Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๑๕ — โอวาทลาสิกขา

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.386 การบรรยายในครั้งนี้ เป็นการบรรยายพิเศษ, เป็นเรื่องสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่จะลาสิกขา. ครั้งนี้พูดตามความต้องการของสมาชิกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะต้องลาสิกขา แล้วก็ต้องการจะได้ฟังเป็นพิเศษ ถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่การที่จะลาสิกขา ออก ไปเป็นฆราวาส. สำหรับประโยชน์หรือหน้าที่ ที่ผู้ลาสิกขาไปแล้วจะต้องทำ จนได้รับ ประโยชน์นั้น มันก็เนื่องกันอยู่กับการบวชเข้ามา. ถ้าเราทราบว่าบวชเข้ามาเพื่อ ๓๖๕

น.387 ประโยชน์อะไร ; การลาสิกขาออกไป ก็หมายความว่าได้รับสิ่งนั้น, ประโยชน์ อันนั้นกลับออกไป. นี่เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด. ประวัติธรรมเนียมการบวช สำหรับการให้ คนหนุ่มบวชชั่วคราว ชั่วขณะนี้ เป็นธรรมเนียมมาแต่ดึก ดำบรรพ์ คือว่า รู้ไม่ได้ว่านานสักเท่าไร ; คือก่อนพุทธกาลก็เห็นจะมีอยู่แล้ว คำว่า บวชในกรณีอย่างนี้ ไม่ใช่บวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา แต่หมายถึงการเข้าไปอยู่ใน อาศรมใดอาศรมหนึ่ง ซึ่งมีครูบาอาจารย์ควบคุมตลอดเวลาระยะหนึ่ง จนกว่าจะครบตาม หลักสูตร แล้วก็ลากลับออกมา เพื่อจะไปอยู่บ้าน. คนที่ผ่านหลักสูตรในอาศรมหนึ่ง ๆ อย่างสมบูรณ์แล้วกลับออกมาอย่างนี้ เขาเรียกว่าบัณฑิต ฉะนั้น คำว่า "บัณฑิต" นี้ ใช้ในกรณีเช่นนี้ ในอินเดียมาตั้งไม่รู้ว่านานเท่าไร จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีใช้อยู่. ทีนี้ถ้าว่าไปอยู่ในอาศรมชนิดที่ไม่กลับออกมาเป็นฆราวาส แต่ปฏิบัติเพื่อ ทำลายกิเลส จนสิ้นสุดหลักสูตรไปแล้ว เป็นที่พอใจของครูบาอาจารย์แล้ว เรียกว่าจบ หลักสูตรนั้นแล้ว ก็เป็นนักบวชตลอดไป ; อย่างนี้เขา เรียกว่าสามี หรือ สวามี. สวามี แปลว่า นาย, สามี ก็ตาม. สามี เป็นคำบาลี, สวามีเป็นคำสันสกฤต คำนี้แปลว่านาย. เดี๋ยวนี้คนนี้เขาเป็นนายตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องมีใครมาช่วยเป็นนาย ; อย่างนี้เขาเรียกว่า สว่ามี คือบังคับกิเลสได้ ปกครองตัวเองได้ อยู่เหนือกิเลส เหนือความชั่ว อย่างนี้ เรียกว่าสวามี. ถ้าหากว่า จะต้อง ออกมาเป็นฆราวาส ก็เรียกว่าบัณฑิต.

น.388 วิชาที่เขาสอน สำหรับผู้ที่จะกลับออกมาเป็นฆราวาส เป็นบัณฑิตนี้ ก็มี เพียงเรียกว่าข้อเดียวก็ได้ คือ การบังคับตัวเองให้ได้. นี้คงจะถือหลักว่า รู้ว่า ดีชั่วนั้นมันไม่ยาก พูดกันไม่กี่คำก็รู้ ; แต่ว่า การที่จะบังคับตัวเองให้เว้นความชั่ว และ ปฏิบัติความดีให้ได้ นี้ยากมาก ; ลำพังพูดกันก็ไม่สำเร็จ, ปฏิบัติอยู่อย่าง เคร่งครัด เคร่งเครียดมันก็ยังไม่ค่อยจะสำเร็จ. ฉะนั้นจึงต้องทำไประยะหนึ่ง จนกว่า ครูบาอาจารย์จะบอกว่า เออ นี่ใช้ได้, จึงจะลาออกมาเป็นฆราวาสที่ดี. เรื่องนี้มันก็พอจะ เปรียบเทียบกันได้กับเรื่องที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ เกินกว่า นั้นไปอีก ก็คือเรื่องที่ว่า มานพคนหนุ่มนี้ ออกไปหาฤๅษีชีไพร ในดงในป่า ที่ว่ามี ชื่อเสียง ไปศึกษาศิลปศาสตร์ ; เป็นที่พอใจแล้วก็กลับมาครองบ้านครองเมือง สามารถ เอาชนะปัญหาต่าง ๆ ได้ ในทางบ้านเมือง. นั้นมันเรื่องบ้านเมือง เรื่องโลก เรื่อง เป็นอยู่อย่างโลก ๆ มีฝีมือในการใช้อาวุธ รู้จักอะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลก ๆ มาก. ส่วนที่ไปอยู่ในอาศรม เพื่อที่รู้จักตัวเองให้ละกิเลสนี้ เป็นเรื่องทางธรรม หรือ ทางจิตทางวิญญาณมาก. เดี๋ยวนี้เราก็อยู่ในพวกหลังนี้คือ บวชชั่วคราวตามประเพณี หรือว่าถือโอกาส ฉวยโอกาสบวชในระหว่างปีดภาค อย่างนี้มันก็มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน เพื่อเข้าไป อยู่ในกรอบหรือระเบียบสำหรับปฏิบัติ. ที่เรียกว่าอาศรม, อาศรมนั้นเขาไม่ได้ หมายความว่าเป็นสำนักฤๅษี สำนักโยคีอะไร เขาหมายถึงระเบียบปฏิบัติ ที่ต้องปฏิบัติ พร้อมกันมาก ๆ ก็เลยเรียกที่อยู่ของคนที่ปฏิบัติกันมาก ๆ อย่างนั้นว่า อาศรมไปเสียด้วย.

น.389 การมาสู่อาศรมบรรพชิต เป็นเรื่องฝึกบังคับตัวเอง เราออกมาสู่อาศรมอย่างบรรพชิตพักหนึ่ง, ออกมาเข้าอาศรมนี้ โดยหวังว่า เราจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ. บางคนก็รู้ว่าประโยชน์นั้นคืออะไร, บางคนก็ยังไม่รู้ ลองดูเท่านั้น : เขาว่ามันคงจะมีประโยชน์ก็เอา, เขาว่าจะได้บุญก็เอา. แต่ถ้าว่าจะ เอาประโยชน์ กันแล้ว ความหมายก็จะอยู่ตามเดิม คือว่า เข้ามาสู่ระเบียบปฏิบัติที่เป็น การบังคับตัวเอง อย่างสุดความสามารถ. เมื่อเราเป็นฆราวาสอยู่ก่อนนั้น มันมีแต่ความรู้ที่เรียน ๆ ท่อง ๆ จำ ๆ หรือ เข้าใจ แต่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้เป็นอย่างนั้นได้ : เรียนรู้เรื่องศีล เรื่องอะไรก็รู้ แต่ว่าไม่สามารถจะบังคับให้ทำให้ได้ตามนั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการควบคุมตัวเอง ไม่ให้ไปตามอำนาจของกิเลส, หรือว่าความอดกลั้นอดทนต่อความบีบคั้นของกิเลส ใน ฆราวาสมันไม่มี. เพราะว่าเขาไม่ต้องการ, เพราะว่าการปล่อยไปตามอำนาจของกิเลสนั้น มันสนุกสนานเอร็ดอร่อย เรียกว่าความสุขอย่างฆราวาส แล้วมันเลยขอบเขต จนกลาย เป็นความทุกข์, หรืออาจที่จะกลายเป็นความทุกข์ เมื่อไรก็ได้ ; ถ้าเราไม่สามารถจะ ห้ามล้อ ไม่สามารถจะควบคุม สิ่งที่เรียกว่ากิเลส. ฉะนั้น ถ้าออกมาบวชเสียสักคราวหนึ่ง บวชจริง กัน ไม่ใช่บวชเล่น ๆ กัน มันก็มีโอกาสที่เป็นการบังคับตัวเอง อย่างจริงจังระยะหนึ่ง เดือนหนึ่ง สองเดือน สามเดือน แล้วแต่จะบวชได้ ; อย่างนี้คือประโยชน์หรืออานิสงส์ ที่มันจะได้จริง ๆ. ถ้าผิดจากนี้ ก็ได้อานิสงส์อย่างละเมอ ๆ ตามประเพณี ; เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้ที่จะ ลาสิกขา มองเห็นสิ่งนี้ ที่เป็นวัตถุมุ่งหมายของการบวช เป็นข้อแรก หรือเป็นข้อ สำคัญ.

น.390 เรื่องนอกนั้นมันเป็นผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นว่า จะมีโอกาสศึกษาเป็นพิเศษ อย่างนี้ในหลักธรรมะ นี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะว่าไม่บวชก็ศึกษาได้สำหรับสมัยนี้ ; แต่โอกาสที่จะบังคับจิตใจนี้ หายากในเพศฆราวาส. ฉะนั้น การบวชจึงเหมาะใน การบังคับจิตใจอย่างรุนแรง ให้จิตอยู่ในอำนาจ หรือควบคุมไว้ให้มันอยู่ใน อำนาจ. เปรียบเสมือนควาญช้างที่ฉลาด บังคับช้างตกน้ำมันไว้ได้ในอำนาจแห่งตน ฉันใดก็ฉัน นั้น, คือให้ภิกษุเป็นผู้บังคับจิต ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจแห่งตน เหมือนควาญช้าง ที่ฉลาดบังคับช้างที่ตกน้ำมัน ให้อยู่ในอำนาจแห่งตน. การเปรียบ จิตเหมือนช้างตกน้ำมัน นี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง. จิตนี้พอไป บังคับเข้า มันอาละวาด มันดิ้นรน มันต่อสู้ มันจะทำอันตราย เหมือนกับช้างตกน้ำมัน ; ทีนี้ เราก็มาฝึกในลักษณะที่ฉลาดกว่า หรืออดทน หรือพากเพียร หรืออะไรก็รวมกัน ·เข้าไป ให้เป็นผู้บังคับจิตได้ ควบคุมจิตได้ อยู่ในเหตุผล อยู่ในอำนาจของสติปัญญา. พอออกไปเป็นฆราวาส ก็เป็นผู้ที่บังคับจิตได้ในหลาย ๆ ด้าน ให้อยู่ในเหตุผล ให้อยู่ ในความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ตามที่เรารู้อยู่ก่อนแล้ว แต่เราบังคับไม่ได้. เดี๋ยวนี้ เราก็ กลายเป็นผู้ที่บังคับได้ ; ถ้าได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า เป็นบัณฑิตกลับออกไปสู่เพศฆราวาส ความรู้ที่ได้ศึกษาระหว่างบวช ช่วยให้การปฏิบัติธรรมถูกต้อง ทีนี้ ก็ยัง มีผลพลอยได้ อย่างที่ว่า คือวิชา ความรู้ที่จะมาเรียนได้ดีในเวลา บวช นี้ก็ยังมีอยู่ ; เช่น ความรู้ลึก ๆ ที่เรียกกันว่า ปรมัตถ์ หรือว่า เรื่องที่ลึกซึ้ง ในพุทธศาสนา, เช่น เรื่องความว่าง เรื่องตัวกู - ของกู อะไรนี้, ถือโอกาสศึกษา ให้เข้าใจยิ่งขึ้น แล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์ให้ได้. นี้ก็เป็นผลที่ดีมากเหมือนกัน เพราะ

น.391 มันรวมอยู่ในการบังคับตัวเองได้ ; ถ้าใคร มีความรู้เรื่องความว่าง หรือ เรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่น จนเอาไปใช้เป็นประโยชน์ ได้ นี่ก็คือ บังคับตัวได้. เดี๋ยวนี้เราก็มีอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้เต็มที่ไม่ได้ แต่เท่าที่ทำได้นี้ก็ไม่น้อย ; ฉะนั้น ก็ขอให้ ถือเอาเรื่องบังคับจิตได้นี้เป็นเรื่องแรก เป็นประเด็นสำคัญ แล้วนอกนั้น ให้เป็นประเด็นที่มันแวดล้อมอยู่กับประเด็นนี้. เพราะว่าการบังคับจิตนี้ มันก็มีหลาย ๆ ลักษณะ หลายระดับ : บังคับอย่างซึ่งหน้า อย่างนี้มันก็โกลาหลวุ่นวาย, แต่ถ้าบังคับ อย่างอุบายที่ลึกซึ้ง ไม่มีโกลาหลวุ่นวาย ก็ยังบังคับได้ดีกว่า. ฉะนั้น การบังคับจิต หรือบังคับกิเลส ด้วยกำลังของจิตเอง กำลังของใจอีกทีหนึ่งนั้น ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า มีการต่อสู้ดิ้นรน ไม่สงบ ; แต่ถ้าบังคับด้วยกำลังของปัญญา สติปัญญามาเหนือกว่า เป็นอุบายที่เหนือกว่า กิเลสเป็นฝ่ายที่ไม่รู้เท่าทันนี้ ก็บังคับมันได้ดีกว่า แนบเนียนกว่า เรียบร้อยกว่า. เรื่อง ศีลนั้นเป็นพื้นฐานสำหรับจะช่วย ถ้าอยู่ในระเบียบของศีลแล้ว การที่จะบังคับจิตหรือเราจะมีปัญญานี้ มันมีได้ง่ายกว่าที่ไม่มีศีล. ฉะนั้น เราก็ไปเป็น - คนที่มีศีลอยู่เป็นปกติ, ถือหลักของศีลได้ถูกต้อง ; แล้วความเป็นอยู่ชนิดนั้น จะ ส่งเสริมให้มีกำลังจิตชนิดที่เพียงพอที่จะบังคับกิเลส. กำลังจิตนี้ จะมาช่วยในกำลัง ปัญญา ที่จะรู้เท่าทันกิเลส แล้วบังคับมันด้วยอุบายอันแยบคาย ก็บังคับได้ดี ; เรียกว่า เป็นอยู่อย่างที่เรียกว่า ชนะกิเลสอยู่ได้ตลอดเวลา ไม่มีความพ่ายแพ้. ยังเหลืออยู่หน่อยเดียวว่า ที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้ศึกษา เล่าเรียนนี้ จะเอา ไปใช้ปฏิบัติจริงได้อย่างไร บางทีรู้แล้วเอาไปใช้ไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจ, หรือว่า เข้าใจแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจวิธีใช้ วิธีบังคับ ; เพียงแต่เข้าใจเรื่อง นี้ก็ไม่พอเหมือนกัน

น.392 ถ้าว่าไม่เข้าใจ มันจะเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก นี่เลยขาดทุน ; เช่นไม่เข้าใจเรื่องศีล หรือมีความงมงายเกี่ยวกับเรื่องศีลเพิ่มขึ้น มันก็ลำบากที่จะออกไปมีศีล. เมื่อก่อนไม่รู้ ไม่ชี้กับศีล ก็ดูไม่ค่อยมีปัญหา พอมาศึกษาเรื่องศีลละเอียดลออเข้า อ้าว, กลายเป็นมี ปัญหาเข้า ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ให้สมบูรณ์ให้มีศีลได้. ฉะนั้น อยากจะแนะในเรื่องนี้ ในส่วนที่เป็นหัวใจของเรื่อง. หลักปฏิบัติศีล โดยไม่ขาดศีล คำว่า "ศีล" นั้น เป็นการกระทำชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กรรม ก็ได้เหมือนกัน, แล้วก็เอาเจตนาเป็นหลัก มีความแน่นอน หรือมีความสำคัญอยู่ที่เจตนา คือเจตนาไม่ชั่ว เจตนาดี แล้ว ทำกรรมทางกาย ทางวาจา นี้ ให้ดี ก็มีศีลเท่านั้น. ถือศีลข้อเดียวนี้ ก็มีศีลทั้งหมด จะมีกี่ร้อยข้อก็ตามใจ มีผลเป็นการบังคับตัวเองได้ ให้มีกรรมหรือการ กระทำด้วยเจตนาทางกาย ทางวาจาถูกต้อง ; นี่คือศีล. ไม่ใช่เอาตามตัวหนังสือตะพึด มันจะเกิดความยุ่งยากลำบาก. ยกตัวอย่าง เช่นว่า ศีลข้อที่ ๑ ว่าไม่ให้ฆ่าสัตว์ อย่างนี้ มันก็เลยไม่รู้ ว่าจะทำอย่างไร เพราะการที่จะทำให้สัตว์ตายนั้น ต้องมีอยู่เป็นประจำ. ทำอย่างไร จึงจะไม่ขาดศีล ? ถ้ารู้เรื่องศีลถูกต้อง ก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีเจตนาในการประทุษร้าย มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ไม่ได้เจตนาประทุษร้ายชีวิตของสัตว์ที่มีชีวิต แล้วก็เรียกว่า ไม่ขาด ศีล. เพราะฉะนั้น คนเราจึงมีศีลได้ ทั้งที่เป็นชาวนาทำนา แล้วก็มีสัตว์ตายเพราะการ ทำนา, หรือว่าจะต้องปราบข้าศึกศัตรู ก็ทำไปได้โดยที่ไม่ต้องขาดศีล

น.393 ๓๗๒ แม้ที่สุดแต่ว่า เรา จะต้องใช้ยาบำบัดโรค ที่ต้องทำลายเชื้อโรค ก็ทำไปได้ โดยไม่ต้องขาดศีล ; เพราะเล็งถึงเจตนา ไม่มีเจตนาจะประทุษร้ายสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้น แต่มีเจตนาที่จะป้องกันชีวิตของตนเอง, ป้องกันหรือรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความยุติธรรมอะไรต่าง ๆ. ขอให้มีจิตใจอย่างนั้น แล้วก็มีศีลได้ โดยไม่ต้องสงสัยลังเลหรือร้อนใจ : อย่างชาวนาต้องมีความแน่ใจว่า เรา ไม่ได้ตั้งใจจะประทุษร้าย สัตว์เล็ก ๆ ที่มันจะ ต้องตาย เนื่องในการไถนาหรือทำอะไรก็ตาม. การทำนาเป็นสิ่งที่ต้องทำ คือว่า เป็น การหาเลี้ยงชีวิต, แล้วเราก็ตั้งใจจะทำนา ; ไม่ใช่ตั้งใจจะประทุษร้ายสัตว์เหล่านั้น. เช่นเดียวกับภิกษุในพุทธศาสนานี้ ถ้าถึงคราวที่จะต้องฉันยาถ่าย หรือยาอะไรที่ไปทำ อันตรายเชื้อโรค หรือสิ่งมีชีวิตในลำไส้ในกระเพาะ ก็ฉันได้ โดยไม่ต้องขาดศีลแม้ที่ เป็นศีลของพระ ที่ละเอียดที่สุขุมที่สูงขึ้นไปอีก ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้าน ; เมื่อพระฉัน ยาถ่ายได้ ชาวบ้านก็ต้องกินยาถ่ายได้ โดยไม่ต้องขาดศีล ยิ่งไปกว่าพระเสียอีก. เรื่องนี้ในบางลัทธิ บางศาสนา เขาบัญญัติไว้ชัด แจงเป็นข้อ ๆ หรือจะเพิ่ง บัญญัติทีหลังก็ตามใจเถอะ แต่เขาแจงไว้เป็นข้อ ๆ ชัดเลย. ส่วนในพุทธศาสนาของเรานี่ ไม่ได้แจง ไม่ได้แยกทำให้มันชัดถึงขนาดนั้น ; แต่พูดไว้ในลักษณะที่อาจจะไปแจง หรือไปแยก หรือไปวิเคราะห์เข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยมีบทนิยามว่า อย่าประทุษร้าย ชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตด้วยเจตนา. อย่างนี้คุณเอาไปคิดเถอะ มันจะไม่มีปัญหา "อย่ามี เจตนาประทุษร้ายชีวิตของสิ่งที่มีชีวิต" ; มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ฉะนั้นจึงไม่ขาดศีล ทั้งที่การกระทำของเรา บางทีทำให้สัตว์ต้องตายลงไป เป็นจำนวนมากก็ได้ เช่นกิน ยาถ่ายไปนี้ ตัวพยาธิอะไรมันก็ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นต้น.

น.394 นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ว่า ถ้ารู้อะไรถูกต้องแล้ว ปัญหาไม่มี; ถ้ารู้ไม่ถูก ต้องแล้วปัญหาจะเพิ่มขึ้น, แล้วเราก็จะลำบากมากกว่าเดิม ก็จะกลายเป็นว่า เมื่อไม่บวช นี่ยังพอที่จะมีศีล พอบวชเข้าแล้วไม่รู้จะมีศีลอย่างไร. นี้มันเป็นความเขลาของคนนั้น ; ไม่ใช่หลักการในทางศาสนาจะทำให้ลำบากยุ่งยากอย่างนั้น ในศาสนาเช่น ศาสนาไชนะ นี่ เคยอ่านพบ บัญญัติไว้ชัด เลย : ศีลปาณา- ติบาต นี่สำหรับบรรพชิตคือนักบวช มีความหมายอย่างนั้น, แล้วก็สำหรับชาวบ้าน ทั่วไป มีความหมาย หรือขอบเขตอย่างนั้น, สำหรับชาวนามีความหมายขอบเขตอย่างนั้น, สำหรับทหาร หรือผู้ทำหน้าที่อย่างทหารนี่ มีขอบเขตอย่างนั้น, เขาพูดไว้ชัดคนก็เลย ปฏิบัติได้โดยไม่ต้องมีความลังเล การทำสัตว์ตายของชาวนาไม่ขาดศีล, การปราบปรามข้าศึกเพื่อความเป็น ธรรมโดยบริสุทธิ์ใจอย่างนี้ ทำเขาตายก็ไม่ขาดศีล ; นี่ก็อาจจะมีปัญหาเลยไปได้ถึงกับว่า การที่ช่วยกันปราบโจรผู้ร้ายหรือปราบเสือ ปราบอะไรที่เป็นอันตรายของหมู่บ้านให้มัน หมดไป นี้มันก็ไม่ต้องขาดศีลสำหรับชาวบ้าน. แต่สำหรับพระละก็ทำไม่ได้ เพราะ เขาบัญญัติไว้ชัดเจนว่า พระต้องขนาดนั้น ๆ, ชาวบ้านก็ต้องมีขนาดนั้นๆ เป็น ขอบเขตไป. พระของศาสนาไชนะนี่ อย่าว่าแต่จะฆ่าสัตว์มดแมลงเลย แม้แต่จะทำพืช พันธุ์ไม้ให้สิ้นชีวิตไป ก็ยังไม่ได้ ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก พระไม่มีกี่องค์ที่รักษาได้ ในส่วนของพระ. ฆราวาสมีมาก เขาก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ หรือว่าตามขอบเขตของ ฆราวาส แล้วเขาก็อยู่ได้โดยความเป็นผาสุก.

น.395 ส่วนใน พุทธบริษัท เรา ก็ถือศีล ให้มีศีล อย่างนี้ โดยไม่ต้องเสียไปในส่วน ศีล แต่ก็ประกอบงานอาชีพได้ คุ้มครองโลกได้ ปราบศัตรูได้ อะไรได้เหมือนกัน ; ฉะนั้นจึงหวังว่า เมื่อมาบวชนี้ จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ให้เข้าใจได้ดี แล้วออกไปก็ปฏิบัติได้ดี ก็หมดปัญหาไป ยิ่งกว่าเมื่อยังไม่บวช. สรุปความสั้น ๆ ว่า : - ยกตัวอย่างศีล ๕ : ศีลข้อที่ ๑ นั้น อยู่ที่เจตนา ที่จะประทุษร้าย ชีวิต ของเขาโดยตรง ไม่ใช่เจตนาอย่างอื่นจึงจะขาดศีลข้อที่ ๑. ศีลข้อที่ ๒ ก็อยู่ที่ ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของเขาด้วยเจตนา เหมือนกัน. ศีลข้อที่ ๓ ประทุษร้ายของรักใคร่ของเขาด้วยเจตนา เหมือนกัน. ศีลข้อที่ ๔ ประทุษร้ายประโยชน์หรือสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่นด้วย เจตนา โดยใช้วาจานี้เป็นเครื่องมือ. ศีลข้อที่ ๕ ประทุษร้ายสติสมปฤดีอันปกติของตัวเอง ให้เสียสติสมปฤดี ไป; นี่มีเจตนาทั้งนั้น. ศีลข้ออื่น ๆ มันก็ออกไปจากศีลที่เป็นหลักเป็นประธานเหล่านี้ ฉะนั้นจึง หวังว่าลาสิกขาออกไปนี้ คงจะมีศีลที่ดีกว่าเดิม มีมากกว่าเดิม.

น.396 ประโยชน์จากการฝึกสมาธิ ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องสมาธิ ถ้าในระหว่างบวช ได้ฝึกสมาธิ ก็มีหวังมากที่ จะได้ ประโยชน์จากสมาธิ, หรือแม้แต่ศึกษาเรื่องสมาธิโดยหลักวิชา มันก็ยังมีประโยชน์. แต่ถ้าฝึกการบังคับจิต บังคับใจตัวเองอยู่เสมอ นั้นก็อนุโลมเป็นสมาธิชนิดหนึ่งอยู่ เหมือนกัน : บังคับจิตให้ปกติได้ บังคับจิตให้อยู่ในขอบเขต ในร่องในรอยที่ต้อง ประสงค์ ให้อยู่ในเรื่องที่ต้องการให้คิดหรือกระทำนี้ ทำให้มีสมาธิดีในการศึกษาเล่าเรียน ในการทำการงาน ในการตัดสินใจ หรืออะไรทุกๆ อย่าง. นี่ก็ได้ประโยชน์ในแง่ของ สมาธิ ติดตัวออกไป สำหรับผู้ลาสิกขา. การฝึกปัญญาจะมีได้ถึงขั้นสูง เรื่องปัญญานี้ มันยืดยาว แต่ว่าอย่างน้อยก็พูดได้ว่า ระหว่างบวชรู้อะไร แตกฉานออกไป ก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นอีก. เรื่องปัญญานี้ คือเรื่อง เกี่ยวกับตัวกู-ของกู : ยอดสุดของปัญญาไปรู้ว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวกู-ของกู คือไม่ไป ยึดมั่นหมายสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู-ของกู. ฆราวาสก็ทำได้ตามสัดส่วนของฆราวาส อย่างที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เองว่า นี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสเป็นอย่างมาก คือเรื่องสุญญตา มิฉะนั้นฆราวาส ก็จะยึดมั่นถือมั่นมากเกินไป จนมีความทุกข์ยุ่งยากลำบาก, หรือเลยไปกว่านั้น ก็มีกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ มากเกินไป เกินกว่าความพอดีของฆราวาส.

น.397 เรื่อง สุญญตา - เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้ ยืดหยุ่นได้ คือว่า adjust ได้ตาม ที่ต้องการ เป็นระดับ ๆ เป็นชั้น ๆ ไป. ฆราวาสก็มีหลาย ๆ ชนิด : เป็นเด็กก็มี เป็น ผู้ใหญ่ก็มี ก็มีปัญหาเรื่องนี้ ; ยังเป็นคนหนุ่มคนสาวอยู่ก็มี เป็นคนแก่คนเฒ่าก็มี ; เอาไปใช้ให้ถูกสัดส่วนแล้วก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีโทษเลย. เพราะว่าความร้อนเป็น นรกนั่น มันมาจากความยึดมั่นถือมั่นเสมอ ไม่มาจากสิ่งอื่น. ความร้อนใจ อย่างกับนรกเข้าไปอยู่ในใจนี้ มาจากความยึดมั่นถือมั่น อย่างเดียว แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในของรัก ของพอใจ มันก็เป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะ ของรักของพอใจนี้. ถ้าคลายออกเสียบ้าง ทำไปด้วยสติปัญญา ของรักของพอใจก็มี ประโยชน์ คือพอดูได้ พอทนได้ แล้วก็มีความเอร็ดอร่อย ชนิดที่ไม่ถึงกับเป็นโทษ เรื่อย ๆ ไป ; จนกว่าจิตใจมันจะขึ้นสูงว่า นี้มันเรื่องบ้าโว้ย, แล้วก็ข้ามชั้นไปได้ เลื่อนชั้น ไปได้ โดยเห็นว่าเรื่องเพศนี้มันเรื่องทั้งสกปรก ทั้งเหน็ดเหนื่อย เพื่อความบ้าแวบเดียว เท่านั้น เพื่ออารมณ์วูบเดียวเท่านั้น ทั้งเหนื่อยทั้งสกปรก. ตอนแรกก็ไม่นึกอย่างนี้ มันไปมองแต่รส ที่เป็นเหยื่อเป็นอัสสาทะ แล้ว หลงใหลทุ่มเท เพื่อกามารมณ์ทางเพศ ระหว่างเพศ. ต่อ เมื่อมีสติปัญญาสูงสุด จึง จะรู้ ว่าเอ้า, มันเรื่องบ้า ไม่ทำก็ได้ ; หรือถ้าจะไปเกี่ยวข้อง ก็อย่าให้ต้องเป็นทุกข์. มีหน้าที่ที่จะสืบพันธุ์มีลูกมีหลาน ก็ทำไปโดยที่ไม่ต้องสกปรกมาก หรือว่าเป็นทุกข์มาก. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่อง สุญญตาก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างใหญ่ หลวงแก่ฆราวาส. นี่ก็ใช้เรื่องปัญญาถูกต้อง แล้วเต็ม คือเพียงพอแก่ความต้องการ ของความเป็นฆราวาสเป็นชั้น ๆ เป็นชั้น ๆ นับตั้งแต่หนุ่มสาว หรือเป็นพ่อบ้าน แม่เรือน เป็นคนแก่ คนเฒ่า เพราะสิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนไปตามวัย. ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวัย ความ

น.398 ทุกข์มันก็น้อยอยู่ได้ทุกวัย จนกระทั่งมันไม่มีเลย ; นี้เราเรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้ คือภาวะที่ไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์ที่น้อยที่สุด เท่าที่มันจะน้อยได้ ในทุกชั้น ทุกระดับของชีวิตของคนเรา. ถ้าทุกข์มีมากเกินไป มากโดยไม่ควรจะมีอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องโง่ เรื่องหลง เรื่องอวิชชา เรื่องอันธพาล เรื่องปุถุชนที่เป็นอันธพาล ; ไม่ได้สิ่งที่ดี หรือว่าไม่ต้อง พูดถึงดีที่สุด, ไม่ได้แม้แต่สิ่งที่ดีตามธรรมดาของมนุษย์ ; มันเป็นอยู่ด้วยความหลง. ถึงแม้จะเป็นฆราวาสก็อย่าเป็นอยู่ด้วยความหลง ; ต้องเป็นอยู่ด้วยสติปัญญา ตามความ เหมาะสมของเพศ ของหน้าที่การงาน ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย ทั้งคนหนุ่มคนสาว ทั้งคน · เฒ่าคนแก่. . เมื่อลาสิกขาแล้วต้องเป็นฆราวาสสัตบุรุษ ถ้าเราบวชเข้ามา อยู่ในอาศรมบรรพชิต แล้วจะกลับออกไปสู่อาศรมฆราวาส ก็มีปัญหาอย่างนี้ มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายอย่างนี้ คือ จะต้องถือเอาให้ได้ ; กลับออก ไปให้ได้ความรู้ความสามารถ อันนี้ติดตัวไปเป็นฆราวาสที่ดี เป็นฆราวาสที่เป็น สัตบุรุษ ; ไม่ใช่เขาห้ามการมีคู่ครอง หรือห้ามการทำอาชีพ หรือห้ามการมีเกียรติยศ ชื่อเสียง. เหล่านั้นเขาปล่อยไปตามเรื่องของฆราวาส ; แต่ ควบคุมไม่ให้ความทุกข์ หรือความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสิ่งนั้น. ขอให้ไปสังเกตดู ไปอ่านดูเรื่องต่าง ๆ ที่ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือความเบียดเบียนกัน หรือว่าความเบียดเบียนตัวเอง ยิงตัวเองตาย อะไรก็ตาม มันก็มาจากความโง่ในเรื่องนี้ทั้งนั้น.

น.399 เดี๋ยวนี้คนโง่มาก เห็นได้จากข่าวในหนังสือพิมพ์ ฆ่าตัวเองตายโดยไม่มี เหตุผลที่สมควร หรือไม่มีเหตุผลเลยอย่างนี้ ; เพราะโง่มาก บ้ามาก ยึดถือมาก ; เรื่องนิดเดียวก็ยึดถือ. ถ้าเป็นคนสมัยก่อนเขาหัวเราะ ; คนสมัยนี้ฆ่าตัวตาย เพราะ สมัยนี้โง่มากกว่า. อย่างคู่รักเขาไม่ซื่อตรงนิดเดียวก็ฆ่าตัวตาย นี้มันบ้าเท่าไร ; ถ้า เป็นคนสมัยก่อนเขาก็หัวเราะ หรือเขาไปหาเอาใหม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องฆ่าตัวตาย เขา มีแต่หัวเราะ. คนสมัยนี้ บ้าอุดมคติของความยึดมั่นถือมั่น ผิดหวังนิดเดียวก็ฆ่าตัวตาย ; นี่เรื่องเพศ. เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง เรื่องลาภเรื่องผลอะไร มันก็เหมือนกัน ฆ่าตัวตายได้ง่าย ๆ. หรือว่าอยู่ด้วยความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง หัวเราะ ไม่ออก สลัดออกไปจากจิตใจไม่ได้ ก็เพราะไม่มีธรรมะมากเหมือนคนสมัยโบราณ มีแต่ ความรู้ในการแสวงหามา ในการหามา - หามา - หามา ; ไม่มีความรู้ในการที่จะป้องกัน อย่าให้อันตรายเกิดขึ้นจากสิ่งที่ได้มา. ต้องรู้ธรรมะไว้ให้เพียงพอที่จะป้องกันอันตราย นี่พวกคุณก็จำไว้ให้ดีว่า เดี๋ยวนี้คุณก็มีความสามารถหาเงิน หาชื่อเสียง หา อะไร, หามา - หามา - หามา ; แล้วคุณก็ไม่มีความรู้เพียงพอที่จะป้องกันอันตราย ที่ จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่หามา. สิ่งที่จะป้องกันอันตรายจากสิ่งที่ได้มา ก็คือธรรมะ นั่นเอง, คือธรรมะที่เราพูดกันอยู่ทุกวันนั่นเอง จะช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่เรา ได้มามากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ ; เพราะเดี๋ยวนี้เราฉลาดหายิ่งกว่าคนโบราณ อันตรายที่จะเกิด แก่จิตใจ มันก็มากกว่าที่จะเกิดแก่คนโบราณ. เรา ควรจะมีธรรมะพอที่จะป้องกัน อย่าให้สิ่งที่ได้มานี้ มาเป็นอันตราย มาเป็นศัตรูทำลายเราไป.

น.400 ไปดูเถอะว่า เรื่องในโลกนี้ ที่มีกว้างขวางทั่วทั้งโลกนี้ มันก็ เดือดร้อน กันอยู่ ; เพราะไม่มีความรู้ข้อนี้ ไม่มีความรู้ คือธรรมะ ที่จะป้องกันอันตราย ที่จะเกิดขึ้นมา จากการแสวงหาก็ดี จากการได้มาก็ดี จากการบริโภคผลสิ่งที่ได้มาก็ดี ไม่รู้ทั้งนั้น มันก็เลยมีความทุกข์ไปตั้งแต่คิดจะแสวงหา, กำลังแสวงหาอยู่, กำลังได้มา, กำลังมีอยู่นี้, เป็นทุกข์ไปหมด. ความรู้เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องเดียวเท่านั้นแหละ ที่จะช่วยได้ ; เรื่องอื่นไม่มี. แต่แล้วเราก็ไม่เข้าใจพอ ไม่เข้าใจเรื่องความยึดมั่นถือมั่นนี้เพียงพอ มันก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่เรื่อย. ตรงนี้ก็อยากจะพูดเลยไปถึงว่า ธรรมะในพุทธศาสนาชั้นที่เป็นหัวใจ คือ เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ สำหรับ เอาไปใช้ในทุกกรณี ในความเป็นฆราวาส ; ให้เป็นผู้ชนะอยู่เสมอ อย่าให้กลายเป็นผู้แพ้, ให้อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่ต้องหนีโลก ไม่ต้องกลัวโลก ไม่ต้องหนีโลกแล้วก็อยู่ในโลกโดยมีชัยชนะ ไม่ว่าเรื่องอะไร ไม่ว่า กรณีอะไร ; อย่างน้อยที่สุดเราไม่เดือดร้อน ไม่เป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้นเลย คือมัน ทำให้เราเป็นทุกข์ไม่ได้ ก็เรียกว่าเราชนะมันเรื่อย. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ สามเรื่องใหญ่ ๆ นี้ ไม่มีเรื่องอะไร : เรื่องกิน เรื่องหนึ่ง, แล้วเรื่องกามารมณ์ เรื่องหนึ่ง, แล้วเรื่องเกียรติเรื่องหนึ่ง ; นี่ ทำกับมันไม่ดี มันจะกัดเอา ตายแล้วตายอีก, ตายแล้วตายอีก ไม่รู้กี่ครั้ง. ต้องมี เครื่องมือสำหรับที่จะชนะมัน แล้วอยู่ได้โดยที่ว่ามีเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เต็มที่ เท่าที่ควรจะมี, เท่าที่ฆราวาสจะพึงมี แล้วก็ไม่มีทุกข์เกิดขึ้นเพราะสามสิ่งนี้ ; เพียงเท่านี้ก็เป็นประโยชน์มหาศาลแล้ว อยู่ในโลกโดยไม่ต้องมีความพ่ายแพ้.

น.401 ปัญหาอาจจะมีว่า ทำไมบางพวกเขาจึงไม่ต้องการ ? แล้วก็พาลจะหาว่าคนที่ ไม่ต้องการ หรือไม่ชอบ กิน กาม เกียรตินี้กลายเป็นคนบ้าไป; นี้มันขึ้นอยู่กับเรื่อง หลายเรื่อง คือวัย ของอายุนี้ก็ทำให้ถอยห่างออกไปได้, หรือว่าสติปัญญาที่มากไปกว่า ระดับธรรมดา มันก็ขี้เกียจจะไปยุ่ง กับเรื่องทั้งเหนื่อยทั้งสกปรก เพื่ออารมณ์บ้าวูบเดียว. คนพวกหนึ่งจะหลงก็หลงไปซิ ; แต่คนพวกที่ไม่อยากจะหลง ไม่ต้องการจะหลง เขา ก็มีสิทธิที่จะไม่หลง. นี่ถ้าพูดในระดับกลาง ๆ ก็ว่า จะอยู่อย่างไรก็ตาม จะอยู่ในแบบไหนก็ตาม ต้องไม่มีความทุกข์ ทั้งนั้น ; มิฉะนั้นจะไม่ชื่อว่าได้รับประโยชน์จากธรรมะ หรือว่า จากพุทธศาสนา หรือว่าจากความเป็นพุทธบริษัทของตัว. เราเป็น พุทธบริษัท ก็ควร จะได้ประโยชน์อะไรจากความเป็นพุทธบริษัท คือมีธรรมะสำหรับป้องกัน ไม่ให้ ความทุกข์เกิดขึ้นแก่เพศฆราวาส เมื่อยังสมัครที่จะอยู่ในเพศฆราวาส. เรื่องมันก็จบ เท่านั้น ; เมื่อ ไม่มีความทุกข์ แล้วก็ถือว่า เป็นเรื่องดีที่สุดของมนุษย์. เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติเหล่านี้ มันหามาได้ไม่จำกัด ; แต่ถ้ามีไม่เป็น หาไม่เป็น ก็เป็นทุกข์. เมื่อไม่เป็นทุกข์มันก็พอแล้ว ก็เรียกว่าดีที่สุดสำหรับความเป็นฆราวาส. สำหรับที่สูงไปกว่าฆราวาส เป็นบรรพชิต ก็ไม่เกี่ยวข้องเสียเลยก็ได้ ; เขา มีสิทธิที่จะทำอย่างนั้น ไปทำสิ่งอื่นที่ดีกว่า คืออย่างน้อยก็อยู่ด้วยความสงบเย็นตลอด ชีวิตไปก็ได้ ไม่มีอยู่ ไม่มีตาย อย่างนี้จึงสงบเย็น. ถ้าดีกว่านั้นอีก ก็ไปช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์สัตว์ทั้งหลายให้เป็นอย่างนั้นบ้าง ; นี้ก็คือดีที่สุด สุดยอดแล้ว ตัวเอง ก็ชนะแล้ว แล้วก็ช่วยผู้อื่นให้ชนะด้วย นี่คือความดีสุดยอดของมนุษย์ทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดจะแบ่งแยกกันว่า มนุษย์ฆราวาสก็ให้ดี ที่สุดอยู่แต่มนุษย์ฆราวาส เพียงว่ามีกิน มีกาม มีเกียรติแล้ว ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรมากมาย เพราะสิ่งเหล่านั้น ;

น.402 ซึ่งถือว่าดีที่สุดของความเป็นฆราวาส; อย่างนี้ก็อาศัยธรรมะข้อเดียวกัน คือ ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าจะออกไปเป็นฆราวาส ก็ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ไปให้เพียงพอ แล้วให้มัน เลื่อนชั้นตัวเองสูงขึ้นไปตามวัย ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ว่า ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี มันเปลี่ยนไปตามวัยตามเวลา แล้วทำให้มันเข้ารูปกัน. ควรเข้าใจ คำว่า "ลาสิกขา" ให้ถูกต้อง ทีนี้ มาถึงสิ่งที่ผมต้องการจะพูด คือพูดเรื่องคำว่า "สึก" หรือ ลาสิกขา นี้ คนยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก เนื่องมาจากหลาย ๆ ทาง หลาย ๆ ระดับ. ที่โง่ที่สุดก็ใช้คำว่า "ลาสึก" แล้วไม่รู้จะเขียนอย่างไร คำว่า "ลาสึก" นี้จะเขียน สอคอ สระอึ กอสะกด ลาศึก ก็คือลาข้าศึก เลยไม่รู้ว่าความหมายว่าอย่างไร. ลาสึกชนิดนั้นคือลาข้าศึก ; หมายความว่าแพ้ข้าศึก มันก็เลยโง่ ลาสึกชนิดนั้น. ทีนี้ว่า "ลาสึก" เอาสอลอมา สระอึ กอ สะกด ; สึก นี้ก็แปลว่าสึกหรอ นี้ทำให้มันสึกหรอนี้ มันก็ไม่ได้ มันไม่ถูก มัน ต้องไม่สึกหรอ. คำนี้ ที่แท้จริงมันมาจากคำว่า ลาสิกขา หรือ ลาศึกษา ในภาษาสันสกฤต ; แต่พอมาเป็นภาษาไทย ไปใส่สระอีเข้าเป็นศึกษา ลาศึกษาคือลาสึก. คำว่าลาสึกที่ถูก ต้อง ควรจะต้องเขียน สอ-คอ สระอึ กอ สะกด แล้วสอบอการันต์ ; ลาศึกษา, ลา ศึกษ์อย่างนั้น นั่นถูก คือลาการศึกษาแบบบรรพชิต แล้วไปมีการศึกษาอย่างฆราวาส ตามเดิม.

น.403 ข้อนี้ มีปัญหามาก คือลากันอย่างไร ? แล้วคำที่ทำให้เข้าใจผิดมันก็มีอยู่มาก คือว่า กลับไปสู่หีนเพศ. หินะ ตัวนี้เป็นคำกำกวม คือ แปลว่า เลว ก็ได้ มันแปลว่า ต่ำ ก็ได้ ; การลาสิกขานี้ ในบาลีมีว่ากลับไปหาหีนเพศ คือเพศที่ต่ำ. แต่ สมัย โบราณ นั้น กลับไปสู่ หีนเพศ คือ ฆราวาสนี้ ด้วยความเสียหายทั้งนั้น ; ไม่ใช่กลับ ไปอย่างมีความถูกต้อง หรือด้วยเจตนาที่ต้องการเพียงเท่านี้ เพราะเขาไม่มีธรรมเนียมสึก ; ลาสิกขามันจึงไม่มี มีแต่ทั้งสิกขา หรือว่าละสิกขา กลับออกไปอย่างน่าเกลียด. เดี๋ยวนี้เราไม่อยู่ในรูปนั้น เรารู้ว่าจะบวชเท่านี้เพื่อศึกษา แล้วก็กลับไปสู่เพศ ฆราวาส นี้ก็แปลว่า บอกคืนสิกขาอย่างภิกษุ ไปรับสิกขาอย่างฆราวาส. ศีล หรือ สมาธิ หรือ ปัญญา ชนิดที่ฆราวาสจะต้องถือเพียงเท่าไรก็ไปมีอย่างนั้น ; ศีล สมาธิ ปัญญา ของบรรพชิตที่มันสูงเกินไป เราก็คืนเสีย. นี่คือการที่คุณจะลาสิกขา คือมีอาการ อย่างนี้. อย่าได้เข้าใจเตลิดเปิดเปิง จนว่าคืนหมด ; ถ้าคืนหมดเป็นมิจฉาทิฏฐิ : คืนพระพุทธ คืนพระธรรม คืนพระสงฆ์, คืนธรรมะ คืนความรู้ทางธรรมะ หรือการ ปฏิบัติทางธรรมะ คืนหมดนี่ อย่างนี้ก็ล้มละลาย. การลาสิกขานี้ ไม่คืนพระพุทธ ไม่คืนพระธรรม ไม่คืนพระสงฆ์, ไม่คืน พระพุทธศาสนา ; คืนแต่สิกขา หรือข้อปฏิบัติส่วนเกินของฆราวาส ที่มันเป็นส่วน ของบรรพชิต ส่วนนี้จะคืน. มันเป็นส่วนเกินของฆราวาส ไม่จำเป็น แล้วก็ไปมีอย่าง ส่วนของฆราวาสเต็มเปี่ยม ก็ใช้ได้ ; ก็มี ธรรมะเรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างที่ฆราวาสจะพึงมี ให้สมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า หลักเกณฑ์เรื่องสุญญตานี้ มีประโยชน์เกื้อกูลที่สุด แม้แก่พวกฆราวาส ; นี่เป็น พุทธภาษิต มีอยู่อย่างนี้ ; ฉะนั้น ส่วนนี้เราก็ไม่คืน.

น.404 ความรู้ที่จะไปต่อสู้กันกับกิเลสทุกชนิด เราไม่คืน ไม่ละทิ้งหรือไม่ลา สิกขาในส่วนนี้ ; ลาสิกขาที่เขาบัญญัติไว้เฉพาะสำหรับภิกษุนั้น ก็ต้องลาแต่ในส่วนนั้น. เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่สมัครจะเป็นภิกษุ เราไม่สมัครจะเข้าพวกภิกษุ ที่จะไปเร็วๆ; เรา ต้องการจะออกไปเป็นฆราวาสที่ไปช้า ๆ มันก็มีระเบียบสิกขาอย่างอื่น. ฉะนั้น การที่คุณจะ "ลาสิกขา" ออกไปนี้ อย่าให้เป็นสึกหรอ, หรือว่า อย่าให้มันเป็นไปทำอะไรกันกับข้าศึก ; เป็นแต่เพียงปรับปรุงสิ่งที่เราจะต้องมีประจำตัว เรานี้ ให้เหมาะแก่การที่จะไปดำรงชีวิตอย่างฆราวาส ครองเรือน มีครอบครัว มีการ เป็นอยู่ กระทำตามระดับของฆราวาส. สิกขาที่ถึงกับเว้นเมถุนธรรมโดยเด็ดขาด เว้น การกินอาหารเย็นอะไรเหล่านี้ มันของบรรพชิต. นี่เราไปเป็นฆราวาส ก็ไม่มีข้อผูกพัน ก็ทำได้ตามที่ฆราวาสจะพึงกระทำกับสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ต้องไม่ให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมา ; อย่างนี้ เรียกว่าทำถูกต้อง บวชได้รับประโยชน์, ลาสิกขาออกไปอย่างถูกต้อง แล้วก็ยังมี ประโยชน์อยู่ตามเดิม. อย่าไปเข้าใจผิดว่ามันเลวลง มันเป็นแต่เพียงปรับปรุงให้เหมาะสมกับเพศ ที่จะเป็นอยู่ ; ก็จริงละ ที่ว่าจะต้องเรียกว่า เป็นเพศที่ต่ำกว่า ; ฆราวาสนี้มันเป็น เพศที่หมายถึงว่า ระบบการเป็นอยู่ที่มันต่ำกว่าเพศบรรพชิต. คำว่าเพศไม่ได้หมายถึง เครื่องหมายของผู้หญิงผู้ชาย ; หมายได้ทั่วไป เช่นเพศบรรพชิต เพศคฤหัสถ์ เขาใช้ คำ ๆ เดียวกัน มันหมายถึงระบบการเป็นอยู่อะไรอันหนึ่ง. การลาสิกขา ของเรา ต้องทำใจให้ถูกต้อง เมื่อจะกล่าวคำลาสิกขาในวัน ลาสิกขา, ต้องทำใจให้ถูกต้อง ให้มีเหตุผล ให้ยังพอใจอยู่. อย่าให้เป็นเรื่องฉิบหาย

น.405 เสียหาย หรือว่าเสียใจ ; อย่างนั้นคือโง่, อย่างนั้นคือไม่มีสติสัมปชัญญะ แล้วลาสิกขา จะมีโชคร้าย คือสูญเสียความรู้สึกผิดชอบชั่วดี. ถ้าคุณทำได้อย่างนี้ ไม่ต้องดูฤกษ์ดูยาม ไม่ต้องดูเวลานาที ; ดูฤกษ์ ดูเวลา นาที แล้วก็ยังไปฉิบหายก็มี ใช่ไหม ? ฤกษ์ดียามดี อยู่ที่ประพฤติดี ประพฤติถูกต้อง ; ประพฤติดี ประพฤติถูกต้องเมื่อไร มันก็เป็นฤกษ์ดียามดีเมื่อนั้น. ฉะนั้น การลาสิกขา ต้องกระทำด้วยจิตใจที่แจ่มแจ้ง สว่างไสว ประกอบอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะเป็นความถูกต้อง ในการที่จะละเพศบรรพชิตไปสู่เพศฆราวาส, แล้วทำอะไรต่อไปตามจุดมุ่งหมายของ ฆราวาส โดยถือว่า เรามันยังมีความเหมาะสมเพียงแค่นั้น. นี้ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม หรือว่าไม่ได้ฝืนหลักอะไรเลย ; หลักธรรมะ ในพุทธศาสนาก็ไม่ผืน เพราะเรายังอยู่ในระดับนี้ ยังมีความเหมาะสมอย่างนี้ เราก็เลือก เอาอย่างนี้ ; ถ้าเราทำได้ดีกว่านี้ มันก็เป็นส่วนดีของเราต่างหาก. ฉะนั้นการบวช เข้ามา ก็มาหาระเบียบวินัยที่เคร่งครัดกว่าความเป็นฆราวาส เลยเป็นผู้แข็งแกร่งกว่าเดิม ; ความแข็งแกร่งอันนี้ออกมาใช้ได้เมื่อกลับไปสู่ความเป็นฆราวาสอีก. แต่ว่าทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับว่า ระหว่างที่เราบวชนี่ เราทำอะไรบ้าง ? ถ้าเรา ทำถูกต้องตามเรื่องของบรรพชิต เราได้ความแข็งแกร่ง ไปทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ จะเป็นผู้มีสมรรถภาพ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ. นี่ ตามที่ผมบัญญัติขึ้นพูดให้ฟังกันง่ายๆ ว่ามีอยู่ ๓ ชนิดนี้ มันก็ได้รับประโยชน์มหาศาล การบวชนี้ นำไปสู่การได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เป็นแน่นอน.

น.406 “การบวชหรือลาสิกขา ต้องทำด้วยสติสัมปชัญญะ อย่าอวดดี อย่าทะนง อย่าลืมตัว ; ในการบวชเข้ามาก็ดี ในการสึกออกไป ก็ดี ทำด้วยสติสัมปชัญญะ, แล้วให้สำนึกไว้สักอย่างหนึ่งว่า เราบวชนี้มันถูกต้องมันดี. เราจะถือเป็นหลักว่า เรา กลับออกไปด้วยปริญญาของบัณฑิต, บัณฑิตในวิชาควบคุม บังคับตัวเอง. เอาปริญญานี้ไปโดยที่พระพุทธเจ้าตั้งให้ แล้วก็มีอยู่ตลอดชีวิต อย่าไปทรยศต่อปริญญาอันนี้เข้า แล้ว ก็ปลอดภัย เป็นเครื่องรางที่คุ้มได้ดีจนตลอด ชีวิตด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ เพื่อความไม่ประมาทอย่างยิ่ง ยิ่งขึ้นไปอีก อะไร ๆ ที่มันจะช่วยให้เรา ไม่ลืมตัวแล้วก็รีบ ๆ ทำ รีบ ๆ รักษาเอาไว้ สงวนเอาไว้ ; มีอุปัชฌาย์ อาจารย์ก็ขยัน ไปมาหาสู่ เพื่อจะไม่ลืมตัว. อะไรที่มันเป็นอนุสรณ์ของการบวช อันนั้นต้องรักษาไว้ เป็นเครื่องกันลืม. ผมมักจะแนะคนที่จะสึกนี้ว่า ผ้าเหลือง บาตร นี้ดีมาก อย่ารังเกียจ เอาไปด้วย เอาไปไว้ที่บ้าน ที่ห้องหนังสือ ที่อะไร ที่จะเก็บอยู่ได้ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่การที่ ได้บวช หรือว่าดีกว่านั้นอีก ก็เพื่อขู่เรา ขู่ตัวเองนี้ว่า "มึงบวชแล้ว มึงจะทำให้เลว ๆ ไม่ได้" บาตรและผ้าเหลืองที่เอาไปไว้ดูอยู่บ่อย ๆ นั้น จะขู่ตัวเราให้ระมัดระวัง ให้ไม่ประมาท ให้มีหิริ มีโอตตัปปะ. ผมรู้สึกว่ารูปถ่ายก็ไม่ดีเท่า เช่นคุณจะถ่ายรูปถ่ายเมื่อบวชไว้ ไปติดแขวน ไว้นี่ มันไม่ขู่เรามากเหมือนบาตรและจีวร. ลองเอาไปเก็บไว้ ; ถ้าเราไม่มีที่เก็บ เราก็ซุกไว้ในหีบ ในตู้ ในอะไรก็ได้ จะไว้ในห้องหนังสือก็ได้ หรือไว้ในที่ ๆ จะเหลือบ

น.407 เห็นได้บ่อย ๆ จะมีประโยชน์มาก ในการที่จะขู่ไม่ให้เราลืมตัว. บาตร จีวรเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นของที่ว่าไม่ใช่มีค่าอย่างวัตถุ, เป็นของที่มีค่าทางวิญญาณ ตีราคาไม่ไหว, สัญลักษณ์ของพระอรหันต์. บาตร จีวรนี้เป็นสัญลักษณ์ของพระอรหันต์ สัญลักษณ์ ของพระพุทธเจ้า คือผู้ที่ดี ผู้ที่ไม่เลว ผู้ที่สูงสุด นี้เรามีไว้ก็เพื่อจะขู่ว่า "อ้าว, ก็แก เคยบวชมาแล้ว ทำเหลวไหลไม่ได้". นี้เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจว่าเรา ต้องมีสิ่งที่จะคอยเตือนเรา หรือ คอยขู่เรา อย่าให้กลับเหลวไหล เหลาะแหละ หละหลวม. รูปถ่ายนี้บางทีจะชิน ถ้าแขวนตำตาอยู่เสมอ มันก็ชินได้ ไม่ขลังเท่ากับบาตรหรือจีวร. ถ้าเราไปมีครอบครัว มีลูกมีหลาน เด็ก ๆ ไปเกิดเห็นบาตร จีวรนั้นเข้า จะมีอิทธิพลมาก ในการที่จะทำให้ เขานับถือความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา หรือว่าอยากจะบวชขึ้นมาบ้าง หรือรู้ว่าพ่อของเรานี้ เป็นอะไร มีอะไรดีกี่มากน้อยนี้. นี้โดยมากที่เห็น ๆ มันตรงกันข้าม พอลาสิกขาแล้ว บาตร จีวร นี้อยากจะ เตะทิ้งให้มันกลิ้งไป ไม่มีค่าไม่มีความหมาย ; จะเอาไปให้ใครสักที ก็ให้ทั้งสกปรก ทั้งเลอะเทอะอย่างนั้น เพราะว่าแม้จะเอาไปให้ใคร ไม่ทำอย่างผมว่านี้ " ก็ยังต้องทำให้ สะอาดเสียก่อน แล้วเอาไปถวายเขา. เดี๋ยวนี้เรามาตีค่ามัน ในฐานะที่ว่ามันเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์ของ พระอรหันต์ ของธรรมะของสิ่งสูงสุด ศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น. ในหนังสือนิยาย นิทานปรัมปรา เขาว่าผ้ากาสาวพัสตร์ของภิกษุนี้ แม้แต่พญาช้างฉัททันต์ก็ยังกลัว, คือสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังกลัว. พูดให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์ ; ไม่ใช่เป็นของมีค่าอย่างวัตถุ ซื้อมาจากร้านค้า แล้วมีค่าเพียงเท่านั้น แต่มีความหมายในความเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งสูงสุด แล้วก็

น.408 ศักดิ์สิทธิ์ด้วย. ฉะนั้น ควรเอามาใช้เป็นประโยชน์สำหรับควบคุมตัวเราต่อไป จนกว่า มันจะถึงขั้นสูงสุด ที่ไม่ต้องการควบคุมอีกแล้ว. นี่ตัวอย่างของเคล็ดหรือความลับ ที่เกี่ยวกับการบวช เกี่ยวกับการสึก, หรือ ว่าเกี่ยวกับการไปเป็นฆราวาสตลอดไป จะต้องมีอะไรที่วิเศษ หรือว่าที่เป็นเทคนิคอยู่ใน ตัวมันเอง ที่มันจะคุ้มครองให้ปลอดภัยได้ ; ก็แปลว่าเราได้เต็มที่ในการบวช ในการสึก และในการที่จะเป็นฆราวาสต่อไปอีก. บวชแล้วขอให้รู้หลักเกณฑ์พุทธศาสนาถูกต้อง ขอให้การบวช แม้ระหว่างปิดภาคนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างนี้ คือรู้ หลัก เกณฑ์พุทธศาสนาถูกต้องยิ่งขึ้น จนไม่มีปัญหายุ่งยาก เกี่ยวกับวิชา หรือว่าหลักเกณฑ์ นั้นๆ, แล้วก็สบายใจ แล้วก็เป็นผู้สามารถปฏิบัติ ในการบังคับ ควบคุมกาย วาจา ใจ ได้ดีไปกว่าแต่ก่อน, แล้วก็มีความสามารถจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย มันก็หมดเท่านี้เอง ประโยชน์มันมีเท่านี้เอง. นี่เรื่องของผู้ที่จะลาสิกขา. เรื่องเบ็ดเตล็ด ; ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องรดน้ำมนต์นี้ ก็ขอให้ ตีความ หมายเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ คือว่าให้พระธรรมคำสอน หรือให้หลักการปฏิบัตินี้ มันรด อาบรดจิตใจของเรา. แม้ในเวลาลาสิกขานี้ ว่าเราได้ทำดีที่สุด เท่าที่มนุษย์ จะทำได้แล้ว ในการบวช ในการอะไรนี้. หรือว่าโอวาทของอุปัชฌาย์ ของ อาจารย์ ที่จะให้ในเวลานั้น ๆ แหละเป็นน้ำมนต์ ; ส่วนน้ำจริง ๆ นั้น ไว้สำหรับคนโง่และ คนขลาด ไม่เหมาะสำหรับนักศึกษา ; แต่ถ้าจะทำเพื่อให้คนอื่นสบายใจก็ได้เหมือนกัน.

น.409 นี่เป็นความเห็นส่วนตัวผม จะทำเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องงมงายอะไรบ้าง ก็เพื่อให้คนอื่นสบายใจ ก็ได้เหมือนกัน ; ส่วนเราไม่จำเป็น. บางทีผมก็ยังมีหลักอย่างนั้น เพราะว่ามันไม่มีทางออกอย่างอื่น คือหมายความว่า เราไม่สามารถจะแก้ไขความโง่งมงาย ของคนบางคนได้ : เอ้า, ช่างหัวมัน, ทำพอให้เขาสบายใจ แต่เราไม่มีความหมายเลย จนกว่าเมื่อไรเขาจะพ้นสภาวะนั้น เราจึงจะไม่ทำ หรือว่าเราจึงจะบอกเขา. นี้ก็เพื่ออย่าให้เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นมา ในระหว่างญาติ ในระหว่างครอบ ครัว หรืออะไรนี้; แต่ถ้าเราสามารถพูดจากันเข้าใจได้ก็ดี ก็ไม่ต้องทำ. เช่นบิดา มารดา ต้องการให้หาฤกษ์หายามแล้วเราไม่หา แล้วท่านปวดหัวนี้ อย่าไปฝืนขนาดนั้น ก็หาก็ได้ ; แต่หัวเราะอยู่ในใจ แล้วก็ทำไป. อย่างนี้เรียกว่าถูกกว่าที่จะไปถือเถนตรง ไม่รู้ไม่ชี้ กูจะเอาตามเหตุผลหรือสติปัญญา ; นี้มันก็ไม่ถูก มันเป็นเรื่องเถนตรงเกิน พอดี. ฉะนั้น เราพยายามพูดจาดี พูดจาให้เข้าใจ แล้วไม่ต้องทำ ก็ได้ ก็ดี ; แต่ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องเวลาไม่พอ เราก็ต้องทำบ้าง พอให้คนเหล่านั้นไม่เดือดร้อน. นี่ต้อง มีการผ่อนผัน สั้นยาวด้วยสติปัญญาอย่างนี้ ; ไม่ใช่ความงมงาย แล้วก็รวมอยู่ในส่วนหนึ่ง ของความเป็นบัณฑิต. บวชแล้วสึกออกไปเป็นบัณฑิตนี้ ก็มีอะไรมาก ๆ มากประเด็น รวมอยู่ในความเป็นบัณฑิต รวมเรื่องรู้จักผ่อนผันสั้นยาวนี้ด้วย. ขอให้ใช้สติสัมปชัญญะ อย่าผลุนผลัน อย่าเถนตรง อย่าบ้าบิ่น อย่า อะไรทุกอย่าง มันก็ไม่เสียทีที่ได้บวช ออกไปเป็นบัณฑิต. มีคำอีกคำหนึ่ง ใช้คำว่า ทิด, ทอทหาร สระอิ ดอ สะกด นี่เรียกว่า ทิด. นี่เขาใช้สำหรับคนที่งมงายตลอดเวลาบวช, สึกออกไปก็เต็มไปด้วยความงมงายอย่างนี้ เรียกว่าเป็น ทิด ; ไม่ใช่บัณฑิตอย่างที่ผมพูด. แต่ที่จริงคำนี้ มันก็มาจากคำว่า บัณฑิต

น.410 นั่นน่ะ อ่านตามหลักภาษาบาลีต้องอ่านว่า บัน แล้วก็ คิด ฑ นางมณโฑนั้น เขาอ่าน ว่า ติด ว่าตอคิด นี้ภาษาไทยชอบตัดคำบางคำที่ไม่จำเป็นทิ้ง ตัดบัณออกไปเหลือแต่ฑิต. ฑิต คือบัณฑิต ; แต่พอมาคนบางคนสะเพร่า ออกเสียฑิต เป็น ทิด และพอเหมาะ พอดีกันกับว่า ส่วนมากมันก็งมงาย บวชอยู่ตั้ง ๑๐ พรรษาแล้ว สึกออกไปเป็นคน งมงาย นั่นแหละเอา ทิด ให้ไป เอาปริญญาทิดให้ไป. ส่วนเราเอาปริญญาบัณฑิตที่ถูก ต้องไว้ก็แล้วกัน จะออกเสียงว่าบัณฑิตก็ได้ บัณฑิตก็ได้ มีความถูกต้องอยู่เสมอ ; อย่า ไปเป็น ทิด ; ต้องออกไปเป็นบัณฑิต ก็มีแต่สวัสดีมงคล รดน้ำมนต์ชนิดไหนก็ได้. สรุปความว่า มันมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัวเต็มที่อยู่ตามเดิม แม้จะลาออกไป เป็นเพศฆราวาส ; นอกนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อย เป็นเรื่อยฝอย. เรื่องใหญ่คือออกไปด้วย สติสัมปชัญญะ ทำอะไรให้ดีกว่าเดิม ; ดีกว่าเดิมคือดีกว่าเมื่อก่อนบวช เมื่อยังไม่ได้ บวช. นี่ผลก็มีเท่านี้ . เอาละเวลาก็สมควร

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต