Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑๙ — การศึกษา

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.531 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๙ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การศึกษา. ขอทบทวนให้ระลึกนึกถึงคำว่าประยุกต์ไว้เสมอ. เราต้องการจะ เอาหลักการชั้นที่เป็นหัวใจหรือเนื้อแท้ของพุทธศาสนา มาใช้ประยุกต์ให้ได้ใน ชีวิตประจำวัน ; นี้เป็นความมุ่งหมาย. อย่างที่เราได้กล่าวมาแล้วตาม ลำดับ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เขาถือกันว่า เป็นโลกุตตรธรรมเหนือความจำเป็น สำหรับมนุษย์ เอามาใช้กับมนุษย์ไม่ได้ พ้นวิสัยแล้ว อย่างนี้เป็นต้น; แต่ เราก็ได้เอามาทำการประยุกต์ได้ทุกเรื่อง. ๕๐๓

น.532 เอาโลกุตตรธรรมมาประยุกต์ใช้ได้ พุทธศาสนาจึงมีค่ามาก ขอให้สังเกตดูในเรื่องที่แล้วมา เช่น ให้ มองชีวิตนี้ในลักษณะที่เป็นการ เดินทาง, แล้วก็มีหลักของพระพุทธศาสนาเป็นแนวทาง กระทั่งว่าโดยไม่ต้องมีตัวตน คือโดยไม่ต้องมีความรู้สึก ที่รู้สึกอยู่ว่าเป็นตัวตน, สามารถที่จะ เอาชนะโลกธรรม ซึ่งเขาถือว่าเป็นของธรรมดาโลก คู่กับโลก ต้องมีในโลก นี้ก็ได้, แล้ว รู้จักกามารมณ์ ในฐานะเป็นสิ่งเกิน แต่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลของสัตว์โลกเป็นอย่างยิ่ง นี้ก็ต้อง การจะเอาชนะให้ได้. แล้วก็ได้พูดกันถึงวิธีชนะ ตามแบบของพุทธศาสนา ซึ่งเป็น การชนะที่ไม่กลับแพ้, แล้วก็ชนะได้จริง, ชนะอุปสรรคก็ได้, ชนะธรรมชาตินั้น ก็ยังได้ ชนะบุคคลที่เป็นข้าศึกศัตรูก็ได้, กระทั่งชนะกิเลสเป็นข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นเหตุ ให้ชนะความตายได้. ในครั้งพุทธกาล มีคำที่เขาพูดกันอยู่มากคำหนึ่งก็คือ อมตธรรม - ธรรมคือ ความไม่ตาย หรือธรรมที่ทำให้เป็นคนที่ไม่ตาย มีความหมายในระดับเดียวกับคำว่า โมกขธรรม แล้วออกแสวงหาโมกขธรรมกันอยู่เป็นธรรมเนียม ซึ่งหมายถึงอมตธรรม นั่นเอง ออกไปเสียได้จากปัญหาความทุกข์ กระทั่งความตาย. ถ้าพูดอย่างนี้คนก็ไม่ เข้าใจ จะเอาชนะความตายได้อย่างไร ; แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องตาย ที่เรียกว่านิพพาน ทุกคนก็ต้องตาย เห็นกันอยู่ จะเรียกว่า เอาชนะความตาย หรือไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นี้ได้อย่างไรกัน. นี่คือใจความสำคัญที่ต้องนำมา ประยุกต์ คือให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง แล้วเอามาใช้ให้ได้กับคนที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันว่ามีความเกิด มีความแก่ มีความเจ็บ หรือ มีความตายเป็นต้น. จะเป็นผู้ชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างไรกันนั้น, ถ้าเข้าใจ ถ้อยคำเหล่านี้ และความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ได้เท่านั้นแหละ จึงจะทำการประยุกต์ คือเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ตามความมุ่งหมายของการบรรยายใน ชุดนี้ คือจะเอาโมกขธรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลา.

น.533 จะยก ตัวอย่าง เรื่องว่า "เอาชนะความตายได้" นี่ก็มีความหมายที่อธิบาย ได้หลายแง่หลายมุม. ในระดับทั่ว ๆ ไปของชาวบ้านตามธรรมดานั้น เขาจะเล็งถึงข้อที่ ว่า ต่อไปนี้จะไม่ต้องเกิด และไม่ต้องตายอีกต่อไป; นี่ไม่ใช่ความมุ่งหมายอย่างนั้น. ที่ถูกที่จริงไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น ; มุ่งหมายว่า ที่อยู่เดี๋ยวนี้ ที่ร่างกายมันจะต้องเข้า โลงไปในวันหนึ่งนั้น เป็นแน่นอนนั้น ก็ยัง จะเอาชนะความตายให้ได้ ถ้าจะดูเรื่องในครั้งพุทธกาล ที่เขาแสวงหาอมตธรรม แล้วไปพบอมตธรรม ถึงกับเอาไปบอกเพื่อนต่อ ๆ กันไป; อย่างที่ว่า พระตถาคตทรงแสดงธรรม ว่าธรรม ทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด แล้วทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นและความดับแห่ง ธรรมเหล่านั้นด้วย. พอผู้ฟัง ฟังเข้าใจเท่านั้น ก็รู้สึกได้ทันทีว่า อ้าว, นี่คือสิ่งที่ทำความ ไม่ตาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มันมีแต่สิ่งซึ่งเป็นเหตุ และสิ่งที่เป็นผล, เป็นไปตามเรื่อง ของสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล, ไม่ได้มีตัวเราหรือของเรา ซึ่งจะเป็นตัวเกิด หรือจะเป็น ตัวตาย. หมายความว่าจะต้องรู้สึกชัดเจน ยิ่งไปกว่าเข้าใจเสียอีก ว่าไม่มีตัวตน มีแต่ สิ่งที่เรียกว่าเป็นเหตุ และสิ่งที่เรียกว่าเป็นผล ; ถ้าหยุดเหตุเสียได้มันก็ไม่มีผลอะไรอีก ต่อไป. ฉะนั้น หยุดเหตุคือความเขลา ความโง่ ว่ามีตัวเรา - มีของเรา เสียได้ มันก็ ไม่มีผล ซึ่งมีตัวเราที่จะต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย เป็นต้น อีกต่อไป. ผู้ที่ได้ฟังเพียงเท่านี้ ก็รู้สึกว่าได้พบอมตธรรมหรือโมกขธรรม หรืออะไร แล้วแต่จะเรียก คือความรู้ที่ทำให้หมดความรู้สึกหมายมั่นเป็นตัวเรา - เป็นของเรา หรือ ว่าเป็นตัวเป็นตน - ของตนก็ตาม ; อย่างนี้เรียกว่าชนะความตายได้ ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ และร่างกายนั้นก็ยังจะต้องเข้าโลงเป็นแน่นอน. แต่ส่วนข้อเท็จจริง หรือความรู้สึกอันแท้จริงของจิตใจนั้น ไม่รู้สึกว่าเรามี หรือเราตาย หรือเราเข้าโลง. ชนะความตาย ในที่นี้ หมายถึงความตายนั้นไม่เป็นปัญหาแก่เราอีกต่อไป, ไม่คุก คามเราให้หวาดกลัวหวาดเสียวอีกต่อไป ก็หมายความว่าไม่มีความทุกข์ใด ๆ ด้วย ที่เนื่อง กันอยู่กับปัญหาเรื่องความตาย ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ชนะความตาย.

น.534 นี้เป็นตัวอย่างของธรรมะที่กล่าวไว้ในลักษณะที่ต้องตีความให้ถูกต้อง แล้วก็ ต้องเอามาใช้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันแต่ละคนและแต่ละวัน ; อย่าให้ เราต้องรู้สึกว่ามีตัวเราที่จะต้องตาย ที่นี้ใจคอก็สบาย ว่าง โปร่ง เป็นอิสระอยู่เหนือการ บีบคั้นของความตาย ; จะทำการงานอะไรก็ได้ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักอกหนักใจหรือ อะไรทั้งนั้น ฉะนั้น การชนะความตายในที่นี้มีความหมายอย่างนี้ และประยุกต์ได้ใน ชีวิตประจำวัน ในลักษณะอย่างนี้. นี้เรียกว่าได้มีอมตธรรม ได้รับอมตธรรม ได้รู้รส ของอมตธรรม เป็นต้น ; เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดว่า แม้แต่เรื่องของความตาย หรือเรื่องอมตธรรมก็เอามาประยุกต์ได้ หรือจะถือว่าเป็นเรื่องสุดท้ายของทุกเรื่องก็ได้. ขอให้กำหนดไว้ในใจสำหรับจะเข้าใจคำว่า "ประยุกต์" ซึ่งใช้ประยุกต์ แก่ธรรมะที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา ให้คนที่เป็นมนุษย์ตามธรรมดา ได้รับประโยชน์ จากสิ่งเหล่านี้ ทำให้พุทธศาสนาไม่เป็นหมัน คือใช้ประโยชน์ได้จริง แล้วคนที่นับถือ พุทธศาสนาก็ไม่เป็นหมัน ได้ใช้ชีวิตของตนให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ; จึงขอให้ท่านทั้งหลายมองเห็นค่าของการประยุกต์ ว่ามันมีค่ามากถึงอย่างนี้ และให้เห็น ความจำเป็นว่ามันจะต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เป็นหมันเปล่า เสียเวลาเปล่า. การเอาธรรมะมา ประยุกต์ให้ได้ในชีวิตเป็นประจำวันของคนธรรมดานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าไม่ทำมันก็เป็น หมันเปล่า, นอกจากธรรมะเป็นหมันเปล่าแล้ว ชีวิตนั้นก็เป็นหมันเปล่าด้วย. เพื่อ ไม่ให้เป็นหมันเปล่า เราก็ต้องรู้ว่า จะประยุกต์ธรรมะให้เข้ากันกับชีวิตนั้นอย่างไร, และ ประยุกต์ได้ทุกระดับ กระทั่งธรรมะในระดับสูงสุด ที่เรียกว่าโมกขะ หรือความหลุดพ้น ที่เรียกว่าอมตะ คือไม่ตาย หรือเรียกว่านิพพานคือเย็นสนิท อย่างนี้เป็นต้น. ควรรู้จักประยุกต์เรื่องการศึกษาตามแบบพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้ผมเห็นว่า เราได้พูดกันมาถึง ๑๘ ครั้งแล้ว ก็ควรจะเข้าใจคำว่า ประยุกต์กันอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะได้พูดต่อไปถึงเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกัน หรือเป็นประโยชน์

น.535 แก่กัน ในการที่จะประยุกต์ธรรมะนั้นๆ: เรื่องนี้ก็คือเรื่องที่เราเรียกกันว่า การศึกษา ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับที่แล้ว ๆ มา คือเอายอดสุดของพุทธศาสนามาประยุกต์ให้กลายเป็น เรื่องของคนธรรมดา ดังนั้นในกรณีในวันนี้ ก็จะเอาเรื่อง การศึกษาในพระพุทธศาสนา ตามแบบของพระพุทธเจ้า มาประยุกต์ให้กลายเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดาสามัญในเวลานี้ ในโลกนี้ หรือที่นี่และเดี๋ยวนี้ ขอให้พยายามกำหนดจดจำ และพิจารณากันให้ดี ๆ. คำว่า "สิกขา" ในภาษาบาลีก็คือคำว่าศึกษา ในภาษาไทยเรานั่นเอง หาก แต่ว่าคำว่าศึกษาในภาษาไทยนี้ ไปถอดรูปมาจากรูปภาษาสันสกฤต ซึ่งมีคำว่าศึกษา เขียนด้วย ศ. ษ. นี้ก็ได้บอกแล้ว จะบอกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ว่า ภาษาไทยนั้นเขาถอดรูป มาจากภาษาสันสกฤตทั้งนั้น เพิ่งจะมาถอดรูปออกจากภาษาบาลีบ้าง ก็ในครั้งหลังๆ นี่เอง แล้วก็ไม่มากมายอะไร ; ภาษาไทย โดยทั่วไปก็ ถอดรูปมาจากภาษาสันสกฤต ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพวกพราหมณ์เขาเข้ามาเป็นครูบาอาจารย์สอนมนุษย์ในถิ่นนี้ คือถิ่นแหลมทอง หรือสุวรรณภูมินี้ ตั้งแต่สองสามพันปีมาแล้ว. พวกพราหมณ์ เขาใช้ภาษาสันสกฤต ถือว่าเป็นภาษาของนักศึกษา หรือ บางทีก็เลยเถิดไปถึงกับว่าเป็นภาษาของพรหม เป็นภาษาของพระเจ้า ; ส่วน ภาษาบาลี นี้ เป็นภาษาที่ถอดออก มาจากภาษาชาวบ้าน หรือภาษาปรากฤต ซึ่งถือว่าต่ำ เป็นภาษา ชาวบ้านไร้การศึกษา พูดจากันอยู่. พวกพราหมณ์เขาเอาภาษาสันสกฤตมาใช้สอน ; เมื่อถอดออกมาเป็นคำไทย ก็เป็นรูปที่ถอดออกมาจากสันสกฤต. ฉะนั้น คำว่าศึกษา คำว่าศาสนา คำอะไรต่าง ๆ นี้ เป็นรูปคำสันสกฤตจึงเขียนด้วย ศ แทนที่จะเป็น ส ; แต่ ถึงอย่างไร ก็ยังเป็นคำเดียว หรือเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง จะพูดว่าสิกขาอย่างภาษาบาลี ก็ได้ จะพูดว่าศึกษาอย่างภาษาสันสกฤตก็ได้ หรือจะพูดว่าศึกษาอย่างภาษาไทยเราก็ได้ เป็นคำ ๆ เดียวกัน ความหมายอย่างเดียวกัน.

น.536 การศึกษาของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อนิพพาน ทีนี้ ก็ดูต่อไปถึงข้อที่ว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร ? หรือ คืออะไร ? ข้อนี้ก็เห็นปรากฏชัดกันอยู่แล้วว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้านั้น เป็นไป เพื่อนิพพาน ; แล้วเราจะเอาการศึกษาเพื่อนิพพานนี้ มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คน ทุกวันนี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร ? เอาการศึกษาเพื่อนิพพานนั้นมาประยุต์ก แก่การศึกษา ของคนเราในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? ถ้าไม่ได้ ก็ไม่มีความเป็นพุทธบริษัทที่มากน้อย ; ต่อเมื่อทำได้นี่จึงจะมีความเป็นพุทธบริษัทที่พอตัว เพราะฉะนั้นเราจะได้ดูกันต่อไป. โดยทั่วไปเราก็ดูการศึกษาของคนในปัจจุบันนี้กันเสียก่อน ; โดยเฉพาะคน ไทยเรานี้ เขา ศึกษาเพื่ออะไรกัน ? เราจะเห็นว่าเขาศึกษา เพื่ออาชีพ ได้เงิน ได้ทอง ได้ เกียรติยศชื่อเสียง แล้วก็เป็นการศึกษาเพื่อบุคคล ของบุคคล โดยบุคคล เพื่อประโยชน์ แก่บุคคลนั้นๆ ; น้อยนักที่จะมีการศึกษาที่จะเขยิบขึ้นไปถึงเพื่อสังคม. นักศึกษาพูดถึง การศึกษา เพื่อการสังคม นั้น ดูจะพูดแต่ปาก หรือว่าการจะพูดเพื่อสังคมก็พูดได้ วางรูป โครงไว้ได้; แต่พอที่ปฏิบัติจริง ๆ แล้ว คนก็ปฏิบัติเพื่อตัวเอง เพื่อแต่ละบุคคล ไปเสียหมด. ประโยชน์ของบุคคลครอบงำจิตใจของบุคคลนั้นมากเกินไป จนถึงกับพูด ถึงเรื่องสังคมแต่เพียงปากพูด, แล้วประโยชน์ของบุคคลแต่ละคน มันก็ยังทำไม่หวาดไหว ยังไม่เป็นที่พอใจถึงที่สุดของตน ; แล้วจะเอาส่วนไหนที่จะเจียดไป เพื่อประพฤติ ประโยชน์หรือเพื่อการศึกษาที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคมนี้. ทีนี้ดูต่อไปอีกที่หนึ่งก็คือว่า ถ้าดีกว่าการศึกษาเพื่อสังคมขึ้นไปอีก ก็เป็นการศึกษา เพื่อมนุษยชาติ คือเพื่อความเป็น มนุษย์ของมนุษย์นั่นเอง. สรุปความสั้น ๆ อีกทีหนึ่งก็คือว่า : ศึกษาเพื่อบุคคล นี้ก็คือศึกษาเพื่อรู้จัก หาประโยชน์มาใส่กระเป๋าของตน แต่ละคน ๆ. ศึกษาเพื่อสังคม ก็เพื่อสังคมอยู่ด้วย ความสงบสุขเป็นสันติภาพ แต่แล้วก็ยังแบ่งเป็นสังคมที่มีความต้องการต่างกัน มันก็รวนเร.

น.537 ทีนี้ถ้าสูงขึ้นไป ศึกษาเพื่อมนุษยชาตินั้น หมายความว่า เพื่อความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ จะยังคงความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง อยู่ในโลกนี้ได้ตลอดกาลนิรันดร, ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ แก่คน ๆ หนึ่ง, หรือไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่คนเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ เป็นพวก เป็นคณะ ; แต่ว่าเพื่อความเป็นมนุษย์นั้นเอง อาจจะมีนักศึกษาบางคนที่เขาพูดว่าการศึกษานี้ทำคนให้ เป็นคน ไม่เคยพูดว่าทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์. การศึกษาที่ทำคนให้เป็นคน ก็คือให้เป็นคนรู้จักหาอะไรใส่กระเป๋าของตัวเอง ที่การศึกษาในโลกเขาจัดกันอยู่เดี๋ยวนี้ อวดอ้างว่าถึงขนาดนี้ ว่าทำคนให้เป็นคน ; แต่ ว่า เป็นคนที่รู้จักแต่จะหาอะไรมาใส่กระเป๋าของตัวเอง : เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ อะไรของตัวเองเท่านั้น จึงเกิดมีการเอาเปรียบ เกิดการรวนเรขึ้นในสังคม จน เป็นสังคมที่มีแต่ความยุ่งยาก เต็มไปด้วยปัญหา เป็นคนมี เป็นคนจน เป็นอะไรต่าง ๆ ; เพราะมีแต่คนที่จะหาประโยชน์ของคน เพื่อคนเท่านั้น. ถ้าจะ ศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ กันแล้ว มันก็ต้องรู้ความหมายของ ความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ได้หวังจะเอาประโยชน์มาใส่กระเป๋าของตน ; ต้อง การแต่จะให้มีความดี ความงาม ความถูกต้อง ความจริง ความยุติธรรมอะไรต่าง ๆ ของ มนุษย์อยู่กับมนุษย์ มีความเป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา. ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ แล้วจะเลยไปถึงมนุษยชาติ ซึ่งมีภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ; ถ้าอย่างนี้แล้วมันจะถึงระดับที่ไม่มีตัวตนหรือของตน ไม่มีตัวกู-ไม่มีของกู ไม่มีหมู่นั้น ไม่มีคณะนี้ ไม่มีสังคมนั้น ไม่มีสังคมนี้ ไม่มีประเทศนั้น ไม่มีประเทศนี้; แต่ว่ามัน มีแต่มนุษยชาติ คือชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ราวกับว่าเป็นคน ๆ เดียวกันหมดทั้งสากล จักรวาล. เดี๋ยวนี้ใครที่ไหนบ้างที่จัดการศึกษาด้วยลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ มุ่งหมาย อย่างนี้, ประเทศไหน หรือว่ากระทรวงศึกษาธิการของประเทศไหน ที่จัดการศึกษาเพื่อ

น.538 มนุษย์เป็นมนุษย์ เพื่อความคงอยู่แห่งมนุษยชาติอย่างนี้; เห็นมีแต่จัดการศึกษาเพื่อ ประโยชน์แก่ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ สามารถหาอะไรมาใส่กระเป๋าของตัวเอง, ดีกว่านั้นหน่อย ก็หาอะไรมาใส่กระเป๋าของประเทศชาติ ในแง่ของการเมือง เพื่อการต่อสู้ เพื่อการรบรา ฆ่าพันอะไรทำนองนี้. ทั้งนี้ก็เพื่อจะคุ้มครองประโยชน์ของแต่ละบุคคลอีกนั่นเอง ; ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่พ้นจากว่า เพื่อตัวกู - เพื่อของกู เพื่อพวกพ้องของกู: นี้เป็นการศึกษาแบบ ชาวบ้าน. คำว่า "ศึกษา" อย่างนี้ไม่มีในระบบของพระพุทธเจ้า หรือระบบศาสนาไหน ก็ตาม. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าเอาระบบของศาสนาเป็นหลักทุก ๆ ศาสนาที่มีอยู่ในโลกนี้ ในฐานะเป็นศาสนาแล้ว ไม่มีศาสนาไหนสอนเพื่อตัวกู - เพื่อของกู. การศึกษานั้น ล้วนเป็นไปแต่เพื่อความเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพื่อเข้าถึงความเป็น อันเดียวกันกับพระเป็นเจ้าบ้าง, หรือว่าเพื่อนิพพานโดยสมบูรณ์บ้าง, อย่างพวกพุทธ- บริษัทเรา มีการศึกษาเพื่อพระนิพพาน. การศึกษา นั้นจะเป็น ศีล เป็น สมาธิ เป็นปัญญา ; ต้องศึกษาฝึกฝนด้วย การปฏิบัติทั้งนั้น ไม่มีการเรียนอย่างจดไว้ในสมุด หรือแม้แต่จำไว้ในใจก็ยังใช้อะไร ไม่ได้ ; มันต้องเป็นตัวการปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัว คืออยู่ที่กาย วาจา ใจ เต็มไปด้วยการ ปฏิบัติที่ถูกต้อง. การกระทำอย่างนั้นเท่านั้น ที่จะเรียกว่า การศึกษาตามความหมาย แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งมีศึกษาอยู่สำหรับเป็นไปเพื่อนิพพาน. ฉะนั้น อย่าไปมัว เพ่งเล็งแต่ว่า จะต้องเรียน ต้องจด ต้องจำ ต้องท่อง อย่างนี้ไม่พอ, ต้องเป็นเรื่อง ของการขูดเกลาลงไปที่ตัวกิเลสตัณหา ไม่ให้เกิดอาการที่ผิดพลาดขึ้นมา ทั้งทางกาย ทั้ง ทางวาจา ทั้งทางจิต ; กระทำอยู่อย่างนี้เรียกว่าเป็นการศึกษา. ทำไปตามลำดับ ก็มี การบรรลุมรรค ผล ตามลำดับ กระทั่งมรรคผลขั้นสุดท้าย คืออรหัตผล ก็กลายเป็น เรื่องของนิพพาน.

น.539 การศึกษาตามแบบของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่เพียงอย่างเดียว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วมีผลเป็นนิพพาน ; นี้เรา จะเอามาประยุกต์ใช้ กับคนในโลกปัจจุบัน ที่มีการศึกษาอย่างในยุคปัจจุบันนี้ ได้อย่างไร ? การศึกษาในปัจจุบัน เพิ่มความเห็นแก่ตัวลึกซึ้ง พวกคุณทุกคนก็เป็นนักศึกษา เรียกตัวเองว่านักศึกษา ; ฉะนั้น ผมเห็น ว่ามันเหมาะแล้วสมควรแล้วที่จะพูดกันถึงเรื่องการศึกษาในวันนี้ ให้ชัดเจน. ขอย้อน กลับไปพูดกันถึงเรื่องการศึกษาของคนในทุกวันนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เขาศึกษาเพื่อประโยชน์ แก่บุคคล เพื่อกระเป๋าของบุคคล, ดีไปกว่านั้นก็เพื่อประโยชน์แก่กระเป๋าของสังคม ที่รับผิดชอบร่วมกัน เช่นประเทศเดียวกัน หมู่คณะเดียวกันอย่างนี้เป็นต้น. เขาไม่ได้ ศึกษาเพื่อมนุษยชาติ เพื่อมนุษยธรรม ซึ่งเขียนไว้หลอก ๆ ทั้งนั้น เพราะอำนาจของการ เห็นแก่ตัวมากเกินไป ; ทำประโยชน์ของตัวก็ยังไม่สิ้นสุด ไม่เพียงพอ ไม่รู้จักอิ่มจักพอ แล้วจะไปทำเพื่อสังคมได้อย่างไร, ที่จะไปทำเพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ ซึ่งสูงหรือ ละเอียดไปกว่านั้น ก็ยิ่งทำไม่ได้เท่านั้นเอง. การที่จะมีการศึกษา อย่างที่เรียกว่าเจริญก้าวหน้า ที่จัดกันอยู่ในเวลานี้ทั่วไป ทั้งโลกนี้ มีอะไรที่ดีขึ้นบ้าง ? มันมีแต่พอกพูนความเห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว ลึกซึ้ง, ยิ่งฉลาดมากขึ้นไปอีก ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้นไปอีก, ยิ่งให้ฉลาดแต่เด็ก ๆ ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวไปตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นแก่ตัวอย่างลึกลับซับซ้อน อย่างที่ตัวเองก็ไม่ รู้สึก ว่าตัวเองนี้เห็นแก่ตัว. ฉะนั้น การที่จะจัดการศึกษาแบบนี้ อย่างในโลกปัจจุบันนี้ ให้มากขึ้นสักเท่าไร ก็ยิ่งทำให้โลกนี้เป็นโลกของบุคคลผู้เห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น. จะยิ่งเพิ่มจำนวนโรงเรียน จำนวนวิทยาลัย มหาวิทยาลัยให้มากขึ้นสักเท่าไร ก็เท่ากับยิ่ง เป็นการเพิ่มให้โลกนี้มีความเห็นแก่ตัว อย่างละเอียดลึกซึ้ง ซับซ้อนมากมาย วิจิตรพิสดาร มากขึ้นเท่านั้น.

น.540 ผมบอกตรงๆ ไม่กลัวใครโกรธว่า ไม่เลื่อมใสในการที่จะเพิ่มโรงเรียน เพิ่ม มหาวิทยาลัย เพิ่มอะไรต่างๆ อย่างที่กำลังจัด หรือกำลังเพิ่มกันอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่ามันมี แต่จะทำให้คนนั้นฉลาดในการที่จะเห็นแก่ตัว กอบโกยประโยชน์ใส่ตัวให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป เท่านั้นเอง ; เพราะว่าไม่มีการศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้า เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือการศึกษาที่ทำลายความเห็นแก่ตัว อย่างที่มีอยู่เป็นระบบว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ทั้งสามระบบนี้ไปแยกแยะดู ไม่ว่าระบบไหน เป็นเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น : - การศึกษาแบบพระพุทธเจ้ามีระบบ ศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องศีล ก็ ทำลายความเห็นแก่ตัว ในระบบชั้นศีล คือเท่าที่ศีลจะทำลาย ได้. เรื่อง สมาธิ ก็ บีบคั้นความเห็นแก่ตัว กดขี่ความเห็นแก่ตัว ตามที่ลักษณะ ของสมาธิมันจะทำได้ ก็เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน. แต่ขั้นสุดท้ายคือ ขั้นปัญญา นั่นแหละ เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ถึงรากถึงเหง้า จนให้หมด ความเห็นแก่ตัว. ข้อนี้ก็เคยเปรียบเทียบให้ฟังแล้ว ในการบรรยายครั้งต้น ๆ ว่าศีลมันก็ทำลาย กิเลสไปตามแบบของศีล, สมาธิตามแบบสมาธิ, ปัญญาตามแบบของปัญญา. เปรียบให้ ฟังด้วยการกำจัดวัชชพืช : - หญ้ารกเราไม่ต้องการ ถ้าว่าจะกำจัดกันใน ระดับศีล ก็คือว่าไปถากทั้ง ถากทิ้งอยู่บ่อย ๆ มันขึ้นมาก็ถากอีก ขึ้นมาก็ถากอีก ; แต่ก็ยังดีกว่าไม่ถาก. แต่ ระดับสมาธิ ก็หมายความว่าเอาอะไรไปทับไว้ เอาหินหรือเอาแผ่นกระดานอะไรไปทับไว้ พอรื้อออกมันก็ขึ้นมาอีก. ถ้ากำจัดกันระดับ ปัญญา ก็คือว่า ขุดขึ้นมาทั้งราก แล้ว เอาไปเผาไฟเสีย, แม้แต่ขี้เถ้าก็เอาไปละลายในแม่น้ำเสีย ให้มันสาสมกัน ; อย่างนี้ มันจึงจะหมดสิ้น. ฉะนั้น ระบบทำลายความเห็นแก่ตัว โดยศีล โดยสมาธิ โดย ปัญญา เป็นการศึกษาตามแบบของพระพุทธศาสนา ซึ่งทรงแสดงไว้โดยพระพุทธเจ้า เสร็จการศึกษานี้แล้ว ก็มีนิพพานเป็นรางวัล.

น.541 จะประยุกต์การศึกษา ก็ต้องรู้เรื่องความเห็นแก่ตัวก่อน การที่จะมาประยุกต์กับคนสมัยนี้ เหตุการณ์สมัยนี้หรือการเป็นอยู่ในระดับนี้ ได้อย่างไร ? ต้องได้โดยความหมาย คือ ใน ชั้นแรก พอเข้ามา ก็ต้องปะทะกันเข้ากับ ระบบการศึกษาของคนที่เห็นแก่ตัว ที่เป็นอยู่ในโลกนี้. ในเวลานี้ตลอดทั้งโลก เขา หน้ามืดแต่ด้วยความเห็นแก่ตัว ; ยิ่งศึกษายิ่งเห็นแก่ตัว, ยิ่งมีโอกาสกอบโกยก็ยิ่งเห็น แก่ตัว ; เขาเป็นอยู่กันอย่างนี้ มีการศึกษาอย่างนี้. จะจริงหรือไม่จริงคุณก็เป็นนักศึกษาอยู่ ในเวลานี้ แล้วก็ไปแยกแยะดู ; ไปชะเง้อดูไปถึง ระบบการศึกษาชั้นสูงสุด ของประเทศ หรือมหาประเทศ ที่ว่าเจริญด้วยการศึกษา มันก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า แล้ว ยิ่งเห็นแก่ตัว จัดกว่า เพราะว่ามหาประเทศเขามีอำนาจ เขามีโอกาสที่จะทำการเห็นแก่ตัวได้มากกว่า ; การศึกษาของเขาก็ช่วยให้คนของเขาเห็นแก่ตัว และเอาเปรียบคนอื่นได้มากขึ้น. ทีนี้ จะเอา การศึกษาชนิดของพระพุทธเจ้า ที่ทำลายความเห็นแก่ตัว เข้ามาจับกันนี้ในครั้งแรก มันก็ต้องปะทะกันอย่างยิ่ง, เอาความไม่เห็นแก่ตัวมาใส่ให้ แก่บุคคลผู้เห็นแก่ตัวนี้ กลืนไม่ลงแน่ เว้นไว้แต่จะให้เขาเห็นโทษของความเห็นแก่ตัว กันเสียก่อน. อย่างว่าโลกนี้ ในสมัยปัจจุบันนี้ มีภาวะอย่างไร แล้วต่อไปข้างหน้าก็ พอจะมองเห็นได้ว่าจะมีภาวะอย่างไร ? จะมีแต่การเบียดเบียนที่ประณีตละเอียดลึกซึ้ง มี สงครามร้อน คือสงครามตรง ๆ แล้วมีสงครามเย็น สงครามใต้ดิน คือสงครามโดยอ้อม อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ถี่ยิ่งขึ้น แล้วก็ครอบงำไปทั้งโลก ยิ่งขึ้นกว่าแต่กาลก่อน ; เพราะ ว่าโลกเดี๋ยวนี้มันเล็กลง ๆ จนเหลือสักเท่าฝ่ามือก็ไม่ได้แล้ว ฉะนั้น การเดือดร้อนมันก็ คลุมทีเดียวทั้งโลกได้ ยิ่งกว่าสมัยโบราณ. ถ้าเราจะเอาการศึกษา ของพระพุทธเจ้า เข้ามาประยุกต์กับการศึกษาของ โลกปัจจุบันนี้ ก็ต้องชี้กันในข้อนี้ก่อน ; ให้ทุกคนเกิดความสลดสังเวชว่า อยู่กันอย่าง ทนทุกข์เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นมากขึ้นทุกที, แล้วก็เพราะการศึกษาชนิดที่กำลังจัดอยู่นี่

น.542 ที่มันเพิ่มความเห็นแก่ตัวเสียเรื่อยไป ยิ่งศึกษาให้เร็วให้ฉลาดให้ละเอียดลึกซึ้ง มันก็ยิ่ง เห็นแก่ตัวลึกซึ้ง. ฉะนั้น ขอท้าทายไว้แต่เดี๋ยวนี้ ให้คอยดูผลของการศึกษา ที่ว่าจัด กันอย่างก้าวหน้า ; ถูกแล้ว, ก็ก้าวหน้า แต่ว่าก้าวหน้าไปในทางที่เห็นแก่ตัวอย่าง ลึกซึ้งกว่าแต่ก่อน ; ไม่ใช่ว่าคลายความเห็นแก่ตัว หรือคลายโลภะ โทสะ โมหะ แต่ ทำให้มีโลภะ โทสะ โมหะ ชนิดที่ประณีตละเอียดเข้าใจยากยิ่งขึ้นไป โดยสมควรแก่ การศึกษา. ต้องรู้ว่าจัดการศึกษาอย่างโลก ๆ เป็นเรื่องร้อน ทีนี้ ก็เห็นได้ชัดทันทีว่า การศึกษา อย่างที่มีกันอยู่ ในโลก ปัจจุบันนี้ เป็น การศึกษาเพื่อผลคือความร้อน, การศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้าเป็นไปเพื่อผล คือความเย็น. ข้อนี้ไม่ต้องเทียบเคียง ไม่ต้องอ้างเหตุผลอย่างอื่น ; เพราะว่าคำว่า "นิพพาน" นั้น แปลว่าเย็น. คำว่า "นิพพาน" นี้ถ้าพวกคุณยังไม่ทราบ ยังใหม่ต่อการศึกษาเกินไป ก็รู้ เสียเดี๋ยวนี้ว่า คำว่า นิพพาน นี้แปลว่า เย็น ; เป็นภาษาชาวบ้านพูดกันอยู่ตามธรรมดา ในบ้านในเรือนในครัว ถนนหนทาง. ถ้าพูดคำว่านิพพานแล้วก็ต้องหมายถึงว่าเย็น คือของที่ร้อนอยู่เย็นลง กิริยาอันนั้นเรียกว่านิพพาน ; ภาษาชาวบ้านธรรมดาแท้ ๆ แล้วก็ถูกยืมไปใช้ในระดับของธรรมะชั้นสูง คือการเย็นลงแห่งกิเลสซึ่งเป็นของร้อน. กิเลสก็เป็นของร้อน, ความทุกข์ก็เป็นของร้อน, เมื่อของสองอย่างนี้เย็นลง ๆ กิริยานั้น เรียกว่านิพพาน ; ไม่ใช่ตั้งคำพูดขึ้นมาใหม่ แต่ไปเอาคำพูดของชาวบ้านที่พูดกันอยู่ ตามบ้านนั้นมาใช้ ก็เรียกว่าเย็นลงทางวิญญาณทางจิตใจ เรียกว่านิพพาน. ดังนั้น เราจึงพูดได้เต็มปากว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้านี้เป็นไปเพื่อผล สุดท้าย คือความเย็น แต่การศึกษาของคนในโลกในปัจจุบันนี้ เป็นไปเพื่อผลสุดท้าย คือความร้อน. "ร้อน" ในที่นี้ก็หมายถึงว่าเป็นทุกข์เร่าร้อนทรมานจิตใจ, กระทั่งเป็น

น.543 การเร่าร้อนเพราะการเบียดเบียนกันไม่มีหยุดหย่อนในโลกนี้. เดี๋ยวนี้เราก็มีภัยสงคราม หวาดภัยสงคราม หวาดภัยจากผลสะท้อนที่ยังหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับสงครามอะไรเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ; นี้มันก็ร้อน คือร้อนใจ จากสงครามที่เป็นผลของการศึกษา ชนิดที่ ทำให้คนรู้จักเห็นแก่ตัว แล้วเอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้น. ทีนี้ การศึกษา อย่างที่ให้กันอยู่ ในโลก เวลานี้ มันไปสรุปอีกอย่างหนึ่งว่า เพื่ออยู่ดีกินดี ; แต่อยู่ดีกินดีตามแบบของคนพวกนี้ก็คือ ยิ่งร้อน เพราะว่าเรายิ่งต้อง การให้มันมากขึ้น ๆๆ ประณีตละเอียด อย่างอกอย่างใจมากขึ้น ก็ยิ่งร้อนในเมื่อไม่ได้ เพราะอยากมากเกินไป ก็ยากที่จะได้เต็มตามที่ต้องการ ก็ยิ่งร้อน. เดี๋ยวนี้คนในโลก มีชีวิตอยู่ด้วยความอยากในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมี ต้องใช้นั้นมากขึ้น ; มันอยากไปโดย ไม่รู้สึกตัว อยากไปด้วยความโง่เขลา. คนชั้นบัณฑิต นักปราชญ์ มีสติปัญญา เขายังชอบใส่เสื้อลาย คือที่ลาย แปลก ๆ เป็นสัตว์ป่านั้นยิ่งชอบ; นี่มีประโยชน์อะไร เขามีความคิดอย่างไร. สัตว์ป่ามีลวดลาย เช่นเสือเป็นต้นนี้ มันต้องมีลวดลายเอาไว้ขู่ศัตรู ; เพราะมันยังเป็น สัตว์ป่า มันไม่มีอะไรคุ้มครองป้องกัน จึงเอาลวดลายที่น่ากลัวนี้เป็นเครื่องคุ้มครองป้อง กัน มันจึงมีลวดลายอย่างนั้นอย่างนี้. สัตว์สี่เท้าอยู่ตามดินก็ดี นกอยู่บนฟ้าก็ดี มันมี ลายเพื่อขู่ศัตรูไปตามแบบของสัตว์ป่า ที่ยังไม่มีสติปัญญา ; นี่คนไปใช้เสื้อลายอย่างนั้น เข้า มันก็ย้อนกลับไปมีจิตใจเหมือนสัตว์ป่า ไม่มีความปรกติหรือว่าเป็นไปเพื่อความ เกลี้ยงเกลา หรือความหยุด ความยอมอะไรเลย. นี้เป็นตัวอย่างที่น่าหัวเราะที่สุด ว่าเรายิ่งทำตัวเราให้ลำบาก ; ถ้าเราไม่ ต้องย้อมต้องเขียน ก็เปลืองน้อย, ถ้าเราต้องย้อมต้องเขียนเข้าอีกมันก็เปลืองมาก มันก็คือแพงไปโดยที่ไม่จำเป็น. อย่างนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงว่า เราไปขยายมันให้มัน มากออกไป ในทางที่ไม่จำเป็นจะต้องขยาย แล้วก็เรียกว่าเพื่อการอยู่ดีกินดี ; นี้ก็เลย

น.544 ผืนกันกับหลักของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสว่าต้อง "กินอยู่แต่พอดี" กินอยู่แต่พอดี อย่าไปกินดีอยู่ดีเลย. เดี๋ยวนี้ การศึกษาระบบไหนในโลก ที่สอนว่า "กินอยู่แต่พอดี" ? มันมี แต่ว่า กินดีอยู่ดีแล้วไม่มีขอบเขต ที่กำหนดไว้ว่าเท่านั้นเท่านี้ มันก็ขยายเรื่อย ๆ ไป จนไม่รู้จักอิ่ม. นี้ก็คือร้อน ร้อนเพราะอยากจะกินดีอยู่ดี ถ้าจิตใจเป็นเสียอย่างนี้แล้ว ; แม้ได้มากินอยู่ในปากแล้ว เคี้ยวอยู่แล้ว ก็ยังหิว เพราะมีความอยากที่รุดหน้าออกไป หารสอย่างอื่นเรื่อยไป ไม่มีอะไรทำความพอใจให้ได้. จงดูคนที่เขากินอาหารชั้นสูง ชั้นดีแพง ๆ นั่นกินด้วยความตะกละ ซึ่งส่อให้เห็นได้ว่า ไม่รู้จักพอใจ หรืออิ่มใจได้. ไปดูคนโบราณ กินข้าวกับน้ำพริกปลาแห้งนี้ เขาก็ยังไม่ได้มีอาการอย่างนั้น เพราะไม่มี อะไรชวนให้เกิดอาการตะกละ; เพราะฉะนั้น การกินของเขาก็ยังเย็นกว่า ที่พวกคน ร่ำรวยมั่งมีเขากินกันในสมัยนี้ คือยิ่งแพงเท่าไรยิ่งดี ยิ่งแปลกเท่าไรยิ่งดี นี่เรียกว่ามันร้อน. การที่มีการศึกษาเพื่อให้ไม่หยุดไม่พอ ไม่มีขอบเขตในกิเลสตัณหานี้ มันก็เป็นของร้อน, ยิ่งเรียนยิ่งร้อน ยิ่งก้าวหน้ายิ่งร้อน เป็นการศึกษาที่ร้อน. รู้จักแก้ไขเรื่องร้อน ๆ แล้วแก้ไขให้ศึกษาเรื่องเย็น ๆ ต้องรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมานี้ก่อน หรือยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ก่อน จึงจะ เอามาประยุกต์กันได้ สำหรับการศึกษาของสังคมเป็นส่วนรวม ; ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง เราก็ปลีกตัวเราคนเดียวออกมาเสียได้ เพื่อมามีการศึกษาแบบที่จะทำให้เย็น แล้วเกิดการ แบ่งเป็น ๒ ภาค : ภาคหนึ่งก็ศึกษาไปสำหรับหาประโยชน์ใส่กระเป๋าให้มาก มันก็ ร้อนไป; แต่พร้อมกันนั้นก็ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปด้วย เพื่อสะกัดความร้อน เหล่านั้นออกไป ให้มีความเย็นปนอยู่บ้าง. นี้เรียกว่าเป็นการปะทะกันในชั้นแรก, ในชั้นต่อมา ก็จะปรับให้เข้ากันได้ ยิ่งขึ้นทุกที ไม่ขัดขวางกันเลย. เรามีสติปัญญารู้ธรรมะที่ทำความเย็นนี้เพียงพอ แล้วก็

น.545 ไปทำการศึกษาอย่างที่ทำการศึกษาอยู่อย่างโลก ๆ นั้นแหละจะทำได้ ; อย่าไปเขลาตาม ที่คนบางคนเขาพูด ว่ายิ่งเรียนธรรมะมากขึ้นเท่าไร ยิ่งไม่อยากทำอะไร, ยิ่งไม่อยาก เรียนอะไร ยิ่งไม่อยากก้าวหน้า. นี้เป็นคนโง่พูด, แล้วจะหลับตาพูดเสียด้วย ไม่ได้ ดูให้ดี ๆ ว่าถ้าทำอย่างนี้เป็นการกระทำของคนโง่ จะเป็นการกระทำของพระพุทธเจ้าหรือ ของพระอรหันต์ไม่ได้ ; แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ท่านก็ทำการศึกษาอยู่อย่างนี้ มีผลของการศึกษาอยู่อย่างนี้ ท่านกลับทำประโยชน์ให้มีสันติภาพในหมู่ของมนุษย์ได้. เราจงดูให้ดีว่า เรื่องร้อน ๆ ของเรานี้มัน แก้ไขได้ โดยเรื่องเย็น ๆ ของ พระพุทธเจ้า ; เอาเรื่องเย็น ๆ ของพระพุทธเจ้ามากำกับเข้าไว้ในชีวิตนี้ แล้วก็ทำไป ตามที่ควรจะต้องการในโลกนี้. จะศึกษาเพื่อประกอบอาชีพก็ทำได้ ; มีอาชีพมั่นคง แน่นแฟ้นเหลือเพื่อเหลือล้นแล้วก็ช่วยผู้อื่นได้ ไม่ต้องกลัว. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ นั้นทำการศึกษาก็ได้, หาเงินก็ได้, บริโภคผลนั้นก็ได้, ช่วยผู้อื่นก็ได้ ; แต่ว่าเป็นไป ในลักษณะที่ถูกต้องหรือพอดี ไม่เพ้อไม่ขาดไม่ผิดพลาด. เดี๋ยวนี้เรา ปล่อยให้กิเลสตัณหาลากจูงไป มันก็เพื่อเป็นส่วนใหญ่ ; เด็ก ๆ เรียนด้วยความหิว แล้วมันก็เป็นทุกข์ทรมาน เพียงแต่พลาดพลั้งนิดหน่อย มันก็จะเป็น โรคประสาทหรือเป็นบ้าตาย. ขอให้สงสารลูกเด็ก ๆ ของเรา ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า หรือว่ามีจิตผิดปรกติ ก็เพราะการเล่าเรียนนั้นเอง ที่มันมากเกินไป ที่มันยั่ว มากเกินไป ที่มันสร้างความหวังมากเกินจำเป็น ; ครั้นเขาเรียนได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้ เขามีความสุขได้ หรือทำโลกนี้ให้มีความสุขได้ เพราะว่ามัวสร้างความเห็นแก่ตัว. จะมี การศึกษามากหรือจะมีการศึกษาน้อยก็ตาม ถ้ามีธรรมะประกอบอยู่แล้วจะเย็น และไม่ เห็นแก่ตัว ไม่ทำโลกนี้ให้เดือดร้อน ; ความเป็นมนุษย์ก็มีอยู่ที่มนุษย์ทุกคน ไม่ฉะนั้น ก็จะเป็นกันแต่เพียงคนเท่านั้น. ให้รู้ค่าของการศึกษา เพื่อทำคนให้เป็นมนุษย์ ความต่างของคำว่า "มนุษย์" กับ "คน" นี้ ได้พูดเปรียบเทียบให้เห็นกันมา ประมาณ ๔๐ ปีแล้ว พูดในสมาคมครูบาอาจารย์ก็มาก เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่าง

น.546 คำว่า "คน" กับคำว่า "มนุษย์". มนุษย์ต้องมีจิตใจอย่างมนุษย์ คือสูงเหนือกว่า ความโง่ เหนือความทุกข์ เหนือกิเลส. ถ้าคน ละก็ ปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส ล่องลอยไปตามกระแสของความโง่ ; นี้ก็เรียกว่าคน. เกิดมาก็เป็นคนได้ มีความ ต้องการหรือการกระทำไม่ค่อยต่างจากสัตว์เท่าไรนัก หรืออาจจะเรียกว่าในระดับเดียวกับ สัตว์ ; พอเป็นมนุษย์ก็มีจิตใจสูงเหนือสภาพเหล่านั้น. ฉะนั้น การศึกษาที่ทำให้ เป็นแต่เพียงคน นี้ไม่พอ : ไม่พอที่จะทำความเป็นมนุษย์. แต่แล้วก็น่าสลดใจว่า การศึกษาสมัยนี้ ที่ทำคนให้เป็นคนนั้น กลายเป็นยิ่งทำคนให้เป็นคนเลวลงไปอีก คือให้ เห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นไปกว่าก่อนอีก, มีช่องทางที่จะเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อนอีก ; นี่มัน น่าเศร้า. นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องด่า หรือประชดประชันอะไรกัน ; ไม่ใช่ เป็นเรื่อง บอกให้ดูให้ดี ๆ ว่า ในสมัย ปู่ ย่า ตา ยายของเรา เขามีการศึกษานั้น เขาก็เป็นคนมาก หรือเป็นคนที่เป็นคน แล้วจะพ้นขึ้นไปเป็นมนุษย์. แต่การศึกษาเดี๋ยวนี้ สูญเสียความ เป็นมนุษย์ เหลือความเป็นคนก็น้อยลง ๆ, จะเป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัว แล้วเขาจัด การศึกษาไปทำนองที่ให้มีสติปัญญาชนิดเห็นแก่ตัว ให้ลึกซึ้ง ให้แสวงหาประโยชน์เพื่อ ตัวอย่างลึกซึ้ง; ยิ่งจัดการศึกษาแบบนี้ไปเท่าไร โลกนี้ก็ยิ่งไกลต่อสันติภาพมากขึ้น เท่านั้น. ที่ถูกควรต้องเอาการศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้า คือศึกษาเพื่อความเป็น มนุษย์อันถูกต้องของมนุษยชาติ คือเย็นเป็นนิพพาน ; เมื่อยอมรับความหมายของคำว่า มนุษย์ หมายถึงว่า มีใจสูง ก็ต้องสูงเหนือกิเลส เหนือความทุกข์ เหนือความร้อน แล้วก็เย็นเป็นนิพพาน ; เอาการศึกษาชนิดนั้นมาใส่ให้แก่มนุษย์. เปลี่ยนระบบการ ศึกษา ในโลกนี้กันเสียใหม่ อย่างกับว่าหน้ามือเป็นหลังมือ คือ การศึกษาหลักให้เป็น การทำลายกิเลส ตัณหา ความเห็นแก่ตัว, การศึกษาที่เป็นเพียงการศึกษาประกอบนั้น คือ เพื่อให้รู้จักทำมาหากิน ให้รู้จักสังคม ให้รู้จักอะไรไปตามที่ควรจะทำ. แต่แล้วก็

น.547 ต้องไม่ให้ขัด หรือขวางกัน กับหลักการศึกษาใหญ่ คือทำให้คนเป็นมนุษย์ที่ไม่เห็นแก่ตัว ให้เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจเมตตาอารี เป็นข้อแรก. ให้เป็นมนุษย์ที่ยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนเป็นมนุษย์คนเดียวกัน ตามหลัก ของพุทธศาสนา ที่ถือกันเป็นหลักว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วย กันทั้งหมดทั้งนั้น ไม่ยกเว้นใคร, แล้วยังขยับลงไปถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย ว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายของมนุษย์ทุกคนด้วย ก็เลยได้ชื่อว่า สิ่งที่มีชีวิตแล้ว เป็นหน่วยเดียวกันหมด. มีเมตตากรุณาอย่างยิ่ง ทั้งแก่มนุษย์และแก่สัตว์เดรัจฉาน, หรือว่าจะเงยขึ้นไปข้างบน ถ้ามีเทวดามีพรหมมีอะไรก็เป็นสัตว์อย่างเดียวกันอีก ชนิดที่ จะต้องเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นอีก. นี่ทำไมไม่ให้การ ศึกษาอย่างนี้ ; แต่ไปให้การศึกษาทำให้เกิดการแบ่งแยก แม้แต่ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ก็เอาเปรียบกัน จนกระทั่งเหลือแต่ความเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง. ขอให้คิดดูว่า เราจะมีชีวิตอยู่กันไปทำไม ถ้าเต็มไปด้วยความร้อน เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ; หรือปัญหาเดี๋ยวนี้เราตกเป็นเหยื่อของอวิชชาคือความ เขลา หรือความเข้าใจผิด : เรียกร้องกันอย่างนั้น เรียกร้องกันอย่างนี้ โดยไม่ระวัง ตัวว่า มันเป็นการเรียกร้องของอวิชชา. พูดตัดบทได้เลยว่า ถ้าทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ไม่มีความสงบเข้ามาแทนแล้วละก็ เป็นการกระทำที่ผิดพลาด ; เรียกร้องด้วยอวิชชา แก้ไขด้วยอวิชชา เปลี่ยนแปลงด้วยอวิชชา มันก็มีแต่ยิ่งทรุดลงไปหนัก ไม่เป็นการ ศึกษาอะไรเลย. เพื่อ จะให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง ก็ควรจะรู้จักความหมายของคำว่ามนุษย์ กันก่อน, ให้รู้จักความหมายของคำว่ามนุษย์อย่างถูกต้องก่อน แล้วจึงวางรูปโครงของ การศึกษา ให้เป็นไปเพื่อมีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์. เดี๋ยวนี้ก็ไม่ยอมรับ คำว่ามนุษย์ ในความหมายที่ว่ามีจิตใจสูงด้วยซ้ำไป; แต่ยอมรับความหมายของคำว่า

น.548 "คน" ที่มีความเห็นแก่ตัว มีความฉลาดในการที่จะเห็นแก่ตัวนั่นแหละ เป็นเบื้องหน้า หรือเป็นมาตรฐานไปเสียแล้ว. ยิ่งไปขยายความต้องการ เหยื่อล่อต่าง ๆ ให้มากขึ้น แล้ว มันก็ดึงมาตรฐานของความเป็นคนนี้ ให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของความเขลา หรือ อวิชชามากขึ้น; อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นการกระทำที่น่าสังเวชที่สุด คือมันดึงไปหา ความตกต่ำให้ไปเป็นทาสเป็นบ่าวของความเขลานี้มากขึ้น แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว นี้เป็น ธรรมดา ; เพราะสิ่งใดที่ทำไปด้วยอำนาจความเขลา ความไม่รู้แล้ว ก็ยากที่จะรู้สึกตัว. ทั้งโลกนี้พากันสมัครใจเดินพร้อม ๆ กันไป โดยไม่รู้สึกตัว ไปสู่ภาวะอันหนึ่งซึ่งจะหมด ความเป็นมนุษย์, หรือจะเรียกได้ว่าเป็นที่สิ้นสุดของโลกแห่งมนุษย์ เป็นความวินาศ ของมนุษยธรรม มนุษยชาติ หรือโลกมนุษย์นั่นเอง. หลักสำคัญ ต้องจัดการศึกษาให้คนรู้จักบังคับตนเองได้ เอาละทีนี้ก็จะสรุปความตอนท้ายที่ว่า จะเอาการศึกษาของพระพุทธเจ้ามา ประยุกต์กับการศึกษาของคนในโลกยุคปัจจุบันนี้ได้อย่างไร แต่เพียงสั้น ๆ อีกครั้ง หนึ่ง. ให้มีการศึกษาที่เป็นไปเพื่อการบังคับตัวเอง, มีระเบียบที่เคร่งครัด ในการ ที่จะบังคับตัวเอง ; เพียงเท่านี้ก็เป็นการเพียงพอสำหรับคำแรก. เดี๋ยวนี้ เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่า คนไม่มีการบังคับตัวเองยิ่งขึ้น ๆ, ลูกเด็ก ๆ ในโรงเรียนก็ยิ่งไม่มีการบังคับตัวเองยิ่งขึ้น ; เพราะว่าครูบาอาจารย์ก็ทำตัวอย่างแต่ใน ทางที่ไม่บังคับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งมันเป็นการผิดระเบียบ หรือผืนความเป็น ระเบียบยิ่งขึ้นทุกที. มันมีแต่การปล่อยไปตามอำนาจของกิเลส, และการศึกษาก็ให้ โอกาสมากเกินไป ในการที่ให้มีการเล่นพร้อมกันไปกับการเรียน หรือบางทีก็ให้โอกาส แก่การเล่นมากกว่าการเรียน ให้เอาการเรียนเป็นการเล่น. โดยไม่รู้ว่าการเล่นนี้ มัน สร้างนิสัยขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง คือไม่บังคับตัวเอง. ยิ่งร้องเพลงไปตั้งแต่เรียน ก. ข. ก กา นี้ อย่างที่เขานิยมกันว่าเป็นแบบใหม่ วิธีใหม่นี้ มันก็ดี รู้หนังสือเร็ว ; แต่มันก็เพิ่มการ

น.549 ไม่บังคับตัวเอง คือการปล่อยไปตามอำนาจของกิเลสมากขึ้น ; กว่าจะโตพ้นชั้นอนุบาลนี้ ก็สร้างนิสัยตามใจตัวเอง โลดเต้นไปตามอารมณ์ที่ถูกยุ ถูกเร้ามากเกินไป จนเป็นนิสัย ที่มั่นคงลงไปแล้ว ว่า เด็กคนนี้มีการตามใจตัวเอง. เขานิยมการศึกษาว่าตีเด็กไม่ได้ อย่างนี้ก็ยิ่งอำนวยให้มากขึ้นไปอีก คือ ไม่บังคับตัวเอง ; พอยิ่งโต ขึ้นมาชั้นประถม ชั้นมัธยม ก็ยิ่งไม่บังคับตัวเอง หนักขึ้น ไม่อยากจะประพฤติตามระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของโรงเรียน ที่เกี่ยวกับการ ปกครองก็ดี ถึงแม้จะเกี่ยวกับการศึกษาของตนโดยตรงก็ดี. อันนี้เสียความเป็นมนุษย์ คือไม่มีการบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยของมนุษย์ คนก็เป็นเด็กดื้อ ; เด็กไม่เคารพ ครูบาอาจารย์ กระทั่งไม่เคารพบิดามารดาของตัวเองในที่สุด เพียงแต่เรียกบิดามารดา ในฐานะเป็นผู้อะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่มีความหมายเป็นบิดามารดาผู้มีพระเดชพระคุณสูงสุด เหมือนแต่กาลก่อนแล้ว. นิสัยไม่บังคับตัวเอง นี้แหละเป็น จุดตั้งต้นของความเสียหายของลูกเด็ก ๆ ที่ได้รับการศึกษาผิด ๆ แห่งสมัยปัจจุบัน ; ไม่บังคับตัวเองก็ทำอะไรให้เป็นระเบียบ เรียบร้อยตามเวลาไม่ได้. เด็ก ๆ อยากนอนก็นอนสาย, ไม่อยากทำ ก็ไม่ทำ ; แล้วก็มี ความรู้สึกที่ผิดจากความจริง หรือไม่สมดุลย์มากขึ้นทุกที คือจะยิ่งเกลียดการทำงาน ยิ่งเกลียดการที่ต้องออกแรงเหน็ดเหนื่อย. สมัยก่อนพระเณรของเรา มีความเข้าใจหรือมีความสมัครใจ ที่จะถือว่าการ ไปบิณฑบาตแล้วกลับมากวาดวัด นี่เป็นสิ่งพอดีถูกต้อง แล้วช่วยทำอะไรต่าง ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง ก็เป็นสิ่งที่พอดีและถูกต้อง ; พระเณรแห่งยุคปัจจุบันนี้เข้าใจว่า การที่ต้องกวาด วัดนี่เป็นการเสื่อมเสียอิสรภาพ เป็นการกดขี่ มีความคิดคล้อยตามพวกฝรั่ง. นี่ขออภัย พูดแล้วก็อย่าว่านินทาเลย. ถ้าพระฝรั่งละก็ เห็นว่าการกวาดวัด นี่เป็นการทำงานหนัก เหมือนกับนักโทษแล้วก็เสียอิสรภาพ ; แต่ถ้าพระไทยเรานี่

น.550 ก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องได้บุญ หรือเป็นวัตรปฏิบัติที่ต้องทำ. ทีนี้พระไทยเราก็ไปตาม ก้นฝรั่ง ไปเอาข้อเสียของพวกฝรั่งมายึดถือเป็นหลัก เช่นเมาประชาธิปไตยเกินไปบ้าง เช่นจะมามีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายบ้าง ; ถูกแล้วเราควรจะมีสิทธิหรือ เสรีภาพเท่ากัน แต่ต้องในรูปที่ต่างกัน, อยู่ในรูปที่ต่างกัน ! นี่ขอเน้นอยู่อย่างนี้เสมอ. จะเหมือนกันไม่ได้ มันจะไม่มีผู้หญิงผู้ชาย จะเป็นกระเทยไปหมด. เราอย่าไปตามกันฝรั่ง คิดที่จะสร้างปัญหาอะไรเหล่านี้ขึ้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือไม่บังคับตัวเอง ไม่ทำให้เกิดการอดกลั้นอดทน ไม่ยอมรับว่าเหงื่อที่ออกมานี้ มันเป็น สบู่ที่ล้างความเห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่ชอบทำชนิดที่ออกเหงื่อ ; แต่ที่แท้นั้นเหงื่อออกมา เท่าไร มันจะล้างความเห็นแก่ตัว เป็นสบู่หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก ที่จะล้างความเห็น แก่ตัว. ฉะนั้น ขอให้ พุทธบริษัท เราพอใจที่จะใช้เหงื่อนี้เป็นการล้างความเห็นแก่ตัว เหมือนธรรมะเป็นเครื่องชะล้างกิเลส. การยอมทำงานหรือว่าการสละเพื่อผู้อื่นนี้มันเป็น ธรรมะ, และถ้าเหงื่อมันออกมา ก็เป็นการล้างความเห็นแก่ตัว. ถ้าไม่มีการบังคับตัวแล้ว หน้าที่จะเสียหมด แล้วจะก้าวก่ายไขว้เขวกัน ไปหมด ไม่มีบิดามารดา หรือไม่มีลูก ไม่มีบุตรธิดา บิดามารดา ลูกศิษย์ลูกหา ครู- บาอาจารย์ ก้าวก่ายไปหมด เพราะไม่มีการยอม ไม่ยอมอยู่ในระเบียบแบบแผนอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีมูลมาจากการไม่มีการบังคับตัวเองเป็นจุดตั้งต้น หลักพระพุทธศาสนา จึงมีหลักที่สำคัญข้อแรก ที่ปักลงไปอย่างแน่นแฟ้นว่า ต้องบังคับตัวเอง, มีการบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องรอย ของสิ่งที่เรียกว่าพระธรรม. พระธรรม นี้ก็ไม่ใช่อะไร นอกจาก ความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ; ธรรมชาติเป็นพระเจ้า มีกฎเกณฑ์อยู่อย่างพระเจ้า. ถ้าเราทำอย่างไรจะเกิดผลขึ้นตาม สมควรแก่การกระทำแล้ว ; เมื่อได้มีกฎเกณฑ์ว่าอย่างนี้ เป็นไปเพื่อการทำลายความเห็น แก่ตัว ก็ต้องทำอย่างนี้มันจึงจะหมดความเห็นแก่ตัว.

น.551 บังคับตัวเองแล้ว ฝึกฝน ศิล สมาธิ ปัญญาได้ เราจะจัดการศึกษาของสมัยปัจจุบัน ด้วยวิญญาณของการศึกษาแบบพระ- พุทธเจ้า ก็ต้องจัดอย่างที่ให้ลูกเด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝน ในการบังคับตัวเอง แล้วต่อไป มันจะค่อยงอกงามออกไปเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมะแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ได้ โดยง่าย ; แล้วปัญหาในโลกนี้จะน้อยเกินไปสำหรับธรรมะนี้จะแก้ไข เพราะว่าธรรมะ สามารถจะแก้ไขปัญหาที่มากมายมหาศาล คือทำคนให้ไปนิพพานได้ แล้วทำไมธรรมะจะ แก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนในโลกนี้ไม่ได้. ที่ธรรมะแก้ไม่ได้ ก็เพราะคนไม่ยอมรับเอาธรรมะนี้มาเป็นเครื่อง แก้ปัญหาของมนุษย์, และเพราะว่าได้จัดการศึกษาให้ผิดไปแล้ว, แล้วก็ผิดมากขึ้น ๆ ทุกที่ คือ เป็นการศึกษาที่ตามใจตัวเอง ที่จัดให้คนมีความพอใจในการตามใจตัวเอง ซึ่งมีชื่อเพราะ ๆ ว่าประชาธิปไตย ; ยิ่งเป็นไปในทางจิตทางวิญญาณอันลึกซึ้งแล้ว มันก็เป็นไปถึงกับว่า เอาเปรียบตัวเอง เพื่อประชาธิปไตยของตัวเอง ก็ไม่มีความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้องเหลืออยู่. ขอให้เอาหลักศึกษาที่เรียกว่าศีล คือ ไม่มีความผิดพลาดทางกายวาจา นี้ เข้ามาใส่ในการศึกษาของคน ในโลกปัจจุบัน. เอาการศึกษาที่เรียกว่า สมาธิ นี่คือ การอบรมจิตให้สงบ ให้ตั้งมั่น ให้มีกำลังให้ว่องไว ในหน้าที่การงานของจิตนั้น มาใส่ ในการศึกษา ของคนในปัจจุบัน. เอา ปัญญา คือ ความรู้ที่สมบูรณ์ ในส่วนที่ ควรจะรู้ไม่ต้องเพื่อ, ส่วนใดที่จำเป็นจะต้องรู้ คือรู้แล้วทำสันติภาพให้แก่โลกได้แล้ว ส่วนนั้นแหละให้มีให้พอ คือมาเติมให้ ทำให้เต็มในการศึกษาของคน ในสมัยปัจจุบัน. อย่าให้มัวไปรู้ในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ จนเพ้อเหลือจะเพ้อ อย่างในสมัยปัจจุบันนี้เลย ; นี้รู้จนไม่รู้จะรู้อย่างไรกันแล้ว แต่ก็ไม่มีสันติภาพให้แก่สังคมได้แม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่ สร้างสันติสุข ส่วนบุคคลคนเดียวได้. ที่เพื่อขนาดนี้ เพราะว่าปัญญามันเฉโก ; เฉโกนั้น

น.552 หมายความว่าฉลาดในการที่จะตามใจกิเลส แล้วอย่างดีก็ฉลาดเพียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ เท่านั้น, ไม่ใช่ฉลาดในทางที่จะดับกิเลสดับทุกข์เลย. บางคนอาจจะนึกสงสัย ว่าคำว่าเฉโกนี้มันเป็นอะไร ? เฉโกก็เป็นคำภาษา บาลีโดยตรงคำหนึ่ง ไม่ใช่ภาษาโลกโดก ภาษาไทยอะไร ; ไม่ใช่ เฉโกเป็นภาษา บาลี เฉโก ก็แปลว่า ฉลาด เหมือนกัน แต่ฉลาดอย่าง cunning คือ อย่างไม่เป็นธรรม เพราะมันมีความเห็นแก่ตัว ; อย่างดีมันก็ฉลาดแบบ intellect ซึ่งรับประกันไม่ได้ว่า มันจะถูกต้องเสมอไป. คนที่มีสติปัญญาแล้วรับประกันไม่ได้ว่าจะถูกต้องแน่นอน นั่นแหละ คือเฉโก ; แต่ถ้ามีปัญญารู้จริงถูกต้อง แล้วใช้เป็นประโยชน์ได้จริงนี้ก็เรียกว่าปัญญา ที่เป็นชื่อของสิกขาที่ ๓ ในพระพุทธศาสนา. ขอให้มีปัญญาชนิดนี้ ในการศึกษา ของคนในสมัยปัจจุบันให้มากขึ้น. เป็นอันว่าในการศึกษาของคนในสมัยปัจจุบันนี้ มีระบบศีล ระบบ สมาธิ ระบบ ปัญญา ของพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลย โลกนี้ก็จะเป็น โลกของมนุษย์ที่มีมนุษย์แท้จริง แล้วก็เต็มไปด้วยมนุษย์ แล้วก็เต็มไปด้วยสันติภาพ ; ทุกคนรักใคร่กันอย่างกับว่าเป็นคน ๆ เดียวกัน มันก็ง่ายที่จะช่วยกันสร้างสันติภาพใน โลกนี้. นี้คือว่าการศึกษา ในชั้นสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาที่จะเอามาประยุกต์กันเข้า กับการศึกษาของพวกเรา แห่งยุคปัจจุบัน มีใจความแต่โดยย่ออย่างนี้ เวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ก็เหลือแต่เวลาสำหรับถาม ฉะนั้น ใครมีอะไร ไม่เข้าใจสงสัยก็ถาม อย่างที่เคยปฏิบัติมา. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) (คำถามในเทปตรงนี้ไม่ได้ยิน) สงสัยว่าพระเณรที่นี่กวาดวัดทุกวันหรือ ? (ตอบ) บางคนก็กวาด บางคนก็ไม่กวาด แล้วบางวันก็กวาด บางวันก็ไม่ ได้กวาด. กวาดใบไม้นี่ขอให้ถือว่า กวาดจิตใจด้วย : กวาดลานวัดที่หนึ่ง จะกวาด

น.553 จิตใจที่หนึ่ง. ถ้ากวาดลานวัดที่หนึ่งก็คือกวาดความเห็นแก่ตัวทิ้งไปนิดหนึ่ง นั่นคือ กวาดจิตใจที่หนึ่ง. ฉะนั้น ครูบาอาจารย์แต่โบราณเขาก็วางหลักไว้ว่า บิณฑบาต แล้ว กวาดวัด แล้ว ปลงอาบัติ แล้ว ทำวัตรสวดมนต์ ขวนขวายปัจจเวกขณ์ ภาวนา ฯลฯ ตั้ง ๑๐ อย่าง ; มีการกวาดวัดรวมอยู่ด้วยอย่างหนึ่ง เพราะว่าการกวาดวัดนั้นมันกวาด จิตใจที่หนึ่งเสมอ แล้วถ้าเหงื่อมันออกมาก ๆ มันก็ล้างความเห็นแก่ตัวที่ตัวด้วย. ขอให้ ทุกคนสนใจการกวาดวัดนี้. (ถาม) (ในเทปตรงนี้ไม่ได้ยิน) ทำไมจึงพูดว่า สมัยนี้มีแต่กระเทย ? (ตอบ) คือถ้าว่าผู้หญิงกับผู้ชายไปทำเหมือนกันหมด ก็ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ซึ่งเขาสมมติกันว่ากระเทย. เราต้องการสิทธิในการทำงานเท่ากันก็ได้ แต่ต้องเป็นคน ละอย่าง แม่ต้องเป็นแม่ พ่อต้องเป็นพ่อ แล้วก็เลยไม่มีกระเทย. (มีคำถามในเทปพั่งไม่ได้ยิน) (ตอบ) นั่นเขาก็บัญญัติตามพอใจของมนุษย์ ที่เขามองเห็นอย่างนั้น แล้ว เขาเขลาไปที่บัญญัติสิทธิเท่าเทียมกัน แล้วให้ทำงานเหมือนกันอย่างนี้มันคนละเรื่อง สิทธิ เท่าเทียมกัน แต่ไม่ต้องทำงานเหมือนกันก็ได้ แต่นี่ไปทำงานเหมือนกัน นี้จะไม่มีพ่อ แม่ที่เหลืออยู่ที่บ้าน สำหรับบ่มวิญญาณของลูก ลูกก็เป็นลิงทโมนไปหมด; อย่างดีก็ เป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งเท่านั้น. แม่ต้องเป็นแม่ขอให้เป็นแม่ แล้วพ่อก็จงเป็นพ่อ อาตมาอยากจะบอกว่าภาษาบาลีเขาจะพูดว่า มาตาบีตา เสมอ ; แม่มาก่อนพ่อเสมอ ยิ่งเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ว่า แม่มีความสำคัญมาก ในการปั้นวิญญาณของลูกเด็ก ๆ ขึ้นมา. (ถาม) ดังนั้นเขาก็ยกว่าแม่ต้องเป็นใหญ่กว่าพ่อ ? (ตอบ) ใหญ่หรือเล็กนี้ไม่สำคัญ แต่ว่าต้องมาก่อน คือว่าเป็นผู้ปั้นวิญญาณ ให้เป็นวิญญาณที่ปลอดภัย เพราะว่าเขาอยู่กับอกแม่เรื่อยขึ้นมา ; ฉะนั้น พ่อมีส่วนที่

น.554 จะสร้างดวงวิญญาณของลูกนี้น้อยกว่า เมื่อแม่มาก่อนก็ไม่ควรจะเรียกว่าเหมือนกัน เพราะ พ่อมาทีหลัง. (ถาม) ขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ : ที่อาจารย์บอกว่า การศึกษาปัจจุบันนี้ สอนให้คนเห็นแก่ตัว ซึ่งท่านอาจารย์ได้เสนอวิธีแก้ไขให้ แต่เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นเรื่อง เกิดจากอวิชชา ซึ่งวิธีการนี้อาจารย์ก็ได้สั่งสอนประชาชนมาเป็นเวลาถึงสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ผมมี ความรู้สึกว่าได้ผลน้อยมาก ถ้าหากเราใช้วิถีทางการเมือง จะรวดเร็วกว่าไหมครับ ? (ตอบ) ใช้วิถีทางการเมืองอย่างไร ลองว่าไปก่อน. (ถาม) คือ ถ้าต่อสู้ทางการเมือง แล้วบังคับออกเป็นกฎหมายอย่างนี้เลย. (ตอบ) ไม่ให้เห็นแก่ตัวหรือ ? (ถาม) ครับ (รับคำ) (ตอบ) ทำไม่ได้ ; การเห็นแก่ตัวนี้จะบังคับด้วยอำนาจอย่างนั้นไม่ได้ มันต้องแก้ไขในด้านจิตใจ. เดี๋ยวนี้เราก็บังคับกันอยู่แล้ว ที่ว่าขโมย นี่เห็นแก่ตัว เราจึง จับมาลงโทษ, หรือผู้เอาเปรียบอย่างอื่นแก่สังคม ทำผิด นั่นคือเห็นแก่ตัว กฎหมายมี สำหรับจับมาลงโทษ ; แล้วก็แก้ไม่ได้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้. มันต้องแก้ข้างในจึงจะได้ แล้วกฎหมายก็จะเป็นหมันไปเอง ; มีหิริโอตัปปะแล้วก็ไม่ทำชนิดนี้ ไม่ต้องมีกฎหมาย. (ถาม) อย่างนั้นก็ต้องสั่งสอนอย่างนี้เรื่อย ๆ ใช่หรือไม่ ? (ตอบ) ก็ต้องมองให้ลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เรามีวัฒนธรรมไทยอันประเสริฐ ที่สุด ที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวมานมนานแล้ว ; ขอให้นึกถึงระเบียบประเพณี วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ของคนไทยแต่โบราณนั้น มีมากเหลือเกินที่ทำลายความเห็น แก่ตัว อยู่ในตัวขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น. เดี๋ยวนี้เราเลิกเสียเอง จะทำอย่างไร เมื่อเลิกประเพณีนั้นเสีย.

น.555 เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ ปลูกสับปะรดข้าง ๆ บ้าน ไม่ใช่ทำสวนมากมายอะไร ปลูกกล้วยด้วย พอขุดหลุมเสร็จจะเอาลงหลุม ต้องทำพิธีกันหน่อย คือโยม ให้หยิบพืช ที่จะปลูกนี้ แล้วก็ต้องว่าคาถาว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" ๓ หน จึงจะเอา หน่อกล้วย หรือหน่อสับปะรดลงหลุมแล้วกลบดิน ; นี้มันเป็นเพียงวัฒนธรรม เพียง ประเพณีที่ทำสืบกันมาแต่สมัยโบราณ. ถ้านกมันกินกล้วยหรือสับปะรดนี้ ต้องให้ถือว่า เราได้บุญ. นี้ถ้าว่าขโมยมาขโมยไปก็ให้ทาน ; แต่เดี๋ยวนี้แล้ว จะไม่มี มีแต่โกรธขโมย ไปด่าเขา ไปจับเขา. เดี๋ยวนี้มีที่ไหน วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมอะไรนี้หายไป, หายไป. คน ทำไร่บนภูเขา จะไปเอาข้าวหยอดลงหลุมนั้น ก็ยังต้องว่าคาถาอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ไม่มี; นี่ เรารู้สึกว่าทำเช่นนั้นเป็นเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัว ป้องกันความเห็นแก่ตัว. ยังมีอีก มากเรื่องหลายสิบอย่าง ที่มีลักษณะอย่างนี้. การทำนี้ต้องทำเพื่อคนอื่นไว้ด้วยเลย จะ ปลูกจะอะไรก็ตาม จะต้องเผื่อคนอื่นไว้ด้วยเลย. (ถาม) อย่างนั้นเราก็ต้องฟื้นฟูระบบวัฒนธรรมใช่ไหม ? ถ้าสรุปแล้ว. (ตอบ) แน่นอน, ถ้าวัฒนธรรมไทยที่ประเสริฐนี้กลับมาอีก ประเทศไทยนี้ จะประเสริฐที่สุดอีกเหมือนกัน ; ปู่ ย่า ตา ยาย เขาทำไว้ดีแล้ว. นี่มันเลิกล้างไปหมด มาเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยทางปากทางท้อง ของตัวกูไปหมด วัฒนธรรมเหล่านั้นก็หาย ไปหมด ; ตอนนี้ก็จะต้องรับบาป เสวยกรรมของการที่ทำลายวัฒนธรรมประเภทนี้. ที่เขาตั้งสมาคมฟื้นฟูส่งเสริมขนมธรรมเนียมประเพณี นี้ทำแต่ปาก, แล้ว ส่วนที่ไม่ทำแต่ปากก็ไปจับเอาสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แท้จริงของ พุทธบริษัทไทย เอามาเทอดทูน, บางอย่างก็น่าหัวเราะมาก ไม่มีเหตุผลเลย กลายเป็น งมงายยิ่งกว่าสมัยโน้นไปเสียอีก ที่เขาไปฟื้นฟูกลับมานี้. ขอให้มันถูกต้องตามที่คนไทย เราได้เคยรับพระพุทธศาสนาเข้ามาใส่ในดวงวิญญาณนี้ จนเรียกว่าสมบูรณ์ที่สุดเถิด แล้ว

น.556 ก็ออกมาเป็นรูปขนบธรรมเนียมประเพณีมากมายหลายสิบหลายร้อยอย่าง ที่เป็นเครื่องราง คุ้มครองคนเหล่านั้น ให้อยู่กันเป็นผาสุกจนกระทั่งว่าเขาไม่เบียดเบียนกัน. เมื่อ ๒๐ - ๓๐ ปีมานี้ คนก็ยังนอนใต้ถุนเรือนได้, ควายก็ไม่ต้องใส่คอก มันอยู่ได้. เดี๋ยวนี้ ควายใส่คอกมันก็มาตัดคอกไป ขืนนอนใต้ถุนเรือนก็ยิงตาย. ก่อนนี้จะไปป่าก็จับประตูไว้ ก็ร้องบอกคนข้างบ้านว่า ช่วยดูเรือนฉันด้วย แล้วก็ไปบ่าได้ ; เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ใส่ กุญแจแล้วมันยังงัด. นี้ความที่วัฒนธรรมนั้นหายไป, ความรักเพื่อนบ้าน ความเห็น แก่บุญกุศล เกลียดบาปนั้นหายไป; ก่อนนี้เขาทำไว้ดีมาก ถ้ากลับมาอีกมันก็เป็นโลก พระศรีอารย์ได้. วัฒนธรรมที่ตั้งใจว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" นั้น มีความมุ่งหมาย ว่าข้อแรกที่สุดเขาจะแก้ส่วนบุคคลนั้นก่อน ; เช่นว่า ถ้าเกิดมีนกมากินเข้าจริง ๆ จะได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัยขึ้นในใจ, หรือขโมยมาจริงๆ ก็ไม่มีความทุกข์ร้อน ; เราจะป้อง กันตัวคนนี่ก่อน. ขอให้ลองคิดดูใหม่ซิ ว่าเมื่อขโมยมาเอาของเราไป เรารู้สึกอย่างไร. ถ้าทำในใจไม่เป็น ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนรบกวนเส้นประสาทกลัวคนจะขโมยทำนองนี้. เรา พิจารณาดูในส่วนจิตใจของคนเหล่านั้นดีกว่า ว่าเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวน้อย มีจิตใจเผื่อ แผ่กว้างขวาง. อาตมาอยากจะพูดอีกว่า การสงเคราะห์กันด้วยวัตถุสิ่งของ ที่สมาคมสงเคราะห์ ต่าง ๆ ทำอยู่เวลานี้ จะทำให้เป็นอย่างนั้นได้เหมือนกัน ถ้าไม่เช่นนั้นการให้ทานมันก็จะ กลายเป็นโทษไป; ถ้าทำอย่างไม่มีเหตุผลไปช่วยในส่วนที่ไม่ควรจะช่วย ก็ทำให้คน ขี้เกียจหรือเห็นแก่ตัวได้เหมือนกัน. ที่พูดฝึกใจเมื่อปลูกพืช ก็หมายความว่าทุกคนทำอยู่แล้ว ทุกคนจะต้องปลูก ต้องฝั่งอะไรกันอยู่แล้ว เพราะเขาก็สอนกันในทางขยันขันแข็งอยู่แล้ว ; แต่ถ้าเผื่อว่า ทำลงไปแล้วมีนกมากิน หรือมีขโมยบางคนเกิดขึ้นนี้ ต้องทำอย่างนี้ เพราะว่าสมัยนั้น

น.557 ขโมยหาทำยายาก, สมัยที่เขามีวัฒนธรรมนี้ขโมยหาทำยายาก วัฒนธรรมอื่นมันคุ้มครอง หมด. เดี๋ยวนี้ขโมยมีทุกหัวระแหง ; ทางเจ้าของก็ไม่ยอม เขาจะเอาปืนยิงบ้าง จะเอาไป ส่งตำรวจบ้าง มันก็พอดีกัน พอดีที่จะลุกเป็นไฟ. ขโมยในกรุงเทพฯ ก็หาทำยายาก ; ในสมัยที่อาตมายังเป็นฆราวาส เคยไปกรุงเทพฯ ไปซื้อของ พักอยู่ทางข้างล่าง ที่จะไป สถานีรถไฟบางกอกน้อย ไปคนเดียวดึก ๆ ไม่เห็นมีอันตรายอะไร. เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า ไม่ไหวแล้ว แม้แต่กลางวันก็ไม่ไหวแล้ว ; ขโมยในกรุงเทพก็ชุมเป็นยุงไปแล้ว. ที่นี่ ก็เหมือนกัน ขโมยหาทำยายากในสมัยโบราณ ; เดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด. วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมไทยที่ดีนั้นแหละ มันคุ้มครองคนไทยให้อยู่เย็นผาสุก มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดวัฒนธรรมใหม่ เรียกว่าแบบใหม่, วัฒนธรรมใหม่ขึ้นศักราช วัตถุ. ความก้าวหน้าทางวัตถุผลุงขึ้นมา จิตใจคนเปลี่ยน ความเห็นแก่ตัวท่วมท้น จงคำนวณดู; เมื่อเร็วๆ นี้เอง วัฒนธรรมทางวัตถุพลุ่งขึ้นมา ก่อนนี้ไม่ค่อยสนใจ หรือมันไม่มีทางจะสนใจ สนใจแต่ทางจิตใจ ; ถึงพวกฝรั่งก็เหมือนกัน ที่ยุคโบราณเขาก็ ไม่ได้หลงใหลในวัตถุมากเหมือนเดี๋ยวนี้. ทีนี้เผอิญเขามีสติปัญญาทำความก้าวหน้าทาง วัตถุ ทำให้ระบาดทั่วโลก เรียกว่าความเห็นแก่ตัวมันครองโลก, ที่ภาษาศาสนาคริสต์ เขาเรียกว่าเนื้อหนัง ; ความเห็นแก่เนื้อหนังนี้ครองโลก คือวัตถุเป็นปัญหาที่แก้ยาก. อาตมาก็รู้สึกว่ามันคงยากมาก ขนาดที่เราจะไม่ทันเห็นผลของการแก้ไข ; แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องหมายมั่นปั้นมือที่จะแก้ไข เพื่อมีผลข้างหน้า. ผิดพลาดมา ๑๐๐ ปี แก้ไขได้ ภายใน ๑๐ ปี ก็พบว่าเก่งมากแล้ว ; ความนิยมวัตถุนั้นเริ่มมาสัก ๑๐๐ ปี ได้แล้วก็ แรงขึ้น ๆ จนเดี๋ยวนี้แรงจนเกินแล้ว. (ถาม) เรื่องขโมย จะถือเสียว่า เป็นกรรมเก่า ที่จองเวรกันมา ได้หรือไม่ ? (ตอบ) นั้นก็มีทางหนึ่งที่ถือว่า เป็นกรรมเก่า เป็นเรื่องง่าย ๆ เป็นอุบาย ที่จะบัดความทุกข์ร้อนออกไปได้วิธีหนึ่งเหมือนกัน. เขายังพูดกันอยู่ ก็ว่า เราคงจะเคย ขโมยของเขา เขาจึงขโมยของเรา เป็นอันเลิกกัน มิฉะนั้น มันจะสร้างเวร เจ้ากรรม

น.558 นายเวรอะไรขึ้นมาอีก ; อย่างนี้มันเลิกกันไป. นี้เป็นอุบาย ; ข้อเท็จจริงจะเป็น อย่างไรไม่ทราบ. แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอุบายที่ดีที่จะปลดเปลื้อง เรื่องราวต่าง ๆ ไม่ให้ก่อเวร ขึ้นมา ; พระเยซูก็สอนมากในความหมายนี้ไม่ให้ก่อเวร. (ถาม) คำสอนของฝ่ายศาสนาคริสต์ เรื่องไม่ก่อเวร มีมากมิใช่หรือ ? (ตอบ) มีความหมายพิเศษเฉพาะ มีหลาย ๆ ประโยค. ที่ต้องไปศึกษา เฉพาะ "ให้สละชีวิตเสียแล้วจะได้ชีวิต" มีตัวหนังสือสั้น ๆ ลุ่น ๆ อย่างนี้ ก็ต้องตีความ เป็นพิเศษ. "สละชีวิตเสียแล้วก็จะได้ชีวิต" พูดสั้นเกินไป; แต่มีความหมายพิเศษ แล้วก็ถูกต้อง. ชีวิตบางชนิดละไปเสีย แล้วก็ได้ชีวิตอันอื่นมา. "ให้แก่ผู้ที่มี" นี้อาตมาก็ไม่ทราบว่าเขาจะตีความอย่างไร ถ้าเดาก็เดาได้ คือ มันมีอะไรที่ควรจะให้ คงจะหมายถึงมีพระเจ้าเสียมากกว่า. (ถาม) คำสอนเรื่องการให้ทาน หรือเสียสละ จะมีทางผิดถูกเพียงไร ? (ตอบ) มันไม่มีทางผิด ถ้าผิดก็เพราะเราตีความผิด. ขอให้วางสมมติฐาน อย่างนี้ก่อนดีกว่า ว่าหลักพระธรรมในพระคัมภีร์นั้น หรือที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นไม่มีผิด ; แต่ว่าเพราะเราตีความหมายผิด แล้วมันก็มีเรื่องผิดขึ้นมาได้. เรื่อง ทาน นี้ให้เพราะรัก เพราะเมตตาก็มี, ให้เพราะสงเคราะห์ก็มี ; แต่คำ ว่าจาคะนี้ไม่ใช่อย่างนั้น. จาคะ คือสละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจนี้ออกไปทิ้ง นั่นแหละ คือ จาคะ ; อะไรที่เลว หรือที่ร้าย หรือผิด นั่นแหละที่มีอยู่ในใจเอาออกทิ้ง นั่นคือจากะ ไม่ต้องมีใครรับเลย ; ถ้าทานต้องมีคนที่สองรับ. ให้ด้วยอะไร ? ก็ด้วยสงสาร ด้วยรัก หรือว่าแม้ที่สุดแต่ว่า จะแก้ความขี้เหนียวของเราก็ได้. แต่ตัวทานแท้ๆ คือให้ออกไป อย่าเอากลับเข้ามา ; ถ้าเราให้เพราะว่าเขาจะรักเรา เขาจะตอบแทนเรา อย่างนี้ก็ไม่เป็น การให้ที่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องชาวบ้านให้ ผูกพันกันอยู่อย่างนั้น

น.559 ถ้าให้อย่างพระอริยเจ้าให้ ก็คือให้ด้วยเอาของข้างในนี้ออกไป : ความเห็น แก่ตัวตนมีอยู่เท่าไร ค่อย ๆ ระบายออกไป, ระบายออกไป ด้วยการให้อย่างที่ไปเป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่นก็แล้วกัน, หรือว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ได้. ถ้าเรา ต้องการให้ส่วนของเราที่จะให้หมดไป; ฉะนั้น เราอาจจะไปกระโดดให้เสือกินอย่าง โพธิสัตว์ก็ได้ มันก็คือไม่มีประโยชน์แก่ใคร ; แต่เราจะได้สละความเห็นแก่ตัว เขาพูด ไว้หลายระดับ ต้องตีความให้ถูกตามระดับ. การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้เป็นของเก่า เก่ากว่าพุทธศาสนา แล้วยิ่งเก่ากว่า คริสตศาสนา ซึ่งมีเมื่อเร็ว ๆ นี้; เรื่องทานเก่ากว่าหลักที่อยู่เป็นรูปศาสนา. การแบ่ง ให้ผู้อื่น การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นี้เก่าเกินระบบพุทธศาสนา หรือศาสนาอะไรทีหลัง ๆ ; แต่ว่าศาสนาเหล่านี้ก็ยอมรับเอามา เขามักจะใช้คำว่าของเก่า. ของเก่า ในศาสนา คริสเตียนก็มีคำใช้อย่างนี้ ว่า "ของเก่า". ศาสนาพุทธนี้ก็มีการใช้คำว่าของเก่า : เอส ธมฺโม สนนฺตโน - ธรรมนี้เป็นของเก่า, คือเก่าก่อนที่พระพุทธเจ้าพูด. เรื่องให้ทาน หรือเรื่องไม่จองเวร หรืออะไรต่าง ๆ นี้ เป็น เอส ธมฺโม สนฺตฺโน ทั้งนั้น ; เดี๋ยวนี้ ก็ยังใช้ได้ เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งจำเป็นจะต้องใช้ เพราะว่าคนทำผิดมากในเรื่องนี้ คือทำกลับตรง กันข้าม. ต้องเอาธรรมะข้อนี้มาแก้ไขกันอีก ให้เห็นแก่ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ; เดี๋ยวนี้ เขาให้ทานนั้น เขาลงทุนซื้อผู้อื่นทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นการให้โดยบริสุทธิ์ใจ. ที่จะพูดได้ ว่าสมัยนี้ไม่มีการให้ทานก็ได้ ; มันเป็นการลงทุนซื้อผู้อื่นไปเสียหมด, แล้วส่วนจาคะ ละก็ยิ่งไม่มี เพราะไม่อยากจะสละความเห็นแก่ตัว. ไปดูให้ลึกซึ้ง ว่าเรากำลังสูญเสียศีลธรรมไปหมด โดยไม่รู้สึกตัว ก็มีปัญหา มากขึ้นในทางที่จะวินาศ; ถ้าศีลธรรมกลับมาใหม่ มนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์มากขึ้นอีก. (ถาม) พุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วผมอยากจะให้รัฐบาล หยุดราชการในวันพระ.

น.560 (ตอบ) ก็ต้องไปพูดกับรัฐบาล ผมทำไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ มันเป็นเรื่อง ปลีกย่อย ; พุทธบริษัทจะต้องไม่มีวันพระวันโกน, ปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้ดีที่สุด ทุกวัน ๆ. เรื่องนี้เคยพยายามกันมาแล้ว พูดกันไม่รู้เรื่องบ้าง ขัดข้องกันกับภาวะการณ์ ปัจจุบันอะไรบ้าง, เกี่ยวพันกันกับประเทศอื่น ชาติอื่น ภาษาอื่น ทำไม่ได้ เลยเลิกไป. ควรจะมี วันพระวันโกน ก็มีสำหรับคนพวกหนึ่ง, วันเสาร์วันอาทิตย์ไปสนใจธรรมะ ธัมโมก็มี สำหรับอีกพวกหนึ่งก็แล้วกัน จะได้เพิ่มวันมากขึ้น. ราชการไม่ต้องหยุด นพระวันโกน หยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ ไปใช้วันเสาร์ วันอาทิตย์ให้เหมือนกับวันพระวันโกนก็ได้. เดี๋ยวนี้ถึงจะหยุดวันพระวันโกน เขาก็ไม่ ทำอีกน่ะแหละ ; ไม่มีประโยชน์อะไร มันอยู่ที่ตั้งใจจริงหรือเปล่า. ถ้าไม่มีถามปัญหา ก็ปิดโรงเรียนในวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต