบรมครูอยู่เสมอ ให้ จิตใจมันแน่วไปทางนั้น ให้มันลึก ให้มันสุขุมลึกซึ้ง แล้วจะมองเห็นส่วนนี้ได้ สพฺพญญ สพฺพทสสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก ขยัน ท่องไว้ว่า อาจารย์ของเรา เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้มองเห็นสิ่งทั้งปวง เป็นพระ- ศาสดาผู้มีกรุณาใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. คาถานี้ มีความหมายที่ลึก อยู่ในนั้น ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้รู้สิ่ง ทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง จึงเห็นในส่วนลึก : ชนะมาร ได้นั้นยิ่งเป็นส่วน ลึกที่สุด, ท่านเป็นผู้มีกรุณาใหญ่หลวง แล้วก็จะต้องเลือกสอนแต่สิ่งที่ไม่มีโทษ หรือไม่เสียเวลา มีแต่ประโยชน์ และ รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง นี้ก็เป็นคำพูดในแง่ลึก, เป็น อภิธรรมอยู่แล้ว ในตัว ; หมายความว่า สัตว์โลกทั้งปวงในทุก ๆ โลก เป็นโรคทาง

น.314 ๒๙๒ ทางวิญญาณ ไม่ยกเว้นใคร เว้นแต่พวกที่เป็นพระอริยบุคคลแล้ว จึงจะหายโรคสิ้นเชิง ก็เฉพาะพระอริยบุคคลในขั้นที่เป็นพระอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นก็ยังมีโรคเหลืออยู่บ้าง ค่อย ๆ หายไป. อะไรคืออภิธรรม เอาละ, เราจะได้พูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรมนี้คืออะไร ? ก็ต้องหมายถึง อภิธรรมแท้ ไม่ใช่อภิธรรมเพื่อหรือเกิน. อภิธรรมแท้ก็หมายถึง absolute truth อย่าง ที่ว่านี้ คือปรมัตถสัจจ์ หรือปรมัตถธรรม. อยากจะบอกเป็นข้อแรกว่า อันนี้ไม่ใช่ ปรัชญา ; แม้คำว่า ปรัชญา จะแปลว่าปัญญาก็จริง แต่ในภาษาไทยเอาไปใช้เป็น คำแปลของ philosophy. ทีนี้ philosophy โดยทั่วไป เราไม่ถือว่าเป็น absolute truth; ใครจะถือ ก็ตามใจ ผมไม่ถือ, แล้วก็มีพรรคพวกที่ไม่ยอมถือ คือไม่ยอมถือว่า philosophy เป็น absolute truth ; เพราะว่ามันมิใช่วิทยาศาสตร์ เพราะว่ามันยังขึ้นอยู่กับเหตุผลของการ คำนึงคำนวณ ไปยังสิ่งที่ยังไม่รู้ กำลังอยากรู้ หรือเพิ่งรู้ใหม่ ๆ ตื่นไปว่ามันถูกแล้ว ปรัชญา อยู่แค่นี้. ความรู้อะไรใหม่เข้ามา แปลกเข้ามา ค้นพบก็สมมติเป็นปรัชญา ; ความรู้ ที่เพิ่งพบ กำลังตื่นกันอย่างยิ่ง แล้วมันก็ไม่ใช่ความจริงถึงที่สุด นี้ไม่ใช่ absolute truth, นี่มีปัญหายุ่งยากเหลือไว้ ทิ้งไว้ให้คิดต่อไป. อภิธรรมที่แท้นั้นไม่ใช่ปรัชญา แม้ว่าจะมีวิธีพูด หรือจุดมุ่งหมายอย่าง เดียวกับปรัชญา ฉะนั้นเราจะเรียกว่า absolute truth หรืออภิธรรม หรือปรมัตถธรรม

น.315 ไปดีกว่าที่จะไปเรียกว่าปรัชญา หรือ philosophy ; เพราะสิ่งที่เรียกว่า "อภิธรรม" ในที่นี้ เรา มุ่งไปทางเป็นวิทยาศาสตร์ มากกว่าที่จะเป็นปรัชญา คือมีเหตุผลประจักษ์ ทางฝ่ายจิตใจ คือปรากฏอยู่กับจิตใจ ; แม้ไม่เป็นวัตถุที่มาแฉให้ดูอย่างวัตถุ แต่มัน แฉให้ดูอย่างทางจิตใจ คือรู้ประจักษ์อยู่กับจิตใจ ในข้อที่มันดับทุกข์ได้ แล้วเราไม่เอา อะไรมากไปกว่านั้น ถ้ามันดับทุกข์ ได้ก็ถือว่าถูก. ระวังหน่อย ; ก็แต่เพียงว่าให้มัน ดับทุกข์ให้จริงเท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา หรือ philosophy นั้น ยังเป็นสิ่งที่กำกวม ยังเป็นเพียง ความคาดคะเน ; อย่างที่ในกาลามสูตร เรียกว่า นยเหตุ - เป็นเรื่องคาดคะเน โดยนัยะแห่งเหตุผล สำหรับใช้กับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังค้นคว้า พอออกมาก็เป็นเรื่องที่พอใจ. นี่ยังไม่รับรองว่าถูกถึงที่สุด, แล้วส่วนมากก็ไปในเรื่องที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น. เรื่องที่จำเป็น นี้กลับไม่สนใจ; เรื่องที่จำเป็นหรือเรื่องดับทุกข์นี้ มันกลับไม่ต้องการวิธีการอย่าง ปรัชญา มันต้องการวิธีการอย่างวิทยาศาสตร์. ต้องจำไว้อีกอย่างหนึ่งว่า เรื่อง ๆ เดียวกันนั้น สำหรับคนโง่มันเป็นปรัชญา, สำหรับคนรู้ถึงที่สุด มันเป็นวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น ขอให้คุณจำไว้ว่า เรื่องที่เป็น ตัว พุทธศาสนา ที่จริงที่สำคัญ เช่นเรื่องอริยสัจจ์ เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ สำหรับ คนยัง ไม่รู้ ยังเรียนอยู่ ยังอะไรอยู่นี้ มัน เป็นปรัชญา จริงในข้อนี้; แต่ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติ ได้แล้ว โดยเฉพาะพระอรหันต์นี่ มัน พ้นความเป็นปรัชญา มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันกลายเป็นชัดแจ้งอยู่ในใจของท่าน ในเรื่องว่า ทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไร แล้ว ทุกข์ที่ดับไปหมดแล้ว มันอย่างไร มันชัดแจ้งอยู่ในใจของท่าน.

น.316 ตัวพุทธศาสนาเป็นปรัชญาไปไม่ได้ มัน เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างเดียว กับวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ; แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจหรือทางนามธรรม. นี้คนเขาก็มักจะเหมา ๆ กันว่า เรื่องทางนามธรรมเป็นปรัชญาอย่างเดียว นี่เพราะไม่รู้เรื่อง ของพระอริยเจ้า ไม่รู้จักคำว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ หรือไม่รู้จักคำว่า สนทิฏฐิโก ที่เราสวดกันอยู่ ; เมื่อมันยังไม่เป็น สนทิฏฐิโก ไม่เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ มัน ก็เป็นปรัชญาสำหรับคำนึงคำนวณไป. ทีนี้ ฝรั่งที่เข้ามาแรกเรียนพุทธศาสนา ในหัวข้อนี้ เขาเห็นเป็นปรัชญาไป หมด ; แต่พระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์เห็นอย่างนี้เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นของเปิดเผย อย่างธรรมดา. ฉะนั้นอะไรเป็นวิทยาศาสตร์ อะไรเป็นปรัชญา ก็ต่างกันอยู่อย่างนี้ : ถ้าอาศัยคำนึงคำนวณอยู่เรื่อยไป มันก็ยังเป็นปรัชญาอยู่เรื่อยไป. นักเรียนในโรงเรียนนักธรรมนี้ เรียนอริยสัจจ์ เรียนปฏิจจสมุปบาทอย่าง ปรัชญา ; ทีแรกก็อย่างความรู้ท่องจำเท่านั้นแหละ แล้วก็สอบไล่ได้เหมือนกัน. ต่อมา ก็ คิดค้นไปในรูปของปรัชญา, พวกฝรั่งมาถึง ก็มาแตะต้องในรูปของปรัชญา มัน จึงไม่ได้ผล เรียนเท่าไร ๆ มันก็ ดับทุกข์ไม่ได้ มันเป็นรูปปรัชญาอยู่เรื่อย. เมื่อ ปฏิบัติ ชนิดที่ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ ไม่ ให้เกิดตัวกู - ของกู นี้ จนจิตใจมันเปลี่ยน สภาพ ไปเป็นจิตใจที่ไม่มีกิเลส มันก็รู้ความที่ไม่มีกิเลส รู้ความที่ไม่มีทุกข์ชัดแจ้ง กลาย เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายนามธรรม. เรื่อง อภิธรรม หรือ ปรมัตถธรรม ที่แท้ หมายถึงเรื่องอย่างนี้ : คือ ความ รู้ที่ผู้รู้ ผู้บรรลุธรรมแล้ว เห็นแจ้ง แล้วพูดไว้. ถ้าเรายังไม่ถึง มันก็เป็นปรัชญา สำหรับเรา ; เราก็รีบทำให้มันเป็นวิทยาศาสตร์ นี้สิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม. อภิธรรม

น.317 แท้ก็พูดถึงเรื่องนี้ ทั้งสำหรับคนที่ยังไม่บรรลุและคนที่บรรลุแล้ว ; ฉะนั้นขอให้ถือว่า เรา เล็งถึงความจริงในชั้นปรมัตถ์ คือ จริงแท้ จริงเด็ดขาดว่าเป็นอภิธรรม ; ส่วน อภิธรรมนอกนั้นเกินหรือเพื่อ เรียนจนตายก็ไม่จบ. อภิธรรมแท้ อภิธรรมจำเป็น ที่จะต้องเรียนนี้ ก็มีอยู่ในขอบเขตที่จำกัด โดยเฉพาะในพุทธศาสนา ก็จะมี เรื่องเดียว เท่านั้น คือเรื่องความว่าง, ความว่างเป็นสิ่งที่อยู่ลึก ที่มองเห็นยาก เข้าใจยาก เป็นปรัชญาไปก่อนจนกว่าจะเข้าถึง จึงจะเป็นวิทยาศาสตร์. อภิธรรม ในที่นี้ เรา หมายถึงเรื่องความว่าง ; จะรู้แล้วหรือยังไม่รู้ หรือจะรู้แล้วก็ตามใจ. เรื่องความว่างนี้ ถือว่าเป็นเรื่องชั้นอภิธรรม หรือปรมัตถธรรม ; ให้ศึกษาไปในวิถีทางที่มันจะดับทุกข์โดยตรง ไม่ใช่ศึกษาไปในวิถีทางที่เป็นวิชาความรู้ ที่เดินเรื่อยไป จนไม่รู้จะไปทางไหน. สมัยนี้เขาเรียนปรัชญากันในรูปนั้นทั้งนั้น คือว่า เรียนมาก เรียนทุกแขนง สำหรับเปรียบเทียบ ก็เลยต้องไม่รู้จัก ; เพราะมันมากเข้า ๆ มากเข้า จนคนนั้นเอง ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร. สิ่งที่เป็นศาสนาเลยกลายเป็นปรัชญา ไปหมด ; หนังสือชั้นหลังที่เขารวบรวมข้อความในพระคัมภีร์ทางศาสนา หรือที่เกี่ยวกับ ศาสนามาให้คนเรียนกันอย่างนี้ มันไปในรูปของปรัชญา. ยกตัวอย่างที่น่าประหลาด น่าสงสัย หรือน่าอะไรทำนองนี้ เช่นคำว่า พระเจ้านี่ เช่นคำว่า God นี้ มันมีความหมายอย่างไรบ้างนี้ เขาสืบค้นมาตั้งแต่ครั้งแรก ที่มนุษย์เริ่มมีคำว่า God ขึ้นมาในคำพูดคงจะหลายพันปี จนกระทั่งบัดนี้ definition ของ คำว่า God มีตั้งพันชนิด หรือเกินกว่าพันชนิด แล้วก็ดูซิ เดี๋ยวนี้คนก็เลยไม่รู้ว่า God คืออะไร, แล้วก็เข้าไม่ถึง God ; เพราะเอา God นั้นมาทำเป็นวัตถุของปรัชญาไปเสีย

น.318 ก่อนนี้เขาเอา God เป็นวัตถุของศาสนา มันง่ายเขาพูดไว้คำเดียวชัดๆ เชื่อ อย่างนั้น ปฏิบัติตามนั้น มันก็สำเร็จประโยชน์ ; เดี๋ยวนี้มามองกันในแง่ปรัชญา คนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างโน้น ตั้งแต่หลายพันปีแล้วมาจนถึงบัดนี้ มันมีตั้งเป็นพัน หรือกว่าพัน ความคิด ความเห็น ทำพระเจ้าให้เป็นปรัชญาเพ้อเจ้อ เพื่อให้คนไม่ต้อง มีพระเจ้ากัน. ในโลกนี้มนุษย์กำลังไม่มีพระเจ้า ในศาสนาที่ถือพระเจ้า. ธรรมะคือ ความดับทุกข์ นี้ก็เหมือนกัน พอติดไปในมือของนักเมาปรัชญาแล้วมันก็ไปอยู่ในรูป อย่างนี้ ; พูดกันจนไม่รู้เรื่อง คือมันขยายแตกแขนงออกไป, แตกแขนงออกไป จนไม่รู้ว่าจะเอาอันไหน. วิธีการศึกษาแบบนี้ ผมว่าน่าสงสาร ; ยิ่งศึกษาอะไร ยิ่งไม่รู้สิ่งนั้น, ยิ่งศึกษาพระเจ้าก็ยิ่งไม่รู้จักพระเจ้า, ยิ่งศึกษาพุทธศาสนา ก็ยิ่งไม่รู้จักพุทธศาสนา. ถ้าศึกษาอย่างวิธีของฝรั่งแล้ว ก็รู้แต่เปลือกของพุทธศาสนา ที่พร่าออกไป, พร่าออกไป ไม่เข้าถึงตัวจริง. ถ้าสมมติว่าเขาจับปมที่เป็นตัวจริงได้ เขาก็ศึกษาไปอย่างพวกปรัชญา อีก; เช่น ถ้าจะศึกษาเรื่องความว่าง ก็ศึกษาวิธีปรัชญาอีก มันก็ไม่ว่างได้ ไม่ทำให้ จิตว่างได้. เพราะพุทธศาสนาเรามีหลักสำหรับปฏิบัติลงไปตรง ๆ จนมีจิตใจที่ว่าง : ว่างจากตัวกู - ของกู แล้วก็ไม่รู้จักมีความทุกข์นี้ ; "นี่ พิสูจน์ตรงที่ "เดี๋ยวนี้ไม่มี ความทุกข์" นี้มัน เป็นวิทยาศาสตร์ไป ไม่ใช่ปรัชญา ; แต่ถ้าพูด คำนึง คำนวณ คาดคะเน หรือใช้เหตุผล ใช้ logic อะไรมันก็เป็นปรัชญาเรื่อยไปไม่มีจบ แล้วไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลย ในทางที่จะดับทุกข์ ; ได้แต่ประโยชน์สำหรับที่จะเป็นนักปราชญ์ พูดบ้าน้ำลายไป, หรือว่าไม่บ้าน้ำลาย ก็พูดไม่รู้จบ, แล้วก็ยังน่าสงสารที่ว่า แม้ว่า ฝรั่งจะมาเรียนพุทธศาสนากันมากขึ้น ก็ไม่ถึงจุดที่เป็นตัวพุทธศาสนา ในรูปของศาสนา คือไม่เป็น religion ขึ้นมาได้ ; แต่กลายเป็นปรัชญา เป็นอะไรไปเสียเรื่อย.

น.319 พิจารณาวิธีอธิบายหลักศาสนาให้ถูกตรง จะเข้าใจอภิธรรมง่ายขึ้น มีคำพูดอยู่อีก ๒ คำ ถ้านึกถึง แล้วจะเข้าใจคำว่าอภิธรรมนี้ได้ง่ายขึ้น คือว่า คำพูดหรือวิธีอธิบาย หรือหลักลัทธิศาสนาอะไรก็ตาม มันพูดได้เป็น ๒ ชั้น :- ชั้นที่เปิดเผย เขาเรียกว่า exoteric พูดข้างนอก พูดอย่างเปิดเผย เหมือน กับเราท่องพุทธศาสนานี้ เรียนตัวหนังสือ เรียนพระไตรปิฎกอย่างนี้ มันเป็นเรื่องเปิดเผย แสดงด้วยอาการ หรือด้วยปรากฏการณ์ข้างนอกนี้. ยังมีคำว่า esoferic นี้ นี้มัน เป็นความลับ ; นี้เอามาพูดเปิดเผยอย่างนั้น ไม่ได้ เลยพูดเฉพาะคน โดยบอกให้เฉพาะคนคล้าย ๆ กับระหัสลับ. พุทธศาสนา ก็เหมือนกัน ที่พูดไปแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ เป็นตัว หนังสือ ปรากฏอยู่นี้ มันก็ลักษณะ exoteric คือข้างนอก หรือเปิดเผย ; ส่วนที่เราจะ สอน วิปัสสนา หรืออะไรที่เป็นการ เฉพาะคน เฉพาะบุคคล เฉพาะเรื่องของบุคคลที่มี กิเลสไม่เหมือนกันแล้ว ก็ต้องโดยวิธีที่กลับตรงกันข้าม กับที่เคยสอนมาแล้ว. ยกตัวอย่างที่คุณจะเข้าใจได้ง่าย จะจำได้ง่าย เช่นว่า สอนให้ ทำดี สอนให้ ละชั่ว ; อย่างนี้ เป็นพวก exoteric ทั้งนั้น ง่าย ๆ ตื้น ๆ เปิดเผย. แต่พอถึง ชั้นลึกซึ้ง นั้นสอนประเภทว่า ดีนั้นก็อย่าไปเอากับมัน ; นี่มันเป็น esoteric อย่างนี้, เพราะว่าดีนี้ก็ทำให้เรามีความทุกข์อย่างดี ชั่วก็ทำให้เรามีความทุกข์อย่างชั่ว ; เพราะ ฉะนั้นเราไม่เอาทั้งดีทั้งชั่ว นี้เป็นอภิธรรมขึ้นมา.

น.320 สอนให้ทำดีเสียเกือบตาย ก็เพื่อให้ทำเสียก่อน ให้รู้จักว่า ดีนั้น ก็คือของที่มี โทษอย่างลึกซึ้ง ไม่ปรากฏชัด เหมือนความชั่ว ; โทษของความชั่วมันปรากฏชัด แต่ โทษของความดีมันไม่ปรากฏชัด แล้วถ้าไม่ทำดีให้มากพอเสียก่อน ก็ไม่รู้หรอกว่า มันมี โทษแฝงอยู่. ฉะนั้นจึงไม่บอกเรื่องนี้ในทีแรก บอกแต่ว่าทำดี ๆ ทำดี : มีความเจริญ ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปอะไรก็ทำดีกันอย่างนี้. พอทำได้ ก็รู้ของมันเอง ว่า แม้สวรรค์นี้ก็หลอก, หลอกจังเว้ย คือเต็ม ไปด้วยความโง่ความหลง ในเรื่องความสุขเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง ทางอะไรนี้ ; แม้พรหมโลก มันก็เหมือนกับว่ายาเสพติด : ผืน หรือเฮโรอีน ในความสุขชนิดที่ซึม กระทืออยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่ใช่ความหลุดพ้น. ถ้าเป็นเรื่องหลุดพ้น ต้องสลัดที่ดี ๆ นี้ออกไปเสีย ; เพราะฉะนั้นเรื่อง นิพพาน นี้ จึงเป็นเรื่องเหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ จนไม่พูดว่าอะไร จนใช้คำรวมว่าว่าง ; ว่างนี้มันก็เหนือดี เหนือชั่ว เหนือสุข เหนือ ทุกข์. นี่คำสอนในระหัสที่เป็นความลับนี้ เฉพาะคน แล้วพูดไปก็ไม่ค่อยจะสำเร็จ นี้มีอยู่ประเภทหนึ่ง ; นี้คือพวกอภิธรรมแท้. ที่พูดเป็นตัวหนังสือมากมายไปอย่างนั้น อย่างนี้ก็เป็นอภิธรรมเพื่อ. คุณจะเข้าใจหรือไม่ จะทำได้หรือไม่นั้น มันอีกส่วนหนึ่ง ; แต่ขอให้จำ ไปก่อน ให้จำคำพูดหรือว่าหลักเกณฑ์อันนี้ไว้ก่อน สำหรับในอนาคต จะจับตัวอภิธรรม แท้ได้ แล้วก็สลัดอภิธรรมเพื่อออกไป. แล้วสิ่งที่คุณกำลังกระหายจะเรียนนั้น เป็น อภิธรรมเพื่อทั้งนั้น, เป็นรูปปรัชญาทั้งนั้น; เพราะว่า ตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ ต้อง เรียนด้วยการกระทำ ไม่อาจจะมาเรียนด้วยการนั่งพูดให้ฟังอย่างนี้, หรือไม่

น.321 อาจจะเรียนด้วยพวก speculation คำนวณไปตามนัยะนั้น นัยะนี้, logic อย่างนั้นอย่างนี้. นั่นไม่ใช่ตัวพุทธศาสนาแท้ มันเป็นเปลือก แล้วเป็นอภิธรรมเพื่อ ; ฉะนั้น อภิธรรมแท้ ก็มีแต่ส่วนหนึ่ง ที่จะต้องเรียนด้วยการทำลงไปจริง ๆ. ศึกษาอภิธรรม เรื่องความว่าง ยกตัวอย่างเรื่องความว่าง นี้ ให้ไปเอามาให้หมดจากพระไตรปิฎก เรื่อง ความว่าง มันก็ถึงความว่างไม่ได้ ; นี้ต้องเรียนด้วยการกระทำ ตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ แล้วก็ต่อเมื่อ ทำถูกต้องสำเร็จ เท่านั้น จึงจะพบกับความว่าง. ที่ทำ ทำจน ตายไม่เคยสำเร็จก็มี; ฉะนั้นเรียนจากธรรมชาติสอน บางทีจะง่ายกว่า ซึ่งผมใช้วิธีนี้ บอกคนที่มาที่นี่อยู่เป็นประจำว่า พอคุณเข้ามาในสวนโมกข์นี้ คุณได้รับการสอนจาก ธรรมชาติ ; ความเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจเกิดขึ้น ได้ชิมรสตัวอย่างของความว่าง ไม่มี ความทุกข์. คนนั้นเขาก็รู้ด้วยใจเอง เป็น experience อยู่ในใจเต็มที่ ว่า แหม, สบาย จริงโว้ย ! วันนี้ทำไมมันจึงสบายจริง, มานั่งอยู่ที่นี่แล้วสบายบอกไม่ถูกนี่, ถ้าเป็นคนที่ เข้ามาครั้งแรกจะรู้สึกอย่างนี้ทั้งนั้น มันเป็นตัว experience ที่ไม่ต้องใช้เหตุผล, ไม่ต้อง อาศัยเหตุผลอะไร มันรู้สึกประจักษ์อยู่กับใจ. ทีนี้ผมก็บอกว่า อ้าว, คิดดูซิ ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้นเล่า ? ให้นั่งคิด กันไป คิดกันมา บางคนก็คิดออก บางคนก็คิดไม่ออก เพราะมันไม่ใช่คิดเสียแล้ว. เรื่องนี้ ไม่ต้องคิด หรอก สังเกตเท่านั้น มันมีอยู่แล้ว แต่เราสังเกตไม่เห็น ; ถ้าไปใช้ การคิดมันก็ไม่พบกัน ไม่เจอกัน. ต้องไปใช้การสังเกต : อ้าว, ที่นี่ไม่มีอะไร ของเราเว้ย, ที่นี่ไม่มีอะไรเป็นของกู เวลานี้นะ ; แล้วเราก็กำลังลืมตัวกู ไม่เกิดความคิด

น.322 ที่เป็นตัวกู ลืมทุกอย่างที่เป็นของกู มันก็เลยว่างจากตัวกู ว่างจากของกู สบายบอกไม่ถูก ที่นั่งอยู่โคนไม้ตรงนั้น. คนบางคน พอได้รับคำชี้แจงอย่างนี้ ก็สังเกตเห็นว่า ความว่างปรากฏแก่ จิตชั่วขณะนั้นก็เลยได้ชิมรสของความว่าง ; อย่างนี้แหละคือตัวอภิธรรมแท้ อภิธรรม ตัวจริง ไม่ใช่คำพูด, และไม่ใช่อภิธรรมส่วนเพื่อหรือส่วนเกิน. เขาได้ความรู้ และ ได้การปฏิบัติโดยอัตโนมัติ ที่ธรรมชาติสอนให้, แล้วก็ได้รับผลของการปฏิบัตินั้น คือ ความสุขบอกไม่ถูกเท่านั้น. นี่จะมองในแง่ของความรู้ ก็เป็นความรู้อันใหม่, จะมองในแง่ของการ ปฏิบัติ ก็มองได้ เพราะจิตของเขากำลังเปลี่ยนหมด, ผลของการปฏิบัติ หรือ เขาก็ กำลังสบายอย่างยิ่ง. นี่การมาในครั้งแรก มักจะได้บทเรียนอันนี้ ; แต่ว่าคนส่วนมาก ก็มาทัศนาจร แล้วก็ไม่รู้สึก. คนส่วนหนึ่ง ซึ่งเขามาในรูปเพื่อจะแสวงหาอะไรที่ยังไม่รู้ คือแสวงหาธรรมะ นี้ เผอิญมันมาสบายเข้าอย่างนี้, แล้วก็ได้รับคำชี้แจงให้รู้จักคิดรู้จักนึกอย่างนี้ เขาก็ พบ ตัวธรรมะ ที่เป็นมหรสพทางวิญญาณที่นี่. นี่คืออภิธรรมที่แท้ ที่ดับทุกข์อยู่ในเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องส่วนเพื่อหรือส่วนเกิน ; แล้วผู้นั้นก็รู้จักความว่าง ชิมรสของความว่าง. นี่อภิธรรมที่กำลังเอามาพูดให้สนใจ รวมอยู่ที่คำ ๆ เดียวว่า "ว่าง". ก่อนแต่มีความรู้เรื่องนี้ พอได้ยินคำว่า "ว่าง" มันก็คิดว่าไม่มีอะไร, นี่พวกคุณก็จะคิดอย่างนั้นกันทั้งนั้นแหละ, นั่นมันว่างชนิดหนึ่ง. ว่าง vacuum ทาง วัตถุ นั้นมันว่างอีกชนิดหนึ่ง ; ไม่ใช่ว่างที่กำลังพูด ซึ่งว่างทางวิญญาณ ว่างจาก

น.323 concept ว่าตัวกู - ว่าของภู นี้เรียกว่าว่าง. สิ่งอื่น ๆ นั้นมันก็ยังมีอยู่ตามเดิม แล้ว เราไม่ได้ไปถือว่ามันมี เป็นตัวเป็นตนอะไร ก็เท่ากับไม่มี ; นี้ก็เรียกว่าว่างด้วย เหมือนกัน. ตัวสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องว่าง มีอยู่ ที่นี้ สำหรับตัวบท ตัวสูตร ที่เราจะอิงอาศัยเกี่ยวกับการศึกษาอภิธรรมแท้ ; เรื่องความว่างนี้ เราถือตามพระพุทธภาษิต แล้วก็พบได้ง่ายๆ ว่า เรื่องที่เกี่ยวกับ สุญญตาทั้งหมด นี่คืออภิธรรมแท้. ผมใช้คำว่า "ทั้งหมด" ก็อย่าเข้าใจไปว่าหมด จนกระทั่งเป็นเรื่องปรัชญาไปอีก ; "เกี่ยวกับสุญญตาทั้งหมด" เท่าที่มันเกี่ยวกับความรู้สึก ในจิตใจนี้ ถ้าเป็นคำสอน คำพูด ก็เท่าที่พูดในขอบเขตเพียงเท่านี้ เป็นคำที่พระพุทธ เจ้าท่านตรัส. ถ้าเลยนี้ ท่านไม่ตรัส ท่านไม่เอามาสอนให้เกินกว่ากำมือเดียว ; แม้ ว่าจะรู้เท่ากับใบไม้ทั้งป่า ก็เอามาสอนเพียงใบไม้กำมือเดียว : เป็นพระบาลี ที่ถ้าจำ ไว้ได้ ก็ดีเหมือนกันว่า เย เต สุตตฺตา - ระเบียบแห่งพระสูตรทั้งหลายเหล่าใด, ตถาคตภาสิตา - ที่ตถาคตตรัสไว้, คมภีรา - เป็นของลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา - มีเนื้อ ความลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา - เหนือวิสัยโลก, สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะด้วย สุญญตา. เรื่องต่าง ๆ ที่พระองค์ตรัส เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความว่าง ที่เป็นเรื่องลึก มีความหมายอันลึก แล้วเป็นเรื่องเหนือวิสัยโลกนั้นหมายความว่า ถ้าเป็นเรื่องวิสัยโลก มันก็มีอัตตา มีตัวกู - มีของกู ตามความรู้สึกสามัญสำนึกที่ค่อยหนาขึ้น ๆ นี่เรียกว่า เรื่องโลกิยา ; โลกิยะ โลกิยา ในระดับโลกอยู่ในวิสัยโลก ก็มีตัวกู. ถ้าเป็นโลกุตตระ

น.324 ๓๐๒ มันก็เหนือโลก, เหนือวิสัยอันนี้ เหนือความรู้สึกอันนี้ คือไม่มีตัวกู เรียกว่าสุญญตา หรือว่างจากตัวกู. เมื่อไม่มีตัวกูแล้ว ของกูมันก็ไม่มี ; นี่มันเป็นธรรมดา ; ฉะนั้น เรารู้จนกระทั่งไม่รู้สึกว่ามีตัวกู มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ. ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เขาเขียนไว้ประโยคหนึ่ง ซึ่งดีมาก สุทฺธิธมฺมา ปวฺตฺติ - ธรรมชาติล้วน ๆ นี้เป็นไป ไม่มีอะไร ; ให้มองเห็นว่าสิ่งที่มันเป็นไป- เป็นไป- เป็นไปนี้ : ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตร่างกายของคนของสัตว์ ของอะไรนี้ เรียกว่า สิ่งที่เป็นไปนี้ ; สิ่งที่เป็นไปนี้ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติล้วน ๆ. ในพระไตรปิฎกเอง ก็มีคำที่พูดไว้ชัดอย่างนี้ ; แต่ว่าเป็นเถรภาษิตว่า สุทฺธิ ธมฺมสมุปปาทํ สุทฺธิ สงขารสฺตตี ; ถ้าจำไว้ได้ก็ดี สุทธิ แปลว่า ล้วน ๆ, ธมฺมสมุปปาทํ - การเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติ, สุทธิ - ล้วนๆ. สงขารสฺตตี - คือการ สืบต่อออกของสังขารธรรม. สุทธิ ธมฺมสมุปปาทํ คือ การเกิดขึ้นของธรรมชาติล้วน ๆ ว่าไม่ว่าอะไร. บรรดาที่มีปรากฏการณ์ปรากฏขึ้นแก่ความรู้สึกของเรานี้ ก็ไม่ใช่อะไร นอกจากการ เกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ; ธรรมชาติคือสิ่งที่เป็นไปเอง เป็นตัวธรรมชาติ เป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวกู - ไม่ใช่ของกู, ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ; นี่เขาเรียกว่า ธรรมชาติ. จะมองดูในแง่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือจะมองดูในแง่ที่มันเป็นธาตุอะไรต่าง ๆ , หรือจะเป็นวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เป็น atom เป็น molecule เป็นเนื้อเป็นหนังอะไร ขึ้นมา ก็สุดแท้ นั่นแหละเขาเรียกว่าธรรมชาติ : การเกิดขึ้น มีขึ้นแห่งธรรมชาติ แล้วก็ ล้วน ๆ ไม่มีอะไร. นี่เป็นแง่แรกว่า มันเกิดขึ้นมา.

น.325 สุทธิ สงฺขารสนฺตตี - ธรรมชาตินี้มันไม่ได้เป็นเดี่ยว, หรือว่ามัน ไม่ได้เป็นหยุดอยู่อย่างเดี่ยว ๆ ; มันสัมพันธ์กัน : ธรรมชาตินั้น ธรรมชาตินี้ ธรรมชาติโน้น, มันเป็นส่วน ๆ ส่วน ๆ แล้วมันสัมพันธ์กัน. อย่างนี้มันก็มีการที่กระทำ แก่กันและกัน แล้วเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมานี้ ; เขาเรียกว่าปรุง, มันมีหน้าที่ที่จะปรุง หรือ ปรุงอยู่เสมอ คือมัน condition กันอยู่เสมอ ; เช่นอันนี้มันมาพบกันกับอันนี้ แล้วมันก็ เกิดสิ่งใหม่ : molecule อย่างนี้ มาพบกับ molecule อย่างนี้ มันก็ผสมกันทำงานเป็น อันใหม่เกิดขึ้นมา, เป็นของใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยในโลกนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ; อย่างนี้เขา เรียกว่า สนฺตฺติ คือการสืบต่อกันไปของสิ่งที่มันปรุงกันเรื่อย เรียกว่า สงขารสนฺตฺติ - การสืบต่อแห่งสิ่งที่มันปรุงกันเรื่อย. ทุกสิ่งว่างจากตน เพราะมีแต่ความปรุงแต่ง จะยกตัวอย่างในคนเรา ถ้าพูดอย่างภาษาวัด ก็ว่ามีดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ มีอยู่ ๖ ธาตุ, หรือจะพูดว่า มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ได้ ; แต่ไม่ดีเท่ากับพูดว่า มี ๖ ธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วธาตุอากาส คือธาตุว่าง แล้วก็ธาตุวิญญาณ คือใจ. ๖ ธาตุนี้มันปนกันยุง ปรุงกันเป็นทางร่างกาย ก็งอกงามไป, ทางความคิดก็งอกเงยออกมาเป็น concept ใหม่ ๆ ใหม่ ๆ เรื่อย แล้วก็ ทำไป; แล้วก็มีปฏิกิริยาแก่จิตใจ แล้วก็ปรุงอันใหม่, แล้วทำไปเรื่อย. นี่ สงขาร- สนฺตติ หมายความว่าอย่างนี้. สิ่งที่มันอยู่นิ่งไม่ได้ มันมาพบกันแล้ว มันปรุงกันเรื่อยนี่ มันสืบต่อความ เป็นอย่างนี้ของมันเรื่อย ; มีแต่อย่างนี้ล้วนๆ ไม่มีตัวกู - ไม่มีของกู. นี่คืออภิธรรม เรื่องความว่างที่แท้จริง แล้วก็ที่จำเป็นเท่านั้น เท่าที่อยู่ในวงของการปฏิบัติ ไม่เฟ้อ

น.326 คำเหล่าใดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "เนื่องด้วยสุญญตา เนื่องด้วยความ ว่างนี้ เป็นคำที่ตถาคตกล่าว ที่ลึกซึ้ง ที่มีอรรถลึกซึ้งเหนือโลก" มันหมายถึงอย่างนี้ : หมายถึงมองดูโลกในแง่ที่มันว่างเปล่า จากตัวกู - ของกู โลกมีอะไรเต็มไปหมด ก็มีไปซิ มีอยู่ตามเดิม ; แต่เรามองแล้วมันไม่ใช่, มันไม่มีอันไหนที่เป็นตัวตนของมันเอง หรือ ว่าตัวตนของเรา มีแต่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นล้วน ๆ แล้วก็ปรุงแต่งกันไป เป็นการ สืบต่ออยู่เรื่อยล้วน ๆ. วิทยาศาสตร์อย่างฟิสิกส์นี้ ก็ช่วยได้ ; แต่มันช่วยได้ในระยะจำกัด มันไป ไม่ไกล เช่นอะไรที่เราเคยหลงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ พอไปดูตามวิธีของการแยกธาตุ การ พิสูจน์ทางเคมี ทางอะไรก็ตาม มันก็บอกว่า มันก็เป็นเพียงเท่านี้. เช่นว่า ชีวิตคืออะไร ? ชีวิตคือความสดชื่นของเนื้อ protoplasm ในเซลล์ หนึ่ง ๆ นี้ มันก็ตายด้านแค่นี้ ; แต่มันก็ดีกว่าที่จะไปหลงว่าเป็นชีวิตชีวาอะไรจริงจัง. ให้เห็นแต่เพียงมีเซลล์ประกอบกันเข้า ในเซลล์นั้นยังสดอยู่ ก็เรียกว่ามีชีวิตอยู่ ; อย่างนี้ มันก็เรียกว่าเริ่มเห็นว่างเหมือนกัน แต่เห็นในแง่สั้น ๆ ต้นๆ ในแง่ทางพี่สิคส์. ส่วนทางนามธรรมนั้น ยังไม่มีปัญญาเห็น ; เพราะมันเป็นเรื่องที่สูงไปใน ทางฝ่ายศาสนา, แล้วต้องอาศัยความรู้ทางศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายนามธรรม ที่พวกฤๅษีมุนี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นจนพบนี้. แม้จะมองดูไปยังวัตถุ คือเนื้อหนัง ร่างกาย มันก็มองคนละแง่ กว่าที่ว่านักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะศึกษาเรื่องสรีระวิทยา หรือ เรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วก็ยังมีอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายวิทยาศาสตร์ทางวัตถุมองไม่ได้ คือ เรื่องทางจิตใจ.

น.327 ทีนี้ พอมาถึงเรื่องทางจิตใจ มันเหมือนกับเข้าไปในดงมืด เวิ้งว้างมหาศาล ; ถ้าเราจะไปติดตามมันให้หมดนั้น ก็ไม่มีเวลา จะตายเสียก่อน. เราติดตามในวงจำกัด เท่าที่ว่า ทำอย่างไรความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น ก็พอแล้ว ; ฉะนั้นจึงมองแต่ในขอบเขต จำกัด เฉพาะที่ว่าใจจะไม่เกิดความทุกข์ ก็พอแล้ว. จริงหรือไม่จริง ก็อย่าไปรู้ก็ได้ ; แต่ถ้าใจไม่เกิดความทุกข์แล้ว นั่นแหละคือจริงแล้ว นั่นแหละคือถูกแล้ว. จริงหรือถูก เพียงเท่านั้นพอแล้ว เลยนั้นอย่าเอาเลย ; เพราะความจริงมันอาจจะยังมีมากกว่านั้น อีกมาก แต่มันเป็นจริงเพื่อ, จริงไม่ประกอบด้วยประโยชน์. จริงเท่าที่ประกอบด้วย ประโยชน์นี้พอแล้ว ; ใครจะมาพิสูจน์ว่าเป็นเท็จอยู่ก็ยังได้เหมือนกัน เพราะว่า เบื้อง หลังของอันนั้น ยังมีอีกมาก. ในเมื่อความดับทุกข์หรือความไม่มีทุกข์ มันก็ไม่ใช่ของที่เป็นสาระอะไร ; เพราะฉะนั้นตัวความสุข หรือตัวนิพพานก็เลยว่างจากตัวตนไปด้วย. ผลสุดท้ายของ วิชาความรู้เรื่องว่างนี้ คือนิพพาน ; นิพพานก็พลอยว่างไปด้วย เพราะหมายความว่า ไม่เอาอะไรหมด. นี่จิต มันจึงว่างอย่างไม่เอาอะไรทั้งหมด ก็เลยไม่มีความทุกข์จริง เหมือนกัน แล้วพออยู่ไปตามสมควรแก่เวลา ร่างกายมันก็แตกดับไป มันก็เลิกกัน ปิด เรื่องกันเท่านั้นเอง. รวมความแล้วเอาแต่เพียงว่า ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นี้ ไม่เคยมีความทุกข์ เลย พอแล้ว ; ตายแล้วก็ไม่ต้องการจะไปเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอีก เพราะเกิดก็มีความ ทุกข์อีก นี้ก็เลยปิดฉากตัดตอนเสียเพียงเท่านี้ ว่าไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ไม่มีตัวตน ไม่มี ของตน, ไม่มีตัวตนที่เกิดอยู่ ไม่มีตัวตนที่จะต้องตายไปเกิดใหม่. ไม่มีตัวตนอย่างนี้ คือว่าง ว่างจากตัวตน.

น.328 ในโลกมันจะเกลื่อนไปด้วยอะไรกี่อย่าง กื่อสงไขยก็ตามใจเถอะ ทั้งหมดเรา มองในแง่ที่ไม่มีตัวตนที่ตรงไหน ที่จิตจะไปเกาะ ไปยึดเอาเป็นของตน ; นี่เรียกว่า จิตว่างจากความเกาะเกี่ยวในสิ่งใด ๆ ทั้งหมด. เรื่อง ความว่างในขอบเขตที่จำกัด สำหรับดับความทุกข์ มันมีอย่างนี้ แล้วก็เป็นเรื่องทางฝ่ายนามธรรม หรือทางฝ่าย วิญญาณ ทางฝ่าย spiritual. ถ้าจะอาศัย เรื่องทางฝ่ายฟิสิกส์หรือ mental กันบ้าง ก็เพียงเป็นเครื่องช่วย สำหรับจะมองดูเท่านั้นแหละ เพราะปรากฏการณ์นี้ก็แสดงออกทางพี่สิคส์ ทาง mental. เรื่องทาง spiritual นั้น จะไม่มีตัวตนให้เป็นวัตถุเลย, ความสุขหรือความทุกข์มันอยู่ใน ฝ่ายโน้น ; ฝ่าย spiritual ซึ่งไม่มีตัวตนเลยไม่มีวัตถุปรากฏเลย. นี่วิชาวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบันก็ศึกษาแต่ในเรื่องทางพี่สิคส์ ทางเคมี สูงขึ้นไปเพียงระบบประสาทเป็น mentality ยังไม่ใช่เรื่องทาง spirituality. เรามา เรียนทางศาสนา เพิ่มเติม ให้รู้จักส่วนที่เป็นปรมัตถธรรม เป็น อภิธรรมนี้ แล้วก็เป็นอันว่ารู้หมด ในเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ สำหรับที่จะไม่มีความทุกข์ ; ส่วนสำหรับอย่างอื่นนั้นอย่าไปเรียนเลย จะเรียกว่าบ้า คือจะบ้าเรียน เตลิดเปิดเปิงไป จนไม่พบกันกับความดับทุกข์. ถ้าว่าเราเรียนแต่เรื่องความดับทุกข์ได้แล้ว มันก็พอแล้ว สำหรับมนุษย์ ; นี่เขาจึงให้มุ่งไปยังความดับทุกข์ ไม่ให้เรียนเรื่องเพื่อ การศึกษาศาสนาตามคัมภีร์ต้องรู้จักเลือกส่วนที่ไม่เพ้อ คัมภีร์อภิธรรม ที่เรียกว่า อภิธรรมปีฎก หรืออะไรในพุทธศาสนานี้ เป็นส่วนเพื่อ ; อภิธรรมส่วนไม่เพ้อ ส่วนแท้ ก็คือเรื่องที่เรียกว่าสุตตันตะ ที่พูดถึง

น.329 สุญญตา เรื่องเดียวเท่านั้น ไม่เพ้อ, เป็นอภิธรรมแท้และไม่เพ้อ. อภิธรรมนอกนั้น เป็นปรัชญาที่เพื่อ เขียนเป็นตัวหนังสือแล้ว มากกว่าส่วนที่เป็นสุตตันตะเสียอีก มันแจก ลูกออกไปทีหลังเรื่อยเมื่อเร็ว ๆ นี้. พระคัมภีร์ก็ยังต้องระวัง ; พระคัมภีร์ที่มีไว้สำหรับไปกันเรื่อย : เป็นนัก ปราชญ์เป็นอะไรไปเรื่อย เป็นปรัชญาไปเรื่อย ก็มีอยู่เหมือนกันในพระไตรปิฎกนี้ ; พระพุทธเจ้า ท่านจึง จำกัดเฉพาะว่า “เรื่องที่ฉันพูดนั้น มีแต่เรื่องสุญญตา แล้วก็ สุญญตาในขอบเขตที่มันจะดับทุกข์ได้" คือว่า ช่วยให้คนมีจิตใจอยู่เหนือโลกได้. คนจิตใจต่ำอยู่ใต้โลก โลกมันก็บีบคั้นเอาให้เป็นทุกข์ ; ถ้า เรามีจิตใจอยู่ เหนือโลก โลกก็ทำอะไรเราไม่ได้; ฉะนั้น เราจึงอยู่ในโลกนี้ด้วยชัยชนะ. เขา จะบ้ากันไปถึงไหนก็ตามใจ เราไม่มีความทุกข์เสียโดยทางร่างกายให้อยู่ร่วมโลกกัน ; แต่ โดยทางจิตใจให้อยู่คนละโลก หรือว่าเราอยู่เหนือโลก, เขาอยู่ในโลก. นั่นคือ ผลของสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม หรือปรมัตถธรรม ที่จะสอนให้มองดูโลก, มองดูความ เหนือโลก ที่เรียกว่าความดับสนิทแห่งโลก ; เป็นเรื่องอริยสัจจ์ : ทุกข์ เหตุให้เกิด ทุกข์ ความไม่มีทุกข์ ทางให้ถึงความไม่มีทุกข์. พูดอีกทีหนึ่ง พูดว่า โลก เหตุให้เกิด โลก ความดับสนิทแห่งโลก ทาง ให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกนี้ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรียกเหมือนกัน. นี้ความ ไม่มีโลกนั่นแหละคือความไม่มีโลกสำหรับเรา คือเรามาอยู่เหนือโลก โลกทำอะไรแก่เรา ไม่ได้ : โลกนี้จะทำให้เราเกลียดหรือรักไม่ได้, โลกนี้จะทำให้เราทุกข์หรือสุขไม่ได้ ; นี้คือความดับสนิทแห่งโลก. และสำหรับเราผู้นั้น ที่มีการเข้าถึงเรื่องนี้ ทำให้ อยู่เหนือ โลก เรียกว่าโลกุตตรา, แล้วก็ลึกซึ้ง มีความหมายลึกซึ้ง. พระพุทธเจ้าท่าน

น.330 ตรัสว่า ท่านจะพูดแต่เรื่องนี้ เรื่องอื่นไม่พูด เพราะเป็นอภิธรรมเพื่อ ; ส่วนเรื่องนี้ มันเป็นอภิธรรมจริง อภิธรรมแท้. นี่ผมพูดโดยหัวข้อให้คุณฟังว่า อภิธรรมของชีวิตนี่ ต้องพูดถึงอภิธรรมแท้ อภิธรรมยิ่ง อย่างยิ่ง ที่จะดับทุกข์ได้ คืออภิธรรมเรื่องสุญญตา ; อภิธรรมนอกนั้น อีกสี่หมื่นสองพันธรรมขันธ์นั้น มันเพ้อ เว้นไว้แต่ว่า คนฉลาดเอาเรื่องเหล่านั้นมาตะล่อม กันเข้า ให้เหลือเป็นเรื่องสุญญตา จึงจะไม่เพ้อ. นี้คือเรื่องสุญญตา นี้คือเรื่องความว่าง ต้องรู้จักความว่าง มิฉะนั้นจะมีความทุกข์ อยากจะพูดฝากไปด้วยว่า ความว่างนี้ต้องรู้ มิฉะนั้นจะมีความทุกข์, เรื่อง ความว่างนี้จะต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะมีความทุกข์, เรื่องความว่างหรือสิ่งที่เรียกว่า ความ ว่างนี้เป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องมีอยู่ในจิตใจ ไม่อย่างนั้นจะเป็นทุกข์. ต้องรู้เรื่องนี้ ต้อง ปฏิบัติเรื่องนี้ ต้องมีเรื่องนี้ ถ้าไม่มีจะเป็นทุกข์ ; ฉะนั้นต้องมีความว่างในจิต คือ อย่าไปเกาะ ไปจับ ไปยึดอะไรเข้า นั้นเรียกว่าไม่ว่าง. คำว่า ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ คือไม่ว่าง : ถ้าพูดอย่างทางพี่สิคส์ มือ ของเราจับอะไรอยู่ มือของเราไม่ว่าง ; ถ้ามือของเรามิได้จับอะไรอยู่ มือของเราว่าง ฟรี เป็นอิสสระ. จิตใจก็เหมือนกัน ถ้าไปจับเข้าที่อะไรอยู่ เขาเรียกว่ายึดมั่นถือมั่น ที่สิ่งนั้นอยู่ ไม่ว่าง เพราะเป็นทาสของสิ่งนั้น ถูกผูกมัดไว้ด้วยสิ่งนั้น มันก็เป็นทุกข์.

น.331 ตลอดเวลาหลายสิบปี ที่ผมผ่านมานี้ ผมสังเกตเห็นแล้วว่า ที่ พูดกันไม่รู้ เรื่อง นี่ กับนักศึกษาสมัยปัจจุบันนี้ ที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา ก็ เพราะไม่เข้าใจ คำว่ายึดมั่นถือมั่น เท่านั้นแหละ. เขาฟังด้วยหู ได้ยินแล้วเขาไม่รู้ความหมายที่ถูกต้อง ไปเกิดปัญหาหยุมหยิมไปเสียหมด อย่างไร, จะพูดถึงยึดมั่นหรือไม่ยึดมั่นทำไม, นี่ไปเสียอย่างนี้ ; เพราะไม่รู้ภาษาธรรม ภาษาฝ่ายวิญญาณ ที่ว่าจิตมันก็ยึดมั่นถือมั่นได้ เหมือนกับมือ หรือร่างกายที่มันยึดมั่น ถือมั่นได้. ความหมายที่ว่า ยึดมั่นถือมั่น ถ้าทางกายก็เห็นชัด เพราะว่ามันเป็นภาษา ที่มีอยู่ก่อน ยึดด้วยมืออย่างนี้ ; แต่พอพูดว่ายึดด้วยใจ. ฟังไม่ค่อยถูก. ถ้าเมื่อไรฟัง ถูกว่า ยึดด้วยใจ คือทำอย่างไรแล้ว ก็จะเข้าใจเรื่องนี้. ต้องเข้าใจคำว่ายึดมั่นถือมั่นจึงจะปฏิบัติถูก ขอให้สนใจคำว่า "ยึดมั่นถือมั่น" นี้; ถ้าพูดอีกทีก็คือ คำว่าหมายมั่น, มีจิตใจที่หมายมั่นเข้าไปในสิ่งนั้น นั่นแหละคือยึดมั่นถือมั่น. หรือว่ามันฝั่งตัวเข้าไปนี้ เช่นเราฝั่งตัวเข้าไปในการเรียนอย่างนี้ คุณฟังออก ; แล้วการเรียนอยู่ที่ไหน ? ตัวนี้ ฝั่งเข้าไปได้อย่างไร ? นี่มันเรื่องภาษานามธรรม เราฝั่งตัวเข้าไปในสิ่งนี้ หมายความว่า เรามอบหมายชีวิตจิตใจทั้งหมดให้แก่สิ่งนี้ ; นี่ก็คือยึดมั่นถือมั่น. ถ้าทำไปด้วยความอยาก ความกระหายของอวิชชา, หรือพูดว่ากำหนัด ความกำหนัดรัดรึง. คือใจมันเข้าไปจับ ไปเกาะ ไปยึด ไปที่ตัวนั้นแหละ, ที่สิ่งนั้น ไปกำหนัดรัดรึงในความรัก ในเพศ ตรงกันข้ามเป็นต้น นี่ก็เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น.

น.332 พูดกันภาษาไทย ยังฟังกันไม่ค่อยถูก แล้วจะให้ไปพูดเป็นภาษาอังกฤษ นี้มันก็ลำบาก, เราพูดกับคนไทยด้วยกันยังฟังไม่ค่อยถูก หรือฟังไม่ถูกเอาเสียเลยนี้ แล้วไปพูดด้วยภาษาต่างประเทศ กับชาวต่างประเทศก็ยิ่งลำบาก. เขาก็พยายามแปล กันไป ยึดมั่นถือมั่น นี้เรียกว่าเป็น attachment บ้าง เป็น clinging บ้าง เป็น grabbing บ้าง ; เป็นอะไรอีกหลายคำ มันก็อย่างเดียวกันแหละ ที่คนไทยพูดเป็นไทยฟังไม่ถูก, คนฝรั่งพูดเป็นฝรั่งก็พังไม่ถูก เพราะว่าพูดภาษาคนเสียเรื่อย เล็งถึงเรื่องทางฝ่ายวัตถุ, ฝ่ายกายเสียเรื่อย ไม่เป็นฝ่ายนามธรรม ไม่เลยไปถึงฝ่าย spiritual เสียเลยอย่างนี้. ฉะนั้น ถ้าคำว่า attachment, คำว่า clinging, คำว่า grabbing อะไรก็ตาม, เป็นเรื่องทางฝ่าย spiritualism แล้วก็จะฟังถูก เข้าใจได้. ทีนี้ ในภาษาไทยเรา ก็ระลึกถึงคำเหล่านี้ไว้หลาย ๆ คำ ยึดมั่นถือมั่น ก็ได้ กำหนัดรัดรึง ก็ได้, หมายมั่นปั้นมือ ก็ได้, ฝั่งตัวเข้าไป ก็ได้ ; ในคำหลาย ๆ คำเหล่านี้ มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน คือไปยึด จับ ด้วยความรู้สึกของจิต ด้วยอำนาจของความ โง่ คืออวิชชานี้แหละ นี้เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น. พอยึดมั่นถือมั่นเมื่อใดก็มี ความทุกข์เมื่อนั้น ; สงขิตฺเตน ปญฺปาทานฺขนฺธา ทุกขา บทสวดมนต์ ทำวัตร เช้านี้ : ตัวยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์นั้นแหละเป็นตัวทุกข์, หรือพูดเอาตัววัตถุเป็นหลัก ก็ว่า "เบญจขันธ์ที่ถูกยึดมั่นถือมั่นอยู่ในเวลานั้น นั่นแหละเป็นตัวทุกข์" ก็หมายความว่า เบญจขันธ์นั้น ในเวลานั้น มีความยึดมั่นถือมั่น คือกายกับใจของเรา, ในเวลาใดมีความ ยึดมั่นถือมั่น ในเวลานั้นกายกับใจของเราจะเป็นทุกข์. ทีนี้ ในเวลาที่กายกับใจของเรา ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นชั่วขณะนี่เราก็ไม่เป็นทุกข์ จนกว่าเราจะมีความยึดมั่น ถือมั่นอีก. เมื่อชาวบ้านมาถึงตรงนี้ (ที่สวนโมกข์) ความยึดมั่นถือมั่นมันจางไปเอง หรือ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ยึดมั่นถือมั่น มันก็สบายบอกไม่ถูก ; พอกลับไปถึงบ้าน มันก็มีเรื่อง

น.333 ยึดมั่นถือมั่น อย่างเดิม ก็เป็นทุกข์อีก. ฉะนั้น ถ้าเขาเอาจิตใจที่มีอยู่ในขณะที่นั่งอยู่ ในสวนโมกข์นี้กลับไปบ้านได้ด้วย มันก็ไม่มีความทุกข์ คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ; ก็ควรจะศึกษาอภิธรรมด้วยวิธีอย่างนี้ สำหรับชาวบ้านจะรู้ได้เร็ว. มีสูตร, สูตรอย่างนี้หมายถึง formula คือบทนิยามหรือสูตร ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ เฉพาะเป็นหัวใจของพุทธศาสนาว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควร ยึดมั่น". สิ่งทั้งหลายทั้งปวง คือสิ่งที่ใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นหัวใจของ พุทธศาสนา เป็นยอดสุดหรือสรุปของอภิธรรม เป็นบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย. ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้เขาชอบใจมาก ติดอยู่ที่ริมฝีปาก หรือเขียนไว้ที่กระจกเงา เขียนไว้ทุกหนทุกแห่ง เพื่อให้มันเห็นอยู่เสมอ เตือนอยู่เสมอ ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกูหรือว่าของกู. ถ้าคุณเข้าใจอันนี้ ก็คือเข้าใจหมดทั้งพุทธศาสนา, ถ้าปฏิบัติข้อนี้ ก็คือปฏิบัติหมดทั้ง พุทธศาสนา, จะมีศีล สมาธิ ปัญญา มีอะไรทุกอย่างอยู่ในการปฏิบัติที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่น. พอมีผลเกิดขึ้นจากอันนี้ ก็คือได้รับผลที่แท้จริงเต็มรูปของพุทธศาสนา คือ ไม่มีความทุกข์เลย ; ไม่มีความทุกข์เลย นี่เขา เรียกว่าบรรลุมรรค ผล นิพพาน : เริ่มไม่มีทุกข์ - ไม่มีทุกข์ จนหมดทุกข์ เรียกว่านิพพาน. เข้าใจคำว่า จิตว่าง, ความว่าง, แล้วจะดับทุกข์ได้ ขอให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอภิธรรม หรือปรมัตถธรรมในพุทธศาสนา ใน หลักอย่างนี้ โดยหลักอย่างนี้ และด้วยคำเพียงคำพูดพยางค์เดียวว่า "ว่าง". แล้วก็

น.334 อย่าไปโง่ตามพวกนักปราชญ์เพื่อนั้น ; ไม่เข้าใจคำว่าว่างจนแล้วจนรอด เพราะเขารู้ มากเกินไป รู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด บ้าหอบฟาง หอบความรู้ไว้ท่วมหัวท่วมหู เหมือน กับหอบฟางท่วมหัวท่วมหู แล้วในนั้นไม่มีข้าวสารสักเม็ดเดียว. นักปราชญ์สมัยนี้เป็น เสียอย่างนี้ ก็เลยเข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้ มีไว้แต่เปลือกนอก หรือเนื้องอกของพุทธ- ศาสนา ที่มันงอกออกไป - งอกออกไป - งอกออกไป, พูดเป็นกุ้งเป็นแคว บ้าน้ำลาย. เขาใช้คำว่า "บ้าน้ำลาย" ให้น้ำลายออกมาสักเกวียนหนึ่ง ตวงได้สักเกวียนหนึ่ง มันก็ไม่ ถูกเรื่อง ไม่ถูกจุด ไม่มีประโยชน์อะไร นี่เขาเรียกว่าคำพูดที่บ้าน้ำลาย. คำว่า "ว่าง" คำเดียวนี้ อย่าไปประมาท อย่าไปทำเล่นกับคำ ๆ นี้; ทุก อย่างมันว่าง แต่เราหลงไปว่าไม่ว่าง. มันไม่มีคน แต่เราหลงไปว่ามีคน เพราะเรารู้สึก ว่าคน ๆ หรือตัวกู อยู่ตลอดเวลา ; ที่แท้ เป็นเพียงการเกิดขึ้นของธรรมชาติล้วน ๆ เป็นเพียงการสืบต่อไปของสังขารล้วน ๆ. คำว่า "สังขาร" ในที่นี้ ก็หมายถึงสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง คือปรุงกันเรื่อย. อย่า ไปเข้าใจคำว่า สังขาร คือร่างกายนี้ ; นั่นมันแคบนิดเดียว เป็นภาษาลูกเด็ก ๆ. สังขาร ก็คือร่างกาย สิ้นสังขารก็คือตายนี้ มันก็ถูก, สังขารคือร่างกายนี้ คือสิ่งที่ปรุงอยู่เรื่อย ; ลองหยุดการปรุงซิ สังขารนี้จะหยุด ; เน่าลงทันที. คุณเรียนแพทย์ คุณรู้ดีกว่าผม มันมีการ condition, conditioning กันอยู่ เรื่อยในสังขาร ในร่างกายนี้ มันจึงอยู่กันเดี๋ยวนี้อยู่ได้. พอลองมันหยุด conditioning อันนี้ดูซิ มันก็ยุบลงไปทันทีคือยิ่งกว่าตาย ; ฉะนั้นมีแต่ conditioning, process of condition นี้ มันมีอยู่เรื่อย ตั้งแต่ทางข้างนอก คือวัตถุสิ่งของ ต้นไม้ สัตว์ กระทั่งมา ถึงในสุด คือตัวเราเองนี้ มัน ไม่มีอะไร นอกจากกระแสแห่งความไหลของ process

น.335 of condition นี้ มีอยู่ตลอดเวลา. ถ้าเห็นว่ามีเพียงอันนี้ล้วน ๆ นั่นคือ เห็นความว่าง แล้วก็เห็นไป, เห็นไป จนไม่ยึดถือสิ่งใด ไม่ยึดถือร่างกาย ไม่ยึดถือจิตใจ ไม่ยึดถือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจ นั้นก็คือเห็นว่างแล้ว จิตก็ว่าง. พอเห็น ทุกอย่างข้างนอกคือ โลกทั้งหมด ว่าว่างจากตัวกู จิตก็ว่างทันที ; เพราะไม่รู้จะไปเอาอะไรที่ไหน ไม่รู้จะไปจับฉวยอะไรเป็นตัวกูที่ไหน นี่เรียกว่าจิตว่าง ตามแบบของพุทธศาสนา ไม่ใช่จิตว่างแบบอันธพาล. จิตว่างแบบอันธพาลก็มีอยู่ หลายอย่าง หลายชนิด ; มันว่างสำหรับจะเอาเปรียบคนอื่น สำหรับจะตามใจกิเลส พูดแต่ปาก อย่างนี้เป็นจิตว่างอันธพาล. ถ้า จิตว่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คือว่า เห็นโลกเป็นของว่าง เสียก่อน แล้วจิตก็ว่าง ไม่รู้จะจับฉวยอะไร ; นี้คือว่างที่แท้จริง ที่มีประโยชน์ ที่จะดับทุกข์. ความเกิดก็ว่าง ความแก่ก็ว่าง ความตายก็ว่าง มันก็ไม่มาทำอะไรเรา มันไม่มาทำให้ เราเดือดร้อน ; เพราะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย, เบญจขันธ์นี้มันว่าง ถ้าเรา ไม่ยึดถือส่วนใดเป็นตัวเรา มันเปลี่ยนแปลง อยู่ตามธรรมชาติ มันก็เป็นไปซิ : มันจะถูกเชือด ถูกเฉือน ถูกอะไร ก็เป็นไปซิ ; นั้น เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ตัวเรา. ฉะนั้น เราจึงไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่อะไรทุกอย่าง ในเมื่อจิตมันเห็นความว่าง. ทีนี้ เมื่อเห็นความว่างนี้ มีสติปัญญาเต็มอยู่ มันก็รู้ว่าควรทำอย่างไร ควร ปล่อยให้มันตาย หรือว่าควรรักษามันไว้นี้ ควรวิ่งหนีหรือควรต่อสู้ หรือควรอะไร มันก็ทำไปได้ แต่ในใจไม่เป็นทุกข์.

น.336 ๓๑๔ ถ้าไม่มีธรรมะเรื่องว่าง จะเป็นทุกข์ไปหมด ถ้าไม่มีธรรมะข้อนี้ มันเป็นทุกข์ไปหมด นอนอยู่เฉย ๆ ก็เป็นทุกข์ อย่าว่า แต่จะไปสู้เสือสู้ช้างอะไรที่ไหน นอนอยู่เฉย ๆ มันก็เป็นทุกข์ ; พอเห็นว่างนี้มันไม่มี ความทุกข์ อยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีความทุกข์, เผชิญอันตรายก็ไม่มีความทุกข์, เผชิญความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ไม่มีความทุกข์, มันป้องกันได้อย่างนี้ ; ฉะนั้นอย่าหาว่าเป็นเรื่อง บ้า ๆบอๆ. ที่ว่าว่างไม่มีอะไร แล้วจะเอาอะไร เนื่องมาจากไม่เข้าใจคำนี้ แล้ว แปลผิด, แปลคำนี้ผิด. คำว่า สุญญตา แปลว่าความว่าง ; เขามาแปลเสียใหม่ผิด ๆ ว่า "ความสูญเปล่า". ความสูญเปล่ามันมีความหมายเป็นแง่โง่ เป็น pessimistic แง่ร้าย แง่อะไรไปแล้ว ; ความว่าง นี้มันไม่ใช่แง่ร้าย ไม่ใช่แง่ดี มันอยู่เหนือร้ายเหนือดี. ถ้าว่างแล้วก็หมดปัญหา โดยประการทั้งปวง ; นิพพานก็ว่าง นี้ก็หมายความว่า ใน ที่สุดเราไปถึงนิพพาน มันก็ยังรู้สึกว่างอยู่นั่นแหละ. เราตั้งต้นเดี๋ยวนี้ว่า คน คือ ตัวกูนี้ มองเห็นจน ว่าง กาย ใจ นี้ว่าง, สิ่งที่เกิดขึ้นกับกายใจนี้ก็ว่าง ; พอมองเห็นว่างอย่างนี้ ก็ไม่มียึดมั่นถือมั่น ไม่มีกิเลส ก็เกิดความไม่มีทุกข์ขึ้นมา. ความไม่มีทุกข์นั้นก็ว่าง ; นี่เขาเรียกว่าว่างทุกสิ่ง. ให้ ความทุกข์ว่างนั่นแหละดีที่สุด : ถ้าความทุกข์มี มันก็เล่นงานเรา, ถ้าความทุกข์ว่าง มันก็ไม่เล่นงานเรา. กิเลสหรือ ความทุกข์ว่าง นี้เป็นวิธีลัด จะเป็นพูดแบบ esoteric หรือพูด อย่างระหัสลับ ; พูดวิธีลับลึกลับที่สุด ว่าให้มองความทุกข์ว่างไป แล้วก็ไม่มีเรื่องที่ จะต้องดับทุกข์ ; ได้กำไรเท่าไร.

น.337 เดี๋ยวนี้เรามองอะไรเป็นปัญหา เป็นตัว เป็นก้อน เป็นอะไรขึ้นมาหมด เรา ก็มีหน้าที่ที่จะฟาดฟันปัญหา มันก็เหนื่อยตาย. ถ้าเรามีจิตใจชนิดที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นนี้ ; แม้ว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เราก็ไม่แก้ไข ด้วยคิด ด้วยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา ยุ่งยาก ลำบากเหลือเกิน, ซึ่งพอเห็นเข้าก็เป็นทุกข์เสียแล้ว นี่เพราะไม่เห็นว่าง. ถ้า เห็นปัญหาเป็นของว่าง คือเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติล้วน ๆ อย่างนี้แล้ว ก็เป็นบทเรียนสนุก สำหรับที่จะชำระสะสางแก้ไขไป มันได้ประโยชน์ได้เปรียบกว่ากันอย่างนี้ ขอให้ไป มองดูให้ดี ๆ. สมมติถ้าเราเจอะเสือตัวหนึ่ง ถ้าเรา มีความรู้เรื่องว่างนี้; เราก็ว่าง, เสือก็ ว่าง, แล้วมันก็ไม่กลัว. พอไม่กลัวแล้ว จะทำอย่างไร ก็ทำลงไปซิ : จะฆ่าเสือ หรือ จะวิ่งหนี หรือจะขึ้นต้นไม้ หรือว่าอะไรมันก็ไม่ต้องกลัว ทั้งนั้นแหละ ไม่มีความทุกข์ ก็แล้วกัน. ถ้าไม่ว่าง มันยึดถือแล้ว เห็นแต่รูปเสือมันก็กลัว. คนบางคนเห็นแต่โลง ก็กลัวแล้ว, เห็นโลงในร้านขายโลง มันก็กลัวแล้ว ; โง่ถึงขนาดนี้. ทีนี้คนที่รู้ ก็ไม่มีอะไร : ไม่มีคนเป็น ไม่มีคนตาย ไม่มีผี ; โลงก็ไม่น่ากลัว ผีแท้ ๆ มันยังไม่มี มันยังไม่น่ากลัว แล้วจะไปกลัวโลงทำไม. นี่คืออภิธรรม, อภิธรรมของชีวิต ที่จำเป็นแก่ชีวิต ที่ถ้าเข้าไม่ถึง จะต้อง เป็นทุกข์ ; ถ้าเข้าถึงก็จะไม่มีทุกข์. รู้เรื่องนี้ไว้เสียก่อนลงมือเยียวยารักษาโรคของ กิเลส ก็ง่าย. นี่เป็น วิชาแพทย์ทางฝ่ายวิญญาณ เอาละ เวลาที่กำหนดไว้มันก็หมด สำหรับวันนี้ ก็ยุติไว้แค่นี้ จะต้องไปบิณฑบาตมากหรือไกลเป็นพิเศษ ก็เลิกก่อนเวลา อย่างวันก่อน ๆ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต