น.462 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย ในการบรรยายชุดโมกขธรรมประยุกต์นี้ เป็นครั้งที่ ๑๖ แล้ว ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อสั้น ๆ ว่าโลกธรรมในฐานะที่เป็นปัญหาสำหรับคน คือคนมีปัญหาเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งว่าจะเอาชนะมันได้อย่างไร. สำหรับผู้มาใหม่ก็ขออย่าได้ลืมเสียว่า เรากำลังพูดเรื่องโมกขธรรมนี้ เป็นชุด ๆ อยู่ ฉะนั้น จึงต้องพูดติดต่อกันไป, แล้วก็พูดในลักษณะที่ว่า จะเอา ธรรมะอันเป็นหัวใจขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา มาใช้ประยุกต์ในชีวิตธรรมดาสามัญ ประจำวันได้อย่างไร. ๔๓๔
น.463 ให้ศึกษาธรรมะขั้นสูงก็เพื่อใช้ได้ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา คนเป็นอันมากกล่าวอย่างละเมอ ๆ โดยไม่ได้มีเหตุผลอะไร ว่ามันเป็นสิ่งที่ ไร้สาระ หรือไม่สมควร ที่จะเอาเรื่องชั้นสูงสุดในพุทธศาสนามากล่าวในลักษณะอย่างนี้ กับท่านทั้งหลายที่ยังเป็นคนหนุ่มคนสาวเป็นต้น. บางคนก็ได้ใช้เหตุผลพิจารณา ไม่ได้ กล่าวอย่างเพ้อ ๆ ไปทีเดียว ; เขาก็มองไม่เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์อะไรได้ แล้วก็ คัดค้านกันอยู่โดยมากด้วยเหมือนกัน ทีนี้ ผมมันก็ดันทุรังไปคนเดียวที่เอาเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนา เช่นเรื่อง อนัตตา เรื่องนิพพาน เรื่องอะไรทำนองนี้มาพูด. คนที่เขาหวังดี เขาก็แนะนำว่า ให้หยุดพูด ก็มี, คนที่เขาตำหนิติเตียน ก็มีเหมือนกัน. การที่บอกให้ทราบเช่นนี้ ก็เป็น การดีเหมือนกัน คือว่าจะได้เข้าใจกันเสียที่ว่ามันเป็นอย่างไร ; เพราะว่าคนหนุ่ม ๆ โดย มากก็สงสัยว่ามันจะมีประโยชน์อะไร, บางทีก็รู้สึกไปในทำนองที่ว่า จะขัดกับความเจริญ ของตนก็มี นี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องขอร้องเป็นพิเศษ ว่าให้สังเกตดูให้ดี โดยความหมายของ คำว่า "ประยุกต์" นี้ หมายความว่า ต้องเอามาปรับปรุง ไม่ใช่ว่าจะหยิบมาใช้ได้ ทันที ; ต้องเอามาพิจารณาดู แล้วปรับปรุง แล้วใช้ให้มันพอเหมาะพอสม สำหรับผู้ที่ อยู่ในสถานะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เป็นฆราวาส, โดยเฉพาะอย่างยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ อยู่ในปฐมวัย กำลังศึกษาเล่าเรียน กำลังสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง. นับแต่ไหน แต่ไรมาแล้ว เขาถือกันเป็นธรรมเนียมเสียเลยว่า เอาไว้ให้แก่เฒ่าก่อน จึงค่อย สนใจในธรรมะ ; แล้วเขาก็ไม่ได้เล็งถึงธรรมะอันสูงสุดอะไร จะเล็งถึงแต่เพียงว่า เข้าวัดเข้าวา เท่านั้นแหละ ให้เฒ่าให้แก่เสียก่อน แล้วจึงเข้าวัดเข้าวาบ้าง ไม่ได้พูดถึง เรื่องธรรมะขั้นหลุดพ้นอะไรกัน. เดี๋ยวนี้ เรามัน กลับตรงกันข้าม ว่า ยังเป็นคนอยู่ใน วัยรุ่น ในปฐมวัยอย่างนี้ ยังอยู่ที่บ้าน ยังเรียนอยู่อย่างนี้ กลับถูก ชักชวนให้สนใจใน เรื่องพระนิพพานโดยตรง หรือเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับนิพพาน.
น.464 พวกคุณจะเห็นได้ว่า มันจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำความเข้าใจกันในข้อนี้ ; ฉะนั้นก็ ขอให้เข้าใจให้ได้ให้สำเร็จประโยชน์ อย่างเมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องตัวตน ว่าเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง เป็นเพียงความคิดปรุงแต่ง ที่ทำให้มีความรู้สึกไปอย่างนั้น เท่านั้นเอง ; นี่ก็มีปัญหาคาบเกี่ยวกันกว้างออกไป ถึงกับว่าถ้าอย่างนั้น เราจะทำไปทำไม หรือว่าเราจะมีกำลังที่ไหน เอามาใช้ในการทำงาน ทำหน้าที่ของตน อย่างนี้เป็นต้น. นี้ขอให้เข้าใจเนื่องกันมาถึงการบรรยายในวันนี้ โดยมีหลักว่า เราจะปล่อยไว้ อย่างโง่เขลา คือไม่รู้เอาเสียเลย หรือว่าอย่างคลุมเคลือ ๆ รู้บ้างไม่รู้บ้าง เกี่ยวกับเรื่อง ว่าตัวตนมีหรือไม่มี ? หรือมีอยู่อย่างไร ? อย่างนี้ดี หรือว่า จะให้มันแน่ชัดลงไป ว่ามัน มีหรือไม่มีอย่างไร แล้วเราจะต้องทำอย่างไร จึงจะได้รับประโยชน์จากการที่เกิดมาเป็น มนุษย์ แล้วก็มีศาสนาเช่นพุทธศาสนาเป็นต้น. ให้ศึกษาเล่าเรียน และถือกันว่าเป็นสิ่ง สูงสุด ที่จะขจัดปัญหาต่างๆ ได้; นี่ผมก็ยังมีความรู้สึกหรือมองเห็นว่า จะต้องให้เข้าใจ ถูกต้อง ว่าทั้งหมดมันมีอยู่อย่างไร แล้วเราจะเอาไปใช้กันสักเท่าไหน เพียงไหน อย่างไร. ทุกคนที่มาอาจจะมีความหวังต่าง ๆ กัน บางคนก็อาจจะผิดหวัง หรือรู้สึก ว่าผิดหวังก็ได้ ; ถ้าไม่เข้าใจเรื่องที่พูดนี้แล้ว ก็คงจะรู้สึกผิดหวัง เพราะผมก็ไม่ได้ พูดอย่างอื่น พูดแต่อย่างนี้. บางคนหวังว่าศึกษาธรรมะ รู้จักทำจิตใจให้เป็นสมาธิ ก็เป็นประโยชน์ดีในการศึกษาเล่าเรียน หรือการคิดนึก การทำงานอะไรต่างๆ ; อย่างนี้ ก็ถูกเหมือนกัน. แต่ผมก็ไม่ได้บรรยายเรื่องชนิดนั้นโดยตรง กลับมาบรรยายเรื่องที่ไกล ไปกว่านั้น หรือลึกไปกว่านั้น แล้วก็เป็นรากฐานของความมุ่งหมายอันนั้น ดีไปกว่าเสีย อีก ; เช่นว่ามีสมาธิทำงานได้ดี แต่ถ้าไม่มีความยึดมั่นถือมั่น กลับทำงานได้ดีกว่า ไปเสียอีก. ผมจึงกำลังอธิบายในขั้นที่เรียกว่า มีจิตที่ว่างที่เป็นอิสระ ที่ไม่ได้ยึดถือ อะไรให้หนัก ให้รุงรังอะไรนี้ มันเป็นทั้งสมาธิ เป็นทั้งปัญญา เป็นทั้งอะไรหมด ; นี่กลับจะช่วยให้ทำงานได้ดี เล่าเรียนได้ดี อะไรได้ดี แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด. แต่ถึงไม่ใช่ ทั้งหมด ก็ยังดีกว่าที่จะรู้แต่เพียงเรื่องของสมาธิอยู่นั่นเอง ; ฉะนั้นจึงเอาเรื่องอนัตตา หรือเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในความหมายอย่างอื่นมาพูดกัน.
น.465 ให้รู้จักและมีธรรมะขั้นสูง เพื่อไม่ต้องเป็นทุกข์ ข้อนี้อาจจะสรุปความได้ว่า เมื่อ จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว เป็น ทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ทั้งอะไรโดยสมบูรณ์ อยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ แล้วก็เลย เป็นจิตที่มีสมรรถภาพที่ทำอะไรได้ตั้งแต่ต้นจนปลาย, แล้วก็ยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งว่า เราจะไม่มีความทุกข์เลย ตั้งแต่ต้นจนปลาย แม้ว่าเราจะต้องทำสองอย่างพร้อม ๆ กันไป. สองอย่างในที่นี้ก็คือ ศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบอาชีพ หรืออะไรก็ตาม ตามความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในโลก ในส่วนร่างกายนี่ ก็เรียกว่าเป็นอย่างหนึ่ง หรือหน้าที่ อันหนึ่ง ; ส่วนอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือว่า เรา จะต้องมีธรรมะ ที่ทำให้เราไม่ต้อง เป็นทุกข์ ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้น ๆ; หรือจะเรียกไปเสียอีกอย่างหนึ่งว่า เรา ต้องการจะศึกษาธรรมะ พร้อมกันไปด้วยกับการทำหน้าที่อย่างชาวโลก คือทำอาชีพ ออกจะเป็นนักศึกษาที่จัดไปสักหน่อย ในการที่ให้อะไร ๆ ก็เป็นเพียงการ ศึกษาเท่านั้น : การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็เป็นการศึกษาเท่านั้น, ชีวิตเป็นการศึกษาเท่านั้น ; ในด้านโลก ๆ ก็คือการศึกษา. การประกอบอาชีพ การเป็นอยู่ การต่อสู้ไปใน ชีวิต เอาเป็นเพียงการศึกษา เท่านั้น อย่างนี้จะสนุกดี จะหาความทุกข์ยาก ; เพราะ มันอาจจะศึกษาเลยไปถึงความจริง ของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น คือความที่ไม่ควรจะยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัว เป็นตน พร้อมกันไปในตัว เป็นการศึกษาสองอย่างคู่กันไปอย่างนี้ก็ได้. ถ้าไม่อยากจะเรียกว่าการศึกษา ก็เป็นการทำงานพร้อมสองอย่างกันไป : ทำอาชีพเพื่อ ร่างกาย, ปฏิบัติธรรมะเพื่อจิตใจ คู่กันไปทั้งสองอย่าง ถ้าทำได้ มันจะน่าดูกว่า ที่จะปล่อยให้เปะปะไปตามบุญตามกรรม. ถ้าเราทำได้ ก็หมายความว่า ประโยชน์ที่ต้องประสงค์ในส่วนวัตถุ ส่วน ร่างกายส่วนโลก ๆ นี้ก็มีได้. ประโยชน์ในส่วนธรรมะ คือจิตที่สงบเป็นสุขไปตามแบบ ของธรรมะนั้น ก็มีได้ด้วย, พอพูดอย่างนี้บางคนก็คงจะค้านอีกว่า มันมากเกินไปแล้ว,
น.466 คนแก่ ๆ ก็จะอิจฉาเด็ก ๆ ริษยาเด็ก ๆ ว่าเด็กนี้จะเอามากเกินไปแล้ว. มันไม่ใช่อย่าง นั้นหรอก อย่าไปคิดกันอย่างนั้น ; ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ก็แล้วกัน ในข้อที่ว่า จะก้าวหน้าไปเรื่อยและโดยเร็วที่สุด แล้วโดยไม่ต้องมีความทุกข์ด้วย คือไม่มีความผิด พลาดด้วย. นี่ถ้าต้องการอย่างนี้กันจริง ๆ แล้ว ความรู้เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละ จำเป็นที่สุด และจะมีประโยชน์ที่สุด ขอให้มีกันพอสมควร ตามภูมิตามชั้น ตาม สถานะของตน. เด็ก ๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทุกข์ร้องไห้ เพราะสอบไล่ตก, แล้วก็จะไม่เกิด เด็ก ๆ ประเภทที่พกปืนเข้าขู่ครู ว่านี้ถ้าลงคะแนนให้กูสอบตก แล้วยิ่งเลย ; นี่เขาว่า เป็นเรื่องจริง แล้วก็มีหลายแห่ง. เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้เป็นถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่นิยาย ; เด็กชนิดนี้ไม่น่าจะมี. ที่มีเพราะว่าเขาไปยึดถือมากเกินไป เมื่อตัวไม่มีอะไรดีจะต้องสอบ ตก เขาก็ไม่ยอมตก. ตามที่เขายืนยันได้นี้ มีมากกว่า ๔ - ๕ รายที่มีอย่างนี้ นี่เป็น ของใหม่ ของแปลก ของเพิ่งมี คือความยึดมั่นที่สูงเกินไป. อีกทางหนึ่งก็ไปร้องไห้ ร้องห่มเสียใจ จะกระโดดน้ำตายก็มี เพราะว่าเด็กเขากำลังมุ่งมั่นมากเกินไปในการเรียน ด้วยการเห็นแก่ตน พอสอบไล่ตกก็ละอาย มีความยึดมั่นมากเกินไป อยากฆ่าตัวตาย ; ตำรวจเคยช่วยเด็กชนิดนี้ที่สะพานพุทธ ฯ ของโรงเรียนแห่งหนึ่งปีละคน ๒ คน นี้ก็เป็น เรื่องจริงไม่ใช่เรื่องนิยาย. นี่ขอให้คิดดูเถอะว่า จะทำไปทำไมกัน เพียงแต่สอบไล่ไม่ได้ตามที่ต้องการ แล้วก็จะฆ่าตัวตาย กระโดดน้ำตาย หรือจะฆ่าคนอื่นตาย มันไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ เสียแล้ว. นี่ตัวอย่างมีอีกมากมาย แต่เอามาเล่าให้ฟังบ้าง พอเป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่า มันจำเป็นแล้ว ที่มนุษย์ผู้มีมันสมองฉลาดปราดเปรื่องอย่างสมัยนี้ จะต้องมีความรู้อีก ด้านหนึ่งให้ทัดเทียมกัน คือความรู้เรื่องที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มันเกินไป. ก่อนนี้เขาไม่ยึดมั่นถือมั่นเกินไป เพราะเขาฉลาดน้อย เดี๋ยวนี้มันฉลาดมาก ถูกอบรมทางอื่นให้ฉลาดมาก ; ฉะนั้นความยึดมั่นถือมั่น มันก็รุนแรงหรือแหลมคมมาก
น.467 จึงมีการกระทำที่ไม่น่าดูมากขึ้น. แม้การประกอบอาชญากรรมของอันธพาลต่าง ๆ ตาม ถนนหนทางทั่วไปทั้งโลก เนื่องด้วยทางเพศเป็นส่วนใหญ่นี้ ก็มาจากความยึดมั่น ถือมั่นนี้ทั้งนั้น. น่าจะมองเห็นกันเสียบ้าง ว่าเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ‘เป็นเรื่อง ที่ควรศึกษา กันแล้ว, มันถึงยุคถึงสมัยที่ว่า คนเราควรจะศึกษาเรื่องนี้กันแล้ว. อย่า ได้ไปคิดในทำนองที่กลับกันอยู่ ว่ายุคนี้สมัยนี้ ต้องพูดกันแต่เรื่องความเจริญก้าวหน้า ทางวัตถุ ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางอะไรก็สุดแท้ ให้มันก้าวหน้ากันตะพืดไป ; แล้วมันถูกครึ่งเดียว. ยุคนี้เป็นยุคที่แข่งขันกันมาก เพราะต้องการก้าวหน้ากันมาก ; แต่พร้อมกันนั้นก็ อย่าได้ทำลายตัวเอง ด้วย จึงต้องมีความรู้เรื่องธรรมะในขั้นสูงนี้ เพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่ง อย่างที่เรียกว่าจำเป็นทีเดียว จำเป็นยิ่งกว่าสิ่งที่แล้ว ๆ มา. ผมมองเห็นอย่างนี้ แล้วจึงได้เริ่มพูดเรื่องที่เขาเรียกกันว่า โลกุตตระ แก่ นักเรียน นักศึกษาเรื่อย ๆ มา หลายปีแล้ว. เมื่อสัก ๒๐ ปีมาแล้ว ก็ได้เริ่มพูด แก่บุคคล ชั้นที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษา ไม่ใช่เด็กแล้ว อย่างนั้นก็ยังถูกติ ถูกตำหนิ ถูกเยาะเย้ย โดยบุคคลบางพวกว่าเอาเรื่องโลกุตตระมาสอนผู้พิพากษา ซึ่งมัน ไม่เกี่ยวกันเลย ; เขาว่าอย่างนั้น แต่เรามันกลับเห็นเป็นอย่างอื่น ว่าอย่างน้อยที่สุด ผู้พิพากษาก็ควรจะบังคับกิเลสได้ ไม่มีอคติ, อคตินั้นมันมาจากการยึดมั่นถือมั่นมาก เกินไปเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น ก็ได้พูดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้. วันนี้กำลังจะพูด เรื่องโลกธรรม ให้ทุกคนรู้จักให้ดี แล้ว เอาชนะให้ได้ เท่าที่ตัวเองจะเอาชนะได้ พอเหมาะสมแก่สถานะของตน หรือแก่วัยของตน หรือแก่ หน้าที่การงานของตน. เรื่องโลกธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ของตน" ในครั้งที่แล้วมา พูดเรื่อง ดูให้ดีแล้วไม่มีตัวตน แต่ความรู้สึกของเรายังมี ตัวตน แล้วก็ทำไปในลักษณะที่จะให้มันถูกข้อเท็จจริง ที่ว่าตามธรรมชาติที่แท้จริงมันไม่มี
น.468 ตัวตน ; แต่ความรู้สึกของเรามันมีตัวตนอยู่เรื่อย แล้วจะทำอย่างไร มันจึงจะถูกกัน กับข้อเท็จจริง ระหว่างความรู้สึกของเรากับธรรมชาติอันแท้จริง ซึ่งได้พูดกันไปแล้ว พอสมควรในครั้งที่แล้วมา. วันนี้มันก็เป็นเรื่องที่เนื่องกัน หากแต่ว่าเขยิบออกมา เป็น เรื่องที่เกี่ยวกับของตนด้วย. เมื่อวานเป็นเรื่อง "ตัวกู" มากไป, วันนี้เป็นเรื่อง "ของกู" โดยตรง. ที่เรียกว่า โลกธรรม นี้บางคนอาจจะยังไม่ทราบ โลกธรรมก็แปลว่า สิ่งที่ จะต้องมีอยู่เป็นธรรมดาในโลก ไม่วิเศษวิโสอะไร คือจะต้องมีตามธรรมดาในโลก อย่าง "ไม่วิเศษวิโสอะไร" ; ฟังดูให้ดีๆ. แต่เราก็จะให้ความหมายคุณค่าแก่มันอย่าง วิเศษ กระทั่งในทางบวกและทางลบ : ทางบวกก็รักมาก พอใจมาก, ทางลบก็เสียใจมาก จะฆ่าตัวตาย. สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรม หรือที่จะต้องมีอยู่เป็นธรรมดาสามัญในโลกนั้น เขาจัดไว้ ๔ คู่ คือ : การได้ลาภ และการไม่ได้ลาภ คือ การได้ กับการเสีย นั่นเอง คู่หนึ่ง, แล้วก็การได้เกียรติ กับการไม่ได้เกียรติ หรือมียศ กับไม่มียศ นั่นเอง คู่หนึ่ง, แล้วก็การได้สรรเสริญ กับการได้นินทา คู่หนึ่ง, การได้สุข กับการ ได้ทุกข์ อีกคู่หนึ่ง, เลยเป็น ๔ คู่. พิจารณาดูให้ดีด้วยกันทุก ๆ คน ว่ามันมีความหมายกี่มากน้อย มันมีค่า กี่มากน้อย สำหรับเราโดยเฉพาะก็ได้. การได้สิ่งที่เราต้องการ กับการไม่ได้สิ่งที่เรา ต้องการ นี้มันมีความหมายแก่เราก็มากน้อย ? คู่ที่ ๑. การได้ตามต้องการ ทำให้เรา ลิงโลดลืมตัวเป็นบ้าเป็นหลัง และทำอะไรอย่างไม่น่าดูต่อไปอีก จนกระทั่งเป็นความทุกข์ชนิดที่ไม่รู้สึกตัว. ที่นี้ ส่วน ไม่ได้ การไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์แบบหนึ่งเหลือประมาณ ก็ ขบกัดเอาโดยตรง เผาลน เอาโดยตรง ; มันก็เป็นทุกข์เท่ากัน แต่มันคนละแบบ. คู่ที่ ๒. ได้ยศ กับ เสื่อมยศ หรือได้เกียรติกับเสียเกียรตินี้ เกือบจะไม่ต้อง อธิบายแล้ว ; เพราะเกิดมาจนโตเท่านี้ มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยอย่างนี้ ก็ค่อย
น.469 ได้รู้ความหมายของคำเหล่านี้ดี เพราะได้ผ่านมาด้วยตนเอง ในเรื่องมีเกียรติอย่างนั้น มีเกียรติอย่างนี้, แล้วก็เสียเกียรติไป เพราะเหตุนั้น เพราะเหตุนี้ หรือเขาไม่ให้เกียรติเรา ที่ตัวเราคิดว่าเขาควรจะให้ ก็ไปเสียใจอยู่อะไรอยู่ ; เหล่านี้เป็นของธรรมดากี่มากน้อย, หรือเป็นของพิเศษ ไม่ใช่ของธรรมดา ในความรู้สึกของเรา. คู่ที่ ๓. สรรเสริญกับ นินทา : เราเคยได้รับการสรรเสริญจนตัวลอย, แล้วก็เคยถูกเขานินทาหรือดูหมิ่น จนโกรธเป็นพืนเป็นไฟ เป็นยักษ์เป็นมารไปเลย เมื่อถูกเขานินทา มาเสียใจมาวุ่นวายอยู่เป็นวัน ๆ เดือน ๆ ก็มี ; เป็นความฉลาดหรือเป็น ความโง่เขลานี้ มันต้องดูกันให้ดี ๆ. ถ้าหากว่าเป็นปกติอยู่ได้ โดยไม่ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ หรือฟู ๆ แฟบ ๆ มันจะวิเศษสักกี่มากน้อย ? ถ้าจิตใจของเรามีความสะอาด สว่าง มีความ เข้มแข็งมีอะไรพอที่จะไม่ฟูขึ้นเพราะความสรรเสริญ ไม่แฟบลงเพราะความถูกนินทานี้ มันจะดีกี่มากน้อย ? คู่ที่ ๔. สุดท้าย สุข กับ ทุกข์ นี้ก็พูดยาก มันเป็นเพียงเวทนาเท่านั้น, ใน ที่นี้มีความหมายเป็นเพียงเวทนาเท่านั้น ไม่ใช่จริงจังอะไรเลย ; ได้สิ่งที่ทำให้เราพอใจ ก็เป็นสุข, ได้สิ่งที่ไม่พอใจก็เป็นทุกข์ มันก็อยู่ในเรื่องที่เรียกว่า ฟู ๆ แฟบ ๆ อยู่เรื่อยไป. "โลกธรรม" ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ; ทำความเสื่อมเสียแก่จิตได้มาก ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ เห็นประโยชน์ของเรื่องนี้ ก็ลองเปรียบเทียบกันดูเดี๋ยวนี้ เลยก็ได้ ; ดูว่า ถ้าเราไม่ต้องเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร : เมื่อเรารู้สึกว่าถูกใครเขาจับ เราเชิด เราก็โกรธ, โกรธมากว่าถูกเขาเชิด รู้เท่าไม่ถึงเขา ถูกเขาเชิดให้เลิศลอยไป ก็มี. หรือบางทีถูกเขากด ถูกเขาแกล้ง เราก็มีความทุกข์เสียใจ ไม่รู้จะพูดอย่างไรก็มี. นี่เรียก ว่าความที่ฟูขึ้นเพราะโลกธรรมฝ่ายบวก แล้วก็แฟบลงไปเพราะโลกธรรมฝ่ายลบ ซึ่งมีอยู่ ๔ คู่ : บวก - ลบ, บวก - ลบ, บวก - ลบ, บวก - ลบ, มันเป็น ๔ คู่อยู่อย่างนี้.
น.470 ใครเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย คนนั้นก็ จะไม่สนใจธรรมะประเภทนี้. ที่เขาว่า เขา อาจจะรู้สึก หรือตัดสินใจได้ด้วยความรู้สึกชั่วขณะของเขา หรือควบคุมตัวเขาเองได้ โดยง่าย นี่คือ เป็นคนที่ประมาท ชนิดที่เรียกว่าตายแล้ว, มีค่าเท่ากับตายแล้ว เพราะดูถูก เรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องศึกษาง่าย เข้าใจง่าย แก้ปัญหาง่ายอะไรต่าง ๆ. เมื่อเรานั่งกันอยู่อย่างนี้ หรือพูดกันแต่ปากอย่างนี้ มันก็ดูจะไม่ค่อยมีเรื่อง อะไรจริงเหมือนกัน ; แต่พอไปถูกเข้าจริงเถอะ ลองดูเถอะ, พอให้ไปถูกเข้าจริง ๆ ในเรื่องได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์นี้ มันจะเป็น อย่างไร ; เมื่อนั้นแหละ ไปคำนวณดูใหม่ ว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเอาใจใส่กี่มากน้อย. มันไม่ใช่ทำอันตรายให้เรามีความทุกข์ สุข ขึ้น ๆ ลงๆ เฉพาะเรื่องนั้นเรื่องเดียว, มัน ยังทำให้เสื่อมเสียในทางจิตใจ ทางวิญญาณ ไกลออกไป ไกลออกไป สืบต่อ กันไปอีกหลายเรื่อง. ทีนี้ ก็จะบอกให้มองอีกแง่หนึ่งว่า ที่พวกคุณอุตส่าห์ทุ่มเทกำลังเรี่ยวแรงอะไร ทั้งหมดเพื่อการศึกษา เพื่อประสบความสำเร็จในการศึกษานี้ ก็เพราะสิ่ง ๘ อย่างนี้แหละ มันบังคับ เสือกไสไป หรือว่าขี่คออยู่ก็ได้. ขออภัยพูดกันหยาบ ๆ ด้วยคำหยาบคาย. โลกธรรมทั้ง ๘ นี้ มันบีบคั้น เสือกไส จูงจมูก ลากหัว หรืออะไรไปตามเรื่องของมัน. พิจารณาดูไปแต่ละคู่ : - เพราะเรา อยากได้ลาภ ก็ต้องทำอย่างที่เราคิดว่ามันจะได้ลาภ, เพราะ เรากลัวจะเสียลาภ หรือไม่ได้ลาภ เราก็ทำอย่างที่เราคิดว่า เราจะไม่เสียลาภ ; ด้วยเหตุนี้ พวกคอรัปชั่นทั้งหลายจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งฝ่ายที่อยากจะได้ลาภ และทั้งฝ่ายที่กลัวจะเสียลาภ, จะเป็นคอรัปชั่นส่วนตัว เป็นบาปส่วนตัว ก็เหมือนกัน, จะเป็นคอรัปชั่นแก่ส่วนรวม เป็นคนโกงในสังคมมันก็เหมือนกันแหละ มันมาจากสิ่งเหล่านี้ เรื่องลาภเป็นอย่างไร เรื่องยศก็เป็นอย่างนั้น; เรื่องลาภนั้นเล็งถึงวัตถุธรรม เป็นสิ่งของเป็นอะไรต่าง ๆ หรือเนื่องด้วยสิ่งของ, ยศนี้เป็นนามธรรม เกี่ยวกับ
น.471 ความรู้สึก มันขึ้นอยู่กับวัยของคน. เด็ก ๆ จะถือว่าลาภสูงสุดคืออย่างนี้ ๆ แต่ผู้ใหญ่ อาจจะไม่เห็นว่าเป็นลาภ และจะหัวเราะเอา. สำหรับผู้ใหญ่จะต้องเป็นอย่างโน้น - อย่างโน้น; พวกลูกเด็ก ๆ ได้รับคำยกยอสักคำหนึ่ง ก็ดีใจลิงโลด แต่ถ้าไปยกยอผู้ใหญ่ อย่างนั้น มันก็ไม่เห็นเป็นยกยอ หรือเป็นเกียรติอะไร มันคนละระดับอย่างนี้. ฉะนั้น ปัญหามันก็ไม่สิ้นสุด แม้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ยืนไปสัก ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี ก็ไม่สิ้นสุด มัน ยังมีส่วนที่อยากจะได้ ยังมีส่วนที่อยากให้เขายกย่องสรรเสริญอยู่นั่นเอง ; ทำให้เรา ถูก จับเชิด หรือว่า เชิดตัวเองอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว มีความทุกข์ความสุขขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วย, แล้วทำลายคุณธรรมอันสูงสุด ที่จะเจริญงอกงามไปในอนาคตด้วย. ถ้าชนะเสียได้จะ เป็นอย่างไร. เรื่องนินทากับสรรเสริญ ก็ไม่ค่อยต่างกันนัก ที่จริงมันก็เกี่ยวกับยศ หรือ เกียรติยศอยู่นั่นแหละ. นินทา นี้เขาไม่ให้ยศ ไม่ให้เกียรติแก่เรา แต่ เขาแกล้งว่า แล้ว เกินจำเป็น ไปด้วย. สรรเสริญนี้เขาก็ยกย่องเรา แล้วก็มีส่วนที่จะเกินจำเป็น ไปด้วย ; แต่เราก็ชอบ ทั้งที่รู้ว่าเขาสรรเสริญเกินความจริง เราก็ยังชอบ. น้อยคน ที่จะคัดค้านว่านี้เกินความจริง เพราะมันชอบนี่ มันชอบสิ่งที่เรียกว่าสรรเสริญ. สังเกตดูสถานะทางจิตใจของเรา หรือของใครก็ตาม ที่กำลังเป็นอย่างนั้น แล้วในโลกนี้มัน ไม่มีทางที่จะหลีกพ้น เรื่องนินทา เรื่องสรรเสริญ ; ในทางหนึ่ง เขาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับหาประโยชน์ เขาจึงเที่ยวนินทา เที่ยวสรรเสริญใคร, อีก ทางหนึ่งมันก็เป็นนิสัยของคน เป็นสัญชาตญาณของคน ที่มันชอบพูด มันหยุดพูดไม่ได้ มันก็เลยต้องพูด. เขาว่าผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชาย จริงไม่จริงก็ไปดูก็แล้วกัน ; แต่ผู้ชาย ก็พูด. เมื่อต้องพูดแล้วมันก็คือไม่อยู่ในรูปของนินทา ก็ต้องสรรเสริญนั่นแหละ ; ถ้าพูดเพราะอดไม่ได้ ก็จะต้องพูดเช่นนั้น. เรา หลีกไม่พ้น ที่ว่า อยู่ในโลกนี้จะหลีกจากการนินทาหรือการสรรเสริญ แล้วมีได้ทั้งจริงและเท็จ : สรรเสริญเท็จ นินทาเท็จ ก็มี, สรรเสริญจริง นินทาจริง
น.472 มันก็มีอยู่เหมือนกัน. แต่เราทนไม่ได้ทั้ง ๒ อย่างเมื่อกลายเป็นคนที่ถูกเชิดอีกแบบหนึ่ง ; ไม่ใช่มาจับตัวเชิด แต่เชิดด้วยทางให้ความหมาย ให้คุณค่าทางจิตใจ. เขาอาจจะเขียน บทความสรรเสริญ หรือนินทาหรืออะไรนี้ มันก็ทนอยู่ไม่ได้ มันก็ต้องกระโดดโลดเต้น : สรรเสริญก็โลดเต้นไปอย่างหนึ่ง, นินทาก็โลดเต้นไปอีกอย่างหนึ่ง, อยู่นึ่งไม่ได้. ช่วยสังเกตดูให้ดีๆ อย่างที่กำลังพูดอยู่นี้ ; แล้วจะพบว่า เราควรจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ หรือไม่ ? หรือว่าการเอาชนะสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมนี้ มันจำเป็นไหมสำหรับเราแม้ที่ยัง อยู่ในปฐมวัย ยังเป็นชาวบ้าน ? ข้อสุดท้ายที่ว่า สุข และ ทุกข์ นี่ กล่าวไว้กว้าง ๆ ในความหมายไหนก็ได้ มัน เป็นเรื่องหลอกลวง เหมือนกัน. ความดีใจ เสียใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ เรียกว่าเป็นความ รู้สึกของจิต ที่มันต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่เข้ามาปรุงแต่ง ; แม้แต่ความโง่ที่สุด มันก็ให้ความสุขได้ พร้อมกับที่มันก็ให้ความทุกข์ได้. ความไม่จริง มันก็กลายเป็นทุกข์ได้ คล้ายกับว่ามันเป็นความจริงเพราะเราไม่รู้ ; เช่นเราถูกหลอกให้เป็นสุขให้ดีใจ ให้เป็นสุข นี้ก็เป็นสุขเสียเหลือประมาณ : หลอกว่ามีอย่างนั้น มีอย่างนี้, ได้เลื่อน ได้ลาภอะไรอย่างนี้ ก็เป็นสุข ทั้งที่ถูกหลอก. ความสุข นั้นก็ถูกหลอก ความทุกข์ ก็เหมือนกัน ถูกหลอก : ถูกหลอก ว่าเสียนั่นไป เสียนี่ไป คนนั้นตาย คนนี้ตาย มันก็เป็นทุกข์ไป ทั้งที่มันเป็นเรื่องหลอก, ความรู้สึกสุข หรือความรู้สึกทุกข์นี้ มีได้ทั้งจริงและมีได้ทั้งหลอก ; แต่ถึงอย่างไร มันก็ ไปหลอกขั้นสุดท้ายอีกทีหนึ่ง แม้ที่เรียกว่าจริงแล้วนี่. ที่เราเป็นทุกข์จริง ๆ มีเหตุผล ควรที่จะรู้สึกเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขจริง ๆ นี้ มันก็ยัง เป็นเรื่องหลอก คือความรู้สึกเกิด ไปตามอำนาจของอวิชชา ที่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ มันต้องเป็นอย่างนี้เอง, อยู่ในโลก มันต้องเป็นอย่างนี้เอง. นี่ขอให้ นึกให้ทันควันทุกทีไป "มันอย่างนี้เอง, ในโลกมันอย่างนี้เอง" คือ ตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา, มันอย่างนี้เอง อย่างนี้เอง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย.
น.473 คนติดรส "โลกธรรม" จึงไม่รู้จักว่าเป็นของหลอก ทีนี้ความที่มันจะขัดกัน ก็ตรงที่ว่า เรามัน ติดในรสของโลกธรรม ในส่วน ที่มันเอร็ดอร่อยแก่ความรู้สึก ; เช่นเรื่องได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ แล้วก็ได้ความสุข นี้มันก็ติด : ติดในค่า ในความหมายของสิ่งเหล่านี้ ยิ่งกว่ายาเสพติดใด ๆ. ไปดูให้ดี ; เราขยะแขยงยาเสพติด ว่าติดผืน ติดเฮโรอินอย่างนี้ ก็ขยะแขยงกันมาก ; แต่แล้วทีการ ที่มันติดอะไรที่ร้ายไปกว่านั้น ลึกซึ้งไปกว่านั้น มาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็ไม่เห็น ไม่มองเห็น. เราติดในรสชาติของการได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ หรือ ได้สุข ได้ความรู้สึกว่ากู เป็นสุขก็แล้วกัน ; เท็จหรือจริง ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืนก็ไม่อยากจะรู้. นี่ระวังให้ดี ; มันเป็นของจริงหรือเป็นของหลอก, มันเป็นของที่จำเป็นจะต้องมี หรือไม่ต้องมีก็ได้, ขอให้คิดดูให้ดี. ข้อเท็จจริงนั้น ต้องการจะให้อยู่อย่างสมดุลย์คืออยู่ตรงกลาง : ความรู้สึก ว่าได้ก็ทำอะไรไม่ได้, ความรู้สึกว่าเสียก็ทำอะไรไม่ได้ คือ ไม่มีการได้ ไม่มีการ เสีย อยู่เรื่อยไป ; เห็นแต่ว่า ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นเองเท่ากัน แหละ. แต่นี้เราไม่อาจจะเห็นว่าเท่ากัน คือได้กำไรกับขาดทุนนี้ เราจะไม่เห็น ไม่รู้สึกว่า มันเท่ากันได้เลย ; เพราะเรามันยังเป็นคนธรรมดาอยู่ จนกว่าจะเป็นผู้มีจิตใจสูงกว่า ธรรมดาเป็นพระอริยเจ้า โดยเฉพาะชั้นสูงสุด จึงจะเห็นว่ามันเท่ากันหมด ได้หรือเสีย. นี้เราเอาเรื่องของพระอรหันต์มาพูด มันก็คล้ายกับพูดชวนหวัว ก็ไม่ค่อยสนใจกันอีก. ควรฝึกรู้เท่าทันความจริงกันบ้าง จะอยู่อย่างสมดุลย์ สมมติว่า ได้ลาภ คือได้กำไร ควรจะมารู้สึกกันเสียใหม่ว่า นี้มัน เพียงแต่ ได้มาเกินกว่าลงทุน เท่านั้นหนอ จะรู้สึกอย่างนี้ได้ไหม ? มันเป็นแต่เพียงการที่ได้ กลับเข้ามา เกินกว่าทุนที่ลงไปเท่านั้นหนอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. หรือถ้ามัน ขาดทุน ก็เอ้านี่มันก็ เพียงแต่ได้มา ไม่ถึงทุน เท่าที่ลงไปเท่านั้นหนอ ; "หนอ" นี้คือความ
น.474 หมายของคำว่าไม่สนใจอะไร ไม่มีความหมายอะไร แล้วก็ทำต่อไปอีก เดี๋ยวมันก็มี ขาดทุนกำไร ขาดทุนกำไร ไปเรื่อย ๆ. ถ้าเขา มีจิตใจปรกติ แล้วก็อย่ากลัว มัน จะต้องมีกรณีที่ ได้กำไร นั่นแหละ มากกว่ากรณีที่ขาดทุน ; การได้กำไรจะมีมากครั้งกว่าการขาดทุน แล้วก็อยู่ไปได้ โดย ไม่ต้องกลัว ว่าไม่มีอะไรจะกิน ขอให้ใจคอปรกติก็แล้วกัน. ถ้าได้กำไรมาก็มีใจคอปรกติ อย่างเดิม, แล้วก็มองเห็นว่ามันเป็นเพียงแต่ได้มาเกินทุนที่ลงไปเท่านั้นหนอ. หรือว่าใน กรณีนี้มันได้มาไม่ครบทุนเท่านั้นหนอ ; คนชนิดนี้ไม่มีการขาดทุน มีแต่ได้เรื่อย คือมัน ได้ความฉลาดที่มีค่ามากกว่าเงินไม่กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้าน อะไรนี้ มันเป็นของเด็กเล่นไป. ส่วนที่เขาได้จริงคือได้ความเฉลียวฉลาดที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรอย่างนี้. ฉะนั้น กำไร ก็มาทำให้เขาฉลาด ขาดทุนก็มาทำให้เขาฉลาด ; มันเป็นการได้หมดอย่างนี้ จะดี หรือไม่ดีลองคิดดู. คนธรรมดา สามัญทั่วไปนั้น มันก็ตรงกันข้าม ได้กำไรมาก็ทำให้เขาโง่ โง่ดักดานลงไปอีก, ขาดทุนมาก็ทำให้เขาโง่ ดักดานลงไปอีก ; เพราะเขาจะมีความ รู้สึกที่มืดมน กลัดกลุ้ม รุ่มร้อนอะไรต่าง ๆ : กำไรก็โง่ ขาดทุนก็โง่ คือ จมลง ไปในนรก. นี้ถ้าว่าเป็นคนที่อยู่ตรงกลาง ก็ มองเห็นโลกธรรม อันนี้ แล้ว ไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่น เลยกลายเป็นคนที่จะไม่เสียอะไรอีกต่อไป มีแต่ได้ ; แต่ว่าได้อีกแบบหนึ่ง คือ ได้ความอยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ เหนืออะไรทุก ๆ อย่างนั่นเอง. นี้เป็นเรื่องได้ลาภหรือไม่ได้ลาภ ที่เรียกว่า การได้ หรือ การเสีย เราควร จะชนะมันถึงอย่างนี้ไหม ? ขออภัยที่จะพูดกับพวกคุณ ที่ว่ายังเป็นนักศึกษา ยังอยู่ ในวัยรุ่นก็มี ; เราควรจะดำรงตนอยู่ในสถานะอย่างนี้ไหม ต่อสิ่งที่เราเรียกว่าได้หรือเสีย ? หรือว่าพอได้มาละก็ จะหัวเราะจนปากฉีกเลย, เสียไปก็ร้องไห้จนไม่รู้ว่าจะเอาน้ำตาไปทำ อะไรไหว ; ไปคิดดูก็แล้วกัน. ถ้ามองเห็นว่า เราควรจะปรกติเหมือนกันโว้ย ละก็ต้อง
น.475 ๔๔๐) โลกธรรม ช่วยรับรองว่า ที่ผมพูดให้พวกคุณพังนี้ ไม่ใช่เรื่องบ้าบออะไรแล้ว, เอาเรื่องอยู่เหนือ โลกมาพูดให้คนหนุ่มพัง นี้ไม่ใช่เรื่องบ้าบออะไรแล้ว; เป็นเรื่องที่ควรฟัง และควรรู้ไว้ แต่เดี๋ยวนี้ ตามที่มันควรจะรู้ได้. จำไว้สั้น ๆ ว่า เราต้องการภาวะสมดุลย์ คือ มัชฌิมาปฏิปทา ไม่บวก ไม่ลบ ไม่ negative ไม่ positive มันอยู่ที่สมดุลย์ไม่หวั่นไหว แล้วก็ปรกติสุข. พิจารณาให้รู้จักว่า ดี - ชั่ว เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่น นี้อยากจะพูดอีกนิดหน่อยว่า จะมีวิธีมองอย่างไรจึงจะช่วยให้สมดุลย์ง่าย ? ก็คืออย่างที่กล่าวแล้วที่ว่า สุขมันก็อย่างนั้นเอง, ทุกข์มันก็อย่างนั้นเอง คือ เป็นเรื่อง ไปตามกฎของการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้นเอง. ทีนี้ก็ยังมีอีกแง่หนึ่ง ที่จะมอง นี้เราจะจัดเป็น ๒ กลุ่มเสียก็แล้วกัน ๘ ชนิดนี้ จัดเป็น ๒ กลุ่ม : เป็นอิฏฐารมณ์ คือ ดี น่ารัก น่าพอใจ, เป็นอนิฏฐารมณ์ คือ ชั่ว ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ ; มีอยู่ ๒ กลุ่ม. ต้องดูให้รู้ว่า ดีกับชั่วนี้มันต่างกันอย่างไรเท่านั้นเอง. ถ้าเห็นว่าต่างกันอย่าง ฟ้ากับดิน มันก็เป็นคนธรรมดา, หรือบางทีอาจจะธรรมดามากเกินไปก็ได้ คือได้อย่างใจ แล้วก็พอใจ ไม่ได้อย่างใจแล้วก็โกรธ. นี้เป็นเรื่องต้นเหตุ เป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่ เรียกว่าดี หรือว่าชั่ว; ชั่วในระดับความรู้สึกธรรมดาสามัญสัตว์ แล้วจะเห็นว่ามีความ- หมายเหลือเกิน. ผู้รู้เขาแนะให้ดู ให้สังเกตดูว่า : ที่ว่าดีนี้ ถ้าไม่มีชั่ว มาคอยเป็นผู้เทียบ อยู่ข้างๆ นี้ มัน จะมีดีได้อย่างไร. ที่ว่าดี มันดีตรงไหน ? มันดีเพราะว่ามันมีชั่ว มาเทียบอยู่ข้างๆ ว่าอย่างนี้มันชั่ว; ลองไม่มีชั่วซิ ดีก็ไม่มีความหมาย ; ฉะนั้น ดีก็คือ น้ำหนักของชั่วมันปรุงแต่งขึ้นมา. ชั่วก็เหมือนกันอีก ถ้าไม่มีดีมาเป็นคู่เปรียบอยู่ข้าง ๆ มันก็ไม่รู้ว่าจะชั่วอย่างไร ? นี้สมมติบัญญัติว่าดี พอไม่ใช่อย่างนี้ก็สมมติบัญญัติว่าชั่ว.
น.476 เรื่องได้เรื่องเสีย นี้ก็เหมือนกัน มันมีคู่เทียบ ให้มันเกิดความหมายแก่คำว่า "ได้" หรือคำว่า "เสีย". เรื่อง ได้เกียรติ หรือ เสียเกียรติ ก็เหมือนกัน ; มันมีคู่ เทียบให้ฝ่ายตรงกันข้ามเกิดมีความหมายขึ้นมา. นินทา กับ สรรเสริญ ก็เหมือนกัน อีกแหละ เพราะมันมีสรรเสริญเป็นคู่เทียบ จึงรู้สึกเดือดร้อน เมื่อถูกนินทา ; รู้ความหมาย ของนินทา เป็นอย่างที่ว่า อนิฏฐารมณ์เสีย. สุขทุกข์ ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีทุกข์มา คอยเทียบข้างอยู่ สุขก็ไม่มีความหมาย ทุกข์ก็ไม่มีความหมาย ถ้าว่าสุขนั้นไม่มาคอยเทียบคู่ อยู่ข้าง ๆ. ทีนี้มันก็น่าหัวเราะไหม ที่เราไปหลงสิ่งนั้น เพราะสิ่งตรงกันข้ามมันช่วยทำ ให้เกิดค่าขึ้นมา ; เช่นเราติดในความดี ถ้าเรามองเห็น ก็จะรู้ว่า อ้าว, ดีนี่ก็เพราะว่า ชั่วมันช่วยสร้างขึ้นมา ให้มีความหมายเป็นความดี มีชั่วเป็นคู่เทียบ ก็เลยรู้สึกว่า เรามัน หลงของปลอมเข้าไปถนัดใจแล้ว คือหลงของดีที่ของชั่วมันช่วยเป็นคู่เทียบสร้างความหมาย ขึ้นมา, หรือว่าไปหลงของชั่ว ที่ของดีมันช่วยเป็นคู่เทียบ สร้างให้เกิดความหมายขึ้นมา. ข้อนี้เองเป็นเหตุให้พระอริยเจ้าทั้งหลาย มุ่งไปในทางที่จะอยู่เหนือดี เหนือชั่ว อย่าให้ค่าของดีหรือชั่วมาบีบคั้นน้ำใจได้ เป็นจิตใจอันใหม่ ที่ชั่วก็ไม่มาทำอันตราย อะไรได้ ดีก็ไม่มาทำอันตรายอะไรได้. พุทธบริษัทก็ควรจะรู้ข้อนี้ไว้ มิฉะนั้น จะเลว กว่าคริสเตียน ; นี้ผมเคยพูดบ่อยๆ คัมภีร์ไบเบิลใบแรกของคัมภีร์ไบเบิลนั้นก็มีพูดถึง เรื่องนี้ว่า ไปกินผลไม้ที่ให้เกิดปัญญารู้ดีรู้ชั่วเข้า ก็ต้องตาย ก่อนนี้ยังไม่ตาย. พอไป รู้เรื่องดีรู้เรื่องชั่วเข้า มนุษย์ก็ต้องตาย คือ ต้องตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ทรมาน ที่เกิดมาจากการยึดถือดี - ชั่ว. พุทธบริษัทก็มีสอนอย่างนี้ เป็นความสำคัญ เป็น หลักใหญ่ในพุทธศาสนา ; แต่พอจะเอามาพูดให้ฟังกันบ้างนี่ เขาก็หาว่าเราเป็นบ้า เอาเรื่องที่ไม่ควรสอนมาบอกมากล่าวแก่คนเหล่านี้ ที่ยังเล็ก ๆ เด็ก ๆ อยู่ หรือเป็นฆราวาส ครองเรือนอยู่.
น.477 ทำใจให้อิสระจาก "โลกธรรม" จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ขอให้สรุปความเป็นทำนองว่า เราต้องไม่เป็นทุกข์ จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่นี้ จะเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต เราต้องไม่เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้น อะไรที่จะช่วย ไม่ให้เป็นทุกข์ ได้ ก็ต้องเอา ต้องสนใจ ก็ต้องทำไปตามที่สามารถจะทำได้ เดี๋ยวนี้เราเป็นทุกข์โดยตรง หรือเป็นทุกข์โดยอ้อม คือฟู ๆ แฟบ ๆ อยู่นี่ ด้วยอำนาจของ สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรม : เดี๋ยวได้ลาภ เดี๋ยวเสื่อมลาภ เดี๋ยวได้ยศ เดี๋ยวเสื่อมยศ เดี๋ยว ได้สรรเสริญ เดี๋ยวได้นินทา เดี๋ยวได้สุข เดี๋ยวได้ทุกข์ นี่เป็นอย่างนี้; ฉะนั้น ทำตัว ให้อยู่อย่างเป็นอิสระจากการบีบคั้นของสิ่งเหล่านี้ มันจะเป็นอย่างไรบ้าง มันจะดีเกินไป หรืออย่างนั้น ? ผมว่าไม่เกินไป. พยายามทำให้พอเหมาะได้ หมายความว่าเมื่อไม่ชนะได้ทั้งหมดหรือถึงที่สุด ก็ชนะเท่าที่ควรจะได้ คือ อย่าดีใจเกินไป อย่าเสียใจเกินไป, ดีใจให้น้อยลง เสียใจให้น้อยลง น้อยลง ๆ จนอยู่จุดที่เรียกว่าสมดุลย์. เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คุณไป สังเกตดูเถอะ จะทำได้ทันทีเลย จะทำได้ง่าย ทำได้ทันที เว้นไว้แต่เรื่องมันใหญ่เกินไป กว่าที่คนหนุ่ม ๆ อย่างเราจะทำได้; อย่างนั้นมันทำไม่ได้ แต่ก็มีเรื่องประเภทเล็ก ๆ น้อยๆ ที่พอจะทำได้ เป็นตัวอย่าง หรือเอาชนะมันได้ นี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "โมกขธรรมประยุกต์" คือธรรมะชั้นหลุดพ้น แต่เอามา ประยุกต์ ให้แก่ชีวิตประจำวันแม้ของคนชาวบ้าน หรือคนหนุ่ม หรือแม้กระทั่งเด็ก ๆ ถ้าเขาเข้าใจได้และปฏิบัติได้ ก็จะเป็นพระอรหันต์ประเภทอายุ ๑๕ ขวบ ที่มีกล่าวอยู่ใน พระคัมภีร์ แต่เป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่เป็นมาตรฐาน แต่ก็เป็นสิ่งที่มีได้ อย่าได้เข้าใจว่า การที่เราจะเอาชนะโลกธรรม คือสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนไป ในโลก เป็นธรรมดาโลกนี้ เป็นสิ่งที่นอกรีตนอกรอย. มันไม่นอกรีตนอกรอย มัน อยู่ในร่องในรอยที่เราจะต้องผ่านไป จะต้องเอาชนะให้ได้ ; แล้วอย่าได้เข้าใจว่า มันจะ
น.478 ทำให้หมดกำลังงาน กำลังแรง ที่จะกระตุ้นให้ทำความดี หรือให้หนีความชั่ว แต่เป็น การทำให้เราได้ผลในขั้นสุดท้ายไปเลย. เพราะว่าความดีมันก็มีเท่านี้แหละ คือที่จะทำให้เป็นทุกข์นี่แหละ ; ถ้าเรา ชนะความดี ก็ไม่เป็นทุกข์ หรือเราจะพยายาม เอาชนะความดี ก็เพื่อจะไม่เป็นทุกข์, ถ้าเรา เป็นทาสของความดี เรา จะต้องเป็นทุกข์ ชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่อย่างลึกซึ้งที่สุด. ส่วนที่เราไม่มีความทุกข์ เราไม่เป็นทาสของความชั่ว ความชั่วทำอะไรไม่ได้ นี้ก็เห็นชัด อยู่แล้ว ; แต่ก็อย่าเข้าใจผิด กลายเป็นเรื่องหวาดเสียว หวาดผวา นอนไม่หลับไป เสียอีก. อย่างที่เห็นเป็นตัวอย่างอยู่แล้วว่า เป็นโลกเส้นประสาทกันอยู่โดยมากนี้ เพราะ ค่าของความดีก็มี, เพราะค่าของความชั่วก็มี, เมื่อยึดถือแล้วก็ต้องให้เป็นเรื่องวิปริต - แก่จิตใจได้เท่ากัน. รู้เรื่องคำว่าดี และคำว่าชั่วเสียให้ถูกต้อง จะได้ดำเนินไปถูกตรง ตามที่ธรรมชาติต้องการ ; และชั่วเสีย แล้วก็ไม่ไปเป็นทาสของความดี แล้วก็ อยู่เหนือสิ่งทั้ง ๒ นี้ ก็คือนิพพาน, อยู่เหนือดีเหนือชั่วนั้น เรียกว่านิพพาน. เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว ที่นี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ท่านอาจารย์ครับ ยังมีปัญหาค้างอยู่จากเมื่อวาน อยากจะให้ท่านอาจารย์ ตอบ ปัญหามีว่า ที่ว่าตัวตนไม่มี มีแต่ความไหลเวียนของธรรมชาติ คือธาตุทั้ง ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ อยากจะถามว่า แท้ที่จริงสิ่งทั้ง ๖ นี้คืออะไรครับ? (ตอบ) สิ่งทั้ง ๖ นี้ได้พูดมาแล้วว่า ไม่ใช่ตัวตน และเราก็ได้เรียกว่าธาตุ ถ้าถามว่าคืออะไร ? ก็ต้องคือธาตุ. นี้ฝั่งไม่ถูก ก็ต้องพูดกันต่อไปอีกบ้าง. แต่ข้อสำคัญนั้น คือนี่เห็นหรือยังว่า มันไม่ใช่ตัวตน คือไม่มีความหมายที่จะเป็นตัวตนของเรา หรือของมัน หรือของใครก็ตามใจ.
น.479 ที่เรียกว่าเป็นธาตุนั้น คือเป็นไปตามธรรมชาติ ไปตามกฎของธรรมชาติ ; มีกฎธรรมชาติอันหนึ่ง ที่จะระบุลงไปตรงได้เลยว่า คือกฎเรื่องอิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้ เข้ามาถึง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น. เมื่อสิ่งนี้เข้ามาถึงสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นนี้ มันเป็นกฎเหมือน กับกฎวิทยาศาสตร์อย่างนั้น ; แม้ทางวัตถุสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ก็คือสิ่งที่เป็นไปในลักษณะนั้น มีการทรงตัวอยู่ด้วยการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ไปเอามันมาตรงที่มีลักษณะอย่างไร ; โดย ส่วนใหญ่ เอาคุณสมบัติอันนั้นมาเป็นเจ้าของชื่อ เช่นว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ. คำว่า "ธาตุ" เป็นเรื่องใหญ่มาก ยืดยาว พิศดารมาก เคยพูดไปแล้วโดย ละเอียดที่สุด ในการบรรยายชุดหนึ่งเรียกว่า ปรมัตถสภาวธรรม ถ้าเขาพิมพ์ออกมา เมื่อไร ก็ลองอ่านดู เป็นการบรรยายตั้ง ๑๐ กว่าครั้ง เรื่องธาตุ. ทีนี้ สำหรับเดี๋ยวนี้ก็ว่า สิ่งที่มันมีตัวอยู่ ชั่วครู่ ๆๆ คือไหลไป - ไหลไป- ไหลไป ; พวกหนึ่งมันมีลักษณะอย่างหนึ่ง เขาก็เอาลักษณะนั้นแหละเป็นคุณสมบัติ. เช่น ธาตุดิน คือคุณสมบัติที่รุกเนื้อที่ หรือกินเนื้อที่, ธาตุน้ำคือคุณสมบัติ ที่ทำให้เกาะกันอยู่ ไม่ให้แยกกันไป, ธาตุไฟคือว่า เผา เผาให้ไหม้หรือว่า ร้อน หรือเผาให้ไหม้, ธาตุลม ก็คือว่า ระเหยได้ ลอยได้, อากาสธาตุก็ที่ว่างสำหรับบรรจุสิ่งต่าง ๆ, เหลือแต่ วิญญาณธาตุ ที่เป็นของแปลกประหลาด คือเป็นธาตุอันหนึ่ง ซึ่งสามารถจะสร้างความ รู้สึก รู้สึกได้. เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุ ตามปัจจัย อยู่เนืองนิจ เมื่อใดมีคุณสมบัติอย่างนั้นเรียกว่าธาตุนั้น, เมื่อใดมีคุณสมบัติอย่างนี้ เรียกว่าธาตุนี้. ถ้าโดยแท้จริงแล้วไม่อาจจะชี้ว่า อะไรเป็นธาตุอะไร มันรวมกันอยู่หมด โดยเฉพาะพวกรูปธาตุนี้ ก็ยังรวมกันอยู่นั่นแหละ เช่นในก้อนหินก้อนนี้มันมีทั้งธาตุดิน คือส่วนที่มันกินเนื้อที่, ธาตุน้ำคือมันมีน้ำปนอยู่ที่ทำให้อณูเหล่านี้เกาะกันอยู่เป็นก้อนได้
น.480 ไม่กระจายออกไป, มีอุณหภูมิระดับใดระดับหนึ่งอยู่ในหินก้อนนี้ เรียกว่าธาตุไฟ, แล้ว มีการระเหยของอะไรบางอย่างอยู่ที่หินก้อน ๆ นี้ ก็เรียกว่าธาตุลม ส่วนที่เป็นเนื้อที่ว่าง มันก็มีอยู่ในนี้ มันซ้อนกันอยู่, ส่วนวิญญาณธาตุนี้ จะไม่พูดถึง เพราะพิสูจน์ไม่ได้. จะพูดถึงเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต เหมือนต้นไม้ เหมือนสัตว์ สัตว์หรือคนนี้ เพราะว่าธาตุ ทั้ง ๖ นี้เขาพูดกันสำหรับคน สำหรับ มนุษย์และสัตว์ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ มันมีธาตุ ทั้ง ๖ ประกอบกันอยู่เป็นคน ; นี้ธาตุอื่น ๆ เข้ามาช่วยทำให้ปรุงเป็นนั้น ปรุงเป็นนี่ ปรุงเป็นธาตุตา สำหรับเห็น ปรุงเป็นธาตุหู สำหรับได้ยิน แต่ไม่ใช่ตัวเนื้อตา เนื้อหู มันเป็นธาตุอะไรอีกอันหนึ่ง ซับซ้อนมาก. ในที่สุดก็จะ ไม่พบส่วนที่เป็นตัวตน มีแต่สิ่งที่ ไหลไปตามเหตุตามปัจจัย ที่มันจะเป็นตัวของมันเองก็ไม่ได้ เพราะมันมีอะไรก็ไม่รู้ มาทำให้เปลี่ยนไปไหลไปเรื่อยนี้ จะมาเป็นตัวของเรา ของมนุษย์นี่ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจของมนุษย์เลย. ถ้าจะเรียกว่าตัวตนของใคร ก็มันไม่มีตัวตนจะเรียก ; แต่ถ้าจะว่าเอาสิ่งนั้นแหละ ที่มัน เปลี่ยนแปลงเป็นตัวตนของการเปลี่ยนแปลง เป็นของใคร ? เป็นของมันเองก็ไม่ได้ ; ก็ต้องเป็นของกฎ กฎที่ทำให้เปลี่ยนแปลง เรียกว่าพระเจ้าดีกว่าของพระเจ้าคือกฎที่ ทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปนั้นแหละ มันจะเป็นใหญ่กว่าสิ่งใดหมด. ในบรรดาสิ่ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงและเป็นไป เขาเรียกว่าพระเจ้า เราก็อย่าไปค้านเขาซิ ก็เขาเรียกถูก ดีแล้ว ; มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามกฎ ไม่มีตัวตนของมัน หรือของใครโดยแท้จริง. เพราะ ฉะนั้นจึงเรียกว่า ไม่ควรจะถือว่าเป็นตัวตน หรือมีตัวตน มีเท่านี้เอง, เป็นสักว่าธาตุ ตามธรรมชาติ (ถาม) เนื่องจากโลกธรรม ๘ เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาที่จะมีอยู่ประจำโลกอยู่แล้ว ใน ฐานะที่พวกเรานักศึกษา หรือพวกที่เป็นฆราวาสอยู่นั้น สมควรที่จะประยุกต์ใช้ให้เหมาะ แก่การ ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ? จะใช้ในแง่การพิจารณาให้รู้เท่าทัน โลกธรรม ๘ นี้ อย่างจริง ๆ ได้อย่างไร เนื่องจากอวิชชาครอบงำทำให้จิตใจมืดบอด แล้วความยึดมั่นที่เป็นตัว เป็นตน ที่ยังละออกได้ยาก ?
น.481 (ตอบ) นี้มันเป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดละ ถ้าถามว่าจะเอาชนะโลกธรรมได้ อย่างไรนี้ ก็เท่ากับถามว่าเอาชนะกิเลสได้อย่างไรเหมือนกัน. บวก แล้วก็มีแต่พระอรหันต์ พวกเดียวเท่านั้นแหละ ที่เอาชนะโลกธรรมได้, นอกนั้นก็พ่ายแพ้อยู่ หรือพ่ายแพ้อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย. พอถามว่าจะเอาชนะอย่างไร ? ก็เป็นปัญหาที่ตั้งต้นไปตั้งแต่ของคนที่เป็น ปุถุชนชั้นต้นที่สุด ซึ่งไม่รู้จักแม้แต่ว่าโลกธรรมคืออะไร, ไม่รู้อีกว่ามีโลกธรรม หรือ มีสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมอยู่ด้วยซ้ำไป. นี่คอยแต่จะดีใจเมื่อถูกใจ, เสียใจเมื่อไม่ถูกใจ, มีแต่คอยอย่างนี้ คอยขึ้นคอยลงอยู่แต่อะไรก็ไม่รู้. เขาก็ไม่รู้จักโลกธรรม จนกว่า เขาจะสังเกตเห็น หรือว่าจะได้ยินได้ฟังก่อน แล้วไปสังเกตเห็นทีหลังก็ได้ ว่ามันมีสิ่ง ที่ทำให้ความรู้สึกของเราขึ้นลง ๆ อย่างนี้. ก็ต้องตอบอย่างกำปั้นทุบดินเท่านั้นละ ; ถ้าให้ตอบชั่วเวลาสั้น ๆ อย่างนี้ ก็ทำอย่าให้ต้องดีใจหรือเสียใจ นี่มีเท่านี้เอง. ที่เราคอยเสียใจเพราะอะไร ก็มาดู กันใหม่ อย่าให้มันเสียใจ หรือให้เสียใจน้อยลง ๆ ๆ, แกที่เคยดีใจหลงใหล หลงรัก ก็อย่าให้ไปหลงรัก หรือหลงใหล ให้มันหลงใหลน้อยลง ๆ จนไม่หลงใหล. นี้เป็นหลัก ที่ผิดไม่ได้ จะไปบอกกันโดยรายละเอียดเฉพาะคน นี้ก็ยาก ; บอกกลาง ๆ ก็เป็นอย่างนี้. ให้รู้จักสิ่งนี้ว่ามันมีอยู่อย่างนี้ ทำหน้าที่อย่างนี้ แล้วเราก็ถูกมันกระทำอยู่ อย่างนี้ ๆ คงจะเกิดความกลัวขึ้นมาบ้าง ความละอายขึ้นมาบ้าง แล้วก็ระวัง ระมัดระวัง ดีขึ้น; โดยส่วนใหญ่ก็อาศัยข้อธรรมะที่เรียกว่า สติ ซึ่งบรรยายกันแล้วอย่างละเอียด ในครั้งที่ ๓ ของชุดนี้ นั่นแหละจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด ของการที่จะควบคุมโลกธรรม, หรือว่าที่แท้คือควบคุมจิตไม่ให้หวั่นไหวไปตามโลกธรรม หรือว่าควบคุมป้องกันโลกธรรม ไม่ให้มาครอบงำจิต. ผลมันเท่ากัน รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักเกลียด รู้จักกลัว ความ น่าเกลียดอันนี้ แล้วสติมันก็เร็วขึ้น ๆ ๆ จนเราพอมีสติทันท่วงที ; ทีนี้ความเคยชิน ชนิดนั้นมันก็น้อยลง ๆ ๆ ๆ จนไม่มีเหลือ คือไม่ยินดียินร้าย แก่โลกธรรมอีกต่อไป.
น.482 เรื่องสติก็ถือว่าเป็นเรื่องโมกขธรรม เพราะทำให้หลุดพ้นไปสู่นิพพาน แล้วพระอรหันต์ก็คือผู้ที่สมบูรณ์ด้วยสตินั่นแหละไม่มีอะไร ; พระอรหันต์ไม่มีอะไรมาก ไปกว่าผู้ที่สมบูรณ์ถึงที่สุดด้วยสติ แล้วเป็นเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ อยู่ในเรื่องของ สติแล้ว ; แต่เดี๋ยวนี้เอามาพูดกันในเรื่องที่เกี่ยวกับโลกธรรม เอาชนะโลกธรรมให้ได้. สรุปแล้ว มีสติทันท่วงที เมื่อสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมนั้นแหละ มันจะเกิดขึ้น แล้วจะย่ำยีจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูได้ยินเสียง เมื่อจมูกได้กลิ่น เมื่อสิ้นได้รส เมื่อผิวหนังได้สัมผัสผิวหนัง เมื่อใจได้เกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น หลักเดียวกันหมด ; อะไร ๆ ก็ตามมันต้องเข้ามาทางทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. มีสติที่นั่นให้เพียงพอ และทันแก่เวลาเท่านั้นเอง. คำตอบที่เป็นใจความก็มีเพียงเท่านี้. (ถาม) อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยยกตัวอย่าง ที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า คนเป็น โรคเส้นประสาท อาจจะเกิดจากค่าของความดีได้. (ตอบ) เมื่อตะกี้ได้พูดว่า คนเป็นโรคเส้นประสาทนั้น ก็เพราะ ยึดมั่น ถือมั่นได้ ทั้งในค่าของความดี และค่าของความชั่ว. นี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าสงสัย เมื่อ ยึดมั่นถือมั่นในความหมายของคำว่าความดีมากไปมันก็กลัวจะไม่ได้ดี กลัวจะเสียความดี จะไม่พอ ; ไปวาดความดีไว้สูง แล้วไม่ถึงง่าย มันก็เป็นโรคเส้นประสาท ก็มีเท่านี้. ทีนี้ ไปวาดค่าของความชั่วไว้มากไป ก็รู้สึกว่ามันเอาไม่ไหว, ถอนออกมาไม่ได้ เลยยอมเป็น คือยอมแพ้แก่ความชั่ว ทรมานใจอยู่ด้วยความรู้สึกรบกวนแต่ว่าตัวมันชั่ว มันไม่มีความดี เสียเลย ; อย่างนี้ก็เป็นโรคเส้นประสาทเหมือนกัน คือมันผิดปรกติ หรือไม่สมดุลย์ระหว่าง ความหมายของสิ่งทั้ง ๒ นี้มันเท่า ๆ กัน, ดีกับชั่วนี้มันเท่ากัน ในฐานะที่ว่ามันเป็นคู่เทียบ ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งมันเกิดความหมายขึ้นมา. หลงดีหรือบ้าดี มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, หลงชั่ว หรือบ้าชั่ว มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, ใช้ไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง. แต่ไม่ได้สอนให้เลิกทำความดี ไม่ได้แนะให้เลิกทำความดี เพราะเราถือ ว่า สิ่งที่ช่วยให้เราอยู่ได้เป็นผาสุกนี้ เราจะเรียกว่าความดี ; เมื่อ ได้มาแล้วก็ไม่หลง
น.483 เท่านั้นเอง ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนนอนไม่หลับ, จะได้อะไร จะมีอะไร ก็ไม่จำเป็นจะต้อง ยึดมั่นถือมั่น. ทำดีก็เหมือนกัน ก็ทำไปซิ จะทำไปเท่าไรก็ได้ทำไปเถอะ แต่อย่าเอา มาแบกไว้ในจิตใจ มันเป็นของหนักเหมือนกัน เหมือนกับความชั่วเหมือนกัน. ตรงนี้ที่อธิบายยาก ที่จะให้คนหนุ่ม ๆ เข้าใจความดี ในฐานะที่ไม่ควรหลง ใหล คือยึดถือมัน ; แต่ว่าให้ทำในสิ่งที่เรียกว่า ความดีอยู่ อย่างสุดความสามารถ เรื่อยไป. เมื่อวานก็ถามถึงเรื่องสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้ทำอะไร. ว่ามีอยู่ ๒ อย่าง คือด้วย ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชาก็ได้ แต่นั้นไม่ไหว เป็นไปเพื่อความทุกข์ ; .ให้ทำไป ด้วยความกระตุ้นของปัญญา ของความรู้ที่ถูกต้อง รู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วก็ทำไป แล้วสนุก ว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ก็มีความสุขได้. นี่ เราต้องทำดีด้วยสติปัญญา ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรทำ อะไรไม่ ต้องทำ ; ให้ถือว่า ความดีนั้น เป็นเครื่องมือ หรือเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นยานพาหนะ ไปถึงจุดหมายปลายทาง. จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ? อยู่ที่ตรงเหนือดี พ้นดี ได้ ; ก็น่าหวัว ขี่ยานพาหนะคือความดี ไปสู่ที่ที่เหนือความดี ไม่ต้องชี่อะไรอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้ ไม่ได้พูดไปทำนองให้หยุดทำความดี; เพียงแต่กลัวว่าจะทำความดีด้วยความยึดมั่นถือมั่น เกินไป จนเป็นทุกข์ แต่ก็ให้ทำความดีไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วไม่ต้องเป็นทุกข์, แล้วก็สนุกสนานอยู่ด้วยการทำความดี แล้วมันก็ดียิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป - ยิ่งขึ้นไป จนกว่าจะถึงระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องการอะไรทำนองนี้ นี่เรียกว่า อยู่เหนือดี. อยากจะบอกสักนิดหนึ่งก็ได้ว่า แม้เดี๋ยวนี้ ยังหนุ่ม ๆ อย่างนี้ ยังทำอะไรวุ่นวาย อยู่อย่างนี้ในบางกรณี ลองทำตนให้อยู่เหนือดีดูบ้าง ก็จะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความ ลำบากได้เหมือนกัน ; มันมีความดี ที่เพื่อที่เกินอะไรอยู่บางอย่าง นี้เราไปหลงกับมัน ไปเป็นทาสของมัน. ลองชนะความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ประเภทนี้ดูก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น.484 ก็อยากจะเป็นหัวหน้าทีม อยากจะเป็นหัวหน้าชุมนุม. อยากจะมีเกียรติอะไรบางอย่าง ที่ไม่ จำเป็นจะต้องทำก็ได้ ; ก็ละเลิกความรู้สึกประเภทนี้เสีย ก็จะเข้าใจคำว่าเราไม่เป็นทาส ของความดีไปเสียทั้งหมด. ส่วนความดีที่เป็นประโยชน์อันแท้จริง ก็ทำไป ดี นี้คือ เป็นประโยชน์เกื้อกูล ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น, ชั่ว นั้นมัน ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มีเท่านั้น. ทีนี้ เมื่อมันถึงขั้นที่ว่า ไม่ต้องการได้ประโยชน์แล้ว จิตมันก็สลัดไปหมด แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าความดี มันก็สบายแล้วมีความสุข แบบอื่นไม่ใช่ความสุข. อย่างโลก ธรรม ความสุขที่พูดถึงในโลกธรรมนี้ เป็นความสุขที่นี่อยู่อย่างในโลก ๆ อย่างเป็นไป ด้วยอำนาจของอวิชชา ; ถ้าว่าหมดโลกธรรมแล้ว อยู่เหนือโลกธรรมแล้ว ก็มีความสุข หรือความรู้สึกอะไร ที่มันรู้สึกเป็นสุข เกิดขึ้นมาอีก มันไม่ใช่พวกนี้แล้ว มันเป็น ความสุขประเภทอื่น. มันเหลืออยู่แต่ว่า สุขเวทนาที่จะเกิดขึ้นจากภาวะอันนี้ หรือความ รู้สึกอันนี้ ซึ่งเป็นสุขเวทนา ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเวทนา. พระอรหันต์ก็มี เวทนา แต่ท่านไม่ร้อนเพราะอำนาจของเวทนา. (ถาม) ปัญหามีว่า ถ้าทำความชั่วแล้ว ไม่ยึดมั่นจะได้หรือไม่ ? (ตอบ) ถ้าทำความชั่วแล้วไม่ยึดมั่น มันเป็นคำถามที่มีปัญหามาก คือแยก ได้เป็น ๒ แพร่ง ๓ แพร่ง. เอาทีแรกก่อน ว่าตามธรรมดาสามัญ คนมีความยึดมั่นถือมั่น แล้วไปยึดมั่น ถือมั่นอะไรเข้า แล้วก็ทำความชั่ว หรือไปยึดมั่นความชั่วนั้น ว่าจะเป็นประโยชน์ เป็นอะไรแก่ตนเองอยู่ในตัว นี้เรียกว่า อาศัยความยึดมั่นถือมั่น แล้วทำความชั่ว, ทำ ความชั่วเพราะความยึดมั่นถือมั่น; พอทำเสร็จลงไปแล้ว มันก็คงจะต้องยึดมั่นถือมั่น ; ผลของการทำความชั่วนั้นต่อไปอีกแหละ. นี่ให้เห็นข้อเท็จจริงตามธรรมดาเสียก่อน ว่า อะไรเกิดขึ้นมันก็ยึดมั่นนั้นต่อไป, อะไรเกิดขึ้นมันก็ยึดมั่นนั้นต่อไป นี้จะเป็นตามธรรมดา
น.485 ถ้าทำความชั่วไปแล้ว จะเปลี่ยนเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้มันเป็นเรื่องพิเศษ แล้ว แล้วก็เป็นปัญหาที่จะแยกไปทางไหน. ถ้าคนที่ทำความชั่วเกิดรู้สึกตัวกลับตัว มันก็ต้องคิดกันใหม่ในรูปอื่น ; ถ้าเขาอยากจะสลัดไปง่ายๆ โดยว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น เขาก็ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นแหละ มันต้องกลับตัวมาก ถึงขนาดเป็นพระอรหันต์ จึงจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในความชั่วนั้นได้ ; ไม่ถึงนั้นมันก็เป็นการแกล้งทำ เป็นเล่นละคร เล่นตลก ; มันก็เอาชนะความชั่วไม่ได้ เอาชนะความทุกข์ไม่ได้. เราอย่าไปคิดเล่นตลกว่า ทำความชั่วแล้วไม่ยึดมั่น, ทำความชั่วแล้วไม่เอา เปรียบ อย่างนี้ทำไม่ได้ อย่าไปทำเข้า มันกลับกันไม่ได้. มันจะต้องไปตามระดับของมัน คือไปยึดมั่นต่อ ๆ ๆ ไป; เพราะว่าทำความชั่วด้วยความยึดมั่น, มันอยากได้อะไร จึงทำความชั่ว แล้วก็ยึดมั่นสิ่งที่ได้มา เพราะการทำความชั่วนั้นอีก ก็ไม่มีที่สิ้นสุด. ทีนี้ ทำความชั่วแล้ว เสวยทุกข์รับโทษเพียงพอแล้ว อยากจะสลัดออกไปเสีย ด้วยว่าเราไม่ยึดมั่นความสุขความทุกข์ แล้วเป็นอย่างพระองคุลีมาลก็ได้ ; อย่างอื่น ก็ไม่มีทาง. นั่นคือ มองเห็นเรื่องไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรไปทางโน้น เข้ามาแทรกแซง ตัดบทกันที่ตรงนั้น ; ไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาในโลกจะทำอย่างนั้นได้. แต่ถึงอย่างไร ก็ตาม ถ้าเขาทำได้ ถ้าเขาสามารถจะทำได้ มันก็บรรเทาไป, บรรเทาความทุกข์ร้อนไปได้ ตามส่วน. อย่างไปนอนอยู่ในตะรางแล้วอย่างนี้ ก็เกิดบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ก็ยังมี ความทุกข์น้อยกว่าคนที่ไม่บรรเทาความยึดมั่นถือมั่น; ถึงอย่างไรมันก็เป็นประโยชน์อยู่บ้าง. ที่ถามว่าทำอย่างไร มันก็ต้องทำอย่างพระอรหันต์ทำ ; ทำได้หรือไม่ มัน แล้วแต่กรณี สิ่งแวดล้อม หรือว่าอุปนิสัยจิตใจคนนั้นจะเป็นอย่างไร. (เวลายังมีเหลือ เมื่อไม่มีใครถาม ท่านอาจารย์จึงพูดต่อ) ผมจะพูดต่อให้หมดเวลา คืออยากจะเน้น อยากจะย้ำ ถึงข้อที่เรียกว่า "ประยุกต์" นั่นแหละอีก. คำว่า ประยุกต์นี้ ต้องปรับปรุง ไม่ใช่ว่าไปหยิบมา
น.486 แล้วใช้ได้ทันที ; มันต้องเอามาทำการปรับปรุงให้เหมาะแก่ทุกอย่างที่จะต้องปรับปรุง : ให้เหมาะแก่ตนเอง แก่เหตุการณ์ แก่เวลา แก่อะไรต่างๆ กระทั่งว่ามันเหมาะแก่สังคม ด้วยซ้ำไป. ถ้ามันมาขัดขวางสังคมอยู่ แล้วมันก็ไม่มีช่อง ไม่มีโอกาสที่จะทำไปได้ ฉะนั้น เราก็ควรจะหาพวกบ้าง คือ นักศึกษาที่จะปฏิบัติ ศึกษาธรรมะ ให้ได้รับผล ในระดับนี้เร็ว ๆ นั้น ควรจะหาพวก ให้มีสังคม มีหน่วย มีกลุ่มอะไรขึ้นมา เพื่อ ให้มีคนเห็นด้วย แล้วเข้าใจเพิ่มขึ้น จะได้ไม่มีอุปสรรคมาก เพราะเรายังต้องอยู่ ในสังคม มิฉะนั้น ก็จะต้องหนีไปอยู่คนเดียว. ถ้าจะอยู่ในสังคม แล้วก็ประยุกต์พระธรรมในระดับสูงนี้ ก็ต้องหาเพื่อน หาพวกทำความเข้าใจในสังคม ; อย่างน้อยก็พวกเราที่นี่ก็หลายสิบคนแล้ว. ขอให้มี หวังว่า ในหลายสิบคนนี้ จะพยายามใช้พระธรรมในพุทธศาสนา ในชั้นที่ เป็นเนื้อเป็นตัวแท้ของพระศาสนานั้นให้เป็นประโยชน์ เราจะได้รับประโยชน์มากกว่า เร็วกว่า สูงกว่า ดีกว่า ที่จะปล่อยไปตามที่เป็น ๆ กันอยู่แต่ก่อน ซึ่งเรียกว่าตามบุญ ตามกรรมเกินไป. ความประจวบเหมาะมันหายาก ต้องปรับปรุงกันดีกว่า จงพยายามซักซ้อม ซักถาม คุ้ยเขี่ยให้กันเองเรื่อย ๆ ไป สำหรับปัญหาที่มันกระทบหรือฝืนความรู้สึก ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักที่ว่า "ไม่มีตัวตน" ไม่มีตัวตนนั่นแหละ เอาไปคิดกันใหม่ แล้วก็เลยไปก็ เรื่องเหนือดีเหนือชั่ว จะอยู่กันอย่างไร, มีจิตใจที่อยู่เหนือได้เหนือเสีย เหนือกำไรเหนือขาดทุน จะอยู่กันได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้เราก็มีปัญหาอยู่ที่ตรงนี้ : กลัวเสีย อยากได้ ; ถ้าเป็นนักเรียน ก็อยากสอบได้ กลัวสอบตก ; ถ้าอยากอย่างนั้นก็ เหนื่อยเปล่า ๆ, กลัวก็เหนื่อยเปล่า ๆ ; เพราะว่ามันไม่ต้องอยาก ไม่ต้องกลัว แต่ต้องทำไปด้วยจิตใจที่สมดุลย์ที่ประยุกต์.
น.487 นี่ขอให้นักเรียน นักศึกษา นิสิตอะไรก็ตาม รู้จักใช้เคล็ดอันนี้ของธรรมชาติ คือการทำความก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง อย่างเร็วที่สุดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะรู้จักใช้ ยอดของธรรมะของพระพุทธเจ้า คือมีความมั่นคงไม่หวั่นไหว ทำไป. อะไรเกิดขึ้น เป็นเรื่องได้เรื่องเสียก็ไม่หวั่นไหว ; ทำไปอย่างนั้นเรื่อย, แล้วถ้าว่าทำไปโดยความไม่ หวั่นไหวจริง ก็จะมีแต่สิ่งที่เรียกว่าได้ นั่นแหละ ที่ควรจะได้ จะได้แน่นอน ไม่มีเสีย. ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า มาเรียนธรรมะ เรียนพุทธศาสนาแล้ว จะเสียหายแก่การ ศึกษาทางโลก ๆ มันไม่มี. เอาละ เวลาหมดแล้ว ปิดโรงเรียน.
Buddhadasa