Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๒๑ — การหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.586 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๒๑ นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การหน่วงเอานิพพาน เป็นอารมณ์. ขอให้เข้าใจความหมายของคำว่า "ประยุกต์" ไว้เรื่อยๆ ไป เพราะ ว่าเรื่องที่เอามาประยุกต์นี้ ยิ่งเป็นเรื่องโมกขธรรม หรือเป็นเรื่องโลกุตตระยิ่ง ขึ้นทุกทีตามลำดับ เดี๋ยวนี้เราก็ถึงกับกล่าวว่า การหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ คำว่า "หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์" นี้เป็นภาษาโมกขธรรม หรือ โลกุตตรธรรมโดยเฉพาะ ; ไม่มีใช้ในภาษาชาวบ้านเหมือนคำอื่น ๆ. หลายคำที่เราพูดกันมา แล้วเรื่องทาง เรื่องผู้ชี้ทาง เรื่องชีวิต อะไร ๆ อันเป็นภาษาที่มีใช้ทั้งฝ่ายชาวบ้าน และฝ่าย ๕๕๘

น.587 ธรรมะที่เป็นชั้นโลกุตตระ ; ส่วนคำว่า "หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์" นี้เป็นภาษาฝ่าย ธรรมะ ฝ่ายโลกุตตระด้วยโดยตรง. ฉะนั้น การที่จะเอาไปทำให้เป็นสิ่งที่ประยุกต์กับชีวิต ของคนธรรมดาสามัญ ในชีวิตประจำวันนั้น ก็ยิ่งมีความหมายลึกซึ้งเป็นพิเศษ ; ร้องให้พยายาม ทำความเข้าใจให้ดี ๆ. "การหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์" เป็นภาษาโมกขธรรม ที่ว่า "การหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์" เป็นภาษาโมกขธรรม หรือภาษา โลกุตตรธรรมนั้น หมายความว่า มีจิตเพ่งจ้องต่อพระนิพพาน เพื่อให้ลุถึงอยู่ตลอด เวลา ; ความหมายก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่ายังไม่ถึง ยังหน่วง ยังเพ่ง ยังคอยปรับปรุง จิตใจ ที่จะให้ลุถึงนิพพาน โดยการมีนิพพานเป็นอารมณ์. คำพูดนี้คือคำพูดว่า "การหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์" เป็นภาษาที่ใช้เฉพาะ ในขณะที่บุคคลจะบรรลุ มรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่ง. ส่วนผู้ปฏิบัติที่ยังไม่บรรลุมรรคผลในขั้นอะไรเลย ได้ทำความ เพียรมาตามลำดับ ; เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงเกิดความรู้แจ้งในข้อนี้ตามลำดับ. ในขณะนั้น ทางหนึ่งเขามีการหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์คล้าย ๆ กับว่าจะโหนตัว เหวี่ยงไปฟากโน้น ; ถ้าอุปมาก็เป็นอย่างนั้น. ความรู้แจ้งในขณะนั้น เป็นการรู้แจ้งอริยสัจจ์ที่สมบูรณ์ หรือ พร้อมที่จะ รู้แจ้งซึ่งอริยสัจจ์ ถึงขนาดที่จะบรรลุมรรค ผล ได้ มีการหน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์ ; ถ้าสำเร็จก็มีญาณชนิดที่เรียกว่า โคตรภูญาณ คือเปลี่ยนจากระดับคนธรรมดาสามัญไป สู่ความเป็นพระอริยเจ้า อาการที่ทำได้อย่างนี้ก็คือ "หน่วงพระนิพพานเป็น อารมณ์" ได้สำเร็จ. เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ทำความเพียรเพื่อเป็นพระสกิทาคามีต่อไป ก็อย่าง เดียวกันอีก : ต้องมีการ"หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์" ทุกครั้งที่จะมีการบรรลุมรรค ผล

น.588 แต่ละขั้น ๆ จนกว่าจะถึงขั้นสุดท้าย. ฉะนั้น คำว่า "หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์" จึงเป็นภาษาโลกุตตรธรรม ในขั้นของการบรรลุมรรค ผล โดยเฉพาะ. รู้จัก "นิพพาน" ให้ถูก แล้วประยุกต์มาใช้ได้ ทีนี้ จะเอามาประยุกต์กับเรื่องของเรา ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ? ข้อนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่า ความหมายของพระนิพพานนั้นคืออะไรเท่านั้น ซึ่งจะได้กล่าวกัน ให้ชัดเจนพอสมควร. แต่ถ้าสำหรับคนทั่วไป จะมีการ "หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์" แล้ว ความหมายของคำว่า นิพพานจะต้องขยายออกไป ให้กว้างขวางถึงที่สุดตาม ตัวหนังสือ : - คำว่า "นิพพาน" แปลว่า ดับไม่มีส่วนเหลือ, นิ - ไม่มีส่วนเหลือ, พานะ แปลว่า ไป หรือ ดับ, นิพพาน แปลว่า ดับไม่มีส่วนเหลือ ; นี้เป็นตัวหนังสือ. ความหมายนั้นต้องรู้ว่า ดับของสิ่งที่ร้อน ที่ลุกเป็นไฟ, สิ่งที่ร้อน มีการดับเย็นลงเมื่อไร ก็เรียกว่า นิพพานเมื่อนั้น จะเป็นขนาดที่บรรลุมรรค ผล หรือไม่บรรลุมรรค ผล ก็ตาม. ถ้า ความร้อนแห่งจิตใจ คือ กิเลสนี้ เย็นลง ก็เรียกว่า นิพพาน เป็นชั่ว คราวก็ได้ เป็นตลอดไปก็ได้ เป็นอย่างกลับไปกลับมาก็ได้ และเป็นอย่างบังเอิญ ประจวบ เหมาะก็ได้ แล้วก็เป็นอย่างที่ปฏิบัติลงไปอย่างถูกต้องโดยตรงก็ได้ ขอแต่เพียงให้มีการดับ ลงแห่งความร้อน. ถ้า "ดับไม่เหลือ" ก็คือไม่มีอะไรเหลือ ; แต่ถ้ายังมีความหมาย พิเศษ ว่าดับไม่เหลือ สำหรับขีดขั้นนั้น ๆ เช่นดับไม่เหลือสำหรับขีดขั้นที่จะเป็นโสดาบัน, ขีดขั้นที่จะเป็นสกิทาคามี, ขีดขั้นที่จะเป็นอนาคามี, การดับไม่เหลือนั้นก็หมายถึงดับ ไม่เหลือของขีดขั้นนั้น ๆ อย่างนี้ ; เมื่อเป็นพระอรหันต์ ก็จะเรียกว่า ดับไม่เหลือโดย สิ้นเชิง. ความดับไม่เหลือแห่งสิ่งที่มีความร้อน ; ความร้อนในที่นี้ หมายถึง กิเลส แล้ว ความทุกข์ ที่เป็นผลของกิเลส ก็ร้อนเหมือนกัน. คุณต้องเข้าใจว่า ความ

น.589 ร้อนในภาษาบาลีมีอยู่สอง : คือกิเลส เกิดขึ้น ก็ร้อน, แล้ว ผลของกิเลส คือ ความ ทุกข์ ก็ร้อน. กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม แล้วรับผลกรรม มีความทุกข์อะไรก็ตาม นี้ก็เป็นความร้อน ซึ่งโดยมากก็เล็งถึง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันเป็น วิบากของการเวียนว่าย ด้วยอำนาจของกิเลส ; ฉะนั้น เขาจึงมีถ้อยคำ ที่จำง่ายอยู่ ๒ คำ ว่า ไฟกิเลส และ ไฟทุกข์ ไฟกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ, ไฟทุกข์ คือ ผลของมัน ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ตลอดถึง ความรู้สึกที่ไม่เป็นสุข ใด ๆ. นี้เรียกว่า ไฟ คือ ความร้อน ๓ อย่างนี้ดับลงไป ก็ต้องเรียกว่า ดับลงแห่งสิ่งที่มีความร้อน. นิพพานคือเย็น ควรใช้ได้แก่ทุกคน การที่เราจะมีความมุ่งหมาย ให้มีการดับลงแห่งความร้อนนี้ ควรจะใช้ ได้แก่ทุกคน ยกเว้นคนอันธพาล พวกเดียว เพราะเขาไม่ต้องการอะไรหมด เขาต้อง การแต่ประโยชน์ ต้องการแต่เหยื่ออะไรของเขา. ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ ในชั้น บุคคลธรรมดาสามัญปรกติ ไม่ใช่อันธพาลแล้วละก็ จะต้องอยากจะดับลงแห่งความร้อน ทั้งของกิเลสและความทุกข์ทั้งนั้น ; ถึงแม้คนอันธพาลก็เถอะ เมื่ออยู่ในความทุกข์ หรือความร้อน เพราะอำนาจที่ทำเลวทำชั่ว ก็ย่อมอยากจะดับร้อนอยู่เหมือนกัน. ตัวอย่าง เช่น คนไปติดคุกติดตะราง ก็ต้องอยากจะออกมา ; เมื่อมีความ ร้อนอกร้อนใจขึ้นมา ก็ย่อม อยากจะหยุดจะเย็น อยู่เหมือนกัน แต่มันทำไม่ได้ เพราะ มีความเป็นอันธพาลมากเกินไป. ฉะนั้น เราจึงถือเสียว่า การมุ่งนิพพาน คือ ความดับ เย็นเป็นอารมณ์ นี้จะเอาเพียงแค่คนธรรมดาสามัญตามปรกติขึ้นไปเรื่อย ๆ ไป จนถึงคน ชั้นดี คนชั้นพระอริยเจ้าเป็นที่สุดก็ได้. "หน่วงเป็นอารมณ์" คือต้องการอย่างยิ่งเพื่อความรอด "หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์" นี้ คำว่า "หน่วง" ก็หมายความว่า เพ่ง จ้อง หรือ หวัง ในฐานะที่เป็นเป้าหมาย ; อย่างพวกคุณเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย

น.590 คุณก็ต้องหวังอะไรเป็นเป้าหมายอยู่อย่างหนึ่ง. กิริยาที่หวัง ในเป้าหมายอันนั้นแหละ คือหน่วง แต่เป็นในระยะยาว ระยะไกล หรือกว้าง ; ที่ถูกควรจะแคบ ควรจะเจาะจง ควรจะรุนแรง ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เหมือนมาอยู่จ่อหน้า แล้วจะเอาให้ได้ เหมือนกับเรา เห็นอะไรที่อยู่จ่อหน้า แต่ยังหยิบไม่ถึง. นี่เราพยายามจะหยิบให้ถึง, พยายามที่จะให้ถึง ด้วยการมีความหน่วงเป็นอารมณ์อยู่ในใจ แล้วดิ้นรนเพื่อไปที่นั่น. คำว่า "อารมณ์" ในที่นี้ ก็หมายถึงอารมณ์ของใจ, อารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ; คำว่า อารมณ์ หมายถึง สิ่งเป็นที่หน่วง ที่ ถือเอาของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ส่วนในที่นี้เป็นเรื่องของใจล้วน หน่วงความดับ เย็นสนิทของกิเลส และความทุกข์เป็นอารมณ์ เรียกว่าหน่วงพระนิพพาน. ขอให้ดูให้ดี สังเกตดูให้ละเอียด ว่า เมื่อคุณทำผิด หรือทำพลาด หรือทำ อะไรชนิดที่เสียหายอยู่ คุณ หวัง ที่จะให้ได้กลับไปสู่ความถูกต้อง หรือหวังที่จะให้พบ ความผิดพลาด หรืออันตรายนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว; จิตไป หวังเจาะจง ที่การกลับมา แห่งความถูกต้อง ความเรียบร้อย ความหมดปัญหานั้น แล้ว มันหน่วงอย่างแรงมาก, มุ่งหมายอย่างแรงมาก, เว้นไว้แต่จะเป็นอันธพาลมากเกินไป จึงไม่รู้จักหน่วง. คนอันธพาลสูงสุดก็จะเตลิดเปิดเปิงไปข้างหน้า ประชดประชัน แดกดัน ฆ่า พันตัวเอง หรือฆ่าพันคนอื่นไปตามเรื่อง. แต่ถ้าเป็นคนที่ปรกติ มีความหมายของคำ ว่ามนุษย์ คือมีจิตใจสูงพอสมควรแล้ว ย่อมจะหน่วงไปหาการดับแห่งความทุกข์ หรือ ปัญหา หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยอำนาจของความต้องการอย่างยิ่ง. “ความต้องการอย่างยิ่ง" ในที่นี้ ไม่ใช่ตัณหา ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่อะไรที่ เป็นกิเลส แม้ว่ามีความต้องการอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องการที่จะดับความทุกข์นั้นเสีย ; ความ ต้องการนี้ต้องมากขนาดที่เรียกว่าหมดกำลังของความต้องการ คือสูงสุดของความต้องการ. เมื่อเราจมลงไปในน้ำ หรือถูกจับกดลงไปในน้ำมุดอยู่ใต้น้ำ ความต้องการที่จะขึ้นมาให้

น.591 พ้นจากน้ำมีกี่มากน้อย ? คุณลองไปคิดดู ไปลองจมน้ำดูเองก็ได้ แล้วมันจะเหลือกลั้น เหลือทน อะไรหนักขึ้น ๆ จะต้องการกี่มากน้อยที่จะโผล่ขึ้นมาให้พ้นน้ำ ; นี้คือความ ต้องการสูงสุด เพื่อให้เกิดความรอด. เดี๋ยวนี้ก็ต้อง มีความต้องการความดับเย็น แห่งความร้อน มากถึงขนาดที่ เปรียบให้ฟังมานั้น จึงจะประสบผล ; แต่ที่ปฏิบัติกัมมัฏฐานวิปัสสนากันอยู่ เป็นเรื่อง เล่นละครเสียโดยมาก ไม่ได้มีการเห็นความทุกข์แล้วก็เกลียดกลัว แล้วอยากจะออกมา เสียจากความทุกข์อย่างรุนแรง เหมือนกับคนที่ถูกจับกดลงไปในน้ำ แล้วต้องการจะโผล่ ขึ้นมาจากน้ำอย่างนั้น. รู้จักอยากพ้นทุกข์ จึงต้องการพบความเย็น นี้เป็นการทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของความทุกข์ ที่จำเป็นในเบื้อง ต้น : จะต้องมีการเห็นความทุกข์ โดยถูกต้อง อยากจะพ้น ออกมาจากความทุกข์จริง ๆ. แต่คนยังไม่มีการเห็นความทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ แล้วสมัครจะมาปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ นี้ก็น่าหวัวละ ; อย่างดีที่สุดจะเป็นได้ ก็เพียงว่ามาปฏิบัติเพื่อให้มองเห็นความทุกข์. ถ้าเห็นความทุกข์ ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้นเท่าไร ความต้องการที่จะออก เสียจากความทุกข์ ก็จะมากขึ้น เท่านั้น. เหมือนกับว่า เราพยายามที่จะมองเห็นในเรื่องของชาวบ้าน มอง เห็นความทุกข์ ที่เกิดมาจากความยากจน หรือว่า ความลำบากอะไรต่าง ๆ เรา จึงพยายาม เต็มที่ ในการที่จะศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบอาชีพ หรือทำอะไร ให้แก้ปัญหาเหล่านั้น ให้จนได้; ซึ่งที่แท้นั่นก็คือ เป็นการทำเพื่อให้ดับความร้อน, ร้อนอกร้อนใจอย่างใด อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. นี้มีความหมายของการหน่วงเอาความดับเย็นแห่งความร้อน เป็นใจความอยู่ด้วยเหมือนกัน. ฟังให้ดีอีกครั้งหนึ่งว่า การที่คุณอุตส่าห์เล่าเรียน แล้ว หวังที่จะประสบ ความสำเร็จ ในการเล่าเรียน แล้วไปประกอบอาชีพ ทำตนให้เป็นคนมีกินมีใช้ มีความ

น.592 สะดวกสบายในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ อะไรก็ตาม ; ความหมายอันแท้จริง ส่วนหนึ่งมันอยู่ที่ จะพ้นไปเสียจากปัญหาคือความทุกข์. ฉะนั้น จึงหน่วงเอาความรอด พ้นชนิดนั้นเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลาที่เล่าเรียน แม้ในขณะที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย นั้นก็มี ความหน่วงอยู่อย่างหนึ่ง แต่มันเนือย ๆ หรือเป็นครั้งคราว จะหน่วงกันตลอดเวลาก็ เหน็ดเหนื่อย ; ฉะนั้น ถ้าจะมีการหน่วงที่ถูกต้องแล้ว ก็คุมไปเฉย ๆ ให้เป็นไปเอง ตามลำดับ นี้ก็ยังเรียกว่า "มีความหน่วงความสำเร็จ" เป็นอารมณ์อยู่นั่นเอง. แม้ที่สุด ในขณะของธรรมะที่ชื่อว่า อุเบกขา ก็เป็นการหน่วงของมันอยู่ในตัว เพื่อเอานิพพาน เป็นอารมณ์ ; หมายความว่า เมื่อได้จัดเตรียม ในเรื่อง สติ ธัมมวิยะ วิริยะ ปีติ บัสสิทธิ และ สมาธิ อะไรเสร็จ ได้ที่แล้ว ก็ ปล่อยไว้ในรูปของอุเบกษา. คำว่า "ในรูปของอุเบกขา" ไม่ใช่หมายความว่า มันหลับไป; ไม่ใช่เช่นนั้น ; คือจิต พร้อมก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไป โดยไม่ต้องขวนขวาย ดิ้นรนเพิ่มเติม แต่ยังมีความ หน่วงต่อผลสุดท้ายเป็นอารมณ์อยู่เสมอ. เมื่อคุณได้จัดแจงตระเตรียมการศึกษาเล่าเรียน เข้ารูป เข้ารอยแล้ว ก็คงเหลือ อยู่แต่ว่า ทำอย่างนั้นอยู่เฉย ๆ อย่างเต็มที่ เรื่องมันก็ไป ๆ ของมันตามลำดับ. นี่คือ หน่วงความสำเร็จเป็นอารมณ์ แม้ในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน, แม้ในเรื่องประกอบ อาชีพ การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราต้องทำในระยะยาว. เราหน่วงความสำเร็จเป็น อารมณ์ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมก็หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ฉันนั้น แล้วก็หน่วงมากเป็นพิเศษในขณะแห่งการปฏิบัติ ในขั้นที่เรียกว่าเข้าได้เข้าเข็ม อะไร ทำนองนี้. นี่พูดเป็นภาษาชาวบ้านไปหน่อย แต่ก็พอฟังกันรู้เรื่อง ว่าการที่จะหน่วง พระนิพพานเป็นอารมณ์ในชั้นที่เอาจริงเอาจังของวิปัสสนานั้น ก็เป็นไปรุนแรงมาก.

น.593 นิพพานคือความเย็น ทุกคนต้องหน่วงมาใช้ประจำวัน บัดนี้ เราจะมาพูดกัน ให้เห็นว่า "หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์" เป็นสิ่ง ที่จะต้องเอามาประยุกต์ในเรื่องชีวิตประจำวัน แม้แต่ของฆราวาส. เราจะแบ่งคน ออกเป็น ๓ พวกว่า : - คน ตามปรกติ ธรรมดาสามัญ ทั่วไป นี้พวกหนึ่ง ก็ควรหน่วงพระนิพพาน เป็นอารมณ์ ยกเว้นคนอันธพาลซึ่งจะไม่สมัครทำ แต่ก็ยังอาจจะทำได้ อาจจะประพฤติ เปลี่ยนแปลงได้จากความเป็นอันธพาล. พวกถัดมาก็เป็น พวกที่เป็นคนดี ตั้งใจเป็นพิเศษกว่าคนธรรมดา กว่าชาวบ้าน ธรรมดา. อีกพวกหนึ่ง เป็น พวกที่บำเพ็ญเพียรอยู่อย่างขยันขันแข็ง ปฏิบัติเพื่อ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน อยู่อย่างขยันขันแข็ง. โดยเฉพาะ พวกแรก ที่ว่า เป็นคนธรรมดาสามัญตามปรกติ ไม่เป็นอันธพาล นั้น ให้เขา หน่วงเอาความสำเร็จสูงสุดของการที่ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นแหละ เป็น อารมณ์ อยู่ตลอดเวลา; แต่ไม่ใช่ว่า เอามาเพ่งจ้องอยู่อย่างตลอดเวลา จนไม่ต้อง ทำอะไร. เมื่อจะทำอะไร ก็ทำไปตามที่ควรทำ แต่ต้องไม่ลืมว่า จุดหมายปลายทางนี้ จะต้องเอาชนะความทุกข์เหล่านี้ให้ได้ ; แม้ในการทำงานเพื่อปากเพื่อท้องของเขา ก็ต้องมุ่งความสำเร็จของการงานนั้น เป็นอารมณ์กันอยู่อย่างเต็มที่. อีกทางหนึ่ง พร้อม กันไปในตัวนั่นเอง เขาควรจะเพ่งหาความไม่ร้อน ; ไม่ปล่อยจิตให้โง่เขลาไป จนเกิด ความร้อน เป็นทุกข์ เป็นห่วง วิตกกังวลเกิดขึ้นมาในการทำการงานนั้น. คนที่เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต เป็นบ้าอะไรไปเลย ก็เพราะว่า ไม่รู้จัก ทำจิตให้เยือกเย็น พร้อมกันไปในตัว ในขณะที่ทำการงานนั้น ; เพราะว่า เขาได้รับ

น.594 คำสั่งสอนมาอย่างผิด ๆ ว่าต้องมีกิเลส ต้องมีตัณหา ต้องมีการทะเยอทะยาน ต้องมีการ มุมานะ มุทะลุดุดัน จึงจะทำการงานนั้นได้ดี ซึ่งผิดทั้งนั้น ทางที่ถูก ควรจะทำให้พอเหมาะพอดี แล้วก็มุ่งหวังความไม่ร้อน คือให้ เป็นปรกติเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลาด้วย. ส่วนนี้เป็นส่วนที่เริ่มมีนิพพานเป็นอารมณ์ของ คนธรรมดาสามัญ หรือชาวบ้านทั้งหลาย ฉะนั้น จึงมีการแนะ, แล้วก็อยากจะแนะ กันตลอดไปว่า ให้ระวังข้อนี้ให้มากเป็นพิเศษว่า : เมื่อคิดจะทำอะไร ต้องมีสติมา ทันควันก่อนเสมอ ว่า "กูจะต้องไม่ร้อน, จะต้องไม่เดือดร้อน, จะไม่เผลอให้เกิด ความเร่าร้อนขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังจะทำนี้" ; จะทำบทเรียนในโรงเรียน หรือว่า จะทำการงาน หรือว่าจะสังคม สมาคมอะไรก็ตาม ต้องมุ่งหมายความเยือกเย็นอยู่เสมอ แล้วทำไป ก็จะไม่ผิดพลาด เพราะเราเตรียมสำหรับจะไม่ผิดพลาดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น. ถ้า เกิดร้อนขึ้นมา พลุ่งพล่านขึ้นมา ก็ถือว่า เป็นความผิดพลาด. ให้ฝึกเป็นอยู่อย่างไม่ร้อนอย่างพระเกี่ยวกับปัจจัย ๔ ขอให้เป็นความหมายกว้าง ๆ สำหรับคนทั่วไปทุกคน ทุกวัย ทุกระดับ ทุก หน้าที่การงานนี้ว่า เราจะมุ่งหมายความไม่ร้อนอยู่ในชีวิตประจำวัน, แล้วก็ฝึกหัด ไว้ด้วย : เมื่อ ลงมือทำอะไรก็มีสติสัมปชัญญะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิบัติอย่าง พระก็ได้ คือ เมื่อกินอาหาร, เมื่อสวมเครื่องนุ่งห่ม, เมื่อจะใช้สอยเครื่องใช้สอย, หรือเมื่อจะใช้หยูกยาคราวเจ็บป่วย ๔ ประการนี้ อย่าได้เผลอให้เกิดความเร่าร้อนขึ้น มาได้. ทีนี้ คนเคยตามใจตัว ตามใจกิเลส; เมื่อจะกิน ก็กินอย่างหิวทางวิญญาณ ไม่ใช่หิวทางร่างกาย ; บางทีร่างกายกำลังบอกอยู่ว่า ยังอิ่มอยู่ ไม่ต้องกินก็ได้ แต่พอ มานึกถึงอาหารอร่อย หรืออะไรขึ้นมา มันก็กระโดดผลุงทันที. ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ต้องร้อน เพราะความหิวอย่างกิเลส ไม่ใช่หิวอย่างธรรมดาอย่างที่ร่างกายหิว. เพราะว่า

น.595 แม้อิ่มแล้วก็ยังหิว ; หิวชนิดนี้เราต้องระวัง มีสติสัมปชัญญะว่าควรจะกินหรือยัง ? ควร จะกินอะไร ? ควรจะกินอย่างไร ? ควรจะกินเท่าไร ? อย่างนี้จะได้ไม่ผิดพลาด ชนิด ที่เป็นความร้อนขึ้นมา. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกำลังเคี้ยว และอร่อยที่สุดอยู่ในปากนี้; ระวัง ให้ดี ๆ มัน จะมีความร้อนถึง ขนาดไหม้ปากพอง ลำไส้ กระเพาะ ทะลายก็ได้. ถ้าพูด อย่างตามภาษาธรรมะ เมื่อคนกินเข้าไปด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา ยึดมั่น อย่างนี้แล้ว ถือว่า เดี๋ยวนี้ปากจะเหมือนกับกินน้ำทองแดงละลายเข้าไป ท้องไส้พังทะลาย. นี่เป็นอุปมา ที่พอจะจำได้ง่าย. การหน่วงความเย็นเป็นอารมณ์นี้ ควรจะระวัง ให้มีการกินเหมือนกับพระ กิน. เมื่อเคี้ยวอยู่นี้ก็ให้รู้ว่า อ้าว, นี่มันอย่างนี้, นี่มันอย่างนี้ ; ความอร่อยนี้ก็สักแต่ ว่ามีธาตุบางอย่างออกมาพอเหมาะพอดี ตรงกับความรู้สึกของประสาทของลิ้น โดยอัตรา ที่พอเหมาะจึงได้เกิดรสอย่างนี้ขึ้น ที่เราสมมติเรียกกันว่ารสอร่อย. ที่จริงรส ถ้ามากไป หรือน้อยไป ก็จะเป็นรสที่ไม่อร่อย หรือถึงกับเป็นยาพิษ ขึ้นมา. อย่างเช่น เปรี้ยวพอดีนี้ก็อร่อย แต่ว่าเปรี้ยวเกิน มันก็เป็นน้ำกรดที่จะกัด หรือถึงกับว่า กัดปากให้พังทะลายไปก็ได้ ด้วยอำนาจของน้ำกรด. รสหวาน รสขม หรืออะไรก็เหมือนกัน ถ้าพอดี ๆ แล้ว จะอร่อย. นี่เราก็รู้ได้ว่า อร่อยนั้นคือความ พอดีของสิ่งที่มาพบกัน คือ รสกับลิ้น, ประสาทของลิ้นนี้ กับรสของอาหารเป็นต้นนี้ พอดีกันอย่างนี้ .. แม้กินของร้อน ๆ อยู่ ก็เรียกว่าเย็นได้ เพราะว่าไม่ทำความร้อนในส่วนจิตใจ ; ฉะนั้น การกินอาหาร ชนิดไหน ก็อย่าให้เกิดความละโมบ ความตะกละ หรือความ ร้อนอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา, หน่วงเอาความเย็นในฐานะของนิพพานมาเป็นอารมณ์ อยู่เสมอ แม้เมื่อกินอาหาร.บริการเสริม หากมันเลิกกับกัปตัน

น.596 ในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม ก็เทียบเคียงโดยนัยะอันเดียวกัน ; ถ้าไม่อย่างนั้น ก็จะต้องแต่งตัวสวยอย่างโง่เขลา, สวยอย่างโง่เขลา ไม่ใช่สวยอย่างสุภาพบุรุษ หรือ ไม่ใช่สวยอย่างสัตบุรุษ ผู้มีสติปัญญา ; สวยอย่างโง่เขลา แล้วก็กระฟัดกระเพียดเป็น ห่วงว่าจะไม่สวยอยู่นั่นแหละ. จงดูคนหนุ่มคนสาวที่โง่เขลาถึงที่สุดในข้อนี้ แต่งตัวไปพลาง กระพัด กระเพียดไปพลาง เหลียวไปเหลียวมา กระวนกระวายอยู่ ยังไม่แน่ใจว่าจะสวยถึงที่สุด พอหมดเวลาที่จะแต่งตัว ก็ต้องออกไป ด้วยจิตใจที่ลังเลอยู่นั่น ; อย่างนี้แหละที่ร้อน เพราะเครื่องนุ่งห่ม. ถ้าทำอย่างพระ ก็ไม่มีความหมายอย่างนี้ คือพิจารณาถึงข้อที่ว่า “เครื่องนุ่งห่มก็ดี คนผู้ใช้เครื่องนุ่งห่มก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ" ; คิดดังนี้ ก็เย็น ไม่มีความพลุ่งขึ้นมาแห่งกิเลส. นี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไปที่จะใช้เครื่องนุ่งห่มให้เย็น โดยหน่วงเอาความเย็นเป็น อารมณ์อยู่เสมอ. เครื่องใช้ไม้สอยในบ้านเรือน ตลอดถึงตัวบ้านเรือนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ เรามีแต่ความคิดชนิดที่ทำให้ร้อน เพราะความโง่ : จะไปได้ จะไปมีไว้ แล้วก็ใช้สอยเกินกว่าความจำเป็น. คนที่ยังไม่มี ก็ยังเห่อ ยังหวังที่จะได้ คล้าย ๆ กับว่ามุ่งความร้อนเป็นอารมณ์ แล้วก็ไม่พอ. แม้ว่าในบ้านนี้จะมีรถยนต์ มีตู้เย็น มีอะไรหลายๆอย่าง แล้วมันก็จืดชืดไป ยังร้อน ยังมุ่งหมายอย่างอื่นต่อไปอีก. เพราะฉะนั้น ความเย็นไม่ได้มีขึ้น เพราะว่าหามาได้ตามที่ต้องการ, เพราะว่าความต้องการมันยืดตัว ออกไปได้ ไม่มีที่สิ้นสุด. ความเย็นนั้นอยู่ที่หยุดความต้องการนั้นเสีย; เมื่อใช้สอยสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็ใช้สอยไปด้วยการหยุดความต้องการด้วยอำนาจของความโง่เขลาเสีย เดี๋ยวก็จะเย็น, ไม่ต้องใช้ของวิเศษวิโสมันก็เย็น หรือแม้จะใช้ของวิเศษวิโสมันก็เย็น. ถ้าจิตนี้วาง

น.597 ไว้ถูกต้อง แล้ว ของที่นำมาใช้สอยนั้นจะชั้นดี หรือชั้นเลิศ ชั้นอะไรมันก็เย็น หรือ จะชั้นเลว ชั้นต่ำที่สุด ก็เย็น, จะกินข้าวด้วยกะลาก็เย็น, จะกินข้าวด้วยจานทองคำ ประดับด้วยเพชรพลอย มันก็เย็น ถ้าว่าดำรงจิตใจไว้ถูกต้อง ; เพราะว่าเราหน่วงเอา ความเย็นเป็นอารมณ์ไว้เสมอ. นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น จะแจงรายละเอียดกันไปทั้งหมด ไม่ไหว. เรื่องหยูกยาสำหรับแก้โรค นี้ก็ตั้งต้นไปตั้งแต่ว่า อย่ากลัวตายให้มากนัก : พอมีอะไร ๆ ผิดปรกติไปสักนิด ก็กลัวตายจนร้อน จนอะไร เหมือนกับถูกลนถูกสุม อะไรอยู่. นี่ก็ผิดแล้ว ร้อนไปเปล่า ๆ. เที่ยวดิ้นรนหาการแก้ไขด้วยความโง่เขลา ด้วยความกลัวที่มากกว่าเหตุ เหมือนที่เป็น ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้ ; เป็นอะไรนิดหนึ่งก็กลัวตาย ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า สำหรับคนเดี๋ยวนี้. ผมต้องพูดตรงๆ ว่า คนที่ได้รับการศึกษา อย่างพวกคุณทั้งหลายที่นี่แหละ เวลานี้ พอเจ็บไข้สักหน่อยหนึ่ง ก็กลัวตายมากกว่าคนสมัยปู่ย่า ตายาย ที่โง่เขลา ซึ่ง เขาไม่ค่อยกลัวนัก แล้วเขาก็พยายามไปตามสมควร แล้วเขาก็ไม่ตายเหมือนกัน. เรานั้น ได้ความกลัวที่เพื่อ, ความรักษาเยียวยาที่เพื่อ แล้วยังร้อน หรือกลัวอยู่ มากกว่า คนโง่ ๆ สมัยปู่ย่า ตายาย ของเรา. ทั้งนี้ก็เพราะว่า เขามุ่งความเย็น หรือความหยุด หรือความดู พิจารณาไปอย่างช้า ๆ ; ที่ดีมาก, เป็นชั้นดีมากก็คือ ถ้าความเจ็บไข้เกิดขึ้น ก็ถือเอาเป็นโอกาส สำหรับการศึกษาธรรมะไปเสียเลย. พวกเราไม่เคยนึกอย่างนี้ พวกเรานั้น พอเจ็บไข้อะไรนิดหน่อยนิดหนึ่ง ก็ว่า "ความตายมาแล้วโว้ย," แล้วก็เป็นบ้าไปในทางวิญญาณ. ถ้าว่า เป็นคนสมัยเก่าโน้น ถือธรรมะตามระบบ โบราณนั้น เขาเรียกว่า "เทวทูตมาบอกสิ่งที่ดีให้แล้วโว้ย” ; ถ้า ความเจ็บไข้มาถึง ละก็กลับต้อนรับมัน ในฐานะที่ว่า เทวทูตมาบอกข่าวดีแล้ว คือให้เราไม่ประมาท ให้เรา เตรียมตัว ให้เราทำอะไร ชนิดที่ว่า เราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายนี้. การ

น.598 ไปหาหมอ หายากิน เอาไว้ทีหลังดีกว่า ; ต้อนรับในฐานะที่เป็นเทวทูต หรือธรรม- ทูตที่ดี มาบอก. ที่นี้ใจคอเป็นปรกติ แล้วก็เย็น, แล้วจึงไปหาหยูกยามากิน บริหาร รักษาไปด้วยความเยือกเย็น. นี้ก็เรียกว่า เย็นในระยะแรกเสียแล้ว ของการเจ็บไข้. ทีนี้ เรื่องการกินหมูกกินยา ก็เหมือนกัน ด้วย ใจคอที่ปรกติ ที่บังคับตัว ได้ มันก็เย็น ; แต่คนเดี๋ยวนี้ ถ้ายาขมสักนิด เขาจะขว้างทิ้งไปเลย, คนสมัยโน้น จะขมเท่าไร เขาก็กินได้ แล้วเขาก็ไม่มียาหอม ๆ หวาน ๆ จืด ๆ กิน เหมือนคนสมัยนี้. คำว่า "ยา" ของคนโบราณจะต้องเหม็น ต้องขม ต้องอะไรอย่างยิ่ง เขาก็กินได้ ไม่มี เดือดร้อนเพราะยาขม หรือว่าการรักษาก็ไม่วิเศษวิโสอะไร เพราะว่าเขาคอยแต่จะจ้องหา ความเย็น. ส่วนเรานี้มีความกลัว ความโง่ รวมกัน มีความกลัวอย่างตื่นตูมไป มัน ก็ร้อนอยู่ในความกลัว ร้อนอยู่ในความโง่ ร้อนอยู่ในความไม่ได้อย่างใจ. ขอให้ลองกลับกันเสียใหม่ตามแบบที่ว่ามานี้ มุ่งหมายความเย็นเป็นอารมณ์ อยู่เรื่อย รักษาก็รักษาไป จะใกล้ตายเข้าไปก็ยิ่งเย็น จะดีกว่า จนกระทั่งตายไปด้วย ความเย็น เพราะว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่เรื่อย. นี่ยกตัวอย่างด้วยเรื่องอาหาร เรื่องเครื่องนุ่งห่ม เรื่องที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย และยาแก้โรค ก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้; เพราะว่า ๔ อย่างนี้จำเป็นที่จะต้องมี ต้องบริโภค ด้วยความเย็น ; ส่วนการทำการงานก็เย็นอย่างที่ว่ามาแล้ว. การดำรง ชีวิตอยู่ด้วยปัจจัย ๔ นี้ก็เย็น ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้มีความเย็นเป็นอารมณ์. ทุกคนสามารถหน่วงเอาความเย็นโดยลำดับ คนพวกที่ ๑. คนปรกติ หมายความว่าสามารถจะพิจารณา และเข้าใจข้อ เท็จจริงเหล่านี้ เอามาประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นปรกตินิสัย ; ให้อยู่ด้วยความเย็น มุ่งจ้อง หรือว่าถนอมความรู้สึกเย็นนี้ไว้เป็นอารมณ์

น.599 คนพวกที่ ๒. คนที่ตั้งใจเป็นพิเศษ พวกนี้ก็คือคนที่ไปศึกษาเล่าเรียนมา เป็นชาววัดสักหน่อย ก็ต้องการความเย็นยิ่งขึ้นไป มากกว่าชาวบ้าน, หรือว่า ถ้าเป็นคน อายุมากแล้ว ผ่านความร้อนมามากแล้วก็ตั้งใจจะให้เย็นเป็นพิเศษ หน่วงความเย็นเป็น พิเศษ โดยนัยอย่างเดียวกันกับพวกแรก ; เป็นอยู่ให้เย็นมากขึ้นกว่าพวกแรก แต่ ก้าวเข้าไปสู่การปฏิบัติธรรมเป็นพิเศษ. คนพวกที่ ๓. ที่ปฏิบัติธรรมเป็นพิเศษ คือเป็นนักกรรมฐาน นักวิปัสสนา เป็นโยคี มุนี ฤๅษีอะไรต่าง ๆ เมื่อทำไปถูกวิธี ก็มุ่งความเย็น ไกลกว่า สูงกว่า มากกว่า แล้วเป็นไปได้ตามลำดับ. นี้ผู้บำเพ็ญเพียรโดยตรงนี้ ก็เพียรเพื่อให้เย็น ; คนชนิดนี้ ยิ่งจ้องพระนิพพานเป็นอารมณ์มากขึ้น. ถ้าจะพูดให้กว้างที่สุด ก็จะต้องพูดว่า เขา จ้องความเย็นเป็นอารมณ์ หรือจ้องนิพพานเป็นอารมณ์นั้น ตามความหมายของเขา ตามที่เขารู้สึกอย่างไร ว่าอะไรเป็นความเย็น หรือเป็นนิพพาน. ถ้าฌานสมาบัติเป็น นิพพานก็ไปตามแบบนั้น เพื่อเข้าสู่ภาวะแห่งจิตใจที่เป็นอย่างนั้น. สำหรับ พุทธบริษัท หรือผู้นับถือพุทธศาสนานี้ เอาความเย็นที่เกิดมาจาก กิเลสไม่รบกวน หรือกิเลสหมดไปโดยสิ้นเชิง นี้เป็นความเย็น เพ่งจ้องที่นี่. ฉะนั้น คำว่า "นิพพาน" ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงความสิ้นไปแห่งกิเลส, ความสิ้นไปแห่งตัวกู- ของกูโดยประการทั้งปวง แต่ถึงอย่างไรก็ดี การปฏิบัติ ต้องเป็นมาตามลำดับ : เมื่อปฏิบัติใน ขั้นศีล ก็ได้ความเย็น อย่างที่เกิดจากศีล, เมื่อปฏิบัติ สมาธิ ก็ได้รับความเย็น อย่างที่ได้รับ จากการปฏิบัติสมาธิ เช่น พอลงมือทำสมาธิในขั้นต้นนี้ก็ย่อมปรารถนาความไม่มีมาแห่ง นิวรณ์ทั้ง ๕. เมื่อนิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่มีมา ก็เป็นความเย็นชนิดหนึ่ง ตามแบบของสมาธิ ; ฉะนั้นจึงทำสมาธิเพื่อกำจัดนิวรณ์ ๕ ก่อนสิ่งใดหมด. เมื่อ จิตปราศจากนิวรณ์ ๕ แล้ว ก็พร้อมที่จะทำต่อไป คือ มีปัญญาเห็นแจ้ง ในสิ่งที่เป็นความร้อนที่ลึกซึ้งขึ้นไปกว่า

น.600 คือกิเลส หรือสังโยชน์อะไรทั้งหลาย ก็มุ่งหมายความสิ้นไปแห่งกิเลส สิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งหลายนั่นเอง มุ่งจ้องอยู่ที่นั่น. ในระดับที่เป็นขั้นปัญญา หรือขั้นวิปัสสนานี้ มีหลายขั้นหลายตอน มีขั้น ตอนมาก ละเอียดประณีต ถี่ยิบขึ้นไปตามลำดับ ไม่เหมือนกับขั้นศีล ขั้นสมาธิ ซึ่งไปลุ่น ๆ ไม่ประณีตซับซ้อนอะไรนัก. ใน ขั้นปัญญา หรือขั้นวิปัสสนานี้ ทุกขั้นตอนมีสิ่งที่จะลืมเสียไม่ได้ คือว่า การทำนี้ "เพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส" เพื่อความปรากฏขึ้นแห่งพระนิพพาน. ถ้ายิ่ง จ้องอย่างนี้มากเข้า เข้มข้นเข้า เมื่อญาณเป็นไปตามลำดับ ถึงญาณประเภทที่เรียกกันว่า สัจจานฺโลมิกญาณ เป็นต้น ; ถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะมีโคตรภูญาณ อย่างที่ว่ามาแล้ว. "หน่วง พระนิพพานเป็นอารมณ์" สำเร็จ ก็บรรลุมรรค ผล ขั้นใดขั้นหนึ่ง อย่าง น้อยก็ได้โสดาปัตติผล. อย่างนี้เรียกว่า การหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี้มี อยู่เป็นชั้น ๆ อย่างที่ชี้ให้เห็นนี้ก็มี ๓ ชั้น :- - คนธรรมดาสามัญทั่วไป ชั้นหนึ่ง. - คนที่มีความตั้งใจเป็นพิเศษ เพราะได้สดับมาพอสมควรแล้วก็ชั้นหนึ่ง. - ชั้นที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อโลกุตตรธรรมโดยตรงนี้ก็ออกบวช หรืออะไร ทำนองนี้ ก็ชั้นหนึ่ง. เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ คุณคงจะจับใจความได้ ว่า "การหน่วงพระนิพพาน เป็นอารมณ์" นั้น มิได้มุ่งหมายแต่ในขณะจิตที่จะบรรลุมรรค ผล ซึ่งเป็นเจ้าของคำ ๆ นี้ แต่เขา ขยายความให้ต่ำลงมา ถึงความรู้สึกของคน ไม่ว่าชนิดไหน ประเภทไหน ระดับ ไหน ที่เขาจะ มุ่งหมายความหมดปัญหา ความเกลี้ยงไปแห่งสิ่งรบกวนจิตใจนี้เป็น อารมณ์. ฉะนั้น ควรจะหัดการกระทำเช่นนี้ไว้ให้เป็นนิสัย ถ้าจะเกิดความขุ่นมัว เร่าร้อนอะไรขึ้นมา ก็ปัดออกไปได้ เพราะว่า เราต้องการความเย็นอยู่เรื่อยไป.

น.601 ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็คิดว่า คงจะกลับไปจากที่นี้ ด้วยความรู้สึก เพ่งความเย็น เป็นอารมณ์ ได้มากขึ้น คงจะแปลกกว่าแต่ก่อนนี้ ซึ่งไม่รู้จักเพ่งหาความเย็นเป็นอารมณ์. นี่ก็เรียกว่า เพ่งนิพพานเป็นอารมณ์ โดยนัย คือโดยอ้อม โดยปริยาย โดย เท่าที่จะทำได้สักเท่าไร ; เพราะว่า ทุกคนก็ต้องการความเย็นอยู่แล้ว ไม่มีใครต้อง การความร้อน. รู้จักความเย็นให้ดี ๆ คอยจดจ่ออยู่แต่ที่จะให้เย็นเท่านั้น ; อย่างนี้ผม ก็เรียกว่า "โมกขธรรมประยุกต์" ในชีวิตประจำวันได้ ในความหมายของคำพูดที่ว่า "การหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์". ให้ความหมายแก่คำว่า นิพพาน นั้นคือ เย็น หรือดับลงแห่งความร้อน. วิธีปฏิบัติที่ง่ายคือมุ่งดับไม่เหลือ เวลาที่เหลืออยู่เล็กน้อยนี้ จะพูดเรื่องวิธีปฏิบัติที่ง่าย ๆ สั้น ๆ แต่อมความไว้ ทั้งหมดอีกครั้งคือ เราจะต้องรู้ว่า : คำว่า นิพพาน นี้เป็นภาษาบาลี จึงลำบากแก่เรา ซึ่งไม่ใช่เจ้าของภาษานั้น แล้วก็แปลนิพพานนี้ออกมาเป็นภาษาไทย ได้ความตรง ๆ ตาม ตัวหนังสือก็ว่า ดับไม่เหลือแห่งความร้อน : นิ - คือ ไม่เหลือ, พ-า-น- ไป หรือ ดับ, นิพพาน-ดับไม่เหลือ ; รู้ได้โดยนัยว่า ดับไม่เหลือแห่งความร้อน ; เพราะสิ่งที่ไม่ดับ ก็คือร้อน ; สิ่งที่มีการดับได้ก็คือ มีความร้อน ; จึงหมายถึง ดับไม่ เหลือก็แล้วกัน และรู้ว่า ดับความร้อน. ทีนี้ อะไรร้อน ? กิเลส และ ความทุกข์ ; ทั้งสองอย่างนี้สรุปลงไปได้ใน คำพูดธรรมดาสามัญที่สุดว่า ความรู้สึกว่า ตัวกู-ของกู. ความรู้สึกว่า ตัวกู- ของกูนี้จำให้ดีๆ: ถ้าความรู้สึกว่าตัวกู-ของภู โดยตรงก็ตาม โดยอ้อมก็ตาม โดยนัย อะไรก็ตาม เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นความร้อน แล้วก็ร้อนนานาแบบ : ร้อนให้เห็น ร้อนไม่ให้เห็น ร้อนอย่างลึกซึ้ง และร้อนอย่างที่เรียกว่า เย็นสุดขีด นี้ก็ยังร้อน, เหมือน กับความเย็นทางเนื้อหนังสุดขีด นี้ก็ยังเป็นทุกข์.

น.602 ความหมายของคำพูดมันสับปลับ ต้องระวังให้ดี; ความทุกข์มีหลายแบบ : ร้อนนักก็ทุกข์ เย็นนักก็เป็นทุกข์ เจ็บปวดอะไรก็เป็นทุกข์. ถ้าไม่ทุกข์ ต้องไม่มี ความรู้สึกประเภทร้อน ด้วยอำนาจของตัวกู-ของกู : ถ้าตัวกู - ของกูเกิดขึ้นมันก็เป็น ของร้อน เพราะว่าเป็นกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ในนั้น และเป็นความไม่ได้อย่างใจ อยู่ในนั้น คือเป็นทุกข์อยู่ในนั้น ในความรู้สึกที่เดือดพล่าน เกี่ยวกับตัวกู, เกี่ยวกับ ของกู. นี่เรียกว่าภพ หรือชาติ เกิดขึ้นมาเป็นตวกู-ของกูแต่ละวัน ๆ หลาย ๆ ภพ หลาย ๆ ชาติ เป็นไฟ. สรุปความอีกตอนหนึ่งว่า ภพนี้เป็นไฟ, ภพแห่งตัวกู-ของกูนี้เป็นไฟ. ทีนี้ เราก็เบื่อระอา ความคิดก็น้อมไปเพื่อดับไม่เหลือ เพื่อไม่ให้เกิด ภพใด ๆ ที่นี่ก็ตาม หรือว่า ถ้าเชื่อว่า หลังจากตายแล้ว จะเกิดอีกก็ตาม ก็ได้เหมือนกัน ; เพราะถ้าขึ้นชื่อว่า ภพแล้ว เป็นต้องร้อนเป็นไฟ. ฉะนั้นจึงไม่อยากจะมี ไม่อยากจะ เป็น อย่างที่เรียกว่าภพ คือ ตัวกู-ของกู, อยากจะว่างไปจากตัวกู-ของกู ก็คือ ว่างไปจากภพ ว่างไปจากความมีความเป็น. ภาวะอันนี้ เราเรียกว่า ภาวะแห่งนิพพาน คือ ความดับไม่เหลือ แม้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอย่างนี้ เราก็เข้าใจอย่างนี้ได้ ว่า ถ้ามี ภพเกิดขึ้นในใจ; ภ - วะ - ภพ คือความเป็นขึ้นมาแห่งตัวกู - ของกู จะเรียกว่าคน ว่าสัตว์ ว่าอะไรก็สุดแท้ล้วนแต่ร้อน แล้วเราก็ต้องการ "ดับไม่เหลือ". จงอยู่อย่าง ไม่มีภพ อย่างดับไม่เหลือ สมัครอย่างนี้เรื่อยไปเถิด จะเกิดยาก ; สมัครที่จะไม่มี ตัวกู - ของกูไว้เป็นต้นทุนก่อน แล้ว จะเกิดยาก, แล้วจิตก็จะน้อมเพื่อจะไม่เกิดตัวกู - ของกูนี้อยู่เรื่อยไป. ตั้งต้นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ละ แล้วก็ให้มีการดับเรื่อยไป จนกระทั่งเรียกว่า ร่างกายดับ คือ ดับเมื่อถูกเขาจับใส่โลง นั่นคือดับร่างกาย. ส่วน ดับภพ นั้น ดับได้ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ยังเป็น ๆ อยู่นี้ คือไม่เกิด "ตัวกู - ของกู" ก็ไม่เรียกว่า เกิดภพ. อย่างนี้ เราผูกคำพูดขึ้นอีกคำหนึ่ง เพื่อจำง่ายลืมยาก ว่า "ตายเสียก่อนตาย".

น.603 พยายามอยู่อย่าง "ตายเสียก่อนตาย" ตายเสียก่อนตาย. "ตายเสีย" คำแรกนี้ คือ ตายเสียจากตัวกู - ของกู คือปราศจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกู. ตายเสียก่อนตาย ตายคำหลัง คือ ตายอย่างเข้าโลง. ก่อนแต่ที่จะมีการตายอย่างเข้าโลง จงมีการตายอย่างนี้ เสียก่อน คือเย็น; แล้วดับ เย็นแห่งกิเลส และความทุกข์นี้ ก็เรียกว่า ตายเหมือนกัน ; เพราะ ตัวกู - ของกู ที่มัน เกิดร่าขึ้นมา ยกหูชูหาง นั่นแหละ เป็นตัวร้ายกาจ ให้มันตายเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ หรือว่า มันโผล่หัวขึ้นมาอีก ก็ฆ่ามันลงไปทุกที. ตัวกู - ของกูนี้ตายยาก มันเก็บชีวิตไว้อย่างประหลาด คืออยู่ในรกรากของ อวิชชา ของอนุสัยอะไรต่าง ๆ; แต่ว่าไม่เป็นไร เกิดมาทุกที ก็ฆ่ามันให้ตายทุกทีไป แล้วมันก็จะเกิดยากขึ้นทุกที จะห่างออกไปทุกที ห่างออกไปทุกที จนกระทั่งไม่เห็นหน้า ไม่กลับมาอีกเลย. ถ้าทำได้สำเร็จในขั้นนี้ ก็เรียกว่า "ตายเสร็จเสียก่อนตาย" คือเป็น พระอรหันต์. พระอรหันต์มีความหมายเป็นผู้ตายเสร็จแล้วก่อนตาย ไม่มีกิเลสเหลืออยู่ แต่ร่างกายยังไม่ตาย ก็คือนิพพานโดยสมบูรณ์. สำหรับเราแม้ทำไม่ได้ถึงนั้น เราทำ ตามท่าน เราทำตามรอยพระอรหันต์ เรามุ่งจ้องอย่างนั้น แล้วก็ ทำไปตามที่จะทำได้ ขอให้มีการ "ตายเสียก่อนตาย" แล้วถือเอา เป็นปริญญาของสวน โมกษ์ ; ใครจะได้รับ หรือไม่ได้รับ ต้องรู้เอง, ไม่มีประกาศนียบัตรให้ เพราะเป็น เรื่องที่ต้องรู้เอง. ใครจะได้ หรือไม่ได้ ปริญญาของสวนโมกข์ คือ "ตายเสียก่อน ตาย" นั้น ; ไม่ใช่ว่า มาอยู่สวนโมกข์แล้วจะได้ปริญญานี้; แต่ก็ยังถือเอาว่าเป็น ปริญญาของสวนโมกข์. ขอให้ทุกคนพยายามได้รับปริญญา "ตายเสียก่อนตาย" คือ มุ่งหมายความ ดับไม่เหลืออยู่เรื่อยไป จนกระทั่งวาระสุดท้ายที่เราจะทำได้. ได้พูดมาแล้วว่า ตั้งแต่

น.604 บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงเวลาเข้าโลง เราจะปรับปรุงความรู้ ความปรารถนานี้ ให้อยู่ ในรูปของความ ดับไม่เหลือ - ดับไม่เหลือ นี้เรื่อยไป. แม้จะเกิดอะไรขึ้นเป็น ความผิด หวัง ก็เมื่อเราต้องการความดับไม่เหลือ อะไรมัน จะทำอะไรเราได้. เมื่อเกิดอะไรขึ้น เป็น ความสมหวัง ก็ไม่ทำให้เราดีใจได้ ; เพราะว่าเราต้องการความดับไม่เหลือต่างหาก. เราจะได้รับโลกธรรมในส่วนน่ารักน่าพอใจ อย่างไรก็ดี ก็ไม่มีความหมาย อะไร เพราะเราอยากจะดับไม่เหลือต่างหาก, หรือว่า เกิดได้โลกธรรมในส่วนไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะเราต้องการจะดับไม่เหลือ ; อย่างนี้แล้วจึง จะอยู่อย่างเป็นความว่างจากกิเลส และความทุกข์ ที่เรียกว่า ดับไม่เหลือแห่งความ ร้อน ทำให้มากขึ้น ๆ ให้ยาวออกไป ๆ แล้วจะมี "นาทีทอง". ขอใช้คำโสกโดก อย่างชาวบ้านเขาใช้บ้าง. มันเป็น "นาทีทอง" อยู่ตอนที่จะเข้าโลงนั่นแหละ เมื่อเจ็บ ปวดอะไรเข้า ก็ควรจะดีใจว่า โอ๊ย, นี่มันจะได้ดับไม่เหลือเร็วเข้า. เรา จะไม่กลัวความเจ็บไข้ ได้ป่วยเหล่านั้นเลย จะรักษา ก็รักษาไปซิ ใจไม่ เป็นทุกข์ เพราะถ้าว่าจะดับลงไป เราก็จะทำให้ดับไม่เหลือ หรือว่าจะรอดชีวิตกลับมา เราก็จะอยู่อย่างดับไม่เหลือ ; เลยไม่มีทางขาดทุน. เมื่อจะดับจิตครั้งสุดท้าย ก็ให้ สมัครดับไปด้วยความรู้สึกว่า สมัครดับไม่เหลือ - สมัครดับไม่เหลือ ; แล้วจะ ไปเอาปัจจัยอะไรมาเกิดอีกถ้าว่าเชื่อในการเกิดอีก, ถ้าไม่นึกถึงเรื่องเกิดอีก อะไรกันแล้ว ก็สิ้นสุดกัน คือ ดับไม่เหลือ ที่จริงมัน ควรจะสิ้นสุดกันตั้งแต่ยังเป็น ๆ เพราะเราไม่ต้องการจะเป็นอะไร ไม่มีภพ ไม่มีชาติ ที่จะเกิดขึ้นวันละหลาย ๆ หน นี้ไม่มี ก็ดับไม่เหลือกันในตอนนี้แหละ, ไม่มีปัญหาเรื่องเข้าโลงแล้วว่า จะเกิดอีก หรือไม่เกิด. แต่เราก็ไม่ได้ยกเลิกความคิด ความเชื่อของคนหมู่หนึ่ง ที่ว่าเข้าโลงแล้วไปเกิดอีก เวียนว่ายไป ก็ให้เวียนว่ายไป ; เขาเชื่ออย่างนั้นก็เชื่อไป เราไม่ติเตียนเขาว่าผิด หรือว่าโง่เขลาอะไร เพราะว่า เขาอยาก จะเชื่ออย่างนั้น, ส่วนเราอยากจะเชื่ออย่างนี้ เพื่อให้เร็วเข้า.

น.605 เราต้องการให้ มีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ แล้วก็ดับไม่เหลืออยู่, มีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ทุก ๆ กรณี จนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาอีก มันเป็นการสิ้นสุดลง สามารถตายเสียก่อนตายได้จริง. ฉะนั้น เมื่อ เจ็บไข้ด้วยโรคที่ตายข้า ก็นึกถึง ดับไม่เหลือ เจ็บไข้ด้วยโรคตายเร็ว ก็ยิ่งนึกถึง ดับไม่เหลือ. ถ้าว่า ประสบอุบัติเหตุ เช่นว่า ถูกรถชนหรืออะไรก็ตาม ปึงปังขึ้นมา อีกครึ่งวินาที จะต้องมีเวลาพอสำหรับ จะนึกถึงความ ดับไม่เหลือ ขอให้สังเกตเถิด หรือเราไปศึกษาเอาก็ได้ หรือจะสังเกตจากความรู้สึก อาจจะยาก ; ถ้าสมมติว่า เกิดถูกพันคอฉับเดียวตาย อย่างนี้มันก็จะ ต้องมีระยะที่ว่า "ต้องดับไม่เหลือ". พอรู้สึกว่าถูกพัน ก็สมัครดับไม่เหลือเสีย แล้วมันก็ดับ หรือ ตายไปพร้อมกับความรู้สึกปรารถนาที่จะดับไม่เหลือ, "สมัครจะดับไม่เหลือ" ใช้คำว่า อย่างนี้ดีกว่า ไม่ต้องใช้คำว่า อยาก หรือปรารถนา อะไรกันอีก ; เพราะว่า เราจะได้ จ้องการที่จะดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ เป็นอุดมคติ. ฉะนั้น ถ้ามีอะไรมาทำให้ชีวิตขาด สะบั้นลงไป มันก็ผสมโรงกัน ด้วยความรู้สึกว่า "ดับไม่เหลือ". ทีนี้ คนเขาอาจจะค้าน หรือแย้งว่า โอ๊ย ! มันง่ายเกินไป คนปัญญาอ่อน คนโง่ ที่ใช้วิธีอย่างนี้. แต่ผมก็ขอยืนยันว่า ใช้อย่างนี้ไปก่อนเถอะ จะมีความหวัง สำหรับทุกคน ที่ว่าจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วก็ ถึงที่สุดแห่งความเยือกเย็น เป็น นิพพานได้จริง ; อย่างน้อยก็ได้ชิม ไปพลางในชั้นตัวอย่าง ชั้นเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยไป พลาง, เรื่อยไปพลาง, ก็เรียกว่าเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานยิ่งขึ้น ๆ ๆ. การปฏิบัติธรรมประยุกต์ในลักษณะที่ว่า "หน่วงเอาพระนิพพานเป็น อารมณ์" อยู่เสมอนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และมีประโยชน์. ขอให้สนใจเอาไปพินิจ พิจารณา แล้วประยุกต์ให้ได้ตามที่ตนจะทำได้มากน้อยเท่าไร. เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว ต่อนี้ไปเป็นเวลาสำหรับถาม.

น.606 คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า คำว่า โคตรภูญาณ ที่ท่านอาจารย์กล่าว ถึงในคำบรรยาย มีความหมายว่าอย่างไร ? (ตอบ) ควรไปหาอ่านดูจากหนังสือที่มีอธิบายเรื่องนี้ มียืดยาว จะพูดโดย รายละเอียดที่นี่ไม่ได้ และเวลาไม่พอ. คำว่า "โคตรภู" ถ้าโดยแท้จริง โดยความหมายก็คือ การเปลี่ยน เปลี่ยน ชนิดที่เราเรียกว่าข้ามโคตร ; นั้นคือ เปลี่ยนชนิด เช่น ใบไม้เหลือง ขนาดที่จะหล่น พอมันหล่น นี่ก็เรียกว่ามันโคตรภู, หรือว่า เจ้านาค เมื่อมาอุปสมบท สวดญัตติกรรม ขณะที่จะจบสามครั้งของอนุสาวนานั้น เขาเรียกว่าโคตรภู. แต่เดี๋ยวนี้เอามาใช้กับการ บรรลุมรรค ผล คือ ขณะที่มีกิเลสส่วนหนึ่งจะสิ้นไป หน่วงเอาพระนิพพานในขั้น หนึ่งเป็นอารมณ์ ได้สำเร็จ อาการตอนที่เป็นอย่างนั้น คือไม่ถอยกลับอีกแน่ เรียกว่า โคตรภู: บุคคลก็เรียกว่า โคตรภู, ความรู้ในขณะนั้นเรียกว่า โคตรภูญาณ. คำว่า โคตรภูนี้ จะใช้ในกรณีไหนก็ได้ คือ ขณะที่จะเปลี่ยนจากอย่างหนึ่ง ไปสู่อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าตรงกันข้าม รายละเอียดไปหาอ่านจากหนังสือเรื่องนี้ มียืดยาว. (ถาม) ท่านอาจารย์กล่าวว่า พระนิพพานคือความดับเย็นของกิเลส แต่กระผม ได้เคยได้ยินมาว่า ขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน ในอนาคตกาลภายภาคหน้าโน้นเทอญ พระ นิพพานของท่านอาจารย์ กับพระนิพพานที่กล่าวมานั้น ต่างกันอย่างไร ? (ตอบ) ไม่ต่างกัน เหมือนกัน สิ่งเดียวกัน ขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน โดยสมบูรณ์ แต่เดี๋ยวนี้เราทำบทเรียนขั้นต้น ๆ ของนิพพาน. ประโยคนั้น คนกล่าว เขากล่าวขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานโดยสมบูรณ์ คือขั้นสุดท้าย หรือขั้นพระอรหันต์ ; เช่นเราให้ทานเสร็จแล้วก็อธิษฐานว่า "ขอให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน" ก็คือการให้

น.607 ทานนั้น มันขูดเกลาตัวกู - ของกูออกไประดับหนึ่ง นี้หมายความถึงให้ทานอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ให้ทานเพื่อแลกเอาสวรรค์วิมาน ให้ทาน อย่างถูกต้องนี้คือ ขูดเกลาตัวกู - ของกู การให้ทานก็เป็นปัจจัย แก่พระนิพพาน คือจะช่วยให้เกิดพระนิพพานโดยสมบูรณ์. แม้ รักษาศีล ก็ทำอย่างที่ มุ่งหมายจะให้ เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน คือ ขูดเกลากิเลส ประเภทที่ศีลจะช่วย ขูดเกลาให้ได้. เมื่อ ทำสมาธิ ก็ยิ่งใกล้เข้าไป เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน มากขึ้น ๆ กระทั่งทำ ปัญญา ทำ วิปัสสนา โดยตรงนี้ จะทำให้เป็นการปรากฏของพระนิพพาน. เรื่องนิพพานนี้คนถูกสอนกันมา ให้เชื่อว่า ไปนิพพานนี้ยังอยู่ไกล อย่า เอาที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย ; เพียงแต่ว่าทำอะไรสักหน่อยหนึ่ง ก็ขอให้เป็นปัจจัยเกื้อกูล แก่การไปพระนิพพานก็แล้วกัน. อย่างนี้ผมไม่เห็นด้วยมันช้านัก แต่ก็ไม่ขัดขวาง ไม่ขัดคอ ไม่ตำหนิติเตียนเขา. เราบอกแต่ว่า เราจะประยุกต์ ให้มีนิพพานไปพลาง แม้ในชั้น ตัวอย่าง ก็คือทำอย่างที่ว่านี้. ควบคุมการเกิดขึ้นแห่งตัวกู - ของกูไว้เรื่อยไป, ควบคุม ได้ทีไรก็เป็นนิพพานน้อย ๆ อยู่ที่นั่น. เพราะฉะนั้น การถือหลักว่า ทำอะไรให้เป็น ปัจจัยแก่พระนิพพาน ก็ถูก ; แต่ถ้าจะให้เร่งเร็วเข้า ก็ต้องทำกันอย่างนี้ คือมุ่งจ้องให้ เป็นความเย็นอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว ทุกอิริยาบถตลอดเวลา. (ถาม) ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำบรรยายของท่านอาจารย์วันนี้ เรื่องความสัมพันธ์ ระหว่าง "นาทีทอง" กับ "เรื่องชาติหน้า" ; กล่าวคือ ท่านอาจารย์ได้บรรยายว่า บุคคลที่ ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เมื่อจะตายนั้น จะเกิดดับไม่เหลือขึ้นได้ เพราะว่า เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ขึ้นมา ; แต่บุคคลที่เชื่อเรื่องชาติหน้านั้น ถ้าเขาภาวนาจิตใจ ก่อนที่จะดับ ว่าตัวเองไม่ยึดมั่น ถือมั่น คือดับไม่เหลือนั้น เขาสามารถที่จะนิพพานตอนนั้นได้ ซึ่งถ้าคนชั่ว ทำชั่วมาตลอด แล้วพอตอนอายุมาก ๆ ภาวนาตัวเองว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด จนกระทั่งตัวเองดับจิต. เขาไม่ เกิดการขัดกันต่อกฎแห่งกรรมหรือ ? คือคนชั่วก็จะถึงนิพพานเหมือนกัน ? (ตอบ) เสียงก้อง พังไม่ใคร่ถูก แต่พอจับใจความได้ว่า คนที่จะเชื่อว่าตาย แล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิดก็ตาม ขอให้ถือหลักว่า เรา สมัครดับไม่เหลือ จะแก้

น.608 ปัญหาได้ทั้งหมด คือว่า : อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ให้พิจารณาเห็นว่า การเกิดขึ้นมาอย่างนี้, การอยู่อย่างนี้เป็นการทนทุกข์ทรมาน. อย่ามีความรู้สึกว่า ภูเกิด, เกิดเดี๋ยวนี้, หรือเกิดอีก อย่างไรก็ตาม อย่ามีความรู้สึกอย่างนั้นเลย. อย่าให้มีตัวกูเกิดอยู่ แล้ว ก็ไม่มีการทนทรมาน, แล้วสมัครให้มีภาวะดับไม่เหลือแห่งตัวกูอยู่เรื่อยไป. ที่สำคัญ ที่สุดแล้ว ที่เราจะทำได้ รู้สึกได้ควบคุมได้ ก่อนแต่เข้าโลง. เข้าโลงแล้วพิสูจน์ ไม่ได้ ก็ไม่พูด แต่พูดว่า ถ้าสมัครดับไม่เหลือที่นี่ได้แล้ว จะให้ผลคุ้มไปตลอดเวลา ; จะเกิดอีก หรือไม่เกิดอีก ก็หมดปัญหา เพราะว่าที่นี่ก็ไม่มีตัวกูเสียแล้ว ก็ไม่มีตัวกูที่จะ ไปเกิดอีก. สำหรับในกรณีของคนพาลนั้น ถ้าทำได้อย่างนั้นจริง ก็ได้เหมือนกัน คือ มันเป็นการเปลี่ยนกลับอย่างรวดเร็ว แล้วเป็นในขณะจิตที่จะตายนั้นเอง อย่างนี้ก็มีได้. (ถาม) แล้วไม่ขัดกับกฎแห่งกรรมหรือ ? (ตอบ) ไม่ขัด เพราะมีกรรมที่ดีกว่า ที่หนักกว่า คือการทำถูกในส่วนนี้ เป็นกรรมที่ดีกว่า มากกว่า ใหญ่กว่า ชิงให้ผลตัดหน้า. (ถาม) ขอนมัสการถามท่านอาจารย์ว่า ระหว่างที่ยังไปไม่ถึงทางแห่งความดับ ไม่เหลือ มีวิธีทางอะไรที่จะไปสู่ทางนั้นเร็วที่สุด ? (ตอบ) ก็คือวิธีที่พูดมาแล้วนี่แหละ ที่เอามาประยุกต์เกี่ยวกับการเป็นอยู่ ในชีวิตประจำวัน ให้ เพ่งความดับไม่เหลือแห่งความร้อน เป็นวิสัยอยู่ นี่คือลัดที่สุด แล้ว เอาธรรมะชั้นโมกขธรรมมาประยุกต์ชีวิตประจำวัน คือทำอย่างที่ว่ามานี้. ขอให้ ไปทบทวนใหม่ ดูจะยังฟังไม่เข้าใจ จึงถามซ้ำกับคำอธิบาย. เราพยายามที่จะเปลี่ยน นิสัยเสียใหม่ ให้อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ที่จะไม่ให้เกิดความร้อนขึ้นมาได้ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ นี่เป็นหลัก.

น.609 (ถาม) ที่กล่าวว่า ดับตัวกู - ของกู แสดงว่ามีตัวกู - ของกู จริงใช่ไหม เราจึงต้อง ดับมัน ? (ตอบ) ตัวกู - ของกู จะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง หรือจะเป็นแต่เพียงความสำคัญ มั่นหมาย ด้วยอวิชชาโง่เขลาก็ตาม เป็นสิ่งที่ดับได้ ; มันจะเป็นตัวตนจริง หรือเป็น แต่เพียงมายา ในความคิดนึก เพราะยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ดับได้ ; ฉะนั้น คุณมีตัวกูชนิดไหน คุณดับชนิดนั้นดีกว่า. (ถาม) "ตัว" ในที่นี้ เราจะหมายถึงว่าง หรือวิญญาณได้ไหม ? (ตอบ) ไม่ได้หมายถึง ว่าง หรือวิญญาณที่เป็นตัวเป็นตนอย่างที่เขาคิดกัน. ตัวกู - ของกู ในที่นี้ เป็นอุปาทานหมายมั่น ด้วยอำนาจของตัณหา ที่มาจากอวิชชา เท่านั้นเอง ; หาตัวไม่พบ นอกจากว่า เป็นความสำคัญผิดของจิต เกิดขึ้น. ขอปิดโรงเรียน เพราะว่ามีแขกมาหา ตามที่นัดไว้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต