Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑๗ — กามและกามารมณ์

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.488 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์นี้ เป็นครั้งที่ ๑๗ ซึ่งผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า กาม และกามารมณ์. ในฐานะที่สิ่งทั้ง ๒ นี้ เป็นปัญหาสำหรับคน : คนยังไม่รู้, คนยังเอา ชนะมันไม่ได้ จึงถือว่าเป็นปัญหาสำหรับคน ; ดังนั้น จึงควรจะศึกษา หรือทำ ความเข้าใจกันโดยละเอียด. ขอเตือน ไว้ทุกครั้งว่า เราจะพูดกันในลักษณะ ที่เรียกว่าประยุกต์ หรือธรรมประยุกต์ คือเอาธรรมะมาใช้ให้ได้; ฉะนั้น จะอธิบาย หรือจะวินิจฉัย วิจารณ์อะไรกันแต่ในทางที่จะใช้มันให้ได้, ราย ละเอียดอย่างอื่นต้องเว้น เพราะมัน มากมาย ต้องพูดกันตั้งหลายครั้ง. ๔๖๐

น.489 เดี๋ยวนี้เราจะพูดเพียงครั้งเดียว และในแง่ของการประยุกต์ ; ฉะนั้นขอให้ทำ ในใจสำหรับจะเข้าใจในแง่นี้. สิ่งที่เรียกว่า " โมกษธรรม" ก็อย่าได้ลืมเสีย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทุกครั้ง ว่า ธรรมะที่เป็นชั้นหลุดพ้น ในระดับสุดท้าย จึงจะเรียกว่าโมกขะ หรือโมกษะ ; โดย สมบูรณ์หมายความว่าหลุดพ้นจริง ๆ ไม่กลับมา ไม่กลับไปกลับมา. กามารมณ์ ผูกพัน จับเอาคน เป็นทาสได้ ถาม หรือ กามารมณ์ โดยเฉพาะนี้ก็เป็นสิ่งที่ผูกพันคน หรือว่าถึงกับจับเอา คนเป็นทาสของมัน, หรือบางทีก็มองดูในแง่ที่ว่า มันทรมาน เรียกว่าเป็นการถูกกามารมณ์ นี้ขบกัดหรือเคี้ยวกิน. การหลุดพ้นออกไปได้จากอำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากาม มันอยู่ใน ระดับความหลุดพ้นเดียวกันกับนิพพาน, หรือว่าต้องนิพพาน จึงจะหลุดพ้นจากกามารมณ์ หรือหลุดพ้นจากกามารมณ์โดยสิ้นเชิงนั้นก็เรียกว่านิพพาน. ในระดับของบุคคลผู้บรรลุ นิพพาน หมายความว่าเรียกว่าหลุดพ้นจากกามารมณ์โดยสิ้นเชิง ; แม้ว่าจะมีทางแย้งว่า หลุดพ้นจากกามารมณ์ แต่อันอื่นยังเหลืออยู่ ยังไม่หลุดพ้นนี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ข้อ เท็จจริงนั้น ถ้าหลุดพ้นจากกามารมณ์ในทุกความหมาย ในทุกชั้นในทุกระดับแล้ว ก็เป็น เรื่องหลุดพ้นจากทุกสิ่ง. นี้เราเรียกว่าปัญหาของคน อย่างที่กล่าวถึงในครั้งที่แล้ว ๆ มา ว่าปัญหาของ มนุษย์ที่อยู่ที่นี่ด้วยเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ; เรื่องนี้ก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะคนแต่ละคน ก็เริ่มรู้จักพิษสงของกามารมณ์ และความผูกพันของกามารมณ์ ตลอดถึงความเผาลนของ สิ่งนี้. นี่เราจึงเอามาพูด ในฐานะเป็นเรื่องหนึ่งของการบรรยายชุดนี้. กาม, กามารมณ์, ความหมายต่างกัน หัวข้อก็มีสั้น ๆ ว่า ถาม และ กามารมณ์ ; ถ้ายังไม่เคยเรียนบาลี ก็อาจจะ สับสนบ้าง เพราะการพูดจาก็มักจะสับสน. นี้เรารู้ความหมายที่จำกัดตายตัวไว้เป็นข้อแรก :-

น.490 ถ้าเรียกว่า ถาม หมายถึง ความรู้สึก ที่เป็นเช่นนั้น, ถ้าเรียกว่า กามารมณ์ หมายถึง สิ่งที่มาทำให้เกิดความรู้สึก เช่นนั้น ; เพราะฉะนั้นจึง มิใช่สิ่งเดียวกัน แต่ใน การพูดจาก็มักจะเอาไปปนกัน จนบางทีก็ฟังยาก. ฉะนั้น เมื่อพูดถึง ถาม เฉย ๆ ก็ให้ รู้ว่าเป็นนามธรรม เป็นความรู้สึกอันหนึ่ง เป็นไปในทางที่จะเข้ามา หรือเข้ายึดถือ เข้ากอดรัด พัวพัน แล้วก็มีการเสวยสุขเพราะการกระทำเช่นนั้น มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก หลายอย่าง ; แต่ชื่อที่สำคัญที่สุดคือคำนี้ คำว่า "กาม" เฉย ๆ. ส่วนคำว่า กามารมณ์ นั้น แปลว่า อารมณ์แห่งกาม คือสิ่งที่จิตมันจะไป เกี่ยวข้องพัวพัน ในฐานะน่ารัก น่าพอใจ แล้วก็เกิดความรู้สึกทางกามขึ้น เป็นขั้นแรก เป็นข้อแรก, แล้วก็เหลืออยู่เป็นความเคยชิน เป็นสัญญา เป็นอะไรต่าง ๆ ที่จะน้อมไปหา อารมณ์อย่างนี้; มีชื่อเรียกแทนอีกหลายชื่อเหมือนกัน เช่นคำว่า กามคุณ เป็นต้น, กามคุณก็หมายถึงกามารมณ์, กามคุณ คือสิ่งที่มีคุณค่าทางกาม ให้เกิดความรู้สึกทางกาม เรียกว่า กามคุณ. พิจารณาดูความสัมพันธ์ของ "กาม" กับ "กามารมณ์" เดี๋ยวนี้เรารู้จักชื่อของสิ่งทั้ง ๒ นี้แล้ว เราก็ดูกันต่อไปถึงความที่มันสัมพันธ์ กันอย่างไร, มันทำให้เกิดปัญหาอันแสนจะยุ่งยากลำบากซับซ้อนขึ้นมาอย่างไร, ให้เข้าใจ ถึงขนาดที่ว่า เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้จึงจะเรียกว่าประยุกต์. เมื่อพูดถึงตอนนี้ ก็จะต้องทำความเข้าใจกันมาตั้งแต่ต้น แรกเริ่มเดิมทีทีเดียว ว่าสิ่งที่มีชีวิตในระดับที่มีรูปร่างสมบูรณ์ อย่างพูดว่าสัตว์ประเภทมีกระดูกสันหลังกัน ก็แล้วกัน นับตั้งแต่สัตว์ในน้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แล้วก็สัตว์บนบก และกระทั่งที่มัน บินไปในอากาศ. สัตว์ประเภทที่มีกระดูกสันหลัง มีมันสมอง ก็ย่อม มีอวัยวะ สำหรับ ให้รู้สึกต่อสิ่งภายนอก อยู่ ๖ อย่าง ด้วยกัน คือรู้สึกทางภาพก็คือตา, รู้สึก ทางเสียงก็คือหู, รู้สึกทางกลื่นก็คือจมูก, รู้สึกทางรสก็คือลิ้น, รู้สึกทางสัมผัสผิวหนัง

น.491 ก็คือผิวกายทั่ว ๆ ไป, แล้วมีความรุนแรงเฉพาะแห่ง, รู้สึกทางความรู้สึกในภายในก็มีสิ่ง ที่เรียกว่าใจ ; ได้เป็น ๖ อย่างด้วยกัน. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ ๖ อย่าง ; ข้างนอก ก็มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่เป็นคู่สัมผัส. ๕ อย่างแรกหรือ ๕ คู่แรก มันเป็นเรื่องวัตถุ ; อย่างหลังสุดท้ายเป็นเรื่องทางจิตใจ. นี่สัตว์ที่มันเริ่มมีชีวิตสมบูรณ์ เรียกว่ามีกระดูกสันหลัง มีไขสันหลัง มีมัน สมองนี้มันจะต้องมีการรู้สึกได้ ๖ ประการนี้ แม้ว่าบางทีเราก็ไม่รู้จัก ถ้าเราไม่ศึกษามัน. ตัวอย่างเช่นปลานี้ มันก็มีตาเห็นรูป, แล้วก็มีอวัยวะสำหรับได้ยินเสียง แต่มิใช่ว่ามันอยู่ ที่หู หรือมันมีหู. คนเราที่ไม่รู้ก็คิดว่า ปลาไม่มีหู หรือบางทีก็โง่ไป ว่า ๒ ข้างแก้มนั้น มันเป็นหูของปลาไว้สำหรับได้ยินเสียง อย่างนี้ก็ไม่ถูก. ปลามีอวัยวะสำหรับรับเสียง อยู่ตลอดลำตัว lateral line ตรงกันกับกระดูกสันหลังทั้งตัว ตรงนั้นมันรับเสียง รับความ กระเทือนทางคลื่นเสียง, จมูกมันก็มี มันรู้กลิ่นได้ ของบางอย่างวางซ้อนอยู่บนอะไร บางอย่างนี่มันรู้ มันได้กลิ่น และมันมีลักษณะรู้กลิ่นได้ ตรงบริเวณหัวของมัน, รส มันก็รู้ แม้จะไม่มีลิ้นมันก็รู้ รสอร่อยมันก็กินมาก ไม่อร่อยมันก็กินน้อย, แล้วผิวหนัง สัมผัสทั่ว ๆ ไปมันก็มี โดยเฉพาะรุนแรงมากที่อวัยวะเพศ นี้มันก็มีจิตใจในระดับของปลา, อีกสามารถจะรู้สึกต่อความรู้สึกทางจิต มีความจำความอะไรได้ ความจำในอดีตมันก็รู้สึก ได้ด้วยทางความรู้สึกประเภทจิตใจของมัน แต่ว่ามันต่ำมาก ไม่เหมือนกับคน. ทีนี้ คนเรา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เริ่มทำความเข้าใจให้ดีนะ : มีตา สำหรับเห็น มีเรื่องประกอบของลูกตามาก แต่ไม่ต้องศึกษาก็ได้. เพราะว่าเรามีการเห็น ก็พอแล้ว, มีการฟังแล้วก็ได้ยินเสียง, ดมได้กลิ่น, ชิมด้วยลิ้นก็ได้รส, เมื่อสัมผัสทาง ผิวหนังก็รู้สึกสัมผัสนั้นเป็นอย่างไร, ส่วนใหญ่ก็สรุปในความนิ่มนวลหรือแข็งกระด้าง ; ถ้านิ่มนวลก็ให้ความรู้สึกสัมผัสมาก, ถ้ากระด้างก็ให้รู้สึกน้อย หรือจุดของความรู้สึกมัน ห่างก็รู้สึกกระด้าง ถ้ามันถี่ยิบละเอียดนั่นก็เรียกว่านิ่มนวล, ทีนี้ส่วนจิตนี้รู้สึกต่อความ

น.492 คิดนึกประเภทสัญญาแต่หนหลัง คือฟื้นความจำ ฟื้นอะไรขึ้นมา มันก็รู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้นได้ เรียกว่ารู้สึกต่ออารมณ์ในจิตเอง. ทั้ง ๖ คู่นี้ให้ถือว่ามันเป็นพื้นฐานของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งจะต้องคู่กันมากับชีวิต ; ถ้ามันไม่มี มันก็ไม่มีทางที่จะดำรงชีวิต หรือเป็นอยู่อย่างมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้ หรือปัญหา มันก็ต้องเกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ไปทีเดียว. ขอให้สังเกตดูให้ดี ตั้งต้น ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นี่เรียกว่าเป็นอวัยวะ หรือส่วนของอวัยวะที่จะทำความ รู้สึกในภายใน ในทางธรรมเขาเรียกว่า อายตนะภายใน คือสิ่งที่จะทำการติดต่อ เป็น ส่วนที่อยู่ข้างใน. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่จะมาเข้าคู่กันก็เรียก ว่า อายตนะภายนอก : สิ่งที่จะมาติดต่อภายนอก อยู่ภายนอก มีอยู่เป็นธรรมดานั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ; เราไม่ต้องเรียนรู้ไกลไปถึงทางจิตวิทยาอันลึกลับซับซ้อน. เรื่องของเราก็มาตั้งต้นอยู่ที่ว่า คนเรานี้ก็มีอวัยวะสำหรับรู้สึก ๖ ประการนี้, แล้วก็มีสิ่ง ๖ ประการนี้ สำหรับรู้สึกเป็นคู่กัน ; ถ้ามันจะมีอะไรนอกไปจาก ๖ ประการนี้ เรารู้ไม่ได้ เพราะว่าเรามีเพียงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ต้องไปนึกถึง เมื่อรู้สึกไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มี, ไม่มีปัญหาแก่เรา. ที่มีปัญหาแก่คนก็คือ ๖ ประการนี้ : ข้างใน ก็คือชุด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ข้างนอก ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์. ผมขอร้องให้ช่วยจดจำไว้ให้แม่นยำ จะคุ้มค่าในการจดจำ คือ การศึกษาธรรมะทั้งหลาย จะตั้งอยู่บนรากฐานของสิ่งทั้ง ๖ นี้ เสมอไปทุกเรื่อง. ทีนี้ เราก็มีอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, มีอายตนะ ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นี้มันสัมพันธ์กันแล้วมันเกิด อะไรขึ้น นี่เรียกว่าตามกฎของธรรมดา ก็คือเกิดความรู้สึกขึ้น ตามหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ. ยกตัวอย่างเช่น ตา เมื่อได้ สัมผัส กันกับ รูป ข้างนอก ก็ เกิดการเห็น ทาง ตาขึ้นมา นี่เรียกว่า จักขุวิญญาณ - การเห็นทางตา. จักษุกับรูปเนื่องกันเข้า ก็เกิดการ

น.493 เห็นทางตา คือจักขุวิญญาณ ; ๓ ประการนี้ทำหน้าที่ ครบอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่า ผัสสะ หรือจะเรียกเต็ม ๆ ก็ว่าจักขุสัมผัส. พอ มีสัมผัส อย่างนี้แล้ว ก็มีสิ่งที่เรียกว่า เวทนา ; เรียกชื่อเต็ม ๆ ก็ว่า จักขุสัมผัสสชาเวทนา - เวทนา ที่เกิดมาจากการสัมผัสทาง จักษุ : นี่มีความรู้สึกสบายตา ไม่สบายตา คือถูกตา ไม่ถูกตา เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เพราะการเห็นนั้น. นี้เป็นของธรรมดาสามัญที่สุด แต่เราไม่สนใจ เพราะเราไม่รู้ว่าจะ สนใจไปทำไม ; แต่ถ้าอยากจะรู้เรื่องธรรมะแล้วต้องสนใจ ให้รู้จักเวทนาที่เกิดอยู่ทางตา. เวทนานี้ จะมีเรื่องต่อไป ถ้ามาจากการสัมผัสด้วยความโง่ คือการเห็น ด้วยความโง่ มันก็เกิดเวทนาทางตา ที่ทำให้เกิดกิเลสตัณหา จะมีความทุกข์ในที่สุด. นี้ถ้าว่าเห็นหรือดูด้วยสติปัญญา เวทนาเกิดขึ้นมา ก็กลายเป็นเวทนาที่ไม่ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา, ให้เกิดความรู้ในการงาน ในหน้าที่การงาน หรืออะไรที่จะต้องทำอย่างไร. ในเรื่องของตาเป็นอย่างไร ; เรื่องของหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ อย่าง ก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เรายกตัวอย่างทางตา. ทบทวนอีกทีว่า มันมี ตา อยู่ข้างใน แล้วก็มี รูป อยู่ข้างนอก พอถึงกันเข้า ก็เกิด การเห็นทางตา เรียกว่าจักขุวิญญาณ, ๓ อย่างนี้คือ ตา กับ รูป และ จักษุวิญญาณ ถึงกัน นี้ก็เรียกว่า จักขุสัมผัส คือการถูกต้องกันระหว่างสิ่งข้างนอกข้างในโดยสมบูรณ์. ตอนนี้ถ้าว่ามันโง่ไป คือปล่อยไปตามเรื่องตามราว ไม่มีสติปัญญาอะไรเข้ามา มันจะเกิด เวทนาสำหรับหลงใหล : เวทนาน่ารักก็ไปหลงรัก ; เวทนาน่าเกลียด น่าโกรธ ก็ไป หลงโกรธ. นี่ในฝ่ายที่เป็น เวทนาน่ารัก นั่นแหละ จะให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าถาม ซึ่งมา จากรูปที่สวยงาม ซึ่งเป็นกามารมณ์ทางตา ก็มาเกิดความรู้สึกที่เรียกว่ากาม ; ถ้าอยาก ไปตามอำนาจของกาม นั้น ก็เรียกว่า กามตัณหา ตัณหาก็ให้ เกิดอุปาทาน อุปาทาน ก็ให้ เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ มีความทุกข์ เป็นแถวไปเลย. . ทีนี้ในส่วนที่

น.494 น่าเกลียดน่าชังไม่น่ารัก ก็ไม่เรียกว่ากาม แต่ก็ยังเนื่องกันอยู่ดี มันไม่ทำให้หยุดอยู่เพียง เท่านั้น มันทำให้อยากจะได้สิ่งที่ตรงกันข้ามหรือกามอีกเสมอไป; นี่เราก็ไม่สนใจ เราสนใจแต่จะให้ได้สิ่งที่ตรงกับความต้องการของกาม. สิ่งที่เรียกว่าถาม ก็อยู่ที่ตรงนี้ คือ ความรู้สึกใคร่ต่ออารมณ์ที่น่ารักน่า พอใจ ทางตาก็มี ทางหูก็มี ทางจมูกก็มี ทางลิ้นก็มี ทางผิวหนังก็มี ทางใจล้วนๆ ก็มี นั่นแหละ ; ๕ อย่างแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุ; และแม้อย่างหลังคือใจกับธัมมารมณ์ มันก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน : ต้องมีอารมณ์ให้ใจรู้สึก คืออารมณ์ที่ปรุงขึ้นมาด้วยเรื่อง ราวของกาม ความน่ารักน่าพอใจแต่หนหลัง ; จิตมันก็รู้สึก แล้วก็ เป็นความรู้สึกที่ เป็นกาม ได้เหมือนกัน. อย่างที่เขาเรียกกันว่าฝันหวาน ฝั่นอะไรทำนองนี้ สร้างวิมาน ในอากาศ นี้มันเป็นเรื่องของจิต คือได้รับธัมมารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ารักเป็น กามารมณ์ :แต่มันเป็นเรื่องของใจ แล้วมันก็ต่างจากเรื่องของรูป ของกายข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ. ในบางกรณีเขาจะพูดถึงแต่เพียง ๕ อย่างแรก แยกเอาเรื่องใจไปไว้อีกฝ่าย หนึ่งต่างหาก ; แต่ในที่สุดมันก็ทั้ง ๖ แหละ ทั้ง ๖ คู่ ถ้ามีใจเข้ามาอีกคำหนึ่ง สำหรับรู้ ไปทั้ง ๖ นั้น ก็มีความหมายอีกอย่าง คือใจที่มีความหมายอีกอย่าง สำหรับรู้สึกทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปเลย เช่นวิญญาณหกเป็นต้น. ถ้าว่าเราจะไม่มองกันในแง่ของกามารมณ์หรือกาม ก็มองในแง่ของความรู้สึก ก็แล้วกัน : - อันดับที่ ๑. เราจะรู้ว่าเรามีสิ่งที่จะให้เกิดความรู้สึก, และเกิดความรู้สึก ได้ ๖ ทาง ๖ อย่าง ๖ ลักษณะ แล้วแต่จะเรียก : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. ทุกคนมีอย่างนี้ แล้วอันนี้แหละจะเป็นปัญหาของคน นับตั้งแต่ว่าพ่อกระทบ แล้วมันต้องรู้สึก ; นี่มันห้ามไม่ได้ กระทบแล้วมันต้องรู้สึก, มันก็รู้สึก.

น.495 อันดับที่ ๒. นี้อยากจะเรียกมันว่า อาหาร : จากความรู้สึกธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับกามนั้นแหละ มันมาเป็นอาหารในอันดับที่ ๒ คือ ทำให้เกิดความพอใจ เหมือนกับอิ่ม อิ่มทางตา อิ่มทางหูอิ่มทางจมูก ; ไม่ต้องเป็นกามารมณ์ ยังไม่เป็นกามารมณ์ มันเป็นสักว่าอาหาร ; เช่นกินข้าวกินปลาก็กินเป็นอาหาร ยังไม่รู้เรื่องอร่อย, ฟังเสียง ก็ได้ยิน หรือเป็นการกระตุ้นบ้าง. ฉะนั้น เด็กเล็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ชอบดูดอกไม้เป็นพวง ๆ มาแขวนโตงเตง ๆ อยู่นี้ มันก็เป็นเรื่องอาหารทางตา; อาหารทางหู : การขับกล่อม ; กระทั่งทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจไปเลย ; ตอนนี้ก็ยังจะไม่เรียกว่ากามารมณ์ แม้จะ เป็นความอิ่มก็อิ่มอย่างกินอาหาร ยังไม่ใช่กามารมณ์. แล้วนอกจากจะมีอาหารทางปากกิน เข้าไปอิ่มกระเพาะแล้ว ยังมีอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น แล้วก็ทางกาย ทางใจ. คำว่า "อาหาร" นี้แปลว่า ทำให้เกิดผลต่อไป นำมาซึ่งผล คือเป็นปัจจัย ที่นำมาซึ่งผล แล้วมันก็มีอะไรต่อไป ให้เป็นเรื่องเป็นราวไป : เกิดสิ่งที่เรียกว่านามรูป โดยสมบูรณ์ขึ้นมา มันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี่ ; มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่านามรูป กายกับ ใจขึ้นมาโดยสมบูรณ์ คือเมื่อมีการทำหน้าที่. ฉะนั้น เด็กทารกมันก็กินอาหาร แล้วก็มี การเติบโตขึ้นมาทั้ง ๖ ทาง ; คือเจริญแก่กล้าขึ้นมาทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; อย่างนี้เราจะเรียกแต่เพียงว่าอาหารที่กินเข้าไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. อันดับที่ ๓. นี้มีความหมายพิเศษ กลายเป็นเหยื่อล่อ นอกออกไปจาก อาหารเป็นความอร่อยมีอัสสาทะยั่วยวนใจ ; ส่วนนี้ก็เรียกว่าเป็นเหยื่อ แล้วมากลายเป็น สิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์. เหมือนเรากินข้าว ถ้ากินเฉย ๆ กินตามมีตามได้ มันก็เป็น อาหารธรรมดา พออิ่มมันก็หยุด ; ทีนี้ถ้ามันเกิดเป็นอาหารอร่อย อร่อยอย่างยิ่งนี้ มันก็เกิน ความหมายของอาหาร มันกลายเป็นเหยื่อ กินแล้วกนอีก กินแล้วกินอีก ท้องจะแตกแล้ว มันก็ยังอยากกิน อยู่นั้น. ความหมายส่วนนี้ไม่ใช่อาหารแล้ว กลายเป็นเหยื่อแล้ว. นี่ สิ่งที่เรียกว่า กามารมณ์ มัน อยู่ในระดับนี้ คือ เหยื่อทางตา เหยื่อทางหู เหยื่อทาง

น.496 จมูก เหยื่อทางลิ้น เหยื่อทางกาย เหยื่อทางใจ มีรสอร่อยที่สุด ที่เรียกว่าอัสสาทะ หรือเสน่ห์ของมัน. สิ่งที่เคยเรียกว่ารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเฉย ๆ มาแต่ก่อน เดี๋ยวนี้มัน มา กลายเป็นกามารมณ์ ไป พ้นจากความรู้สึกธรรมดา พ้นจากความเป็นอาหารตาม ธรรมดา มาอยู่ในรูปของกามารมณ์ ; อารมณ์ทางตา อารมณ์ทางหู อารมณ์ทางจมูก อารมณ์ทางสิ้น อารมณ์ทางผิวหนัง อารมณ์ทางใจ ล้วนแต่กลายเป็นกามารมณ์. ฉะนั้น คำว่าถาม อยู่ที่ระดับนี้ ความรู้สึกที่เป็นกามนน คือ ความใคร่ ความอยาก ความ กระหาย ไปในเสน่ห์หรือความอร่อยของสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ ; นี่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้. ถ้าเป็นเพียงความรู้สึกธรรมดา ก็ไม่มีอะไรเป็นเพียงสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มี ชีวิตจะต้องมี แล้วตามันก็เห็นรูป หูมันก็ได้ยินเสียง ไปตามเรื่อง นี้เป็นความหมาย ระดับแรก รู้สึกเท่านั้นเอง, ความหมาย ระดับ ๒ คือ ให้เกิดผลนั้นผลนี้ ขึ้นมาเป็น อาหาร, ความหมาย ระดับ ๓ เป็นกาม เป็นกามารมณ์ เป็นระดับที่เป็นตัวปัญหาถึงที่สุด. ถ้ามันเป็นเพียงเรื่องความรู้สึก เราก็มีปัญหาเพียงทำให้มันเกิดสมรรถภาพในทางความรู้สึก มันก็ไม่เท่าไร ; ถ้ามันเป็นอาหาร เราต้องการอาหารเขาขวนขวายหามาเพียงเพื่อเป็น อาหาร เท่านี้มันก็ไม่เท่าไร ; แต่พอมาอยู่ในรูปกามารมณ์แล้ว ขวนขวายกันอย่างไม่รู้อิ่ม ไม่รู้พอล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน. นี้คือปัญหา ที่เรียกว่ากามหรือกามารมณ์. นี่คุณรู้จักแยก ๓ ส่วนนี้ให้เด็ดขาดออกไปเสียก่อน เพราะมัน ๖ อย่างเหมือน กัน : ๖ อย่างแรก เป็นเพียงความรู้สึก ตามธรรมชาติ ของสิ่งที่มีชีวิต, นี้ชั้นต่อมา มัน เป็นเพียงอาหาร ที่เราต้องมี ต้องกิน ต้องใช้ ทนอยู่ไม่ได้ เราต้องการจะเห็น ได้ยิน ได้ฟัง ในลักษณะที่เป็นอาหาร, ต่อมา มันกลายรูป เป็นกามารมณ์ ในเมื่อมันมีรสอร่อย มีเสน่ห์อะไรต่าง ๆ เรียกว่ากามหรือกามารมณ์. คนก็เป็นทาสของกามารมณ์โดยง่าย เพราะ ว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่ารสอร่อยหรือเสน่ห์.

น.497 การสืบพันธุ์ เป็น ธรรมชาติ ทีนี้ ต่อไปที่จะต้องดูก็คือการสืบพันธุ์ : การสืบพันธุ์นี้มิใช่กามารมณ์ เป็น ธรรมชาติ อันหนึ่งซึ่งมันมีมา มีความประสงค์จะสืบพันธุ์ ; นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นทางเพศ ที่จะเกิดเป็นเพศหญิง เพศชาย เพื่อประโยชน์แก่การสืบพันธุ์. ผมว่าเอาเองดีกว่า เพราะไม่มีที่อ้างอิงอะไรนัก ว่า ธรรมชาตินี่มันฉลาด เหนือมนุษย์มาก มันก็สร้างความ รู้สึกทางกามารมณ์ขึ้นให้คน ; แล้วก็จ้างหรือบังคับ กดขี่คนนั้น ให้ทำการสืบพันธุ์ เพราะ การสืบพันธุ์ทุกชนิดไม่ว่าของสัตว์หรือของคน ของอะไรก็ตาม จะมีความหมายที่เป็นรส สูงสุดทางอารมณ์. ดูง่าย ๆ ที่สัตว์เดรัจฉาน ที่มีการสืบพันธุ์นี้ มันมีรสที่เกิดมาจากการสืบพันธุ์ แม้ว่าเป็นอย่างเครื่องจักร แต่มันก็มีรสสูงสุดทางจิตใจ มีความหมายไปในทางกามารมณ์ ; ฉะนั้นในการสืบพันธุ์ของสัตว์ทุกชนิดจะมีส่วนที่เป็น กามารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วย ใน ฐานะที่เป็นเหมือนกับค่าจ้าง ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่ทำ. ธุระอะไรจะไปทำให้มันเหนื่อย ให้มันยุ่ง ให้มันลำบาก ให้มันสกปรก; แต่แล้วมันก็พ่ายแพ้แก่ธรรมชาติ คือกินค่าจ้าง เข้าไป รับค่าจ้างคือกามารมณ์แล้วก็ทำการสืบพันธุ์ ที่ไม่น่าจะมีความหมาย ; เช่นอย่างปลา: ปลาตัวเมียออกไข่ที่ก้อนหินเป็นแถว ปลาตัวผู้ก็ตามหลังหยอดเชื้อลงไปในไข่ทุกเม็ด ๆๆ ; นี่เป็นการสืบพันธุ์โดยที่อวัยวะไม่เคยถูกต้องกัน มันก็มีรสสูงสุดทางกามารมณ์ เมื่อมีการ ระบายน้ำเชื้อลงไปในไข่ สำหรับคนหรือสัตว์ทั่วไป. สัตว์สี่ขาทั่วไป ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น ; แต่มันมีความหมายเหมือนกัน คือมีความรู้สึกสูงสุดทางกามารมณ์ เมื่อมีการผสมเชื้อ ระหว่างผู้เมีย หรือหญิงชาย. การสืบพันธุ์แท้ ๆ นั้น คือต้องการให้มีคนใหม่ หรือสัตว์ตัวใหม่ ออกมา เป็นวัตถุประสงค์. ส่วนกามารมณ์นั้นเป็นรสอร่อยสูงสุดทางความรู้สึก ; ธรรมชาติมันเอา มาจ้างให้สิ่งที่มีความรู้สึกทั้งหลายนี้ ยอมทำการสืบพันธุ์. ฉะนั้นสัตว์ก็มีแต่การสืบพันธุ์

น.498 กับค่าจ้างนิดเดียวเพื่อทำการสืบพันธุ์ แล้วชั่วครู่ชั่วขณะแว่บเดียวด้วยซ้ำไป ; ส่วนมนุษย์นี้ มันเกิดปัญหาใหญ่หลวงเป็นภูเขาเลากา คือมันไปติดในรสของกามารมณ์เกี่ยวกับการ สืบพันธุ์ แล้วมันก็แยกออกมาเป็นกามารมณ์ ซึ่งแสวงหาเมื่อไรก็ได้ แต่สัตว์ทำไม่เป็น สุนัข วัว ควาย อะไรก็ตาม ทำไม่เป็น ที่จะแยกกามารมณ์ออกมาจากการสืบพันธุ์ แล้วมา ลุ่มหลงมัวเมากันกับเรื่องกามารมณ์อย่างคนนี้ ทำไม่เป็น. ให้รู้ความแตกต่างกันใหญ่หลวง ระหว่างสัตว์กับคนในข้อนี้ไว้ก่อน แล้วก็ จะเข้าใจเรื่องนี้; คนสร้างความรู้สึกทางเพศ เพศหญิงเพศชาย แล้วก็รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่เป็นความหมายทางเพศหญิง เพศชาย, แล้วที่ร้ายกาจ ที่สุดก็คือทางโผฏฐัพพะ สัมผัสทางผิวหนังระหว่างเพศนี้เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ โดยไม่ เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ ; ฉะนั้นปัญหามันจึงมากออกไปจากการสืบพันธุ์ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า จนพูดออกมาไม่ถูก. เดี๋ยวนี้พวกเราก็ระวังให้ดี มันเป็นทาสของกามารมณ์ในความหมายอันนี้ ยิ่งกว่าที่จะมีปัญหาทางเรื่องการสืบพันธุ์ ; นั่นมันเรื่องชั่วครู่เดี๋ยวเดียว แล้วนานทีปีหน อะไรทำนองนั้น ; แต่เรื่อง กามารมณ์นี้ เป็นเรื่องที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ แม้ทุกนาที ทุกชั่วโมง. นี่คำว่า ถาม กับคำว่า การสืบพันธุ์ นั้น ไม่ใช่อันเดียวกัน เมื่อกล่าวตาม หลักของธรรมะ. ทีนี้ การศึกษาของพวกคุณ ที่ตามกันฝรั่ง อาจจะเอาไปปนกันก็ได้ : ใช้คำ คำที่มันปนกัน ทั้งกามารมณ์และทั้งการสืบพันธุ์ เลยแยกไม่ออก เลยเข้าใจไม่ได้. นี้ตาม หลักธรรมะจะต้องเข้าใจในลักษณะที่มันแยกกันได้ ; กามารมณ์ก็เป็นส่วนกามารมณ์, การ สืบพันธุ์ก็เป็นการสืบพันธุ์. ถ้ามีปัญหาแต่เรื่องการสืบพันธุ์ก็เป็นปัญหานิดเดียว แต่ลำบาก มากจะต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงอะไรกันไปเท่านั้น. ทีนี้กามารมณ์นี้มันจับใจมาก เมื่อเป็นทาส ของกามารมณ์ แล้วก็ไม่อยากจะสืบพันธุ์ เพราะรู้ว่าการสืบพันธุ์ออกมาเป็นลูกเป็นหลาน

น.499 มันลำบาก, ต้องการจะมีแต่กามารมณ์ล้วน ๆ น้อยครั้งที่จะต้องการให้มีการสืบพันธุ์เป็นลูก เป็นหลาน ; ยิ่งเดี๋ยวนี้ละก็ยิ่งมุ่งหมายแต่เรื่องกามารมณ์กันทั้งโลก ก็มีปัญหาในด้าน ของกามารมณ์นี่มากมาย เป็นภูเขาเลากา ไม่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ แยกออกจากกันไม่กี่ปี. ความรักเพื่อการสืบพันธุ์มันความหมายหนึ่ง ; ความรักเพื่อกามารมณ์นั้น มันอีกความหมายหนึ่ง. ทีนี้ คนหนุ่มคนสาวเป็นทาสของความรักในด้านกามารมณ์ แล้วก็ เลยมีปัญหามาก ก็ทำผิดคิดร้าย เพราะปัญหาอันนี้; จะไปใช้ในทางถูกนั้นดูเหมือน น้อยมาก เป็นเรื่องเผลอไม่ได้ เป็นเรื่องที่พอควบคุมไม่อยู่แล้วก็เป็นเรื่องวินาศ วินาศ ทางจิตใจ คือเป็นทาสของกามารมณ์ แล้วก็เป็นทุกข์เป็นร้อนไปตามแบบของกามารมณ์. ธรรมชาติ แฝง กามารมณ์ไว้กับการสืบพันธุ์ นี่จุดของเรื่องที่เราจะพูดกัน มันก็อยู่ที่ตรงนี้ คือความรู้สึกในทางกาม ไปรู้ ของจริงเอาในเมื่อมันเกิดความรู้สึกนั้น ๆ ขึ้นมาจริงๆ. นี่ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าจะเป็น ธรรมชาติ หรืออะไรก็ตามใจ จะเป็นพระเจ้าที่สูงสุดกว่าสิ่งใดก็ตาม แฝงกามารมณ์ ไว้ กับการสืบพันธุ์ สำหรับตบตาสัตว์ผู้โง่เขลา ให้ทำการสืบพันธุ์โดยเอากามารมณ์เป็น ค่าจ้าง ; ถึงแม้ว่าจะถูกหลอก กินแต่ค่าจ้าง ไม่ทำการสืบพันธุ์มากเข้า มันก็ไม่เป็นไร มันก็ยังมีการสืบพันธุ์พอสมควรที่จะให้สัตว์ไม่สูญพันธุ์. ถ้าไม่มีความรู้สึกอันนี้ ไม่มี การสืบพันธุ์ สัตว์และคน อะไรก็ตาม มันสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ; มันอยู่ได้ด้วยค่าจ้าง ของธรรมชาติ หรือของสิ่งลึกลับอะไรอันหนึ่ง เอาสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ มาผูกไว้กับ การสืบพันธุ์ ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน. ฉะนั้น คนตกเป็นทาสของกามารมณ์ ก็สมัคร ทำหน้าที่สืบพันธุ์ ซึ่งไม่ชวนให้ทำ; พูดกันตรงๆ ก็ว่า เราพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติส่วนนี้ อย่างลึกซึ้งอย่างไม่รู้สึกตัว เราจึงเป็นทาสของกามารมณ์. ที่จริงก็คือเป็นทาสของอะไร อันหนึ่งก็ไม่รู้ ของธรรมชาติหรือของพระเจ้าอะไรอันหนึ่งก็ไม่รู้ ที่ใช้กามารมณ์เป็น เครื่องผูกพันธุ์สัตว์นี้ จะเรียกว่าบ่วงกามารมณ์ หรือบ่วงของกามเทพ หรือบ่วงของอะไร

น.500 แล้วแต่จะเรียก ; แต่มีความหมายเป็นการผูกพันธุ์สัตว์ไว้กับกามารมณ์ จะใช้ให้ทำอะไร ก็ได้ แล้วใช้ให้ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ ไม่ชวนทำ คือการสืบพันธุ์อย่างที่กล่าวแล้ว. ทีนี้ แม้ไม่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ ก็มีการลุ่มหลงในทางกามารมณ์ กันเป็น การใหญ่แล้วก็หลีกเลี่ยงการสืบพันธุ์ นี่คือปัญหา ปัจจุบัน แต่ว่าตลอดกาลนิรันดรของสัตว์ ของคนที่มีความโง่ แล้วตกอยู่ภายใต้อันนี้ ; สัตว์เดรัจฉานเป็นน้อย หรือน้อยที่สุด คนนี้ เป็นมากที่สุด ยิ่งฉลาดเท่าไรยิ่งมากเท่านั้น เพราะมันฉลาดในทางโง่ คือฉลาดในการที่ จะเป็นทาสของกามารมณ์ : รู้จักหานั่นหานี่หาโน่น ประดิษฐ์ประดอยนั่นนี่มาให้อร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น แล้วก็อร่อยมาทางกามารมณ์สัมผัสผิวหนัง. ดูให้ดี สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เขาไม่เป็นทาสทางกามารมณ์กันมากเหมือน ยุคปัจจุบัน และยุคต่อไปก็จะเป็นทาสทางกามารมณ์ยิ่งขึ้นไปกว่าปัจจุบันเสียอีก เพราะมี ประดิษฐ์ประดอยเหยื่อของกามารมณ์รุนแรงขึ้นทุกที. ที่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาตินั้น จะน้อยมาก จะมีความรู้สึกน้อยมาก ; รู้สึกเฉพาะเมื่อถึงคราวที่จะสืบพันธุ์ เมื่อมันถึงเวลา ที่จะทำการสืบพันธุ์ก็รู้สึก ถึงคนก็ มันเหมือนกันแหละ แต่มันเกิดวิวัฒนาการ ให้ รู้สึกได้นอกฤดูการสืบพันธุ์ แล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้นทุกที เพราะมันสมองมันพัฒนา มัน develop มากไป จนกระทั่งสามารถจะมีความรู้สึกทางเพศ โดยอวัยวะไม่ต้องถูกต้องนี้ ซึ่งสัตว์มันทำไม่ได้. นี้พูดมาพอเป็นตัวอย่างให้รู้ว่า พวกเรานี้เป็นทาสของกามารมณ์ อย่างไร และเพียงไรด้วย. มนุษย์ต้องไม่เป็นทาสของกามารมณ์ ถ้าสมมติว่า เราไม่ต้องเป็นทาสของกามารมณ์เหล่านี้ พวกคุณจะว่าอย่างไร จะว่าดีไหม ? หรือจะว่าไม่เป็นรสไม่เป็นชาติเลย ไม่เอาแล้ว ไม่มีรสไม่มีชาติเลย เหมือน ที่คนธรรมดาเขาพูดกัน หรือเขารู้สึกกัน ว่า จะต้องละห่างจากเรื่องกามารมณ์ ก็สั่นหัว ไม่มีรสไม่มีชาติ ไม่เอา ; เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องการไปนิพพาน เขาว่าอย่างนั้น แล้วอะไรเป็นเครื่องผูกพัน ก็คือรสของกามารมณ์.

น.501 เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องที่จะหลุดพ้นออกมาจากอำนาจของกามารมณ์ ; ถึง คุณไม่ต้องการผมก็พูด เพราะมีหน้าที่ที่จะต้องพูด ในฐานะที่เป็นธรรมะ ในพระพุทธ- ศาสนา คือ ให้รู้เท่าทัน สิ่งนี้มาตั้งแต่ต้น ว่าเป็นอายตนะภายในกับภายนอก มีการสัมผัส เกิดวิญญาณ เกิดเวทนา, แล้วเป็นช่องทางของอวิชชา ที่จะเข้าไปยึดจับเอาเวทนานั้น อย่างโง่เขลา, แล้วเกิดกิเลส เกิดตัณหา แล้วก็เป็นความทุกข์. พระพุทธศาสนา ต้องการจะดับทุกข์ ; เพราะฉะนั้น มันหลีกไม่พ้น ที่จะต้องพูดถึงเรื่องนี้ คือที่จะต้อง เอาชนะกามารมณ์. จะพูดต่อไปเสียให้จบก็ได้ ว่าถ้าไม่มีกามารมณ์แล้วมันจะไปกันทางไหนต่อ ไปอีก ถ้ามีการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ในแง่ของกิเลส ตัณหา กามารมณ์ นั้นก็ไปทางกามารมณ์ ; นี่ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะ จะไปทางไหน คนจะตายหรืออย่างไร ? มันก็ไม่ต้องตาย. การสัมผัสของอายตนะ เป็นคู่ ๆ เหล่านี้ มันก็ กลายรูปเป็นการศึกษา ซึ่งทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของคนอีกนั่นเอง. ฉะนั้น อย่าลืม มองให้ดีว่า บางทีการสัมผัสทางเพศทางอะไรก็ตาม นั้นถ้ามันเป็นไปเพื่อกามารมณ์ก็ เป็นไป; แต่ถ้าไม่เป็นไปเพื่อกามารมณ์ มันก็ทำให้ฉลาด ให้รู้จักความจริงของเรื่องนี้. เรื่องของการสืบพันธุ์หรือของอะไรทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับรูปธรรมนามธรรม ทุกอย่าง มันเป็นการศึกษา สำหรับที่จะทำให้เราฉลาดในการที่จะอยู่ในโลกนี้ ; ฉะนั้น อายตนะเหล่านี้มันก็ยังมีประโยชน์ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่คู่กันกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์นี้ มันยังมีประโยชน์สำหรับให้คนฉลาดในแง่ของการศึกษา. แต่เราไปใช้ในแง่ของกามารมณ์เสียเสมอไป เพราะมันไม่อิ่มไม่พอ ; แม้อย่างนั้นมัน ก็ยังมีบางส่วน บางอย่าง บางเวลา เจียดออกมาเป็นเรื่องของการศึกษา, รู้เรื่องนี้ดี ขึ้น แม้จะอยู่ในโลก เป็นเรื่องการศึกษาอย่างโลก ๆ. ทีนี้ อีกทางหนึ่งที่สูงไปกว่า ก็กลายเป็นเรื่องการศึกษาในทางธรรม คือทาง ศาสนาโดยตรง ถ้าไม่มีสิ่งนี้เป็นเรื่องสำหรับให้ศึกษา ก็ไม่เกิดระบบศาสนา ที่จะชนะ

น.502 กามารมณ์ได้ ; ฉะนั้น การที่จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกละกามารมณ์ทางศาสนานี้ ก็หมายความว่าได้ผ่านเรื่องนี้มาแล้ว. กามารมณ์นั่นเองเป็นสิ่งที่ให้การศึกษาแก่บุคคล ที่จะไม่เป็นทาสของกามารมณ์ ; ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ไปในทางให้การศึกษา จนกระทั่งรู้ยิ่งขึ้น ๆ เกี่ยวกับกามารมณ์, จนรู้ว่ามีความเลวทรามมากที่สุด, มีค่าให้ ความเอร็ดอร่อยน้อยที่สุด, กลับตรงกันข้าม คนเหล่านี้ก็หลุดพ้นไป จากความเป็น ทาสของกามารมณ์. นี่ปุถุชนคนธรรมดาในโลกนี้ เขาก็เห็นตรงกันข้ามว่า นี้อร่อยที่สุดประเสริฐ ที่สุด มีค่ามากที่สุด ได้กำไรเกินค่า ที่เราลงทุนไปอย่างนี้ มันก็ลุ่มหลงอยู่ในกามารมณ์ ก็แยกทางกันเดินที่ตรงนี้. พระอริยเจ้าเห็นว่า กามารมณ์นี้มีโทษ มีอันตราย มีความ เลวทรามมากที่สุด ให้ประโยชน์นิดเดียว หรือแทบจะไม่มี; แต่คนธรรมดาเขาเห็น ตรงกันข้าม ว่ามันเป็นประโยชน์ เป็นของสนุกสนาน วิเศษมหาศาลอะไรไปตามเรื่อง .. ถ้าใครรู้เรื่องนี้ในลักษณะอย่างไร ? แล้วก็จะมีผลเกิดขึ้นอย่างไร ? ก็ไปพิจารณาดูเอง. รู้จักกลไกของชีวิตให้ถูกต้อง จะชนะกามารมณ์ได้ นี่การที่จะชนะกามารมณ์ ก็ไม่มีอะไร นอกจากรู้จักสิ่งนี้อย่างถูกต้อง ; อย่างถูกต้องนี้ก็คืออย่างที่ว่ามาแล้ว ว่ารู้ว่ามันเป็นเพียงอะไร : เป็นเพียงสิ่งที่จะต้อง มีประจำอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต เพื่อการสืบพันธุ์, มันเป็นเพียงสักว่าความรู้สึก ชนิดนั้น ซึ่งก็เรียกว่าธาตุด้วยเหมือนกัน. เมื่อวานนี้ก็มีพูดกันเรื่องธาตุ ว่าธาตุคืออะไร ก็ยังไม่ จบ มันยากที่จะอธิบายว่าธาตุนี้คืออะไร ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ ธาตุรูป ธาตุเวทนา ธาตุสัญญา ธาตุสังขาร ธาตุวิญญาณ ; เดี๋ยวนี้อยากจะบอกอีก ๓ ชื่อ คือว่า กามธาตุ รูปธาตุ และ อรูปธาตุ. สิ่งที่เรียกว่า ถามธาตุ นั้นมีอยู่ แล้ว ทำให้ เกิดความรู้สึกทางกาม แก่สัตว์ที่มีความเหมาะสมที่จะรู้สึกทางกาม, แล้วรูปธาตุก็ให้ เกิดความรู้สึกทางรูป ไม่เกี่ยวกับกาม แก่สัตว์ที่มีความเหมาะสมที่จะรู้สึกทางรูปล้วน ๆ, แล้วอรูปธาตุให้เกิดความรู้สึกที่เกี่ยวกับไม่มีรูป นี่ก็เป็นธาตุเหมือนกัน.

น.503 คำว่า "ธาตุ" นี้หมายถึงอะไร ? มันไม่ใช่วัตถุธาตุ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ ว่า เป็นตามธรรมชาติ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วก็จะเกิดความรู้สึกไปตามความหมายของ ธาตุนั้น ๆ; ฉะนั้น มันมี ถามธาตุ อยู่ สำหรับ ทำให้เกิดความรู้สึกในจิตใจของ มนุษย์ เป็นไปในทางของกามารมณ์. ถ้ามองเห็นสักว่าเป็นธาตุอย่างนี้ มันก็คลาย ความหลงใหลในรสอร่อยของกามารมณ์ ว่าเป็นเพียงการปรุงแต่งของสิ่งที่เรียกว่าเป็นธาตุ, มีรสอร่อยมากสำหรับหลอกให้สัตว์หลงใหล โง่เขลา ยอมล่มหัวจมท้าย เป็นทาสขี้ข้า ไปเสียทีเดียว. ธาตุ : ธา- ตุนี้ มันมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่คนไม่ได้มองเห็นเป็นธา - ตุ ตามธรรมชาติ ไปโง่หลงในสิ่งที่มันแสดงออกมาด้วยอวิชชา เลยกลายเป็นทาส ทาส บ่าว ทาสขี้ข้า ของสิ่งที่เป็นสักว่าธาตุ - ธาตุ - ธา - ตุ. โดยสรุปสั้นที่สุด นี้คือทาง ออกมาเสียจากความเป็นทาสของกามารมณ์ หรือของกามก็ได้. คำว่า ถาม กับคำว่า กามารมณ์นี้ ได้พูดแล้ว ว่ามัน เป็นคนละอย่าง ไม่ใช่สิ่ง เดียวกัน ; แต่ว่ามันประหลาดตรงที่ว่าถ้ามันแยกกันอยู่มันทำอะไรไม่ได้ มันทำหน้าที่ อะไรไม่ได้ กามกับกามารมณ์จะต้อง มาสัมพันธ์กัน จึงจะทำหน้าที่ อย่างนี้ขึ้นมาได้ แล้วมีฤทธิ์มีเดชมีอะไรขึ้นมาได้ : มีความรู้สึกที่เป็นความใคร่ แล้วก็มีกามารมณ์ที่เป็น วัตถุสำหรับความใคร่นั้น ๆ มันจึงเป็นเรื่องกามโดยสมบูรณ์ ที่มีรสชาติทำให้สัตว์ทั้งหลาย หลงใหลอย่างยิ่ง. พอรู้ความจริงข้อนี้ ว่ามันเป็นเพียงเท่านี้เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ ; เป็นการ ปรุงแต่งตามลักษณะของธรรมชาติล้วน ๆ ให้เกิดความรู้สึกแก่จิตใจของสัตว์ผู้โง่เขลา ก็ ลุ่มหลงกันเหลือประมาณเท่านั้น ; พอมองเห็นความจริงอันนี้แล้ว ความโง่หลงมันจางไป มันก็ไม่ลุ่มหลง, ลุ่มหลงน้อยเข้า จนกระทั่งไม่ลุ่มหลงเลย. นี่ก็ด้วยอำนาจของธาตุอีก ธาตุหนึ่งด้วยเหมือนกันคือ ธาตุนิพพาน ธาตุนิโรธ ธาตุของสติปัญญาสูงสุด ที่เข้ามา

น.504 ตัดความโง่ออกไป ก็เรียกว่าธาตุเหมือนกัน ; นิโรธธาตุ จะดับการปรุงแต่งของสังขาร เหล่านี้เสีย ; ทำให้กามธาตุหมดความหมาย รูปธาตุหมดความหมาย อรูปธาตุหมดความ- หมาย ด้วยอำนาจของนิโรธธาตุ. ที่ผมเอาคำแปลก ๆ ที่คุณไม่ได้ยิน แล้วยังเข้าใจไม่ได้นี้มาพูด เพราะมันจำเป็น จึงพูดให้ได้ยินไว้ก่อน แล้วก็ไปติดตามหาความหมายและคำอธิบายเอาเอง แล้วเรื่องมันก็ จะมีเพียงเท่านี้ ; โดยใจความ โดยรายละเอียดปลีกย่อย มันมีอีกมาก. นี้เราพูดในฐานะเป็นปัญหาของคน ซึ่งติดอยู่ในบ่วงของกามารมณ์ ถอนตัว ไม่ขึ้น ทำอย่างไรจะถอนออกมาได้ ? เขาก็อาศัยความรู้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านสอน ไว้ ทำให้ออกมาเสียได้ ; การออกมาเสียได้เรียกว่าโมกษะ, ธรรมะที่ทำให้โมกขะนี้ เรียกว่าโมกขธรรม. เราเอาโมกขธรรมมาประยุกต์ตามสมควรแก่ฐานะของเรา ; เรายัง เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ แต่เราก็ อย่าเป็นทาสของกามารมณ์ ให้มันมากนักเลย ก็จะมี ความทุกข์น้อย จนกระทั่งว่ามีความทุกข์น้อยลง ๆ จนรู้เท่ารู้ทันแล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. จงแยกกามารมณ์ออกมาเสียจากการสืบพันธุ์ให้ได้ แล้วก็มีการสืบพันธุ์ที่ บริสุทธิ์ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ชนิดที่มันทรมานหรือเผาลนจิตใจ จนกระทั่งต้อง ฆ่าตัวตายเพราะกามารมณ์นั้นเอง. มันน่าแปลกไหม ที่ เรารักมันหลงมันนัก มัน กลายเป็นเครื่องฆ่าเราเอง คือสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์หรือกามเทพหรืออะไรแล้วแต่จะ เรียก ; เรียกภาษาธรรมดา ๆ ก็เรียกว่ากามคุณ. กามคุณ แปลว่าสิ่งที่มีคุณหรือมีค่าเพื่อ ความใคร่หรือกาม, มีอยู่ทั่วไป เกี่ยวข้องกันอยู่ทั่วไป ไม่มากก็น้อย. ระวังให้ดี ; อย่าให้ทุกข์ภัยมันเกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้ ก็จะเรียกว่าสามารถประยุกต์ได้ สำหรับโมกขธรรม ส่วนที่เกี่ยวกับกามหรือกามารมณ์. เวลาสำหรับบรรยายหมดแล้ว เป็นเวลาสำหรับถาม จะถามหรือไม่ถามก็ สุดแท้ นี่ฝนมันตกมาอย่างนี้ จะถามก็ได้ผมไม่ขัดข้องอะไร หรือว่าจะหนีฝน เลิกก็ได้.

น.505 คำอธิบาย ตอบปัญหา (ถาม) อยากเรียนถามอาจารย์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง กามธาตุ รูปธาตุ และ อรูปธาตุ ไม่ทราบมีความสัมพันธ์กันอย่างไร หรือว่าแยกเป็นประเด็นไปเลย ? (ตอบ) ธาตุทั้ง ๓ นี้มันเป็นเรื่องอื่นมากไปกว่าเรื่องกามหรือกามารมณ์ ถ้า ถามแล้วจะให้ตอบก็ได้. ถ้าว่าสัมพันธ์ มันก็มี ๒ ความหมาย ; ถ้าจะให้มันสัมพันธ์กันระหว่างกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ นี้ต้องอธิบายไปอีกอย่างหนึ่ง ; แต่ถ้าจะเอากันตามที่เป็นตัวปัญหา อยู่จริงแล้ว มันคือสัมพันธ์กับคน สัมพันธ์กับจิตใจของคน. ถ้ากามธาตุเข้ามาสัมพันธ์ กับจิตใจของคน จิตใจจะรู้สึกไปในทางกาม ; เมื่อไรก็ตามใจ เมื่อมีการเสวยอารมณ์อัน ใดก็ตาม ถ้ามันเป็นที่ตั้งแห่งกามธาตุ กามธาตุก็เข้ามาเกี่ยวข้องได้. ความรู้สึกก็ปรุง เป็นความรู้สึกที่เป็นกาม ก็ไปตามเรื่องของกาม; นี้เรียกว่ามันสัมพันธ์กับคน กามธาตุ นั้นสัมพันธ์กับคนหรือชีวิตจิตใจของคน. บางเวลา มันไม่ใช่เป็นโอกาสของกามธาตุ เป็นโอกาสของรูปธาตุ เข้ามา สัมพันธ์กับจิตใจของคน จิตใจของคนคนนั้น เวลานั้น ก็จะไม่แยแสกับกาม ไปสนใจ กับรูปธรรมที่บริสุทธิ์ สงบอยู่ด้วยความหมายของรูปธรรมที่บริสุทธิ์ ; เขาก็เพลิดเพลิน ไปในทางความสงบนั้น เช่นเดียวกับคนมันมีความรู้สึกรุนแรงทางกาม จนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต้องการพักผ่อนมันก็ไปอยู่กับความรู้สึกที่ไม่เกี่ยวกับกาม. แต่ว่าคนชนิดนี้มัน เป็นน้อย ; เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่าอยู่ในระดับที่จะเรียกว่า เขาอยู่ด้วยรูปธาตุ. เรื่อง นี้เลยเอาไปใช้แก่พวกผู้ที่บำเพ็ญเพียรทางจิตใจ เป็นฤๅษี มุนี โยคี ง่วนอยู่แต่กับความ รู้สึกที่เกิดมาจากรูปธาตุอันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามเลย ก็เรียกว่ารูปธาตุนั้นสัมพันธ์กัน กับจิตของคนชนิดนั้น.

น.506 ๔๗๘ โมกธรรมประยุกต์ ทีนี้ อรูปธาตุ ก็คล้ายกัน แต่ว่าละเอียดประณีตสูงขึ้นไปว่า เป็นนามธรรม ล้วน เช่น ความว่างเป็นต้น ; ยกตัวอย่าง บางทีเราอยากจะอยู่ว่าง ไม่อยากจะคิดอะไร เลย ไม่มีความรู้สึกอะไรเข้ามาในใจเลย มันก็อยากจะนอนเสียมากกว่า. แต่ที่เขา มุ่งหมายส่วนใหญ่หมายถึงบุคคลผู้มีจิตใจสูง มีจิตใจไปอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าอรูปธาตุ เช่น อากาศ เช่นวิญญาณธาตุ หรือความไม่มีอะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วพอใจอยู่กับสิ่ง เหล่านั้น นั้นเรียกว่าเพราะอาศัยอรูปธาตุ เข้าไปช่วยปรุงแต่ง นี่ก็สัมพันธ์กับคนทั้ง ๓ ธาตุ. แต่ทีนี้จะให้พูดว่าทั้ง ๓ ธาตุนี้ มันสัมพันธ์กันเองอย่างไร ก็พอจะพูดได้ เหมือนกันแหละว่า กามธาตุหนักเข้า มันก็เอือม ก็เป็นเหตุให้สนใจในรูปธาตุ ไม่เกี่ยว กับกาม. ทีนี้ไปสนใจอรูปธาตุหนักเข้า ๆ ก็รู้ว่ารูปธาตุนี้ก็ยังหยาบ ยังโยกเยกมาก มันมีรูป; อยากให้ละเอียดกว่านั้น ก็มาสนใจกับรูปธาตุ ก็เลยละเอียดไปกว่า ระงับ ยิ่งขึ้นไปกว่า ; ถ้าพูดถึงเป็นความสุข ก็สุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่า. เราพูดได้เลยว่า ถามธาตุผลักดันให้ไปสนใจในรูปธาตุ เมื่อกามธาตุมัน ถึงจุดสูงสุดหรืออิ่มตัว หมดทางไปแล้ว. นี่ รูปธาตุ ก็เหมือนกัน เมื่อถึงจุดสูงสุดหมด ทางไป แล้วมันก็ ผลักดันให้ ไปสนใจในอรูปธาตุ ได้. ทีนี้ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้วยังมอง เห็นว่าไม่ใช่สูงสุด แล้วมันก็จะน้อมไปหานิโรธธาตุ ที่มีความหมายเป็นนิพพานคือหยุดดับ หรือจบสิ้นเชิง เพราะอำนาจความรู้แจ้งในสิ่งที่เรียกว่าธาตุนี้เป็นลำดับ ๆ มา. (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ในพระพุทธศาสนาของเรานี้แบ่งพระ- อริยบุคคลนี้เป็น ๔ ประเภท พระอริยบุคคลขั้นต้นคือพระโสดาบันอย่างเช่นนางวิสาขามหาอุบาสิกา นี้ ก็ถือว่าเป็นพระโสดาบัน แต่ก็ยังมีบุตรและธิดา อยากจะให้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องกามกับ กามารมณ์ของพระโสดาบัน. (ตอบ) พระโสดาบันเริ่มละในทางโมหะเป็นส่วนใหญ่ ละได้บางอย่าง ที่เป็นส่วนโมหะ เช่นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส แต่ก็ยังละกามราคะ

น.507 ไม่ได้ ; แต่นี้ก็ไม่ใช่หมายถึงกามารมณ์ชนิดเลวทราม หลงใหล เหมือนกับของบุถุชน ธรรมดา แต่ก็ยังคงเรียกว่ากามหรือกามราคะ คือการยินดีในกาม : เป็นเพียงความรู้สึก ว่ามันเป็นเหมือนกับอาหารชนิดหนึ่ง หรือมันเป็นธรรมดาอย่างนี้ชนิดหนึ่ง ; ฉะนั้น เมื่อมี การสืบพันธุ์ มันก็ต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ มีกามราคะในระดับที่พอมีสัดส่วนเกี่ยวกับการ สืบพันธุ์ ; ไม่เหมือนกับบุถุชนธรรมดา ที่มีกามราคะในส่วนเพื่อจนหลงใหล จนเป็น สิ่งที่เป็นอันตรายไปเลย. สรุปความก็ว่า พระโสดาบันไม่ได้มีกามราคะอย่างบุถุชนมี แต่มีตามสัดส่วน ที่จะพึงมี แล้วถ้ามันยังเนื่องอยู่ด้วยกับการสืบพันธุ์นั้น มันก็เป็นสิ่งที่ยังแยกกันไม่ได้ นั่นเอง มันมีเท่านี้. ฝนจะหนักขึ้นแล้ว จะต้องหยุดแล้ว ปิดโรงเรียนก่อนเวลา.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต