น.610 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์ในวันนี้ เป็นครั้งที่ ๒๒ และเป็นครั้งสุดท้ายของการบรรยายด้วย จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้รับในฐานะที่เป็นผลของโมกขธรรมประยุกต์นั่นเอง. นี้หมายความว่า การประยุกต์คือการปฏิบัติในโมกขธรรมให้ได้ในชีวิต ประจำวัน ก็จะได้รับผลสุดท้าย คือการได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. อีก อย่างหนึ่ง การบรรยายในวันนี้ ก็ต้องเป็นการสรุปใจความสำคัญของการบรรยายทุกครั้ง ที่แล้วมา. ๕๘๒
น.611 เราควรจะทบทวนกันถึงคำว่า "ประยุกต์" เป็นครั้งสุดท้ายอีก ขอให้ถือเอา ความหมายอย่างธรรมดาสามัญที่สุด ว่า คือปฏิบัติให้ได้ในการเป็นอยู่ประจำวัน. ถ้าสิ่ง ใดปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ก็เป็นอันว่า เลิกกัน ไม่ต้องสนใจก็ได้ ; กรมเพราะว่า สิ่งที่ประยุกต์ได้นี้มีมากเกินกว่าที่จะปฏิบัติไหว เลือกเอามาแต่ส่วนที่ประยุกต์ได้ก็พอแล้ว. ต้องมองให้เป็น แล้วจะประยุกต์ธรรมะมาใช้ได้ แต่ทีนี้ทำไมดูจึงคล้าย ๆ กับว่า ไม่มี, คือมีแต่คนบอกว่า ปฏิบัติไม่ได้ ประยุกต์ไม่ได้ ? นี้ควรจะถือว่า เพราะว่าประยุกต์ไม่เป็น เพราะว่ามองไม่เห็น ; ทำไม่ เป็นเพราะว่ามองไม่เห็น ; ที่มองไม่เห็นก็เพราะว่ามองไม่เป็น. มีแต่คน มองไม่เป็น จึงไม่เห็น ว่าจะปฏิบัติได้อย่างไร ; จะต้องมองให้เป็นจึงจะเห็น. นี่ก็ต้องเน้น หนักกันที่ตรงนี้เอง ว่า ธรรมะทั้งหลายนี้ อยู่ในสภาพที่เป็นหมัน เพราะว่าคนมองไม่เป็น คือไม่อาจจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้. การมองไม่เป็น หรือมองไม่เห็นนี้ ก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกที เพราะว่าสมัยนี้มันมี แต่สิ่งที่ทำให้ไม่มอง, หรือมองก็มองอย่างหยาบๆ เหมือนกับผืนมองอย่างเสียไม่ได้, หรือ ว่ามองอย่างเผื่อ ๆ เผื่อว่าจะมีอะไรดีบ้าง เพราะว่า เขาพูดกันนัก เขากล่าวถึงธรรมะ กันนัก ; แต่แล้วคนชนิดนี้เขาก็พ่ายแพ้แก่อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนี้ ที่มายั่วให้เขาไปสนใจ กับเรื่องของทางฝ่ายวัตถุ. ข้อนี้ก็ไม่ควรจะลืมเสียว่า เราได้พูดกันมาอย่างมากทีเดียว ว่ามีอยู่สองปัญหา เสมอ คือ ส่วนวัตถุ กับ ส่วนจิตใจ ซึ่งต้องการอาหารต่าง ๆ กัน : อาหารของร่างกาย ก็ต้องการไปอย่างหนึ่ง, จิตใจก็ต้องการอาหารอีกอย่างหนึ่ง. เมื่อเราให้อาหารแก่ ร่างกาย ก็เพื่อให้ร่างกายนี้ทรงอยู่ได้ สำหรับเป็นเครื่องรองรับจิตใจ ให้ยังคงอยู่ หรือ ว่าทำงานของมันได้. ทีนี้ จิตใจ ต่างหาก ที่จะทำงานต่อไป ให้มนุษย์ได้ลุถึงสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้; ทีนี้เขาสนใจกันแต่เรื่องวัตถุ เรื่องปากเรื่องท้องเสียเพียงด้านเดียว ความ
น.612 สนใจก็หยุดอยู่แต่ที่นั่น ไม่ค่อยจะขึ้นมาถึงจิตใจ, แม้ว่าเป็นทุกข์อยู่ก็ไม่สนใจ ว่า เราจะ ดับทุกข์ได้ เอาแต่ร้องไห้ โวยวายดิ้นรน ฮึดฮัดขัดใจไปตามแบบของคนที่ไม่เคยรู้ว่า มนุษย์เรานี้สามารถจะแก้ปัญหาทางจิตใจได้. นี้เป็นหัวข้ออันหนึ่ง ที่จะต้องดูให้ดี จึงสรุปไว้เสียทีหนึ่ง ว่า การที่จะ ได้สิ่งดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ได้นั้น ก็เฉพาะแต่ผู้ที่สนใจในเรื่องนามธรรม. ถ้าสนใจ กันแต่เรื่องรูปธรรม ก็จะได้ในสิ่งที่มนุษย์อันธพาล หรือมนุษย์ที่เป็นพาลเขาสนใจ เขา หวังกันนัก ไม่ใช่บัณฑิตที่สนใจ. ทีนี้เราจะไม่พูดถึงคนพาล หรือบัณฑิตกันแล้ว พูดแต่ว่ามนุษย์ก็แล้วกัน ขอให้มนุษย์นี่ไปเรื่อย เรื่อยไป ๆ ตามลำดับ จนถึงจุดหมาย ปลายทาง. ต้องการที่ จะให้ไปจนได้ถึงจุดหมายปลายทาง ทันแก่เวลา ได้ในชีวิตนี้ จึงเกิดการบรรยายในลักษณะอย่างนี้ขึ้นมา เพื่อว่า จะช่วยแก้ปัญหา อันนั้น, เพื่อจะ ปฏิบัติให้ได้ตามนั้น ; แล้วก็แยกแยะปัญหาออกเป็นข้อ ๆ ให้เข้าใจไปตามลำดับ ดังที่ ได้บรรยายมาแล้ว ๒๑ ครั้ง นับตั้งต้นตั้งแต่ว่า :- ๑. ปัญหาของคน เราจะต้องรู้เรื่องของ "คน" นี้ให้เพียงพอ, รู้เรื่องดีที่สุดของคน หรือปัญหา ของคน ว่าอยู่ที่ตรงไหน หรืออย่างไร, ต้องเข้าใจว่าคนคืออะไร, ดีไปทางไหนได้ ; นี่จึงเกิดมีแบ่งแยกเป็นคน เป็นมนุษย์ ให้ง่ายแก่การกำหนด จนกระทั่งรู้ว่า มนุษย์ จะต้องทำอะไร ก็คือให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ อย่างที่กำลังจะพูด. ๒. ความไวของจิต ทีนี้ เป็นเรื่องทางจิตใจ ที่จะเอามาทำ ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ปัญหามันก็เกิดขึ้นทางจิตใจก่อน : มีปัญหาว่า เราไม่สามารถจะควบคุมจิตใจ ไม่สามารถ
น.613 จะบังคับจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับความไวของจิต. ที่เป็นเอามาก ๆ ก็คือ ไม่รู้ ว่ามีจิตด้วยซ้ำไป, คือเขาไม่ต้องรู้ว่า มีจิตที่เขาคิดนึกเขาทำอะไรได้ เขาจึงไม่สนใจว่า มีจิต หรือไม่สนใจว่า จิตนั้นเร็ว หรือช้า หรืออะไรต่าง ๆ ; เอาแต่เรื่อง โทโส โมโห เมื่อไม่ได้อย่างใจ แล้วก็หลงใหลลิงโลดไปเมื่อได้อย่างใจ โดยไม่ต้องรู้ว่าเรื่องของอะไร. นี้เราจึงมาดูกันใหม่ ให้เห็นว่า เป็นเรื่องของจิต แล้ว รู้เรื่องจิต ให้พอสมควร จนถึง กับว่า เรา สามารถควบคุม มันได้ ให้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะทำ ๓. - ๖. สติสัมปชัญญะ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ และนิพพาน. ต่อไปก็มาถึง คุณธรรม ที่จะทำให้ควบคุมจิตได้ ก็คือ สติ และ สัมปชัญญะ แล้วเลยเนื่องไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ปัญญา ; สติ คือ ระลึก นั้นระลึกถึงตัวปัญญา, และ ปัญญา นี้จะต้อง ถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ปัญญาเฉโก หรือปัญญามิจฉา- ทิฏฐินั้นไม่เกี่ยวกัน ; แต่แล้วกลับมามีปัญญาเฉโก ปัญญามิจฉาทิฏฐินี้เสียเป็นส่วนมาก. ถ้าว่ามีสัมมาทิฏฐิ ก็จะรู้ มากขึ้น โดยเฉพาะจะรู้เรื่องตัวเองนี้มากขึ้น คือ รู้ภาวะ หรือสถานะของจิต ว่า กำลังเป็นอย่างไร, แบ่งได้อย่างไร. เป็นชั้นกาม ชั้นรูป เป็นชั้นอรูป นี่เรียกกันสั้น ๆ ; มัวไปหลงใหลในกาม หลงใหลในรูป หลงใหลในสิ่งที่ ไม่มีรูป จนกว่ามันจะหลุดพ้นออกมาจากสิ่งเหล่านี้ จึงจะเรียกว่าโลกุตตระ. คนที่หลงใหลอยู่ในโลกทั้งสามนั้นก็เป็นปุถุชน จะวิเศษชั้นไหนก็ยังเป็น บุถุชน ; แม้ละกามได้ก็ยังหลงใหลในตัวตน, เมื่อ ไม่หลงใหลในกาม ในรูป ใน อรูป โดยความเป็นตัวตนแล้ว จึงจะเป็นโลกุตตระ ที่จะ เป็นไปในทางของนิพพาน. นี่เขาไม่รู้เรื่องนี้ เพราะว่ามีความหลอกลวงของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย. ๗. สังขาร และความเป็นมายา ที่เราผ่านไป ๆ แต่ละวัน ๆ นี้ เป็นการปรุงแต่งของสิ่งที่เรียกว่า "สังขาร" หรือธรรมชาติที่เป็นการปรุงแต่งอยู่อย่างนั้น ก็หลงใหลกัน จนชิน ชินอย่างที่เรียกว่า
น.614 อนุสัย เรียกว่าสังโยชน์. นี้เป็นเหตุให้มีความหมายมั่นที่ผิด ๆ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จน เปรียบว่าชีวิตนี้ เหมือนกับดงทึบ รกเป็นป่าชัฏ เป็นเซิงหนามที่รกที่สุด ด้วยความเคยชิน ที่เต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ หรือด้วยกิเลส. อย่างนี้เป็นสิ่งที่จะต้องตัดสาง หรือถาง หรือว่า เผาไฟให้หมดไป จึงมีเรื่องขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง สำหรับตัดฟันสิ่งเหล่านี้ เราเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ; แต่ว่ามีหน้าที่ ที่จะตัดพัน ดงทึบ บ่าชัฏของกิเลสที่พัวพันกันอยู่ เหมือนกับเซิงหนามอันยากที่จะเข้าไปได้. ๘. ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ไปสนใจเรื่อง ถางป่ารถด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ราวกับว่า ชีวิตแต่ ละวัน ๆ นี้ เป็นเหมือนกับการถางป่ารก, พร้อมกับการที่ว่า ต้องลับอาวุธ ที่จะตัด จะพันนี้ให้คมเฉียบอยู่เสมอ. ฉะนั้น จึงเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ลับให้คมอยู่เสมอ เพื่อ สางรกชัฏของกิเลสนี้อยู่เป็นประจำ ด้วยความหวังว่า เราจะต้องได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ คือความเตียนโล่งไปแห่งกิเลส ที่เป็นเสมือนกับรกชัฏ ๙. - ๑๐. เรื่องเกี่ยวกับ "คุณ" และยังมีสิ่งที่จะต้องรู้จัก คือสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ ที่เป็นที่ตั้งแห่งการยึดถือของจิต สิ่งที่เรียกว่าคุณนี้ ถ้ากล่าวตามธรรมชาติแล้ว ไม่มีดีมีชั่ว ไม่มีโทษมีทุกข์อะไร. มันเป็นเพียงคุณสมบัติอันหนึ่งของสิ่งแต่ละสิ่ง ๆ. ที่ไปว่ามีดีมีชั่วขึ้นมานี้ ก็เพราะว่ามนุษย์รู้สึกอย่างไรก็บัญญัติอย่างนั้น : สิ่ง ใดถูกใจของมนุษย์ก็บัญญัติว่ามีคุณ, สิ่งใดไม่ถูกใจก็บัญญัติว่าเป็นโทษ. แต่ใน ภาษา ธรรมะ หรือภาษาปรัชญาในประเทศอินเดีย ก็ใช้คำว่า "คุณ" เสมอกันหมด เพราะว่า ตามธรรมชาติแล้ว ไม่เป็นดีเป็นชั่ว หรือว่า สิ่งเดียวกันนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ดี หรือน่ารัก น่าพอใจสำหรับคนพวกหนึ่ง แล้วก็ไม่น่ารักน่าพอใจสำหรับคนอีกพวกหนึ่ง จึงถือว่า มันมีคุณสมบัติอย่างนั้น ๆ ก็แล้วกัน.
น.615 ๕๘๗) การได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ทีนี้คนเรา ไปหลงในเรื่อง "คุณ" เห็นเป็นน่ารักพวกหนึ่ง น่าเกลียดน่าชัง พวกหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือความรู้สึก ที่รู้สึกเมื่อมีการสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนเกิดเวทนา ขึ้นมา. ความรู้สึกที่ เวทนา นั้น เป็นคุณ อันสุดท้าย ที่ทำให้เกิดกิเลส ก็มัวติดอยู่ใน "คุณ" ที่สำหรับทำให้ยินดีบ้าง สำหรับให้ยินร้ายบ้าง มันเหมือนกับว่าถูกผูกพัน หรือกักขังไว้ หรือครอบงำไว้ โดยสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" นั่นเอง ; จะต้องออกมาเสียจากอำนาจ หรืออิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" บุถุชนคนธรรมดายังหลงใหลใน "คุณ" นี้ในแง่ยินดี กับ ในแง่ยินร้าย แต่ พระอรหันต์ท่านออกมาเสียจาก "คุณ" ได้ ก็เลยไม่มีทางที่จะยินดีหรือจะยินร้าย หรือ ปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องของมัน. ๑๑. - ๑๒. หนทาง และ ผู้ชี้ทาง ทีนี้ วิถีทางที่จะทำให้เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" นี้ และ ออกมาเสียจาก อำนาจอิทธิพลของสิ่งนี้ได้ มีอยู่ในรูปของการปฏิบัติระบบหนึ่ง ซึ่ง เรียกว่าหนทาง หรือ มรรค หรือเรียกเต็มที่ว่า อัษฎางคิกมรรค หรืออริยอัฏฐังคิกมัคค์ ; เรียกด้วย ความพอใจอย่างยิ่ง คือเป็นระบบการปฏิบัติ ที่เมื่อปฏิบัติแล้ว จึงจะสำเร็จประโยชน์ เป็นหนทาง. ที่เรียน ๆ ท่อง ๆ ไว้นี้ไม่เป็นหนทางได้ หรือที่ยังปฏิบัติผิด ๆ ถูก ๆ อยู่นี้ ก็ไม่เป็นหนทางได้ ; ต่อเมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นจึงจะเป็น หนทางขึ้นมาได้ ; ฉะนั้น หนทางในที่นี้ หมายถึงการเดินทางที่เดินเสร็จแล้ว. ต่อไป เป็นเรื่องเกี่ยวข้องไปถึง พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นผู้ชี้ทาง. ถ้าจะปล่อยให้เราค้นคว้าเอาเอง ก็คงจะตายเสียก่อน หลายสิบชาติ หลายร้อยชาติ กว่า จะพบ ; เพื่อประหยัดเวลาเราจึงเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นการทดลองไปก่อน แล้วก็พบเรื่อยไปๆ ว่าเป็นจริงตามนั้น. พระพุทธองค์จึงทรงอยู่ในฐานะเป็นผู้ชี้ทาง ให้เดินออกไปเสียจากกรงขัง หรือวัฏฏะ.
น.616 วัฏฏะ นี้เป็นเหมือนกับกรงขัง คือมี กิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรม, ทำ กรรม แล้วก็ มีผลกรรม เกิดขึ้นมา, ผลกรรมเกิดขึ้น แล้วก็ให้เกิดกิเลสอันใหม่ต่อไปอีก, วนอยู่แต่อย่างนี้ ออกไปไม่ได้ ; ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงชี้ให้เห็นว่า จะออกไปได้ อย่างไร. ๑๓. - ๑๔. ผู้เดินทาง และมารในการเดินทาง มนุษย์จะต้องเป็นผู้เดินทางด้วยตนเอง ไม่มีใครมาอุ้มพาเหาะไปได้ เพราะ ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นแต่ผู้ชี้ทาง ท่านสามารถ ท่านฉลาดที่สุด ในการที่จะชี้ให้ คนที่ไม่โง่เกินไปได้รู้จักหนทางและเดินไปได้ ; สำหรับประเภทที่โง่เกินไป ท่านก็บอกว่า ชี้ไม่ไหวแนะไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมีผ้าในดวงตาหนาเกินไป คือมือวิชชาบังลูกตา หนาเกินไปจนไม่สนใจ จนไม่รู้เรื่อง. แต่ก็มีคนเป็นอันมาก เขาอยู่ในฐานะที่พอจะรู้เรื่อง หรือเข้าใจ แล้วก็เดินไปได้; คนพวกนี้แหละคือ พวกที่เดินทาง. คนอีกพวกหนึ่ง ไม่เดินทาง และไม่ยอมฟังเสียง ก็เรียกว่า เป็นคนที่จม อยู่ในวัฏฏะ คือเรียกว่าเป็นหลักตอที่ปักแน่นอยู่ในวัฏฏะ. พวกเราอย่าได้เป็นอย่าง นั้นเลย แต่เป็นผู้ที่พอจะฟังเรื่องนี้เข้าใจได้ แล้วก็สมัครที่จะเดินไปตามทาง. ปัญหาต่อไปที่มีบ้าง ก็คือ อุปสรรคที่จะต้องมี ; อุปสรรคมันก็ต้องมี พูด ว่าเป็นธรรมชาติเสียดีกว่า ที่ว่าอุปสรรคนั้นจะต้องมี ซึ่งทางจิตใจก็เรียกว่า “มาร" อุปสรรค คือ เครื่องกีดขวาง ข้างนอกทางวัตถุ นี้ก็เป็นเครื่องกีดขวาง เป็นเครื่องสะกัดกั้น อย่างที่เราเรียกกันว่า อุปสรรค ; แต่ถ้าเป็นเรื่องภายในจิตใจ นี้เขาเรียกให้ดูน่ากลัว ว่าเป็นมาร. เราต้องเอาชนะมาร ต้องเข้าใจเรื่องมารนั้น จึงจะเอาชนะมารนี้ได้. มาร ร้ายกาจที่สุด ก็คือกิเลส อีกนั่นเอง อยู่ข้างในนั่นเอง ; ส่วนเรื่องสังขารร่างกายความตาย อะไรต่างๆ นี้ ไม่ค่อยจะเท่าไร. อีกอย่างหนึ่งก็คือ การต้องเป็นไปตามกรรม โดยเฉพาะ
น.617 กรรมชั่ว เราไม่ได้ทำกรรมดีให้มากพอ กรรมชั่วก็คอยจะลากตัวไปเรื่อย นี้ก็เป็นมาร เหมือนกัน ; แต่อย่าลืมว่า กรรมนี้ก็มาจากกิเลส. ฉะนั้น ไปสรุปพญามารไว้ที่กิเลส ; ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นมารขึ้นมาได้. ๑๕. ตัวตน - ของตน เดี๋ยวนี้ ก็มาถึงสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง คือ สิ่งที่เรียกว่า "ตัวตน" เป็นเรื่องเข้าใจ ยาก เพราะรู้สึกว่า มีตัวเราเสมอ ; ถ้ามีตัวเรา ก็มีกิเลส พอมีตัวเราก็มีกิเลส, ความ คิดว่าตัวเรา - ของเราเกิดเมื่อไร เป็นมีกิเลสเมื่อนั้น. เพราะว่า การเกิดแห่งความคิด ว่า "ตัวตน" นี้ก็เป็นกิเลสประเภทแม่บทอันหนึ่งแล้ว ; พอเกิดเป็นตัวตนขึ้นมา มันก็ เกิดกิเลสเต็มรูปออกมาภายนอก เป็นโลภะ โทสะ โมหะ. ต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัวตน" นี้ให้ดี ว่าเป็นภาษาพูด เท่านั้นแหละ เพราะ ว่าต้องพูดตามความรู้สึก แล้วพูดกันจนเป็นธรรมเนียม เป็นประเพณีเสียเลย ที่จะต้อง พูดว่าเป็นตัวตน. เมื่อมาสอนว่า ไม่มีตัวตน ก็ฟังยาก, เมื่อบอกว่า ที่ว่าตัวตน ที่รู้สึก ว่าตัวตนนั้น มันไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงความคิดปรุงแต่ง มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง ให้รู้สึกว่าอย่างนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติที่หลอกลวงอีกทีหนึ่ง. เรื่องธรรมชาตินี้ลึกซึ้งเหลือประมาณ จนเขาเรียกว่าพระเจ้าก็มี ถ้าไม่มีความ หมายแห่งตัวตนนี้ ก็ไม่มีชีวิตอะไรจะรอดมาได้ ; มันให้มีความรู้สึกว่า ตัวตน ไว้เรื่อย จึงได้รักษาตัวตนนี้รักษาชีวิตของตน แล้วมีการสืบพันธุ์ อย่าให้ตัวตนสูญสิ้นพันธุ์. ตัวตนเป็นเรื่องมายา หรือว่า หลอกลวงยิ่งกว่าสิ่งใดขึ้นไปอีก. ทีนี้ ก็ต้องแก้ลำ ด้วยวิธีหนามยอก เอาหนามบ่ง ถ้ามีตัวตน ก็ใช้ตัวตน นี่แหละแสวงหาความจริงต่อไป โดยให้ยึดมั่นว่า จะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ตนจะได้รับ แล้วก็ให้ศึกษาไป ปฏิบัติไป, ศึกษาไป ปฏิบัติไป จนกระทั่งความจริงชั้นสูงสุดนั้น ลงมาเป็นความรู้สึกอยู่ในจิตใจ ค่อย ๆ เห็น ว่า สิ่งนี้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นอย่างนี้เอง.
น.618 ถ้ารู้สึกว่า มีตัวตนเมื่อไร ก็มีความทุกข์ มีความหนักเมื่อนั้น; พิสูจน์ ได้อย่างนี้ทุกที ๆ ๆ จนกระทั่งเกิดเข็ดขยาด ไม่กล้ามีความรู้สึกว่า ตัวตน จึงจะหมด ตัวตน. อยู่ด้วยความว่าง คือ มีจิตใจชนิดที่มิได้ยึดถืออะไรไว้ โดยความเป็นของหนัก เป็นภาระ เป็นตัวตน ; อยู่ด้วยความว่าง มีความสุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เคยได้รับ มาแต่ก่อน. ๑๖. - ๑๘. โลกธรรม ๘ กามารมณ์ และการชนะ ทีนี้ มันเป็นไปได้ยาก มีอุปสรรค มีอะไรหลายๆ ทาง นับตั้งแต่ว่าในโลกนี้ มีโลกธรรมบ้าง มีกามารมณ์ บ้าง ; ฉะนั้น เราจึง ดูในโลกนี้ว่า มีอะไรเป็นเครื่อง เหนี่ยวรั้ง. โลกธรรม ๔ คู่ หรือ ๘ อย่างนี่เหนี่ยวรั้ง, แล้ว กามารมณ์ เรียกโดย พื้นฐานทั่วไปว่า สิ่งอัน เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่; เมื่อมีความใคร่ และมีสิ่งอันเป็น ที่ตั้งแห่งความใคร่ ก็เกิดความรู้สึกที่เพลิดเพลิน ที่หลงใหล ที่ยึดมั่นถือมั่น จะเรียกว่า โลกธรรม ก็ได้เหมือนกัน เพราะเขาไปดูในแง่ที่เรียกว่า มีอยู่ในโลก หรือประจำโลก. ไปดูในแง่ของกามารมณ์ ก็คือ เป็นสิ่งที่ให้จิตได้เกาะ หรือหน่วง หรือยึดเอา. ฉะนั้น จะต้อง รู้จัก สิ่งเหล่านี้ จนเอาชนะมันได้. นี้หมายความว่า ถ้ารู้จักเสียแล้ว มันก็ไม่อาจจะยึดหน่วง ; เพราะรู้จักว่า มันเป็นโทษ เป็นอันตราย ส่วนที่เป็นของอร่อย เป็นเสน่ห์ เป็นอัสสาทะนั้น ก็มีสำหรับ คนโง่. พอคนฉลาดขึ้นแล้ว ความหมายชนิดนั้นก็หายไป จะมีแต่ความน่าเกลียดน่าชัง เพราะว่ามันหลอกลวง นี่เป็นหนทางที่จะเอาชนะได้. ๑๙ .- ๒๐. การศึกษา การดำรงชีวิต ต่อไป นึกไปอีกทีถึงสิ่งที่เรียกว่า การศึกษา นี้เป็นระบบใหญ่ระบบหนึ่ง ที่มี ไว้สำหรับให้ชนะได้. การศึกษาทุกชนิด ถ้าถูกต้อง ตามความหมายของคำว่า "ศึกษา"
น.619 แล้ว ก็จะทำให้ชนะทั้งนั้น จะช่วยให้ชนะทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้ เรามีการศึกษาในโลก ที่พูดกันว่า เจริญมาก แต่ก็ไม่เป็นการศึกษาเพื่อช่วยให้ชนะในความหมายนี้ กลับไปช่วย ให้พ่ายแพ้ในความหมายนี้. คุณจะต้อง ระวังให้ดี ว่าการศึกษาที่เรามีกันอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เรียกตัว เองว่า นักศึกษา, ดูให้ดีว่า การศึกษาชนิดนั้น มัน ทำให้เราจมลง ไปในความ พ่ายแพ้ แก่โลกธรรม หรือว่าแก่กามารมณ์ หรืออะไร. เดี๋ยวนี้เป็นการศึกษาแบบหลับตาของคนที่ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักอันตรายที่มีอยู่ ในโลก ; แต่เราจะไม่กล่าวหากันร้ายแรงถึงขนาดนั้น เอาแต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้เราก็มี การศึกษา แบบหนึ่ง ที่พอจะให้หมดปัญหาไปในเรื่องทำมาหากิน ให้อยู่อย่างเป็น ผาสุก. ครั้นอยู่อย่างเป็นผาสุกแล้ว เราจะทำอะไรต่อไป จึงจะเลื่อนขึ้นมาถึงการศึกษา ตามแบบของพระพุทธเจ้า; เมื่อมีการศึกษาตามแบบของชาวบ้าน ของบุถุชนไปก่อน ก็มีไปก่อนให้เสร็จไปเสียตอนหนึ่ง. ทีนี้ เมื่อตั้งตนอยู่ได้ ไม่ตาย ไม่ลำบาก ก็ต้องศึกษาต่อไป เพื่อจะแก้ปัญหา ระดับสุดท้าย นี้ก็คือหันมา ศึกษาสิกขาตามแบบของพระพุทธเจ้า. ที่สำคัญที่สุด ก็ขอให้เป็นการศึกษา ที่อยู่ในรูปของการดำรงชีวิต คือ ให้ตัวชีวิตเป็นการศึกษาไปเสียเลย อย่าให้เป็นคนละเรื่องอยู่เลย, ทั้งวันทั้งคืน ทุกขณะที่มีการหายใจออกเข้านี้ ให้เป็น การศึกษาอยู่ในตัวเองเลย ; อย่าว่ามีเราคนหนึ่ง มีชีวิตของเรา เราจัดการศึกษาให้แก่ ชีวิตของเรา มันหลายทอดหลายชั้นนัก. ให้จัดเสียใหม่ถึงขนาดว่า การเป็นอยู่แต่ละวัน แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที อะไรก็ตาม ให้เป็นตัวการศึกษา คือ มีสติสัมปชัญญะ อยู่ แล้วก็เป็นการศึกษาทั้งนั้น : อะไรเกิดขึ้น อะไรคืออะไร อะไรเป็นอย่างไร ไม่ต้องทำก็ไม่ต้องทำ ; ถ้าต้องทำ
น.620 ก็ต้องทำควรที่จะทำ, แล้วก็ไม่ไปยินดียินร้าย ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ปฏิเสธไป เสียเลยว่า "ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์". เดี๋ยวนี้คนไม่รู้; ควรจะค่าเสียสักทีหนึ่งว่า "เกิดเป็นคนทั้งที ดีแต่ทุกข์" มีอยู่เท่านั้นเอง เกิดเป็นคนแล้วมีแต่ทุกข์. ที่ถูกควรจะเป็นอะไรมากกว่านั้น คือ เป็นมนุษย์เพื่อจะเอาชนะความทุกข์ ให้ได้. ๒๑. - ๒๒. หน่วงนิพพานเป็นอารมณ์, และได้สิ่งดีที่สุด ให้ ชีวิตเป็นการศึกษา อยู่ตลอดเวลา คือมีสติอยู่ทุกอิริยาบถ ให้เขยิบ ๆ ขึ้นไป จนถึงกับ สตินี้หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่เสมอ คือ หน่วงเอา ความ สงบ เย็น หยุด ยอม อะไรนี้ เป็นอารมณ์อยู่เสมอ ซึ่งคนเขาไม่เชื่อกันว่า เป็นสิ่งที่ ประยุกต์ได้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้. แต่ผมก็ยังยืนยันไปตามเดิม ว่าเป็นสิ่งที่ เป็นได้ ต้องทำให้ได้, ให้เรามีการ หน่วงเอาความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์นี่เป็น อารมณ์อยู่เสมอไป. ความดับไม่เหลือแห่งตัวกู-ของกู นี่คือนิพพาน แม้จะชั่วคราวก็ยังดี ใน บางขั้นบางระดับ ยังไม่ถึงที่สุดก็ยังดี ; ให้หน่วงเอาความดับเย็นแห่งความร้อนนี้ เป็น อารมณ์อยู่เสมอ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ร้อนใจในขั้นธรรมดาสามัญ นี้ก็ดีอยู่แล้ว. เดี๋ยวนี้ มัวไปชอบแต่รสอร่อยของราคะบ้าง ของโทสะบ้าง ของโมหะบ้าง มันไม่เย็น แต่ อยู่ด้วยความร้อนตลอดเวลา ; ดูหน้าก็รู้ได้ ดูตาก็รู้ได้ ว่าอยู่กันด้วยความรู้สึกที่ร้อน. เราจะ หน่วงเอานิพพานคือความเย็น, ดับเย็นแห่งความร้อน เป็นอารมณ์ ; อย่างนี้ ลืมไม่ได้ และต้องไม่ยอมเผลอในเรื่องนี้ ให้ได้ชื่อว่าเป็นคนมีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ เสมอ. นี้ก็จะได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือทุกข์กับเขาไม่เป็น. ใครจะทุกข์ร้อน ก็ตามใจ เราทุกข์กับเขาไม่เป็น ก็แล้วกัน ในที่สุดก็จะ เป็นผู้ที่มีโชคดีนั้นแหละ ; ถ้าจะพูดอย่างภาษาชาวบ้าน ก็ว่ามีโชคดี เกิดมาทั้งที ได้สิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เรียกให้ไพเราะก็เรียกว่า อมตธรรม หรือ อมฤตธรรม.
น.621 พวกคุณคงเคยได้ยินคำว่า อมฤตธรรม หรืออมตธรรม แต่จะรู้ว่ามันคือ อะไรหรือไม่ ก็ยังไม่แน่. ที่แท้ก็คือ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้นี้ คือ ไม่มีความ รู้สึกว่าตาย, ไม่ต้องตาย อีกต่อไป เพราะรู้ว่า ไม่มีอะไรตาย. คนที่เขาเคยหลงเขาก็หลงกันไป คือเอาเรื่องกามารมณ์ เป็นสิ่งดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้นั้น ก็มี เพราะว่า เขารู้เพียงเท่านั้น, เดี๋ยวนี้ก็ยังมีที่ว่า เอาความสุขเกิดแต่ รูปฌาน หรืออรูปฌานเป็นความดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็มี ; ลัทธิอย่างนี้ก็เชื่อว่ายัง มีอยู่เวลานี้ในประเทศอินเดีย. ต่อเมื่อข้ามไปพ้นจากสิ่งเหล่านี้แล้ว จึงจะถึงโลกุตตระ คือ ความหมดความรู้สึกแห่งตัวตนนี้ แล้วก็ ไม่มีความทุกข์เลย และว่านี่ เป็นสิ่ง ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ที่จริงคำว่า "อมตธรรม" นี่ ก็ยืมคำพูดเขามา เป็นคำที่เขาพูดอยู่ก่อนพระ- พุทธเจ้าเกิด แต่เขามีความหมายอย่างอื่น. อมตะ คือ อย่าให้ตาย เพราะเขากลัวตาย ; แล้วก็ขวนขวายให้พบสิ่งที่ทำให้ไม่ตาย ก็สอนกันมาเรื่อย ๆ หลายแบบหลายอย่าง. เขา ก็พอใจกันเป็นยุค ๆ หรือว่าเป็นถิ่น ๆ แห่ง ๆ ไป, แล้วเขาก็ตายไปแล้ว ก็ไม่ต้องรู้กันว่า ผิดหรือถูกอย่างไร. ต่อเมื่อ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ขึ้นมาในโลกนี้ จึงอธิบาย หรือสอนเรื่องอมต- ธรรม ตามแบบของท่าน ว่า ดับตัวกู-ของกูเสีย แล้วก็ไม่มีใครตาย; แต่มีคำพูด ที่ไพเราะว่า ดับอหังการ มมังการ เสีย หรือ ดับมานานุสัยเสีย, มานานุสัย ก็คือ ความเคยชิน ด้วยอำนาจสำคัญว่า ตัวกู-ของกูนี้. เมื่อมีความรู้สึกว่า ตัวกู ก็เรียกว่า อหังการ, เมื่อมีความรู้สึกว่า ของกู ก็เรียกว่า มมังการ. อย่างนี้ไม่ใช่ต้องคิด เป็นความปรุงขึ้นมา เป็นความรู้สึกเลย, ไม่ต้องคิดว่า จะต้องเป็นตัวกู-ของกูหรือไม่ ; มันเคยชินมาก ถึงขนาดว่า พอได้อารมณ์อย่างนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า ตัวกู, ได้อารมณ์ อย่างนั้นก็ ของกู, ชินเป็นนิสัย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเจตนา.
น.622 ถ้า ตับความเคยชิน อันนี้เสียได้ จะไม่เกิดตัวกู - ของกู อีกต่อไป ก็ไม่เกิด ความรู้สึกว่ากูจะต้องตาย หรือกูจะอยู่เป็นต้น. พูดเป็นภาษาไพเราะ ก็ต้องว่า ดับ อหังการ มมังการ เสีย ก็ไม่มีใครตาย, พูดอย่างภาษาธรรมดา หยาบคายหน่อย ก็ว่า ดับตัวกู - ของกูเสีย ก็ไม่มีใครตาย ไม่มีความรู้สึกว่า กูตาย ; มีแต่สังขาร หรือสิ่ง ปรุงแต่งตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย : มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ก็แสดงออก มาอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยอย่างอื่นก็แสดงออกมาอย่างอื่น ; ถ้าได้ความไม่รู้เข้ามาผสมแล้ว ก็จะแสดงออกมา ในความรู้สึกว่า กู หรือว่า ของกู อยู่เรื่อยไป. ต้องพยายามที่จะละความเขลา หรืออวิชชานี้เสีย โดยวิธีต่าง ๆ เรื่อยไป คงจะ ใช้เวลามากเหมือนกัน จนกระทั่งค่อยรู้ใกล้เข้ามา, ใกล้เข้ามา จนกระทั่งรู้ว่า มันไม่ใช่ ตัวกู-ของกู : มันเป็นเพียงความรู้สึกที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างนั้น ตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ, ตัวกู-ของกู ไม่เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมาอีก ก็ไม่มีใครตาย. ดูกันง่าย ๆ ก็คือว่า เดี๋ยวนี้ เวลานี้แหละ เมื่อเกิดความรู้สึกเป็นของกูู ก็มีปัญหา ที่เกี่ยวกับตัวกู- ของกู, เมื่อ ว่างอยู่ เมื่อลืมไปก็ได้ ก็ไม่มีปัญหา ที่เกี่ยวกับตัวกู-ของกู ; แล้วโดย มากเราก็ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู มันเกิดเป็นครั้งคราวเท่านั้นแหละ แต่พอเกิดทีไร ก็เป็นทุกข์ทุกที ร้อนทุกที หนักทุกที. ขอให้ลองอยู่ โดยไม่มีตัวกู-ของกูกันเสียบ้าง จะได้เคยชินเป็นนิสัย ในการ ที่จะไม่มีตัวกู-ของกู. "เวลาที่เราสบายที่สุด คือเวลาที่เราไม่มีความรู้สึกประเภท ว่าตัวกู - ของกู" ประโยคนี้ไม่ใช่คำกล่าวเล่น ๆ แต่คุณอาจจะไม่สนใจ แล้วผมก็ เคยเห็นมาแล้ว ที่ว่าไม่มีใครสนใจ. ถ้าเวลาที่ เราจะมีความสุขที่สุด สุขอย่างธรรมะ ก็คือเวลาที่ไม่มีความรู้สึก ประเภทตัวกู - ของกู ; แต่เดี๋ยวนี้มีแต่ความรู้สึกต้องการบ้าง หวั่นไหววิตก กังวล หวาดกลัว, มีอยู่แต่ความรู้สึกอย่างนี้ มีอยู่ทุกคราวที่มีการปรุงแต่งในจิตใจ ให้เกิดกิเลส
น.623 ประเภทตัวกู-ของกู. พอ ว่าง ไปได้ ก็สบาย แล้วก็อิ่มเรื่อย คือไม่อยากอะไร มีแต่ ความอิ่ม : ไม่มีความหมายว่า เกิด หรือ ตาย, ไม่มีความหมายว่า อยู่ ไม่มีตัวกูอยู่. ถ้าถามว่า มีอะไร ? ก็มีแต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ หรือสังขารนี้ เป็นไปอยู่ตามเหตุตาม ปัจจัยสำหรับเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ : เรียกกันอย่างนั้น เรียกกันอย่างนี้ เรียกว่ารูปบ้าง เรียกว่าจิตบ้าง เรียกว่าความรู้สึกของจิตบ้าง. ผู้ที่หมดความรู้สึกตัวกู - ของกูโดยแท้จริง นั้นก็คือ เขาละอนุสัยประเภท อหังการ มมังการนั้นเสียได้ หมดไปจริง ก็เป็นพระอรหันต์ ; แต่เรานั้นหมดเอง โดยบังเอิญ บางครั้งบางคราว ไม่ควรจะเรียกว่า หมดแล้ว เพียงแต่ว่า ไม่มาเท่านั้น เอง คือไม่มา ไม่ปรากฏขึ้น ไม่เกิดขึ้น ยังมีได้หมด ; แต่ว่าเมื่อไม่มา ก็คล้ายกับว่า ไม่มีมารบกวน ; สังเกตดูให้ดี : เวลานั้นเป็นเวลาที่เราสบายที่สุด พอมันมาก็กลาย เป็นคนตกทุกข์ มีความทุกข์ จมอยู่ในกองทุกข์. เราอยู่ด้วยความหิว อยู่ด้วยความต้องการ อยู่ด้วยความมีตัวกู-ของกู จะ เอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ มาจนชินเป็นนิสัยแล้ว มันก็ยาก เหมือนกัน ที่จะให้มีเวลา ว่าง ๆ นี้มากสักหน่อย. เดี๋ยวนี้ว่างเพราะว่าขี้เกียจ เหนื่อย ไม่อยากจะคิดก็มี หรือว่า ยังไม่มีเหตุปัจจัย หรือยังไม่มีอารมณ์เข้ามาทำให้คิดเป็นตัวกู-ของกู. วันหนึ่ง ๆ ก็มี อารมณ์ ซึ่งทำให้คิดเป็นตัวกู-ของกูได้มาก : เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องอะไรก็ได้ เรื่องร่างกายแท้ ๆ นี้ ก็ยังทำให้เกิดความรู้สึก ประเภทตัวกู-ของกูได้ ; ยังมีเรื่องโลก- ธรรม เรื่องกามารมณ์ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้จึงมีตัวกู-ของกูบ่อย ๆ. แต่ขอให้จำไว้ด้วยเถอะว่า ตัวกู - ของภู มิได้มีอยู่ตลอดเวลา ; เพราะว่า เป็นเพียงความรู้สึก ที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง, ไม่ใช่ตัวจริงที่จะอยู่ได้ตลอด เวลา มีแต่ความรู้สึกเกิดขึ้น ในเมื่อมีเหตุปัจจัย เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ มีอยู่เท่านั้นเอง.
น.624 ถ้ามีสติที่ฝึกฝนมาดี ระวังไว้ได้ ก็จะไม่เกิด ความรู้สึกคิดนึกประเภทตัวกู - ของกูนี้ : ถ้าเผลอก็เกิด ถ้าไม่เผลอก็ไม่เกิด ; ทำอย่าให้เผลอจนตายตัวไป อย่างนี้ ก็เป็นบุคคลชั้นสูงสุด ที่เรียกว่าพระอรหันต์ก็ยังมี, พระอรหันต์ ที่ว่าจะได้สิ่งดีที่สุด ที่ มนุษย์ควรจะได้ โดยแท้จริงและเด็ดขาดลงไป. คนธรรมดาก็ได้โดยบังเอิญ ไม่ใช่ว่า ทำได้ด้วยความสามารถของตนบ้าง, ซึ่งได้ประปรายไปบ้างวันหนึ่ง คืนหนึ่งกว่าจะตายไป ; เพราะถ้าไม่ได้เสียเลย ก็ต้องเป็นบ้า หรือเป็นโรคประสาท หรือว่าตายไปแล้วก็ได้. การที่คนเรามีสติ รู้สึกตัว ป้องกันสิ่งที่เป็นตัวกู-ของกูเหล่านี้ อย่าให้เกิด ขึ้นมาได้ นี้เป็นสิ่งที่ทำได้ ; ถ้าถือเสียว่า เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ก็ต้องเลิกกัน ไม่ต้องพูด กันให้เสียเวลา. เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เป็น หมันแก่คนทุกคน ; ไม่ใช่ว่า ท่านจะตรัสรู้เฉพาะตัวท่านผู้เดียว คนอื่นจะพลอยได้รับ ประโยชน์ด้วยไม่ได้. เพราะว่าถ้าทำได้เป็นเพียงเฉพาะตัวเท่านั้นแล้ว เขาไม่เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาจะเรียกว่า พระปัจจเจกพุทธเจ้า หรืออะไรทำนองนั้น พระอรหันต์ ชนิดที่รอบรู้ ช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย นี้เรียกว่า “ อรหัง สัมมา สัมพุทโธ". ถ้าว่าไม่ได้รู้เอง ก็เรียกว่า "อรหัง ขีณาสโว" คือ ได้ยินได้ฟังมาแล้วก็ ปฏิบัติตาม แล้วก็หมดกิเลส หมดความทุกข์ได้, เป็นอรหัง ขีณาสโว คือพระอรหันต์ ผู้มีกิเลสอาสวะอันสั้นแล้ว. ถ้าเป็น พระพุทธเจ้า เรียกว่า อรหัง สัมมาสัมพุทโธ คือเป็นพระอรหันต์ ชนิดที่ รู้ครบถ้วนด้วยตนเอง แล้วก็สอนผู้อื่นได้ นี้ต้องถือว่า เป็นผู้ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. สำหรับ พระอรหันต์ขีณาสโว ท่านก็ทำให้ได้รับผลอย่างเดียวกัน แต่ว่าเป็นพระสาวก ไม่ได้ตรัสรู้เอง ; ตอนนี้ไม่สำคัญ สำคัญตอนที่ว่า ได้รับสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เหมือนกัน. พระสาวกกับพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นผู้ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ โดยเท่ากัน ; เพราะที่ต่างกันนั้นต่างกันโดยอย่างอื่น
น.625 ทีนี้ ถ้าเป็นระยะกาลอันยืดยาว ที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้น คนบาง คนเขามีสติปัญญา ที่ได้อบรมมาสูงสุดแล้ว ได้ รู้เองแคบ ๆ เฉพาะตน ก็เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะ ; นี้อาจจะมีเมื่อไรก็ได้. แต่ว่า บัดนี้มีคำสอนของพระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แพร่หลายดาษดื่นไปหมด จนไม่ต้องมีใครไปค้นคว้าด้วยตนเอง แล้วก็รู้แคบ ๆ อย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า; ถ้าจะมีได้ ก็หมายถึงบุคคลบางคน ที่เขา ผ่านอะไรมา โดยไม่ได้เจตนา ไม่ได้นึกหวังอะไรมากมาย แล้วเขาก็เอือมระอาความทุกข์ กิเลส ตัณหา เฉยไปเอง นี้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ; ถึงอย่างนั้นก็ต้อง จัดว่า ท่าน เป็นผู้ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ด้วยเหมือนกัน. กล่าวเรียงตามลำดับเขาก็เรียงลำดับไว้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระปัจเจก- พุทธเจ้า, และพระอรหันต์ ; สามพวกนี้ เป็นผู้ที่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควร จะได้; ท่านได้กันอย่างไร ? และสอนไว้อย่างไร ? คำสอนเหล่านี้ก็เรียกว่า นิยยานิกธรรม คือ ธรรมที่นำสัตว์ออกไปจากกองทุกข์. นี่เราจะ เอาธรรมะนี้มาประยุกต์ ให้เร็ว ให้ทันแก่เวลา ; ถ้าเราจะ ปล่อยเอื่อย ๆ ไป ก็คงจะตายเสียก่อน ไม่ทันใจ. เราจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้ทันแก่เวลา คือทำความเข้าใจกันในแบบวิธีลัด ที่จะเรียกว่าประยุกต์ ; อย่างที่ผม ได้พยายามจนสุดความสามารถของผมแล้ว ที่จะพูดให้พวกคุณพัง. ในวันนี้ก็เป็น วันสุดท้ายของการพูดถึงสิ่งที่จะประยุกต์ได้. ขอให้เอาไปคิดดู ใครประยุกต์ได้เท่าไร ก็ต้องถือว่าเป็นโชคดีของบุคคลนั้น เท่านั้น. ในที่สุดนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากว่า อย่าได้เป็นผู้ประมาท เลย, อย่าใช้ ความอวดดี หรือใช้ความสะเพร่าหวัด ๆ ชุ่ย ๆ ทำเลว ๆ ต่อสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม จะไม่ ได้อะไรเลยจริงเหมือนกัน. ขอให้ทำอย่างที่เรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ อย่า ลืมคำนี้เสีย. ถ้าเรา เข้าใจคำนี้ และไม่ลืมคำนี้ ก็จะไม่ทำหวัด ๆ ต่อสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม.
น.626 พูดถึงสิ่งที่มีค่า ก็เรียกว่า พระธรรม นี้มีราคาเกินกว่าที่จะตีราคาได้ เรียกว่า อยู่เหนือการตีราคา : ในทางธรรมะ ในทางฝ่ายวิญญาณ ก็คือ นิพพาน หรือความ สิ้นไปแห่งความทุกข์ ; ส่วนทางโลก ๆ นี้ไม่เห็นมีอะไรที่จะเป็นของตีค่าไม่ได้. แต่ คนโง่ ๆ อาจจะไปให้น้ำหนักแก่เพชรพลอยอะไรบางชิ้นของคนบางคน ว่าเป็นสิ่งที่ตีค่า ไม่ได้ หาค่ามิได้ ซึ่งผมว่าโง่. เราควรจะรู้จักว่า สิ่งที่หาล่าบ่มิได้นี้ ควรจะเป็นพระพุทธรัตนะ พระ- ธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ; ขอให้รู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ใน ลักษณะอย่างนี้ ซึ่งจะเป็นอยู่ในชุดที่เรียกว่าสิ่งสูงสุด หาค่าบ่มิได้. พระนิพพาน ก็รวม อยู่ในสามคำนั้น คือ รวมอยู่ในคำว่า พระธรรม ; พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นผู้ชี้หนทางให้ ได้สิ่งนี้ ; พระสงฆ์ก็ได้ปฏิบัติสำเร็จในเรื่องนี้. จงช่วยกันรักษาไว้ เป็นกลุ่มเป็นก้อน อย่าให้ระบบคำสอน หรือระบบปฏิบัติเรื่องนี้สูญหายไป. ขอให้มั่นคงในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างยิ่ง อย่างที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า. การบรรยายหมดเวลาแล้ว ต่อไปนี้เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีอะไรก็ถามได้. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ถึงการบรรยายคราวที่แล้ว คือมีปัญหา ขัดข้องที่ว่า ตอนที่ท่านอาจารย์บรรยายถึงเรื่อง การมีชาติหน้า หรือไม่มีนั้น. ถ้าสมมติว่า สำหรับคนที่เชื่อว่า ไม่มีชาติหน้า และเรื่องการที่คนจะเข้าสู่ถึงนิพพานนี้ เขาอาจจะไม่คิดถึงการ เข้าสู่นิพพานก็ได้ ; เพราะว่าเท่าที่อยู่ในโลกนี้ มีความทุกข์ที่ผจญอยู่ในโลกนี้ บางคนเขาอาจ จะทนได้, เขาคิดว่า นิพพานไม่มีประโยชน์สำหรับตัวเขา. เพราะฉะนั้น ที่ได้แนะแง่นี้ เรื่อง นิพพานก็อาจจะเป็นเรื่องของคนหมู่น้อย ไม่ใช่เพื่อมนุษย์ทั้งโลกนี้. (ตอบ) นั่นเป็นความคิดที่สับสนเสียแล้ว. ผมพูดว่า ใครจะถือว่ามีโลก หน้าก็ตาม, ใครจะถือว่าไม่มีโลกหน้าก็ตาม คือไม่เกิดอะไรอีกก็ตาม, อย่าเพ่อพูดถึง
น.627 ยกไปทิ้งเสียที่อื่น. ข้อคิดเห็น หรือการทุ่มเถียงอันนี้ ขอให้ทุกคนมาดูว่า เรามีความ ทุกข์เวลานี้อย่างไรบ้าง แล้วก็ดับความทุกข์นี้ให้สิ้นไปเสีย ก็หมดปัญหา. อย่า ไปมัวเถียงกันว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ไม่มีประโยชน์อะไร. ถ้าจะไม่เอา แล้วก็ไม่เอาทั้งสองฝ่าย คือพวกที่ถือว่า ตายแล้วเกิด ก็ผัดเพี้ยน ว่า ยังไม่ต้องทำ กูยังจะเกิดอีก, พวกที่ถือว่า ตายแล้วไม่เกิด กูก็ไม่ต้องทำ เพราะว่า กูไม่ต้องมีอะไรอีก ไม่มีปัญหา แต่ถ้าว่าข้างจะเอา แล้วก็ได้ทั้งสองฝ่าย พวกที่ว่า ตายแล้วเกิด ก็คิดว่า กูจะทำ ๆ เพื่อว่าพอเกิดใหม่ กูจะได้ดีกว่า หรือมากกว่า เขาก็ทำ, บางคนคิดว่า ตายแล้วไม่เกิดก็รีบ ๆ ทำ เพราะว่ากูตายแล้วไม่เกิด จะไปทำชาติหน้าไม่ได้ ต้องรีบทำเสียชาตินี้ให้ทันแก่เวลา. ฉะนั้น จึงว่า อย่าไปเถียงกันเลย ในข้อนั้น ดูแต่ ว่าเดี๋ยวนี้มีความทุกข์ทรมานอย่างไร ก็ดับเสียให้ได้. ส่วนนัยะอันหลังที่คุณว่า บางคนเขาคิดว่า ความทุกข์นี้กูทนได้ กูไม่มี ปัญหา ; ก็ตามใจซิ, ก็สมัครทนไปซิ ทนไปก็แล้วกัน. ผมก็ไม่มีอะไรที่จะตอบ สำหรับคนประเภทนี้ เมื่อทนได้ก็ทนไปซิ ; แต่เมื่อไม่อยากจะทน อยากจะดับทุกข์ จึงค่อยมาพูดกัน ว่าเราจะต้องดับกันอย่างนี้ ๆ ทั้งหมดนั้นไม่เป็นปัญหาเลย. (ถาม) ผมอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์บรรยายว่า ความรู้สึก ว่าตัวกู - ของกู ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. อยากจะเรียนถาม ท่านอาจารย์ว่า ที่ว่าเหตุปัจจัยปรุงแต่งนี้ มันขึ้นกับเวลา หรือขึ้นกับสถานที่หรือเปล่า อย่างเช่น ในกรุง หรือในชนบท. (ตอบ) เรื่องเวลาที่ว่าเหตุปัจจัยมีอำนาจปรุงแต่งนั้น สิ่งทั้งหลายที่จะเป็น เรื่องเป็นราว มีความหมายขึ้นมานั้น ต้องเนื่องอยู่กับสถานที่ หรือเวลาทั้งนั้น. นี่เป็น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง คุณไปหาเรียนเอาเอง โดยเฉพาะเรื่อง relativity ทฤษฎีใหม่นั้นจะบอกให้ได้ เป็นวิชาที่บอกให้ได้ว่า มีเวลาสัมพันธ์กันกับที่ มันก็เลย ออกมาเป็นความหมาย ความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง : น่ารัก หรือไม่น่ารัก
น.628 เหตุปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่งจิตใจนี้ ก็มีค่าในทางเนื้อที่และเวลาของมันมาเสร็จ แล้ว จึงมาทำให้เกิดความรู้สึกยินดี หรือว่ายินร้าย ; เช่น รูปสวย อย่างนี้ มันมา กระทบตา ในความสวยนั้นมีกฎเกณฑ์ที่เป็นความถูกต้องของเวลาและเนื้อที่มาเสร็จแล้ว จึงปรากฏว่าสวย. ถ้าผิดกฎเกณฑ์อันนี้ ก็กลายเป็นไม่สวย ฉะนั้นเรื่องกฎเกณฑ์ของ เวลาและเนื้อที่นั้น เป็นความรู้อีกเรื่องหนึ่ง. เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องไปเรียนถึงเรื่องนั้น ; เราจะเรียนถึงส่วนที่ว่า เมื่อมันเข้ามา แล้วมาปรุงแต่งจิตใจให้เกิดความรู้สึก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ ทุกข์ หรือ สุข ! จะทุกข์ก็ตาม สุขก็ตาม ไม่ไหวทั้งนั้น, เป็นเวทนาที่ทำให้วุ่นวาย ทั้งนั้น ; แล้วปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูได้เหมือนกันทั้งทุกข์และสุข คือ รูปสวยก็ปรุงแต่งเป็น ตัวกู - ของกูได้, รูปไม่สวยก็ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูได้. เสียงเพราะก็ปรุงแต่งเป็น ตัวกู - ของกู ได้เสียงไม่เพราะก็ปรุงแต่งเป็นตัวกู - ของกูคนละแบบ, ถ้าเกิดมีค่าเป็นเวทนาครอบงำความรู้สึกแล้ว มันก็ต้องออกมาเป็น ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู - ของกู ; แต่อย่าลืมว่า ต้องมีความไม่รู้ คือ อวิชชาเจืออยู่ด้วย เสมอไป จึงจะมีการปรุงแต่งแบบนี้ : ที่ท่านเรียกว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดการปรุง- แต่ง คือ สังขาร ถ้าไม่มีอวิชชา ก็ไม่มีการปรุงแต่งทางจิตใจแบบนี้. ที่จริง เขาก็เรียนกันมามาก ทฤษฎีเรื่อง relativity นี้ ทำให้เห็นค่าของ เวลา และการกินเนื้อที่ จนมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา, แล้วรู้ว่ามันเป็นความ หลอกลวงของความหมายของเนื้อที่และเวลา. แต่แล้วเขาก็ ละกิเลสตัณหาไม่ได้ ไม่ อาจจะละกิเลสตัณหา หรือไม่อาจจะทำให้กิเลส ตัณหานี้หยุดไป ; (เพราะว่ามีอวิชชา อย่างอื่น ความรู้สึกที่เป็นเวทนานั้นแรงกล้ามาก เช่นเดียวกับคนที่ทำงานอยู่กับซากศพ แต่ไม่เคยเกิดเบื่อหน่ายในทางกามราคะ เป็นต้น มันผิดเรื่องกันเสมอไป. (ถาม) กราบขอความกรุณาท่านอาจารย์ ช่วยบอกหัวข้อบรรยายครั้งที่ ๑ -๑๕ ที่ ไม่ได้ฟังมา.
น.629 (ตอบ) ไปขอจดเสีย คุณไม่ได้ฟัง แล้วจำได้หรือ ? หัวข้อที่ ๑. เรื่องคน ขยายความออกไปเป็น ปัญหาต่าง ๆ ของคน. ,, ที่ ๒. ความไวของจิต ซึ่งเราไม่สามารถจะบังคับได้. ,, ที่ ๓. สติสัมปชัญญะ ในฐานะเป็นสิ่งที่จะให้เราควบคุมจิตได้. ,, ที่ ๔. เรื่องปัญญา ล้วนแต่มีปัญหาอย่างเดียวกันทั้งนั้น : ทำไมเราจึง ไม่มีปัญญา ? ,, ที่ ๕. สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาที่ถูกต้อง. ,, ที่ ๖. จุดหมายปลายทางคือ นิพพาน. ,, ที่ ๗. สังขาร และ ความเป็นมายาของสังขาร. ,, ที่ ๘. ศีล สมาธิ ปัญญา ในฐานะที่เป็นการลับดาบ และใช้ดาบอยู่ ในตัวชีวิตนั้นเอง. ,, ที่ ๙. มนุษย์ต้องได้สิ่งดีที่สุด โดยไม่ไปมัวหลงในสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" ,, ที่ ๑๐. พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า"คุณ" อีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ลึกลับ และร้ายกาจมาก. ,, ที่ ๑๑. เรื่องหนทาง มรรค ได้แก่ชีวิตที่เดินไปอย่างถูกต้อง. ,, ที่ ๑๒. ผู้ชี้ทาง พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ทาง และในที่สุดตนเอง นั่นแหละเป็นผู้ชี้ทางที่ดีให้แก่ตนเอง ยิ่งเดินไปก็ยิ่งรู้. ,, ที่ ๑๓. ผู้เดินทาง คือ คนที่ไม่มีอวิชชามากเกินไป ไม่ติดอยู่ในวัฏฏะ มากเกินไป. ,, ที่ ๑๔. อุปสรรค หรือมารในการเดินทาง. ,, ที่ ๑๕. ตัวตน และของตน หมายความว่า ตัวตนและของตนนี่คืออะไร ในความหมายที่มีอยู่มันคืออย่างไร ในความหมายที่ไม่มีอยู่เลย มันคืออย่างไร พูดอยู่ในสองแง่.
น.630 หัวข้อ ที่ ๑๖. เรื่องโลกธรรม. ,, ที่ ๑๗. เรื่องกามารมณ์. ,, ที่ ๑๘. เรื่องการชนะ. ,, ที่ ๑๙. เรื่องการศึกษา. ,, ที่ ๒๐. เรื่องการดำรงชีวิต. ,, ที่ ๒๑. เรื่องการหน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์. ,, ที่ ๒๒. การได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. หัวข้อ นี่สำคัญเหมือนกัน ถ้าเกี่ยวกับการโฆษณา ถ้าให้ชื่อให้หัวข้อที่น่า สนใจ คนก็สนใจจะพัง นี้สำคัญ. คุณจะต้องจดจำหัวข้อไว้ให้ดี ๆ โดยเฉพาะหนังสือที่จะ ไปพิมพ์ขาย ต้องให้ชื่อให้ดี จะทำให้เกิดสนใจแก่คนที่เห็น. เอาละ เป็นอันว่า เราก็ขีดโรงเรียนวันสุดท้ายนี้ เก็บเอาไปศึกษาให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำกันได้ทุกองค์ ทุก ๆ ท่าน. หมายเหตุ : ยังมีข้อความที่เป็นโอวาท แก่นักศึกษาชุดนี้ที่มาเพิ่ม, และเมื่อลากลับอีก ๓ ครั้ง ได้นำไปพิมพ์รวมไว้ในหนังสือธรรมโฆษณ์ เล่มที่มีชื่อว่า "ชุมนุมโอวาทและ ปราศรัย". - ผู้จัดพิมพ์.
Buddhadasa