น.364 วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลาจวน ๔.๓๐ น. แล้ว ; เป็นเวลาที่จะได้พูดกันถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามเคย. วันนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง ภาวะไม่มีโรคแห่งชีวิต ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๔ ของการบรรยาย และจะได้เปลี่ยนเรื่อง จากการบรรยายถึงความรู้ที่จะต้องรู้ก่อน การเยียวยา มา เป็นเรื่องของการได้รับประโยชน์ของการเยียวยา ; เพราะว่า เรื่องการเยียวยารักษาโรคนั้น เราได้พูดกันแล้วตั้งแต่ตอนแรก ๆ. บัดนี้ก็เป็นการ สมควรที่จะพูดถึงเรื่องสุดท้าย คือภาวะไม่มีโรค คำว่า "โรค" ในที่นี้ ก็หมายถึง โรคฝ่ายวิญญาณ, ภาวะไม่มีโรคทางฝ่ายวิญญาณของชีวิต. ๓๔๓
น.365 ความไม่มีโรคเป็นลาภสูงสุด หมายถึงโรคทางวิญญาณ ทุกคนหรือแทบทุกคนจะได้ยินคำว่า "ความไม่มีโรคเป็นยอดแห่งลาภ", อาโรคยปรมาลาภา - ความไม่มีโรคเป็นยอดแห่งลาภ หรือว่าเป็นลาภอันสูงสุด ; บาลีนี้เขาก็ หมายถึงไม่มีโรคทางวิญญาณ มากกว่าที่จะหมายถึงโรคทางร่างกาย. แม้ คนจะไม่มีโรคทางร่างกาย ก็มีโรคทางวิญญาณอยู่, แล้วโรคทางวิญญาณนี้เสียบแทงลึกซึ้ง กว่าโรคทางร่างกาย และเป็นมูลเหตุของโรคทางร่างกายทั้งหลายทุกชนิด. เมื่อมีราคะ โทสะ โมหะแล้ว ง่ายที่จะเป็นโรคทางร่างกายทุกชนิด ; โดยเฉพาะความวิตกกังวล ซึ่งเป็นเรื่องของโมหะ, บางทีก็เจือด้วยโลภะ โทสะ แล้วแต่เรื่อง, เป็นเหตุให้สูญเสีย ความปกติทางร่างกาย. ทางศาสนาจึงต้องการจะกำจัดโรคทางฝ่ายวิญญาณโดย เฉพาะ. อีกทางหนึ่งก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเข้าใจเรื่องนี้ คนก็จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้กันมากขึ้นกว่าเดิม ; เดี๋ยวนี้ความเอาจริงเอาจังมันยัง มีน้อย ไม่มากเหมือนที่เราเคยพูดกันวันก่อนว่า ควรที่จะต้องการให้หายโรค นี้มาก เหมือนคนที่ถูกจับกดลงไปในน้ำ หายใจไม่ได้, เขาต้องการมากที่สุด ที่จะโผล่ขึ้นมา พ้นน้ำ เพื่อจะหายใจ. ฉะนั้น ขอให้คนที่มีโรคทางวิญญาณนั้น รู้จักมันให้ดี, แล้ว ก็อยากจะหายโรคทางวิญญาณให้มาก เหมือนกับคนที่เขาถูกจับกดลงไปในน้ำ แล้ว ต้องการจะขึ้นมาหายใจบนน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้าพูด อีกทางหนึ่ง ก็ว่า ถ้าเป็นนักศึกษาที่แท้จริง เรื่องชนิดนี้ควรจะรู้ ถ้าไม่รู้เรื่องชนิดนี้ ก็ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นนักศึกษาที่แท้จริง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ชีวิตจิตใจของคนเราอยู่โดยตรง. หรือมองอีกทีหนึ่งก็ว่า เป็น เรื่องสูงสุดของชีวิตมนุษย์
น.366 การศึกษาจึงต้องรู้เรื่องที่ดีที่สุดของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ควรจะเรียกว่านักศึกษา ; เดี๋ยวนี้นักศึกษารู้กันแต่เรื่องปากเรื่องท้อง แล้วก็ปัจจัยที่จะได้มา ซึ่งวัตถุบำรุงปากบำรุง ท้อง. แม้จะก้าวหน้าในวิชาความรู้ไปไกลลิบเท่าไร มันก็เป็นเรื่องทางวัตถุ แสวงหา วัตถุมาบำรุงปากบำรุงท้อง กำลังละเลยเรื่องทางวิญญาณ ก็มีความเป็นอันธพาลทาง วิญญาณ ; ทีนี้ ยิ่งมีความรู้ทางโลกมาก ความเป็นอันธพาลทางวิญญาณนี้ เป็นเหตุ ให้เบียดเบียนตนเอง ให้ เบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีที่สิ้นสุด. อีกทางหนึ่ง ก็คือว่า ที่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นนายแพทย์ ผู้รักษาโรค ของ สัตว์โลกทั้งปวง นี้ก็ หมายถึงโรคทางวิญญาณโดยเฉพาะ ที่ได้พูดกันมาแล้วอย่าง ซ้ำซาก. ทีนี้ ขอเตือนให้ไหว้ครูอยู่เสมอ ในการศึกษาหรือในการปฏิบัติงานก็ดี ว่า สพฺพญญู สพพฺทสสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลก- ติกิจฉโก - อาจารย์ของเรานั้นเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง เป็นผู้สั่งสอน ที่มีกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. ภาวะสงบเย็นทางวิญญาณคือนิพพาน ทีนี้ก็จะพูดกันถึงภาวะสงบเย็นของชีวิต ที่เรียกว่าภาวะปราศจากโรคทาง วิญญาณของชีวิต ; ถ้าปราศจากโรคก็คือความสงบเย็น. คำว่า "โรค" ตัวหนังสือ แปลว่า เสียบแทง ; เสียบแทงมันก็ไม่สงบเย็น มันเร่าร้อน กระวนกระวาย. ภาวะ สงบเย็นทางวิญญาณ คือปราศจากโรคทางวิญญาณ ; ที่ใช้คำว่า “ภาวะสงบเย็น"
น.367 นี้ถือตามภาษาบาลี ภาษาโบราณ. นี้ยืมเอาภาษาวัตถุมาใช้ สงบหรือเย็นทางวัตถุ ไม่มี ไฟเผาให้ร้อนที่ร่างกายก่อน, แล้วต่อมาก็เอามาใช้กับเรื่องจิตใจ. จิตใจไม่มีไฟเผา ให้ร้อน ก็เป็นความสงบเย็นของจิตใจ แล้วก็มีอยู่เป็นหลายชั้น หลาย ๆ ชนิดด้วย, ชนิดหนึ่งก็มีหลาย ๆ ชั้นด้วย. วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่อง ภาวะความสงบเย็นของวิญญาณ ที่แท้ ก็คือ จะพูด เรื่องนิพพาน ; เนื่องจากนิพพานมีหลายชนิด และหลายระดับ นี้ก็ต้องพูดกัน มากหน่อย. คำว่า "นิพพาน" ความหมายตามตัวหนังสือโดยตรง แปลว่า ไปหมดแห่ง ความร้อน คือดับเย็น แต่เนื่องจากภาษามันมีความกำกวม ซึ่งเป็นเหตุให้มองเห็น ไปได้หลายแง่ ; อย่าง นิพพาน คำนี้แปลว่า ไม่มีเหลือ คือ หมด ; พานะ แปลว่า ไป มันก็ไปหมดไม่เหลือแห่งความร้อน. แต่ถ้า นิ แปลว่า ไม่, พานะ แปลว่า เสียบ แทง เหมือนกับเอาหลาวแทงนี้ ; นิพพานะ ก็แปลว่า ไม่เสียบแทง. ไปหมดแห่ง ความร้อน ก็ แสดงถึงเหตุ มากกว่า ; ไม่เสียบแทง นี้ แสดงถึงผล. เมื่อเป็นความ ร้อนมันก็เสียบแทงตามวิธีของความร้อน ; นิพพาน จึงแปลว่าไปหมดแห่งความร้อน เป็น ความหมายอันแรก ที่ตรงตามตัวหนังสือที่สุด คือ ไม่เสียบแทง หรืออะไร ทำนองนี้. ความหมายที่ถัดออกมารอง ๆ ลงมา เอาความก็คือไม่มีทุกข์, ไม่มีทุกข์เหลือ อยู่เลย, ไม่มีความทุกข์. ภาวะของนิพพานมีเป็นขั้น ๆ มนุษย์เริ่มรู้จักนิพพาน คือความไม่ร้อน หรือความไม่ทุกข์นี้มาตามลำดับ เรียกว่า "นิพพานโดยประวัติศาสตร์" ก็มีสัก ๓ ยุค มี ๓ ชนิด แต่ละยุคก็มีแต่ละชนิด.
น.368 ยุคแรก ที่นึกถึงเรื่องนี้ ว่ามีกินมีใช้ ทางร่างกายตามธรรมชาติแล้ว ยังมี อะไรที่ดีกว่านั้น ก็หันไปสนใจเรื่องกามารมณ์, ก็เลยสนใจกันเป็นการใหญ่ ในการที่ว่า จะได้กามารมณ์ที่เต็มเปี่ยมอย่างไร เท่าไร มันก็เลยไปถึงเรื่องกิจกรรมระหว่างเพศเป็น ส่วนใหญ่ เกิดมีตำราขึ้นมากมายเหมือนกัน. ถ้าเราพิจารณาดูตำราเหล่านั้น ก็เป็นเรื่อง เทคนิคมากเหมือนกัน แล้วเขาก็ไม่ค่อยมีจิตทรามเกินไปเหมือนคนสมัยนี้ ที่บ้ากามารมณ์. · คนสมัยนี้บูชากามารมณ์อย่างมีจิตทราม ; ถ้าเป็นอย่างโบราณ ในประเทศ อินเดียโดยเฉพาะแล้ว บรรทัดแรกของคัมภีร์ชนิดนี้ ขึ้นมาโดยประโยคที่ว่า การประกอบ กิจกรรมระหว่างเพศ เป็นการประพฤติธรรมในชีวิตชนิดหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ให้ถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุด ; หมายความว่า เขาต้องการจะเอารสชาติจากกามารมณ์นี้ ชนิดที่ถูกต้องที่สุด คือเป็นธรรมที่สุด ไม่เหมือนกับคนจิตทรามสมัยนี้ แสวงหาและ บริโภคกามารมณ์อย่างเลวทรามนี้ แล้วช่วยกันแก้ไขหลักเกณฑ์ความนิยมต่าง ๆ ว่ามัน ถูกแล้ว ว่ามันไม่เลวทราม ไม่ลามกอนาจาร. ที่ว่า สามารมณ์เป็นนิพพานของคนยุคแรกนี้ เขาหมายถึงมีความถูกต้อง คือจะไม่เพิ่มความร้อน หรือความเลวทรามอะไรขึ้นมาอีกด้วย คือไม่มีความทุกข์เกินไป ; แต่แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไม่มีทุกข์ได้ มันก็มีทุกข์ซ่อนอยู่ตามส่วน. ยุคที่สอง. เมื่อยุคแรกไปถึงที่สุด หมดขีดของมันแล้ว ก็มียุคใหม่เกิดขึ้น คือพวกมีสติปัญญา มีความรู้ว่า คงไม่ไหวแล้ว ที่มีกามารมณ์เป็นความสงบเย็นนี้ เขาก็ หันไปหาเรื่องทางจิตใจ เป็นขั้นแรก คือไปหาความสงบทางจิตใจ กระทำทางจิตใจ ; ไม่ใช่กระทำทางสติปัญญา.
น.369 ๓๔๘ เราต้องรู้จักแยกกันเสียอย่างนี้ด้วย : มีวิธีบังคับจิตใจให้หยุด ให้สงบ ; ไม่ใช่อาศัยสติปัญญาตัดรากเหง้าของกิเลส, ยังไม่ถึง ; นี้มันเป็นเรื่องทางฝ่าย mental หรือ mentality ยังไม่ถึง spirituality. การที่เรานั่งทำสมาธิให้ถูกวิธีนี้ ไม่เกี่ยวกับ สติปัญญาเลย จะมีอยู่นิดหน่อยก็ตรงที่ ทำให้จิตเป็นสมาธิเท่านั้น. เมื่อค้นคว้ากันในทางนี้มากขึ้น ๆ แล้วก็พบภาวะที่สงบเย็น ที่แปลก หรือ ที่ดีกว่าความอิ่มทางกามารมณ์ ; ก็บัญญัติสมาธินี้ว่าเป็นนิพพานกันขึ้นมาอีกยุคหนึ่ง หรืออีกชนิดหนึ่ง แล้วก็นิยมถือเอาจตุตถฌานเป็นอย่างน้อย, จตุตถฌานเป็นฌานที่ ๔ ในเรื่องรูปฌาน เดี๋ยวก็จะต้องพูดถึง. แต่ในที่นี้ให้รู้ว่า เริ่มมีความรู้ทางจิตใจ ทำจิต ให้สงบ โดยกำหนดอยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แล้วก็ขยับขยายให้มันสงบลึกลงไป- ลึกลงไป - ลึกลงไป จึงมีการบัญญัติเป็น ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔. ฌานที่ ๔ อยู่ในวิสัยที่จะทำได้กันเป็นส่วนมาก แล้วก็มีคุณสมบัติสงบเย็นพอ ; ฉะนั้น จึงถูกสมมติหรือว่าเข้าใจเอาเองว่า มันเป็นนิพพานกันแค่นี้เอง. ต่อมาความคิดมันยังไปได้ไกลกว่านั้นอีก คือว่าสมาธิที่มีสิ่งที่มีรูปร่างเป็น วัตถุนี้ ก็ยังหยาบไปตามวัตถุ. ทีนี้เอาสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุมาเป็นอารมณ์ จะละเอียดกว่า ก็เกิดความรู้คิดค้นมาได้เป็น สมาธิประเภทอรูปฌาน เป็นฌานหรือสมาธิ ที่เอาสิ่งที่ไม่มี รูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เป็นอรูปฌาน. เอาอากาศความว่างเป็นอารมณ์บ้าง, เอาวิญญาณเป็นอารมณ์บ้าง, เอาความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์บ้าง, เอาความรู้สึกที่ไม่รู้สึก อะไร คล้าย ๆ กับตายแล้วเป็นอารมณ์ อย่างนี้บ้าง. ค้นอะไรได้ขึ้นมาใหม่ ก็เรียกว่านิพพานทั้งนั้น, ค้นได้ชั้นไหนขึ้นมาใหม่ ก็เรียกว่าชั้นนั้นเป็นนิพพาน แล้วก็อวดก็แสดงก็เปิดเผยแก่กันและกัน ; ก็มียุคที่เอา ความสงบแห่งจิตที่เกิดจากการบังคับกระทำไปยังจิตโดยตรง ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา.
น.370 ยุคที่สาม นานเข้า ๆ เกิดพระพุทธเจ้า หรือบุคคลประเภทพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ท่านรู้ว่านี้ยังไม่ใช่นิพพานที่แท้จริง หรือถึงที่สุด มันยังมีความรู้สึกที่ติด ที่ยึดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น หรือในตัวความสุขนั่นเอง ; จึงค้นไปในทางที่ว่า จะต้องสลัด ความติด ความยึดนี้ จึงพบไปในทางสติปัญญาสูงสุด คือสติปัญญาที่มากพอที่จะให้ รู้ว่า ธรรมชาติล้วน ๆ นี้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ; เมื่อไม่ยึดถือ ก็ไม่เกิด โลภะ โทสะ โมหะ. การสิ้นกิเลสโดยสติปัญญามันก็เกิดขึ้น เป็นนิพพานขึ้นมาอีกระบบ หนึ่ง อีกยุคหนึ่ง คือยุคสุดท้าย ; แล้วก็ไม่ปรากฏว่าใครจะค้นนิพพานให้ดีกว่านี้ได้. นี้เราลองไล่มาดูทั้ง ๓ อย่าง : กามารมณ์เป็นนิพพาน เป็นเรื่องเนื้อหนัง, ความสงบแห่งจิต ด้วยอำนาจสมาธิเป็นนิพพาน นี้ เป็นเรื่องจิต, ส่วนความสิ้นกิเลส เป็นนิพพานนี้เป็นเรื่องปัญญา ; มันก็มี ๓ ชั้น คือ เกี่ยวกับกายชั้นหนึ่ง, เกี่ยวกับจิต ชั้นหนึ่ง, เกี่ยวกับวิญญาณชั้นหนึ่ง. ความระงับไปแห่งโรคนี้จะเป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ ; ผมจึงถือเอาหลักอันนี้มาพูด ว่าโรคนี้มีอยู่ ๓ ชั้น โรคกาย โรคจิต โรควิญญาณ. ฉะนั้น ความปราศจากโรค ทั้ง ๓ ชนิดนี้ ก็เป็นความสงบซึ่งมีความหมายเป็นนิพพาน สูงต่ำกันอยู่ตามลำดับของคุณภาพที่มันมี ; แล้วก็มีประวัติศาสตร์เป็นมา เป็นยุค ๆ อย่างนี้ เรียกว่ามนุษย์ก้าวหน้าทางวัฒนธรรมฝ่ายจิตมาเป็นลำดับอย่างนี้. นิพพานแต่ละอย่างมีหลายแบบ ทีนี้ ในแต่ละอย่าง ๆ กามารมณ์เป็นนิพพาน ก็มีกามารมณ์หลายแบบ, ความสงบแห่งจิตเป็นนิพพาน ก็มีความสงบหลายแบบหลายชั้น
น.371 ความสิ้นกิเลสเป็นนิพพาน ก็มีหลาย ๆ ชั้น ซึ่งจะได้พูดต่อไป คืออย่าง ชั่วคราวบ้าง ยังไม่แท้จริงบ้าง ; หรือว่าแม้แต่แท้จริงแล้ว มันก็ยังมีเป็นระยะ เหมือน กับที่ กล่าวไว้ในคัมภีร์ อิติวุตตกะ : สิ้นกิเลสสิ้นเชิงลงไปแล้ว แต่ในขณะแรกนี้ มันยังกรุ่น ๆ อยู่ ต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะเย็นสนิท เขาเรียก ว่า สอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน ; นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ และนิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ เมื่อสิ้นกิเลสลงไปทันควัน แต่ เวทนายังเป็นของร้อน อยู่สำหรับบุคคลนั้น ; จนกว่า เวทนาจะเป็นของเย็นสนิท สำหรับบุคคลนั้น จึงจะเรียกว่าเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน. เปรียบเทียบเหมือนกับว่า ก้อนไฟแดง ๆ ถ่านไฟก้อนแดง ๆ นี้ ทำให้มัน เย็นสนิทหมดความเป็นไฟแดง ๆ นี้, เอาน้ำราดลงไปอย่างนี้ ดำสนิทแล้วนี้ แต่ในขณะ ทันควันนั้น มันยังร้อนอยู่ เพราะว่าไอร้อนมันยังเหลืออยู่. แต่จะไม่เรียกว่าดับแล้ว ก็ไม่ได้ เพราะดับแล้ว มันเย็น มันดำสนิทแล้ว ไม่มีทางจะลุกเป็นไฟขึ้นมาได้อีกแล้ว; แต่มันก็ยังอุ่น ยังร้อน ยังมีไอร้อนอยู่ อย่างนี้เป็นนิพพานชนิดที่สิ้นกิเลสแล้ว แต่เวทนา ยังเป็นของร้อน ต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง จนถ่านไฟก้อนนั้น เย็นสนิทอีกทีหนึ่ง จึงจะ เป็นนิพพานสิ้นกิเลส แล้วเวทนาเป็นของเย็น. นี่มันเป็น ๒ ชนิด ๒ ชั้น อยู่อย่างนี้ แล้วก็มีนัยอย่างอื่นอีกมาก. เป็นอันว่า ในชั้นแรกก็เอาตามประวัติของมัน ถือว่ากามารมณ์เป็นนิพพาน อยู่ยุคหนึ่ง, ความสงบแห่งจิตเป็นนิพพานอยู่ยุคหนึ่ง, ความสั้นไปแห่งกิเลสเป็นนิพพาน ยุคสุดท้าย ; แล้วก็จะพูดกันถึงนิพพานชนิดสติปัญญาแบบสุดท้ายนี้ ว่ามันมีอะไรที่ต้อง สนใจอยู่อีก.
น.372 นิพพานในพุทธศาสนาแบ่งเป็นชั้น ๆ นิพพานชนิดที่เล็งถึงความไม่มีกิเลสนี่ ยังแบ่งได้เป็นชั้น ๆ เรียกว่านิพพาน ในพุทธศาสนาดีกว่า ; นิพพานกามารมณ์ หรือนิพพานฌานสมาบัตินั้น เป็นนิพพาน นอกพุทธศาสนา หรือก่อนพุทธศาสนา. นิพพานในพุทธศาสนานี่ เล็งถึงนิพพาน เพราะความไม่มีแห่งกิเลส ; นี้อาจจะแบ่งเป็นชั้นได้. ชั้นที่ ๑. ที่แรกรู้จัก หรือบังเอิญ หรือชั่วคราวเท่านั้น เพียงทำให้รู้จัก ความที่ไม่มีกิเลสในบางครั้งโดยบังเอิญนี้ ; ความประจวบเหมาะ นี้ก็เรียกว่า นิพพาน ประจวบเหมาะ ด้วยเหตุปัจจัยที่ได้ทำให้กิเลสไม่รบกวนจิตใจสักพักหนึ่ง เรียกเป็น บาลีว่า ตทงคนิพพาน : นิพพานคือความที่ไม่ถูกกิเลสรบกวน เพราะความประจวบเหมาะ ของสิ่งแวดล้อมชั่วขณะหนึ่ง. อันนี้ก็เรียกว่านิพพานได้ เพราะว่าตอนนั้น เวลานั้น ไม่มีกิเลสรบกวน ; แต่ เป็นกุปปธรรม หมายความว่ากลับ ถูกรบกวนอีกก็ได้ เพราะว่าจิตไม่สิ้นกิเลส ไม่สั้น ความเคยชินแห่งกิเลส. อย่างนี้ก็เรียกว่าชั่วคราวชั่วสมัย เป็นภาษาบาลีเรียกว่า สามายิกิ ; สามายิกิ ก็คือคำว่า สมยะ แล้วลงวิภัตติปัจจัยเป็น สามายิกะ, ลงกะ, แล้วก็ต้อง ทีฆะ ตัวสะให้ยาวไปเป็นสา. นี่ตามหลักของภาษาบาลีมันเป็นอย่างนี้ เนื่องด้วยสมัย เป็น สามายิกิ. เจโตวิมุตติก็ดี วิโมกข์ก็ดี นิพพานก็ดี มีชนิดที่เป็นสามายิกอย่างนี้ คือยังไม่แท้จริงถึงที่สุด ; แต่เนื่องด้วยมีปรากฏการณ์ หรือมีผลแก่จิตในเวลานั้น เหมือนกันกับถึงที่สุด. เพราะมันไม่ถึงที่สุดเป็นของชั่วคราว เราเลยเรียกว่า สามายิกํ- ชั่วสมัย.
น.373 นิพพานชั้นนี้จึงเป็นกุปปธรรม คือว่ากลับกำเริบ กลับยุ่งยากได้อีก เพราะ ว่ายังไม่จริงถึงที่สุด ; แต่ก็มีประโยชน์หลาย ๆ ทาง คือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้รู้จักสิ่งใหม่นี้. ความแปลกประหลาด หรือของวิเศษสิ่งใหม่นี้ มีมากกว่าที่ธรรมชาติมีให้. ที่จริง ความไม่มีกิเลสรบกวนนั้น ก็มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องทำ อะไรเลย ; เช่นเวลาที่นอนหลับสนิท หรือเวลาบางครั้งบางคราวอารมณ์ไม่ถูกปรุงแต่ง มากมาย จิตใจไม่ถูกรบกวน ก็มีความสบายชนิดนี้ แต่ว่าปล่อยไปตามบุญตามกรรม หรือว่าตามธรรมชาติเกินไป. มันเป็นการพักผ่อนตามธรรมชาติ เพราะว่าสัตว์ที่มีชีวิต ต้องนอนหลับพักผ่อน. เวลาพักผ่อนนั้นไม่มีกิเลสเสียบแทงเหมือนกัน ก็เป็นเค้าเงื่อนอันเดียวกันกับ ตทังคนิพพาน คือมีเหตุปัจจัยเหมาะพอดี ; ด้วยเราพยายามบ้าง, หรือเราพยายาม จะปฏิบัติให้สิ้นกิเลส แต่ยังไม่ทันจะสิ้นกิเลส มีความประจวบเหมาะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้กิเลสหยุด หรือระงับไปมากที่สุดชั่วคราว จนหลงไปว่าเป็นนิพพานจริงก็มี .. หรือว่าที่เราจะจัดจะทำเอาเอง เช่นไปในสถานที่ที่มีธรรมชาติ หรือมีสิ่ง แวดล้อมอะไร ชวนให้ลืมตัวกู - ของกู ; อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่า มาที่สวนโมกข์นี้ คนเขารู้สึกสบายบอกไม่ถูก เพราะว่าสถานที่มันช่วยแวดล้อม ไม่ให้จิตถูกรบกวนด้วย ตัวกู - ของกู ก็เป็นนิพพานบังเอิญ ประจวบเหมาะชั่วคราวด้วยเหมือนกัน. เรา จะเรียกมันอีกอย่างว่า นิพพานตัวอย่าง นิพพานชิมลองเป็นตัวอย่าง ให้เกิดความ สนใจ.
น.374 อันแรกหรือชั้นแรก นิพพานมีอยู่อย่างนี้ แล้วก็มีประโยชน์ที่จะหล่อเลี้ยง ชีวิตให้สดชื่น หรือว่าเป็นความพักผ่อนของชีวิตที่เพียงพอ. ถ้า พักผ่อนไม่พอ ก็เป็น โรคกำเริบมาถึงทางกาย ; เช่นนอนหลับไม่พอนี้ จะเป็นโรคทางกาย หรือจะเป็น โรคร้ายถึงกับเสียชีวิตได้. ฉะนั้น การที่มีการพักผ่อนทางจิต แม้ชนิดชั่วคราวนี้ ก็เป็นการดีที่สุด ที่จะมีโอกาสเป็นโรคทางวิญญาณน้อยลง ทางกายก็สบายมาก ; แม้ อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นนิพพานชนิดหนึ่งเป็น อันดับแรก เรียกว่า นิพพานประจวบ เหมาะ ของสิ่งแวดล้อม เป็นจิตปราศจากความรบกวนของกิเลส เป็นได้สมัยหนึ่ง คือ ระยะหนึ่ง. นิพพานชั้นที่ ๒, เรียกว่า วิกขัมภนนิพพาน นี้ไม่ปล่อยตามความประจวบ เหมาะ ไม่ปล่อยให้หวังความประจวบเหมาะอย่างนั้น ; เราจะทำให้ดีกว่านั้น มันก็มาถึง การจัดปรับปรุงเกี่ยวกับจิตโดยตรงนี้ ซึ่งไปพ้องกันกับนิพพานยุคโบราณ ที่ถือเอาสมาธิ หรือฌาน หรือสมาบัติเป็นนิพพาน แต่ทำได้ดีกว่า ทำได้ง่ายกว่า ทำได้เร็วกว่า. มีการเจริญรูปฌานในแบบที่ปรับปรุงแล้ว เป็นของพุทธศาสนาขึ้นมา แล้วก็มีโอกาสที่จะ สงบเย็นอย่างนิพพาน เป็นความสุขยิ่งกว่าความสุขทางกามารมณ์หรือทางโลก ๆ จนเป็น ที่พอใจได้ ในเวลาทันตาทันใจ คือไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. นี้ถ้ามีความสามารถในการ บังคับจิตเท่าไร ก็มีได้มากเท่านั้น แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่เป็นของชั่วคราว เป็นสามายิกะ เหมือนกัน คือเป็นชั่วที่บังคับจิตไว้ได้, เสร็จแล้วก็เป็นกุปปธรรม คือกลับกำเริบไปสู่ ความไม่สงบ เมื่อไรอีกก็ได้ ฉะนั้น ยังเป็นสามายิกะ ยังเป็นกุปปธรรมเหมือนอันแรก. นิพพานชั้นที่ ๓, ก็คือว่า เป็นสมุจเฉพนิพพาน ชั้นที่ ๒ นั้นเรียกว่า วิขัมภนนิพพาน ชั้นที่ ๓ นี้เรียกว่าสมุจเฉทนิพพาน คือ เฉียบขาด เด็ดขาดลงไป. นี่เล็งถึงการที่ทำให้กิเลสจริง ๆ สิ้นไป ด้วยการถูกตัดราก ตัดเหง้า ตัดเหตุปัจจัยของมัน.
น.375 กิเลสชนิดไหน ประเภทไหน สิ้นไปด้วยลักษณะอย่างนี้ ก็เรียกว่าสมุจเฉทนิพพานได้ ทั้งนั้น. สมมติว่ากิเลสมีอยู่ ๑๐ ชนิด เราทำให้มันสูญสิ้นไปทั้งรากเหง้าได้ ๓ ชนิด ก็เป็นสมุจเฉทนิพพานชนิดหนึ่ง, ถ้ามันได้ไปถึง ๕ ชนิด ก็เป็นสมุจเฉพนิพพานอีก ชนิดหนึ่ง, ถ้าทำได้หมดก็เป็นสมุจเฉทนิพพานสูงสุด. อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าชั่วคราว เพราะว่ากิเลสได้สิ้นไป, กิเลสนั้นสิ้นไปโดยแท้จริง ไม่หวนกลับมาอีก ; เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เป็นของชั่วคราวสำหรับกิเลสนั้น. ทีนี้มันก็ไม่เป็นกุปปธรรม มันกลายเป็น อกุปปธรรม แปลว่า ไม่กลับกำเริบ. นี้เป็นนิพพานที่เด็ดขาดหรือแท้จริง โดยอาศัย การตัดรากเหง้าของกิเลสออกไปได้. ทีนี้แม้นิพพานประเภทแท้จริง คือ สมุจเฉพนิพพาน นี้ มันก็ยังอาจจะ หรือถ้าต้องการ แบ่งออกไปเป็นชนิด ๆ ก็ได้ แล้วแต่ว่าอาศัยสติปัญญาชนิดไหน มาเป็น เครื่องช่วยตัดรากเหง้าของกิเลส; ตามหลักที่บัญญัติขึ้นชั้นหลัง ยังไม่เคยพบในพระ- ไตรปิฎก แต่ว่าก็มีเหตุผลที่ยอมรับไว้ได้ โดยหลักมหาปเทส นี้พูดกันโดยหลักเกณฑ์ ก็ว่า ถ้าความสิ้นกิเลส เป็นไปได้ เพราะอาศัยสติ ปัญญา ที่มองเห็นอนัตตาอย่างออกหน้าที่สุด นิพพานนั้นเขาเรียกว่า สุญญตนิพพาน - นิพพานที่อาศัยสุญญตาเป็นกำลังสำคัญ, นิพพานที่อาศัยอนัตตาหรือสุญญตาเป็น กำลังสำคัญ นี้ก็เรียกว่า สุญญตนิพพาน. ถ้าว่านิพพานนั้นได้อาศัยสติปัญญาของการ เห็นอนิจจังอย่างออกหน้า นิพพานนั้นก็เรียกว่า อนิมิตตนิพพาน, แต่ถ้าสติปัญญา มันอาศัยความทุกข์ เห็นความทุกข์มาออกหน้า แล้วนิพพานขึ้นมา นิพพานนั้นเป็นสิ่ง ที่เรียกกันว่า อัปปณิหิตนิพพาน.
น.376 ชื่อนิพพานที่กล่าวมา เป็นภาษาที่เขาเรียกว่าภาษาอภิธรรม เป็นภาษาที่ลึก - ไปกว่าภาษาธรรมดา ; แต่ที่จริงนั้น มันก็เห็นทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตากลมกลืนกันอยู่ ในนั้น ทั้ง ๓ อย่าง ; หากแต่ว่าบางคน หรือบางกรณีเห็น หนักไปแต่ในแง่ของ อนัตตา, บางคนก็ หนักไปในแง่ของอนิจจัง บางคนก็ ทุกขัง แล้วแต่อุปนิสัยสันดาน สิ่งแวดล้อมของบุคคลคนหนึ่ง ๆ ทำให้จิตใจของเขาจะมองเห็นปัญหาในแง่ของทุกขัง หรืออนิจจัง หรืออนัตตา เป็นแง่เด่นที่สุด. แต่ ความจริง มันมีอยู่ว่า ถ้า เห็นอนิจจัง ก็ต้องเห็นทุกขัง, เห็นทุกขัง ก็ต้องเห็นอนัตตา. เราจะไม่แบ่งเป็น ๓ ชนิดอย่างที่กล่าวมานี้ก็ได้ แต่เมื่อศึกษากันอย่างละเอียด แล้ว เห็นได้ว่ามีอยู่อย่างนี้ ; แล้วที่ สำเร็จประโยชน์โดยมากที่สุด คือเห็นอนัตตา - เห็นความไม่ใช่ตน นี่ แล้วจึงมีความสั้นไปแห่งกิเลส. การที่เห็นเพียงอนิจจังรุนแรง นั้น มันก็พันได้ เพราะว่าเห็นอนัตตาเหมือนกันโดยแฝงอยู่ในนั้น. ทีนี้บางเวลา คนเรา ตั้งต้นด้วยการเห็นความไม่เที่ยง รุนแรงก่อน ; ถ้า สังเกตดูก็จะเข้าใจได้ บางคน บางกรณี บางเวลา ตั้งต้นการเห็นความไม่เที่ยงอย่างรุนแรง แล้วก็ไม่ไปคำนึงถึงอนัตตาอะไร ; เมื่อบอกว่าไม่ไหวมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ไม่มีตัว จริงเลยนี้ อนัตตาเลยแฝงอยู่ในความเปลี่ยนแปลงนั้น แล้วก็ไม่หวังที่จะยึดอะไรเป็น ตัวกู - ของกู. บางกรณี บางคน ความทุกข์บีบคั้น ก็เห็นแต่ในแง่ของความทุกข์ ; ความ ทุกข์บีบคั้นอยู่เรื่อย ก็มองเห็นว่า โอ๊ย, ไม่มีอะไรโว้ย” มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น. สิ่งที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไร มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น เห็นรุนแรงไปในแง่ของความ ทุกข์ มันก็ไม่ยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่มีแต่ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งนั้น. อาศัย
น.377 ความเห็นทุกข์นี้ เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐานมาออกหน้า มาทำให้หยุดยึดมั่นถือมั่น หรือทำลายความยึดมั่นถือมั่นเสียได้. การแบ่งนิพพานเป็น ๓ อย่างเช่นนี้ คงจะถือเป็นหลักสำคัญกันอยู่ยุคหนึ่ง ฉะนั้น จึงมีพูดถึงกันมาก และแม้แต่เขียนรูปภาพนิพพาน ก็เขียนเป็น ๓ ชนิดอย่างนี้ เขาเขียนรูปภาพนิพพานเป็นแก้ว ๓ ดวง หรือ ๓ ชนิด ตามที่เรียกว่า สุญญตนิพพาน, อนิมิตตนิพพาน อัปปณิหิตนิพพาน. สิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" นี้ บางทีก็เรียกว่า "วิโมกข์" บางทีก็เรียกว่า “วิมุตติ" ชื่อไม่ค่อยเหมือนกัน ; แต่เนื้อแท้หรือความหมายมันเหมือนกัน คือปราศจาก ทุกข์หรือว่าดับไปแห่งทุกข์ หรือหลุดพ้นไปได้จากความทุกข์. นี้คุณพัง แล้วทบทวนดูให้ดีว่า นิพพานมีความเป็นมาอย่างไร, คือประวัติ- ศาสตร์ของนิพพานได้เกิดขึ้นในโลกอย่างไร ตั้งแต่มนุษย์รู้จักกามารมณ์เป็นนิพพาน รู้จักความสงบจิตเป็นนิพพาน รู้จักความไม่มีแห่งกิเลสเป็นนิพพาน มันไม่ใช่อันเดียวกัน. ความไม่มีกิเลสมารบกวนเป็นนิพพานนี้ ก็ยังแบ่งได้เป็น grade ที่ต่ำกว่า, แล้วก็สูง ขึ้นมา แล้วก็ดีที่สุด, แล้วชนิดดีที่สุดนั้น ก็ยังมีการแบ่งได้ตามความรู้ ที่อาศัยอะไร เป็นรากฐานชั้นต้น ก็แบ่งได้เป็น ๓ อย่างอีก. นี่คือพวกแบ่ง พวกวิจัยออกไปเป็น อย่าง ๆ โดยการวิเคราะห์ดู. ในเมื่อเข้าใจหลักเกณฑ์เหล่านี้แล้ว ก็ไปมองเห็นได้เองว่า ความสงบเย็น นั้น มีอยู่หลายชนิด สูงต่ำกว่ากัน ความสงบเย็นชนิดไหนเป็นอย่างไร ; เราเรียกว่า ความหายโรค. สภาพที่ไม่มีโรคทางวิญญาณนี้ มีอยู่หลายชั้นเหมือนกัน นี้ชั้นหนึ่งก็มีหลายชนิด ชนิดหนึ่งก็มีอยู่หลายชั้น อย่างนี้เป็นหลักชั้นต้น พูดแต่หัวข้อ เป็นหลักชั้นต้น สำหรับจะกำหนดจดจำไว้.
น.378 เรามีโรคทางกาย มีโรคทางจิต มีโรคทางวิญญาณ ก็ทำให้หายไปได้ โดย วิธีที่ว่า หายชั่วคราว เพราะประจวบเหมาะของสิ่งแวดล้อม, หรือว่าหายชั่วคราว เพราะ เราบีบบังคับไว้ได้, หรือว่าหายเด็ดขาด เพราะเราตัดต้นเหตุของมันได้หมดจด. การที่ จะตัดต้นเหตุของมันได้ ก็มีว่า จะอาศัยอนิจจัง หรืออาศัยทุกขัง หรืออาศัยอนัตตา ; เอาความรู้อันไหนมาตัดต้นเหตุของมันโดยเฉพาะ ก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆ เขาชินอยู่กับ อะไร หรือว่าเหมาะที่จะเห็นอะไร. แบ่งนิพพานตามหลักของภาษา ทีนี้ ก็อยากจะพูดถึงคำว่านิพพาน ในทางภาษาศาสตร์ นี้ก็ควรรู้สำหรับ ผู้ที่ยังไม่รู้. เมื่อเอาภาษาเป็นหลัก นิพพานก็แบ่งไปตามหลักของภาษา กลายเป็นว่า นิพพานของสิ่งที่มีความร้อน คือ ความเย็นลงของสิ่งที่มีความร้อน ; คำว่า นิพพาน จึงมีใช้แก่วัตถุสิ่งของ ก็ได้ ใช้แก่สัตว์เครัจฉาน ก็ได้ ใช้แก่มนุษย์ ก็ได้. นิพพานที่ใช้แก่วัตถุ ก็คือวัตถุของร้อน อะไรมันเป็นวัตถุร้อน แล้วมัน เย็นลง ๆ เย็นลง นั้นก็เป็น นิพพานของวัตถุ นั้น. เช่นถ่านไฟแดง ๆ เมื่อตะกี้ยกตัวอย่าง มา เอาคีมคีบออกมาจากเตามาวางลง มันก็เปลี่ยนสี จากสีขาวเป็นสีเหลือง จากสีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีดำในที่สุดนี้ ; เย็นลงแห่งถ่านไฟนั้น ๆ คือนิพพานแห่งถ่านไฟนั้น. ของร้อนอย่างอื่น ๆ อาหารที่เราจะกิน ถ้ายังร้อนกินไม่ได้ น้ำชา กาแฟ ร้อนเกินไป กินไม่ได้ ต้องรอให้มันนิพพานเสียพอสมควรก่อน แล้วจึงจะกินเข้าไปได้.
น.379 นี้นิพพานแห่งวัตถุมีมากมาย พูดกันอยู่ในบ้านเรือน ; เด็ก ๆ ก็พูดเป็น ร้องตะโกนว่า ข้าวหรือว่าแกงนี้ มันนิพพานพอสมควรแล้ว มากินเถอะ. นี้เป็นภาษาชาวบ้านพูด ในบ้านเรือน เย็นแห่งวัตถุ หรือนิพพานแห่งวัตถุ. นิพพานแห่งสัตว์เดรัจฉาน ก็หมายความว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ เย็นแล้ว, ร้อนของสัตว์เดรัจฉาน คือความร้ายกาจของมัน มันจะกัดเอา หรือมันจะทำอันตราย อย่างใดอย่างหนึ่ง. ถ้าเราฝึกมันดี ขจัดความโหดร้ายหรือพิษร้ายของมันออกไปเสียได้ เป็นสัตว์ที่ปลอดภัยโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็เรียกว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ มันก็นิพพาน แล้ว ไม่ใช่ตาย. นิพพานของคน ก็คือว่า กิเลสไม่รบกวน มีความเย็น เย็นชั่วคราว หรือเย็นตลอดกาลก็ตามใจ นี้เป็นนิพพานแห่งคน. อย่าลืมข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง คือว่า นิพพานเป็น ๆ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว. นิพพานต่อตายแล้วนั้น คนโง่พูด ยิ่งค้นยิ่งไม่พบ ในพระคัมภีร์ ที่ว่านิพพานต่อตายแล้ว ; ตายแล้วจึงนิพพาน จะไปมีประโยชน์อะไรกัน จะมีประโยชน์แก่ใคร. มันต้องนิพพานเป็น ๆ นี้ แล้วมันเย็นได้เท่าไร ก็เป็นนิพพาน เท่านั้น ; พอเข้าโลงไปแล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ; ถ้าพูดถึงก็มันเป็นเรื่องพูดอย่าง สมมติ พูดอย่างมีความต้องการอย่างอื่น .. แต่มันมีสิ่งที่ทำให้ฉงนอยู่ได้อย่างหนึ่ง ก็คือว่า คน นี้ทำลายร่างกาย, ทำลายสังขารลงไปด้วยนิพพานชนิดไหน ? ถ้าคนนี้ เขา ตาย ลงไปด้วยนิพพาน ชนิดที่กิเลสยังมีเหลือ อยู่ก็เรียกว่า เขานิพพานลงไปด้วย สอุปาทิเสสนิพพาน. ถ้าเป็น พระอรหันต์ ร่างกายแตกดับลงไป ก็เรียกว่า ร่างกายนี้ แตกดับ ลงไปด้วย อนุปาทิเสสนิพพาน ; เพราะว่าจิตใจของเขาเวลานั้นมีอยู่ หรือประกอบอยู่ด้วย
น.380 อนุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย. ฉะนั้น การตายของเขานั้น ตายด้วย นิพพานชนิดนี้ ; ถ้าผิดจากนี้ ก็ล้วนแต่ตายด้วย สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานที่ยังมี กิเลสเหลืออยู่. ที่จะไปเกิดอีกเป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึง ป่วยการ ; นี่เราจะพูดกันที่มัน เห็นชัดอยู่เดี๋ยวนี้ : ถ้า คนปุถุชนตายลง ก็หมายความว่า ตายลงไปด้วยกิเลส คือ ไม่มี นิพพาน. ถ้าจะถือว่าเขาตายด้วยตทังคนิพพาน เวลานั้นเขาสงบดี มันก็ได้เหมือนกัน ; แต่มันไม่ขึ้นถึงระดับหรือมาตรฐาน เพราะฉะนั้น ไม่มีใครพูดกัน ; แล้วก็จะไม่พูดกันถึง นิพพานอย่างอื่นดอก ; ถ้าตายลง เขาเพ่งเล็งไปในข้อที่ว่า ตายลงด้วยอนุปาทิเสส- นิพพานหรือไม่ เท่านั้นแหละ. คุณจะตายลงด้วยนิพพานชนิดไหน ก็ไปคอยสังเกตดูตนเอง คงจะมีประโยชน์ เพราะอาจจะตายเมื่อไรก็ได้ : อุบัตติเหตุตายเมื่อไรก็ได้ หรือว่าตายไปตามธรรมชาติ เมื่อแก่เมื่อเฒ่าก็ได้ ; เตรียมพร้อมที่จะรู้ว่า มันจะตายลงด้วยนิพพานอะไร ในเมื่อ จิตใจมีสภาพเป็นอย่างไร. พูดภาษาที่เรากำลังพูดอยู่ก็คือว่า จะตายลงด้วยสภาพของ จิตปราศจากโรคชนิดไหน. นิพพาน เป็นเรื่องของ คนเป็น ทีนี้ ก็ได้พูดแล้วว่า นิพพานนี้ เป็นเรื่องของคนเป็น ไม่ใช่เรื่องของ คนตาย หรือคนตายแล้ว ก็ต้องชี้ให้เห็นกันต่อไปอีกว่า จะมีได้อย่างไรในชีวิตที่เป็น ๆ อยู่นี้ จะนิพพานได้อย่างไร? เท่าไร ? หรือว่าทั้งบรรพชิต ทั้งฆราวาส ทั้งชาวบ้าน
น.381 ทั้งชาววัดนี้ จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่านิพพานนี้ได้อย่างไร คือว่า จะอยู่ในสภาวะที่ ปราศจากโรคได้อย่างไร ? ก็จะต้องพูดถึง สิ่งที่เรียกว่า วิหารธรรม ที่มีได้ใน ชีวิตประจำวัน. วิหารธรรม แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ; หมายความว่าเรามีชีวิต มีลมหายใจอยู่มากด้วยความรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกอย่างนั้น เรียกว่า วิหารธรรมอันหนึ่ง ๆ. ถ้าถือตามหลักของพุทธศาสนา อยู่ในขอบเขตของพระพุทธศาสนา เอาพระพุทธเจ้า เป็นหลัก ก็จำแนกวิหารธรรมออกเป็น ๔ เรียกว่า วิหารธรรมที่เป็นทิพย์, ทิพย์หรือ ของทิพย์นี่, วิหารธรรมที่เป็นพรหม, วิหารธรรมที่เป็นอริยะ, แล้วก็วิหารธรรมที่ • เรียกชื่อว่า สุญญตาวิหาร. วิหารธรรมที่เป็นของทิพย์ เรียกว่าทิพย์วิหาร ทิพย์วิหาร ฟังดูเพราะมาก, ทิพย์วิหาร ทิพย์วิหารธรรม มีชีวิตอยู่ด้วยทิพย์วิหาร หรืออยู่ในวิหารที่เป็นทิพย์ ; หมายความว่า เวลานั้น เรามีจิตใจประกอบอยู่ด้วยความสงบเย็น ที่มาจากรูปฌาน ๔ ชนิดแท้จริง หรือชนิดที่แรกเริ่ม หรือว่ามันมีความรู้สึกในขั้นแรกเริ่มที่จะเป็นอย่างนั้น คือจิตของเราสบาย ไม่มีอะไรรบกวน แล้วก็เรียกว่าทิพย์วิหารนี้ทั้งนั้น, แม้ว่าเราจะ ไม่รู้จักเรียกมันว่าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานอะไร. เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเป็นทารก ในงานแรกนาขวัญท่านก็มีทิพย์วิหารนี้. เพียงปฐมฌานเท่านั้น ก็ทำให้เราสบาย ไม่มี อะไรรบกวน, จิตสงบลึกพอสมควร เรียกว่าเวลานั้นเราอยู่ในทิพย์วิหาร. ถ้าสูงไปกว่านั้นเป็น พรหมวิหาร ก็คือว่า เรา อยู่ด้วยความรู้สึกเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แล้วมีความสุข มีความพอใจ ในความรู้สึกอันนั้น ; อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในพรหมวิหาร ในวิหารอย่างพรหม ซึ่งบาง
น.382 เวลาเราก็มีได้ทั้งชาวบ้านและชาววัด. สมมติว่าเราเอื้อเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตา กรุณา แล้วมานั่งสบายใจอยู่ กี่นาที กี่ชั่วโมงก็ตามใจ อย่างนี้เรียกว่าเราอยู่ในวิหาร- ธรรมที่เป็นพรหม ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ต่อตายแล้ว. ถ้าผมพูดละก็ขอให้เข้าใจเถอะ ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ทั้งนั้น ไม่พูดอย่างต่อตายแล้ว เหมือนอย่างที่เขาพูดกัน. ทีนี้ ถ้าว่ากิเลสไม่รบกวน, พระอรหันต์ไม่มีกิเลสรบกวน ท่านอยู่ด้วย ความรู้สึกที่กิเลสไม่รบกวน อย่างนี้เขาเรียกว่า อริยวิหาร. ถ้าเราจะมีอริยวิหารกันบ้าง ก็ขณะที่เรามีจิตใจเหมือนพระอริยเจ้า ซึ่งโลภะ โทสะ โมหะไม่รบกวน ; เย็นถึงขนาดนั้น แม้ชั่วคราว ชั่วขณะ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอริยวิหารได้โดยอนุโลม. ส่วนอันสุดท้าย ที่เรียกว่า สุญญตาวิหาร นั้น อยู่ด้วยความรู้สึกว่าง ไม่รู้สึก ในสุข ที่เกิดจากอะไรเหล่านี้, อยู่ด้วยจิตที่ว่าง จากความรู้สึกในอะไร. แม้ว่าในขณะนั้น จะรู้สึกว่ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส, เข้ามาแตะต้อง ก็ไม่รับเอา ในฐานะที่ว่าจะเป็นตัวกูหรือเป็นของกูนี้ ; แปลว่า เป็นอยู่ด้วยความ รู้สึกที่ว่างจากตัวกู-ของกู เราก็เรียกว่า สุญญตาวิหาร. วิหารธรรมมี : ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และ สุญญตาวิหาร เป็น ๔ วิหารอยู่ ; เหมือนกับบ้าน ๔ หลัง, วิหาร ๔ หลัง อย่างนี้; เข้าไปอยู่ใน หลังไหน ก็เรียกว่าเป็นอย่างนั้น. ถ้าคุณศึกษาให้ดี คุณจะพบได้ว่า มีได้ในชีวิตนี้ แม้ในพวกฆราวาส. ฉะนั้น ไปศึกษาเรื่องความรู้สึกของจิตใจนี้ให้มาก ๆ จะพบได้ ; เพราะว่า เรื่องต่อตายแล้วไม่มีประโยชน์. ถ้าจะรอต่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังไม่รู้ ว่าเมื่อไร ก็รีบเอาชนิดตัวอย่าง หรือชิมลอง หรือเท่าที่มันจะมีได้กันเสียแต่เดี๋ยวนี้เถอะ.
น.383 พยายามให้เข้าถึงวิหารนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่มันจะเหมาะสม : บางเวลาก็นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกสงบ หยุดนิ่ง, บางเวลาก็นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกเมตตา กรุณา อิ่มอก อิ่มใจ, บางเวลาก็นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่เรารู้สึกอยู่ว่า เรากำลังไม่ถูกกิเลสรบกวน, บางเวลาเราก็จะนั่งอยู่ด้วยจิตใจที่มีความว่าง ไม่รู้สึกอะไรที่จะเป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่า สบายอยู่ในตัวมันเอง คือว่างอยู่ในตัวมันเอง แล้วก็ไม่มีทุกข์อยู่ในตัวมันเอง ไม่ต้อง รู้สึกก็ได้. นี้เรียกว่าวิหารธรรม คือภาวะที่ปราศจากโรคเหมือนกัน, ปราศจากความ เสียบแทงของโลกด้วยเหมือนกัน ขอให้สังเกตว่า มัน ไม่มี สิ่งที่เรียกว่า นิริยวิหาร หรือ มนุษย์วิหาร ; เพราะ นิริยวิหารนี้ไม่ไหว มันทนไม่ไหว ไม่มีใครจะเข้าไปอยู่. มนุษย์วิหารมันก็ไม่ไหว เหมือนกัน มันเหงื่อไหลไคลย้อย ; นั่นคือมนุษย์วิหาร ขวนขวายอยู่ตัวเป็นเกลียวเพื่อ จะเป็นอย่างนั้นเพื่อจะเป็นอย่างนี้ มันก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน. ไม่มีนิริยวิหาร หรือ นรกวิหาร ไม่มีมนุษย์วิหาร ; แต่โผล่ไปมีทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร สุญญตา- วิหารที่น่าชื่นอกชื่นใจ. นิริยวิหาร ถ้ามี ก็มีสำหรับสัตว์นรก ในขณะนั้น เราไม่ต้องการ เรา ไม่พูดถึงดีกว่า. เมื่อจิตใจร้อนเป็นไฟเผา หรือว่าโง่เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือ หิว เป็นเปรต หรือ กลัวเป็นอสุรกาย ก็มีเหมือนกันแหละ ; มันก็อยู่ในวิหารอย่างนั้น ไม่ไหวไม่มีดีกว่า. หรือ เป็นมนุษย์วิหาร อยู่ด้วยความวิตกกังวล เหงื่อไหลไคลย้อย นี้มันก็ไม่ไหวไม่น่าสนใจ แล้วมันเป็นของที่ทนยาก มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ผลุบผลับ ๆ จะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ไม่เหมือนนั่งอยู่ในวิหาร ๔ ชนิดที่กล่าวแล้ว.
น.384 ถ้ามีนิริยวิหาร หรือ มนุษย์วิหาร ได้ ก็ไม่ใช่ภาวะที่ปราศจากโรคทาง วิญญาณ เพราะฉะนั้นไม่พูดถึง เพราะวันนี้หรือเรื่องนี้ เรากำลังพูดถึงเรื่องภาวะที่ ปราศจากโรคทางวิญญาณ ; ดังนั้นจึงพูดได้แต่ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร สุญญตาวิหาร ซึ่งเป็นนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่ง ชั้นใดชั้นหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่งอยู่ ในตัวมันเอง. สภาวะปราศจากโรคทางวิญญาณ มีหลักที่จะอธิบายได้อย่างนี้. ถ้าอยากได้ ก็ขยันไหว้ครู เพื่อจะได้ทำตามครูด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด : สพพญญู สพพทสสาวี ชิโน อาจริโย มม - อาจารย์ของเรานั้นรู้ สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ชนะมารแล้ว, มหา- การุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก - เป็นผู้สั่งสอนที่มีกรุณาอันใหญ่หลวง เป็น นายแพทย์ผู้รักษาเยียวยาโรคของสัตว์ทั้งปวง ดังนี้; นึกถึงไว้เสมอ จะมีความ แน่นแฟ้นมั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิพพาน. เมื่อเป็นนายแพทย์ทางวิญญาณได้แล้ว การเป็นนายแพทย์ทางวัตถุทางกายนี้ ก็เป็นของง่าย. เอาละเวลาที่กำหนดไว้ก็หมด.
Buddhadasa