Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๒๐ — การดำรงชีวิต

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.561 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ ได้ดำเนินมาจนถึงครั้งที่ ๒๐ ในวันนี้แล้ว ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การดำรงชีวิต. ท่านทั้งหลายต้องทบทวนความมุ่งหมายของเรื่องนี้ ให้แจ่มแจ้ง อยู่เสมอ คือเราต้องการจะทำอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า โมกขธรรม. สิ่งที่ เรียกว่าโมกขธรรมนั้นเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา ; ที่ว่าประยุกต์นี้ ก็จะเอา มาประยุกต์ให้มีอยู่ ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ซึ่งคนส่วนมากเขาไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาบ้าง เขาเห็นว่าทำไม่ได้บ้าง. นี่เรากำลังจะทำให้ได้. ๕๓๓

น.562 คำว่า ประยุกต์ ในที่นี้ ก็คือ เอามาใช้ ให้เป็นเรื่องเป็นราว ; แม้จะไม่ ทั้งหมด คือไม่อาจจะทำได้ทั้งหมด ก็ทำตามที่จะทำได้. ขอให้ลองสังเกตดู ว่าเราจะ ทำกันได้กี่มากน้อย ? ทุกเรื่องที่แล้วมา ล้วนแต่เป็นการ พิจารณาธรรมะ ในฐานะ ที่เป็นเครื่องแก้ปัญหาของคน. ปัญหาของคนมีอยู่อย่างไร เราก็หยิบขึ้นมาพิจารณา กันทีละปัญหา, อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรู้ว่า ปัญหาของคนนี้มันมีอยู่อย่างไร. บางคน จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีปัญหา เพราะเขาไม่สนใจ ; เมื่อเราไปสนใจ เราก็พบข้อเท็จจริง ต่างๆ นับตั้งแต่ว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเกิดมาทำไม นี้เป็นปัญหาใหญ่, จนกระทั่งพอจะ รู้ว่า เราจะเกิดมาทำไม ? มันก็มีปัญหาว่า ทำไมเราจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ ! มันมีอะไร ติดขัดอยู่เป็นเรื่อง ๆ ไป. จะรู้เรื่องการดำรงชีวิต ต้องรู้จักชีวิตก่อน เกี่ยวกับ การดำรงชีวิต นี่ จะเอาโมกขธรรมมาประยุกต์ได้อย่างไร ? เรา ก็ต้องรู้เสียก่อนว่าดำรงชีวิตนี่คือทำอย่างไร, เพื่ออะไร. ถ้ารู้ว่าเพื่อโมกขธรรม มันก็ ง่ายที่จะเอาโมกขธรรมมาประยุกต์ ; เดี๋ยวนี้ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ยอมรับด้วย. นี่ควรจะรู้ว่า ชีวิตนี้จะไปข้างไหนกัน ? หรือว่ามันอยู่นึ่ง หยุดอยู่ที่นี่ ‘ นี่ก็ขอให้ลอง คิดดู. บางคนไม่รู้แม้แต่ว่า ภาษาที่ใช้พูดอยู่ว่า "ชีวิต", ชีวิตนี้คืออะไร? พอพูดว่า ชีวิตนี้คือการดำเนินไป ก็พังไม่ถูก ; ไม่รู้ว่าตัวชีวิตอยู่ที่ไหน แล้วดำเนินไปด้วยขา หรือด้วยล้อ หรือว่าด้วยอะไร. เมื่อไม่มองเห็นว่าชีวิตอยู่ที่ไหน ก็รู้สึกว่ามันว่างไป คล้ายกับว่ามันหยุดอยู่. เริ่มพิจารณาว่า มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร นี้เราควรจะพิจารณากันไปตั้งแต่ต้นว่า ชีวิตนี้มีอยู่เพื่ออะไรในที่สุด ? ขอให้ ท่านทุกคนนี้ลองตั้งปัญหาอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ; แม้ในขณะที่กำลังจะพูดกันนี้ ก็ขอให้มี ปัญหาอย่างนี้.

น.563 เดี๋ยวนี้เราก็มี ชีวิตเฉพาะ หน้าอยู่ เพื่อเรียน, แล้วกำลังเรียนอย่าง ขะมักเขม้น แล้วเป็นเรื่องใหญ่ทั้งหมด ในชีวิตของเรา. เรียนสอบให้ได้, ต่อไปก็ วาดไว้ ว่าจะมีอาชีพ ที่ดี มีอาชีพที่เหนื่อยน้อยได้เงินมาก อะไรทำนองนี้. เมื่อมีเงิน มากแล้วก็จะใช้ ตามที่ต้องการ ; คนมีกิเลสก็ใช้ตามที่กิเลสต้องการ มันก็เลยต่างกัน น้อยคน นักที่จะคิดว่า มีชีวิตเพื่อเดินทางไปถึงที่จุดหมายปลายทาง อะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้เรายังเกือบจะไม่รู้จัก หรือมองไม่เห็น ; แต่ยังโชคดีอยู่ ที่ว่า มีชีวิตอยู่ มันก็สอนอยู่ในตัว, แล้วสอนอยู่ในตัวเรื่อยไป ๆ แล้วเลื่อนออกไปเรื่อย ว่าจะไปที่ไหนกัน. ฉะนั้น คนที่ยังเป็นเด็ก ยังเป็นหนุ่มนี้ ก็เห็นได้ในระยะสั้น แล้ว ก็พอใจหรือหมายมั่น ก็หลงใหลอยู่ที่นั่น; ก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปก่อน จนกว่ามันจะ ค่อยสว่างขึ้น ๆ. เปรียบเทียบชีวิต กับภาพปริศนาธรรม ถ้าอยากจะให้พูดกันก่อน เป็นการล่วงหน้า ผมก็พูดได้ แล้วก็อยากจะแนะ ด้วยเลยว่าให้เอาความหมายของรูปภาพ ชุดที่จับวัว ๘ ภาพ ๑๐ ภาพอะไรก็ตาม ความ หมายเหมือน ๆ กัน. จะดูได้จากภาพบนตึกหลังโน้น (ตึกโรงมหรสพทางวิญญาณที่ สวนโมกข ฯ) ;* ภาพนี้ก็เป็นภาพที่ถ่ายทอดมาจากความคิดของพุทธบริษัท หรือตาม หลักของพุทธศาสนา แต่ว่าเกิดขึ้นด้วยสติปัญญาอย่างชาวจีน, ด้วยฝีมืออย่างชาวจีน, ด้วยวิธีถ่ายทอดออกมาเป็นภาพตามแบบวิธีของศิลปจีน. เข้าใจว่าทุกคนเคยดูมาแล้ว ; แต่ไม่เข้าใจก็ได้, หรือเข้าใจน้อยเกินไปก็ได้ จึงไม่ค่อยจะสนใจ. ที่จริงทั้ง ๑๐ ภาพนั้น มันก็เป็นเรื่อง "ชีวิต" คำเดียว แล้วก็แสดงขั้นตอนที่น่าดู น่าสนใจ. ภาพแรก เริ่มขึ้นมาด้วย เด็กเล็ก ๆ, เด็กเล็ก ๆ คลอดออกมาแล้ว เป็น เด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่า เกิดมาทำไม. เขาจึงเขียนให้เด็กยืนหันรีหันขวาง เหลียวซ้าย * ภาพชุดจับวัว เคยตีพิมพ์แล้วในหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เช่น ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๑

น.564 เหลียวขวา ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ; ภาพต่อไปพบรอยวัวที่ดิน ก็เลยสะกดรอยวัวไป ตามพื้นดิน จนกระทั่งถึงเห็นกันวัว ก็เลยเข้าไปประชิดตัววัว แล้วในที่สุดก็สู้กัน เพื่อ จะจับเอาวัวให้ได้. ตอนนี้เขาก็เป็นเด็กหนุ่มแล้ว ; เขาก็จับวัวได้ด้วยเชือก จูงเอามาบ้าน ฝึกดีจนถึงกับขี่หลังเป่าปี. นี้เป็นสัญญลักษณ์ของการเสวยความสุขอย่างเต็มที่ ตาม ภาษาโลก ๆ ทั้งขี้วัวทั้งเป่าปี่ หนักเข้า ๆ มันก็ชืดไป ก็ลงทรุดนั่งหาสิ่งอื่นที่มันมีรสชาติ. การเป่าปี่ขี่วัวนั้น มันถึงกับชืดจนไม่มีรสชาติในระยะนี้ อายุมันมากแล้ว จึงแหงนหาไป ทางอื่น จึงไม่สนใจกับวัว. แหงนหาไปทางอื่น นั่นคือไม่สนใจกับวัว ไม่อยากจะ เป่าปี่ขี่วัวอีกต่อไป หนักเข้าไปถึงกับว่า เรื่องของตัวตนอย่างที่แล้ว ๆ มา ตัวตนอย่างที่ แล้ว ๆ มา ก็เหลวคว้างคือเป็นมายาทั้งนั้น มันจึงสลัดไปอีกชั้นหนึ่ง : สลัดวัวออก ไปแล้ว, สลัดตัวตนออกไปอีกทีหนึ่ง, ตัวตนแบบนั้นเป็นอันว่าไม่มี. ภาพตรงนี้เขาเขียนเป็นเงื่อนต่อเงื่อน คือว่างไป ว่างไปทั้งตัวคนและทั้งวัว. ทีนี้โผล่ใหม่ออกมาอีก ๒ ภาพ เป็นภาพผลิของสิ่งที่มันผลิได้ คือยอดไม้ที่กำลังผลิออกไป เป็นสัญลักษณ์ของการตั้งต้นใหม่ ผลิออกไปในรูปอื่นคือความงอกออกมาใหม่ในรูปอื่น, แล้วรูปสุดท้ายก็เป็นคนอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่คนแบบเดียวกันกับที่แล้วมา; เที่ยวแจก ของส่องตะเกียง คือเที่ยวช่วยผู้อื่นในทางข้างวัตถุก็ได้ ช่วยผู้อื่นในทางแสงสว่าง ทางจิต ทางวิญญาณก็ได้ ; แล้วเรื่องมันก็จบกัน. สังเกตดูให้ดีว่า มันจบลงที่ เที่ยวแจกของส่องตะเกียงให้แก่ผู้อื่น. แนว ชีวิตตามแบบนี้มีอยู่ดีแล้ว มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ว นี้เราก็ไม่ต้องไปคิดใหม่ให้เสียเวลา ; เขาคิดกันมามากแล้ว เราได้แต่จะพิจารณาดู ว่ามันจะใช้ได้ไหม. เมื่อพิจารณาดูไป ดูไปก็เห็นว่า มันไม่มีที่จะค้านเลย ก็เลยยอมรับเอา. สรุปความ แล้วก็คือ เกิดออกมาไม่รู้จะไปไหน ต่อมาก็เห็นร่องรอยว่าจะ ไปไหน ก็ไปจนถึงที่สุดของร่องรอยอันนั้น ; ถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่ค่อยจะวิเศษวิโสอะไร

น.565 จึงไปต่อไปถึงความคิดที่ว่าไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเราที่จะเอาอะไร ที่จะเป็นอะไร จะได้อะไร ว่างไปเสียในส่วนตัวเรา และของเรา. ทีนี้ชีวิตยังอยู่ ยังไม่ตาย เรี่ยวแรงก็ยังอยู่ อะไรก็ยังอยู่ ก็เลย สนุกเพื่อ ผู้อื่น ไปเลย, ไปจบชีวิตลงด้วยเพื่อผู้อื่น. ตัวเองไม่มีความทุกข์ เพราะหมดตัวตนเสีย แล้ว มันก็เหลือร่างกาย กำลังกาย กำลังจิตอยู่ก็ใช้เพื่อผู้อื่น ซึ่งมันยังไม่สิ้นสุด. เรา นี่สิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ก็ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น. ผมขอร้องให้พวกคุณศึกษาความหมายเหล่านี้ให้ดี ๆ มันจะง่ายเข้าในการที่จะ ศึกษาธรรมะ ในลักษณะที่เป็นการประยุกต์อย่างแท้จริง เต็มที่ ร้อยเปอร์เซ็นต์. ทีนี้เราก็มาจับตาดูตัวเราเอง ต้องดูกันด้วยข้างใน : ดูจิตใจ ว่าเดี๋ยวนี้ เราอยู่ในระยะไหน ? ระยะคลอดออกมาใหม่ ๆ เป็นเด็ก ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ว่าจะไป ทางไหน หันรีหันขวาง หรือว่าเราได้เห็นรอยวัวแล้ว. ทุกคนคงจะเข้าใจ หรือพอใจที่ จะถือว่า เรานี้ เห็นรอยวัว กำลังสะกดรอยวัวไป เพื่อหาตัววัว ก็คือการศึกษา ที่พวก คุณกำลังมีอยู่ เป็นลู่ทางที่เราจะต้องศึกษาอย่างนั้นๆ เป็นรอยแรก ; จะไปถึงไหน ก็ยังไม่แน่ แต่นี้เป็นร่องรอยที่เห็น และรู้สึกว่าต้องดีแน่ เพราะทางอื่นมันไม่มีนี่. เรา จึงพยายามที่จะศึกษาไปตามแบบฉบับ ; ถ้าว่าเขยิบต่อไปอีกสักหน่อยว่า คุณอยู่ในระยะ ที่เห็นกันวัวหรือยัง ? นี่คงจะเกิดเป็นปัญหาขึ้น เอ้า, ทิ้งไว้ที่ก่อนก็ได้ ; เห็นก้นวัว หรือยัง ? ไปพิจารณาถึงว่า ต่อสู้กับวัวอย่างชุลมุน อย่างน่าอันตรายหรือยัง ? จับวัว ได้ ทรมานวัวได้ ฝึกวัวได้สำเร็จ ได้เป่าปี่ขี่วัวหรือยัง ? พอพูดถึงเป่าปี่ขี่วัวก็สั่นหัว ; ยัง - ยัง - ยัง แน่. ลดลงมาถึงว่าต่อสู้ ก็ยังไม่ถึงเรื่องต่อสู้ที่แท้จริง. เมื่อกำลัง เรียนอยู่นี้เป็นการต่อสู้บ้าง แล้วก็ไม่ค่อยรุนแรงอะไร ยังอยู่ในการช่วยเหลือของบิดา

น.566 มารดาอยู่มาก, ครูบาอาจารย์ก็ช่วยอยู่มาก เพราะฉะนั้น มันก็เป็นเรื่องต่อสู้ในการช่วย เหลือของผู้อื่นมากกว่า. ถ้า เรียนจบแล้วออกไปต่อสู้โลก หรืออาชีพอันยุ่งยากลำบากด้วยตนเองนี้ แล้วเป็นอิสระ ไม่มีใครคอยคุ้มครองประคบประหงม หลุดไปจากอกของพ่อแม่ ของ ครูบาอาจารย์แล้วนี้ คือต่อสู้วัวอย่างน่าอันตราย จะแพ้หรือชนะก็ที่ตรงนี้; นี้ก็มีมาก เหมือนกัน ที่ล้มเหลว เรียกว่าถูกวัวขวิดตาย ไปอยู่ในคุกในตะราง หรือไปเป็นอันธพาล เป็นอะไรไปก็มี. แม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย มันก็มีสำหรับผู้ที่มีการศึกษาอย่างเดี๋ยวนี้ แต่ว่าส่วนมากนี้คงจะยาก. ที่ถึงขนาดที่จะได้เป่าปี่ขี้วัว นั่นมันถึงความสมบูรณ์อันแท้จริง ของการมีชีวิต อย่างโลก ๆ อย่างชาวโลกนี้; ใครได้ประสบความสำเร็จ เต็มเปี่ยมร้อยเปอร์เซ็นต์ ขนาดที่เรียกว่าเป่าปี่ขี่วัว. คุณก็มองเห็นอยู่ ; แล้วเราก็กำลังจะเข้าไปสู่ปัญหานั้น. เตรียมตัวให้ดี อย่าให้เสียทีที่เกิดมาทีหนึ่ง ให้ได้เป่าปี่ขี้วัว; ถ้ามีการศึกษาไม่เพียงพอ บังคับตัวไม่ได้ มันก็เหลวไหลนั่นแหละ : คือไม่ได้เป่าปี่ขี้วัวแน่ ; บางทีจะกลายเป็นวัวเสีย เองก็ไม่รู้. เอาละ, สมมติว่าสำเร็จในเรื่องนี้กันก่อน, เป็นการสำเร็จในชีวิตตอนหนึ่ง หรือขั้นหนึ่ง เป็นชีวิตทางวัตถุ ชีวิตทางรูปธรรม ชีวิตทางโลกิยวิสัยนี้ก็สำเร็จ. ทีนี้เป่าปี่ขี่วัว - เป่าปี่ขี่วัว ซ้ำลงไป เหมือนกับกินน้ำหวาน กินน้ำตาล กินน้ำองุ่นอะไรก็ตามเถอะ กินเข้าไป - กินเข้าไป - กินเข้าไป ; มันมีเวลาพอ จนมี ความรู้สึกซ้ำซาก ก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้มันซ้ำซาก แล้วมันจืดชืดไป ในเวลาอันสมควร. ชีวิตตอนนี้สิ้นสุดไปตอนหนึ่งในแบบของโลกิยวิสัย ก็ ตั้งต้นใหม่ ไม่สนใจ กับวัวกับปี่ อีกต่อไป ชะเง้อหาไปทางอื่น จนเข้าใจข้อเท็จจริงว่า เรื่องเหล่านี้มัน บ้า ๆ บอๆ มันเหลวไหลทั้งนั้น ทั้งตัวกูและทั้งของกู คือทั้งผู้ขี่วัว และวัวหรือปีก็ตาม

น.567 มันสิ้นสุดลงดังโครมนี้, เหมือนกับว่าลงโครมใหญ่เลย ถ้าเข้าใจหรือมองเห็นอย่าง แท้จริง. การบรรลุธรรมะที่เป็นปัญญาอันแท้จริง และรุนแรง มีอาการประหลาด เหมือนกัน เหมือนกับดังลั่น ดังโครมครามทีเดียว บอกไม่ถูก : เป็นของจริงอย่างนั้น หรือว่าเป็นเพียงความรู้สึกแต่เพียงในความรู้สึก หรือว่าระบบประสาทมันได้เป็นถึงขนาด ที่ให้เกิดความรู้สึกเหมือนดังโครม, หรือว่าอะไรที่มันทรุดลงดังโครม ซึ่งได้ยินพูดกัน หลายคนแล้ว ที่ประสบความรู้สึกดังโครมนี้ พอจะเชื่อถือได้ว่า มันหนักขนาดที่พังครืน ลงมา. ตัวตน - ของตน นั้นมันหายไป ; นี้ก็เป็นว่าง ตัวตนไม่มีค่า ของตนไม่ มีค่า ; แม้ว่าจะเป็นอยู่ด้วยชีวิตนี้ ร่างกายนี้ ในอิริยาบถอย่างนี้ ด้วยวัตถุปัจจัยอย่างนี้ มันก็ผิดกัน เรียกว่าเป็นคนที่มันว่างไป หรือเฉยได้ หรืออยู่เหนือคุณหรือค่าของสิ่งเหล่านี้. เรื่อง "คุณ" เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่เราได้พูดกันมาก ในการบรรยาย ครั้งที่ ๙ และครั้งที่ ๑๐ ; คุณไปทบทวนดู; เมื่อจิตอยู่เหนือคุณ เหล่านี้ ไม่มี อะไรจะทำให้รู้สึกรัก หรือเกลียดได้อีกต่อไป มันว่างไป. ชีวิตส่วนบุคคลสิ้นสุดลง โดยสมบูรณ์ เพราะว่าถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ตรงที่ว่างไป. นี้ขึ้น ชีวิตรูปใหม่ ที่ว่าอย่างอื่น เพื่อผู้อื่น มันจึงจะย่างขึ้นไปสู่การผลิใหม่ ไปทีละเล็กละน้อย เชี่ยวชาญชำนาญไปทีละเล็กละน้อย. การที่จะพูดจาชักจูงอบรม สั่งสอนผู้อื่น จนถึงกับเรียกว่าเป็นผู้สงเคราะห์ผู้อื่น ในความหมายว่า " แจกของส่อง ตะเกียง" อย่างเต็มตัว : ทางวัตถุก็ช่วย คือช่วยได้เหมือนกับทางโลก, จะแนะนำ เขาในแง่เรื่องโลก ๆ ก็ได้ เพราะว่าเคยผ่านมาแล้วอย่างขนาดว่า สะกดรอยวัว จับวัว ตีวัว เป่าปี่ขี่วัว ก็ย่อมสอนได้ในด้านนี้. ที่ว่า ส่องตะเกียง นี้ ก็หมายถึงความรู้สึกตอนสำคัญที่สุดตอนที่มันว่างไป ; นึกถึงวัวก็สั่นหัว, นึกถึงตัวเองก็สั่นหัว, เลยว่างไป. นี่ความรู้ด้านจิตด้านวิญญาณตรงนี้

น.568 ก็ถนัด แตกฉาน เพราะว่าได้ผ่านมาแล้วจริง ๆ นั่นจึงสามารถส่องตะเกียงในฝ่ายวิญญาณ, แจกของฝ่ายโลก ๆ ฝ่ายโลกิยะก็ทำเป็นอย่างยิ่ง, ส่องตะเกียงในด้านวิญญาณก็ทำเป็น อย่างยิ่ง. นี่ก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์. นี่เราวาง รากฐานชีวิต ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ในรูปของการอุปมา เหมือน การจับวัว เพื่อจำง่ายลืมยาก เขาจึงชอบอุปมา. ทั้งหมดนี้คือชีวิตหรือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ที่มีอยู่อย่างไร, ตั้งต้นอย่างไร, เป็นไปอย่างไร, จบลงอย่างไร, เพื่อประโยชน์แก่อะไร, นี้เป็นมาตรฐาน หรือยิ่งกว่ามาตรฐาน เพราะมีเพียงอย่างนี้ คือมีทั้งหมดเพียงเท่านี้. ปลายทางของชีวิต อยู่ที่ความหลุดพ้น ทีนี้ เราก็จะมาดูถึงเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ ว่า ชีวิตมีปลายทางที่ความ หลุดนั้น ที่เรียกว่า "โมกษะ". ระบบธรรมะที่เป็นไปเพื่อโมกขะ จะเอามาจับกันเข้า กับตัวชีวิตนี้อย่างไร ? ก็อย่างเดียวกับที่พูดมาแล้ว ในเรื่องอุปมาจับวัวนั้น. แต่ที่นี้จะ มาพูดให้เป็นเรื่องอุปมัย ; เรื่องจับวัวนั้นเป็นเรื่องอุปมา ก็จะคิดดูว่าชีวิตนี้มันมีข้อ เท็จจริงอย่างไร. เมื่อตะกี้นี้ผมก็ได้ใช้คำจำกัดความว่า การดำรงชีวิตใช่ไหม ; การดำรงชีวิต คำนี้มีความหมายมาก หรือว่ากว้าง จนทำให้งงหลงได้. "ดำรงชีวิต" คนอาจจะคิด แต่เพียงว่า ดำรงชีวิตไว้อย่าให้มันตาย อุตส่าห์หามาให้กินอะไร รักษาโรคอะไรไป ตามเรื่อง อย่าให้มันตาย นี่เรียกว่าดำรงชีวิต ; ถ้าอย่างนี้แล้ว สุนัขและแมวก็ทำเป็น. ช่วยพิจารณาดูให้ดีหน่อยว่า ดำรงชีวิตในลักษณะที่เป็นอยู่ หรือสืบพันธุ์ หรืออะไร ทำนองนี้ สุนัขหรือแมวก็ทำเป็น ; สำหรับคนจะต้องมากกว่านั้น. นี้เราจะต้องแบ่งเป็น ๒ ตอนอย่างเดียวกัน, คำว่าดำรงชีวิตนี่ ต้องแบ่ง ออกเป็น ๒ ตอน หรือ ๒ ความหมาย : -

น.569 ความหมายที่ ๑. ก็คือ ดำรงชีวิตให้มีอยู่ อย่างที่ว่า อย่าให้ตาย. ถ้ามี ชีวิตก็แปลว่าเป็นอยู่คือไม่ตาย, ดำรงชีวิตให้เป็นอยู่ นี่ความหมายหนึ่ง. ความหมายที่ ๒. ดำรงชีวิตในลักษณะที่จะเดินไป จะเรียกว่าพัฒนาไป หรือจะเรียกว่าเติบโตไป ตามทางของวิญญาณ ; ใช้คำว่า "เติบโตทางวิญญาณ" ดีกว่า. นี้เป็นความหมายหนึ่งซึ่งซ้อนอยู่ในคำว่า "ชีวิต" คำเดียวกัน. ความหมายที่แรก ให้ทรงอยู่ อย่าให้ตาย, แล้วในการทรงอยู่นั้นไม่ใช่ อยู่นึ่ง ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ; การทรงอยู่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัว คือ การเติบโตทางวิญญาณ มีความสว่างไสวแจ่มแจ้งทางวิญญาณยิ่งขึ้น ๆ ๆ อยู่ในตัวการ ดำรงอยู่แห่งชีวิต. หลักการดำรงชีวิตเพื่อไม่ตาย ความหมายที่ ๑ ทีนี้จะพูดถึงการดำรงอยู่แห่งชีวิต เพื่อไม่ตาย ตอนที่ ๑ นั้น ก็อยากจะใช้ คำว่า "อาชีพ" ; ถ้ายังไม่เคยทราบเพราะยังไม่เคยเรียนบาลี ก็ควรจะทราบกันได้เสียทีว่า คำว่า อาชีพ นั้นแปลว่า ชีวิตที่ทรงอยู่ หรือว่า ทรงไว้ซึ่งชีวิต. คำว่า อา ในที่นี้ ความหมายเท่ากับ ทรงอยู่ อาชีพ คือชีวิตที่ทรงอยู่. แต่ความหมายอาจจะขยายไป ถึงว่า เพื่อการทรงอยู่แห่งชีวิต เพื่อความพร้อมเพรียงครบถ้วนแห่งการมีชีวิตก็ได้ เรียก ว่า อาชีพ. อย่าให้ความหมายแคบ ๆ เพียงแต่ว่า ทำงานได้เงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เรียกว่าอาชีพ; ควรจะให้มันกว้างกว่านั้น ให้มันมีการเป็นอยู่ที่ถูกต้อง ทุกแง่ทุกมุม เพื่อจะไม่ตาย. อาชีพ ก็คือ ทรงไว้ซึ่งชีวิต ก็แล้วกัน มันจะรวมไปถึงว่า การบริหาร ร่างกายให้ดี การรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ถูกต้อง กระทั่งการเป็นอยู่ในทางสังคมที่ดี อย่า ให้ใครมาฆ่าเสีย อย่างนี้ ; ทุกอย่าง ทุกประการ ที่จะให้ชีวิตทรงอยู่ ได้ แล้วก็ เรียกว่า อาชีพ ; นี้ภาษาที่เราใช้กันอยู่เดี๋ยวนี้. คำว่า "อาชีพ" มีความหมายแคบ

น.570 เกินไป เพียงแต่ว่ารู้จักทำมาหากิน ได้มากิน แล้วก็รอดอยู่ ; ขอให้เอาความหมาย ของคำว่า "รอดอยู่" โดยปกติ โดยครบถ้วน สมบูรณ์ ฉะนั้น เรียกว่าอาชีพคำเดียวก็พอ. ระยะแรก ความหมายที่ ๑ ของชีวิต คืออาชีพ ทรงไว้ซึ่งชีพ เรียกว่าอาชีพ. มันมีอะไรบ้างตอนนี้ ก็ต้องมองดูกันมาตั้งแต่ "การศึกษา" ; แม้การศึกษา ในขั้นปลาย อย่างที่ระดับพวกคุณในมหาวิทยาลัยทำกันอยู่นี้ ก็ต้องเรียกว่าการศึกษา กว่าจะถึงที่สุดของการศึกษารูปนี้. แต่ว่า "การศึกษา" นี่เริ่มต้นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่คลอดมาจากท้องมารดา ก็มีการศึกษาเรื่อยมา รู้กิน รู้ดื่ม รู้ถ่าย รู้กระทั่งรู้ยืน รู้เดิน รู้ทุกอย่าง มาตามลำดับ นี่เป็นการศึกษาอยู่ส่วนหนึ่ง ; ก็ต้องรวมอยู่ในคำว่า "ทรงไว้ซึ่งชีวิต" เป็นส่วนเบื้องต้นที่ต้องมี. ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับว่า เห็นรอยวัว ที่แผ่นดิน แล้วก็เดินตามไปอย่างถูกต้อง ; ทั้งหมดนั้นคือการศึกษา. ลูกเด็ก ๆ ก็ศึกษาตามแบบฉบับ ที่มีอยู่อย่างไร เรื่อยมาจนถึงบัดนี้; คุณก็จวนจะเสร็จระบบ การศึกษาตามมาตรฐานแล้ว. ตอนที่ ๒. ก็คือ การงาน การงานนี้ก็เชื่อมกันมาจากการศึกษา. การศึกษา นี้ก็มีความหมายแห่งการงานอยู่ส่วนหนึ่ง : แต่ว่าเราจะไปเล็งถึงการงานที่หลังจากการ ศึกษาเสร็จลงไปแล้ว ก็ไปประกอบการงานซึ่งเป็นตัวอาชีพ ในความหมาย ในภาษาไทย โดยตรง. จะต้องระวังให้ดี ไม่ล้มเหลวในอาชีพการงาน ซึ่งมีรายละเอียดมาก ไปพูด กันคราวอื่น หรือไปหาอ่านเอาเองดีกว่า มันมากอยู่เหมือนกัน การงานจะผ่านไปด้วย ดีอย่างไร จนมีความเจริญในหน้าที่การงาน. ตอนที่ ๓. ก็อยากจะให้มองไปยัง การบริโภคผลของการงาน ; จะถึง กับเป่าปี่ขี่วัวหรือไม่ก็สุดแท้ ก็น้อยคนนักที่จะมาถึงนี้ มักจะอยู่ในสภาพลำบากยุ่งยาก, เพียงแต่ขี่วัวไม่ได้เป่าปี่ก็ค่อนข้างจะไม่มีอยู่แล้ว. การบริโภคผลของการงานนี้ ผมก็ สรุปลงในคำพูดเพียง ๓ คำว่า ๓ ก. ถ้าใครเคยอ่านเรื่องที่ผมเคยบรรยายมาแล้ว คงจะ เคยได้ยินคำว่า ๓ ก. ๓ ส. ๓ อะไรนี้แล้วทั้งนั้น.

น.571 สาม ก. คือว่า กิน ก. หนึ่ง, แล้ว ถาม ก. หนึ่ง, แล้ว เกียรติ อีก ก. หนึ่ง, เรียกว่าสาม ก. กินอร่อย ก. กิน, ยังไม่ตายทีนี้เหลือกิน ก็ เลื่อนขึ้นมา เป็นเรื่องกาม เรื่องกามารมณ์ เหมือนที่เราได้พูดกันมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๑๗. อาการส่วนเพ้อ ส่วนที่เป็นเหยื่อของความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยนี้ เราเรียกว่า "กาม" ผสมกับธรรมชาติที่แสนจะฉลาด ใส่ต่อม gland สำหรับความรู้สึกทางกามระหว่างเพศหญิง ชายมาด้วยเสร็จ ; มันก็สะดวกหรือง่าย ที่จะเป็นไปตามนั้น มีความหลงใหลในทาง วิญญาณมากขึ้น. หลังจากเรื่องกาม หรือว่าพร้อม ๆ กันไปกับเรื่องกามนี้ ก็มีเรื่อง เกียรติ. สาม ก. คือ กิน กาม เกียรติ ใครจะรู้จัก หรือไม่รู้จัก มันก็มีอยู่ในตัว โดยอัตโนมัติบ้าง, โดยธรรมชาติบ้าง. พูดให้ชัดอีกทีหนึ่ง ถึงเครื่องมือแห่งความรู้สึก เหล่านี้ ก็คือเรื่องปากท้อง : ปากท้องเป็นเรื่องกิน, เนื้อหนัง ก็คือ เรื่องกาม ; ใช้ภาษา อื่นเขาบ้าง เมื่อเขาพูดถึงเนื้อหนัง flesh นี้ เขาจะหมายถึงเรื่องกาม. พอเรื่องเกียรติ ก็คือเรื่องหู เรื่องหัว เรื่องหาง ; ยกหูชูหางนี้คือเรื่องเกียรติ. การดำรงชีวิตนี่ ตั้งต้นด้วยเรื่องปากท้อง, แล้วต่อมาด้วยเรื่องเนื้อหนัง, ต่อมาด้วยเรื่องหูหาง คือความอยากอวด ; นี้ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง แม้แต่สัตว์ก็มี : พอเขามีอะไรดึกคนองขึ้นมา ก็แสดงอาการยกหูชูหาง วิ่งร่าเลย. นี้บางคนนี้ก็ทำได้ดี กว่านั้น. นี้คือเรื่องรู้สึกว่ากูมีเกียรติ. เรื่องอาชีพนี้ ความหมายสุดท้าย คือบริโภค ผลงาน ก็คือเรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่อง เกียรติ. สรุปทั้ง ๓ ตอนก็คือว่า การศึกษา แล้วก็มาถึง การงาน แล้วก็มาถึง การ บริโภคผลของการงาน คือ กิน กาม เกียรติ. อุดมคติไปได้สูงสุดเพียงว่า เกิดดี ตายดี เท่านี้เอง ; อุดมคติของการเป็นอยู่ คือชีวิตระดับนี้แบบนี้ มันก็มีเพียงว่า เกิดดี ตายดี ตามความหมายชาวบ้าน ไม่ใช่ความหมายของพระอริยเจ้า : ทำกันอย่างดี

น.572 ที่สุด สุดฝีไม้ลายมือแล้ว ก็ได้ผลเพียงว่า เกิดมาดีเว้ย ก็ตายดีเว้ย เท่านี้พอ. นี้คือ เรื่องอาชีพในความหมายที่ว่า มีการดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาชีพ นี้หมวดหนึ่ง, เรา ทรงตัวทรงชีวิตอยู่ได้. ความหมายที่ ๒. การดำรงชีวิตในลักษณะพัฒนาไป ความหมายที่ว่า ในการทรงชีวิต อยู่ได้นั้น ต้องมีการเดินไป เขยิบไป เคลื่อนไป วิวัฒนาการไป ; นี้เราจะเรียกว่า การเติบโตทางวิญญาณอย่างที่ว่ามาแล้ว. บางคนแทบจะไม่มีการเติบโตทางวิญญาณ แม้ว่าเกิดดีตายดี ประสบความสำเร็จ เรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติอะไรนี้เต็มที่ มีอำนาจวาสนาอะไร ; แต่ก็ไม่มีความก้าว หน้าทางวิญญาณกี่มากน้อย คือน้อยมากน้อยคนมากที่จะมีความรู้สึกในเรื่องนี้ เว้นไว้แต่ ได้รับการศึกษาอบรมมา ตามทางของพระศาสนา ควบคู่กันไปเท่านั้นแหละ. ความเติบโตทางวิญญาณคืออะไร ? คำว่า "วิญญาณ" ในที่นี้ เป็นคำที่ บัญญัติขึ้นเอง เพื่อใช้ไปที่ก่อนเท่านั้น เพื่อคู่กับคำว่า spiritual ที่ใช้กันอยู่ในภาษา ต่างประเทศ ; ถ้าเรื่องนอกไปจากเรื่องโลก ๆ เรื่องเนื้อเรื่องหนังนี้แล้ว เขารวมเรียก ว่าเรื่อง spiritual ทั้งนั้น, พอจะแปลเป็นไทย ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดี ผมก็ขอแปลว่า ทางวิญญาณไว้ก่อน spiritual. คำว่า spirit นี้ มันแปลว่าเหล้าก็ได้ แปลว่าผีก็ได้ แปลว่าเจตนาก็ได้อะไรก็ได้ ; แต่พอเป็นรูป spiritual แล้ว มันก็หมายถึงเรื่องทางฝ่าย จิตฝ่ายวิญญาณที่ลึกซึ้งคือไม่เกี่ยวกับเนื้อหนัง. เอาละ เราเรียกกันว่าวิญญาณไปที่ก่อน ; ในความพิเศษเฉพาะคำนี้ ก็มีความก้าวหน้าทางวิญญาณ พร้อมกันไปกับที่ชีวิตมันมีอยู่ อย่าให้ชีวิตเป็นเหมือนกับว่าปักหลักลงไป แล้วก็ไม่เคยไปไหน ; แต่ให้ชีวิตเคลื่อนไป เรื่อยตามวันเวลา ที่มากขึ้นทุกวัน ๆ ๆ. เดี๋ยวนี้ชีวิตด้านวิญญาณของเรา เคลื่อนไปแต่ในทางเนื้อหนัง : เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. นั้นมันก็เคลื่อนไปจริงเหมือนกัน ; แต่

น.573 ไม่ใช่ความหมายทางวิญญาณอย่างในแบบนี้ ; มันเป็นทางเนื้อหนัง. ความสุขทางธรรมดา สามัญ ก็คือมีกิน มีใช้ สนุกสบาย เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; แต่ถ้าสุขทาง วิญญาณ นั้น ไม่เกี่ยวกับ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ, เป็นเรื่องของความ สงบ สะอาด สว่าง อะไรแห่งจิตใจ. นี้เป็นความสุขทางวิญญาณนี้ ; เอามาจับคู่กันไว้ สำหรับเทียบกันประกันความพื้นเผื่อเสียก่อน. ตัวอย่าง เช่น คำว่า ความสุข : ถ้าสุขทางเนื้อหนังสามัญทางโลก ก็กิน กาม เกียรติ สมบูรณ์, ถ้า สุขทางวิญญาณ ก็คือไม่เกี่ยวกับ ๓ ก. นี้เลย แต่ไปเกี่ยวกับ ๓ ส. ส. คือสะอาด ส. คือสว่าง ส. คือสงบ. ต่อไปผมจะไม่ต้องออกชื่อ เต็มเพราะเสียเวลา ; ถ้า ๓ ก. คือ กิน กาม เกียรติ, ๓ ส. คือสะอาด สว่าง สงบ. เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า ความสุขทางวิญญาณ แล้วก็นึกถึง ๓ ส., ถ้าความสุข ทางเนื้อหนังก็นึกถึง ๓ ก. ถ้าว่าจะพูดให้เป็นภาษาวัดวาสักหน่อย ๓ ก. มันเป็นผล หรือเป็นบุญกุศลทางโลก ทางโลกิยะ, ถ้า ๓ ส. เป็นบุญเป็นกุศลในทางฝ่ายโลกุตตระ คือเหนือโลก. ความเติบโตทางวิญญาณนี้ มีความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ยิ่งขึ้น ; นี้ภาษาพระคัมภีร์ : "รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง" เป็นภาษาพระคัมภีร์. ขอให้มีอย่างนี้เรื่อยไป แล้วจะมีความเติบโตทางวิญญาณ. ในเรื่องกิน พอกินเข้าไปอร่อยอย่างนี้ เราไปหลงใหลแต่ในความอร่อย ก็ไม่ได้เห็นแจ้งสิ่งนั้นตามที่เป็นจริง เพราะไปมึนเมาเสียด้วยความอร่อย. ทีนี้อีกคน หนึ่งเมื่ออร่อย ก็รู้เรื่องของความอร่อย ว่าความอร่อยนี้เป็นเสน่ห์จับใจเรา เอาเราลงไป เป็นทาส, แล้วมันก็สักว่า รู้สึกประหลาด ๆ ที่ลิ้น หรืออะไรเท่านี้, เราจะไม่ยอม เป็นทาสมันอีกต่อไป. นี้ก็มีความก้าวหน้าทางวิญญาณในขณะเมื่อกิน เมื่อเคี้ยว เมื่อ อร่อยอยู่นี้ ; แต่อีกคนหนึ่ง เมื่อกิน เมื่อเคี้ยว เมื่ออร่อยอยู่ มันโง่ มันก้มหัวลง เป็นทาสของความอร่อย ; ฉะนั้น ระวังให้ดี ๆ.

น.574 เรื่องกามารมณ์ ก็เหมือนกัน แม้สูงสุดทางเพศ คนหนึ่งก็ลุ่มหลง ๆ ๆ อย่าง ที่คุณอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ; คิดดูเถอะ ; มันน่าขยะแขยง น่าสะอิดสะเอียน ร้อยเท่า พันเท่าก็ยังหลงอยู่ได้ หลงไปทำอย่างนั้นอยู่ได้. นี้ถ้าว่าเป็น "ความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง" ก็รู้ว่า นี่คือหลอกเท่าไร หลอกเท่าไร ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว, แล้วหลอกเท่าไร เลวทรามเท่าไร สกปรกเท่าไร, เสียเวลาเปล่า ๆ เท่าไร นี้เป็นต้น. เรื่องเกียรติ : เมื่อมีเกียรติอยู่ คนที่ไม่รู้อะไร ก็ตีปีกตีหาง ยกหูชูหาง เหมือนที่เป็นอยู่โดยมาก ทั้งที่บ้านและทั้งที่วัดนี้ ก็มีอาการยกหูชูหาง ด้วยสิ่งที่เรียกว่า เกียรตินี้อยู่เสมอไป; เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง มันจึงกระตุ้นเอาความรู้สึกทางจิตอีก ชั้นหนึ่ง. ถ้าว่าเป็นเรื่องทางวิญญาณ คนก็ไม่หลง ; เมื่อมีเกียรติก็รู้ตัวว่าเกียรติคืออะไร, เป็นเครื่องมือของอะไร, จะใช้มันอย่างไร. ยิ่งดูไปก็ยิ่งเห็นว่าเกียรติเป็นสิ่งที่หลอกคน หรือว่าเชิดคนให้ไปเป็นทาสของอะไรบางอย่างอีกทีหนึ่ง. สรุปความว่า เมื่อ ประสบผลสำเร็จ ทางฝ่ายอาชีพ มีเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ อันสมบูรณ์อยู่ แล้วขอให้ก้าวหน้าทางวิญญาณ คือเติบโตทางวิญญาณ "รู้ตามที่เป็นจริง" ว่า กินนั้นคืออะไร, กามนั้นคืออะไร, เกียรตินั้นคืออะไร, พร้อม กันไปในตัว ; อย่างนี้มันมีส่วนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมันเป็นการก้าวหน้าทางวิญญาณ มีอยู่ แล้วในสิ่งที่เรียกว่าอาชีพ. ฝึกพิจารณา ทางเนื้อหนังคู่กับ ทางวิญญาณไว้บ้าง ที่นี้ ก็มีคำว่า ๓ ส. สะอาด สว่าง สงบ นี้เป็นหลักประกันความเข้าใจผิด ; เอาความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตใจเป็นมาตรฐานสำหรับทดสอบ ว่าเป็นการ เติบโตทางวิญญาณหรือไม่ ? ค้นหาให้พบความเติบโตทางวิญญาณไว้เรื่อยไป :จะพบว่า มันเดินตรงกันข้าม : -

น.575 ทางเนื้อหนัง คู่กับทางวิญญาณ นี่ฟังให้ดี ๆ ทาง physical รวมทั้งทาง mental อะไรด้วย นั้นเป็นทางเนื้อหนัง ; แต่ทาง spiritual นี้เป็นทางสติปัญญา ทาง วิญญาณ. การเติบโตทางฝ่ายเนื้อหนัง คือการเปลี่ยนไปสู่ความชราและความตาย ของร่างกาย ; ฟังแล้วก็น่าเสียดายหรือน่าสลด : ความเติบโตทางเนื้อหนัง คือเติบโต ไปสู่ความแก่และความตาย ทางร่างกาย. ทีนี้ ความเติบโตทางวิญญาณ นี้ตั้งต้น จากความเป็นเด็กมาสู่ความเป็นหนุ่ม แล้วเป็นหนุ่มยิ่งขึ้นไป เป็นหนุ่มเป็นสาวอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเป็นผู้หญิงผู้ชาย. เป็นหนุ่มเป็นสาวยิ่งขึ้นไป, เป็นหนุ่มเป็นสาวยิ่งขึ้นไป, จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวที่ไม่รู้จักแก่ แล้วก็ไม่รู้จักตาย. นี่ฟังยากสักหน่อย, ไปคิด ดูบ้างก็คงจะเข้าใจได้. มันเดินสวนทางกันเรื่อยไป : ทางกาย ทางเนื้อหนัง มันเติบโตขึ้นสำหรับ แก่และตาย ; แต่ความเติบโต ทางวิญญาณ ตามความหมายนี้ มันจะยิ่งกลายเป็นหนุ่ม เป็นสาวที่ไม่รู้จักแก่ คือเป็นความเบิกบานที่ไม่รู้จักโรย. ถ้าเป็นทางร่างกาย มันเบิกบาน ชั่วขณะแล้วมันจะโรย จะร่วง จะหายไป. เรามีทางที่จะแก้หรือ เอาชนะทางเนื้อหนัง ได้โดยเปลี่ยนมาสู่ระบบทางวิญญาณเสีย ก็จะไม่มีแก่และตาย ; กลายมาเป็นหนุ่ม เป็นสาวที่ไม่รู้จักแก่ และไม่รู้จักตาย กระทั่งเรียกไปอย่างอื่นว่า เป็นชีวิตนิรันดร. ชีวิตนิรันดรมี ไม่ได้ทางฝ่ายร่างกาย หรือชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง แต่ชีวิตนิรันดร มี ได้ทาง ฝ่ายระบบวิญญาณ คือจิตใจที่สลัดเนื้อหนังร่างกายทั้งไป, ตัวกู - ของกูฝ่ายเนื้อหนัง สลัดทิ้งไป, เหลืออยู่แต่ความรู้สึกฝ่ายวิญญาณ. การรู้จักทำจิตให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ยิ่งไม่มีความทุกข์, ยิ่งไม่มีความ ทุกข์มากขึ้นนี้ เราเรียกว่ายิ่งสดใส แจ่มใส เบิกบานยิ่งขึ้น ; เทียบกันได้กับความ เป็นหนุ่มเป็นสาว. ทำไมเทียบอย่างนี้ ? ก็เพราะเห็นกันอยู่ชัดๆ แล้วว่าในระยะที่เป็น หนุ่มเป็นสาวนั้น มันสดใส และเบิกบาน ร่าเริงอะไรต่างๆ ; แต่แล้วความเป็นหนุ่ม เป็นสาวชนิดเนื้อหนังนั้น มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปสู่ความแก่ชรา และความตาย.

น.576 เดี๋ยวนี้เราจะให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวทางวิญญาณนี้ ยิ่งเป็นหนุ่มเป็นสาวหนักขึ้น กลับ ไม่ตาย กลายเป็นชีวิตนิรันดรไปในที่สุด. สรุปความได้เป็นอุดมคติของ ฝ่ายวิญญาณ นี้ว่า มันขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป จนถึงอมตะ คือไม่ตาย ; ส่วน ฝ่ายเนื้อหนัง ร่างกาย มันทรุดลง ๆ เป็นความ แก่ชรา และเป็นความตาย, อย่างดีที่สุดก็ว่า เกิดดี ตายดี. คุณอย่ามองหยาบ ๆ เกิดดีแล้วตายดี ; มันมีตาย มีเกิดแล้วมีตาย เพียงแต่ตายอย่างดี. ส่วนฝ่ายจิต ฝ่ายวิญญาณ นี้ มีอุดมคติไปที่ ไม่ตาย, ไม่รู้จักตายอีกต่อไปโน่น คือเหนือความตาย, ไม่มีความหมายแห่งความตาย. ถ้าเราไม่อยากจะพูดถึงว่า ตาย - เกิด ตาย - เกิด ตาย - เกิด, เราไม่อยากจะพูดก็ได้ ; เราก็จะพูดเป็นว่า เดี๋ยวนี้ ไม่มีความตาย จิต ไม่มีความรู้สึกว่ามีความตาย มีแต่ธรรมชาติ อันหนึ่ง ที่สะอาด สว่าง สงบ อยู่ไม่รู้ จักตาย. การดำรงชีวิตเป็นไปได้ทั้งฝ่ายโลกิยะและโลกุตตระ สรุปความสั้น ๆ ว่า ฝ่ายเนื้อหนังมันไปจบที่เกิดดีตายดี เป็นอย่างสูงสุด : ฝ่ายวิญญาณนี้ มันก็ไปจบที่ไม่มีตายอีกต่อไป. ทั้งสองอย่างนี้รวมกันเข้าแล้ว เป็นการ ดำรงชีวิตแบบโมกษธรรมประยุกต์ โดยเอาโมกขธรรมมาประยุกต์เข้ากับการดำรงชีวิต. ในการ ดำรงชีวิตอย่างโลก ๆ มีการศึกษามีอาชีพ ได้ผลเป็นกิน กาม เกียรติ นี้เรียก ว่าอย่างโลก ๆ นี้ เอามา ประยุกต์กันเข้ากับโมกษธรรม หรือเหนือโลก ; ให้ทุกระยะ กาลของชีวิตอย่างโลก ๆ นั้นแสดงธรรม, แสดงความจริงออกมาให้เห็นว่า : การศึกษา คืออะไร, การงานคืออะไร, บริโภคผลของการงาน คือ กิน กาม เกียรติ นี้คืออะไร. ยิ่งดูไปยิ่งสั่นหัว, ยิ่งสั่นหัว ในด้านของเรื่องเนื้อหนัง, ก็เข้าใจ ; มอง เห็นไปในทางฝ่ายวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่ายสิ่งที่หลอกลวงเหล่านี้แล้ว ก็เป็นไปใน ทาง สะอาด สว่าง และสงบ. อย่าไปลุ่มหลงในเรื่องเนื้อหนัง หรือเรื่องอนิจจัง

น.577 เรื่องทุกขังนี้ ซึ่งสกปรก มืดมัว เร่าร้อน ; ไป เห็นตามที่เป็นจริงว่า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่หลงไปในสิ่งเหล่านี้ ; นี่ก็เริ่มสะอาด สว่าง และสงบ. นี่คือการประยุกต์อย่างสมบูรณ์ คือ เอาโลกุตตรธรรม ได้แก่ธรรมที่สอนให้ อยู่เหนือโลกนี้ มาประยุกต์กันเข้ากับชีวิต ที่กำลังเดินอยู่ในโลก เพื่อให้อยู่เหนือโลก, ซึ่งที่แท้ถ้าว่าเป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่ได้แยกกัน; นี่ข้อสำคัญที่สุด ที่คุณควรจะ สังเกตให้ดี หรือจำให้ดี. ชีวิตคนโง่ คนอันธพาล คนหลงเท่านั้น ที่จะมืดมนหนักเข้า, มืดมนหนัก เข้ากว่าจะถึงระยะสุดเหวี่ยง. แต่ถ้าจะเป็นบัณฑิต อยู่บ้างแล้ว ชีวิตนี้จะไม่หลอก ลวง ได้ถึงขนาดนั้น ; ไปแตะต้องเข้าเท่าไร มันก็สอนให้พอสมควรหันกลับมา. ฉะนั้น ชีวิตจึงเลื่อนชั้นไป; สิ่งเหล่านี้ไม่มีสาระแล้ว ก็เลื่อนชั้นไปสู่สิ่งอื่น, มีสาระอยู่พัก หนึ่ง ก็เห็นว่าไม่เท่าไร แล้วก็เลื่อนขึ้นไปสู่สิ่งอื่น. นี่ก็แปลว่าชีวิตของเราถ้ามีความ เป็นบัณฑิต อยู่บ้าง จะเลื่อนชั้น อยู่ในตัว บุคคลชนิดนี้ก็มีอยู่ในโลก แล้วก็จะได้เป็นผู้ชนะโลกได้เร็วกว่า ; จะเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าก็ตามใจเถอะ อย่าไปสนใจเลย ; แต่ว่าในที่สุดเขาจะเป็นผู้ที่ชนะ โลกได้เร็วกว่า. ส่วนบางจำพวกนั้นเป็นพาล หรือพาลอย่างยิ่ง, เรียกว่าอันธพาล. อันธพาล แปลว่า อ่อน หรือ โง่อย่างตาบอด; อันธะ แปลว่า บอด หรือ ตาบอด, พาละ แปลว่า อ่อน หรือ โง่ คือไม่รู้อะไร. ถ้า เป็นอันธพาล เกินไป มันก็ ลุ่มหลง อยู่ในเรื่องของเนื้อหนัง หรือว่าจะ ดูให้ละเอียดหน่อย ก็ลุ่มหลงอยู่ในกิเลส : ได้มีราคะ โลภะ ก็ อร่อย, ได้โทสะ ได้โกรธ ได้ตี ได้ด่า ได้ประชดเขา อย่างนี้ก็ ยิ่งอร่อย, ได้โง่ ได้มัวเมา เสียเกินไป ก็ ยิ่งอร่อย ; แล้วจะออกมาได้อย่างไร มันยิ่งอร่อยก็ไม่ยอมออกมา. มันอยากจะรักษา รสชาติอันนี้ไว้ สำหรับกำหนัด สำหรับขัดเคือง สำหรับมัวเมานี้ ก็รักษาไว้เรื่อย ไม่

น.578 ยอมออกมา ; นี่เรียกว่า คนบาปหนา สำหรับความเป็นอันธพาล เรียกว่าบุถุชนคน บาปหนา. ทีนี้จะปรับปรุงชีวิต จะดำเนินชีวิต หรือการ ดำรงชีวิตอย่างไร จึงจะ พ้นออกมาจากสิ่งเหล่านี้ ? ก็อย่างที่ว่ามาแล้ว ให้ทุกอย่างมันเป็นการสอน เป็นการ บอกความจริงหรือข้อเท็จจริงเสมอไป. เราไปทำอะไรเข้า ขอให้สิ่งนั้นรายงานบอก ความจริง หรือข้อเท็จจริง อย่างถูกต้องเสมอไป : จะศึกษา ก็ให้การศึกษามันบอก เต็มที่, จะทำงาน ให้การงานมันบอกเต็มที่ ; จะบริโภคผลงานไปในลักษณะเรื่องกิน ก็ให้เรื่องกินมันบอกเต็มที่, เรื่องกามก็ให้ถามมันบอกเต็มที่, เรื่องเกียรติก็ให้เกียรติ มันบอกเต็มที่, แล้วก็ไม่มีความหลงใหลในอะไร. นี้ดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ตายด้วย และอย่างที่เรียกว่า เติบโตทางวิญญาณโดยรวดเร็ว ถึงที่สุดแห่งความเจริญในทางวิญญาณ ด้วย ; ก็จบกัน เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การดำรงชีวิตอย่างโมกขธรรมประยุกต์ เอาโมกขธรรม มาประยุกต์ในการดำรงชีวิต แล้วชีวิตมันก็จะเป็นอย่างนี้. เวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ที่ตอนท้าย ท่านอาจารย์ได้บรรยายว่า จะต้องให้มันรายงานข้อเท็จจริง คือทำการศึกษา ก็ให้การศึกษาบอกอย่างเต็มที่ นี้หมายความว่าอย่างไร ? (ตอบ) ตอนท้ายที่พูดมาเป็นสรุปการปฏิบัติ ที่ว่า ไปเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่ ก็ขอให้สิ่งนั้นเป็นเสมือนหนึ่งว่ามันร้องบอก ร้องรายงานให้เราทราบว่า มันเป็นอะไร. นี่ก็คือการศึกษา ให้การศึกษามันบอกว่า นี้คือเรื่องที่เราจะพัฒนาเจริญสูงขึ้นไปในทาง กายก็ดี ทางจิตก็ดี. อย่าให้การศึกษาเป็นเพียงเรื่องสำหรับอวดกัน หลอกกัน หรือ

น.579 เป็นเครื่องมือหาลาภ ; ถ้าไม่ได้ก็จะเสียใจ จะร้องไห้ก็มี หรือจะเอาปืนมายิงครูเสียก็มี ถ้าทำให้เราสอบไล่ตก เพราะว่าเราเหลวไหล. อย่างนี้การศึกษามันไม่ได้บอกคนนั้น เลยว่าการศึกษานั้นคืออะไร. ให้การศึกษามันรายงานบอกว่า "ฉันคือการศึกษา สำหรับทำให้คุณ เจริญงอกงามก้าวหน้า มีสติปัญญาสามารถยิ่งขึ้นไป ในเรื่องต่าง ๆ ที่คุณต้องการจะมี จะได้ แล้วจะให้มนุษย์มันไปถึงจุดหมายปลายทางได้". นี้เรียกว่าเราเห็นการศึกษา อย่างถูกต้องว่า เพื่ออะไร. เดี๋ยวนี้คนมันขบถ ทรยศคดโกง เขาให้การศึกษาเป็นเพียงการให้กระดาษ มาแผ่นหนึ่งสำหรับชูอวดคน แล้วไปหลอกลวงหาอาชีพ. พระเณร ก็เป็นอย่างนั้น เรียนนักธรรมเพื่อได้กระดาษแผ่นหนึ่ง เรียกว่าไปเรียน ได้กระดาษแผ่นหนึ่งมาอวด มาแขวนไว้ ; ไม่ใช่ว่าการศึกษานี้ เพื่อให้เรารู้อะไร แล้วปฏิบัติอย่างไร แล้วสูงขึ้น ไปอย่างไร. เรื่อง การงาน ก็เหมือนกัน เมื่อไปจับการงานเข้า อย่าไปมองแต่เพียงว่า จำเป็นจะต้องทำเว้ย ไม่มีงานทำไม่มีอะไรจะกินเว้ย ; อย่างนี้ไม่ใช่. การงานต้อง เป็นหน้าที่ของมนุษย์ แล้ว สมัครทำด้วยความพอใจ จนกระทั่งมองเห็นข้อเท็จจริง อันลึกซึ้งว่า การงาน นั้นๆ คือการปฏิบัติธรรม ทำให้มนุษย์เลื่อนชั้น เลื่อนชั้นของ มนุษย์ไปด้วยการทำการงานนั้นเอง, เป็นการสอนให้รู้จักชีวิตในด้านการงาน แล้วก็ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ให้หนักอกหนักใจ แต่ก็ยังเป็นไปเพื่อความเจริญ. ถ้าเรามอง การงานถูก การงานจะทำความชื่นอกชื่นใจ สนุกสนาน เบิกบานร่าเริงให้เป็นสุขอยู่ใน ตัวการงานได้. ทำไมขี้เกียจทำการงาน ? ก็เพราะความไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การงาน. การบริโภคผลของการงาน ก็อย่างที่กล่าวแล้ว : เมื่อกินอยู่ก็ขอให้รู้ว่า กินนี้คืออะไร ? อย่าได้ไปหลงใน เรื่องกิน. บางทีก็มี เรื่องกามารมณ์ เข้ามาเจือบ้าง

น.580 ตามธรรมชาติธรรมดาของคน ก็รู้ว่ามันเป็นกามารมณ์นี้คืออย่างไร ? เพื่ออะไร ? เท่าไร ? แล้วก็อย่าได้ไปลุ่มหลงในเรื่องนี้ แต่ให้ผ่านไปด้วยความรู้ ที่สูงกว่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป. เรื่องเกียรติก็เหมือนกัน อย่าไปหลงในเรื่องเกียรติ; ให้เกียรติ มันร้องตะโกนบอกว่า "มันเป็นเรื่องหลอก ๆ เว้ย". ถ้ายังไม่เชื่อ อีก ยังไปหลงอีก ก็ให้มันตบหน้าเอาเลย. สิ่งที่เรียกว่าเกียรตินั้น มันจะตบหน้า หรือขบกัดเอาคนที่หลงเกียรติ ; อย่างนี้เราเรียก ว่ามันสอนให้. ถ้ามีการเรียนการสอนกันโดยตรงอย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไรหรอก มันก็มีการ ก้าวหน้าทางวิญญาณ หรือเติบโตทางวิญญาณ ซึ่งมีความหมายอย่างนี้. (ถาม) ผมอยากทราบวิธีการที่ว่า การมีความรู้ทางฝ่ายวิญญาณ กับทางฝ่ายวัตถุ ควบคู่กันไป มีวิธีการอย่างไร ? (ตอบ) การดำเนินชีวิตแบบฝ่ายวิญญาณ กับฝ่ายวัตถุควบคู่กันไปทำอย่างไร ; ผมคิดว่าผมได้พูดแล้วตลอดเวลาเรื่องนี้. สำหรับคำถามนี้ จะให้สรุปความอีกทีหนึ่ง สั้น ๆ ก็ว่า : - ธรรมดา ร่างกาย นี้ มันก็ต้อง เติบโต อยู่แล้ว ก็มีชีวิตอยู่ได้ นี่เรียกว่า เป็นการเติบโต และมีชีวิตฝ่ายร่างกาย. เดี๋ยวนี้ฝ่ายด้าน วิญญาณ นั้นมันไม่แน่ สำหรับ บางคนไม่ค่อยจะเติบโต หรือมันเติบโตน้อยเกินไป ไม่พอใช้ ; เราจึงต้องมาเรียน เรื่องฝ่ายวิญญาณ เรื่องธรรมะ นี้. พูดตรงๆ ก็คือ เรื่องศาสนา เรื่องธรรมะ นี้เป็น เรื่องลึกฝ่ายจิตใจนี้ให้เข้าใจ สำหรับจะไปปรับปรุงให้เกิดการเติบโตทางฝ่ายวิญญาณ ควบคู่กันมา ; โดยถือว่า เท่าที่รู้เอง โดยวัฒนธรรม โดยขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ยังไม่พอ. ที่จริงมันก็มีอยู่เหมือนกัน ที่เราโตขึ้นมาเท่าไร ก็มีความเติบโตทางฝ่าย วิญญาณอยู่ในตัว แต่ไม่ค่อยพอ ; เพราะว่าเราไม่ค่อยสังเกต มันอยู่ในระดับต่ำเกินไป. เช่น พอเราไปทำอะไรผิด เราก็รู้ว่า อ้าว ! อย่างนี้มันทำอันตรายเรานี้; เราก็ควรจะรู้

น.581 แต่เราไม่ค่อยรู้. เราไปทำสิ่งที่เป็นทุกข์ มันขบกัดเอา ก็ควรจะรู้ว่า อย่าทำอย่างนี้อีก มันก็ไม่ค่อยจะรู้ มันไม่ค่อยจะปฏิบัติให้มันเฉียบขาดลงไป. นี่ความรู้ทางฝ่ายวิญญาณมันไม่ก้าวหน้า ไม่เติบโต ไม่เพียงพอ; เพราะ- ฉะนั้น เรามีวิธีการกันเสียใหม่ : มีความผิดพลาด ทางร่างกาย ทางโลกนี้ ได้รับความ ทุกข์ก็ให้รู้ กันเสียว่ามันเป็นความทุกข์ ; ถ้ามีความผิดพลาดใน ทางฝ่ายวิญญาณ ก็มีความทุกข์ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ให้รู้ เสียทีว่า มันมีความทุกข์ เป็นความทุกข์. เมื่อประสบ ความสำเร็จ เป็นความสุข ความพอใจ คนในโลกก็หลงใหล พอใจหลงใหลไปเลย ไม่ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ; ถ้าจะให้ความเติบโต ทางฝ่ายวิญญาณมันควบคู่กันไปด้วย ก็ดูให้ดีว่าความทุกข์ ความเอร็ดอร่อย ความสนุกสนาน เพลิดเพลินนี้ มันคืออะไร. ถ้าดูเป็นแล้วก็จะไม่หลง, ไม่หลงใหลอย่างที่คนเขาหลงกันอยู่เดี๋ยวนี้ คือหลงเอาเรื่องอบายมาเป็นเรื่องบุญ เรื่องสวรรค์อะไร. ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน เกียจคร้านทำการงาน คบคนชั่วเป็นมิตร เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว ที่จะเป็นอบายของความวินาศ ทั้งทางร่างกาย และทางวิญญาณ ; แต่คน ก็ไม่มองเห็น. แล้วคุณไปดูซิ, มันดื่มน้ำเมากันเท่าไรในประเทศไทยนี้ ? แล้วทำไม จะต้องดื่ม ? ทำไมจึงพอใจในความเหม็นของน้ำเมา ? ไม่มีสติในการดื่มน้ำเมา. คนจน ก็ใช้น้ำเมาอย่างเลวทั้งเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งอะไรต่างๆ ก็ยังทำอยู่ได้; นี่สิ่งเหล่านี้ ไม่สอนให้เลย. ผมอยากจะพูดว่า พวกที่ เรียนจบ มหาวิทยาลัยไปแล้วนี้ ตั้ง ๘๐ -๙๐ เปอร์เซ็นต์ เขาคง ไปดื่มน้ำเมา ใช่ไหม ? เมื่อคุณเรียนจบมหาวิทยาลัยไปแล้วนี้ ทุกคนนี่ ไม่มากก็น้อยแหละ ; ทำไมไม่สอนให้ว่า ไม่ควรจะดื่ม ไม่ควรจะแตะต้อง ; กลัว รัฐบาลจะไม่ได้ภาษีอย่างนี้หรือ ? นี่ดื่มน้ำเมา. เที่ยวกลางคืน ก็ไปดูอีกเถอะ ; ดูการ เล่นหัว ที่หลอกให้หลง ให้โง่ลงไปทุกที ! ก็ยังช่วยกันบำรุงการเล่นการหัวเหล่านั้น.

น.582 เล่นการพนัน นี้บางทีจะค่อยยังชั่วหน่อย เพราะเรานักศึกษา; แต่ก็ยังมีการพนัน อย่างอื่น ตลอดถึงลอตเตอรี่อะไรต่าง ๆ นี้ มันก็อยู่ในพวกการพนัน. เกียจคร้านทำ การงาน ลบคนชั่วเป็นมิตร นี้ยาก. ถ้าตัวชั่วเองแล้วก็ไม่รู้ว่าใครชั่ว ก็ต้องเอาคนชั่ว เป็นมิตรนั่นแหละ, แล้วก็ได้ชั่วกันไปใหญ่. เรื่องเกียจคร้านทำการงานนี้ อยากจะพูดว่า เป็นสัญชาตญาณบ้างก็ได้ เพราะ ว่าใคร ๆ ก็ไม่ค่อยอยากทำงาน ; อย่างสัตว์เดรัจฉานนี้ มันก็ไม่ค่อยอยากทำการงาน ถ้าไม่จำเป็น คือไม่อยากจะไปหากิน หรือไม่อยากจะไปออกกำลังอะไร. แต่มนุษย์นี้ ดีกว่า ; ควรจะเห็นว่า การทำการงานนี้ เป็นการทำประโยชน์ เป็นการประพฤติธรรม เป็นการสร้างสมรรถภาพอะไร ควรจะสนุกสนานในการงาน. ในการมีชีวิตอยู่อย่างโลก ๆ ที่ถูกต้องนั้น เป็นการเจริญเติบโตทางวิญญาณ พร้อมกันไปในตัว ; ผมหมายความอย่างนี้. ทำให้ถูกต้องถึงที่สุด : ในเรื่องฝ่าย ร่างกายอย่าไปหลงมัน ในแง่ใดแง่หนึ่ง, แล้วมันจะมีความเติบโตในทางวิญญาณพร้อม ๆ กันไป. เดี๋ยวนี้เราก็ได้ศึกษาเล่าเรียนหลักเกณฑ์เหล่านี้จากพุทธศาสนา. ฉะนั้น เรา จะสามารถทำให้มีการเติบโตทางวิญญาณได้ เร็วกว่าเราที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้เสียเลย. (ไม่มีคำถามอีก ท่านอาจารย์พูดต่อ) ถ้าไม่มีคำถาม ก็จะพูดเอง ให้หมดเวลาตามระเบียบที่กำหนดไว้. ผมคิด อยู่เหมือนกันว่า ทำไมจึงไม่ถาม ในประโยคที่พูดว่า ยิ่งอายุมากยิ่งเป็นหนุ่ม, ยิ่งเป็นหนุ่ม จนหนุ่มไม่รู้จักแก่. คุณคงเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว จึงไม่ถาม ว่าในด้านฝ่ายวิญญาณนั้น ยิ่งอายุล่วงไป วันเดือนปี ยิ่งเป็นหนุ่มมากขึ้น, ยิ่งเป็นหนุ่มมากขึ้น, ยิ่งเป็นหนุ่มมากขึ้น, จนชราพันหักหัวหงอก อายุ ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี แล้วยิ่งเป็นหนุ่มถึงที่สุด. นี้คุณฟังถูก หรือเปล่า ? ที่ว่า ไม่รู้จักแก่ เราเล็งในด้านจิตใจ ด้านวิญญาณ ; จิตใจนั้นได้อบรม ดีแล้วอย่างนั้น มีความชนะต่ออารมณ์ในโลกมากขึ้น, อารมณ์ในโลก กามารมณ์อะไร

น.583 ก็ตามเถอะ มันไม่ย่ำยีจิตใจของคนชนิดนั้นให้เดือดร้อน ระส่ำระสายเป็นทุกข์ มีความ สดชื่นเบิกบาน หรืออิสระยิ่งขึ้น ๆ ; เราจึงเรียกว่า เป็นหนุ่มยิ่งขึ้น ไม่รู้จักตาย. ด้านร่างกายนั้นชราลงไป ปรากฏเป็นรูปร่างของคนชรา ; แต่ด้านจิตใจนี้มันกลายเป็น หนุ่มเป็นสาวก็ได้ แล้วแต่จะสำหรับผู้หญิงผู้ชาย คือมีแต่ความสดชื่น มีแต่ชัยชนะแห่งจิต เหนืออารมณ์ เหนือโลก แล้วก็เลิกกัน. เรื่องร่างกายก็ปัดไปเป็นเรื่องของร่างกายไป ตามเรื่องของมัน ; ส่วนเรื่อง จิตใจ นี้ก็ อยู่อย่างไม่มีความรู้สึก ตัวกู - ของกู ไม่มีอะไรมาทำให้ยินดี, ไม่มีอะไร มาทำให้ยินร้าย, ไม่ขึ้นไม่ลง รวมทั้งไม่ร้อนไม่เย็น ไม่อะไรหมด. นี่ก็เรียกว่า เป็นความคงที่ สดชื่น แจ่มใส เบิกบาน เยือกเย็น สะอาด สว่าง สงบ อะไรที่คงที่ ถึงที่สุด. ถ้าเขาได้ปฏิบัติมาอย่างถูกต้อง ตามหลักของพระธรรมนี้ ยิ่งแก่ทางร่างกาย ก็ยิ่งหนุ่มทางจิตใจ, ยิ่งแก่ทางร่างกาย ยิ่งหนุ่มทางจิตใจ, แล้วก็ไม่รู้จักแก่อีกต่อไป จนวาระสุดท้าย. นี้ก็ยังเข้าใจยาก ; ขอให้ไปคิด ไปมองไว้เสมอ. ขอให้เรายิ่ง เป็นหนุ่มทางจิตใจ คือสะอาด สว่าง สงบ สดใส เยือกเย็นแจ่มใส มากขึ้น ๆ. หนุ่ม ทางร่างกายนี้ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่กี่ปี มันก็จะเริ่มแก่ ๆ ๆ จนแก่หง่อมแก่ชรา จนดู แทบจะไม่ได้แล้ว ทางร่างกายที่มีความแก่ ; แต่ในทางจิตใจให้มันยิ่งน่าดู - ยิ่งน่าดู - ยิ่งน่าดู คือมีความสดชื่นยิ่งขึ้น ๆ แล้วก็ ดับกันโดยไม่เหลือ ก็แล้วกัน. ดับไม่เหลือ ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น เขา เรียกว่าความหนุ่มนิรันดร ของสากล, เป็นของสากล ไม่รู้จักตาย, เป็นชีวิตที่สดใส นิรันดร. ความที่ไม่มีกิเลส ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนี้ จิตมีลักษณะอิสระ เหนือความเปลี่ยนแปลง มีความคงที่นิรันดร. ควรเตรียมไว้เสียแต่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าไม่เท่าไรมันก็ต้องแก่กันทุกคน อย่าทะนง ว่าเดี๋ยวนี้อายุไม่กี่ปี ยังไม่สนใจเรื่องความแก่. ความแก่ทางร่างกายทำให้ถูก แล้ว

น.584 ความหนุ่มทางจิตใจก็ทำให้ถูกให้มันสวนทางกันอยู่ ; ยิ่งอายุมากก็ยิ่งสดชื่น ยิ่งแจ่มใส ยิ่งฉลาด ยิ่งชนะ ยิ่งรู้หมด. นี้ควรจะเรียกว่า ความเบิกบานเหมือนกับความหนุ่ม ไม่ใช่เด็กแล้ว แล้วก็ไม่ใช่คนแก่ด้วย อยู่ในระยะสูงสุดของความสดใสและเบิกบาน เรียกว่าความหนุ่ม, เป็นของนิรันดรได้ เมื่อเดินถูกทางของเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. นี้ก็เป็นคำพูดอุปมา คำว่า "หนุ่มที่ไม่รู้จักแก่" หรือว่า บานที่ไม่รู้จักโรย เป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งเขาเรียกดอกบานไม่รู้โรย แต่เขาก็มองเห็นนิดเดียว. ถ้าจะบาน ไม่รู้โรยจริง ๆ มันต้อง เป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ ; เข้าถึงธรรมะขั้นโมกขธรรม ขั้นอมตธรรม แล้วจึงจะมีลักษณะอย่างที่เรียกกันว่า บานไม่รู้จักโรยอีกต่อไป โดยแท้จริง. อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระหรือเป็นไปไม่ได้, พยายามศึกษาไป เรื่อย ๆ : ทำอย่างไรจิตใจของเราจึงจะคงที่ อยู่ในความคงที่ คือทุกข์ไม่เป็น, มีความ ทุกข์กับเขาไม่เป็น. ที่มาให้รักก็ไม่รัก, ที่มาให้เกลียดก็ไม่เกลียด, หรือมาให้อะไร ก็ไม่เอาทั้งนั้น มันคงที่, จะเรียกว่าสมดุลย์ก็ได้ น่าฟังกว่า. ถ้าเอียงไปชอบ ก็เอียง ไปทางหนึ่ง ถ้าเอียงไปรักก็ไปทางหนึ่ง ถ้าเอียงไปเกลียดไปโกรธก็ไปอีกทางหนึ่ง มันไม่ สมดุลย์ ; เมื่อไม่สมดุลย์ก็ไม่เป็นอิสระ ก็โกลาหลวุ่นวาย, ถ้ามีความสมดุลย์ก็สงบ มีลักษณะของความสะอาด สว่าง ไสว อยู่ด้วย. พยายามดำรงชีวิตให้ใกล้เข้าไป, ใกล้เข้าไป กับภาวะเช่นนี้ คือความเติบโต ทางวิญญาณ เรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะถึงที่สุด แล้วคู่กันไปกับการดำรงชีวิตทางฝ่ายวัตถุ คือ ประกอบอาชีพหากินหาเลี้ยงชีวิตไป; แต่อย่าได้ถือว่า ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญเลย ; มีชีวิตฝ่ายร่างกายผ่ายเนื้อหนังนี้ทรงอยู่ เพื่อเป็นภาชนะรองรับความเติบโต ในทางฝ่าย วิญญาณก็แล้วกัน. อย่าไปหลงความเติบโตฝ่ายเนื้อหนัง ให้มันเป็นเพียงปัจจัย อุปกรณ์ชั่วคราวชั่วขณะเรื่อย ๆ ไป; อย่าไปหลงเป็นเรื่องสุดยอด แต่ไปมุ่งสุดยอดใน ทางฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมันจะมีได้โดยอาศัยความเป็นอยู่อย่างถูกต้องในทางฝ่ายร่างกายนี้.

น.585 ฉะนั้น เราไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อกิน เพื่อถาม เพื่อเกียรติ จึงไม่ต้องหลงในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; จะมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไป. นี่เป็นการเติบโต ทางวิญญาณเรื่อยไป ก็จะถึงปลายทาง คือเติบโตทางวิญญาณได้. เดี๋ยวนี้ฝ่ายวัตถุนิยม materialism ขนาดสูงสุดนี้ มันก็เป็นแต่เรื่องทางฝ่าย ร่างกายหรือเนื้อหนังทั้งนั้น. โลกในปัจจุบันนี้กำลังเป็นโลกของวัตถุนิยม ไม่มองใน ด้านจิตใจ ไม่อยากจะมอง, แล้วคอยคัดค้าน คอยนั่นนี่อยู่ตลอดเวลา โดยที่เขาเห็นว่า เราจะสร้างสันติภาพขึ้นในโลกได้ ด้วยความสมบูรณ์ทางวัตถุ. นี้ผมเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ยิ่งสมบูรณ์ทางวัตถุ คนก็ยิ่งเห็นแก่ตัว, จะต้องออกกฎหมายมาปราบปรามการกระทำ ที่เห็นแก่ตัว ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. ขอให้ถือเอาประโยชน์ทางวัตถุ หรือความเจริญทางร่างกาย เป็นเพียง ภาชนะสำหรับรองรับความเติบโตทางวิญญาณ กันดีกว่า. ถ้าทุกคนมีความเติบโต ทางวิญญาณกันพอสมควรแล้ว ไม่มีใครเห็นแก่ตัว โลกนี้ก็ไม่มีการเบียดเบียน. นี่ขอให้ ดำรงชีวิตกันอย่างถูกต้อง ในลักษณะนี้ ก็จะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัท คือหมู่คณะ แห่งคน ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. เวลาหมดแล้ว ปิดโรงเรียน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต