น.338 วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ล่วงมาถึงเวลา ๔.๑๕ น. แล้ว วันนี้เป็นครั้งที่ ๑๓ ของการบรรยาย เป็นเวลาที่จะได้กล่าวกันถึงเรื่องหนึ่ง เรื่องใดตามเคย. จะได้กล่าวถึงเรื่องที่ ๔ ของสิ่งที่จะต้องรู้ ก่อนที่จะมีการรักษา เยียวยาโรคทางวิญญาณ และจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า อภิธรรมของชีวิตต่อ หมายร ความว่าต่อจากครั้งที่แล้วมา. ๓๑๗
น.339 (ต่อ) พูดเรื่องอภิธรรมของชีวิต (ต่อ) เพราะยังมีส่วนลึกควรรู้ ทำไมจึงได้พูดเรื่องนี้ต่อ ก็เพราะเหตุว่า มันยังมีแง่ลึก หรือ ส่วนลึก ของ เรื่องนี้ คือ เรื่องโรคของชีวิต ยังเหลืออยู่บ้าง สำหรับจะให้รู้ต่อไป ที่เรียกว่าเป็น เรื่องอภิธรรมของชีวิต แต่ก็ยังไม่ลึกจนถึงกับเป็นส่วนเกิน. ตรงนี้อยากจะซ้อมความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ?สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ว่าอภิธรรม คำนี้ มันแปลได้ว่า ธรรมะส่วนยิ่ง ก็ได้ ธรรมะส่วนเกิน ก็ได้ ; คำว่า อภิ โดยปกติแปลว่า ยิ่ง อภิธรรม แปลว่า ธรรมอันยิ่ง. ทีนี้ คำว่า ยิ่ง นั้นขอให้สังเกต ดูให้ดีทุก ๆ คน ว่ายิ่งไปในทางเกิน หรือว่ายิ่งไปในทางสูงสุด ; ถ้ายิ่งไปในทาง สูงสุดก็มีประโยชน์ หรือเรียกว่าดี ; แต่ถ้ายิ่งไปในทางเกิน ก็ดีเกินไปจนถึงกับใช้ ไม่ได้ หรือว่าเสียเวลาเปล่า ๆ. อภิธรรมของชีวิต มีความหมายไปในทางธรรมะอันยิ่ง อันสูงสุด : ไม่ใช่ส่วนเพื่อหรือส่วนเกิน ไม่ต้องเกินในส่วนการศึกษาเล่าเรียน จนถึงกับใช้ก้อนกรวด หรือเม็ดมะขามช่วยในการเรียน, แล้วก็ยิ่งเรียนก็ยิ่งยกหูชูหาง, เป็นอาจารย์อภิธรรม โกรธง่าย โกรธเร็ว ขี้เหนียวจัด กว่าอาจารย์พวกอื่น ตามที่ปรากฏอยู่. ข้อนี้ถ้าเกินใน ส่วนความรู้หรือการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ก็ยังต้องไม่เกินในฝ่ายวัตถุเป็นอภิธรรมรังหนูด้วย. คุณอาจจะไม่เข้าใจคำว่า "อภิธรรมรังหนู" คือมันเกิดเป็นประเพณีขึ้นมาว่า ถ้าใครจัดให้มีการเทศน์อภิธรรม หรือว่าสร้างคัมภีร์อภิธรรมละก็ เป็นการได้กุศลสูงสุด โปรดพ่อโปรดแม่ได้ ก็เลยสร้างพระคัมภีร์อภิธรรมใบลานกันเป็นการใหญ่ สมัยก่อนโน้น ชุดละ ๑๕ บาท, คัมภีร์ใบลาน ๗ ผูก อ่านก็ไม่รู้เรื่อง ; เพราะว่าเขาทำเพียงว่าให้
น.340 (ต่อ) สร้างกันขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนา. พวกเจ๊กก็เขียนขาย แล้วก็เที่ยวเร่ขายทุกบันไดเรือน, แล้วสร้างกันไว้มากแต่ละวัด ๆ จนไม่มีที่เก็บ ต้องไว้บนเพดานของโรงฉัน แล้วก็กลาย เป็นรังหนูเต็มไปหมด. นี่มันก็เพื่อในส่วนวัตถุ. ต้องหลีกเลี่ยงการเพ้อ อย่างนี้ ให้เหลือแต่อภิธรรมที่จำเป็น แล้วก็เป็น ส่วนยิ่งหรือสูงสุด ให้สมกับคำว่าอภิธรรม ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ใช้ คำนี้ ถึงจะมีใช้ก็ใช้อย่างภาษาธรรมดา คือว่าธรรมะส่วนเกิน มีไว้สำหรับนักปราชญ์ หรือผู้ที่มีกำลังมันสมองเหลือเพื่อ ; ส่วนคนทั่วไปไม่ต้อง ; คู่กันกับคำว่าอภิวินัย. อภิวินัยก็เหมือนกัน มันเป็นส่วนเกินสำหรับผู้ที่จะรู้เพื่อเป็นนักปราชญ์, อภิธรรมก็เป็น ส่วนเกิน สำหรับจะรู้เพื่อเป็นนักปราชญ์ ; ตามปกติก็ธรรมวินัยเฉย ๆ ก็พอ. สิ่งที่ เรียกว่า อภิธรรม เป็นคำที่บัญญัติขึ้นใช้ในยุคหลัง จนกระทั่งเกินเลยเถิดไป; ที่นี้ เราดึงกลับมาให้พอดี เพราะว่าเป็นคำที่เป็นสถาบันในตัวมันเอง คือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ จนเป็นที่สนใจของทุกคน. อภิธรรมแท้ เป็นเรื่อง สุญญตา ทีนี้ เราก็จะได้พูดถึงความหมายของอภิธรรมต่อไปจากครั้งที่แล้วมา ซึ่งครั้ง ที่แล้วมา ได้พูดถึงเรื่องสุญญตา, แล้วก็บอกว่าไม่มีอภิธรรมไหน นอกจาก เรื่อง สุญญตา ที่จะเป็นอภิธรรมจริง คือเป็นการบอกความจริงถึงที่สุด บอกความไม่มีคน หรือว่างจากคนนี้ เป็นอภิธรรมจริง อภิธรรมสูงสุด. ถ้าวกกลับไปหาคน ไปหาสวรรค์ ไปหาสุคติตามความต้องการของคน นี้ก็เป็นอภิธรรมที่เพื่อไป, จนวกกลับมาหาเรื่อง ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ จะได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยมหากุศลอย่างนั้นอย่างนี้ ไปติดอยู่ที่นี่ ไม่ว่าง มันก็เลยเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ
น.341 ๓๒๐ ตั้งปัญหาดูง่าย ๆ นิดเดียวว่า เรื่อง ไม่มีคน กับเรื่อง มีคน นี้ อันไหนจะ เป็นอภิธรรมกว่า ? อย่าทำเล่นกับคำถามข้อนี้. คุณเอาไปคิดได้ตลอดชีวิต ว่าเรื่อง ไม่มีคนกับเรื่องมีคนนี้ อันไหนมันลึกซึ้งกว่า ? แต่พอมาถึงตอนนี้ ก็จะต้องระวังมิจฉา- ทิฏฐิ; เรื่องมีคน เรื่องไม่มีคนนี้ มันกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป ไม่ทันรู้ตัวก็ได้. พูดว่า มีคน แล้วก็คนนี้ด้วย คนนี้ เวียนว่ายตายเกิด เรื่อยไป แล้วก็มีคน อย่างนี้เขาเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ชนิดสัสสตทิฏฐิ. สัสสตะ แปลว่า มีอยู่ ; เขาจัด เป็นมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน เพราะมันยึดมั่นไปในทางคน แล้วก็มีอยู่. ถ้าว่าคนไม่มี เสียเลย มันก็มี เป็นมิจฉาทิฏฐิ อีกชนิดหนึ่ง เขาเรียกว่า นัตถิกทิฏฐิ; นัตถิกะ แปลว่า ไม่มี, สัสสตะแปลว่า มีอยู่อย่างเที่ยงแท้. ทั้ง ๒ อย่างนี้มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ : สัสสตทิฏฐิ นั้น มีอยู่ อย่างเที่ยงแท้ตลอดเวลา คือคนนั้น, นัตถิกทิฏฐิ นั้น กลายเป็นว่า ไม่มีอะไรเลย. ส่วน พุทธศาสนา ที่ถูกต้องนี้ มีอยู่ตรงที่ว่า มีทุกอย่าง แต่ไม่ควรเรียก ส่วนไหนว่าคน. สัสสตทิฏฐิ ก็เป็น positive มากเกินไป, นัตถิกทิฏฐิเป็น negative มากเกินไป. ทีนี้อยู่ตรงกลางนี้ มันเป็น positive เฉพาะเมื่อเราพูดกันอย่างสมมติอย่าง โลก ๆ แล้วมันก็เป็น negative เมื่อพูดกันอย่างความจริงอันสูงสุด : พูดอย่าง relative truth ก็มีคน, พูดอย่าง absolute truth ก็ไม่มีคน, ให้จำไว้อย่างนี้. พุทธศาสนาถือว่าความรู้สึกที่ว่า "มีคน" ทำให้เกิดทุกข์ นี่ทำไมจะต้องพูดถึงเรื่องไม่มีคน ? นี้เป็นปัญหาหรือเป็นอภิธรรมตรงนี้ ; เพราะ ความรู้สึกที่ว่ามีคน นั้น มัน ทำให้เกิดความทุกข์ แล้วก็อย่างละเอียดด้วย. ที่
น.342 (ต่อ) จริงเรื่องที่ว่ามีคนนี้เป็น instinct อันหนึ่ง ซึ่งสัตว์ที่มีชีวิตจะต้องมี .. ในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นอย่างของสมัยปัจจุบันนี้หยกๆ ก็พูดถึง instinct ที่ทำความรู้สึกว่า "เรามีอยู่" ; นั้นมันเป็นของธรรมชาติ, ธรรมชาติที่มีชีวิต จะต้องรู้สึกว่า เรามีอยู่ นี้เป็นที่แน่นอน. จิตวิทยาสมัยโบราณ ในประเทศอินเดียของนักปราชญ์ ของฤษี มุนี ก็เล็ง ถึงข้อนี้ว่า "คน นี้มีอยู่", พูดไปในรูปมี" อยู่" ทั้งศาสนาฮินดู หรือศาสนาพราหมณ์ หรือยอดของศาสนาพราหมณ์ คือเวทันตะนี้ ก็พูดไปในรูปมีอยู่ทั้งนั้น อัตตามีอยู่ทั้งนั้น. แต่ก็ไม่พ้นที่จะให้รู้ว่า อัตตาไหนปลอม อัตตาไหนจริง ; อัตตาที่ทำให้เกิดความทุกข์ นั้นปลอม, อัตตาที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์นั้นเขาว่าจริง. .. ส่วน พุทธศาสนา นั้น ไม่อยากจะเรียกว่า อัตตาเสียทั้ง ๒ อย่างเลย. ที่มัน ไม่ทำให้เกิดความทุกข์นี่ เมื่อไม่เรียกว่าอัตตา ไม่เรียกว่าตัวตน แล้วจะเรียกว่าอะไร ? ก็เลยไป เรียกว่า ธรรมชาติบริสุทธิ์, ธรรมชาติล้วนๆ, ธรรมชาติที่ประกอบอยู่ด้วย สติปัญญา, ไม่ต้องมีอัตตา ไม่ต้องมีตัวกู ไม่ต้องมีของกู. ความรู้สึกที่เรียกว่า egoism นี้ มันก็จำเป็นที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมี ; พูดได้ โดย logic ก็ว่า ถ้าไม่มีความรู้สึกว่า "ตัวเรามี" และอยากมีชีวิตอยู่แล้ว สิ่งต่าง ๆ จะมีขึ้นมาไม่ได้ วิวัฒนาการอยู่ไม่ได้ ; เช่นต้นไม้ก็จะมีอยู่ไม่ได้ เพราะจะไม่มีความ รู้สึกอันหนึ่ง ซึ่งทำให้เซลล์ต่างๆ ในต้นไม้นั้นดิ้นรน แสวงหาอาหาร หรือเจริญงอกงาม ดูเถอะต้นไม้ต้องการแสงแดด ต้องการอะไรอย่างเห็นได้ชัด ในความรู้สึกที่อยากจะอยู่ : ฉะนั้น "ความมี" อันนี้มันก็เป็นรากฐานของชีวิต ทำให้ชีวิตมีอยู่. แต่ในระดับต้นไม้นั้น ความรู้สึกว่าตัวฉันนั้นมันยังไม่เข้มข้น ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นทิฏฐิหรือเป็นอะไรขึ้นมา ; มันเป็นเพียงความรู้สึกที่ว่าเรามีอยู่ เราจะต้องอยู่ เราจะไม่ตาย.
น.343 ๓๒๒ พอมาถึงสัตว์เดรัจฉาน มันก็มีมากขึ้นไปอีก ; เพราะเป็นสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ และวิวัฒนาการสูงกว่า. ปัญหาของสัตว์เดรัจฉานก็มีมากกว่าต้นไม้ ในปัญหาในเรื่อง ที่ว่า "ฉันมีอยู่" นี้; ฉะนั้น สัตว์เดรัจฉาน จึงมีการแสวงหาอาหาร หรือการต่อสู้ หรือการอะไรที่รุนแรงกว่าต้นไม้ มันก็ เริ่มส่อแสดงอาการแห่งความทุกข์ ให้เห็น ไม่ มากก็น้อย ทีนี้พอมาถึงคน, นี่ ปัญหามันอยู่ที่ความเป็นคนนี้ ; เป็นคน ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยสนใจอะไรนัก ในเรื่องตัวกูนี้ ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ คล้ายสัตว์เดรัจฉานอยู่ มากเหมือนกัน. แต่พอมาถึงระยะหนึ่ง ที่เป็นคนเต็มที่ มีความคิดนึกสูง รู้จักผิดชอบ ชั่วดี ; ตอนนี้ ความเป็นคนแสดงพิษ หรือว่าแสดงฤทธิ์เดชออกมาเต็มที่ มีความ ทุกข์อย่างลึกซึ้ง ละเอียดลึกซึ้งสุขุมเกิดขึ้นมาใหม่. อย่างพวกคริสเตียนเขาพูดว่า เมื่อคนกินผลไม้ที่พระเจ้าห้ามเข้าไปเป็นครั้ง แรกนั่นแหละ คนก็เริ่มมีความทุกข์ ; เพราะว่า ผลไม้ที่กินเข้าไปนั้น มันทำให้รู้จัก ยึดดียึดชั่วมีความเป็นคนเข้มข้น ก็ถือว่าเป็นทุกข์ตั้งแต่นั้น, แล้วก็ตายตั้งแต่ตรงนั้น. หมายความว่าตายจากความสงบสุขตามธรรมชาติ มีความยุ่งยากลำบาก จะต้องไปดิ้นรน ต่อสู้ ให้ชนะความตายอันนี้ ไปมีชีวิตใหม่ข้างหน้าอย่างสูง อย่างไม่มีตัวตน อย่างเห็น แก่พระเจ้า อย่างมีก็มีของพระเจ้า ไม่ใช่มีของเราอย่างนี้. อันนี้คล้ายกันแทบทุก ศาสนา. การมีตน ทั้งที่ไม่มีตน ศาสนาพุทธสอนให้รู้จักมีตัวตนชนิดที่ไม่ใช่ตน ; "ไม่ใช่ตน" นี้ หมาย ความว่า สัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "เรามีอยู่" นี้ ต้องถูกควบคุม ; egoism ที่มัน
น.344 (ต่อ) เจริญวัฒนาขึ้นมาเรื่อยนี้ ต้องถูกควบคุมยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้น ตามส่วนที่มันวิวัฒนาเหมือนกัน ; ไม่อย่างนั้นมนุษย์จะมีความทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็มากกว่าต้นไม้ มากกว่า อะไรอีกมาก มากจนเหลือที่จะเป็นมนุษย์ ที่สมควรแก่คำว่า "มนุษย์" คือมันมีความทุกข์ มากเกินไป. ฉะนั้น ความรู้อันนี้เกิดขึ้น เป็นความรู้สำหรับควบคุมความรู้สึกที่ว่า เรา มีอยู่หรือตัวกูมีอยู่นี่ ให้มันไม่เป็นอันตราย. ความรู้ส่วนนี้ เรา เรียกว่าอภิธรรมใน ที่นี้ เพราะคำอื่นก็ไม่เหมาะ. นี่อยากจะให้สูตรท่องจำ formula สำหรับท่องจำว่า "คนมีได้ทั้งที่ไม่มีคน". ถ้าคุณเข้าใจประโยคนี้ ก็เข้าใจเรื่องนี้แหละ ; ถ้าไม่เข้าใจประโยคนี้ ก็ไม่เข้าใจ. จะไปพูดกับชาวบ้าน หรือจะไปพูดกับพวกฝรั่งอะไรก็ตาม เขาก็คงจะหัวเราะ แล้วก็ไม่ เข้าใจไปจนกว่าเขาจะเข้าใจ ; เพราะว่าเราพูดว่า "คนมีได้ และมีอยู่ ทั้งที่ไม่ใช่คน ทั้งที่ไม่มีคน", "คนมีได้ทั้งที่ไม่มีคน" ให้มันสั้นที่สุดอย่างนั้น. หมายความว่า ตาม ธรรมชาติอันแท้จริงนั้น มันเป็นเพียงวิวัฒนาการของสิ่งที่มีชีวิต : เป็นต้นไม้ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ ไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แล้วก็เป็นตัวธรรมชาติ ทีนี้ ในตัวธรรมชาติ นั้นมีความรู้สึกว่า เราเป็นเราเกิดขึ้นมา, เกิดขึ้นมา เข้มข้นขึ้นทุกที. ถ้าธรรมชาตินี้ยังไม่วิวัฒนาการ ความรู้สึกตัวเราเป็นเรามันก็มีน้อย มีน้อย ๆ น้อยจนแทบไม่ปรากฏ ; เช่นในต้นไม้นี้ ความรู้สึกที่ว่าเราเป็นเรานี้ มัน น้อยเกินไป จนไม่เป็นความรู้สึกที่รุนแรง หรือเดือดร้อน ต้นไม้ก็อยู่ได้ หาเลี้ยงชีวิตได้ เจริญงอกงามขึ้นมาได้. พอเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มากกว่านั้น, พอเป็นคนก็มากกว่านั้น ; ฉะนั้น คน จึงเป็นสัตว์รับบาปถึงที่สุด คือ มีความทุกข์ เพราะมีตัวกู นี้ มากกว่าสัตว์ เดรัจฉาน หรือต้นไม้.
น.345 ๓๒๔ เดี๋ยวนี้ เราก็มาศึกษาเรื่องนี้เอง ให้รู้จักความเป็นคน ที่มีได้โดยไม่ต้อง มีคน แล้วควบคุมมันให้ได้ ; ฉะนั้น ความรู้ที่สำคัญนี้ก็คือ ความรู้ที่จะควบคุมความ รู้สึกว่าตัวกูนี้ให้ได้ จะเป็นการควบคุมชนิดที่ไม่ให้มันทำผิด, หรือว่า จะเป็นการ ควบคุมให้มันไม่รู้สึกว่าเป็นตัวกูเสียเลย นี้แล้วแต่จะสามารถทำได้เท่าไร. • ดู ๆ มันก็เป็นเรื่องน่าหวัวก็ได้ น่าสงสารก็ได้ ; เป็นคนแล้วก็มาสอนกัน ถึงเรื่องให้รู้ว่าไม่ใช่คน มันยากที่จะเข้าใจแก่คนที่หลงในความเป็นคนมาก โดยเฉพาะ คนในสมัยนี้ แม้เรียนจากมหาวิทยาลัย เป็นโปรเฟสเซอร์ ; เป็นแล้วก็ยิ่งมีความหลง ในความเป็นคนมากขึ้น. เรื่องยากของพุทธศาสนา คือเรื่องสุญญตา, ไม่มีคน นี้คือ เรื่องยากของพุทธศาสนา ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่มันยาก ถึงขนาดที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ ทรงลังเลว่า จะสอนดีหรือไม่สอนดี เพราะ เรื่องนี้มันลึกเกินไป. ครั้งแรกก็ทรงน้อมพระทัยไปในทางที่ว่า ไม่สอน มันยาก เกินไป; แต่ความลังเลยังมีอยู่ แล้วความกรุณามันมาช่วยสมทบ พระพุทธเจ้าท่านจึง กลับพระทัยใหม่ว่า เอ้า, สอน เผื่อว่าคนบางคนจะเข้าใจได้. ถ้าไม่ทรงสอน คนบางคนนั่นแหละ จะสูญเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับ ; ฉะนั้น จึงทรงสอนเรื่องหัวใจของธรรมะ คือเรื่องไม่มีคน ที่เรียกว่า เรื่อง อนัตตา หรือเรื่องสุญญตา : มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ เป็นไปตามธรรมชาติ. ถ้าในนั้นเกิดความ รู้สึกที่ถูกต้อง ก็ไม่มีทุกข์, ถ้าในนั้นเกิดความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง ในธรรมชาตินั้นก็จะเป็น
น.346 (ต่อ) ทุกข์ขึ้นมา ; ไม่ต้องเอามาจากไหน เอามาจากภายใน ในตัวธรรมชาตินั้น. เพราะ ฉะนั้น อะไร ๆ มันจึงมารวมอยู่ในคน ในสิ่งที่เรียกว่าคนนี้, ปัญหาต่าง ๆ มันมารวมอยู่ ในสิ่งที่เรียกว่าคน. ทีนี้ คำว่า "คน" ในภาษาธรรมดา เราก็หมายถึงคน ๆ หนึ่ง มีกายกับใจ เป็นคนหนึ่ง ; แต่ใน ภาษาธรรมะ อันลึกซึ้ง คำว่า "คน" หมายถึงความโง่. ความ ยึดมั่นสำคัญผิดว่าฉัน ว่าคน คนคือผลิตผลของมิจฉาทิฏฐิ, หรือว่า ความเห็นที่ยังไม่ตรง เข้าใจว่าเราเป็นคน นี่อย่าเอาไปปนกัน. คนในทางฝ่ายพี่สิคส์ หมายถึงร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้ มีความคิดนึกได้นี้ ; แต่คนทางฝ่าย spiritualism หมายถึง ความ เข้าใจผิด ที่เรียกว่า อุปาทาน ว่ามีตัวฉัน มีคน นั้นเป็นมายาอย่างยิ่งเลย. แต่ใคร จะไปรู้ ว่ามันเป็นมายา ; เพราะว่าเมื่อจิตนี้ถือเสียว่าฉันเป็นคน แล้วมันก็ว่าเป็น ของจริง เป็นของจริงของจิต ที่กำลังไม่รู้อะไร. ทีนี้ มันก็เกิดมี ๒ คนขึ้นมา : คนทางร่างกาย, และ คนทางมิจฉาทิฏฐิ หรือ อุปาทาน. สำหรับคนทางมิจฉาทิฏฐิ หรือ อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนี้ ก็เห็นชัดอยู่แล้ว พูดชัดอยู่แล้วว่า มันเป็นอวิชชา ความโง่ ความเข้าใจผิด ความหลง ความลวง ของอวิชชาโดยไม่รู้สึกตัว. ตัวคนฝ่ายพี่สิคส์ นี้ คือ ตัวคนที่มีร่างกายเป็นคน มีความรู้สึกคิดนึกอยู่ ในนั้นได้ นี้มันก็เป็นคน ; เราจะถือว่า คนมีอยู่จริง หรือไม่มีอยู่จริง ก็แล้วแต่สติ ปัญญาเหมือนกัน. ตามปกติเราต้องถือว่ามีอยู่จริง ; แต่ว่าสิ่งนั้นมันจะควรเรียกว่าคน หรือไม่ควรเรียกว่าคน นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง. ภาษาธรรมดาเขาถือว่า มันต้องเรียกว่าคน เพราะว่าพูดกันมาตั้งแต่เกิดมา ก็ต้องเรียกว่า คน ; ถ้าไม่อย่างนั้น จะพูดกันไม่รู้เรื่อง
น.347 จะฟังกันไม่รู้เรื่องในภาษาพูด ตัวร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้มีความรู้สึกคิดนึกได้นี้ คือคน ในฝ่ายพี่สิคส์. แต่แล้ว ความรู้สึกคิดนึกได้ ที่มีอยู่ในคนฝ่ายพี่สิคส์นี้ จะเป็นต้นเหตุของ ความมีคนในส่วนที่มันเป็นปัญหา เป็นปัญหาทางศาสนา ; เพราะว่า ถ้าความรู้สึกอันนั้น เดินไปถึงขนาดมีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะต้องมีความทุกข์ขึ้นในคนนั้นแหละ ในร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. ถ้าไม่มีความเห็นผิดเกิดขึ้น ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนั้นก็ยัง ไม่มีความทุกข์ หรือมีความไม่มีทุกข์อยู่. เดี๋ยวก็มี ความทุกข์ เดี๋ยวก็มี ความไม่มีทุกข์ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ ; แล้วมูลเหตุที่เป็นอย่างนั้น คือ มูลเหตุที่ทำให้ทุกข์นั้น ก็มีอยู่ในนั้น, หรือ สติปัญญา ที่จะทำให้ไม่ทุกข์ มันก็มีอยู่ในนั้น. รู้จักควบคุมให้ได้ รู้จักแยกกันให้ได้ เอาแต่ ฝ่ายที่มันจะไม่เกิดความทุกข์ก็แล้วกัน, อะไร ๆ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ เอาแต่ฝ่ายที่ไม่ เกิดความทุกข์. พระพุทธเจ้าตรัสเรียกความทุกข์ว่าโลกและมีอยู่ในคน ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัส เป็นคำที่น่าสนใจอีกคำหนึ่ง คือคำว่า "โลก" ; แทนที่จะเรียกว่า ความทุกข์ ท่านเรียกว่า โลก เพราะว่าโลกนั้น มันเป็นความหมาย ของความแตกดับได้ หรือแตกดับอยู่เสมอ. ความทุกข์ก็คือโลก, โลกก็คือความทุกข์ ; แล้วก็เอาโลกนี้มาอยู่ในคน : โลก ก็ดี เหตุให้เกิดโลก ก็ดี ความดับสนิทแห่งโลก ก็ดี สติปัญญาที่ให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก ก็ดี ล้วนแต่อยู่ในคน.
น.348 (ต่อ) ขอให้เข้าใจว่า ภาษาธรรมะที่ใช้พูดกันอยู่ ศึกษากันอยู่มันเป็นอย่างนี้ มัน ตีกันยุ่งกับภาษาชาวบ้าน. คำว่า "โลก" มันอยู่นอกคน เขาหมายถึงตัวโลก the globe นั่น มันก็อยู่นอกคนจริงซิ ; คนก็เป็นส่วนนิดหนึ่ง อนุภาคนิดหนึ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า the globe. พอมาถึง the world แล้วก็มีปัญหา ว่า world ชนิดไหนกันแน่ ? ถ้า world อย่าง the globe มันก็ถูกแล้ว มันก็ใหญ่โตอยู่นอกคน ; ถ้า the world อย่าง ความรู้สึกคิดนึกแล้ว มันก็อยู่ในคน มารวมอยู่ในคนที่ยาววาหนึ่งนี้ได้. เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันคงแปลก หรือลำบากสำหรับพวกคุณ ที่ไม่เคยพังมาก่อน ไม่เคยสนใจมาก่อน ก็เอาไปคิดไปนึกดู. คุณก็จะพูดว่า "คนอยู่ในโลก" ; แต่พระพุทธเจ้าท่านว่า "โลกอยู่ในคน" ; ลูกศิษย์กับอาจารย์ก็พูดกันไปคนละทางอย่างนี้; ต่อเมื่อไรคุณมีความเห็นชัดว่าโลกอยู่ ในคน เมื่อนั้นแหละจะเข้าใจคำพูดของพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าว่าโลกก็ดี เหตุ ให้เกิดโลกก็ดี ก็อยู่ในคน, แล้วยังแถมว่า ความอยู่เหนือโลกก็ดี ก็อยู่ในคน นอกโลก เหนือโลกก็อยู่ในคน. คน ในที่นี้ หมายถึงทางที่สิคส์ คือร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง มีความ รู้สึกคิดนึกได้. ให้เราหา, มองให้เห็น : โลกก็ดี เหนือโลกก็ดี อยู่ในคน. นี่จะ เป็นเหตุให้เข้าใจว่า กิเลส ก็ดี ความทุกข์ ก็ดี นิพพาน ก็ดี มีอยู่ในร่างกายที่ยาว ประมาณว่าหนึ่งนี้ แล้วแต่จะดึงเอาอันไหนออกมาในความรู้สึก. ถ้าดึงเอาส่วนโง่ ขึ้นมาในความรู้สึก มันก็เป็นทุกข์แน่นอน ; มันมิได้มีคนอยู่จริง. ถ้าดึงเอาอภิธรรม แท้ขึ้นมา คือรู้ความจริง เรื่องไม่มีคนได้ มันก็ไม่มีความทุกข์ ฉะนั้น ชีวิตนี้ก็ไม่มี ความทุกข์.
น.349 ๓๒๘ เราจึงเรียกว่า เป็นความรู้เพียงข้อเดียว เรื่องเดียว แล้วก็ลึกซึ้งที่สุด คือ ความรู้เรื่องไม่มีคน แล้วดับทุกข์ให้ได้. เอติ สนฺติ เอติ ปณฺติ - เรื่องนี้ลึกซึ้ง เรื่องนี้ประณีต, ยทิทิ สพฺพสงขารสมโถ - เรื่องนี้คือเรื่องที่สงบรำงับเสียได้ซึ่งสังขาร ทั้งปวง. สังขารคือการปรุงแต่งทางกาย ทางวัตถุ ทางจิตทางใจอะไรก็สังขาร, ที่มัน ปรุงแต่ง เป็นสัตว์เป็นคน เป็นความรู้สึกคิดนึก เป็นตัณหา อุปาทาน ; นี้คือสังขาร ทั้งปวง, แล้วมันเป็นทุกข์. การที่จะดับอันนี้เสียได้นี้ ละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม บวชระหว่างปิดภาคเพียงเดือนหนึ่งนี้ คงจะทำให้แจ้ง ในเรื่องที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ ; แต่ก็ต้องพยายามหาวิธีให้เข้าใจไว้ สำหรับเอาไปทำให้แจ้งในโอกาสข้างหน้า. หรือว่าถ้าใครจะทำให้แจ้งได้เดี๋ยวนี้ก็วิเศษ ; แต่ว่าทำให้แจ้งในส่วนที่มันเป็นวิธีการหรือ เป็นความจริงอันหนึ่งไว้ก่อนก็ได้ แม้ว่ายังควบคุมมันไม่ได้ ยังละมันไม่ได้. แต่ก็ให้รู้ว่า มันเป็นอย่างไร, จะต้องควบคุมมันอย่างไร, แล้วมันอยู่ที่ไหน ; ถ้าเอาไปไว้ที่อื่น คือนอกร่างกายออกไป แล้วมันก็ผิดแน่. สำหรับเรื่องนี้ โลกก็อยู่ในคน, เหนือโลก ก็อยู่ในคน ; คนในที่นี้หมายถึงร่างกาย ที่ยาวประมาณว่าหนึ่ง. นี่เรื่องคนอยู่ ในโลก หรือว่าโลกอยู่ในคน มันก็สนุกดี. ไปหาความดับทุกข์นอกร่างกายนี้จะหาไม่พบ ทีนี้เราไม่รู้ว่า โลกที่แท้จริง หรือเหนือโลกที่แท้จริง มัน อยู่ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้; หันไปหาความดับทุกข์ข้างนอกโน้น : สวรรค์อยู่ที่ไหน นรกอยู่ ที่ไหน นิพพานอยู่ที่ไหน จิตใจมุ่งออกไปข้างนอก ไกลลิบไปทุกที ๆ ; เหมือนกับ เทวดาองค์นั้นเขาจะไปหาที่สุดแห่งโลก ว่ามันอยู่ที่ตรงไหน หาเท่าไรก็ไม่พบ ตายเกิด, ตายเกิด อีกกี่ร้อยชาติ มันก็ไม่พบ.
น.350 (ต่อ) เทวดาองค์นั้นเขามีความเร็ว ที่จะไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าเหาะ ; หมายความ ว่าจากโลกฝ่ายนี้ ไปสู่สุดโลกฝ่ายโน้น คือโลกกลม ๆ นี้ได้ในพริบตาเดียวนี้. เขา หาที่สุดแห่งโลกไม่พบ ก็ไปเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า ว่ามันอยู่ที่ไหน ที่สุดโลก ? พระพุทธเจ้าท่านจะต้องตรัส ทำนอง ถ้าเราพูดอย่างสมัยนี้หยาบ ๆ ก็จะตรัสว่า ไอ้บ้า, มัน อยู่ข้างในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. ฉะนั้น การที่จะไปหาอะไรข้างนอก, นอกร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้ มันไม่ใช่เรื่องของธรรมะ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ; ต้องหา ความทุกข์ หาความดับทุกข์กันในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้. เดี๋ยวนี้คนทั้งปวง ไปเที่ยวหาความดับทุกข์นอกโลก นอกร่างกายนี้ นอกคน ; มัวแต่จะจัดการกับเรื่องโลกนอกตัวนี้ มันก็มีอาการเหมือนกับคนบ้า; จะทำไป อย่างไรได้ ในเมื่อปัญหามันอยู่ในตัวคน, แล้วจะไปแก้ปัญหานอกตัวคน มันก็บ้า เป็นบ้ากันทั้งโลก แล้วก็ทำโลกให้ปั่นป่วนวุ่นวาย. คุณก็กำลังศึกษาเล่าเรียน ที่จะช่วยกันทำโลกให้มีสันติ. ถ้าจะเป็นสันติจริง ต้องจัดการในคนนี้ : รักษาโรคก็รักษาโรคในคนนี้ จะเป็นโรคกายก็ดี โรคทาง วิญญาณก็ดี ต้องจัดการกันในคนนี้. สันติภาพของโลกนั้น มันมาจากความโง่ของคน, ทำให้เรื่องต่าง ๆ มันเกิดขึ้นมามาก. ความโง่ก็มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่าไม่รู้จักจัด ไม่รู้จักทำอะไร ให้ถูกต้องในภายในร่างกายจิตใจนี้ ; ไปมัวจัดข้างนอกกันเสียเรื่อย ก็เรียกว่าแก้ที่ปลายเหตุ แล้วมันก็ไม่มีทางจะสำเร็จได้. ต้องแก้ที่จิตใจของคน ที่เป็นต้นเหตุ แล้วจึงจะออกไปเป็นสันติหรือ ความสุข ออกไป - ออกไป ทั่วโลกได้ ; ถ้าจะไปบีบบังคับมาจากข้างนอก กระทั่ง จะไปโลกพระจันทร์ หรือไปโลกพระอังคาร ไปโลกไหน ๆ มันก็เป็นเรื่องหลอกตัวเอง ; อย่างดีที่สุดก็เป็นเรื่องหลอกตัวเอง, อย่างเลวที่สุดก็หลอกผู้อื่น หรือว่าข่มขู่ผู้อื่น
น.351 โลกอยู่ในคน โลกุตตระก็อยู่ในคน สรุปความในตอนนี้ ก็ให้รู้ว่า โลกอยู่ในคน ก็แล้วกัน, กี่โลก ๆ จะมีกี่ชนิด กี่โลก ก็อยู่ในคน. คนในที่นี้หมายถึงทางฟิสิกส์ คือร่างกายที่ยาวประมาณว่าหนึ่ง มีความรู้สึกคิดนึกได้ คือยังไม่ตาย. โลกข้างนอกนั้น ไม่ใช่โลกที่เป็นตัวปัญหา, โลกข้างในนี้คือโลกที่ว่าเป็นตัวปัญหา หรือเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง. ปัญหาทั้งปวง เป็นสิ่งที่เราไปแก้ไขโลกข้างนอกไม่ได้ ไปแก้ไขก็เหมือนกับคนบ้า แล้วก็ยิ่งบ้า ; ถ้าแก้ไขโลกข้างใน มันอยู่ในวิสัยที่แก้ได้ สำเร็จประโยชน์ได้, ไม่ใช่เรื่องบ้า, เป็น เรื่องพุทธศาสนา. ที่เรามาบวชกันชั่วคราวเพื่อจะศึกษานี้ กล่าวเป็นเรื่องสรุปแล้ว ก็คือ จัดการกับโลกข้างใน. ทีนี้ อยากจะพูดคำว่า เหนือโลกอีกสักนิดหนึ่ง เหนือโลกนี้ คำ บาลีว่า โลกุตฺตร ; โลกะ แปลว่า โลก, อุตตร แปลว่า เหนือ หรือยิ่งไปกว่า, โลกุตตร จึงว่า เหนือโลก หรือ ยิ่งไปกว่า โลก. เมื่อตะกี้พูดว่า โลกทั้งโลกก็อยู่ในคน, โลกุตตระ เหนือโลก ยิ่งไปกว่าโลก ก็ยังอยู่ในคน ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่มีจิตใจนี้ ; ฉะนั้น ก็ให้หาให้พบโลกุตตระในคนนี้อีก, ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้อีกคน. ที่เป็นมายา เกิดเป็นอุปาทานขึ้นมาว่า ตัวกู - ของกู นั้นคือเป็นตัวทุกข์ เป็นตัวโลกที่เป็นความทุกข์ ; ทีนี้ ดับตัวนั้นเสีย มันก็เป็นไม่มีทุกข์ เป็นไม่มีโลก เป็นเหนือโลก. ทีนี้ อยากจะให้พวกคุณ ที่เรียนมาแต่เรื่องพี่สิคส์นี้เข้าใจได้ ก็จะต้องพูดว่า ในบางเวลาเท่านั้นจิตใจของเราอยู่เหนือโลกบ้างก็มี ; คือว่า เมื่อสิ่งแวดล้อมตัวเราทั้งหมด มันทำอะไรแก่จิตใจของเราไม่ได้ เวลานั้นเรียกว่า เราอยู่เหนือโลกได้. หรือว่า เมื่อมัน ไม่ทำก็แล้วกัน เราไม่มีปัญญาสามารถอะไรไปต่อสู้กับมัน ; เมื่อมันไม่ทำ เมื่อมันยังไม่ได้
น.352 (ต่อ) • มาทำ ก็เรียกว่าเมื่อนั้นเราอยู่เหนือความครอบงำของโลกได้เหมือนกัน เป็นโลกุตตระ โดยอ้อม. เมื่อโลกยังไม่ครอบงำย่ำยี จิตใจยังสบายดีอยู่ นี้ เมื่อนั้น เวลานั้น ที่นั้น พอจะเรียกว่า เป็นโลกุตตระตัวอย่าง, โลกุตตระโดยอ้อม. ให้เข้าใจกันเสีย บ้างว่า เวลาไหนที่โลกมันไม่ครอบงำจิตใจของเรา จิตใจก็ไม่มีความทุกข์ ; หมาย ถึงว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์อะไรต่างๆ ที่มันจะมา ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ มันไม่มาย่ำยีจิตใจ นั้นแหละเรียกว่า เวลานั้นเป็นตัวอย่าง ให้เข้าใจคำว่าเหนือ โลก. ในชีวิตประจำวันของเรานี่ ก็มีอยู่เหมือนกัน บางขณะที่โลกมันไม่ย่ำยีจิตใจ โลกุตตระ มีได้แก่ทุกคน ทีนี้การที่โลกจะไม่ย่ำยีจิตใจนั้น ถ้ามันเป็นเอง เราก็เรียกว่ามันบังเอิญ เป็นเอง ; เราไม่มีความสามารถอะไร. แต่ในบางกรณีเราศึกษาเล่าเรียนธรรมวิเศษของ พระพุทธเจ้า, เรารู้จักป้องกัน ไม่ให้โลกมาย่ำยี หรือว่าเราไล่มันออกไปได้ ; ตอนนี้ แหละพอจะคุยได้ ว่าเรามีฝีไม้ลายมือที่จะต่อสู้กับโลก หรือกีดกันมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังดี. อย่าให้โลกมาท่วมทับย่ำยีจิตใจ จิตใจนี้กำลังฟรีเป็นอิสระจากโลก จาก อำนาจบีบคั้นของโลก ; นี่ก็เป็นโลกุตตระตัวอย่าง ได้เหมือนกัน ซึ่งเราก็จะทำได้ มากขึ้นทุกที ถ้าเราศึกษาพุทธศาสนาให้ถูกต้อง. สิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระตัวอย่าง โลกุตตระชั่วคราวนี้ มีได้แก่คนทุกคน : เป็นชาวบ้านก็ได้ เป็นบรรพชิตอยู่ที่วัดก็ได้ ; เพราะว่าเรื่องจิตใจนี้ มันไม่มีพระ
น.353 ๓๓๒ ไม่มีฆราวาส. พระหรือฆราวาสนี้ มันอยู่ที่แบบฟอร์มข้างนอกนั้น ; ส่วนจิตใจยังคง เป็นจิตใจไปตามธรรมชาติ. ฉะนั้น ที่เรียกว่าฆราวาสอยู่ที่บ้าน บางทีก็มีจิตใจอยู่เหนือ โลกได้เหมือนกัน ถ้าฉลาดพอ ; ถึงแม้มาอยู่ที่วัด ถ้ามันโง่ ก็จมอยู่ใต้โลกได้เหมือนกัน. ถ้าเอาจิตใจเป็นหลักที่กำลังรู้หรือไม่รู้ กำลังมีสมรรถภาพแค่ไหน ; ถ้ารู้ธรรมะเพียงพอ มันก็ช่วยป้องกันจิตใจไม่ให้โลกท่วมทับครอบงำ หรือขจัดออกไปได้. อย่าไปเข้าใจ เสียว่า ชาวบ้านทำไม่ได้ ทำได้แต่พระ ; เรื่องนี้ไม่มีชาวบ้าน ไม่มีชาววัด เรื่องโลกุตตระ ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย ทีนี้ ความสำคัญมีอยู่อีกข้อหนึ่งที่ว่า ถ้ามองให้ดี เข้าใจดีแล้ว เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย ; ลองคิดดูว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย. ที่ไปเห็นว่าเหลือ วิสัยนั้น มันคือความโง่ของเรา จึงทำให้เห็นว่าเหลือวิสัย. หรือว่าเราจะพูดกันอย่าง แบบนักเลง ว่าถ้าพระพุทธเจ้าเอาเรื่องเหลือวิสัยมาสอน มันก็ไม่มีประโยชน์ อะไร, หรือพระพุทธเจ้าเองก็จะไม่มีประโยชน์อะไร. ถ้าเอาเรื่องที่เหลือวิสัยของ มนุษย์มาสอน มันไม่มีค่าอะไร, เรื่องที่สอนไม่มีค่าอะไร, พระพุทธเจ้าเองก็ไม่มี ประโยชน์อะไร ; ฉะนั้น ถ้าเราจะรู้จักพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง ก็ต้องรู้จักว่า ท่านต้อง ไม่สอนเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่าเหลือวิสัย. คุณควรจะตั้งปัญหาถามขึ้นมาว่า ทำไมมาบวช ? มาบวชทำไม ? ถ้ามาหา เรื่องเหลือวิสัย มันก็บ้าอีกนั่นแหละ. การมาบวชนี้มันก็เป็นเรื่องบ้า เพราะมาหาเรื่อง ที่เหลือวิสัย แล้วไม่มีประโยชน์อะไร ; ถ้าว่ามาหาเรื่องที่ไม่เหลือวิสัย เอ้า, มันอยู่ ตรงไหน ทำไมไม่เอาให้ได้ ? ถ้าไม่สนใจ มันก็บ้าอีกชนิดหนึ่ง ; ต้องสนใจ และ เข้าใจ และเอาให้ได้ตามสัดตามส่วน แม้แต่อย่างชั่วคราว ดังตัวอย่างนี้ก็ยังดี.
น.354 (ต่อ) ให้เข้าใจว่า แม้แต่ ชาวบ้านไม่ได้บวช มัน ก็ไม่เหลือวิสัย. ทีนี้มาบวช เข้ามาให้มันใกล้ชิดเข้ามาหน่อย ให้มันง่ายขึ้นมาหน่อย คือระบบการเป็นอยู่ของบรรพชิตนี้ มันสะดวกที่จะเข้าใจเรื่องนี้ มากกว่าชาวบ้าน. แต่ก็มิได้หมายความว่า ชาวบ้านจะ ไม่อาจเข้าใจได้ ; ชาวบ้านก็ต้องเข้าใจได้เหมือนกัน แต่เราสะดวกกว่า เราตระเตรียม ความเป็นอยู่ของชีวิตนี้ให้มันง่าย ให้เหมาะที่จะเข้าใจเรื่องอันลึกซึ้งนี้ เพราะฉะนั้น เราจึงมาบวช. การบวชมันมีความหมายพิเศษอย่างนี้ว่า : พรหมจรรย์นั้นยากสำหรับ ชาวบ้าน จะประพฤติให้บริสุทธิ์สะอาดได้ ถ้าอย่างไรหลีกออกมาเสียจากบ้านเรือน เถอะ จะสามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์สะอาดได้โดยไม่ยาก ฉะนั้น จึง ออกบวช ; นี่คือสูตรของการบวช ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก จะมีอย่างนี้. ส่วนชาวบ้านหรือชาววัดก็ตาม ย่อมมีโอกาสเป็นเวลาที่จิตใจไม่ถูกโลกรบกวน กันบ้าง ; เพราะการกระทำให้เป็นเช่นนั้น ต้องไม่เหลือวิสัย, และที่ ธรรมชาติ เป็นให้เอง ทำให้เอง ก็มีอยู่ คือเวลาที่เราว่างจากการรบกวนของสิ่งแวดล้อมต้องมีอยู่. ถ้าไม่อย่างนั้น ; พวกคุณรู้ดีกว่าผมว่า มันต้องเป็นบ้า แล้วต้องตายเพราะบ้านั้น ถ้ามันสมองไม่ได้รับการพักผ่อน จากการรบกวนของสิ่งแวดล้อม คนต้องเป็นบ้า แล้ว ต้องตายเพราะเป็นโรคบ้า ; แต่ธรรมชาติก็มีการพักผ่อนเสียเอง เช่นนอนหลับเสียเอง มันก็หลีกออกไปได้จากการบีบคั้นของโลก. แต่เดี๋ยวนี้ มันมีการบีบคั้นชนิดอื่นอีก ที่เพียงแต่นอนหลับยังช่วยไม่ได้ คือเมื่อตื่น ๆ อยู่ มัน ถูกบีบบังคับด้วยตัณหา อุปาทาน ทำให้แหลกละเอียดไปเป็น คราว ๆ. เราก็มามองกันในแง่ว่าถูกบีบคั้นนี้มันไม่สนุกเลย, หรือว่าถ้าปล่อยให้ถูก
น.355 ๓๓๔ บีบคั้นหนักเข้า มันก็เป็นบ้าอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น คนที่ปล่อยให้ความวิตกกังวล ครอบงำนี้เป็นอย่างไร ; คุณลองคิดดู, ให้ความวิตกกังวลครอบงำมากเข้า ๆ จะเป็น อย่างไรบ้าง ? มันก็จะ ต้องมีความผิดปกติในระบบของมันสมอง ระบบของประสาท ของโลหิต ผลสุดท้ายก็ต้องเกิดโรคชนิดที่กำลังเกิดกันอยู่นี้. โรคทางวิญญาณ เป็นต้นเหตุของโรคทางร่างกาย เรื่องโรคทางวิญญาณ เป็นต้นเหตุของโรคทางร่างกาย นี้ผมขอยืนยัน ; โรคทางวิญญาณ คือโรคที่จิตใจไม่ได้รับความเป็นอิสระ จากการบีบคั้นของสิ่ง แวดล้อมอยู่มากเกินไป; นี้เรียกว่าโรคทางวิญญาณ แล้วก็เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคทาง ร่างกาย. ทีนี้ วิชาแพทย์ของคุณ บางทีจะสนใจแต่จุดที่มันเป็นโรคทางร่างกาย ไม่ สนใจในจุดต้นเหตุแท้จริง ที่ว่ามันเป็นโรคทางวิญญาณ ; วิญญาณถูกกิเลส หรือตัณหา อุปาทานบีบคั้นอยู่เสมอ วิตกกังวลอยู่เสมอ ถึงในขั้นรู้สึกก็มี ไม่รู้สึกก็มี. ความวิตก กังวลของมนุษย์นี้มีได้ทั้งรู้สึก คือเป็น conscious ก็มี เป็น sub-conscious ก็มี ตลอดเวลานี้ คนก็ต้องเป็นโรคทางวิญญาณ คือความวิตกกังวลนั้น, แล้วมันก็มาเป็นต้นเหตุของโรค ทางร่างกายโดยตรงอีกทีหนึ่ง ; ฉะนั้น ถ้าว่าเราไม่เป็นโรคทางวิญญาณกันแล้ว โรค ทางร่างกายก็จะหาทำยายาก. นี่เดี๋ยวนี้เขามองกันแต่ในด้านวัตถุหรือด้านร่างกาย อย่างเช่นโรคที่เป็น ปัญหาอยู่เวลานี้ : เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคความดันสูง เป็นโรคเบาหวาน นั้นแหละ ; หมอก็สนใจกันแต่ในแง่วัตถุ แง่ที่เห็นได้ด้วยวัตถุ ด้วยตา ด้วยเครื่องมือนี้ ; ไม่มอง เลยไปถึงข้อที่ว่า มัน มีมูลมาจากโรคทางวิญญาณ, คือความที่ จิตถูกบีบคั้นด้วยกิเลส
น.356 (ต่อ) ตัณหา อุปาทาน อยู่เสมอ. จิตไม่เคยอยู่ในสภาพที่เรียกว่า โลกุตตระ คือว่างจาก การบีบคั้นของโรคนั้น ไม่เคยเลย ; จะว่างสักน้อยเพียงว่านอนหลับ, แม้นอนก็ยิ่ง หลับไม่สนิทมากขึ้นทุกที. อยากจะพูดว่า คนในโลกสมัยปัจจุบันนี้นอนหลับไม่สนิทมากขึ้นทุกที เพราะ วิตกกังวลมาก หวังมากกว่าคนสมัยโบราณโน้น ; ความพักผ่อนที่เป็นอิสระจากการ บีบคั้นของกิเลสมันก็เหลือน้อยเข้า หรือมีไม่จริง หรือมีไม่มากพอ. กายก็เริ่มปั่นป่วน ในทางระบบประสาท แล้วมาถึงจิตใจ มันก็มีผลเป็นเพียงปฏิกิริยาเท่านั้นไม่ใช่ตัวโรค ว่าความดันสูงบ้าง หัวใจไม่ปกติบ้าง ใช้น้ำตาลไม่หมดเป็นเบาหวานบ้าง อะไรบ้าง ; แล้วเรามามัวแก้กันแต่ที่ตรงนี้ มันก็ได้เหมือนกัน มันก็ระงับไปได้เป็นขณะ ๆ ก็เป็นการ เพิ่มปัญหาให้เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ได้ตัดที่ต้นเหตุ. ผมได้ยินพวกรายงานการแพทย์เขาพูดกันต่าง ๆ นานา แล้วสรุปเอามาดู เช่นว่า โรคเบาหวาน ว่าเป็นกรรมพันธุ์ ว่าคนที่ปู่ ย่า ตา ยาย เคยเป็น มันก็เป็นง่าย มันก็จริงซิ ; เพราะถ้าปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนที่มีวิตกกังวลมากขึ้นทุกที, ความวิตกกังวลนี้ ก็ทำให้เกิดความปั่นป่วนในร่างกาย แม้แต่การใช้น้ำตาลไม่หมด หรือว่าไม่สร้างขึ้นใช้ ให้พอนี้. เมื่อบิดามารดามีความเป็นอย่างนั้นมา ก็ถ่ายพันธุ์นี้ให้ลูกหลานได้เหมือนกัน มันก็ถูกแล้ว ; แต่มันไม่ใช่กรรมพันธุ์ทางเนื้อหนัง เป็นกรรมพันธุ์ทางวิญญาณ ที่ เป็นโรคทางวิญญาณ. ได้ยินว่ากัน ว่า ผู้หญิงเป็นโรคเบาหวานมาก ; ผมก็อยากอธิบายว่า" ผู้หญิงสมัยนี้มีวิตกกังวลมากกว่าผู้ชาย เพราะอยาก ทะเยอทะยาน หวัง อะไรมากกว่า ผู้ชาย. ความวิตกกังวลก็มีมากกว่าผู้ชาย รับภาระผิดชอบในทางครอบครัวมาก หยุม หยิมไปหมด ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานมากกว่าผู้ชาย.
น.357 ทีนี้ว่า คนสูงอายุเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนต่ำอายุ มันก็ยิ่งแน่นอน เพราะว่าคนสูงอายุมีวิตกกังวลมากกว่าเด็ก ๆ. ประเทศไทยเราก็มีสถิติเบาหวานสูงขึ้น ก็เพราะประเทศไทยมันเพิ่งมีเรื่องยุ่ง ๆ ตามกันพวกฝรั่งมากขึ้น ก็ควรจะเป็นโรคเบาหวาน มากขึ้น เพราะไปรับเอาเรื่องที่มาทำให้วิตกกังวลมากขึ้น ; เพราะฉะนั้นประเทศไทย ก็จะต้องเป็นโรคเบาหวานกันมากขึ้น. บางทีก็พูดเอาดื้อ ๆ ว่า ร่างกายมันผลิตอินซูลิน ไม่พอ แล้วทำไมไม่ถามว่า ทำไมมันจึงผลิตไม่พอ? เพราะว่ามันเป็นโรควิตกกังวล มากขึ้น จึงใช้น้ำตาลไม่หมด. ทำไมมันใช้ไม่หมด ? ก็เพราะมีวิตกกังวลมากขึ้น ทำไม ไม่มองกันในโรคทางวิญญาณ. ถ้าจะพูดว่า เพราะว่า การออกกำลังกายไม่พอ มัน ก็เพราะว่าคนมีวิตก กังวลมาก ไม่อยากออกกำลังกาย : การออกกำลังกายไม่มีผล เพราะว่าใจมันเต็มไป ด้วยวิตกกังวล ขืนไปออกกำลังกาย มันก็มีโรคลำบากอย่างอื่นเกิดขึ้นมาแทน. ฉะนั้น การออกกำลังกายไม่สนุก เพราะคนมันมีวิตกกังวลมาก ; แต่ถ้าไปออกกำลังได้ มันก็ แก้ได้เหมือนกัน, ออกกำลังกายเพื่อแก้วิตกกังวลนี้ ดีกว่าที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง มันได้ประโยชน์กว่า. นี่ถ้ามองกันในวัตถุมากขึ้นไปอีก ว่าอาหารบางชนิดเหมาะสำหรับช่วยแก้โรค เบาหวาน เช่น อาหารโปรตีนจะดีกว่าอาหารไขมัน อย่างนี้เป็นต้น; ก็ต้องรู้เถอะว่า อาหารชนิดนั้นมันช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้กว่าอาหารอีกประเภทหนึ่ง. ในที่สุด มันก็มารวมอยู่ที่โรคทางจิตทางวิญญาณ เป็นต้นเหตุทาง mental หรือทาง physical. เดี๋ยวนี้ พระก็เริ่มเป็นโรคเบาหวาน เพราะพระไม่เป็นพระมาก ขึ้น ; พระไปมีความวิตกกังวลอย่างชาวบ้านมากขึ้น. แม้เป็นสมภารเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
น.358 (ต่อ) พระก็เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งไม่ควรจะเป็น หรือไม่เคยเป็น เพราะว่าเคยมีแต่วิตกกังวล น้อย ; เดี๋ยวนี้พระมาเป็นผู้มีวิตกกังวลมากเหมือนกับชาวบ้านขึ้นมา. นี่พูดพอเป็นตัวอย่างเท่านั้น จะพูดไปหลายอย่าง ก็ไม่มีเวลาหรือว่า มันเกิน จำเป็น; พูดพอให้เข้าใจได้ว่า ต้นเหตุแห่งโรคอันแท้จริงนั้นคือ โรคทางวิญญาณ คือความที่ชีวิตหรือวิญญาณ มันไม่ได้เป็นอิสระจากความย่ำยีของโรคภายนอกเพียงพอ, มันเต็มอยู่ด้วยความวิตกกังวล ทั้งที่เป็น conscious และ sub - conscious. ฉะนั้นถ้าคุณ จะรู้จักพุทธศาสนาที่มีประโยชน์ ก็ จงรู้จัก เรื่องนี้ คือเรื่องที่มีโรคทางวิญญาณเสีย อยู่เป็นประจำ, ซึ่งโรคนี้ก็มีความทุกข์มากขึ้น ๆ ลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้น ; ต้องเอา ธรรมะมาแก้ไขโรคนี้ ให้คนมีหัวใจที่เป็นอิสระจากการบีบคั้นของโรคนี้มากขึ้น ดีขึ้น หรือมากขึ้น จึงจะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่น่าดูขึ้นบ้าง. จะแก้โรคทางวิญญาณได้ ต้องสนใจอภิธรรมของชีวิต ขอให้หลับตามองเห็นว่า ถ้าเราไม่เป็นโรคทางวิญญาณ กันแล้ว มันจะสบาย สักเท่าไร ; ความเบียดเบียนกันก็ไม่มี คอรัปชั่นก็ไม่มี โรคทางร่างกายก็ไม่มี หรือ มีน้อยจนหาทำยายาก. พอเป็นโรคทางวิญญาณกันแล้ว มันก็เต็มไปด้วยสงคราม ด้วย การเบียดเบียน ด้วยการคอรัปชั่น ด้วยความเห็นแก่ตัว จนทำลายผู้อื่นได้อย่างเลือดเย็น, แล้วก็มีโรคภัยไข้เจ็บทางกายเพิ่มขึ้น ๆ เพิ่มขึ้น. เพราะว่าพอเรามีความวิตกกังวลทาง จิตใจแล้ว ความต้านทานโรคในร่างกายนี้ก็ลดต่ำลงไป ; ได้รับเชื้ออะไรมา มันก็จะ เป็นโรคนั้นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง. แม้แต่โรคง่าย ๆ ถ้าความต้านทานทางร่างกายต่ำ, เพราะความต้านทานทางจิตใจต่ำ มันก็พร้อมที่จะเป็นโรคทุกโรค และพร้อมที่จะประดิษฐ์
น.359 โรคใหม่ ๆ ขึ้นมาแปลกๆ. ถ้าจะแก้ ปัญหาของโรคทางร่างกาย ก็ดี ทางเศรษฐกิจ ทางอะไรก็ดี จะต้องแก้ไขเรื่องเป็นโรคทางวิญญาณ ; นี่คืออภิธรรมของชีวิต ชนิด ส่วนตัวก็ดี ชนิดสังคมก็ดี. ขอให้สนใจเรื่องอภิธรรมของชีวิตในแง่นี้ คงจะได้ประโยชน์คุ้มกับที่ว่า มาทนบวชระหว่างปิดภาคกันดูบ้าง ; ฉะนั้น เราจะสนใจเรื่องที่จะช่วยแก้ไขโรคทาง วิญญาณ ก็คือหลักคำสอนเรื่องอนัตตา. .. ถ้าพูดว่า พุทธศาสนาทั้งหมดอยู่ที่อะไร ? ก็อยู่ที่อนัตตา หรือ สุญญตา คำเดียว ; นั่นแหละคือ ตัวยา หรือว่าทุกอย่างที่ จะแก้ไข โรคทางวิญญาณ. ต้องรู้อภิธรรมของชีวิต คือเรื่องอนัตตา เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า อนัตตา หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่ถูก หัวเราะเยาะโดยคนสมัยใหม่. เขาหันไปสนใจอะไรกัน ? คุณก็รู้อยู่แล้ว ไปหลงใหล อะไรมากถึงขนาดที่ว่า จะเห็นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องครึกระ. เป็น เรื่องของคนโง่. คนหนุ่มคนสาวที่กำลังบ้าสุดเหวี่ยงนั้น เป็นเพราะอะไร ? เพราะเป็น อะไร ? คนเหล่านี้จึงดูถูกดูหมิ่นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่า เป็นเรื่องของคนบ้า คนโง่ครึกระไม่มีประโยชน์อะไร. ที่แท้มันก็คือเรื่องที่เมื่อเขาไม่มีแล้ว เขาก็เป็นบ้า สุดเหวี่ยง. คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้น่าสงสาร น่าสังเวช น่าขยะแขยงมากขึ้น ทั้งที่เรียน ในมหาวิทยาลัย หรือเรียนยิ่งกว่ามหาวิทยาลัย ; เขาโง่ในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ไป
น.360 (ต่อ) ฉลาดในเรื่องทางวัตถุอย่างเดียวจนเพื่อ แล้วมันก็ช่วยอะไรไม่ได้. เห็นไหม ? มีการ ฆ่าตัวตาย มีระเบิดขวด หรือมีอะไรชนิดที่ไม่ควรจะมีมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ. นี่คือพวก ที่เห็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องครึกระ ; แต่แล้วมันก็ช่วยไม่ได้. ผมก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ หรือพูดอะไรได้ เพราะว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่จะแก้ไขโรคทาง วิญญาณ. คุณ ต้องสนใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเรื่องสุญญตาก็ได้. ถ้าเรา เรียกรวม ๆ ทีเดียว เราเรียกว่า สุญฺญฺตา ; ถ้าเราจะไปแยกมันออกมา ก็เป็น อนิจจังเรื่องหนึ่ง, ทุกขังเรื่องหนึ่ง, อนัตตาเรื่องหนึ่ง, มันเป็น ๓ เรื่อง. ขอให้ เข้าใจเรื่องนี้ จะช่วยตัวเองได้ จะเป็นโรคทางวิญญาณน้อยลง ; ถ้าสังคมสนใจเรื่องนี้แล้ว สังคมจะเป็นโรคทางวิญญาณน้อยลง ปัญหายุ่งยากอย่างอื่นมันก็จะน้อยเข้า ๆ เหมือนกัน. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เป็นกฎของธรรมชาติ หรือฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น กฎของพระเจ้า, พระเจ้าคือธรรมชาติ. พอพูดว่าพระเจ้า คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ก็ดูถูก ; เขามีความโง่มาก จนดูถูกพระเจ้า. เราไม่พูดว่าเป็นกฎของพระเจ้า เราพูดว่าเป็นกฎ ของธรรมชาติ เขาก็ยังดูถูกอยู่อีกนั่นแหละ ว่ากฎของธรรมชาติ ; เรื่องอื่นนั้นดีกว่า สนุกกว่า มีประโยชน์กว่า ทำไมจะมาพูดเรื่องกฎธรรมชาติ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; นี่มันเป็นเสียอย่างนี้ เพราะเขาต้องการแต่ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง. คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ ต้องการแต่ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ซึ่ง เป็นคำด่าที่หยาบคาย เลวทรามที่สุดของทางศาสนา; ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังนั้น ที่เขาบูชากันนัก คือคำสาปแช่งของทางฝ่ายศาสนา ว่าสัตว์นรกบูชาความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง. นั่นแหละคือเป็นเหตุให้จมอยู่ใต้โลก ไม่มีวันที่จะโงหัวขึ้นมาเหนือโลก.
น.361 อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกฎของธรรมชาติ ; อย่าต่อต้าน นี้ต้องรู้อภิธรรมของชีวิตในลักษณะอย่างนี้ จึงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ามีประโยชน์ คือปฏิบัติได้แล้วมีประโยชน์. สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง นี้เป็นกฎของธรรมชาติ ; แต่เรา ไปหลงว่ามันเที่ยงในสิ่งทั้งหลาย ไปยึดว่าตัวกู ว่าของกูเข้า ก็เป็นทุกข์ ; เรากลับเห็น เป็นสุขหรือสนุก. สิ่งทั้งหลายเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของกู เขาก็คิดว่าของกู : ความรักของกู ความสุขของกู ความอร่อยของกู; นี้ก็เรียกว่าทำสงครามกับธรรมชาติ หรือว่าต่อต้านธรรมชาติ ทำสงครามกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า มันก็มีแต่ถูกทำลาย แหลกลาญไป ; คนจึงฆ่าตัวตายบ้าง จึงเลวทรามอย่างอื่นอย่างน่าขยะแขยงบ้าง. นี่โลก เวลานี้เป็นอย่างนี้. ผมขอร้องว่า คุณอย่าไปสมทบกับเขาก็แล้วกัน ; อยู่เป็นคนของพระพุทธเจ้า ไปดูก่อน อย่าไปสมทบกับคนพวกนี้ ที่เป็นพวกต่อต้านพระพุทธเจ้า ต่อต้านกฎของ ธรรมชาติ ต่อต้านพระเจ้า ซึ่งเป็นกลุ่มของพญามารของซาตาน. บวชสักทีก็ให้รู้เรื่องนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นอภิธรรมของชีวิต ที่จำเป็นที่สุดแก่ พวกคุณ ไม่มีส่วนเพ้อ ไม่มีส่วนเกิน ; จึงเอาเรื่อง สุญญตา หรือเรื่อง อนัตตา มาย้ำ อีก มาขยายความให้เห็นว่า จำเป็นที่จะต้องมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่ง ทั้งปวง ที่เรากำลังโง่ กำลังหลง. มันมีเสน่ห์ล่อเรา เราโง่ไปกินเหยื่อของมันเข้า ก็มีจิตใจที่ตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งเหล่านี้ ; มันทำให้เราไม่มีความหลับหรือพักผ่อน ทางวิญญาณ มีความกระหายหิวเป็นเปรตอยู่เสมอทั้งหลับทั้งตื่น หลับแล้วก็ยังผันเป็น เรื่องหิวกระหายนี้. นี้เป็นอภิธรรมของชีวิตในส่วนความทุกข์.
น.362 (ต่อ) ต้องควบคุมความรู้สึกที่เป็น ตัวกู - ของกู แล้วไม่มีทุกข์ อภิธรรมของชีวิตในส่วนความดับทุกข์ ก็อย่าไปเป็นทาสมัน ถอยออกมา เสีย ; ให้รู้จักให้เพียงพอ แล้วก็ควบคุมสิ่งที่เรียกว่าคนนั้นให้ได้. จะถือว่า "คนมี" หรือ "คนไม่มี" ก็ตามใจ; ถ้าถือว่าคนไม่มี ก็อย่าให้เตลิดเปิดเปิงไปจนเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ, ถ้าถือว่าสิ่งต่าง ๆ มี ก็อย่าไปคิดว่าเป็นคน หรือเป็นของคน. อย่าคิดว่าเป็น ตัวกูหรือเป็นของกูนี้ : เรา ควบคุมความรู้สึกว่าตัวกูหรือคน นี้เสียได้ หรือชนะมัน ได้เลยก็ยิ่งดี. ควบคุมหมายความว่ามันยังต่อสู้ ถ้าต่อสู้ชนะได้ก็ยิ่งดี. ความรู้สึกที่เป็น egoism นั้น ถ้าควบคุมได้มันก็เป็นคนดีเท่านั้นแหละ ; แต่ยังมีทุกข์ตามแบบคนดี. ถ้าชนะได้เลย มันไม่มีความรู้สึกเป็นคนดีหรือคนชั่ว มีแต่ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คือ ร่างกายบริสุทธิ์ จิตใจบริสุทธิ์ เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา มันก็ทำให้ร่างกายและจิตใจนี้ทำอะไรได้ อยู่ในโลกนี้ถูกต้อง ไปหมด. คำว่า "ถูกต้อง" ในที่นี้คือ ไม่เป็นทุกข์ ; ถ้า เป็นทุกข์ แล้วทางธรรมะ ถือว่าไม่ถูกต้อง. เช่น คุณทำงานสำเร็จรวยเป็นมหาเศรษฐีอย่างนี้ ทางโลกเขาก็พูดว่า เป็นความถูกต้อง ; แต่ทางธรรมเขาจะพูดว่า ต้องดูก่อนว่ามันเป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์, ถ้ามีความทุกข์แล้วมันไม่ถูกต้อง. มีเงินสักบาทเดียว ไม่มีความทุกข์ ดีกว่าถูกกว่า ถูกต้องกว่า ที่จะเป็นมหาเศรษฐี มีเงินไม่รู้เท่าไร แล้วก็ยังมีความทุกข์ ; ฉะนั้น ความถูกต้อง นั้นต้อง อยู่ที่ความไม่มีความทุกข์.
น.363 จงควบคุม egoism หรือว่า egoistic conception ที่มันจะพลุ่งขึ้นมาเป็นตัวกู - ของกูนี้ให้ถูกต้อง, อย่าให้มีความทุกข์ มันก็จบเท่านั้น. เรื่องพุทธศาสนาอัน มหาศาล ก็จบลงที่ตรงนี้ ด้วยคำสั้นๆว่า "เป็นสุญญตา ว่างจากตัวภู - ว่างจาก ของกู" ถ้าไม่จบ มันก็ไม่จบที่ตรงนี้ ; เพราะไม่รู้เรื่องนี้ แล้วก็ไปกันไม่มีที่สิ้นสุด ไปจนเราไม่มีตัวเลขจะคำนวณ ว่าจะไปทางทิศไหนเท่าไร ล้วนแต่เป็นความทุกข์ทั้งนั้น. ถ้าจบมันก็ จบนิดเดียวที่จุดนี้ จุดที่ว่างไปเสียจากความหมายมั่นว่า ตัวกู - ว่าของภู นี้ แล้วเหลืออยู่แต่สติปัญญาถูกต้อง ในร่างกายที่ไม่มีทางจะทำผิดอีก ต่อไป ; ไม่เป็นโรคทางวิญญาณ ไม่เป็นโรคทางร่างกาย ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียน ผู้อื่น ก็เรียกว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ โดยมารู้เรื่องอภิธรรมของชีวิต. ที่เรียกว่า อภิธรรมของชีวิตนั้นเรียกอย่างอื่นก็ได้ ; แต่เรียกอภิธรรมของ ชีวิตนี้ เพื่อให้เหมาะสมัย คือเพื่อต่อต้านอภิธรรมเพ้อ, แล้วก็ถือว่าได้ซึ่งอภิธรรมจริง. สิ่งนี้ควรเรียกว่า อภิธรรม คือสิ่งสูงสุด สิ่งประเสริฐที่สุด ความรู้ที่ประเสริฐที่สุด การกระทำที่ประเสริฐที่สุด แล้วก็มีผลประเสริฐที่สุด สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ควร จะมีความทุกข์ ไม่อย่างนั้นจะเลวกว่าสัตว์ แล้วเลวกว่าต้นไม้ เลวกว่าก้อนหินก้อนดิน. เอาละเวลาของเราก็หมด.
Buddhadasa