น.508 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๘ ในวันนี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การชนะ หมายถึงสิ่งที่เรียกกันว่า ชัยชนะ. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า คำว่า "โมกขะ" กับคำว่า "ชนะ" มันเนื่อง กัน หรือว่าจะเรียกว่า เป็นอันเดียวกัน ก็ยังได้. ถ้าเราพิจารณาโดย ละเอียด ก็จะเห็นว่ามันเนื่องกัน คือต้องชนะก่อนแล้วก็หลุดออกไปได้ ; แต่ว่าสิ่งนี้กล่าวโดยทางจิตใจแล้วมันเป็นไปเองโดยตลอด คือไม่ต้องแยก จากกัน. ๔๘๐
น.509 ศึกษาให้รู้ลักษณะของคำว่า "ชนะ" ชนะ ก็คือ โมกขะ หลุดพ้นออกไป ได้จากสิ่งที่ทำอันตรายเรา บีบคั้นเรา หรือผูกพันเราเป็นต้น ; ฉะนั้น คำว่าชัยชนะนี้ก็นับเนื่องในเครือเดียวกันกับคำว่าโมกขะ ยังเหลือแต่จะต้องศึกษากันให้รู้จักชัยชนะที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นโมกขะที่แท้จริง. ชัยชนะ ที่ไม่แท้จริง เข้าใจผิดว่าเป็นชัยชนะก็มีอยู่มาก โดยเฉพาะสำหรับคนธรรมดาสามัญ คือ คนโง่, คนโง่คิดว่าถ้าด่าเขาได้แล้วเราก็ชนะ เห็นว่าคนที่นิ่งไปเป็นคนแพ้ ; แต่ คนมีปัญญาพิจารณาไม่ถืออย่างนั้น. นี้ถ้าจะให้กล่าวรวม ๆ กันไปแล้ว คนนึ่งได้ ต่างหากเป็นคนชนะ, คนเฉยได้ยิ่งเป็นคนชนะ ; คนด่าเขาเป็นคนแพ้ คือต้องโกรธ ต้องด่า ต้องเหนื่อย มันต้องเหมือนกับคนบ้า. คนที่ด่าเขาแล้วจะชนะอย่างไรได้ ; คนที่เฉยได้ต่างหากกลายเป็นคนชนะ. นี้เป็นตัวอย่างที่จะต้องพูดกันต่อไปว่า อย่าได้ ยึดถือเอาตามภาษาพูดธรรมดาสามัญ ในเมื่อเราจะพูดกันในระดับที่เรียกว่าโมกขธรรม หรือโลกุตตรธรรม เป็นต้น. อีกทางหนึ่ง คนทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่ม ๆ นี่ชอบชนะ และอยาก ชนะอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง อย่างหลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าชนะจริง หรือว่าที่แท้เป็นการแพ้ มากกว่า ; นี้ก็เรียกว่าชนะอย่างหลับหูหลับตา. เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ก็กำลังเป็นอย่างนี้ : ชนะกันแต่ภายนอก แล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรก็มี; ฆ่ากันให้วอดวายไปหมด ก็ไม่เคยประสบชัยชนะ ; ที่ไม่ต้องฆ่ากันเลย กลายเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาดก็มี เดี๋ยวนี้มัน เป็นโรคระบาด ชนิดหนึ่ง เรียกว่า "การต่อสู้"; คนหนุ่ม คนสาวถูกปั่นหัวให้เป็นจิ้งหรีด ให้นิยมชมชอบในสิ่งที่เรียกว่า “การต่อสู้" แล้วก็หมายมั่น ปั้นมือให้ชนะ. ชนะนั้นไม่รู้ว่าเป็นการชนะที่ถูกต้อง เป็นชัยชนะจริงหรือไม่, การต่อสู้ นั้นจะใช้วิธีการชนิดไหน จึงจะเป็นวิธีการที่ดี คือชนะได้จริง ? เดี๋ยวนี้โรคต่อสู้ โรค
น.510 อยากชนะมันขึ้นสมอง อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ; ฉะนั้น จึงมีการต่อสู้ ซึ่งนำผลมาให้ คือวินาศกันทั้ง ๒ ฝ่าย : ฝ่ายหนึ่งก็พ่ายแพ้แก่บุคคลและกิเลส, ฝ่ายหนึ่งก็ยังพ่ายแพ้ แก่กิเลส แม้ว่าจะชนะแก่บุคคล ก็ไม่มีสันติสุขหรือสันติภาพ. ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ, ศึกษาเกี่ยวกับคำ ๆ นี้ ไว้ให้ดีๆ, ซึ่งจะพูดพอเป็น เค้าเงื่อน หรือแนวทาง สำหรับจะเอาไปประยุกต์ ได้ในชีวิตประจำวัน แล้วให้มัน เข้ารูปเข้ารอยเป็นเครือเดียวกันไปได้ กับการชนะขั้นสูงสุดอันดับสุดท้าย คือชนะกิเลส หรือชนะมารทั้งหลาย. ความมุ่งหมายกันแต่ที่จะชนะคน ที่ประกาศตนเป็นศัตรูกัน และกันนี้ มันคล้ายกับคนบ้า ที่อยากจะทะเลาะกัน ; มันไม่ใช่ชัยชนะที่น่าพอใจหรือ น่าอิ่มใจ หรือน่านับถืออะไรเลย. มันต้องเป็นการชนะที่จริงกว่านั้น : ชนะมาร ชนะกิเลส ชนะที่ไม่กลับแพ้ได้อีก มันจึงจะมีผลเนื่องกันไปหมด ถึงการชนะทุกอย่าง แม้แต่ชนะคน. ถ้าเรา ชนะตัวเราได้ แล้ว จะชนะคนอื่นได้ ; นี้เป็นหลักที่ท่าน วางไว้. "ก่อนแต่จะไปชนะใครนั้น ชนะความโง่ ความบ้า ความโมโหโทโส ความหลงของตนเสียก่อน จึงจะไปชนะคนอื่นได้" ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็เป็นคน แพ้ไปเอง ตั้งแต่ทีแรก เป็นคนโกรธแค้น เป็นคนโมโห เป็นคนดื้อรั้น มีทิฏฐิมานะ แล้วก็ไปฟาดพื้นผู้อื่นด้วยความรู้สึกอย่างนั้น มันไม่มีทางที่จะชนะหรอก นี่เกี่ยวกับคำพูดที่เราใช้ต่างกันอยู่เป็น ๒ ระดับ ดังนั้นก็จะขอเตือนซ้ำอีก ทีหนึ่งว่า อย่าลืมคำหรือการพูด คำพูด หรือการพูดที่ใช้พูดจากันอยู่ เป็น ๒ ลักษณะ ที่เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกโวหาร - โวหารชาวบ้านพูดกันอยู่, กับสัมปรายิกโวหาร - โวหารอันสูงอันลึกซึ้ง อื่นไปจากที่พวกชาวบ้านเขาใช้พูดกันอยู่. คำว่า ชนะ นี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อพูดชนะ โดยภาษาชาวบ้าน มันก็มีความ หมายไปตามแบบชาวบ้าน หรือภาษาเด็ก ๆ ก็หมายความกันอย่างนั้น ก็เป็นเรื่องชนะอย่างคน เขลา ชนะกันไป ชนะกันมา ซึ่งที่แท้มันก็แพ้ กันอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึก. ถ้าเป็น
น.511 ภาษาสัมปรายิกโวหาร หรือภาษาพระอริยเจ้าท่านกล่าวกันไปอีกอย่างหนึ่งว่าแพ้คืออย่าง นั้น ชนะคืออย่างนั้น ; ชนะก็หมายถึงชนะอย่างที่ไม่กลับแพ้ ซึ่งมีรกรากไปจากชนะ ตนเอง ชนะกิเลส ไม่ใช่ชนะผู้อื่น, แม้ไม่เกี่ยวกับกิเลส จะเป็นการชนะคนกันล้วน ๆ ท่านก็มีวิธีการกันอย่างอื่น คือไม่มีการใช้กำลัง คือใช้ธรรมะใช้ความดีอะไรสำหรับชนะ : ชนะเวรด้วยการไม่จองเวร ชนะความชั่วด้วยความดี อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องที่ต้องชนะเรื่องที่ ๑ : ชนะวัตถุ ทีนี้ เราพูดเป็นเรื่อง ๆ พอเป็นทางให้สังเกตได้ ว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องชนะ อะไรบ้างเท่าที่ผมนึกได้ ก็จะพูดให้ฟัง :- เรื่องแรกที่สุด เราก็จะต้อง ชนะเรื่องวัตถุสิ่งของ อะไรต่าง ๆ นี้ เป็นระดับ ต่ำที่สุด. อย่าให้มีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งของ ; อย่าให้สิ่งของนี้มันทำความทุกข์ยาก ลำบากลำบนอะไรให้แก่เราได้. เรื่องของไม่พอ เรื่องของไม่มี เรื่องของไม่ตรงตามความประสงค์ ซึ่งทำให้ คนโง่กลัดกลุ้ม โกรธแค้น มีความทุกข์ อันนี้มันเนื่องไปถึงความรู้สึกภายในใจ. แต่ เดี๋ยวนี้เราจะไม่พูดกันถึงกิเลส จะพูดถึงการที่สิ่งของมันจะมีอย่างไรตามที่มันจะมีแล้ว มันไม่ตรงกับความประสงค์ของเรา, หรือมันไม่เป็นไปตามความประสงค์ของเรา. เราก็จะ รู้จักทำให้มันเหมือนกับมี หรือไม่ให้เกิดเป็นปัญหา ไม่ให้เกิดความร้อนใจ เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน. ที่เรารู้สึกว่าเรามีนั่นมีนี่ แต่ไม่มีนั้นไม่มีนี่ หรือมีไม่ตรง ตามความประสงค์ จนสิ่งเหล่านี้มันบีบคั้นจิตใจ; มันเลยไปถึงว่า เมื่อมีก็ดีใจ เมื่อ หายไปก็เสียใจ เมื่อ ไม่ได้อย่างใจ ก็บีบคั้นจิตใจ. นี่คือคนโง่ที่พ่ายแพ้แก่ ทรัพย์สมบัติ หรือว่าสิ่งของอะไรต่าง ๆ ของตน ที่มันแวดล้อมตนอยู่ตลอดเวลา. สรุปความแล้วก็ว่า อย่าให้วัตถุสิ่งของเครื่องใช้สอย ทุกสิ่งที่มันอยู่รอบตัว เรานี้ มันมาบีบคั้นจิตใจของเรา ให้เป็นทุกข์เป็นร้อนได้. ภาพ การที่เอาข้อนี้มาพูดเป็น
น.512 ข้อแรก ก็เพราะว่ามันมีค่าน้อย หรือมันมีน้ำหนักน้อย มีความหมายน้อย แต่มันก็กลาย เป็นเรื่องที่มีอยู่เป็นประจำ ; ถ้าทำไม่ถูกต้องกับเรื่องเหล่านี้แล้วก็มีปัญหามาก จะเสีย หายมาก หมดเปลืองมาก หรือว่าจะทำให้มีความทุกข์โดยไม่จำเป็น หาความสุขไม่ได้. จะยก ตัวอย่าง ที่จะเป็น ที่จะมีกันอยู่เรื่อย ๆ ก็เช่นว่า มันไม่ถูกใจ มันไม่ ถูกปาก ; ผลไม้อย่างหนึ่งมีมา แล้วมันไม่มีรสตามที่หมายมั่นไว้ เช่นส้มเขียวหวานมัน ไม่หวาน อย่างนี้ คนก็อึดอัดใจ. คนโง่นี้มันพ่ายแพ้แก่ส้มเขียวหวาน ; ถ้าจะคิด เสียว่า ในโลกนี้มันมีอย่างนี้ จะต้องไปเสียใจทำไม. หรือมันเป็นอีกชนิดหนึ่งจากชนิด ที่เราจะให้มันหวาน, หรือถ้าเราจะคิดว่ามันมีผลไม้อีกชนิดหนึ่งต่างหาก ซึ่งมันมีรสเหมือน กับเปลือกแตงโม. คนกินแตงโมพอหมดเนื้อแดง ๆ แล้วเขาก็อึดอัด, หรือว่าถ้าบางทีแตงโม มันไม่หวาน มันมีรสเหมือนกับเปลือกนี่เขาก็อึดอัด เขาก็โกรธแค้น. เขาควรไปหัด กินเปลือกแตงโมเสียบ้าง ว่ามันมีผลไม้ชนิดหนึ่งในโลกนี้ ที่มันมีรสอย่างนี้; ถ้ามัน เกิดมีผลไม้ที่มีรสอย่างนั้น แล้วเขานิยมชมชอบกันทั้งโลก ขายแพง ๆ คนโง่คนนี้ก็ต้องไป ซื้อผลไม้ที่มีรสเหมือนเปลือกแตงโมมากินอย่างมีเกียรติ ก็อย่างรู้สึกหรูหรา. มีตัวอย่าง อื่น ๆ อีกมากมาย คุณไปคิดเอาเองเถอะ เดี๋ยวเวลามันจะหมดเสียเพราะตัวอย่าง. ถ้าเราชนะวัตถุทุกชนิดได้ ก็อย่าให้มันบีบคั้นเรา ให้เราควบคุมมันอยู่เสมอ นี้ก็สงเคราะห์เข้าในโมกขธรรมด้วยเหมือนกัน คือจิตมันหลุดพ้นจากปัญหาที่มีอยู่โดย ทั่วๆ ไป; นี่เรียกว่าเอาชนะวัตถุกันก่อน หมดไปเรื่องหนึ่ง. เรื่องที่ ๒ : ชนะคน, อุปสรรค, ศัตรู, ปัญหาต่าง ๆ เรื่องที่ ๒ ชนะคน คน นั้นก็มีหลายแบบ : คนที่เป็นศัตรูเป็นคนพาล กระทั่งว่าคนเป็นหมู่ เป็นพวก รบราฆ่าฟันกัน. เอาตั้งแต่ชนะคนเป็นคน ๆ ไปก่อน.
น.513 เราจะชนะบุคคลได้อย่างไร นี่มันคงยากมาก เพราะเห็นอยู่ว่าทำไม่สำเร็จนี่ เอาชนะเขาไม่สำเร็จ ; ในการทะเลาะวิวาทกัน มันก็ยากที่จะชนะโดยเด็ดขาด โดย แน่นอน โดยที่ไม่กลับแพ้ เพราะว่าเรามันฮึดฮัดแต่จะเอาชนะกันด้วยกำลัง. ถ้าเป็น คนโง่ ยิ่งโง่เท่าไรก็ยิ่งจะใช้กำลังเท่านั้น, แล้วจะยิ่งใช้ความผิดนั่น เป็นเครื่องแก้ปัญหา เอาความไม่ยุติธรรมมาเป็นเครื่องแก้ปัญหาเพราะว่าเขาเป็นคนชนิดนั้น ; นี้ก็เลยชนะกัน ไม่ได้. ถ้าจะพูดถึงการชนะด้วยกำลังกาย นี้ก็ไปอีกรูปหนึ่ง กำลังกายล้วน ๆ คนที่ มีกำลังกาย มีฝีไม้ลายมือ เอามาชกต่อยกันอย่างนี้ มันก็ชนะได้ด้วยเรื่องของกำลังกาย ; แต่เราไม่มีปัญหาอย่างนั้น เพราะการเป็นศัตรูกันทำลายล้างกัน ไม่จำเป็นจะต้องใช้ กำลังกาย ใช้กำลังอื่นอีกหลายๆ อย่าง เช่นเป็นเรื่องใช้กำลังสติปัญญา จนกระทั่งว่า เราจะใช้น้ำใจของเขา ให้เขาทำตามความประสงค์ของเรา หรือให้เขามีความรักเรา เหมือนที่เรารักเขา อย่างนี้ก็ยังทำไม่ได้. อย่างที่เราเห็นกันได้ง่าย ๆ ว่าสามีที่โง่ก็ไม่ทำ ให้ภรรยารักได้, ภรรยาที่โง่ก็ไม่ทำให้สามีรักได้ คือมันไม่ชนะน้ำใจกันได้. นี่เกี่ยวกับ ความชนะด้วยเหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความเฉลียวฉลาดหรือสติปัญญาอยู่มากทีเดียว ที่จะ ชนะคน. ต้องพยายามไปศึกษาในส่วนนี้ คือทำด้วยสติปัญญา อย่าไปทำด้วยการใช้ กำลัง ซึ่งไม่เท่าไรมันก็กลับแพ้, เผลอเข้ามันก็กลับแพ้, แล้วอย่าใช้ด้วยกลโกงหรือ กลลวง; การชนะด้วยกลลวงไม่เท่าไรก็กลับแพ้. เราต้องชนะด้วยความจริง ความดี ความถูกต้อง ซึ่งหามาได้ด้วยสติปัญญา ; ถ้ามันเป็นเรื่องละเอียดประณีต เช่นเรื่อง การจองเวร อย่างนี้ ก็ชนะด้วยการไม่จองเวร ; ชนะด้วยน้ำใจที่เหนือกว่า หรือสูงกว่า. เราอ่านหนังสือทำนองนิยาย หรือว่าเป็นหนังสือคำสั่งสอนทางศีลธรรม เรา ก็ยังพบว่า เขาก็สอนกันไว้อย่างนี้ เล่าเรื่องไว้อย่างนี้; เช่นจับศัตรูคู่อาฆาตมาได้
น.514 แล้วก็ปล่อยเสีย โดยสัญญาว่า เราเลิกล้างความเป็นศัตรูกัน. ทีนี้ คนนั้นมันไม่ซื่อ พอหลุดไปได้แล้ว มันก็ทำตนเป็นข้าศึกอีก แล้วฝ่ายนี้ก็จับตัวมาได้อีก แทนที่จะฆ่าเสีย เขาก็ปล่อยไปอีก, คนนั้นก็ยังเลวพอที่จะคดโกงอีก ทำตัวเป็นศัตรูอีก เป็นครั้งที่ ๓ ที่ ๔ อะไร ทางนี้ก็ปล่อยทุกที ; ในที่สุดก็ยอมแพ้ ยอมแพ้โดยจิตใจ ไม่ทำตนเป็น ศัตรูอีก ทำตนเป็นผู้สวามิภักดิ์ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งจิตทั้งใจ. นี่ตัวอย่างของการชนะด้วย ความดี หรือชนะด้วยความไม่จองเวร ซึ่งเป็นเรื่องชนะคน ซึ่งมีสติปัญญามีความคิดนึก มากกว่าสัตว์. นี้จะเป็นเรื่องของหมู่คณะ เช่นการทำสงครามกันเป็นหมู่เป็นคณะ ก็มีหลัก เกณฑ์ที่คล้าย ๆ กัน ; ถ้าจะชนะกันให้ถูกต้องมันต้องชนะด้วยธรรม ; ถ้าจะชนะกันด้วย อาวุธ มันคงวินาศกันไปทั้ง ๒ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธของสมัยปัจจุบันนี้ คือไม่มี ใครจะชนะได้ด้วยอาวุธ ในสมัยปัจจุบันนี้ มีแต่จะวินาศไปด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย. ฉะนั้น ถ้ามนุษย์มันลืมหู ลืมตา มีสติปัญญากันบ้าง ก็คงจะคิดอย่างอื่น คิดจะชนะกันด้วยสิ่งที่ เหนือกว่า จนกระทั่งมันอยากจะชนะด้วยความดี ด้วยความเป็นมิตร ไม่ชนะศัตรูด้วย ความเป็นศัตรู. เมื่อพูดอย่างนี้คนเขาก็ร้องว่าทำไม่ได้. เพราะเหตุใดจึง ทำไม่ได้ ? เพราะ ว่าเป็นคนตกอยู่ ใต้อำนาจของกิเลส ไม่หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส ถูกกิเลสจูงไปทำ แต่ตามอำนาจของกิเลส ไม่มีความอดกลั้นอดทน ไม่มีความสอดส่อง ด้วยสติปัญญาอย่าง ละเอียดลึกซึ้งสุขุม, มันมีแต่ความมุทะลุดุดันฮึดฮัดอยู่เป็นนิสัย มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน; ถ้าโกรธเสียแล้วมันก็มืด คิดอะไรไม่ออก แล้วก็จะไม่ยอมใช้สิ่งที่เรียกว่าดี ว่าถูก มีแต่ จะแก้แค้นให้สาสม หรือยิ่งกว่าสาสม. พวกนี้เขาถือหลักกันว่า "ฟันต่อฟัน ตาต่อตา" นี้เป็นคำพูดสากลรู้กันดี : เขาทำเราพันหักหนึ่งซี่ เราทำเขาพันหักหนึ่งซี่ เขาควัก ลูกตาเราไปได้ตาหนึ่ง เราควักลูกตาเขาอีกตาหนึ่ง ; นี่ก็ถูกแบบอันธพาล. แต่ถ้าเป็น แบบสัตบุรุษนั้น ไม่เป็นอย่างนั้น บางทีจะให้เขาอีกซี่หนึ่งก็ได้.
น.515 อย่างพระเยซูสอนว่า เขาตบแก้มซ้ายแล้ว ให้เขาตบแก้มขวาด้วย นี้โดย ไม่มีความรู้สึกอะไร ; คนที่ตบแก้มขวาอีกทีหนึ่ง เขาอาจจะนึกได้ เขาจะพ่ายแพ้แก่ ความรู้สึกของเขาเอง. ถ้า เขาขโมยเสื้อแล้วเอาผ้าห่มตามไปให้ด้วย, เป็นคำสอน ของพระเยซู อย่าจับตัวไปส่งศาลเลย. นี่ต้องมีน้ำใจที่เข้มแข็งอดทน แล้วฉลาดลึกซึ้ง ต้องอดกลั้นได้ตั้งแต่ทีแรก : ถ้าเขาขโมยเสื้อแล้วเอาผ้าห่มตามไปให้ด้วย. นี่อย่าให้ เป็นความกันเลย อย่าไปส่งตำรวจเลย แล้วมันจะชนะกี่มากน้อย คนโง่ก็มองไม่เห็น ; แล้วเขาก็จะยกข้ออ้างว่า คนเดี๋ยวนี้มันอันธพาล ยิ่งยอมแพ้แล้วมันยิ่งเอาใหญ่, ยิ่งให้ อย่างนั้นมันยิ่งตบใหญ่. ผมคิดว่าแม้สมัยนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ ; ถ้าตบแก้มซ้ายแล้วไม่ โกรธ ให้ตบแก้มขวาด้วย มันคงตบไม่ลง. การชนะคนแต่ละคน หรือชนะกันเป็นหมู่อย่างชนะสงครามก็เหมือนกัน ต้องชนะตนก่อน บังคับความรู้สึกของตนให้ได้ก่อน แล้วจึงจะมีสติปัญญาทำไป ตามลำดับที่ควรจะทำ แล้วก็จะค่อย ๆ ชนะได้ เรียกว่าชนะศัตรูได้ จะเป็นคนเดียวหรือ หลายคน หรือเป็นมหาสงคราม มันก็ต้องรู้จักชนะให้ถูกต้อง มันจึงจะไม่วินาศกันทุกฝ่าย ; นี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหยาบ ที่ชนะคนนี้ ชนะผู้อื่น. จะชนะกิเลสของผู้อื่น จะต้องชนะตนคือชนะกิเลสตนก่อน ทีนี้ จะมาดูถึงต้นตอ ที่ว่า "จะชนะผู้อื่นได้จริง จะต้องชนะตนเสียก่อน" นี้ก็มาดูการชนะตนกันบ้าง. ชนะตน นี้ถ้าพูดให้ถูก ก็คือชนะกิเลสของตน ; แต่ เราก็เรียกว่าชนะตน เพราะเราไม่ได้มองละเอียด จนถึงกับว่าแยกกิเลสออกไปเสียจากตน เพราะมันกำลังเอาตนนั่นแหละที่กิเลส เอากิเลสมาเป็นตน. คำว่าชนะตนหมายถึงชนะ กิเลสเสมอ. เราจะเห็นคนที่กำลังมีกิเลส แล้วก็พูดจาอย่างไร, มีกิริยาอาการอย่างไร, คือ เขาทำไปด้วยอำนาจของกิเลส ; แต่เราก็ไม่ดูว่า นั้นมันเป็นเพียงกิเลสของเขาเท่านั้น.
น.516 คนนั้นกำลัง โง่ คนนั้นกำลังบ้า ด้วยอำนาจของกิเลส แล้วเราจะ ไปยอมรับความ- หมายของการกระทำนั้น ซึ่งเป็นการกระทำของกิเลสนี้ เราก็จะต้องบ้าไปกว่าคนนั้น อีกแน่. กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า เรามองดูให้เห็นว่า อันนั้นมันเป็นกิเลสของเขา กิเลสของ คนนั้นไม่ใช่คนนั้น. กิเลสนี้เปรียบเหมือนกับผี หรือเหมือนกับอะไรชนิดหนึ่ง ; แต่เรารับเอาในฐานะที่เป็นของเขา เป็นคนที่มีเกียรติเหมือนเรานี้ เราก็เป็นคนโง่เอง. เพียงแต่เรามองเห็นว่ามันเป็นกิเลสของเขา เท่านั้น เราก็จะหยุดชะงัก หรือถอยหลัง ว่าเราจะไม่ไปเล่นกับกิเลสของเขาให้เสียเวลา ; ถ้านึกได้อย่างนี้ กิเลสของเรามันก็จะไม่ ออกรับกิเลสของฝ่ายโน้น. เราจะบังคับตัวเราได้ บังคับกิเลสของเราได้. นี่เรียกว่า เป็นเรื่องแพ้หรือเรื่องชนะก็ลองคิดดู. บางทีเราจะต้องนึ่ง หรือบางทีก็ต้องมีอาการเหมือนกับยอมแพ้ แสดงอาการ เหมือนกับยอมแพ้ ; เช่นเขาด่า เรานิ่ง หรือเขาทำอันตราย เราอดทน ; มัน เหมือนกับยอมแพ้ เพราะว่าเรารู้สึกอยู่ว่า มันเป็นเรื่องที่เขาส่งกิเลสมา หรือ กิเลสของ เขามันส่งการกระทำอย่างนั้นมา เราก็ไม่ออกรับ. นี่เป็นเรื่องชนะลึกออกไป คือชนะกิเลสของตนได้ แล้วก็จะชนะผู้อื่นได้: ท่านสอนไว้อย่างนั้น ที่เกี่ยวกับผู้อื่น เป็นประเด็นหนึ่งต่างหาก ที่เกี่ยวกับบุคคลต่อบุคคล. เรื่องที่ ๓ : ชนะกิเลสที่เผาตัวเอง การชนะกิเลสนั้นยังมีอีกประเภทหนึ่ง คือไม่ต้องเกี่ยวกับบุคคลอื่น เป็นตัว เองล้วน เป็นตัวเองคนเดียวล้วน, แล้วมีกิเลส, แล้วกิเลสนั้นมันขบกัดบุคคลนั้นเอง เผาลนบุคคลนั้นเอง ให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเหลือประมาณ. ที่เป็นพิเศษแถมพก คือ กิเลสใช้คนนั้นแหละไปทำอะไรผิด ๆ เกี่ยวกับคนอื่นเข้าอีก ; จะเป็นอย่างไรทีนี้. ลองคิด ดูซิ ; มันเกิดเป็นปัญหาซับซ้อนกันขึ้นมาหลายชั้นหลาย ๆ ฝ่าย.
น.517 เราต้องมีหลักที่ว่า : ชนะกิเลสในระดับที่ว่าจะชนะคนอื่น หรือสังคม หรืออะไรได้เสียก่อน, แล้วต่อมาก็ชนะกิเลสในลักษณะที่สูงขึ้นไป ช่วยตัวเองให้ ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ร้อน. เพราะเดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่าศัตรูนั้นมันเปลี่ยนรูปมาอยู่ ในความทุกข์ร้อน ที่เราสร้างขึ้นในใจของเรา และสิ่งที่เรียกว่าศัตรูนั้นมันไม่ใช่บุคคล นอก หรือคนภายนอกเหมือนที่แรก ; ถ้าเราชนะศัตรูข้างในคือกิเลสได้นี่มันจะชนะ หมด ทั้งข้างในและข้างนอก. ส่วนเรื่องจะชนะกิเลสเพื่อจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ที่สูงขึ้นไปนั้น มันก็ทำนองเดียวกัน ต่างกันแต่เพียงมันสูงขึ้นไป : เอาความทุกข์ในวัฏฏะ มาเป็นศัตรู เป็นมารแล้วชนะให้ได้ ก็คือการปฏิบัติตามระบบที่จะชนะโลภะ โทสะ โมหะ ได้, บรรลุสภาพที่เรียกว่าหลุดพ้นเป็นโมกขะอย่างแท้จริง หรือพ้นออกไปจากวัฏฏสงสารได้. ตอนนี้อยากจะพูดไว้เสียเลยว่า ขอให้ยึดถือข้อเท็จจริงอันนี้ไว้ สำหรับพูด กับคนที่เขาเข้าใจผิด ๆ คือคนที่เขาอ้างตัวเองเป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ แม้แห่งยุค ปัจจุบันนี้ ; เขายังพูดว่า "คนที่ไปบวชนั้น คือคนพ่ายแพ้โลก มันเอาชนะอะไรใน โลกไม่ได้ หากินไม่พอกิน จึงต้องหนีไปบวช". บางทีเขาก็พูดสั้นๆ แต่เพียงว่า "เรื่องไปบวชนั้นมันเป็นเรื่องหนีโลก เป็นคนสู้ไม่ได้". นี้เราก็จะบอกเขาว่า โดย ความมุ่งหมายอันแท้จริงนี้ การไปศึกษาธรรมะ หรือ การไปบวชนั้น ไม่ใช่พ่าย แพ้; แต่ไปหาวิธีที่จะชนะให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อว่าเมื่อมีธรรมะแล้ว ก็จะอยู่ในโลก ด้วยชัยชนะทุกประการ. ถ้ามีธรรมะถูกต้องและเพียงพอ จะเป็นผู้ชนะทุกประการ : นับตั้งแต่ ว่าชนะวัตถุอย่างที่ว่ามาแล้ว, ชนะคนที่เป็นศัตรูได้ด้วย, พูดสั้นๆ ก็ว่าชนะโลกทั้ง หมดเลย ; ฉะนั้น ธรรมะนี้มีไว้สำหรับคนจะได้ใช้ เพื่อชนะโลก ในทุก ๆ แง่ ทุก ๆ มุม หรือทุกปัญหาในโลก. อย่าได้ประณามว่าเขาเป็นคนพ่ายแพ้ เป็นคนหมดฝีมือ แล้ว จะหนีไป, หนีโลกไป ไปอาศัยวัด อาศัยชีวิตนักบวชกินอยู่ ; อย่างนี้เป็น เรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง เพราะมันไม่จริง.
น.518 เดี๋ยวนี้เราก็เห็นอยู่ว่า บวชชั่วคราวแล้วสึกกลับออกไป ; ฉะนั้น จะถูกหา อย่างนั้นไม่ได้. มันควรจะถูกมองไปในแง่ว่า บวชนี้ไปแสวงหาวิชาความรู้ สำหรับ จะชนะโลกในทุก ๆ แง่ ทุก ๆ มุม ทุก ๆ ปัญหา, แล้วก็ สึกกลับออกมาเป็นผู้ ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการชนะ นับตั้งแต่เรื่องบ้าน เรื่องเรือน เรื่องครอบครัว เรื่อง อะไรขึ้นไปเลย ชนะทุกปัญหาที่ฆราวาสผู้ครองเรือนจะต้องชนะได้. ส่วนลึกหรือราก เหง้าของมัน อยู่ที่ชนะกิเลส มีสติปัญญาเพื่อชนะกิเลส; แต่ว่าชนะในระดับหยาบ ๆ อย่างที่ฆราวาสหรือชาวบ้านหรือชาวโลกเขามีกันอยู่, พอชนะสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว มันก็ ชนะสูงขึ้นไปเอง. รู้จักคำว่า "กิเลส" เพื่อจะชนะได้ถูกต้อง ขอให้เข้าใจคำว่า "ชนะกิเลส" ให้ถูกต้อง ครบถ้วน ให้สมบูรณ์ : โลภะ โทสะ โมหะ นี่เป็นประมวลทั้งหมดของกิเลส ; พูดอย่างกันลืมอีกทีหนึ่งก็ว่า : - ประเภทที่ ๑. เรียกว่า โลภะ, กิเลสประเภทที่ทำให้รัก อยากได้ จะเอา เข้ามาหา มากอดรัดไว้ อย่างนี้ก็เรียกว่ากิเลสประเภทโลภะ หรือประเภทราคะ มันจะเอา. ประเภทที่ ๒. กิเลสอีกประเภทหนึ่งนี้ก็ไม่เอา มันจะตีกลับออกไป หรือ มันจะทำลายเสีย นี้เป็นกิเลสประเภท โทสะ หรือโกธะ. ประเภทที่ ๓. เรียกว่า โมหะ นั้นก็คือประเภทที่มันโง่ ไม่รู้ สงสัย ลังเล ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรแน่ แต่ก็หลงใหลอยู่ด้วย ; ตัดออกไปไม่ได้ ไม่มีอาการแห่งการ ดึงเข้ามาหรือผลักออกไปโดยตรง มันมีอาการเหมือนกับว่า มันพัวพันอยู่รอบ ๆ ด้วย อำนาจของความโง่ ถอนตัวออกไปไม่ได้. ความรู้สึกที่เป็นกิเลสรู ที่เป็นศัต ที่รบกวนเราอยู่เป็นประจำวันในโลกนี้ก็ม อย่างนี้ : - กิเลส ประเภทโลภะ จะเอาเข้ามาในเมื่อมันน่ารัก น่าพอใจ ยั่วกิเลส ประเภทโลภะ.
น.519 กิเลส ประเภทโทสะ ก็ไม่ชอบ คอยจะทำลายหรือผลักออกไป จนผู้นั้น เองไม่รู้จะอยู่ที่ตรงไหน, มันชังน้ำหน้า ไม่อยากเห็น ไม่อยากแม้แต่จะได้ยินเสียง มันโกรธแค้นเร่าร้อนอยู่. เรามีกิเลสประเภทนี้กันอยู่ด้วยกันทุกคน และเป็นประจำ ; ไปดูให้ดี ๆ มันเป็นกิเลสที่เรียกว่าบุกทะลวงเข้าไปอยู่ในจิตใจ ไปครอบครองอยู่ในจิตใจ แล้วก็ทำอันตราย ทรมานคนคนนั้นให้พ่ายแพ้แก่ความทุกข์ พ่ายแพ้แก่กิเลส. อย่าหวัง ว่าจะรู้จักสิ่งเหล่านี้ จากการอ่านหนังสือ หรือการฟังบรรยายอย่างนี้ ต้องไปรู้กันจริง ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้วรู้รสของมันจริงๆ แล้วก็จะรู้ข้อเท็จจริงที่ว่ามันยากกี่มาก น้อยที่จะป้องกันหรือแก้ไขสิ่งเหล่านี้. ส่วนกิเลส ประเภทโมหะ อันที่ ๓ นั้น มันทำให้เราไม่มีความรู้ไปทั้งหมด ทุกอย่าง ทุกทาง แม้แต่จะให้รู้จักกิเลสว่าเป็นกิเลสนี้ก็ไม่มี; แม้แต่จะให้รู้จักว่านี้เป็น ความทุกข์ มันกลับเห็นเป็นความสุขไปเสีย. นี้ก็เป็นกิเลสอีกความหมายหนึ่งซึ่งน่ากลัว. ขอให้คนหนุ่ม ๆ ที่มีกำลังแรงของจิตใจมาก ๆ ระวังกิเลสประเภทนี้ยิ่งกว่า ๒ ประเภท ข้างต้น ; เพราะถ้ามีโมหะครอบงำแล้ว จะใช้กำลังทั้งหมดไปในทางผิด ก็เสียเวลา เปล่า ๆ ไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ ไปทำสิ่งที่มีค่าน้อย โดยคิดว่ามีค่ามาก. เพราะความ โง่นี้ มันทำให้เห่อตาม ๆ เขาไปเท่านั้นแหละ, แล้วในปัจจุบันนี้ ที่มีการศึกษาดี มันก็ ยังมีปัญหาที่ลึกขึ้นไปจนมองไม่ออก ก็ไปเห่อตาม ๆ เขาไปอีกได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ถ้า ทำอะไรผิดพลาดไปด้วยความสำคัญผิด ระหว่างสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำ มันก็ คือ กิเลสประเภทโมหะ นี้ทั้งนั้น. นี่เรามีกิเลสอยู่ ๓ หมู่ : โลภะ โทสะ โมหะ เป็นข้าศึก เป็นศัตรู อย่าง ยิ่งอยู่ในภายใน ; ชนะได้เท่าไรเป็นการดีเท่านั้น, ชนะได้หมดเป็นพระอรหันต์เลย อยู่ด้วยความเย็นโดยสมบูรณ์ เรียกว่านิพพาน เรียกว่าโมกขะ เพราะหลุดพ้นออกไป
น.520 จากปัญหา หรือสิ่งผูกพันทุก ๆ ชนิดของปัญหาในโลกนี้. นี้เรียกว่าชนะกิเลส ซึ่งเป็น ยอดสุดของการชนะ. เรื่องที่ ๔ : ชนะธรรมชาติ ทีนี้ จะพูดถึงการชนะอีกอันหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย คือ ชนะธรรมชาติ; ให้รู้ เสียก่อนว่าจะหมดกิเลสหรือจะไม่หมดกิเลสก็ตาม มันมีปัญหาเรื่องธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. คนธรรมดาสามัญ ก็ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยธรรมชาติ มีปัญหามาจากธรรมชาติอยู่ส่วนหนึ่ง ; แม้เป็นพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว ก็ยังมีปัญหาที่เกี่ยวกับธรรมชาติอยู่อย่างเดียวกัน เว้น แต่ว่า ท่านมีวิธีเปลื้องปัญหา ต่างกันกับพวกบุถุชนคนหนานี้เป็นแน่. ปัญหาจากธรรมชาติ นี้เราจะดูว่ามันมีอะไรบ้าง ๆ มัน มีทั้งข้างนอก และ ข้างใน. ปัญหาตามธรรมชาติข้างนอก ก็เช่นว่าดินฟ้า อากาศ ฝน แดด หนาว เย็น อะไรต่าง ๆ นี้, แม้แต่เรื่องข้าวยากหมากแพง เรื่องวิกฤตกาลทางการเมือง อยู่ในโลก ร่วมโลกกับเขา ก็ต้องประสบปัญหาเหมือนกัน ; นี่ก็เรียกว่าปัญหาทางธรรมชาติข้างนอก. ถ้าโง่เกินไป ก็โกรธได้ แม้กระทั่งแดด และฝน เป็นต้น. อย่าเอาคนอื่นเป็นประมาณ เอาตัวเองทุกคนนั่นแหละเป็นประมาณ ว่าได้ เคยอึดอัดขัดใจ เพราะ ฝนตก เมื่อเราไม่ต้องการให้ตก, หรือว่า แดดไม่มีมา เมื่อเราต้องการให้มีมา. เมื่อเราไม่ต้องการให้มันมีมา มันกลับมีมา นี้เราจะรู้สึก อย่างไร ? นี้ยกตัวอย่างว่าฝนกับแดด ที่เป็นปัญหาอยู่ทั่วไป, หรืออากาศมันร้อนอย่างนี้ เป็นต้น, อากาศมันหนาวอย่างนี้เป็นต้น, ล้วนเป็นปัญหาตามธรรมชาติภายนอก. คนมี กิเลสก็อึดอัดขัดใจมาก ตามความมากของกิเลส, คนมีกิเลสน้อยก็อึดอัดขัดใจน้อย. ถ้า เป็นพระอรหันต์ก็เฉยได้ต่อปัญหาตามธรรมชาติ ความบีบคั้นตามธรรมชาติภายนอก.
น.521 ทีนี้ยังมี ปัญหาตามธรรมชาติ ที่บีบคั้นอยู่ภายใน เช่นว่าความแก่ชรา ความเจ็บ ความไข้ โรคภัยไข้เจ็บตามวัยตามอายุ, หรือแม้แต่อุบัติเหตุก็ได้ ก็เรียกว่า ปัญหาภายในทั้งนั้น. ใครเอาชนะมันได้กี่มากน้อย ? ลองคิดดูเอง. คนยิ่งไปรู้เรื่อง นี้อย่างสมัยใหม่มากเท่าไร ก็ยิ่งมีปัญหาส่วนนี้มากเท่านั้น. .. พูดง่ายๆ ก็คือว่าคนสมัยนี้ แหละที่ว่าฉลาดนักนี่ เขากลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวโรคอะไร มากกว่าคนสมัยโบราณ. ไปคิดดูให้ดี ; อะไรนิดหนึ่งเขาก็กลัวตาย ในเมื่อคนสมัยโบราณเขายัง เฉย ๆ อยู่ ยังหัวเราะอยู่ด้วยซ้ำไป. เพราะว่าเราไปรู้เรื่องมาก ในทางที่ทำให้โง่ ให้ กลัวมาก ; เรากลับเห็นว่าดีๆ ๆ เราฉลาดเรารู้ลึกซึ้ง เราป้องกันอะไร จนไม่รู้จะ ป้องกันอย่างไร. ข้อนี้หมายถึงว่าคนมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมาก นี่เกี่ยวกับชรา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกไม่ได้ ถ้าใครมีความทุกข์มากเพราะสิ่งเหล่านี้ ก็เขายังไม่ชนะ ธรรมชาติ เรียกว่าธรรมชาติตามธรรมดาสามัญที่เป็นภายใน. ถ้าเป็นพระอรหันต์ ความทุกข์ความกลัว อย่างที่คนธรรมดาสามัญมีนั้น ไม่มีหรือมีน้อย ก็เรียกว่าท่านไม่ได้ยึดถือเอาเป็นของเรา. ถ้าเราเกิดอะไรขึ้นมาสักนิด แล้วยึดถือว่าเราเป็น, หรือว่ามันเป็นของเรา : ความเจ็บของเรา, ความตายของเรา, อะไรของเรา, คิดไปทำนองนั้น มันเลยมีน้ำหนักมาก มีความหมายมาก มีความรู้สึก แก่จิตใจมาก. ถ้าสติปัญญามันมีไปในทางว่าเป็นของธรรมชาติ ตามธรรมชาติไม่ ใช่ของเรา ไม่ใช่เราเป็น เพราะว่า "เรา" มันไม่มี; แล้วเขาอบรมจิตใจกันมาแต่ ในลักษณะอย่างนี้ จนถึงจุดสูงสุด มัน ก็ไม่มีความทุกข์. ในส่วนที่เป็นความเข้าใจผิด มันจะเจ็บปวดบ้าง ก็เป็นทุกขเวทนาตามธรรมดา ; แต่เจ็บปวดถึงส่วนลึกของจิตใจนี้ มันไม่มี. ถ้าเป็นบุถุชนแล้ว มันแพ้หมดทั้ง ๒ อย่าง ที่เจ็บปวดตามธรรมดาก็โวยวาย, ที่เจ็บปวดอย่างโง่เขลาเพราะยึดมั่นถือมั่นเป็นของเรา นี่ก็มีมากด้วย ; เป็นเรื่องซ้อนกัน
น.522 อยู่ ๒ ชั้น ถ้าเราชนะได้ ก็มีความเจ็บน้อย. นี้ก็ควรจะนึกถึงเหมือนกัน ในเรื่อง การชนะข้าศึก หรือศัตรูหรือปัญหา หรือ ความทุกข์ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ; ฉะนั้น อย่าได้หัวเราะ เมื่อเขาพิจารณาหรือสวดมนต์อยู่ว่า : เรามีความแก่เป็นธรรมดา, เรามี ความเจ็บเป็นธรรมดานี้, อย่าไปหัวเราะเขา. ถ้าว่าเขาทำถูกตามวิธี ตามความมุ่งหมาย ของหลักธรรมะข้อนี้ ; นี่เขากำลังพิจารณาที่จะต่อสู้หรือจะเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตามธรรมชาตินี้ เพราะว่าเขายังไม่เป็นพระอรหันต์. ทั้งหมดนี้ จะเรียกว่า ชนะธรรมชาติ หรือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติที่เป็น ภายนอก เช่นอุตุนิยมทั้งหลาย ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ, ที่เป็น ภายใน เรามี ความแก่ ความเจ็บ มีความไข้ มี ความเปลี่ยนแปลงของสังขารร่างกาย ตามธรรมชาติ แท้ ๆ เลย เหมือนกันทุกคน ; นี่ก็เอาชนะให้ได้. ที่เอาเรื่องนี้มาพูดเป็นข้อสุดท้ายนั้น เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่คาบเกี่ยวกันอยู่ หรือมันคร่อมกันอยู่ ทั้งฝ่ายบุถุชนและฝ่ายพระอริยเจ้า ; กหมายความว่าความทุกข์ตาม ธรรมชาตินี้มันครอบงำกันอยู่แม้แก่บุถุชนและแม้แก่พระอรหันต์. แต่ว่ามันมีวิธีที่จะ ขจัดออกไปต่างกัน ; ถึงแม้เราจะไม่เป็นพระอรหันต์ ยังเป็นบุถุชนอยู่ ก็ควรจะเอาชนะ มันให้ได้ โดยวิธีการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งมันมีรายละเอียดมาก จะเอามาบรรยายไม่ไหว. ถ้าจะ กล่าวเป็นหลัก ที่จะใช้เป็นหลักคร่าว ๆ ทั่ว ไปอย่างกำปั้นทุบดิน ก็คือ : - อย่าไปทำให้มันเกิดเป็นความรู้สึก ชนิดนั้นขึ้นมา ถ้าฝนตก เราก็ทำงาน ชนิดที่ทำเมื่อฝนตก ให้มันเหมาะสมกับฝนตก ก็ไม่ต้องรู้สึกว่าฝนนี้มันขัดคอ เราก็จะ พอใจในการที่มันมีฝนตก ; อย่าให้กลายเป็นว่าฝนตกนั้นมันบีบคั้นเรา มันจับเรามัดไว้ ไปไหนไม่ได้ มันกักขังเราอย่างนี้ อย่าให้มันไปโง่อย่างนั้น. ถ้ามีแดดออก มาแผดเผา ก็ทำในใจให้เย็น ความรู้สึกมันก็จะร้อนน้อยลง, หรือว่าถ้าเป็นกิจการงาน เราก็ใช้แดด ให้มันเป็นประโยชน์เสีย แทนที่จะให้มันเป็นอุปสรรค หรือเป็นปัญหา แล้วก็มีวิชา
น.523 ความรู้เรื่องนี้บ้าง ก็ใช้มันแก้ปัญหาไปได้เหมือนกัน. อย่าไปเป็นบุคคลชนิดที่ค่าฟ้า ค่าฝน เป็นคนโง่ถึงที่สุดถึงขนาดนั้นเลย เรียกว่าเป็นผู้พ่ายแพ้เกินกว่าที่จะพ่ายแพ้. นี่ทบทวนกันดูอีกทีว่า อันที่ ๑ เอาชนะวัตถุ ปัจจัยต่าง ๆ ที่แวดล้อมเราอยู่ ไม่ทำปัญหา ไม่ทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เรา. อันที่ ๒ เอา ชนะบุคคลที่เป็นอุปสรรคศัตรู ปัญหา หรือว่าสิ่งไม่ตรงตาม ความประสงค์ของเราโดยประการใด ๆ ก็ตาม. อันที่ ๓ เรา ชนะส่วนลึกของตัวเรา คือความโง่ที่มีตัวเราเป็นตัวกู - ของกู เกิดผลออกมาเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงนี่ ศูนย์กลางมันอยู่ที่นี่ ; ถ้าชนะที่นี่ได้แล้ว อื่น ๆ เป็นชนะหมดเลย, ถ้าแพ้ที่ตรงนี้แล้วก็มันแพ้หมดเลย. ขอให้ ศึกษา ศูนย์กลางของศัตรู คือกิเลสทั้งหลายที่ออกมา จากจุดศูนย์กลางอันเดียว คือ ตัวกู - ของกู มีความโง่หมายมันเป็นตัวกู - เป็นของกู, อันที่ ๔ ถัดไปอีกอย่างนี้ก็คือว่า ธรรมชาติทั้งหลาย; นี่เป็นตามธรรมชาติ คือส่วนที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ บังคับไม่ได้โดยประการทั้งปวง ; แต่เราเอาชนะมันได้ ทั้งที่บังคับมันไม่ได้โดยประการทั้งปวง คือมันทำอะไรแก่จิตใจของเราไม่ได้ก็แล้วกัน. ขอสรุปความสั้น ๆ ใช้ได้แก่ทุก ๆ ระดับ ทุก ๆ พวกนี้ว่า อย่าให้ทุกอย่าง บีบคั้นเราได้ ; ชนะนั้นคือมันบีบคั้นเราไม่ได้. เมื่อพูดถึงชัยชนะ ถึงความชนะ, คำว่า "ชัยชนะ" หมายถึงมันบีบคั้นเราไม่ได้, มันจับเราเอาไปแล่เนื้อเอาเกลือทา เอาอะไร ตามใจ ; แต่มันบีบคั้นจิตใจเราไม่ได้. นี่เป็นตัวอย่างที่ว่าชนะ, ชนะมีความหมาย อยู่ที่ว่าไม่ให้มันบีบคั้นจิตใจเรา; มันจะเอาไปทำอย่างไรก็ได้ โดยทางร่างกาย โดยทาง อะไรนี่ก็ตามใจ แต่มันบีบคั้นความรู้สึกของเราไม่ได้ ก็เรียกว่าเราชนะ. ทีนี้ ถ้าถามว่าใครชนะ ? ถ้ามีตัวเราอยู่ มีตัวกูอะไรอยู่ ก็เป็นคำพูดสมมติว่า "เรา", และก็มี "ปัญหาของเรา" ; โดยแท้จริงมันก็คือจิตที่อบรมดีแล้ว เป็นสิ่งที่
น.524 อะไรชนะจิตนี้ไม่ได้. แต่ว่าจิตนี่ก็ต้องอาศัยกาย อาศัยอะไรทั้งหมด มันจึงจะเป็นจิต อยู่ได้. โดยภาษาพูดเราเรียกว่า "ตัวเรา" แต่ตามข้อเท็จจริงมันก็คือ จิตที่ได้รับการ อบรมฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแล้ว ตามหลักของพระธรรมและของพระศาสนา โดยความ หมายก็คือว่าจะไม่มีความทุกข์ชนิดใดเกิดขึ้นแก่จิตได้. พระพุทธศาสนามีความมุ่งหมาย อย่างนี้ โดยเฉพาะ คือจะอบรมจิตในลักษณะที่จิตจะมีความทุกข์อีกต่อไป ไม่ได้ แล้วก็ยังจะซ้ำหัวเราะเยาะความทุกข์ ที่เคยทำให้มันเป็นทุกข์มาแต่กาลก่อนนี้; เดี๋ยวนี้ หัวเราะเยาะได้. นี่นอกจากชนะแล้วยังหัวเราะเยาะได้. นี่พูดกันตามหลักธรรมะ เกี่ยวกับชัยชนะในพระพุทธศาสนา ก็พอจะรวบรวม มาเป็นรูปโครงได้อย่างนี้; ขอให้ถือว่ามันเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาของ เราโดยตรง, ไม่เชื่อไปคิดดูเถอะมันเป็นปัญหาของทุกคนโดยตรง. ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ เท่าไร ก็นับเนื่องอยู่ในเครือของความหลุดพ้น หรือโมกขธรรมได้เท่านั้น. ขอให้ ก้าวหน้าไปตามลำดับ ๆ จนถึงขั้นสมบูรณ์ก็แล้วกัน. นี่คือเรื่องชัยชนะในฐานะเป็น โมกขธรรม ที่จะต้องเอามาประยุกต์ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนให้ได้. เวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ที่นี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีปัญหาอะไรเกี่ยว กับเรื่องนี้ก็ถามได้. คำอธิบาย ตอบปัญหา (ถาม) ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เรื่องการชนะคนนั้น ทำไมเราจะต้องชนะเพื่อ ให้อยู่เหนือคนอื่น ? เราจะอยู่กันอย่างเสมอภาคไม่ดีหรือ ? เป็นไปได้ไหมที่เราจะหาวิธีที่ไม่มีผู้ แพ้หรือผู้ชนะนี่เป็นข้อแรก ? (ตอบ) ที่พูดว่าชัยชนะนี้ ไม่ได้หมายถึงชัยชนะที่อยู่เหนือคนอื่น ในทาง อำนาจหรือในทางวัตถุอะไรอย่างนั้น ; ในภาษาโลก ๆ อาจจะหมายความว่าอย่างนั้น : เอาชนะคนอื่นคือเราอยู่เหนือเขาทุกอย่าง ; แต่ทางธรรมนี้ไม่ใช้ความหมายอย่างนั้น แม้จะ
น.525 ใช้คำพูดอย่างนั้น มันก็มีความหมายอย่างอื่น ; เพราะว่าเราต้องการจะไม่ทำอันตราย ใครนั่นแหละ เราจึงมีวิธีชนะของเราตามแบบนี้. ส่วนชาวโลกชาวบ้านนั้น เขาสมัคร ที่จะทำอันตรายผู้อื่น เหยียบย่ำผู้อื่น ทำลายผู้อื่นให้สูญสิ้นไป อย่างนั้นมันความหมายอื่น ที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เราหมายถึง ชนะชนิดที่ไม่มีใครถูกทำลาย มีแต่ว่าจะเกิดเป็น ผลดีด้วยกัน : ทางส่วนตัวเราก็ไม่ต้องมีความทุกข์เป็นหลัก เพราะเกี่ยวกับเรื่องจิตใจ ไม่ได้เอาวัตถุเป็นหลัก. ที่พูดว่าเราไม่ต้องรบกัน ไม่ต้องแพ้ ไม่ต้องชนะกันมิติหรือ ; นั่นแหละ ดีที่สุด. ถ้าเราจะมีความรู้สึกได้ว่า เราไม่เป็นผู้แพ้และไม่เป็นผู้ชนะ นั่นคือเป็น พระอรหันต์. แต่เดี๋ยวนี้เราพูดในความหมายที่ว่า จะมีแพ้มีชนะ ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ชนะ โดยประการทั้งปวง ; แม้พูดสำหรับพระพุทธเจ้าก็ยังพูดว่าเป็นผู้ชนะมารโดยประการ ทั้งปวง ไม่ใช้คำว่าไม่แพ้ แล้วก็ไม่ชนะด้วย. ความหมายอันหนึ่งมีอยู่ เกี่ยวกับสำหรับ เรื่องที่ว่าจะไม่มีความทุกข์เลยนี้ "เราไม่รู้สึกว่าเป็นผู้แพ้ และไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ชนะ" แต่ นี่เป็นภาษาโลกหรือภาษาทิฏฐธัมมิกโวหาร. คำว่า ไม่มีความหมายว่าเราเป็นผู้แพ้ และ ไม่มีความหมายว่าเป็นผู้ชนะในความหมายโลกนั้น ก็มีอยู่ว่า "ถ้าแพ้ก็มานอนเป็น ทุกข์อยู่ ; ไม่ไหว". ถ้าชนะก็ถูกศัตรูจองเวร อยู่รอบข้างอยู่ทุกโอกาส สักวันหนึ่ง ก็ต้องกลับแพ้แน่. ถ้าอย่างนี้ละก็ไม่ไหวทั้งแพ้และไม่ไหวทั้งชนะ ; อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เลย ทั้งแพ้และชนะ จึงจะเป็นผู้อยู่ด้วยความสงบสุขได้. นี่เป็นหลักที่ดี ถ้าถือหลัก อย่างนี้ ก็เพื่อจะออกมาเสียจากการแพ้โดยตรง, และว่าแม้แต่ชนะก็ไม่ชนะอย่างที่ ชาวบ้านเขานิยมกัน คือชนะที่กลับแพ้ได้อีก คือถูกจองเวร ; อย่าไปชนะชนิดที่ทำให้ มันมีการจองเวรมากขึ้น ; เพราะถ้าอย่างนั้นเรายอมให้เขาชนะเสียดีกว่า จะไม่มีการ จองเวรแก่กันและกัน. เดี๋ยวนี้ คนในโลก มีความโง่ถึงที่สุด คือ สร้างแต่ชัยชนะชนิดที่จะก่อเวร แล้วทำให้มีการจองเวรโดยบุคคลก็ดี โดยหมู่คณะก็ดี โดยสงครามมหาสงครามก็ดี มัน
น.526 ทำการรบชนะชนิดที่จะถูกจองเวรซึ่งจะมีการกลับแพ้ได้อีก ก็เป็นเรื่องไม่มีที่สิ้นสุด และ น่าสงสาร. ถ้าเป็นเรื่องทางธรรม ทางจิตใจต้องหันไปหาวิธีที่จะเลิกล้างการผูกเวรจองเวร ระงับไปเสียได้ทั้งแพ้และชนะ นี่เป็นโวหารพูดที่พูดได้ที่ดีมาก ; "ออกมาเสียจากการแพ้ และการชนะ" นั่นแหละคือการชนะตามแบบของพระอริยเจ้าอีกทีหนึ่ง. (ถาม) ข้อ ๒ การชนะกิเลสโมหะ และกิเลสโทสะ นั้นเป็นอย่างไร ? (ตอบ) ชนะกิเลสเหมือนกันทั้งนั้น โลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี เราจะ ทำลายรากเหง้าของมันเสียให้สูญสิ้นไป ; นี้เรียกว่าชนะกิเลสโดยความหมายที่รวบรัด. แต่ สำหรับคนธรรมดายังทำไม่ได้ ; ถ้าทำได้อย่างนั้นก็เป็นพระอรหันต์ หมดปัญหาไป ยังเหลือแต่ว่า คนธรรมดายังมีกิเลสเป็นกรณี ๆ อยู่ในชีวิตประจำวัน จะชนะมันอย่างไร จะบังคับมันอย่างไร จะควบคุมมันอย่างไรมากกว่า. เราไปดูซิว่า เรามี กิเลสประเภทโลภะ หรือราคะ ความกำหนัดนี้อย่างไร เมื่อไรโดยวิธีไร่ ; สนใจอยู่เสมอก็พบร่องรอยที่จะป้องกันอย่างไร, แก้ไขอย่างไร, รวม ความแล้วก็ แก้ด้วยอำนาจของสติเป็นใหญ่. โทสะ, ประเภทนี้ก็เป็นกิเลสที่ทำลาย ร้อนเป็นไฟเหมือนกันนี้, ก็มีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน : มันมาอย่างไร เมื่อไร ; นี้ใช้สติ ตามหน้าที่ ที่จะบังคับหรือป้องกัน กิเลสประเภทโทสะ. กิเลสประเภท โมหะ นั้นแก้ได้โดยการศึกษา คือ ปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีสติ มีปัญญาอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องรู้ ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปแต่ในทาง ที่ว่า อย่าให้โง่ไปยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นตัวตน เป็นของตนขึ้นมา ก็จะช่วยป้องกันกิเลส ๒ อย่างข้างต้นได้ด้วย. ความโง่ หรือโมหะนี้มีมาก แต่ว่าสรุปแล้วมันอยู่ที่ตรง ไม่รู้ตาม
น.527 ที่เป็นจริงว่า "นี่ไม่ควรจะถือว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา" ; ไม่รู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นต้น ก็เกิดความเห็นผิด คิดผิด ไปในทางเป็นตัวกู-เป็นของกู, เห็นเป็นสิ่ง ที่บังคับได้ เป็นอะไรไปทำนองนั้น. นี่ประเภทโมหะ ก็ไปดูว่ามันมีอยู่อย่างไรในเรา นั่นแหละเราไปเข้าใจผิดในส่วนไหน ในเรื่องอะไร ก็ดูเฉพาะตนเป็นส่วนสำคัญ. ส่วน รวมนั้นเขาก็กล่าวไว้ ใช้ได้แก่ทุกคน ว่าไม่ควรจะยึดถือว่าตัวตนนี้ เพราะเป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ, หรือว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กระทั่งจะแก้ปัญหาลงไปโดยตรง ว่าถ้ามีความทุกข์เกิดขึ้นจะต้องแก้อย่างไร, นี่เป็นเรื่องสติปัญญาทั้งนั้น. สรุปความแล้ว ก็รวมอยู่ในคำว่า "พอกพูนสติปัญญา" เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ ๆ. ถ้ารู้สึกอย่างนี้ได้ก็ดี คือไม่รู้สึกแต่เพียงว่าเราเรียนหนังสือ เราหาอาชีพให้ดี เราก็มีเงินมีเกียรติยศชื่อเสียง อำนาจวาสนา ; ถ้ารู้กันอยู่แต่อย่างนี้ มันก็รู้ไปในทาง ที่ตรงกันข้าม ให้หลงใหลในตัวตน ตัวกู-ของกูอะไรมากขึ้น. ดูในมุมกลับบ้างว่า ความทุกข์จะสอดแทรกเข้ามาอย่างไร ในความคิดอันนั้น ; ยิ่งมีตัวกู-ของกูจัด ก็ยิ่งมี โลภะ โทสะ โมหะจัด ; ก็จะร้อน, จะผิด, และผิดต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. ไปศึกษาคำว่า โลภะ คำว่าโทสะ คำว่า โมหะ ให้ละเอียดลออ ให้เข้าใจ ให้แจ่มแจ้ง ; อย่าเพียงแต่ว่าพูด ๆ ไปเท่านั้น ก็จะพบวิธีควบคุมแก้ไขได้ ทีละน้อย ๆ ตามลำดับเหมือนกัน. นี่คือวิธีที่ว่าจะแก้ไขหรือป้องกัน โลภะ โทสะ โมหะ. ให้รู้จัก เข็ดหลาบ รู้จักรสชาติของมัน รู้จักกลัว รู้จักละอาย ว่าเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ควรจะ ต่ำมากถึงอย่างนี้. รายละเอียดมีในที่อื่นไปหาอ่านเอาเอง. (ไม่มีคนถามอีก ท่านอาจารย์พูดต่อ) เมื่อไม่มีใครถาม ผมก็จะพูดต่อไป เวลาเล็กน้อยเหลืออยู่. ขอให้สังเกตดู ให้ดีๆ เราต่างถูกอบรมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก โดยไม่รู้ตัว ให้ยึดมั่นถือมั่นในความหมาย ของคำว่า "แพ้" หรือคำว่า "ชนะ" นี้ ในทางที่เรียกว่าโง่เขลา โง่เขลาอยู่มาก. ความ
น.528 หมายของคำว่าแพ้ หรือความหมายของคำว่าชนะ ยังโง่เขลา อยู่มาก ที่ไปเห็นเป็น เรื่องวัตถุ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ; ไม่มองให้ลึกกว่าที่ธรรมดาสามัญจะรู้สึก แล้วจึง เกิดอาการกลับกันอยู่เสมอ : ที่บุถุชนคนหนา ๆ ว่า ชนะนั้น กลับเป็นการพ่ายแพ้ ใน ความรู้สึกของพระอริยเจ้า. ที่บุถุชนคนหนา ๆ ว่า แพ้มันกลายเป็นการชนะ ในความรู้สึก ของพระอริยเจ้า, หรือชนะในความรู้สึกของบุถุชนคนหนา ๆ มันกลายเป็นแพ้ในความ รู้สึกของพระอริยเจ้า. นี่เรามาตั้งข้อสังเกตส่วนนี้ให้ดี บางทีจะเป็นเรื่องที่ลัดเร็ว ๆ กว่า ลัดสั้นกว่า ; แล้วเราเก็บเอามาเปรียบเทียบกัน ที่คนชาวบ้านเขาพูดไว้อย่างไร, ที่พระอริยเจ้าท่าน พูดไว้อย่างไร. คนหนึ่งว่านึ่งเสียแล้วเป็นฝ่ายชนะ ; อีกคนหนึ่งไม่ยอม, แย้งว่าแพ้แล้ว ศัตรูก็จะยิ่งเอาใหญ่. ให้เราสังเกตว่า เราไหว้เขานี่ เราแพ้หรือเราชนะ ? ทุกคนก็เคยไหว้ คนนั้นคนนี้, แล้วการไหว้ กิริยาไหว้นี้ มันเป็นกิริยาของคนแพ้ หรือของคนชนะ ? คนแพ้ยกมือไหว้ขอชีวิต ก็เห็นกันอยู่ทั่วไป. แต่คนไหว้ที่เป็นผู้ชนะนี้ จะไม่มีบ้างหรือ อย่างไร ? ใครเคยใช้การไหว้เป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาชัยชนะบ้าง ? แม้แต่การไหว้นี้ ก็ยังมีหลายระดับ : ไหว้อย่างโง่เขลาก็มี ไหว้ประจบก็มี ไหว้ชนิดที่มาเหนือเมฆ ให้ คนอื่นเขารู้สึกเปลี่ยนไปอย่างอื่นก็มี ลักษณะกิริยาอาการคำพูดของชาวบ้านนั้น ยังใช้ไม่ได้อยู่หลาย ๆ อย่าง ที่เรา มีกันอยู่. เดี๋ยวนี้ ถ้าเขาด่าเรา เราก็จะด่าตอบ ; แล้วคุณจะคิดว่าอย่างไร ใครแพ้ หรือใครชนะ ? แต่ทางธรรมะก็ถือว่ามันมีแต่ยิ่งแพ้หนักขึ้นทั้ง ๒ ฝ่ายเลย. ถ้าพูดถึง ดีชั่วกันก่อนก็ได้ ว่าคนด่าทีแรกนั้นเป็นคนเลวแล้ว ; แต่พอคนด่าตอบ กลับเลวกว่า คนด่าทีแรกเสียอีก คือเขาเลว ๒ เท่า. นี่พอคนที่หนึ่งด่าตอบมาอีกครั้งอีก เป็นเลว ๓ เท่า ; ทีนี้ คนนี้ด่าตอบไปอีกครั้งนี่ก็เลว ๔ เท่า มันเพิ่มอย่างนี้.
น.529 แพ้ก็เหมือนกัน มันจะแพ้แก่กิเลสในลักษณะอย่างนั้น ค่าเขาไปทีแรกมัน แพ้กิเลส กลายเป็นคนเลวลงไป ๑ ส่วนอย่างนี้ ; อีกทางฝ่ายหนึ่งด่าตอบอีก มันกลับ แพ้เพิ่มมาอีกส่วนหนึ่ง แพ้ที่ค่าและที่ค่าตอบ. ควรจะทำให้หยุดเสีย กลับไม่ทำให้หยุด กลับไปค่าตอบ ไปส่งเสริมให้เรื่องมันมากขึ้นกว่าเดิม. ทีนี้คนทีแรกก็เอาอีก แทนที่ จะหยุดเสียให้เรื่องมันระงับไปเสีย ก็ส่งกลับมาอีก มันก็สูงขึ้นกว่าเดิม ; อย่างนี้เขา เรียกว่า ยิ่งแพ้หนักขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย. แต่คนด่านั้นคงจะรู้สึกว่าชนะ เอ้า, ชนะเพิ่มขึ้น ; ชนะเพิ่มขึ้น ค่าจนไม่รู้จะค่าอย่างไร จนเป็นลมตายไปเองก็ได้. นี่ความมุทะลุโมโห โทโสด้วยอำนาจของกิเลส มันเป็นเสียอย่างนี้ ไม่รู้จักว่าแพ้หรือชนะอันแท้จริงนั้น เป็น อย่างไร. ถ้าเขาด่ามาทีแรก แล้วคนนั้นเขามีอะไรดีๆ ให้กลับไป คือไม่โกรธตอบ ไม่ด่าตอบ ไม่มีอะไร นี้จะระงับความพ่ายแพ้ได้ทั้ง ๒ ฝ่าย กระทั่งคนด่าทีแรกเขานึกได้ เขาขอโทษเป็นต้น. แต่ที่พูดนี้ พูดง่าย เวลาทำ นี้ยากเหลือประมาณ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้อง ขอร้องให้คุณเอาไปคิด เอาไปใช้ เพราะจะต้องใช้เรื่องอย่างนี้มากขึ้นทุกที. เพราะว่า ต่างคนต่างแข่งดี อิจฉาริษยากัน ไม่อยากให้ใครดีกว่า ต้องการแต่จะชนะเหนือผู้อื่น คือดีกว่าผู้อื่นอยู่เรื่อยไป ก็เป็นเหตุให้เพิ่มกิเลสข้อนี้เรื่อยไป ; ยิ่งไปหลงในความดีมาก เท่าไร ก็ยิ่งจะเอาชนะผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น. ฉะนั้นความดีต้องดูให้ดีๆ ต้องไม่หลงกับ มัน ; ต้องเป็นดีที่ถูกต้อง. ส่วนดีด้วยความโง่เขลา แล้วก็ชนะนั่นคิดว่าเป็นการชนะ ด้วยความโง่เขลาเอง : เข้าใจว่าชนะนั่นคือดี; แต่เมื่อชนะนั้นเป็นความชนะ หรือ อยากชนะด้วยความโง่เขลา ความดีนั้นก็เลยเป็นความดีด้วยความโง่เขลา โดยคิดว่าชนะ แล้วก็จะดี. นี่ดีอย่างภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่ชนะกิเลส ไม่ใช่ชนะมาร. นี้เราพูดเรื่อง ของชาวบ้านกันสักหน่อย ว่าชาวบ้านนั้นอยู่ในระดับนี้ อยากชนะเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ ชนะมาร ; อยากชนะศัตรูด้วยการใช้กำลังอย่างสัตว์เดรัจฉานอย่างนี้ ก็ไม่มีทางจะ ชนะได้.
น.530 สำหรับมนุษย์ควรจะมีวิธีชนะอย่างอื่น ซึ่งดีกว่าวิธีชนะของสัตว์เดรัจฉาน ; เดี๋ยวนี้คนในโลกรวมกันเป็นหมู่ ๆ ทำสงครามทำมหาสงครามกันด้วยหวังชัยชนะอย่างสัตว์ เดรัจฉานทั้งนั้น คือชนะด้วยกำลัง ซึ่งเป็นการหลอกลวง แล้วกลับแพ้อยู่นั่นแหละ. ถึงแม้การรบ การต่อสู้ที่ย่อย ๆ ลงมา มันก็หวังชนะอย่างสัตว์เดรัจฉานทั้งนั้น กระทั่งรบ ต่อสู้กันระหว่างคน ก็ชนะด้วยกำลัง ไม่ต่างไปจากชนะอย่างสัตว์เดรัจฉาน ; ฉะนั้น โลกนี้ไม่มีสันติภาพ เพราะคนในโลกกำลังชนะ อยากชนะกันอย่างสัตว์เดรัจฉาน. ขอให้สังเกตดูดีๆ ให้รู้จักคำว่า ชนะ หรือชัยชนะนี้ ให้ถูกต้องไปตาม คลองของสิ่งที่เรียกว่าโมกขธรรม คือ จะปลดเปลื้องมนุษย์นี้ออกไปเสียได้ จากภาวะ เลวทราม ตกต่ำเป็นทุกข์ทุกประการ. มนุษย์ผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานได้เพราะ ข้อนี้ คือมีธรรมะสำหรับมนุษย์, แล้วก็จะเอาชนะกันอย่างมนุษย์ที่มีใจสูง ; อย่าชนะกัน อย่างสักว่าคน ๆ ที่มีความรู้สึกไม่ไกลกว่าสัตว์เดรัจฉานนัก. ขอย้ำกันนิดหนึ่งว่า เราตั้งใจกันเป็นอย่างมาก ลงทุนลงแรงกันเป็นอย่างมาก ที่จะเอาโมกขธรรมไปประยุกต์ ให้ ได้ในชีวิตประจำวัน ผมพยายามสุดเหวี่ยงแล้ว, คุณควรพยายามร่วมมือให้สุดเหวี่ยงด้วย ช่วยจำเอาไปคิดไปนึก เอาไปใช้ ให้ได้ในชีวิต ประจำวัน ให้สมกับความตั้งใจที่ว่าจะประยุกต์โมกขธรรม คือทางรอดของมนุษย์ ให้ได้ ในชีวิตประจำวัน. นี่ เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างสูงสุด, เป็นการเจริญสมาธิ ภาวนา ปัญญา อะไรอย่างสูงสุด อยู่ในตัวชีวิตนั้น แล้วคงจะก้าวหน้าไปโดยเร็ว ทันแก่เวลา คือร่างกายยังไม่แตกตายเสียก่อน ก็จะพบสิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ ชนะความทุกข์ ได้, ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และ พบพระพุทธศาสนา, เอาละเวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ปิดโรงเรียนสำหรับวันนี้.
Buddhadasa