Buddhadasa.org

เตกิจฉกธรรม ครั้งที่ ๑๖ — สิ่งที่จะเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันโรคทางวิญญาณ

เตกิจฉกธรรม — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ หินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔ · วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.411 วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๔ สำหรับพวกเราที่นี่ ได้ล่วงมาถึงเวลาจวนจะ ๔.๓๐ น. แล้ว ; เป็นเวลาที่ได้กำหนดไว้ ว่าจะได้พูดกันถึงเรื่อง เรื่องใด เรื่องหนึ่ง. ในวันนี้จะได้กล่าวต่อไปโดยหัวข้อว่า สิ่งที่จะเป็นเหมือนวัคซีน ป้องกัน โรคทางวิญญาณ. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๕ ของการบรรยาย ซึ่งจะถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย ของการบรรยายเรื่องเตกิจฉกธรรม คือธรรมะสำหรับบุคคลผู้รักษาเยียวยาโรคทาง วิญญาณโดยเฉพาะ. ๓๙๑

น.412 ถ้าเราจะทบทวนดู ก็จะเห็นได้ว่า ในตอนแรกที่สุดเราพูดกันถึง นายแพทย์ ผู้รักษาโรคทางวิญญาณของสัตว์โลกทั้งปวง คือพระพุทธเจ้า เรียกว่า สพฺพโลกติกิจฉโก, แล้วก็พูดถึงลักษณะ อาการของโรคทางวิญญาณ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะต้องรักษา แก่ สัตว์โลกทั้งปวง, แล้วก็ได้พูดถึง วิธีการเยียวยารักษา หรือสิ่งซึ่งจะใช้เป็นเครื่อง เยียวยารักษา, แล้วก็ได้พูดถึง ธรรมะประเภทที่เป็นหลักตัดสินความถูกต้อง ซึ่ง เหมือนกับว่า จะวินิจฉัยในการรักษาโรค คือใช้ยานั้นให้ถูกต้อง, แล้วก็ได้พูดถึง ความรู้ที่จำเป็นที่จะต้องรู้ ก่อนการลงมือรักษาเยียวยาหลายคราวหลายครั้ง, แล้วก็ได้ พูดถึง ภาวะที่ปราศจากโรค เป็นอย่างไร คือเป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย, แล้วในวันนี้ จะได้พูดถึงเรื่องประกอบครั้งสุดท้ายว่า สิ่งที่จะเป็นเหมือนวัคซีนสำหรับป้องกันโรค แล้วก็อยากจะพูดว่า การขยันไหว้ครู ก็รวมอยู่ในสิ่งซึ่งจะเป็นเหมือน วัคซีนป้องกันโรคนั้นด้วย ขอให้พร่ำนึกถึงและพิจารณาอยู่เสมอ ว่า สพฺพญญู สพฺพฺทฺสาวี ชิโน อาจริโย มม - อาจารย์ของเรา เป็นผู้รู้ทุกสิ่ง เป็นผู้เห็นทุกสิ่ง เป็นผู้ชนะมารได้, มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฉโก - เป็นผู้สั่งสอนที่ ประกอบด้วยกรุณาอันใหญ่หลวง เป็นนายแพทย์ผู้รักษาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้; ให้เป็นยิ่งกว่าการท่องบ่น หรือให้ซึมซาบในข้อเท็จจริง ตามที่กล่าวไว้เป็น คำพูดนั้น ๆ จนเกิดความรู้สึกที่มันกระตุ้น หรือที่มันทำให้เกิดกำลังใจ ให้เกิดความแน่ใจ ให้เกิดความสบายใจ อะไรทุกอย่าง. คำว่า ชิโน แปลว่า ผู้ชนะมาร แล้วนี่ มันหมายถึงไม่มีโรค ไม่มีอุปัทวะ ทางจิตใจ. อุบัทวะนี้เรียกเป็นภาษาไทย ๆ ว่า อุบาทว์ ไม่มีเรื่องอุบาทว์ทางจิตใจ คือภาวะที่ชนะโรค ปราศจากโรค เป็นยอดแห่งลาภ.

น.413 ขยันไหว้ครูแล้ว เราก็จะสามารถรับช่วงหน้าที่แพทย์ จากพระพุทธเจ้า สืบ ๆ กันมาตามลำดับ จนกระทั่งรักษาให้แก่ตัวเองได้ ; มีจิตปราศจากโรคแล้ว ก็ช่วย เพื่อนมนุษย์ให้ปราศจากโรคทางวิญญาณ, ปราศจากโรคทางวิญญาณแล้ว โรคทาง ร่างกายแทบจะเกิดไม่ได้. แม้จะเกิดได้ ก็ไม่มีปัญหา คือมันเหมือนกับไม่มีความหมาย กลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะ ; แม้แต่ความตายก็เป็นของเด็กเล่น ไม่ทำให้ใครกระวน กระวาย นี้เป็นความมุ่งหมายที่พุทธบริษัททุกคนจะต้องไปให้ถึง. เครื่องป้องกันโรคของพระพุทธเจ้าคือ "เป็นอยู่โดยชอบ" สำหรับสิ่งที่จะเป็นเครื่องป้องกันโรคตลอดเวลา ทุกอย่างทุกกรณีนี้ มันพูด ได้ง่ายๆ ด้วยพระพุทธภาษิตที่ว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" พึงเป็นอยู่โดยชอบ - สมมา วิหเรยยฺ ถ้าพูดเป็นนามศัพท์ก็ว่า สัมมาวิหาร. เมื่อครั้งที่แล้วมา เราพูดถึง ทิพย์วิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญญตาวิหาร ตั้ง ๔ วิหาร ; เดี๋ยวนี้เราอยากจะพูด เพียงคำเดียว โดยเป็นที่สรุปของทั้งหมดนั้นว่า สัมมาวิหาร ตามที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสเหมือนพินัยกรรมสุดท้าย เมื่อใกล้จะเสด็จปรินิพพานอยู่ในเวลาไม่กี่นาทีแล้วว่า : - ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ จักเป็นอยู่โดยชอบไข้ โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ ; บาลีมีว่า สเจเม ภิกขเว ภิกขู สมฺมา วิหเรยยฺ - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่านี้จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ , อสุญโญ โลโก อรหฺเตหิ อสส - โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์. พระอรหันต์ คือผู้ปราศจากโรคอย่างแท้จริง ก็มีได้ ด้วยเหตุสักแต่เพียงว่า เป็นอยู่โดยชอบ

น.414 คำพูดสักแต่ว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" นี้ ไม่ใช่คำพูดสักแต่ว่า ; มีความหมายมาก แต่พูดไว้สั้นได้เพียงไม่กี่พยางค์ ว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" ขอให้สนใจคำนี้ แล้วเรื่องนี้ ก็ได้อธิบายมาแล้ว เป็นอยู่โดยชอบนั้นคือ อริยมรรคมีองค์ แปด. ตรงนี้ก็อยากจะขอเตือนผู้ใหม่ต่อการศึกษาพุทธศาสนาสักนิดหนึ่งว่า ถ้าจะ เรียกชื่อมรรค หรือ อริยมรรค ให้ถูกต้อง ก็ต้องเรียกว่ามีองค์แปด ; อย่าพูดว่า แปด เฉย ๆ. พูดว่ามรรคแปดนั้นพูดอย่างสะเพร่า, หรือพูดอย่างไม่รู้ เป็นที่ หัวเราะเยาะของผู้รู้ กลายเป็นมรรคตั้ง ๘ อย่าง ๘ ทางนี้. พูดว่ามรรคมีองค์ ๘ eight fold path หนทางประกอบด้วย, fold แปด มันมีอะไร ๘ อย่าง แล้วมารวม กลมเกลียวเป็นอันเดียวกัน ก็เรียกว่ามรรคหนึ่งเท่านั้น ไม่มีแปด ; แต่ว่า หนึ่งนั้น ประกอบอยู่ด้วยองค์ประกอบแปด. มรรคแปดนี้ก็น่าหวัว ตั้ง ๘ มรรคจะเดินกันอย่างไร เดินวิ่งไป วิ่งมา - วิ่งไป วิ่งมา - วิ่งไป, วิ่งมาทางนั้นที ทางนี้ที่ ; อย่างนี้มันก็ไม่ถูก. เดินทางเดียว ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องถึง ๘ อย่าง ในหนทางอันเดียวกัน นี้เรียกว่าเป็นอยู่ โดยชอบ. แต่ถ้า สรุป แล้ว มรรคมีองค์แปดนั้น ก็คือ ความถูกต้อง ; ความถูกต้องนี้ ต้องมาจากความไม่ผิด ; ความไม่ผิดนี้ ก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด โดยความเป็น ตัวกู - เป็นของกู. พอมีความไม่ยึดมั่นอย่างนี้แล้ว มันไม่มีทางจะทำผิดอะไรได้ ทาง กาย ทางวาจา ทางปาก ทางท้อง ทางความคิดเห็นอะไรทุกอย่าง ; ฉะนั้น คำว่าชอบ หรือถูกต้องเพียงคำเดียวนี้ มันพอ. เป็นอยู่โดยชอบ ก็เหลืออยู่แต่คำว่า ชอบ หรือ ถูกต้อง ; แล้วก็รู้ว่า ชอบหรือถูกต้องนี้มันพอดี คือไม่มากไม่น้อย ไม่ตึงไม่หย่อนนี้

น.415 ไม่ขาดไม่เกินนี้ก็ได้ แล้วแต่จะเรียก ; หรือความมากที่สุดนี้ มันอยู่ที่ความพอดี. ฟังดูมันคล้ายกับว่าน้อยไป แต่ความถูกต้อง เป็นอยู่อย่างไรจึงจะชอบ คือถูกต้องพอดี เราจะเป็นอยู่อย่างไร จึงจะเรียกว่า เป็นอยู่ถูกต้องหรือพอดี นี่เป็นปัญหา. ถ้าเป็นอยู่อย่างนั้นได้ มันก็เป็นวัคซีนอยู่โดยอัตโนมัติ ที่จะป้องกันทางมาของโรค ; หรือการที่จะเกิดโรคใด ๆ ขึ้นมา ในขณะที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น อะไร เป็นต้น ๖ ประการนั้นในชีวิตประจำวันของคนเรา. จะพูดว่า ไม่รับเชื้อโรคเข้ามา ก็ได้ จะพูดว่า ป้องกันไม่ให้มันเกิดอาการที่เป็นโรคขึ้นมาก็ได้ เราจะพูดด้วยภาษาไทย ธรรมดา ๆ ว่า จะทำอะไร จะทำอย่างใด ในชีวิตประจำวัน แล้วจะเป็นเหมือนวัคซีน ป้องกันโรค. จะทำอะไร อย่างไร นี้ เราจะพูดถึงคำว่าอย่างไรก่อน, ก่อนคำว่าอะไร มันเข้าใจง่าย สำหรับความจำหรือความสังเกต. การที่เราจะทำอะไรนั้น กินความกว้างไปถึงการกระทำ แม้ที่ไม่ได้ตั้งใจ ; เช่นการกระทำที่สะเพร่าหรือเผลอไป; เพราะแม้เราจะทำอะไรด้วยความเผลอไป ผล มันก็ต้องเกิดขึ้นเหมือนกัน, แล้วบางทีก็เป็นอันตรายมากเหมือนกัน ที่ทำด้วยเผลอ ด้วยสะเพร่า โดยไม่เจตนานั้น. เพราะฉะนั้น คำว่า "ทำอะไร" มันเล็งถึงว่า ทำ โดยเจตนาก็ได้, ไม่มีเจตนาก็ได้. ไม่รู้ ไม่มีเจตนา นี่มันไม่รู้, หรือว่ารู้แล้วเผลอไป มันก็เท่ากับไม่รู้. ทีนี้ ที่ว่า เจตนา นั้น คือเราต้องการจะทำ และต้องการประโยชน์

น.416 อันใดอันหนึ่ง รู้อยู่เต็มที่ ; ฉะนั้น เมื่อเอาความเผลอหรือความไม่รู้ มาบวกกันเข้ากับ ความรู้ มันก็เป็นการทำหมดทุกอย่าง หรือทำได้ทุกอย่าง. นี้จะทำอย่างไร มีชีวิตอยู่อย่างไร ? เราไม่หมายความแต่เพียงว่า ทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นเรื่องเป็นราวนิดหน่อย ; แต่ว่าหมายถึง เป็นชีวิตทั้งชีวิต. ฉะนั้น ถ้าจะพูดว่า มีชีวิตอยู่อย่างไร จึงจะเป็นวัคซีนป้องกันโรคอยู่ในตัวมันเอง ? อย่างนี้จะ ง่ายกว่า จะมีชีวิตอยู่เหมือนกับก้อนหินก้อนดิน, หรือว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างต้นไม้ มีชีวิต อยู่อย่างแมลง มด แมลงมีชีวิตอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน, มีชีวิตอยู่อย่างคนบ่า มีชีวิต อย่างมนุษย์โบราณ หรือว่ามนุษย์ปัจจุบัน, กระทั่งว่าจะมีชีวิตอย่างเทวดา. ลองเทียบ มีชีวิต อย่างก้อนดิน ขอให้จับความหมายของคำพูดเหล่านี้ให้ได้ ที่เป็นหลักกำหนดกันได้ง่าย ๆ. ชีวิตอย่างก้อนดิน ก้อนหิน ต้นไม้นี้ หมายความว่า มันเป็นไปอย่างซื่อ ๆ เซ่อ ๆ ตาม ธรรมชาติที่จะไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปเอง ; มันไม่บาปไม่กรรม แต่ก็ไม่เฉลียวฉลาด อะไร เพราะว่าซื่อ ๆ เซ่อ ๆ. บางคนก็มองไปในแง่ร้าย บางคนก็ว่านี้ดีที่สุด มันไม่มี ความทุกข์. คำสำคัญในทางศาสนามีอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า innocent ; บางคนก็มองใน แง่เลวว่า มันซื่อ มันเซ่อ มันโง่ ; แต่ว่านักศาสนาเขามองคำนี้เป็นคำสูงสุด คือมัน สะอาด มันบริสุทธิ์ แล้วก็อย่างซื่อ ๆ อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก, คล้าย ๆ กับจะถือว่า ยิ่งคิดมาก ยิ่งรู้มากมันยิ่งคด, มันยิ่งคิด ยิ่งคุด. เพราะฉะนั้น ไม่รู้นี้ มันบริสุทธิ์ ;

น.417 ฉะนั้น เป็น innocent ลักษณะของพระเจ้า หรือ ลักษณะของพระ พระอาจารย์ผู้สูงสุด นี้. เรามีชีวิตอยู่อย่างต้นไม้ กระทั่งก้อนดินก้อนหิน มันมีอาการคล้าย ๆ อย่างนี้ มัน ซื่อ ๆ เซ่อ ๆ คงจะไม่มีใครต้องการ ยิ่งสมัยนี้. มีชีวิตอย่างสัตว์จำพวกแมลง หรือ จะมีชีวิตอย่างมดแมลง ซึ่งก็ยังจะต้องแบ่งแยกออกเป็นพวก ๆ : เป็นมดแมลงอย่างผีเสื้อ สำรวย สีสวยๆ บินโฉบไปโฉบมา ; นี่เป็นคนขี้เล่นขี้สำรวย อยู่อย่างเล่น ๆ ; คนบางคนก็มีชีวิตอยู่อย่างนั้น. หรือว่า เราจะเป็นแมลงชนิดที่มัน ดุร้าย เป็นอันตรายแก่ผู้อื่น มันก็ตรงกันข้ามกับผีเสื้อ ; เช่นแมลงป่องนี้ หรือสัตว์ มีพิษต่าง ๆ. หรือว่าจะเป็นแมลงชนิดที่มันขยันขันแข็ง เช่นมด เช่นผึ้ง ; แมลงผึ้ง มีลักษณะที่ว่า ขยันขันแข็งที่สุด มันก็มีความหมายของมันในตัวอย่างหนึ่งเสมอไป มัน จะขี้เล่น หรือขยันขันแข็ง หรือว่าจะทารุณโหดร้าย ไม่ยอมให้อภัย. นี่เรียกว่ามีชีวิต อย่างแมลง จะดีหรือไม่ดี ลองไปคิดดู. มีชีวิตอย่างสัตว์เดรัจฉาน หรือว่า จะมีชีวิตอย่างสัตว์เดรัจฉาน มันก็หลายพวกอีกเหมือนกัน : สัตว์ เดรัจฉานประเภทที่น่ารัก เพราะมันอ่อนโยนน่าเลื่อมใส; ก็เรียกว่ามีชีวิต อย่างที่มี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นิ่มนวล อ่อนโยน. แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานบางชนิด มันกระด้าง

น.418 โหดร้าย หยาบคาย, เป็นสัตว์ที่จะคอยกินสัตว์ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อ่อนโยน ; เช่น เสือ อย่างนี้ มันก็ผิดกับเนื้อทราย เนื้อกวาง, แมวนี้มันก็ผิดกับหนู. จะเป็นอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉานที่โหดร้ายก็ได้ ; ก็เรียกว่าเห็นแก่ตัว. สัตว์ เดรัจฉานพวกหนึ่ง อยู่อย่างอ่อนโยนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, อีกพวกหนึ่งก็อยู่อย่างเห็นแก่ตัว. อย่างแมวก็ต้องจับหนูกิน โดยไม่คำนึงถึงชีวิต เพราะมันไม่มีความรู้เรื่องนี้ ไม่ถือว่ามัน เป็นบาปหรือขาดศีล เพราะมันไม่มีความรู้เรื่องนี้ มันไม่มีเจตนาจะฆ่า มันมีเจตนาแต่ จะกินอาหารเลี้ยงชีวิต ; แต่เราถือว่าเป็นความโหดร้าย. มีชีวิตอย่างคนป่า หรือว่า จะมีชีวิตอยู่อย่างคนป่า คนป่านี้ต้องแบ่งเป็นอย่างธรรมดา หรือ อย่างป่าเถื่อน คนป่าอย่างธรรมดานี้. มันก็คือคนป่าสมัยหิน คนบ่าสมัยแรก ๆ มีใน โลกนี้ คนป่าอย่างธรรมดา ; ส่วน คนป่าเถื่อน นั้น คือ คนป่าในยุคปัจจุบัน ใน สังคม คือคนป่าเถื่อน ไม่ถือธรรมอะไร มุ่งแต่จะกอบโกย นี้ก็เรียกว่าป่าเถื่อนดุร้าย ทารุณ นี้ป่าเถื่อน. คนป่าธรรมดาเฉย ๆ มันเป็น babarianism นี้มันก็ไม่ดุร้าย หรือไม่มีอันตราย อะไรนัก. พวก savage ที่มันดุร้ายนี้ มีลักษณะของคนป่าเถื่อนสมัยปัจจุบันนี้มากกว่า ; เป็นป่าเถื่อนได้ทั้งที่เล่าเรียนมามีปริญญาเป็นหาง. นี่เรียกว่าชีวิตอย่างไหน สำหรับคน ป่าเถื่อน คนอนารยะในยุคปัจจุบันนี้ยิ่งมีมาก. ถ้าคนป่าอย่างธรรมดาสามัญ ยุคดึก-

น.419 ดำบรรพ์โน้น มันก็มีความอ่อนน้อม ถ่อมตัว มีความขลาด มีความกลัว ; แต่ถ้ามัน มีความป่าเถื่อนแล้วมันก็กระด้าง ยกตัว เห็นแก่ตัวจัดกว่าธรรมดา. นี้เราพูดว่า คนป่า ; ระวังให้ดี, คนป่าตามธรรมดา ตามธรรมชาติ มัน ขี้ขลาด มันกลัว มันถ่อมตัว มันวิ่งหนี. คนป่าเถื่อนอย่างยุคปัจจุบันนี้ มันเห็นแก่ตัวจัด มันทำอันตราย มันเป็นอันตราย. นี่ต่างกัน เรียกว่าอย่างเป็นหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ในพวกคนป่า ๒ ประเภทนี้. เราลองมีชีวิตอยู่อย่างคนป่าดูบ้าง. มีชีวิตอย่างมนุษย์ลักษณะต่าง ๆ หรือว่า จะมีชีวิตอย่างมนุษย์ มันก็มีหลายแขนง. คำว่า มนุษย์ นี้ต้อง มีความหมายว่ามีจิตใจสูง ; อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีจิตใจสูงกว่าธรรมดา กว่าสัตว์ เดรัจฉาน หรือว่าคนบ่าที่เป็นสักว่าคน. มนะ แปลว่า ใจ, อุษยะ แปลว่า สูง ใจสูง ก็ได้. หรือว่า เหล่ากอของผู้มีใจสูง ก็ได้. ให้ถือเอาความหมายของคำว่ามนุษย์อย่างนี้ ; ถ้าใจยังต่ำ ก็ยังไม่เป็นมนุษย์ ยังเป็นคน ในระดับเดียวกับสัตว์ ในความหมายอย่าง เดียวกับสัตว์เดรัจฉาน, ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีใจสูง. เรามีคำว่า "สุภาพบุรุษ" ขึ้นมาในภาษาพูดในโลกนี้ ก็หมายความว่า มี ใจ สูง เหมือนกัน ; สุภาพบุรุษนี้ต้องหมายความว่ามีใจสูงเหมือนกัน ; ถ้าผิดจากนี้ มัน ก็เป็นอันธพาล หรือธรรมดาเกินไป. ภาษาจริยธรรมหรือภาษาวัฒนธรรม มีคำว่า "สุภาพบุรุษ" นี้มันก็พอแล้ว ; ถ้าคนเป็นสุภาพบุรุษกันแล้ว โลกนี้ก็หมดปัญหาได้ เหมือนกัน คือไม่มีอันตราย ไม่มีความยุ่งยากลำบาก.

น.420 ในทางธรรมะ ใน ทางศาสนา เราเรียกว่า สัตบุรุษ ใน ความหมายอย่าง เดียวกับสุภาพบุรุษ สัตะ นี้แปลว่า สงบระงับ, สัตบุรุษ นี้หมายว่า ผู้ที่สงบรำงับ ไม่มีโทษ ไม่มีอันตราย ทั้งแก่ตัวเองและทั้งแก่ผู้อื่น คือไม่มีโรค ไม่มีโรคทางวิญญาณ ด้วยเหมือนกัน. แต่ถ้าสูงไปอีก ก็จะใช้คำว่า อริยบุคคล อริยมนุษย์ ; อริยบุคคล ปรากฏชัดลงไปทีเดียวว่า ไม่มีโรค. ความไม่มีโรคนั้นก็เด็ดขาด คือว่า ไม่กลับเป็น โรคอีก, หายโรคแล้ว ไม่กลับเป็นโรคอีก. สุภาพบุรุษหรืออะไรทำนองนี้ ยังไม่ค่อย จะแน่ มันอาจจะหายไปเพียงบางครั้งบางคราว หรือบางกรณี ; แต่ถ้าเป็นอริยบุคคล ละก็ ต้องหมายความว่า โรคใดหายไปแล้ว โรคนั้นไม่กลับมาอีก. ชีวิตอริยบุคคล คือชีวิตที่ไม่มีโรค หรือป้องกันโรคโดยอัตโนมัติอย่างยิ่ง, แล้วก็อย่าลืมว่า มันไม่เพ้อ ไม่เกิน ไม่อะไรไปทางไหน มันพอดีอย่างนั้น. ความ เป็นพระอริยเจ้า นี้ อย่าไปคิดว่าเกินวิสัยที่คนธรรมดาจะมีได้ เป็นได้ ; ให้ถือว่า เป็นความถูกต้องและพอดี ; ถ้าเลยไปจากนี้อีก มันก็ เป็นมนุษย์อย่างโพธิสัตว์ ที่เราออกชื่อมาแล้วว่า สุภาพบุรุษ สัตบุรุษ อริยบุคคล อะไรก็ตาม เป็นเรื่องส่วนตัว ; ถ้าดีกว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่เพ่งเล็งถึงผู้อื่น. คำว่า โพธิสัตว์ ในความหมายสามัญธรรมดานี้ เขา หมายถึง ผู้ที่จะเห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. คำว่า โพธิสัตว์ อาจจะแปลว่า สัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า นี้ก็ได้ ; แต่สัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้านี้ คือสัตว์ที่เพ่งเล็งผู้อื่นจนลืมตัว ลืมตัวเอง มิได้นึกถึง

น.421 ประโยชน์สุขของตัวเอง เพราะมันไปเพ่งเล็งแต่ผู้อื่น จะให้ผู้อื่นเป็นสุข. กิริยานี้มัน ปลอดภัยอยู่ในตัว โดยอัตโนมัติ ; เพราะผู้ที่เพ่งเล็งจะทำประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น ทำ ความชั่วส่วนตัวไม่ได้. นี่เรียกว่า ไม่มีทางจะเกิดโรคส่วนตัว ถ้าอยู่ด้วยความคิดที่เสียสละเพื่อผู้อื่น ; เพราะสละเพื่อผู้อื่น ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ไม่มีตัวกู - ไม่มีของกู จึงเห็นแก่ผู้อื่นได้ ; เพราะฉะนั้น ก็เลยเป็นเรื่องที่สูงที่สุด ในความปลอดภัยจากโรคกิเลส. คำว่า "โพธิสัตว์ นี้" ภาษาหนังสือตามธรรมดา จะใช้คำว่ามหาบุรุษ หรือมหาสัตว์ อะไรก็ได้. หรือจะพูดว่า มีชีวิตอย่างมนุษย์ สุภาพบุรุษ สัตบุรุษนี้ ก็เรียกว่า มีชีวิต ที่ประกอบอยู่ด้วยความพอดี ; แต่ถ้า มีชีวิตอย่างโพธิสัตว์ อย่างมหาสัตว์ อย่าง มหาบุรุษ ก็หมายความว่า มีความกรุณาอันใหญ่หลวง เหมือนพระพุทธเจ้า ระดับ พระพุทธเจ้าไปเลย, มหาการุณิโก นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของสัตว์ มีกรุณา อันใหญ่หลวง. ถ้าเราอยาก จะบำเพ็ญอุดมคติของโพธิสัตว์ ก็เพิ่มความกรุณาอันใหญ่หลวง จนกระทั่งลืมความเห็นประโยชน์สุขของตัว ; อย่างนี้คนก็ไม่ค่อยชอบ เพราะแต่ละคน ต้องการจะบริโภคความสุขทางเนื้อหนัง ทางเอร็ดอร่อยของตัว ให้มันมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่มีขอบเขต. เนื้อที่สำหรับเป็นพระโพธิสัตว์ จึงไม่ค่อยมี ทั้งที่มันควรจะมี หรือมีได้. อาชีพที่ประเสริฐ เช่น อาชีพเป็นครู อาชีพเป็นแพทย์นี้ มีโอกาสที่จะเป็นโพธิสัตว์ ได้มาก ; แต่ก็เป็นยาก เพราะคนเป็นโรคเห็นแก่ตัว. ผมไปที่โรงพยาบาลชั้นใหญ่ ชั้นมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ไปเพื่อจะตรวจอะไร อย่างหนึ่งนี้ไม่ต้องออกชื่อ เดี๋ยวคุณจะจับได้. หัวหน้าแผนกเป็นแพทย์ชั้นอาจารย์

น.422 ซึ่งนายแพทย์ทั้งหลายก็เรียกว่า อาจารย์ เขาปฏิเสธว่าเขายังไม่ได้กินข้าว แล้วเขามีคนไข้ รออยู่มาก ; เขาพูดด้วยน้ำเสียงสะบัด ๆ แล้วก็ลุกไป ให้ลูกน้องช่วยทำแทน. เรา ก็ไม่ได้นึกน้อยใจ หรือเสียใจ หรืออะไร ; แต่มานึกสงสัยเรื่องน้ำใจของความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่. ดูหน้าตา ดูลูกตานี้ ไม่ใช่ว่า มีเหตุผลอย่างนั้น, แล้วก็ปรากฏว่าถูกไล่ หรือถูกถอด โดยเหตุที่คงจะไม่มีอะไร นอกจากความเห็นแก่ตัว. พวกคุณก็เป็นแพทย์ หรือจะเป็นแพทย์ ที่พูดนี้มิใช่ติเตียน มิใช่เอามาลำเลิก ติเตียน ; แต่พูดให้รู้ว่า อาชีพที่จะต้องอาศัยอุดมคติของโพธิสัตว์ดังนี้ ก็ยังเป็นได้ถึง อย่างนี้ .. อุดมคติ โพธิสัตว์ นี้ นึกถึงผู้อื่นก่อนตัว ก่อนตัวเอง, หรือว่าอย่างน้อยก็ พร้อม ๆ กันไป นี่เป็นอย่างน้อย ; อย่างถูกต้อง ก็นึกถึงผู้อื่นก่อน. คำว่า โพธิสัตว์ มหาสัตว์ มหาบุรุษ หมายความถึง มหากรุณา. มีชีวิตอย่างเทวดา ที่อยากพูดอันสุดท้ายว่า จะมีชีวิตอย่างเทวดา ดูบ้าง. คำว่า "เทวดา" นี้ มันมีความหมายกำกวมเหมือนกัน คือกว้างหลายอย่าง : เทวดากามารมณ์ ในชั้นดุสิต ดาวดึงส์ อะไรกระทั่งปรินิมมิตวสวัตตินี้ ก็เป็นเทวดากามารมณ์. ชั้นพรหมโลก ก็มีเทวดาชั้นพรหม : รูปพรหมบริสุทธิ์ อรูปพรหมบริสุทธิ์ ก็เป็นเทวดาด้วยกัน ทั้งนั้น. ถ้าเป็นเทวดาอย่างกามาวจรนี้ เทวดาที่เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามารมณ์นี้ ก็มี ชีวิตชนิดที่กินเหยื่อ เล่นสนุกอะไรอยู่ตลอดเวลา. คนบางคนก็เอาแต่อย่างนั้น ใน

น.423 โลกนี้ เป็นเจ้าสำรวย เจ้าสำราญอะไร ก็เรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างเทวดาชั้นกามาวจร. ชีวิต อย่างนี้ไม่ป้องกันโรค ไม่เป็นวัคซีนที่ป้องกันโรค อย่าไปบูชามันนัก มันจะเปิดรับโรค หรือเปิดรับเชื้อโรคอย่างกว้างขวาง. หรือ มีชีวิตอย่างเทวดาชนิดพรหม คือไม่ยุ่งกับกามารมณ์ ไปยุ่งกับความ บริสุทธิ์ หรือว่างจากกามารมณ์, มีตัวกู - ของกู ชนิดที่หยิ่งหรือทะนงตัวเองมากที่สุด ตรงนี้, แล้วก็ซึมกระทือ ; นี่ใช้คำข้อนี้โสกโดก ; อยู่ในความพอใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ มีตัวกูจัด แต่ว่าจัดในทางยึดมั่นถือมั่นว่าบริสุทธิ์ มีความเป็นอยู่เอื่อยเฉื่อย ไม่โลดโผน เหมือนเทวดากามารมณ์. นี้ลองเป็นเทวดาประเภทนี้ดูบ้าง มันก็ไม่ป้องกันโรค ไม่เป็น วัคซีนป้องกันโรค มีแต่ความเอื่อยเฉื่อย มันก็รับโรคประเภทที่เหมาะสำหรับความเอื่อย เฉื่อยเข้ามา. เป็นอะไรก็ไม่ดีเท่าเป็นมนุษย์ให้ถูกต้อง ชีวิตในหลาย ๆ ชนิด ที่ยกตัวอย่างมาให้ดูว่า จะมีชีวิตกันแบบไหน จึงจะ เป็นวัคซีนป้องกันโรคอยู่ในตัว. คุณใช้ปัญญาพิจารณาดูเอาเอง จะอยู่อย่างก้อนหิน ก้อนดินนี้ ผมก็ว่าสบายดีเหมือนกัน สันโดษ ไม่ต้องการอะไรมาก, แล้วมันก็ซื่อ ๆ เซ่อ ๆ เป็น innocent ก็สบายดี ; แต่คงไม่มีใครชอบ, ถ้าชอบโลดโผน หรือจะ เป็นสำรวย สำราญอย่างผีเสื้อ มันก็ไม่ไหว, จะเคร่งเครียดในการงาน ไม่ดูหน้าอะไร อย่างมดอย่างแมลงผึ้ง มันก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน คงจะทนไม่ได้. นี่จะเป็นเดรัจฉาน หรือจะเป็นคนป่า หรือจะเป็นมนุษย์แบบไหนกันแน่.

น.424 ในที่สุดมันก็จะมาอยู่ที่ความ เป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง นี้ นับตั้งแต่เป็น สุภาพ บุรุษ เป็นสัตบุรุษ เป็นอริยบุคคล เป็นโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นยอดสุด ; รวมความว่า เป็นมนุษย์กันให้ถูกต้องนี้ จะเป็นวัคซีนที่ดี ป้องกันโรคทางวิญญาณทุก ชนิด. นี้กลัวแต่ว่าจะมีความเป็นมนุษย์ไม่ถูกต้อง. คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมมา วิทเรยยฺ - เป็นอยู่โดยชอบ นี้ก็หมาย ถึงความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง คือดำเนินอยู่ในอริยมรรค มีองค์ ๔ ประการ ; นี้ ถูกต้อง จะหวังความสำรวย สำราญอะไรไม่ได้นัก. ถ้าจะพูดถึงสำรวย สำราญ มันก็ สำรวย สำราญอย่างถูกต้อง ; ไม่ใช่สำรวย สำราญเป็นทาสของอายตนะ. ความสำรวยสำราญอย่างเป็นทาส เป็นขี้ข้าของอายตนะ นี้มันไม่ไหว มัน เป็นทาสกิเลส เป็นทาสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส นี้คงไม่ไหว. ฉะนั้น คำว่าสำรวยหรือสำราญอย่างผีเสื้อ มันคงไม่ไหว ; ถ้าสำรวยสำราญมีความหมาย อย่างอื่น มันก็จะได้เหมือนกัน. มันเป็นภาษาที่ว่าสองภาษาอยู่เสมอ : สำรวย สำราญอย่าง ภาษาธรรม คือ อิ่มเอิบอยู่ในความดีความงามที่ถูกต้อง, สำรวยสำราญอย่าง ภาษาโลก ก็เป็นเรื่อง ของคนโง่ มีสวยๆ งาม ๆ ตามแบบผีเสื้อ สวยงามที่แท้จริง เป็นเรื่องทางวิญญาณ แล้วก็มันเหมือนที่เราสวดเมื่อ ตะกี้ อาทิ กลฺยาณิ มฺเฌกลฺยาณิ ปริโยสานกลฺยาณิ ; งามอย่างนั้น ไม่ใช่ ผีเสื้อ. ขอให้มีความเป็นมนุษย์ที่มีความงามอย่างนั้นก็ใช้ได้ เรียกว่า เป็นความเป็น

น.425 มนุษย์ที่ถูกต้อง แล้วมากขึ้น ๆ แล้วก็งามอันสุดท้าย ก็ งามเพราะเห็นแก่ผู้อื่นยิ่ง กว่าตัว. ถ้าเป็นเทวดา เทวดาชนิดไหนก็ตาม มันเตลิดเปิดเปิงทางไหนก็ไม่รู้, เป็น สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ไหว, เป็นก้อนดินต้นไม้ก็ทนยาก, แต่เป็นมนุษย์ที่อยู่ตรงกลางที่ พอดีนี้ มันถูกต้องพอดี. ฉะนั้น เรามาศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา เพื่อความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ตามแบบที่พระพุทธเจ้าต้องการ สมฺมา วิทเรยยฺ แล้วโลกก็จะ ไม่ว่างจากพระอรหันต์ หลักการอย่างนี้ ผมว่า มีชีวิตที่เป็นวัคซีนป้องกันโรคอยู่ในตัวมันเอง ก็ไป พิจารณาดูโดยรายละเอียด นี่คือคำที่ว่าอย่างไร มีชีวิตอยู่อย่างไร หรือว่า ทำอะไร อย่างไร. นี่คำว่าอย่างไรทำอะไร ก็คือ ทำการเป็นอยู่ ทำการมีชีวิต, แล้ว ทำ อย่างไร ก็ทำให้เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องก็พอแล้ว. ให้ถือว่าคำพูดคำเดียวว่า "มนุษย์" นี้ เป็นคำประเสริฐวิเศษสูงสุด ที่สุด เลย ; เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นมนุษย์แล้ว มันลำบากที่ตรงนี้, หรือว่าจะเป็นมนุษย์ก็มนุษย์ ปลอม มนุษย์เทียม มนุษย์เก๊ มนุษย์โกง นี่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งนั้นแหละ ; เป็นอันธพาล เป็นปุถุชนคนพาล ไม่ใช่กัลยาณปุถุชน. กัลยาณปุถุชน นี้ เริ่มเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นสัตบุรุษ เป็นพระ อริยเจ้า มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องขึ้นมาทุกที ; แล้วก็เป็นได้ทั้งฆราวาส เป็นได้ทั้ง บรรพชิต บวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้. ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง หญิงก็ได้ ชายก็ได้ คน หนุ่มคนสาวก็ได้ ผู้ใหญ่ก็ได้ คนชราก็ได้ ; แต่ให้เป็นอยู่ให้ถูกต้องอย่างนี้. นี่สำหรับ คำว่าอย่างไร.

น.426 อะไรคือ กิจที่ต้องกระทำ ต้องพิจารณาให้มาก นี้ สำหรับคำว่า อะไร คือสิ่งที่จะต้องทำนั้น คือถูกกระทำนั้น มันก็มีมาก ขืนแจกรายละเอียดละก็ไม่ไหว จะพูดกันเป็นเค้า, เป็นเค้า ๆ หรือว่าเป็นประเภท ๆ. อย่างแรก ก็จะมาอย่างสูงสุดว่า สิ่งที่เราจะต้องทำโดยพุทธประสงค์ หรือโดยโพธิประสงค์ก็ตามใจ เหมือนกัน. พระพุทธเจ้าต้องการให้เราทำอะไร เรารู้ หรือเปล่า ? สิ่งนั้นแหละคือสิ่งที่เราจะต้องทำ เรียกว่าทำโดยพุทธประสงค์ : จะเป็นอยู่ อย่างไร, จะต้องทำอะไร, เราจะต้องทำอะไรบ้าง ในการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้. ถ้าเรา นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมครู เป็นพระศาสดา เป็นผู้นำ เราต้องเล็งถึงข้อนี้ ว่า อะไรเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ จะให้เราทำ แล้วก็ทำอย่างที่ท่านต้องการ จะให้ทำด้วย ทำสิ่งนั้นตามอย่างตามวิธีที่ท่านต้องการ จะให้ทำด้วย. เมื่อตะกี้พูดว่า โพธิประสงค์ ก็หมายความว่าสติปัญญาต้องการให้ทำ พุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ต้องการให้ทำ. พุทธ เป็นบุคคล โพธิ เป็นสติปัญญา ; ไม่ใช่บุคคล. แต่ว่าบุคคลที่มีโพธิ นั่นแหละคือพระพุทธเจ้า มันเรื่องเดียวกัน โดยพุทธประสงค์ หรือโดยโพธิประสงค์ นี้มันเหมือนกัน ทำตาม ความประสงค์ของพระพุทธเจ้าก็ได้, ทำตามสติปัญญาที่มันเป็นสติปัญญาจริง ๆ ก็ได้. ก่อนที่จะทำอะไรลงไปก็ถามดู, ถามตัวเองดูว่า นี้มันทำโดยอะไร โดย พุทธประสงค์ หรือว่าโดยกิเลสประสงค์ ? มันก็มีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น ถ้าจะเติมลงไป

น.427 อีกอย่างก็ว่า โดยความจำเป็นบังคับ. เรารู้อยู่ว่า โดยพุทธประสงค์เป็นอย่างไร, โดยกิเลสประสงค์เป็นอย่างไร ; แต่เดี๋ยวนี้ เราถูกอำนาจอะไรบางอย่างในโลกมันบังคับ เช่นเราถูกจับไปเป็นเชลยอย่างนี้ เขาบังคับให้เราทำอะไรตามที่เขาต้องการ อย่างนี้ นี้ไม่ใช่โดยพุทธประสงค์, แล้วก็ไม่ใช่โดยกิเลสของเราประสงค์; แต่โดย อำนาจบังคับของคนที่ ๓ หรือคนที่ ๒ แล้วแต่เป็นกรณีอย่างไร. นี้ก็ต้องตัดสินใจ หรือว่าจะต้องแยกออกไปอีกอย่างหนึ่ง. โดยพุทธประสงค์ โดยโพธิประสงค์ ก็ยังมีว่า เพื่อตัวเอง หรือว่า เพื่อผู้อื่น แล้วก็ยังมีว่า อย่างต่ำ ๆ หรือ อย่างระดับกลาง หรือ อย่างระดับสูงสุด. จำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ ไปคิดไปนึก ไปแยกแยะดูเอง. ถ้าว่า โดยกิเลสประสงค์ หรือว่ากิเลสบังคับก็ตามใจ โดยกิเลสประสงค์ หมายความว่า เราสมัครใจทำด้วยอำนาจของกิเลส; ไม่ใช่ทำโดยความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี นี้ทำเพื่อกิเลส ไม่ใช่เพื่อตัวตนอันบริสุทธิ์ หรือไม่ใช่เพื่อผู้อื่นอันบริสุทธิ์. ทำเพื่อกิเลส ซึ่งมันกำลังเป็นนาย แล้วสูงไปไม่ได้, ทำเพื่อกิเลสนี้ มันจึงสูงไปไม่ได้ ; มันมีแต่ต่ำทรามอย่างเดียว. พูดอีกทีก็ว่า เพื่อฆ่าตัวเอง ; ถ้าทำไปเพื่อกิเลส ก็เพื่อ ฆ่าตัวเอง เพื่อทำลายตัวเอง. ฉะนั้น มันสูงไปไม่ได้ ก็มีความต่ำทราม. นี่ทำอะไร โดยพุทธประสงค์ก็ไปอย่างหนึ่ง, โดยกิเลสประสงค์มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง. จงมีความ ยับยั้งชั่งใจในตอนนี้ให้มาก, มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้มาก, มีสติสัมปชัญญะให้มาก ที่จะทำอะไรลงไปวันหนึ่ง ๆ ว่านี้ โดยกิเลสประสงค์ หรือว่า โดยโพธิประสงค์. โพธิก็หมายความว่าสติปัญญา รู้สึกผิดชอบชั่วดี, กิเลสก็หมาย ความว่าเพื่อความมืดมนท์ ความมืดมนท์ ความที่ไม่มีโพธิ ก็ไม่สว่างแล้วมันก็มืด.

น.428 ทำไปตามกิเลสประสงค์ ก็เพื่อฆ่าตัวเอง ด้วยกิเลสมาก ๆ ; หาเงินได้ มาก ๆ ก็เลยเป็นเงินปลอม เงินทุจริต เงินเน่า เงินสกปรก ; หาเกียรติได้มาก ๆ ก็เป็นเกียรติที่เน่า ที่เหม็น ที่มีความเน่าอยู่ในตัวมันเอง ไม่มีใครรู้ ; มีอำนาจวาสนา มันก็เป็นอำนาจวาสนาที่สกปรก เงินหรือเกียรติ หรืออำนาจวาสนาชนิดนี้ มันเป็นไป เพื่อฆ่าตัวเองทั้งนั้น. ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ หรือว่าในปัจจุบันนี้ก็มี เขามีเงินมาก มีเกียรติ มาก มีอำนาจวาสนามาก แล้วก็เพื่อทำลายตัวเอง. เพื่อฆ่าตัวเอง นี้คือกิเลสประสงค์ ; กิเลสประสงค์จะฆ่าตัวเอง. ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ ที่จะไปหลงใหลในความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง อย่างที่คนหนุ่มคนสาวต้องการกันมากนักนั่นน่ะ มันเพื่อฆ่าตัวเอง ; แต่เขาก็ไม่ยอมเชื่อ เขายังดันทุรังไปอย่างนั้น อย่างน้อยก็เพื่อทรมานตัวเอง อยู่ด้วยไฟ คือราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง มันเผาอยู่ ; นี้ไม่ไหว. เอามาพูดให้รู้ว่าสิ่งที่ เราทำไปตามโพธิประสงค์ กับสิ่งที่เราทำไปตามกิเลสประสงค์นี่ มันต่างกันอย่างนี้ นี้สิ่งที่ทำไป หรือต้องกระทำด้วยอำนาจบังคับ นี้ก็มีปัญหาที่จะต้องเลือก คือ ยอมตายหรือยอมทำ มี ๒ อย่าง. สิ่งที่เรียกว่าอำนาจนี่ มันมีความหมายมาก มี ความสำคัญมาก เพราะใครๆ ต้องอยู่ในวิสัยที่จะต้องเผชิญกับสิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า อำนาจ ; แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้เสียด้วยว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก นี้คนฟัง ไม่ค่อยถูก. ผมอยากจะพูดว่า พวกคุณทั้งหมดนี้ก็ยังจะพังไม่ถูก ว่า "อำนาจเป็นใหญ่ ในโลก" พวกนิสิตจะเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล ไม่ยอมให้ใช้อำนาจ นั้นเขาลืมไป ไม่รู้ความจริงข้อนี้.

น.429 คำว่า "อำนาจ" มันมี หลายความหมาย : อำนาจเงิน อำนาจอาวุธ อำนาจ กามารมณ์ อำนาจกิเลส, อะไรนี้เป็นอำนาจทั้งนั้น. ถ้าเขาใช้กำลังกายบังคับ อำนาจ กำลังกาย อำนาจปืน อำนาจอาวุธบังคับ มันก็เป็นอำนาจชนิดหนึ่ง ; ก็รวมอยู่ในคำว่า มันเป็นใหญ่ในโลกเหมือนกัน. คุณลองคิดดูซิ โลกบางคราวทั้งโลกนี้ มันตกอยู่ใต้ อำนาจปืน อำนาจกำลังทางวัตถุอย่างนี้ ; มันก็มีปัญหาว่า เราจะเอาอย่างไร ? เราจะ ยอมตายหรือว่ายอมทำตาม หรือจะประท้วงด้วยความตายก็ได้เหมือนกัน ; นี่เป็นสิ่ง ที่ต้องวินิจฉัย ต้องเลือก. สัตบุรุษ เขาไม่ได้มีหลักว่า จะบ้าบิ่นยอมตายไปเสียในทุกกรณี ไม่ยอมทำ ตามอำนาจชนิด นี้ เขาก็มีหลักเกณฑ์ที่ว่า เรา จะต้องหลีกเลี่ยง ; ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะยอมทำตามในกรณีที่พอจะทำไหว คือในกรณีที่ยอมไม่ไหวก็ยอมตาย. นี่ อย่างนี้ มันเป็นเหตุผล ; มันเป็นความยืดหยุ่น เป็นความที่มุ่งหวังจะทำให้ดีที่สุด, แล้ว อำนาจนั้นมันก็ไม่ยืดยาวอะไร ก็ทนทำไปพักหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป. ดูเรื่องสงครามคราวที่แล้วมานี้เป็นตัวอย่างใช้ได้ ; บางทีก็ต้องยอมที่เรียกว่า surrender มันก็ไม่ได้มีความหมายเป็นเรื่องเลว เรื่องผิด เรื่องน่าละอายอะไรเสียอย่างเดียว ; บางที surrender นั้น กลับเป็นความถูกต้อง แต่บางทีก็เป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ. ก็ไป เลือกเอาเองซิว่า เราจะปฏิบัติต่ออำนาจที่มันล่วงล้ำเข้ามาบังคับ. แล้วอย่าลืมไปว่า อำนาจอย่างโลก ๆ อย่างนี้ ไม่ร้ายเท่าอำนาจกิเลส ที่เราสมัครเป็นทาสมัน. อำนาจเงิน เดี๋ยวนี้ก็กำลังเป็นปัญหาในโลก ; แม้ในประเทศไทยเรานี้ อำนาจเงินนี้ทำความปั่นป่วนมาก, แล้วก็มาถึงอำนาจกามารมณ์. คุณเป็นผู้สำเร็จ การศึกษา แล้วกำลังพ่ายแพ้แก่กามารมณ์ ; อุตส่าห์เรียน อุตส่าห์ทำงานเหน็ดเหนื่อย

น.430 เหงื่อไหลไคลย้อย เพื่อซื้อกามารมณ์นี้ ในอนาคตด้วยซ้ำไป, เตรียมตัวที่จะเป็นทาส กามารมณ์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะไปมีแฟนสวย ๆ หรือจะไปมีเรื่องของกามารมณ์ทั้งนั้น ที่ ประณีต ที่ไม่มีขอบเขต. สิ่งที่เรียกว่า กามารมณ์ นี้ ควรจะต้องอยู่ในขอบเขตจำกัดและพอดี ; ถ้าปล่อยไปหมดแล้ว มันก็กลายเป็นบาปเป็นอกุศล. คำว่ากามารมณ์นี้มันกำกวม จะเรียก ว่ากามคุณก็ได้, กามารมณ์ก็ได้, ในบาลีก็มีใช้ทั้ง ๒ คำ หรือหลายคำ ; แล้วก็ ไม่ได้ห้ามไว้ ว่าอย่าไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ หรือว่ากามคุณ. มีหลักว่าไปเกี่ยวข้อง อย่างถูกต้อง ที่เป็นฆราวาสก็เกี่ยวข้องมาก, ที่เป็นบรรพชิตก็เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น เท่าที่ไม่ผิดศีล ผิดวินัยของบรรพชิต กระทั่งว่า ไม่เกี่ยวข้องเสียเลย นี่เป็นการถูกต้อง. คำว่ากามารมณ์นี้มันกว้าง คือว่าสิ่งใดก็ตาม ที่ตรงกับความต้องการของ กิเลส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันก็ เป็นกามารมณ์ไปหมด. ความต้องการของกิเลส ไม่ใช่ความต้องการของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ; ถ้าเรามีความ รู้สึกผิดชอบชั่วดี เข้าไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์เหล่านี้ กามารมณ์เหล่านี้ก็แปรสภาพ เป็นเพียงสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตไปได้เหมือนกัน. มีชีวิตเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ต้องการอารมณ์ทางอายตนะ เช่นทาง ผิวหนังเป็นต้น มันเป็นสิ่งที่ยังตัดไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องให้ พอเหมาะพอดี ; อย่าถึงกับหลงเป็นหามรุ่งหามค่ำ หรือว่ากลายเป็นอะไรไปก็ไม่รู้. แม้แต่จะใช้คำหยาบ ๆ เลว ๆ ว่า บำบัดความใคร่ อย่างนี้ ก็ให้มันประกอบด้วยธรรม ให้มันพอดี ; เพราะว่าเดี๋ยวนี้ความใคร่เป็นสิ่งที่ต้องบำบัด ตามวิสัยของปุถุชนอยู่ในโลก ก็ต้องมีการกระทำที่ถูกต้อง.

น.431 ทางศีลธรรมเขาก็บัญญัติไว้เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ สำหรับ คนที่อยู่ในโลกเต็มที่ ต้องมีศีลธรรม ที่จะต้องมีครอบครัว มีอะไร มีคู่ครอง มีคู่บำบัดความใคร่แก่กัน และกัน ในทางที่ถูกต้อง ; แต่ว่าคนที่ต้องการสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็ไม่ต้องทำ, หรือ บรรพชิตมีความเกลียดชังสิ่งเหล่านี้แล้วก็หนีออกไป นี้ก็ไปทำอย่างอื่นซิ. นี้ที่ว่าเป็น ฆราวาส อยู่ในโลกนี้ ก็มีความถูกต้อง สำหรับจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ... สำหรับสิ่งที่จะต้องทำนี้ ยังมีลักษณะอย่างอื่นออกไปอีก ; ที่เราพูดกันมา แต่เพียงว่า สิ่งที่เราจะต้องทำโดยพุทธประสงค์ โดยกิเลสประสงค์ โดยอำนาจบังคับ นี้แล้ว ยังมีว่า สิ่งที่จะต้องทำตามระยะ ระยะกาล ระยะเวลา นี้ก็เพื่อจะแบ่งให้เห็น ชัดเข้า ง่ายแก่การปฏิบัตินี้ ระยะเวลานี้ไปแบ่งเอาเองก็ได้. ระยะกาลที่จะต้องทำตามพุทธประสงค์ ผมก็ชอบพูดว่า เมื่อศึกษา เมื่อแสวงหา เมื่อได้มา แล้ว เมื่อบริโภค. คุณลองจำไปดูว่า มันจะมีประโยชน์กี่มากน้อย ; เมื่อศึกษาวิชาความรู้สำหรับการแสวง หา, แล้วทีนี้ก็มาถึงเมื่อแสวงหา, แล้วก็มาถึงเมื่อได้มาหรือไม่ได้มา แล้วก็เมื่อบริโภค ผลที่ได้มา. เราไม่ค่อยจะทำอะไรให้รัดกุมหรือตรงจุด ; มันเป็นการทำอย่างเลือน ๆ ปน ๆเปๆ กันไป เรามีการงานที่จะต้องทำ แต่ว่ามันมีระยะกาลที่ว่า เมื่อศึกษาว่าจะทำ อย่างไร แล้วก็เมื่อเที่ยวแสวงหางานนั้น จนได้ทำ แล้วก็ได้ผลมา แล้วจะบริโภคผล นั้นอย่างไร.

น.432 ๔๑๒ มันมีปัญหาว่า แม้ว่าเมื่อจะบริโภคผลนี้ ก็ยังต้องระวัง ; เดี๋ยวนี้เต็มไป ด้วยความอวดดีตลอดสาย : เมื่อเรียนก็อวดดี, เมื่อหาอาชีพก็อวดดี, เมื่อประกอบอาชีพ ก็อวดดี, ได้ผลมาก็อวดดี, ก็บริโภคผลด้วยความตะกละ หลับหูหลับตา สิ่งที่กำลังทำ อยู่นั้นมันผิดไปหมด แม้ควรจะเป็นของถูก มันกลายเป็นของผิด. ฉะนั้น จะแบ่งเวลา เป็นปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย อะไรก็ได้. ยังมีที่เรียกว่าโดยสถานการณ์อีกประเภทหนึ่ง สถานการณ์คับขัน สถาน- การณ์ที่เมื่อเราช่วยกันไม่ได้ มันก็มี; เมื่ออุบัติเหตุหรือเมื่อมันคับขันจนมนุษย์ช่วย มนุษย์ด้วยกันไม่ได้ นี้มันก็มี. ไประวังเอาเอง ไปเลือกเอาเอง ไปทำให้ดี. ปฏิบัติอย่างไรจะคุ้มครองป้องกันโรคได้ นี้ก็อยากจะพูดอีกสักนิดว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นเครื่องคุ้มครองขึ้นมาได้, ใช้ หรือทำอะไร อย่างไร จึงจะเป็นวัคซีนขึ้นมาได้ ? นี้ก็ว่า ทำให้ถูกต้อง เท่านั้นแหละ พอดี เท่านั้นแหละ ; คำเดียวเท่านั้น เป็นอยู่โดยชอบ ที่พูดมาแล้ว. ถ้าหลง หรืองงไป ก็ไปดูคำบรรยายตอนต้น ๆ ที่แล้วมา ที่เราพูดถึงการตัดสินปัญหาชีวิต ด้วย หลักกาลามสูตร ก็ดี ด้วย หลักตัดสินธรรมวินัย ก็ดี นั้นแหละเครื่องตัดสินความถูกต้อง แล้วก็ทำไปด้วยจิตว่าง ไม่ยึดถือแม้ในความถูกต้อง ซึ่งจะเกินไปอีก. ทำถูกต้อง แล้วก็ไม่ต้องยึดถือในความถูกต้อง ก็ไม่มีความหนักอะไรเกิดขึ้นมาอีก ; นี้เรียกว่า ทำไปด้วยจิตว่าง. จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ไม่เป็นการทำลายตัว ไม่เป็น การทำลายผู้อื่น

น.433 สรุป ว่า ถูกต้องล้วน ๆ ก็ยังไม่พอ ต้องไม่ยึดถือในความถูกต้องนั้นด้วย จึงจะไม่เกิดผลปฏิกิริยาอย่างอื่น ที่มาจากความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้อง. ถ้าถูก ต้องแล้วย่อมไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ; สติปัญญามันคุ้มครองได้ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด. นี้เป็นวัคซีนป้องกันโรคทางวิญญาณแต่ต้นจนปลาย จนถึงที่สุด. นี่ขอให้ไปพิจารณากันเป็นเรื่องสุดท้ายของการบรรยายชุดเตกิจฉกธรรม และ ขอย้ำว่าขยันไหว้ครู ด้วยบทไหว้ครู ที่พูดถึงเกือบจะทุกครั้งว่า สพฺพญญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม - อาจารย์ของเรารู้ สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ชนะมารแล้ว, มหา- การุณิโก สตฺถา - เป็นผู้สั่งสอนที่ประกอบด้วยกรุณาใหญ่ เป็น สพฺพโลกติกิจฉโก - เป็นนายแพทย์ผู้รักษาเยียวยาโรคของสัตว์โลกทั้งปวง ดังนี้. เอาละพอกันที เวลาจำกัด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต