น.434 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๕ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ตนหรือตัวตน. ขอให้ทบทวนไปถึงการบรรยายในครั้งที่แล้วมาว่า เราได้พูดกัน ถึงเรื่องชีวิตนั้นว่ามันคือการเดินทาง แล้วก็มีทางมีผู้ชี้ทาง แล้วก็มีผู้เดินทาง และได้พูดถึงอุปสรรคที่เรียกว่ามาร. คำว่า "การเดินทาง" นี้ หมายถึงวิวัฒนา การของชีวิต ซึ่งจะดูกันในแง่ไหนก็ได้ คือดูในแง่ทางวัตถุ ทางรูปธรรม มันก็ เป็นการเดินทาง; เช่นว่ามีร่างกายที่ดีขึ้น ๆ ทุกยุค ทุกสมัย, พูดถึงจิตใจ ก็มีสมรรถภาพมากขึ้น. แต่นี่เรายังไม่ถือเอาว่าเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่ตรงนี้ ๔๐๖
น.435 เพราะเราจะหมายถึง หรือจะมุ่งหมายถึงวิวัฒนาการของสติปัญญา ที่มัน จะสร้างชีวิตแบบที่ดี หรือที่เรียกกันว่าสูง หรือประเสริฐยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะเรียกได้ว่า ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดของ การเดินทาง. ในการเดินทางมันก็มีอุปสรรคมีอันตราย ซึ่งจะเรียกว่ามาร ก็มีทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางสติปัญญา ; ต้องมีการกระทำที่ถูกต้อง ตามสิ่งที่เรียกว่าธรรม คือประพฤติธรรมเป็นต้น จึงจะผ่านอุปสรรคเหล่านั้น ไปได้. วันนี้ก็จะพูดถึง จุดศูนย์กลางของตัวปัญหา คือสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน ของ สิ่งที่เรียกว่าชีวิตหรือของอะไรก็สุดแท้ ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ ถึง กับหาไม่พบ หรือไม่อาจจะแก้ปัญหาของสิ่งที่เรียกว่าตัวตนนี้ให้ได้. สำหรับผู้ที่เริ่มการพังในวันนี้ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะว่าคำบรรยายนี้เป็นการ จบอยู่ในตัวเองทุกตอน และจำเป็นที่จะต้องพูดไปตามลำดับเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้น ถ้าอย่างไรก็ค่อยหาอ่านเอา เมื่อเขามีการพิมพ์ขึ้นมาเป็นเล่มหนังสือ. รู้สึกว่าวันนี้มีคน มาใหม่มาก ก็ไม่ต้องกลัว คือมันจะจบของมันในตัวเองทุกตอน ถ้าอย่างไรหาหนังสือ อ่านได้ในโอกาสหลัง เป็นอันว่าจะพูดไปตามลำดับของเรื่อง ที่ตั้งใจว่าจะพูด. ในวันนี้ก็จะพูดถึง ปัญหาของคนเรา เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ตน หรือ ตัวตน มันคืออะไร? อยู่ที่ไหน? จะทำอะไร? มัน มีหรือไม่ ด้วยซ้ำไป. เอาละทีนี้ก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "ตน" หรือ "ตัวตน" ในลักษณะที่เป็น การประยุกต์ คือให้ท่านได้รับประโยชน์โดยแท้จริง เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าตัวตน. เดี๋ยวนี้เราก็กำลังพูดกันในแง่นี้ คือในแง่ที่ประยุกต์ได้ คือใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ; แม้ว่าเมื่อก่อนนี้ เราก็ได้พูดกันเพ้อ ๆ ไปอย่างไม่รับผิดชอบด้วยซ้ำไป คือมันมีเรื่อง อย่างไรก็ว่าไปตามนั้น จนมันมากมายก่ายกองในเรื่องเกี่ยวกับตัวตน หรือมิใช่ตัวตน
น.436 แล้วก็ยังใช้เป็นประโยชน์อะไรไม่ได้. เมื่อผมประมวลดูแล้ว ก็รู้สึกว่าลำบากเหมือนกัน ที่จะพูดเรื่องอันยืดยาวนี้ แล้วไม่มีวัตถุอะไรมาแสดงให้ดูได้นี้มันลำบาก ; แต่ถึงอย่างไร ก็จะพยายามพูดในวันนี้ เฉพาะในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ได้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียง ความรู้. พิจารณาดู วิธีสอน เรื่อง ตัวตน ของพระพุทธเจ้า ในข้อแรกอยากจะให้นึกถึงเรื่องในพุทธประวัติ ที่จะช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ อยู่มากทีเดียว คือ : - เมื่อคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งเขาเที่ยวติดตามหาหญิงงามเมืองที่คดโกงเขา ด้วยการลักเครื่องประดับของเขาไป เมื่อเขาเผลอ, เขาตามไป ๆ จนพบพระพุทธเจ้า เข้าโดยบังเอิญ เมื่ออยู่ตามสวนสาธารณะหรืออะไรด้วยกัน .. พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามว่า ไปไหนกัน ? ไปทำไม ? พวกนั้นเขาก็ตอบว่า เที่ยวตามหาผู้หญิงอย่างที่ว่ามาแล้ว. ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสถามว่า เที่ยวตามหาผู้หญิงดี หรือว่าเที่ยวตามหา ตัวเองดี ? พวกนั้นก็จะต้องตอบทั้งที่เขางงอยู่ คงจะตอบเผื่อ ๆ ไปเท่านั้นเองก็ได้ โดยที่ไม่รู้ว่า อะไรอยู่ที่ไหน ตัวเองอยู่ที่ไหน ; แต่ก็ต้องตอบว่าหาตัวเองดีกว่า จึง ได้ตอบว่าหาตัวเองดีกว่า. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็นั่งลง จะได้ ช่วย กันตามหา "ตัวเอง" ; แล้วท่านก็สั่งสอนตามแบบวิธีที่จะมีประโยชน์มากที่สุด สำหรับ คนหนุ่มกลุ่มนั้น ในที่สุดก็ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นอริยบุคคลไป ได้บวชได้อะไร เป็น สาวกของพระพุทธเจ้าไปเลย. ปัญหามันมีอยู่ว่า "เที่ยวหาตนเอง ไปตามหาตนเองดีกว่า" คนหนุ่ม เหล่านี้ก็ไม่รู้เรื่องตนเองแน่ แต่กลัวจะเสียเหลี่ยมนักเลง ; ถ้าไปเห็นแก่ผู้หญิงแก่อะไรนี้ มันเสียเหลี่ยมนักเลง ก็เอาข้างตัวเองไว้ก่อน จึงได้รับคำอธิบายเรื่องนี้. แล้วราย ละเอียดของเรื่องนี้ก็ไม่มี ว่าตนเองคืออะไร, ตามหาอย่างไร, อะไร, มีแต่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสโอวาทไปพักหนึ่ง แล้วเขาก็ได้เปลี่ยนเป็นคนละคนไป คือเป็น พระอริยเจ้า.
น.437 การเป็นพระอริยเจ้า นับตั้งแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไปนี้ เป็นการ ถอนความรู้สึก ว่าตน คือทำให้มองเห็นว่า ไม่มีตัวตน. นี้ถามว่า ถ้าอย่างนั้นในกรณีนี้ ในรายของคน พวกนี้ หนุ่มพวกนี้เขาพบตัวตนหรือเปล่า ? ถ้าไม่พบตัวตน มันก็เป็นเรื่องตลก ; เพราะว่า ได้ตกลงกับพระพุทธเจ้าว่าจะแสวงหาตัวตน. แต่ถ้าบรรลุธรรมะ เป็นพระอริยบุคคล ก็ต้องเริ่มเห็นความไม่มีตน หรือหมดตัวตน. เรื่องนี้คงจะเป็นปัญหาแก่พวกคุณทุกคนเหมือนกัน คือมันเกิดเป็นปัญหาขึ้น มาในตัวมันเองจาก พระพุทธภาษิต ทั้งหลายที่ ตรัสไว้มากมาย เรื่องเกี่ยวกับตัวตน ; ฝ่ายหนึ่งกล่าวอย่างมีตัวตน : "ตนเป็นที่พึ่งของตน, ตนเป็นที่รักของตน, ตนเป็น คติของตน, ให้ฝึกตน, ตนฝึกดีแล้วก็จะได้สิ่งสูงสุด" นี้เป็นพุทธภาษิตส่วนที่มีความ หมายอยู่ตรง ๆ ว่ามันมีตัวตน. อีก ทางหนึ่ง เขาบอกว่า อนัตตา มิใช่ตน ; ถ้ามิใช่ตน มันก็มีแต่สิ่งอื่น ซึ่งมิใช่ตน ก็หมายความว่า ไม่มีตัวตน จะเข้าใจกันอย่างไร ? นี้บางคนอาจจะโกรธ เสียแล้ว ว่าตลบแตลงอย่างนี้ใช้ไม่ได้; ถึงพระพุทธเจ้าตรัสก็เถอะ เราไม่ยอมรับ เพราะมันตรงกันข้าม มันตลบแต่ลงอย่างนี้; ฉะนั้นเราจึงถือว่า เรื่องตน กับ เรื่อง มิใช่ตน นี้ เป็นเรื่องที่ยาก. ถ้าจะประยุกต์กันในข้อนี้ก่อนก็เพียงแต่จะบอกว่า ตามความรู้สึกสามัญสำนึก ของคนทั่วไป รู้สึกว่า มีตน มันมีตัวกูอยู่ เพราะฉะนั้นตนมันก็ต้องมี ; นี้ต้องพูด อย่างมีตัวตน กันให้มีประโยชน์ที่สุด. ทีนี้ต่อ เมื่อมีสติปัญญาลึกซึ้ง ในเรื่องนี้ เห็นทะลุ ปรุโปร่งในเรื่องนี้ ความรู้สึกจึงจะเกิดขึ้นมาว่าไม่ใช่ตน ไม่ควรเรียกว่าตน, ที่ว่า มีอยู่นั่นแหละไม่ควรจะเรียกว่าตน, แล้วก็หมดปัญหาไปได้ เรารู้สึกว่า มีตัวตน ในสิ่งที่มิใช่ตัวตน ทีนี้ ทำอย่างไร จึงจะมีปัญญาถึงขนาดนี้ ? แล้วพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็มีความรู้สึกว่ามีตัวตน แล้วก็รักตน ก็แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตน ; อุตส่าห์เล่าเรียนกัน
น.438 เป็นการใหญ่ แม้ที่มาที่วัดนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ตน คล้าย ๆ ให้ตนได้ประโยชน์อะไร มากออกไป จึงได้ทนลำบาก, แล้วก็มาอยู่ในลักษณะที่ฝึกฝนตน ให้กลายเป็นตนที่ได้ ฝึกถึงที่สุด ตามความรู้สึกแท้จริงของเรา, นี่ก็มีตน. ถ้าพูดว่าไม่มีตนเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่ เดี๋ยวนี้ ก็คงจะรู้สึกว่าไม่จริง ได้แต่พูดตามเขาไป หรืออย่างดีที่สุด ก็พูดไปเพราะเคารพ พระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสว่าไม่มีตัวตน ก็ว่าไปก่อน แต่ในใจนั้นก็รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ เสมอ ; ความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาทีไร มันเป็นรูปมีตัวตนเสมอ. นี่คือ ปัญหาที่ต้อง ประยุกต์ คือ รู้ให้จริงลงไป ให้เด็ดขาดลงไป แล้วก็ทำให้หมดปัญหา. เท่าที่กล่าวมาแล้ว ก็สรุปได้ว่า โดยความรู้สึกของสามัญสำนึก เรามันมีตัวตน อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่นึกเป็นอย่างอื่นได้ ไม่รู้สึกเป็นอย่างอื่นได้; แต่แล้ว ที่เรา คิดว่าเป็นตัวตน นั่นแหละ เป็นเรื่องเหลว คว้าง อย่างที่เรียกว่ามายา หรืออะไรก็แล้วแต่ จะเรียก มันไม่ควรจะเรียกว่าตน. ฉะนั้นพอถามขึ้นว่ามีตัวตนไหม ? ก็กระอักกระอ่วนซิ ที่จะตอบว่าไม่มีตัวตน มันกระอักกระอ่วน เพราะรู้สึกอยู่ว่ามีตัวตน ; ถ้าจะตัดบท ตอนนี้ ก็ต้อง ให้รู้ข้อเท็จจริง อันนี้ไว้ก่อน ว่า เรารู้สึกว่ามีตัวตน ในสิ่งที่มิใช่ ตัวตน. พระพุทธเจ้า ตรัสโดยทิฏฐธัมมิกโวหารบ้าง สัมปรายิกฯ บ้าง ตรงนี้ก็อยากจะพูดสำหรับผู้มาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับโวหารที่ใช้กันอยู่ใน การพูดจา ; ช่วยจำคำ ๒ คำ นี้ไว้ให้ดี : คำแรกเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกโวหาร เป็น โวหารของการพูดจา ชนิดที่พอพูดออกไปคนพังถูกทันที เดี๋ยวนี้ทันใดนั้นเอง ; เพราะ คนธรรมดาสามัญทั่วไป เขาก็พูดจากันอยู่ด้วยโวหารนี้ มีความหมายอย่างนี้ เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกโวหาร. ทีนี้อีกอันหนึ่ง เขาเรียกว่า สัมปรายิกโวหาร เป็นโวหารอื่นไป หมดสิ้นเชิงจากโวหารที่คนธรรมดาเขาพูดกัน. โวหารสองโวหารนี้ใช้พูดกันอยู่ในประเทศ อินเดีย ในหมู่คนที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้านั้นเอง. พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสตอบโดย
น.439 ทิฏฐธัมมิกโวหารก่อน ; นี้เขาว่าไม่ใช่, ไม่ใช่, ก็ถามอย่างนั้น ถามอย่างให้จริงกว่านั้น, ถ้าแค่นั้นก็ไม่ต้องมาถามซิ เพราะว่ารู้อยู่แล้ว. เช่น มีคนไปทูลถามว่า วรรณะสี่นี่มันเสมอกันหรือต่างกัน ? ท่านก็ตรัส ตอบว่า อ้าว ! ก็เห็นอยู่แล้วนี่ว่าเขานับถือวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ ; ส่วนวรรณะ- ศูทร วรรณะเวศย์นั่น เขาไม่ได้นับถือกันมิใช่หรือ. คนนั้นจึงทูลย้อนว่าไม่ได้ถามอย่างนั้น ไม่ใช่ถามอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ หรือพูด ๆ กันอยู่อย่างนั้น ; ถามที่มันจริงกว่านั้น อื่นไป จากนั้น ก็คือโวหารหรือความจริงของนักปราชญ์นั่นเอง. เมื่อถามอย่างนี้ ท่านก็ตรัส ตอบว่า ก็ดูเอาเอง ก็แล้วกันว่า ถ้าเขามาทำบาป เขาได้บาปเหมือนกัน, ทำกุศลได้กุศล เหมือนกัน, ทำกิเลสให้หมดก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน, อย่างนี้จะถือว่าต่างกัน หรือเหมือนกันอย่างไร ก็ดูเอา. สรุปอีกทีหนึ่งว่า ถ้า พูดกันอย่างทิฏฐิธัมมิกโวหาร วรรณะทั้ง ๔ นั้น ต่างกัน ; ถ้าพูดอย่าง สัมปรายิกโวหาร วรรณะทั้ง ๔ มันก็ไม่ได้ต่างกัน คือเป็น สิ่งหรือเป็นสัตว์อะไร ที่มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามกรรม ตามอะไรเหมือนกัน. นี่เราจะเห็นได้ว่า ถ้า พูดอย่างทิฏฐธัมมิกโวหาร แล้ว ตัวตนมันมี มันมีอยู่ ในความรู้สึกของเราเอง ต้องไปเชื่อใครเล่า นี่ทิฏฐธัมมิกะ แปลว่า เห็นแล้วในธรรม นั่นเอง ในสิ่งนั้นเอง แล้วก็พูดกันอย่างนั้นทั้งนั้น แล้วพอพูดถึงก็เข้าใจกันทุกคน ว่ามี ตัวตนตัวฉัน อย่างนั้นอย่างนี้ ; ฉะนั้น เมื่อพูดโดยโวหารชั้นนี้ ก็เรียกว่ามีตัวตน. ถ้า พูดอย่างพระอริยเจ้า ผู้เห็นความจริงลึกซึ้งไปกว่านั้น มันกลายเป็นโวหารอื่น, ผิดไป จากที่เขารู้หรือพูดกันอยู่ กลายเป็นว่า ไม่ใช่ตน ; ที่ว่าตัวตน ๆ ๆ อยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ที่แท้มันมิใช่ตัวตน. ทีนี้ ถ้าผู้รู้ท่านมาบอกคนไม่รู้ ให้รู้ว่า ให้รู้เหมือนที่ท่านรู้ มันจะเกิดปัญหา อะไรขึ้น ? คุณลองดู มันเหมือนกับนิทานเปรียบว่า เต่ามันเล่าเรื่องบนบกให้ปลาฟัง
น.440 ปลามันจะฟังได้อย่างไร, มันจะรู้ได้อย่างไรว่าบนบกมีอย่างนี้ ๆๆ ๆ. ปลามันก็ สั่นหัวเรื่อย พูดไปที่มันว่าโกหกที, พูดไปที่มันว่าโกหกที่; นี่คือพวกคนธรรมดา สามัญทั่ว ๆ ไป เขาจะค่าพระอริยเจ้าว่าโกหก ๆ โกหกอยู่เรื่อยไปที่ว่าไม่มีตน ไม่ใช่ตน ; เพราะเรามันรู้สึกตนว่าอยู่เสมอ อย่างน้อยคุณก็ค่าอยู่ในใจ ไม่กล้าด่าออกมาให้เสียมรรยาท แต่ในใจมันไม่รู้สึกเชื่อ มันก็คือเท่ากับค่าอยู่แล้ว ข้อที่ว่าไม่ใช่ตน. นี่คือปัญหาที่จะต้องประยุกต์ คือที่จะต้องทำลายให้มันหมดไปให้ได้ แล้วให้ เราได้รับประโยชน์จากความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ว่า "ทุกสิ่งไม่ควรจะถือว่าเป็นตัวตน". ตอนนี้ก็พูดตัดบทไปเสียได้เลยว่า ถ้าเมื่อตัวตนมันไม่มีแล้ว ของตนมันจะมีอย่างไรได้ ; นี้มันจะมีความรู้สึกอยู่เป็น ๒ ชั้น : นี้ตัวกู แล้วนั่นของกู. ถ้าสิ่งที่เรียกว่าตัวกูมัน ไม่มี สิ่งที่เรียกว่าของกูก็ไม่ต้องพูดถึง คือมันจะไม่มีไปด้วย. เดี๋ยวนี้เราไม่อาจจะเห็น ว่าตัวกูไม่มี มันมีตัวกูอยู่เรื่อย ; ทีนี้ ความคิดว่าของกู มันก็มีอยู่เรื่อยเหมือนกัน นั้น นี่ โน่น ของกู, นั่นของสู นั้นของคนอื่น, เป็นฝ่ายที่ตรงกันข้ามอยู่ : พอประโยชน์ ขัดกันมันก็ทะเลาะวิวาทกัน ทำอันตรายแก่กันและกัน นี่ก็เป็นทุกข์ ลำบาก เดือดร้อน ด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี่โทษของการที่มีตัวกู มีตัวตน. ตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรเป็นตัวตน เมื่อกล่าวไปตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็กล่าวอย่างนี้ ว่าตามความรู้สึก คนเรามีตัวตน พอรู้จริงถึงที่สุดเข้า กลายเป็นไม่มีอะไรที่ควรจะเรียกว่าตัวตน. ทีนี้ คุณอย่าเอาไปปนกันเข้ากับลัทธิอื่น หรือศาสนาอื่น ที่เป็นคู่แข่งขันกับ พุทธศาสนา หรือเป็นอะไรกันก็ตาม เขายังมีลัทธิอื่นหรือศาสนาอื่น ที่พูดเป็นทำนองว่า ให้มีตัวตนให้จนได้ : เอาละถ้าว่าอันนี้ไม่ใช่ตน อันอื่นที่ดีกว่านั้นจะเป็นตน - อันอื่น ที่ดีกว่านั้นจะเป็นตน - อันอื่นที่ดีกว่านั้นอีกจะเป็นตนเรื่อยไป, จะเป็นคนที่เขาพอใจ ว่ามันมีสิ่งที่เป็นตนอยู่ ; อย่างนี้มันตรงกันข้ามกับพุทธศาสนา.
น.441 บางทีในตอนแรก ๆ กล่าวเหมือนกันด้วยนะ เช่นว่ากายนี้ ร่างกายนี้ เนื้อหนัง ร่างกายนี้มิใช่ตน ; เขาก็กล่าวเหมือนกับพุทธศาสนากล่าว ว่า ร่างกายนี้มิใช่ตน แล้วโดยเฉพาะ บางพวกในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเขาจะปรับปรุงแก้ไขลัทธิอะไรของเขาใหม่ เสียแล้วก็ได้. เขาก็พูด เขายืนยันว่า เขาก็รู้จักว่าเวทนามิใช่ตน สัญญามิใช่ตน สังขาร ก็มิใช่ตน วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ก็มิใช่ตน ; แต่เขามีอันอื่นที่เป็นตน จะเป็น ตัวทำหน้าที่ทางเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือที่ว่าจะสิ่งในกายนี้ด้วย. นี่เขา ยังมีตนเหลืออยู่เรื่อยไป ตนนี้มันก็ พ้นไปจากเบญจขันธ์นี้ ไปมีตัวตนที่ถาวร อยู่ ตลอดนิรันดร นั่นไม่ใช่พุทธศาสนา. ตอนนี้คุณที่เคยอ่านหนังสือกามนิต ก็ไปอ่านกันเสียใหม่ก็ได้ ตอนที่กามนิต จะตาย เขามีความรู้สึกอย่างไร ทั้งที่เขาอยากจะมีตน แต่มันก็มีไม่ได้ มันก็ดับไปๆๆๆ ด้วยอำนาจของความไม่มีตนของธรรมชาติ ; เมื่อพวกพรหม หรือพวกอะไร จะดึง ไว้ให้มีตน ก็ดึงไว้ไม่อยู่. แต่เราไม่ต้องการจะรู้ หรือศึกษาให้เลยเถิดไปถึงนั้น ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ; รู้ไว้แต่เพียงว่าคนพวกหนึ่ง สมัยหนึ่ง ยุคหนึ่ง เขามีความเชื่ออย่างนั้น แล้วก็เหลืออยู่ จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาสอนอยู่อย่างนั้น. ฉะนั้น เรื่องนี้มันก็มีที่การขัดแย้งกันอยู่เรื่อย กับ พุทธศาสนา ที่สอนว่าจะรู้สึกว่ามีตัวตน เฉพาะในสมัยเมื่อยังไม่รู้ ไม่เห็น ความจริง ; นี่กำหนดข้อความนี้ไว้ให้ดี ๆ ว่า "ความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนนี้ จะเกิด รู้สึกอยู่ตลอดเวลา ที่เรายังไม่รู้ความจริง" ; พอรู้ความจริงขึ้นมา จะไม่รู้สึกอย่างนั้น ; แล้วก็เลยว่างจากตัวตนไปหมด ไม่ว่าอะไร ไม่ใช่ตัวตนเลย ก็เรียกว่าว่างจากตัวตนไปหมด ก็ไม่เกิดความรู้สึกว่า นี่ตัวกู นั้นของกู อย่างที่เคยรู้สึกมาแต่ก่อน มันเปลี่ยนตรงกันข้าม อย่างนี้. ทีนี้ พอคนที่เห็นอย่างนี้แล้ว ที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา ไม่มีตัวตนแล้วนี้ พอถึงคราวจะพูดจากับคนอื่น ก็หลีกไม่พ้น ที่จะต้องพูดว่ามีตัวตนอีก
น.442 นั่นแหละ คือต้องพูดอย่างชาวบ้านพูด ที่เรียกว่าทิฏฐธัมมิกโวหาร ; เพราะฉะนั้นเมื่อ พระพุทธเจ้า ท่านจะต้อง ตรัสกับคนที่เขามีตัวตนเต็มปรี่ อยู่อย่างนี้ ท่าน ก็ต้องพูดใน ภาษาทิฏฐิธัมมิกโวหาร "ตนแหละเป็นที่พึ่งของตน ใครอื่นจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้" อย่างนี้ "ให้รักตนให้สงวนตน, ให้ถอนตนออกมาเสียจากเหว จากนรกอะไร, แล้วก็ เมื่อฝึกตนได้ดีแล้ว ก็จะได้รับสิ่งดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ". ท่านก็ต้องพูด อย่างนั้น ต้องตรัสอย่างนั้น ทั้งที่ท่านเป็นผู้รู้เห็นชัดเจนลึกซึ้งถึงกับสอนเรื่องอนัตตา ท่านก็ต้องพูดอย่างนั้น ครั้งหนึ่งผมเคยพูด ; อย่าใช้คำว่า "โต้กัน" ใช้คำว่าพูดกันธรรมดาดีกว่า กับ ครูบาอาจารย์ชั้นสูง ชั้นสวามีของฝ่ายเวทานตะ ซึ่งเขาพยายามจะให้พุทธศาสนานี้เหมือน กับเวทานตะ. เขาก็พยายามที่จะชี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันมิใช่ตน ตามที่กล่าวไว้ในอนัตตลักขณสูตรจริง ; แต่มันยังมีอันอื่นที่เป็นตน คือเป็นอาตมัน. นี้ผมก็ถามว่า "อะไร ที่เรียกว่าอะไร" ในคัมภีร์ของพุทธศาสนาที่เรียกว่าอะไร ? เขาก็บอก ว่ามันนอกไปจากขันธ์ทั้ง ๕ นั้นแหละ นอกไปจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ที่ว่าเป็นอนัตตาต้องมีอันหนึ่งนอกไปจากนั้น ที่จะบรรลุนิพพาน หรือจะอะไรก็สุดแท้. เราก็บอกว่ามันไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น ; แม้จิตที่รู้สึกคิดนึกได้ว่ามีตน มันก็คือสังขาร อันนั้น, หรือจิตที่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราหลุดพ้นแล้วถึงซึ่งวิสังขารแล้ว มันก็คือจิตที่เป็นสังขาร นั่นแหละ รวมอยู่ใน ๕ ขันธ์นั้นแหละ. ในที่สุดเราก็พูดกันไม่ได้ แล้วโดยมรรยาท เราก็ไม่ทะเลาะกันให้มากไปกว่านั้น คือไม่ถึงกับทะเลาะกัน ; ถ้าไปมัวทะเลาะกันก็บ้าเลย เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่เป็นอันธพาล ที่จะมาทะเลาะกับผู้อื่น แล้วเราก็ไม่ต้องการจะเป็นอันธพาล จะไปเถียงหรือทะเลาะกับผู้อื่น. ก็สรุปความได้ว่า พุทธศาสนาจะไม่ยอมให้สิ่งใด ควร เรียกว่าตัวตน. ทีนี้ทาง ฝ่ายโน้น เห็นได้ชัดเลยว่า เขาอยากจะให้มีจิต หรือมีอะไรก็สุดแท้ แต่ เขาเรียกว่าอาตมัน ; อาตมันคือตน คือตัวตน นั้นแหละมีอยู่ เป็นผู้เข้ามาสู่ร่างกายนี้
น.443 ซึ่งมีรูป มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอะไรอยู่ มาโง่ มาหลง มาติด มาจมอยู่ที่นี่ จนกว่าจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข แล้วมันก็หลุดไปได้จากสิ่งเหล่านี้ ; ซึ่งเราก็ควรจะ เห็นอยู่ว่ามันเป็นเพียงสติปัญญา ของจิต หรือจิตที่มีสติปัญญา. สติปัญญานั้นทำให้ หลุดไปได้ จากการที่ถือว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นตัวตนของเรา. ควรจะหยุดกันแค่นั้นไม่มีตัวตนอีก เขาก็จะให้มีตัวตนอีก ; ฉะนั้นคุณก็ ควรจะทราบไว้ แล้วก็ไม่ต้องไปเถียงกัน. บางทีจะเป็นเอามากถึงกับเถียงกันในระหว่าง กันเอง ในชาวพุทธกันเอง แล้วทะเลาะกัน; นี้ อย่าไปเถียงกันกับฝ่ายที่เขามีตัวตน แล้วก็ยังมีที่รวมแห่งตัวตนทำนองพระเจ้า พระเป็นเจ้าตัวตนธรรมดาของคน ๆ หนึ่ง เป็น ปัจเจกชน นี้ก็เรียกว่าอาตมัน หรือเรียกเป็นบาลีว่า อตฺตา นี้มีตัวตนใหญ่เป็นสากล ทั่วไปหมดก็เรียกว่า ป-ร-ม อัตตา หรือปรมาตมัน. ถ้ามีพระเจ้า มีพรหม มีอะไร เขาก็ไปอยู่ที่นั้น อยู่ที่ปรมาตมัน เขาไปจบที่นั่น เป็นนิรันดรที่นั่น คือไปอยู่อย่างนิรันดร, มีการอยู่อย่างนิรันดร. ทีนี้ ของเรามันก็ว่า ว่างอย่างนิรันดร คือไม่มีตัวตนอย่างนิรันดร ; ส่วนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันก็กระจายออกไปเป็นธาตุ : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุวิญญาณ หรือว่าจะเป็น รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ ก็ได้ทั้งนั้น มันเหลือกระจายลงไปเป็นธาตุ ไม่ใช่เป็นตัวตน หรือเป็นพระเจ้าอะไร. คนโบราณเขาก็พูดเป็นว่าตายลง ดินก็ไปเป็นดิน น้ำก็ไปเป็นน้ำ ไฟก็ไปเป็นไฟ ลมไปเป็นลม อากาศก็ไปเป็นอากาส ; แต่ที่ว่าวิญญาณไปเป็นวิญญาณ ธาตุนั้น เขาพูดไม่เป็น ปู่ ย่า ตา ยาย เราพูดไม่เป็น. นี่เป็นเหตุให้เราเห็นได้ว่า คนบางพวกเขา ได้รับคำสั่งสอนอย่างฝ่ายโน้น อย่างฝ่ายมี ตัวตนแน่นแฟ้น เหมือนกัน. อ้าว! มันกลายเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไม่ใช่ประยุกต์แล้ว คือจะบอกว่าลัทธิฮินดูที่สูงขึ้นเป็นลัทธิพราหมณ์ ลัทธิอะไรนี้มันมาก่อน
น.444 มาสู่แผ่นดินแถวนี้ก่อน แล้วเขาก็เลยสอนไว้ในรูปนั้น กระทั่งภาษาก็ภาษาของคนพวกนั้น ก่อน มาก่อน จึงมาเป็นภาษาสันสกฤต. ถ้าคุณยังไม่เข้าใจหรือไม่ทราบ ก็ระวังหน่อยนะ ภาษาสันสกฤตกับภาษาบาลีนั้น ไม่ใช่อันเดียวกัน ; พวกพราหมณ์ พวกอะไรที่เขาเป็น ครูบาอาจารย์นั่นเขาใช้ภาษาสันสกฤต แล้วเขามาก่อน ฉะนั้นเขาสอนภาษาสันสกฤต ให้แก่คนที่อยู่แถวนี้ก่อน แล้วเขาก็เอาวัฒนธรรมอย่างอินเดียมาให้. เขาสอนศาสนาให้ อย่างที่เขาถืออยู่ ; ฉะนั้น เขาก็สอนเรื่องตัวตน มีตัวตน เวียนว่ายตายเกิด เรื่อยไป จนกว่าจะไปอยู่กับพระเจ้า หรือพระพรหม หรืออัตตาใหญ่ บรมอัตตา. พวกบรรพบุรุษของเรา เคยได้รับคำสั่งสอนอย่างที่กล่าวนี้มาแล้ว ครั้น พระพุทธศาสนาเข้ามานี้ก็ยาก ยากที่จะมาทำลายความรู้อันก่อนได้ เพราะความรู้ก่อนนั้น มันเข้ารูปกันกับความรู้สึกในสามัญสำนึกของคนทั่วไป คือมีตัวตน ; ตัวตนมันเข้ารูปกัน ได้ง่าย มันเห็นได้ง่าย มันตรงกับสัญชาตญาณอะไรทุกอย่าง แล้วเขาก็รู้กันอยู่อย่างนั้น แล้วก็พูดกันอยู่โดยโวหารอย่างนั้น ทั้งบ้านทั้งเมืองทั่วไปหมด. นี้ ปัญหา มันมาตกอยู่ แก่พวกเรารุ่นนี้ ที่ต้องการ จะศึกษาพุทธศาสนาให้รู้จริง ในข้อที่ว่าไม่มีตัวตน มันก็ เลยต้องศึกษากันอย่างที่เรียกว่า ตรงกันข้าม. ฉะนั้น ผมจึงพูดให้ฟังในลักษณะอย่างนี้ ให้มันเข้าใจได้ จะให้มันมาประยุกต์ในทางประวัติศาสตร์ก่อน แล้วก็จึงมาถึงเรื่องของ การปฏิบัติ การศึกษาเรื่องไม่มีตัวตน จำต้องอนุโลมตามความรู้สึกสามัญสำนึกก่อน ทีนี้ก็จะนึกกันออกไปถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนายอมรับทั้งว่ามีตัวตน แล้วก็ ยืนยันทั้งในข้อที่ว่าไม่มีตัวตน. เราจะถือว่าพุทธศาสนาพูดอย่างไรกันแน่, นี้พูด อย่างไรจึงจะไม่ขัดกันกับข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสชวนคนหนุ่มพวกนั้นว่า มาหาตนกัน. ท่านตรัสชวนคนหนุ่มพวกนั้นว่า "มาหาตนกันนา, มาแสวงหาตนกันนา" ; มันก็มีปัญหา ที่ว่า เขามีความสนใจขึ้นมาอย่างไร ? แล้วท่านใช้โวหารอย่างนี้ว่า "มาหาตน" นี้มัน
น.445 เป็นโวหารชั้นไหน ? เราจะต้องถือว่าคนหนุ่มที่เป็น ชาวบ้านธรรมดา กลุ่มนั้น เขา ก็ต้องมีการศึกษา ได้รับการอบรมสั่งสอนในทางลัทธิศาสนา ว่ามีตัวตนเป็นแน่นอน ตามธรรมเนียม ตามแบบของบุคคลทั่วไปในยุคนั้น ; ฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า มาหาตนกันซิ พวกนั้นยินดีรับทันที ยินดีที่จะสละแก้วแหวนเงินทอง ที่ผู้หญิง คนนั้นเขาขโมยไป. เขาคงจะรู้สึกว่าตัวตน ๆ ที่เราเคยรู้เคยได้ยินได้ฟังกันมาก่อนนั้น แหละ เราจะได้พบกันคราวนี้แหละ โดยครูคนนี้จะเป็นผู้ช่วยให้พบตัวตน ; ฉะนั้น จึงมายอมให้ทำการแสวงหาตัวตน. ทีนี้ เมื่อมีการแสวงหาตัวตนกันเข้า กลับพบว่าไม่มีตัวตน ก็เป็นเรื่องที่ น่าหวัว ; เพราะว่าจุดหมายของการแสวงหานั้นคือความไม่มีตัวตน, หรือจะพูดว่า "หาตนดีกว่า ก็หาจนพบว่าไม่มีตัวตน หรือจะเลยไปถึงว่า ฝึกตนดีกว่า ก็ฝึก ๆๆ จน ตนมันหมดไป นั่นแหละฝึกตน ; ฉะนั้น คำว่า "ได้ตนมา" หรือได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ตน ควรจะได้นี้ ก็ กลายเป็นความจริงที่ว่าไม่มีตัวตน. พูดสั้น ๆ ก็ว่า หาตนจนพบ แล้ว เอาสิ่งที่พบสูงสุดนั่นแหละมาเป็นตัวตน ; เช่นว่าพบความไม่มีตัวตน จนจิตไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นก็เลยบรรลุนิพพาน ไม่มีความทุกข์เลย ก็เอานี้เป็นตัวตน มันก็เป็นได้. ในชั้นแรก มันก็เป็นได้ คือ เอานิพพานเป็นตน โดยมาดหมายไว้ หรือ โดยยังไม่เข้าใจถึงที่สุด ; ฉะนั้น การปฏิเสธครั้งสุดท้าย ใน พระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ก็คือ ปฏิเสธ นิพพาน นั่นแหละว่า ไม่ใช่ตน, ไม่ใช่ตนของนิพพาน, ไม่ใช่นิพพาน เป็นตนของเรา, ไม่ใช่นิพพานเป็นตนของนิพพาน, ตนของเราก็ไม่มี ตนของนิพพาน ก็ไม่มี; นี่การพบตนคือพบอย่างนี้, ฝึกตน ก็คือฝึกจนรู้สึกอย่างนี้; ทำตนให้เป็น ที่พึ่งของตน ก็เป็นคำพูดสมมติไปทันทีว่า เอาตนสมมตินี้มาเป็นตน เอามาเป็นที่พึ่ง ของตน ความดับทุกข์หรือนิพพานก็เป็นของสมมติว่าเป็นตน. เราไปแยกเอาเองเถอะว่า ในประโยคไหนพระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างทิฏฐ- ธัมมิกโวหาร พูดกับชาวบ้านธรรมดา ; ถ้าอย่างในสมัยนี้ ก็เรียกว่าคำพูดประเภท
น.446 โฆษณาชวนเชื่อ คำพูดประเภทชวนเชื่อนี้ ไม่ต้องอาศัยความจริงทุกกระเบียดนิ้ว มาพูด ; มันเป็นความมุ่งหมายให้เกิดความสนใจแล้วติดตามไป ติดตามไป จนกว่าจะ ถึงที่สุดของเรื่องนั้น. ฉะนั้น การที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในบางประโยคแก่บุคคลบางคน ในบางครั้ง นั้นก็ว่า มีตน เป็นการพูดกันอย่างทิฏฐธัมมิกโวหาร หรือมิฉะนั้น ก็คล้าย กับเลยไปถึงกับว่า เอาสิ่งสูงสุดที่ดีที่สุดมาเรียกอย่างว่ามีตัวตน สำหรับคนพวกนี้ อย่าง ขอไปทีก่อน ; เพราะว่าทุกคนรักตน ยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ; ถึงแม้พระพุทธภาษิตก็มี ว่า “ไม่มีสิ่งใดเป็นที่รักเสมอด้วยตน". ฉะนั้น คนหนุ่มเหล่านั้น พอได้ยินว่าแสวงหาตน อย่างนี้ เขาก็สมัครเต็มที่ เพราะว่ารักตนเหลือประมาณ อยากจะให้ตนปรากฏเด่นชัด ออกมา อยู่ในความรู้สึกของเรา อยู่ในความยึดครองของเรา เป็นความสุขอะไรของเรา. นี่เรื่องของตน หรือมิใช่ตน ที่พูดกันไม่รู้จักจบจักสิ้นนั้น มีใจความของเรื่องเพียงเท่านี้. มีปัญหาว่า ถ้าไม่มีตน ทำให้หมดกำลังใจ ต้องพิจารณาให้ถูก ทีนี้ ปัญหาที่ตามมาเป็นปัญหาอยู่ข้าง ๆ สำหรับพวกเราเดี๋ยวนี้ มันก็เกิดขึ้นอีก ; อย่างคุณอาจจะกำลังนึกหรือสงสัยอยู่ว่า ถ้าเราไปถือว่าไม่มีตนอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่อง ล้มละลาย ยิ่งกว่าการล้มละลายใด ๆ หมด คือจิตมันจะไม่มีกำลัง ไม่หวังอะไร ไม่ต้องการ อะไร มันก็ไม่ทำอะไร มันก็จะไม่เรียนอะไร หรือไม่ทำอะไรเอาเสียเลย. แล้วบางคน ก็ถือว่าคำสั่งสอนข้อนี้ ในพระพุทธศาสนานี่เป็นอันตรายแก่บ้านเมือง เป็นอันตรายแก่ ประเทศชาติ เพราะจะทำให้คนไม่ทำอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่ทำอะไร หรือว่าไม่มี กำลังใจจะทำอะไร. นี่คุณจะโทษใคร : จะโทษหลักพระพุทธศาสนา ที่มีอยู่อย่างนี้, หรือจะ โทษว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีประโยชน์อย่างนี้, หรือจะด่าผมว่าเอาเรื่องที่ไม่ควรพูดมา พูด ซึ่งผมถูกค่าอยู่ตลอดเวลาหลายปีมาแล้ว ว่าเอาเรื่องที่ไม่ควรจะพูดมาพูด มาเปิดเผย อย่างนี้ : ก็ลองคิดดูเถอะ มันก็เป็นประยุกต์เหมือนกัน คือเขาต้องผ่านไปให้ได้ เกี่ยวกับ
น.447 ข้อนี้. ผมยืนยันเต็มที่เลยว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ; ความรู้เรื่องไม่มีตัวตนนี้ไม่ได้ทำใคร ให้หมดเรี่ยวหมดแรง ที่จะทำการทำงาน. ความรู้นี้ถ้ารู้กันจริงแล้ว จะทำให้ทำงานสนุก ทำงานไม่เหนื่อย หรือว่าทำงานอย่างไม่เห็นแก่ตน เป็นการทำงานที่ประเสริฐกว่า, แล้ว ความรู้นี้มันประเสริฐที่สุด ตรงที่ว่าจะนำมาซึ่งสันติภาพแก่มนุษย์. มนุษย์จะไม่มีสันติภาพ ทั้งโลกและตลอดกาลนิรันดร ; ถ้ามีตัวตนจัดแล้ว ไม่มีสันติภาพได้ คือพอเกิดขึ้นเท่านั้น ในภายในของคน ๆ หนึ่งก็ไม่มีสันติสุขแล้ว เพราะพอยึดถืออันนี้เป็นหลัก มันเห็นแก่ตน เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นศัตรูอันร้ายกาจ ของมนุษย์. ความเห็นแก่ตัว เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์ ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้ว ทำให้เดือดร้อนกันไปทั้งโลก ตลอดกาลนิรันดรเหมือนกัน. ถ้าเข้าถึง อนัตตา โดยถูกต้อง ต้องใช้คำว่า "โดยถูกต้อง" ; คุณต้องขีดไว้ว่าโดย ถูกต้อง เพราะมันโดยผิดก็ได้ ; ถ้าเข้าถึงความรู้เรื่องอนัตตาโดยถูกต้อง จึงจะมีผลดี ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมของสังคม. ที่ว่า โดยไม่ถูกต้อง นั้น คือโดยมิจฉาทิฏฐิ โดยอันธพาลนั้น เหมือน พวกจิตว่างอันธพาลนั้น เขาว่าเอาอย่างนั้นไม่มีเหตุไม่มีผล, ว่าจิตว่างแล้วมันก็กอบโกย เห็นแก่ตน ไม่ต้องถือธรรมะอะไรเมื่อจิตว่าง ที่แท้ถ้า จิตว่าง แล้ว ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะจิตมัน ว่างจากความเห็นแก่ตน ว่างจากความหมายมั่นว่าเป็นตัวตน หรือเป็น ของตน ฉะนั้นจิตว่างมันทำอย่างนั้นไม่ได้ จะทำได้แต่ที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ งดงาม เป็น ธรรมอะไรนั้น. แต่ก็มีพวกจิตว่างอันธพาล ที่เข้าใจคำว่าจิตว่างผิด ที่เขาไปเขียนค่า เขียนล้อ ว่าพอจิตว่างก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ อย่างนี้ก็จะอย่าง เดียวกัน หรือความหมายเดียวกันกับที่ว่า ถ้าเห็นอนัตตาแล้วก็จะไม่ทำอะไร ที่เป็น ประโยชน์แก่ตัวเอง หรือแก่ผู้อื่น. นี่ในที่สุดมันก็เหลือคาราคาซังอยู่ เป็นสิ่งที่เข้าใจ ไม่ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ถึง : ความรู้ไม่ถึง, สติปัญญายังไม่ถึง ก็ยังมีตัวตนอยู่เรื่อยไป.
น.448 เรื่องมันก็เหลืออยู่ว่า ต้อง ทำให้เข้าใจ ทำให้เข้าถึง ทำให้มองเห็น นับตั้งแต่ข้อเท็จจริงอันแรก ว่าไม่มีอะไรที่ควรเรียกว่าตัวตน, แล้วข้อเท็จจริงอันที่สอง ก็คือว่า เมื่อคนมีความรู้สึกถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่มีความทุกข์เลย, แล้วข้อเท็จจริงอันที่สาม ต่อไปอีกก็คือว่า เขาจะเป็นคนที่ทำประโยชน์ผู้อื่นได้มากที่สุด เพราะไม่มีความเห็นแก่ตัว. เรื่องที่เราจะประยุกต์ ก็ควรจะเป็น ๓ ข้อนี้ คือ : - ข้อที่ ๑. ทำการศึกษาในภายใน จากความรู้สึก โดยตรงในภายในทุก เรื่องทุกราว จนเห็นว่า อ้อ, นี่มันเป็นธรรมชาติปรุงแต่งของจิต เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ตัวตน เป็นมายา ; แต่เมื่อไม่รู้ว่าเป็นมายา มันก็ยึดมั่นเป็นตัวตน เราก็เป็นทุกข์อยู่ทุกที่ ที่มันเกิดขึ้น จนถึงกับพูดได้ว่า ทุกที่ที่ตัวตนเกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมา แล้วเราก็ต้อง เป็นทุกข์ทุกทีเหมือนกัน. ข้อที่ ๒. อาการอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านจากหนังสือ หรือว่าพังผมพูด หรือเชื่อตามคนอื่น ไม่มีประโยชน์เลย ; พอมาถึงขั้นนี้ ต้อง กำหนดเอาที่ความรู้สึก ในภายใน ความรู้สึกชนิดนี้ เป็นตัวตนที่ตรงไหน แล้วเกิดขึ้นมา แล้วมัน เผาลน อย่างไร. นี้เรียนจากข้างในนี้ แล้วประยุกต์ต่อไป ก็คือว่าคอยเฝ้าดูว่า เมื่อไม่ เกิดความรู้สึกอันนี้ ทำไมมันจึงรู้สึกสบาย สบายบอกไม่ถูก, หรือมันกลัดกลุ้มอยู่ด้วย ความรู้สึกอันนี้ พอเราสลัดออกไปได้ มันก็สบายบอกไม่ถูกอีกเหมือนกัน, ความไม่มี ตัวตนอยู่ในจิต มันสบายบอกไม่ถูก. ข้อที่ ๓. ถึงข้อที่เกี่ยวกับผู้อื่น คนที่มีจิตอย่างนี้ เอาตัวเองเป็นหลัก ก็แล้วกัน ว่าจะขี้เกียจไหม, จะนอนเสียไหม, หรือว่าเมื่อไม่มีตัวตนนี้แล้ว มันจะมีเมตตา กรุณาต่อผู้อื่น โดยอัตโนมัติ. เช่นพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็ไม่ได้ ขี้เกียจ ไม่ได้นอนเสีย ไม่ได้เห็นแก่ความสุขส่วนตัว มันมีกำลังอะไรอันหนึ่ง คือ กำลัง ที่ว่างจากตัวตน นั่นแหละ เชื้อเชิญท่านไป ช่วยทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ; พูดอย่าง สัมปรายิกโวหารสูงสุด ก็ต้องบอกว่า ความว่างนั้นแหละคือเมตตากรุณาสูงสุด.
น.449 ผมเคยพูด แต่ทุกคราวไม่มีใครเข้าใจ รวมทั้งคนชั้นครูบาอาจารย์ ; แม้พวก ฝรั่งชั้นครูบาอาจารย์เขาก็ไม่เข้าใจ เมื่อพูดว่า ความว่างนั่นแหละคือเมตตากรุณาถึงที่สุด ; เพราะเขาพูดว่าต้องมีคน ๒ คน คนหนึ่งเมตตาและอีกคนหนึ่งรับการเมตตา มีทั้งสองตน สองตัว จึงจะมีเมตตาขึ้นมาได้ และรักใคร่อะไรกันให้ถึงที่สุด. นี่ก็ไปตามแบบนั้นแหละ : มีตัวตน ; แต่เราบอกว่า พอว่างจากตัวตนเป็นสุญญตา จิตเข้าถึงสุญญตานี้ ความเห็นแก่ ผู้อื่น ความรักผู้อื่นนั้นเป็นอัตโนมัติ แล้วก็ถึงที่สุด นี้ก็ไม่มีทางจะพิสูจน์ ; เพราะว่า เขาก็ยังไม่หมดกิเลส เราก็ไม่ทำให้เขาเข้าใจได้ ในเรื่องของการหมดกิเลส ก็ได้แต่ ฝากไว้. เรื่องนี้จึงถึงได้ฝากไว้ ให้พวกคุณ เอาไปคิด ดูก็แล้วกัน : พอ ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อไร นั้นแหละคือเมตตาถึงที่สุด ; นี้เรียกว่าเรื่องตัวตน หรือมิใช่ตัวตนนี้ มัน เกี่ยวพันกันจนกระทั่งถึงเรื่องสันติภาพ สันติสุข ของมนุษยชาติ คือมนุษย์ทั้งหมด. สรุปความกันเสียทีก็ว่า ไป สังเกตดูให้ดี ว่า ที่เราจะต้องพูดตามความรู้สึก หรือ พูดกับคนที่ยังมีความรู้สึกแบบมีตัวตน ก็ต้องพูดว่ามีตัวตน ; เราก็อยู่ในพวกนั้น และเราก็ไม่อาจจะมองเห็นความจริงหรือข้อเท็จจริงอะไร ของพวกที่หมดกิเลสตัณหาได้ จึงต้องพยายามต่อไป ตามที่ท่านแนะไว้ ว่าให้พิจารณาอย่างไร จึงจะเห็นว่า อ้าว, มันไม่ใช่ตัวตน มีแต่การปรุงแต่งของ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุวิญญาณ หรือว่าธาตุรูป ธาตุเวทนา ธาตุสัญญา ธาตุสังขาร ธาตุวิญญาณ เป็นต้นแล้ว ก็เลยเป็นเรื่องสูงสุดในพุทธศาสนาไป. เดี๋ยวนี้ผมก็จะกำลังทำผิดก็ได้ คือทำผิดตรงที่ว่า เอาเรื่องสูงสุดมาพูดเป็น เรื่องเบื้องต้น และพูดแก่พวกคุณที่กำลังจะเริ่มการศึกษาอย่างนี้ ; แต่ผมก็ไม่ทราบว่า จะทำอย่างไร เพราะเรื่องมันเนื่องกัน แยกกันไม่ออก. คุณจะทราบหรือไม่ทราบก็ตามใจ ตามข้อเท็จจริงแล้วมันไม่ได้มีตัวตน ; แต่เดี๋ยวนี้คุณก็มีความรู้สึกอย่างคนธรรมดาสามัญ ก็ว่ามีตัวตน ก็ต้องสอนกันต่อไปว่า ให้รักตน ให้พยายามช่วยตน ถอนตน เหมือนกับ
น.450 ที่หมายมั่นปั้นมือไว้ : จะเล่าเรียน จะประสบความสำเร็จในการเรียน ในการงาน ในการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ. แต่ถ้ามันเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้นละก็ รีบสนใจ เรื่องนี้ : สนใจเรื่องที่มีหมายมั่นเป็นตัวตน, แล้วก็รีบถือเอาประโยชน์ให้ได้ ตรงที่ว่า ถ้ายังมีตัวตนอยู่ ก็ช่วยตัวตนให้ได้เสียก่อน. เดี๋ยวนี้ อยากจะไปช่วยพวกชนกรรมาชีพกันใช่ไหม ? ช่วยตัวตนได้หรือยัง ? ลัทธิที่มันทำให้เกิดแบ่งแยกเป็นนายทุน เป็นชนกรรมาชีพอะไรนี่ ก็ดูเอาเถอะ มันก็คือ เรื่องตัวตนทั้งคุ้น แล้วเรายังไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนสักที ; เรามีจุดยืนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้, ตัวตนของเรา เราก็ไม่รู้จัก ยังแก้ปัญหาของตัวก็ไม่ได้, แล้วก็จะไปช่วยผู้อื่น มันก็ เป็นเรื่องน่าหวัว พอ ๆ กันกับที่พูดว่า คนหนุ่มพวกนั้นเขาจะไปตามหาผู้หญิง ไม่ตามหา ตัวเองให้พบเสียก่อน. ขอให้หมดปัญหาสำหรับจะทะเลาะกันในเรื่องนี้เสียที ว่า ถ้า พูดอย่างทิฏฐิ- ธัมมิกโวหาร ตัวตนมี ; แต่พูดอย่างสัมปรายิกโวหาร ตัวตนไม่มี ให้รู้จักเสียทั้งสอง อย่าง. นี่เป็นการประยุกต์ลัทธิคำสอนเรื่องอัตตา เรื่องอนัตตา อย่างดีที่สุดอยู่ที่ตรงนี้. วันนี้ก็กล่าวไว้เพียงหลักใหญ่ ๆ ที่เป็นใจความสำคัญ ซึ่งมีอยู่อย่างนี้ รายละเอียดปลีกย่อย นั้นมีอีกมาก ไปติดตามศึกษา แล้วจะค่อย ๆ เข้าใจยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว เหลืออยู่เป็นเวลาสำหรับถาม ฉะนั้นถ้าใครมีความ สงสัยจะถามอะไรก็ถามได้ ในขอบเขตของประเด็นที่ว่า ตัวตนหรือมิใช่ตัวตน. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ที่อาจารย์บอกว่า คนที่ละตัวตนได้จะช่วยเหลือสังคม ไม่เห็นแก่ตัว เห็น แก่ประโยชน์ของคนอื่น แล้วจะเอาอะไรมาวัดว่า คนที่กระทำตัวเพื่อเห็นประโยชน์แก่สังคม ไม่มี ตัวตน อย่างเช่นพวกที่ไปช่วยเหลือชนบท ไปช่วยเหลืออะไรต่ออะไร ทำเพื่อคนอื่นทุกอย่าง แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า เขายังมีตัวตนอยู่ ที่อาจารย์ว่ามีตัวตน.
น.451 (ตอบ) อ้าว ! คนที่มีตัวตนนั้นก็อยากได้ หรือประสงค์อะไรหลายๆ อย่าง ตามอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าตัวตน คือความรู้สึกที่เป็นตัวตน ที่เป็นมายา ; ถ้าเรามีความ รู้สึกตามธรรมดาสามัญขั้นรุนแรงในเรื่องตัวตนอย่างนี้ เราก็จะหมายมั่นปั้นมือมาก ใน เรื่องกิน กินอย่างวิเศษเลย, แล้วก็หมายมั่นปั้นมือมากในเรื่องกาม ในเรื่องกามารมณ์, แล้วก็อันสุดท้ายก็หมายมั่นปั้นมือมากในเรื่องเกียรติ แล้วเราก็เอาตัวตนแบกเกียรตินี้ไป ช่วยกลุ่มไหนก็ได้ ที่เขาถือว่าควรจะช่วย. ถ้าว่าไปช่วยชนกรรมาชีพด้วยตัวตนที่แบก เกียรติไปนี้ ก็เรียกว่าไปด้วยอำนาจของตัวตน ; แต่ถ้าว่าไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี • เมตตากรุณาอันบริสุทธิ์ ก็เรียกว่า ด้วยความไม่เห็นแก่ตน อย่างเดียวกับที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงลำบากเหลือประมาณ ไปช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น การช่วยก็เกิด มีอยู่เป็น ๒ ชนิด : ในจิตใจ ไปช่วยด้วยอำนาจแห่งตัวตน แม้ตัวตนอย่างดี อย่าง มีเกียรตินี้มันก็อย่างหนึ่ง, ช่วยด้วยความไม่เห็นแก่ตัว แต่ เห็นแก่ความยุติธรรม หรืออะไรก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่ง. ทีนี้ ตัวเองไปช่วยหรือไปทำหน้าที่นี้ ด้วยความรู้สึกอย่างไหน ตัวเองก็รู้เอง คนอื่นไม่ควรจะไปบอก หรือบอกไม่ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกส่วนตัว ; ฉะนั้น เราก็ ทดสอบตัวเองดู ที่เราจะทำอะไรในเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ของโลก ช่วย โลกอะไรนั้น มันทำด้วยอะไร. เราอาจจะหวังถึงว่า ช่วยโลกทั้งโลกก็ได้นา ไม่ใช่ เฉพาะช่วยชนกรรมาชีพ แต่มันด้วยความรู้สึกคิดนึกของอะไร ; ถ้าของตัวตนมันก็ของ ตัวตนนั่นแหละ ถ้าของตัวตนมันจัด ๆ หนักเข้า มันก็ไม่คิดกลัวตายเหมือนกัน ไม่กลัว ตาย ไม่คิดตาย เสียสละ. ถ้ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องตรง มันก็มีประโยชน์ไปตามแบบ ของผู้มีตัวตน เขาเรียกว่าดี ; แต่ถ้าว่ามันอยู่เหนือความมีตัวตนละก็ มันเหนือดี พ้นดี ไม่เกี่ยวกับว่าดี ไม่เกี่ยวกับเกียรติ ไม่เกี่ยวกับอะไรหมด. จะต้องเข้าใจคำพูดนี้ให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำอะไร เพื่อดี หรือ เพื่อเกียรติ หรือเพื่อบุญ หรือเพื่อกุศล ; แรกศึกษาอาจจะไม่เข้าใจข้อเหล่านี้ก็ได้
น.452 ว่าท่านเหล่านั้น ไม่ได้ทำเพื่อบุญ เพื่อกุศล เพื่อดี เพื่อเกียรติ เพื่อตัวตนอะไรนี้. ทีนี้เรานี่แหละ ถ้ามีตัวตน จะทำเพื่อดี เพื่อบุญ เพื่อกุศล เพื่อเกียรติ เพื่ออะไร ซึ่ง เอามาเป็นของกูทั้งนั้น เป็นเกียรติของกู เป็นบุญกุศลของกู เป็นความดีของกู ; มันต่าง กันอยู่. แล้วทำไปในโลก ทำไปตามมาตรฐานอย่างโลก ๆ ในความหมายอย่างโลก ๆ มันก็ได้ผลอย่างโลก ๆ คือได้ดีได้เกียรติได้อะไรก็สุดแท้. ทีนี้ ถ้าว่าช่วยได้จริง มีสติปัญญาเพียงพอมันก็จริง ก็ควรจะสรรเสริญว่ามันจริง ถูกต้องแล้วอย่างโลก ๆ นี้. แต่ส่วนมาก ถ้ามันกลัดกลุ้มอยู่ด้วยตัวกู แล้วเป็นคนหน้ามืด ก็ไม่มีสติปัญญาเพียงพอ ที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ อันลึกซึ้งนี้ได้ ; ใครเคยเห็นคนพวกไหน ผู้นำประเทศไหนที่เต็มปรี่อยู่ด้วยตัวตนนี้ ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ในโลกได้. ถ้าจะ แก้ ได้แท้จริง ต้องประกอบด้วยธรรม คือไม่เห็นแก่ตัว ; ถ้าแก้ได้ เพียงแต่ว่าเพื่อประโยชน์ของตัว เพื่อรอดของตัว เพื่ออะไรของตัว นี้มันก็ยังไม่จริง มันยังเป็นเรื่องโลก ๆ. เรามานึกถึงพระโพธิสัตว์, พระโพธิสัตว์นั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า และไม่ใช่พระอรหันต์ ; มีอุดมคติช่วยผู้อื่น โดยไม่เห็นแก่ชีวิตของตัว เป็นอุดมคติพระ โพธิสัตว์ ; ฉะนั้นเป็นผู้มีตัวตนอย่างดี ไม่ใช่เป็นผู้พ้นจากตัวตน. ที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์ สูงสุดจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั่นแหละ ยังมีตัวตนนะ แล้วก็มีตัวตนอย่างดีที่สุด เพราะ เขาฝึกฝนมาแต่อย่างนั้น ; จะช่วยผู้อื่นโดยไม่มีความหมายแห่งชีวิตของตน. บางทีจะ ช่วยอย่างงมงายก็ได้ เพราะเอาผลเพียงแค่เราไม่เห็นแก่ตนเท่านั้น อาจจะทำไปอย่าง งมงายได้ประโยชน์น้อยก็ได้ ; แต่มันได้ประโยชน์มากตรงที่ว่าส่วนตัวเขานั้น ก็ไม่เห็น แก่ตน จะทำลายความรู้สึกว่าตนนี้ ; อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นอุดมคติแบบโพธิสัตว์ ก็ยังมี ตัวตนยึดมั่นในความดี. นี้เราอยู่ในพวกไหน ก็ไปทดสอบเองเถิด. ถ้าเครียดด้วยตัวตนก็ทำความดี ได้มากที่สุด ; และไม่มีตัวตนมันก็พ้นดีไป หรือจะต้องจัดว่าเป็นดีอีกชนิดหนึ่ง อีก
น.453 แบบหนึ่ง ไม่ใช่ดีตามความหมายที่ใช้อยู่ในโลกนี้. เราได้รับการสั่งสอนอบรมให้เห็น แก่ตนมาตั้งแต่เล็กแล้ว ; ไปคิดดู : ตั้งแต่เล็ก สิ่งแวดล้อมทั้งหลายจะแวดล้อมให้เห็น แก่ตน มีตัวตน มีของกู มีตัวกู กระทั่งว่ามีตัวกูใหญ่ออกไป ใหญ่ออกไปเป็นบ้านเมือง ของกู เป็นประเทศของกูก็ได้ ; นี้เขาไม่ได้ถือว่าผิด แต่เป็นธรรมดา. ถ้าว่าหมาย มันมาก ก็เป็นทุกข์ด้วย ; ฉะนั้น ถ้าไม่ต้องเป็นทุกข์ ไม่ดีกว่าหรือ แล้วก็ทำ ประโยชน์ได้เหมือนกัน หรือ ทำประโยชน์ได้ดีกว่า ฉลาดกว่า. คนที่เลือดเข้าตาในความหมายแห่งตัวตนนั้นมีหวังทำผิด คือทำไปอย่างมุทะลุ ดุดัน แม้จะทำเพื่อประเทศชาติ ก็ทำอย่างมุทะลุดุดัน ; ถ้าทำอย่างมีสติปัญญา หูตาสว่าง แล้วจะรู้ว่า ควรทำอย่างไร, แล้วก็รอดไปได้อย่างไร. ขอให้พิจารณาดูเองในส่วนนี้ ว่าทำประโยชน์สังคมนั้น ทำด้วยหมายมั่นเป็น ตัวตนของตนก็ได้ ถือเป็นเรื่องเกียรติ, หรือจะหมายมั่นเพื่อธรรมะอันบริสุทธิ์ ความ ยุติธรรมอันบริสุทธิ์ หรืออะไรก็ได้ แต่ขอให้มันจริงนะ อย่าให้มันหลอกกันอยู่ ในตัวความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ : เราต้องการจะเป็นพระเจ้าผู้สร้างความยุติธรรมขึ้นมานี้ มันก็ตัวตนเบ้อเร่อ. ใครมีปัญหาอะไรอีก ไม่เข้าใจตรงไหนถามอีกก็ได้ ในข้อเดียวกันนี้. (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าหาตนดีกว่า เลยไปถึง ไม่มีตัวตนนั้น อยากทราบว่าหมายความว่าอย่างไร ? (ตอบ) เมื่อตะกี้ก็พูดไปแล้ว คุณคงจะไม่เข้าใจ คือว่าพระพุทธเจ้าท่าน ชวนคนพวกหนึ่ง ว่าอย่าไปเที่ยวหาผู้หญิงเลย มาหาตนกันดีกว่า แล้วคนเหล่านั้นเขา ก็สมัคร, แล้วก็มาหาตน จนพบว่า โดยแท้จริง นั้น สิ่งที่เรียกว่า ตัวตนมันไม่มี.
น.454 ถ้าตนมันไม่มีแล้ว ตนก็ไม่ได้ถูกผู้หญิงต้ม ; เพราะคนหนุ่มเหล่านั้นเขาโกรธจัดว่า ผู้หญิงต้มเอาของไป. นี่เพราะเขารู้ขึ้นมาว่าโดยเนื้อแท้เขาก็ไม่มีตน หรือเห็นว่าของที่ ผู้หญิงขโมยไปนั้นมันก็ไม่มีสาระอะไร ไม่ใช่ของตนอะไร ก็พบความจริง ความดี ความ ไม่มีทุกข์อะไรกว่า แล้วจริงด้วย แต่มันมีความหมายเป็นไม่มีตัวตน. มาหาตน กันเถอะ แล้วก็จะพบว่า โดยแท้จริงนั้นตนมิได้มี มันมีแต่ ตนโดยสมมติอย่างที่ว่ามาแล้ว ก็ได้พบ "ตนสมมติ" ; ว่าเป็นอย่างไร : เมื่อก่อนนี้ ไม่พบแม้แต่ตนสมมติ ไม่รู้ว่าตนสมมติ ไม่รู้ว่านี้เป็นตนที่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา จึงเป็นตน ขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ก็พบตนชนิดนี้ เห็นโดยประจักษ์ชัดเลยว่า มันเป็นตนที่สมมติโดย ไม่รู้สึกว่า สมมติด้วยอวิชชา ; เมื่อพบตนอันนี้แล้วก็พบอันที่ ๒ ว่าโดยแท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะเรียกว่าตน. นี่จึงสรุปความว่า หาตนไป หาไป ๆ จนพบว่า อ้าว, โดยที่แท้นั้นมันไม่มีคน นี่คือผู้รู้ความจริงของสิ่งทั้งปวง. คนหนุ่มหมู่นั้นกำลังหลงอยู่ด้วยตัวตน หรือของตน เจ็บแค้นอยู่ด้วยการที่ ตัวตนมันถูกหลอกถูกลวง นั่นจึงมีความทุกข์ เป็นผู้มีความทุกข์ ; ถ้าความรู้สึกอย่างนั้น ยังอยู่มันก็มีความทุกข์ คือเดินก้าวหน้าไปเรื่อย ไหลไปไม่มีที่สิ้นสุด พอมาเห็น อ้าว, ว่า นี่ไม่มี ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นสาระจริง แล้วก็บวช แล้วก็ถูกส่งไปสั่งสอนสิทธินี้ต่อไป. ตามเรื่องราวเป็นอย่างนั้น เลยกลายเป็นการได้สิ่งที่จริงที่ดี ที่ควรจะได้ ที่มีประโยชน์ ใหญ่หลวงแก่ตนเอง และแก่เพื่อนมนุษย์. ขอให้ถือว่า คำพูดประโยคนี้เป็นสัมปรายิกโวหารอีกเหมือนกัน คือคำพูด ประโยคที่ว่า "หาตนจนพบว่าตนไม่มี" นี่มันเป็นคำพูดแบบสัมปรายิกโวหาร : ถ้าเป็น ทิฏฐธัมมิกโวหาร ก็พบตนอะไรที่ดีกว่า ที่ว่าได้ไปสวรรค์ได้ไปอะไร ดีกว่าผู้หญิง อย่างนี้ ก็ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่สอนเพียงเท่านั้น ท่านไม่ตรัสในรูปนั้น.
น.455 (ถาม) นิพพานโดยมีตัวตนนี้ หมายความว่าอย่างไร ? แล้วก็อีกกรณีหนึ่งที่ท่าน อาจารย์บอกว่า การที่ไม่มีตัวตน แต่มีการสลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม หรือไฟ นี้จะไม่เป็นการ แสดงว่า เราคิดว่าธาตุเหล่านี้มีตัวตนหรือเปล่า ? (ตอบ) ถ้าจะไปกันใหญ่แล้ว. นิพพานนั้นจะมีคนพวกอื่นต่างหากเขาถือว่า นั้นแหละตัวตนไปเข้าถึงนิพพาน แล้วก็อยู่กับนิพพานนั้นนิรันดรไปเลย นั้นเป็นตัวตน; แต่พุทธศาสนา ไม่ได้สอนอย่างนั้น. นิพพานคือภาวะอันหนึ่ง ที่ไม่มีความทุกข์เลย จะมาปรากฏแก่จิต เมื่อจิตนั้นหมดความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน ในสิ่งใดก็ตาม. นิพพานชนิดที่เป็นตัวตนหรือมีตัวตนนั้นเอาไว้ให้พวกอื่นเขา ; แต่พวกพุทธบริษัทเรานี้ นิพพานคือดับเย็นสนิท แห่งความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพราะตัวตน อีกต่อไป นี้เรียกว่านิพพาน. แล้วที่ว่าคน มนุษย์นี้ไม่มีตัวตน ก็คือเดี๋ยวนี้มัน เป็นเครื่องจักรอะไร อันหนึ่ง ที่ประหลาดที่สุด ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุหลาย ๆ ธาตุ แล้วแต่จะเล็งถึงธาตุ หมวดที่มีชื่อว่าอะไร เช่นธาตุ ๖ มีชื่อว่าดิน น้ำลม ไฟ อากาส วิญญาณนี้ ๖ ธาตุประกอบ กันอยู่ ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมีความรู้สึกคิดนึก มีความอะไรต่าง ๆ ได้. หรือเขากล่าวอีก อย่างหนึ่งว่า มีธาตุ ๕ ธาตุ เป็น ธาตุรูป ธาตุเวทนา ธาตุสัญญา ธาตุสังขาร ธาตุ วิญญาณ นี้ก็มี ; ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มของธาตุ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ เมื่อมีเหตุปัจจัยอะไร เหมาะสมแล้วมันก็ประกอบกันอยู่ได้ แล้วก็ทำหน้าที่อย่างนั้นได้ เช่นรู้สึกคิดนึกได้ กินได้ อาบได้ ถ่ายได้ อะไรได้ ให้เห็นว่าเป็นเพียงธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ของธาตุหลาย ๆ ธาตุ ที่มันจะต้องมีกฎเกณฑ์ของมันอย่างนั้น. ตอนนี้ไม่เห็นว่าส่วนไหน หรือธาตุอันไหน จะเป็นตัวตนของเราได้ เพราะ มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ แล้วมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง. ตัวตนนี้ มีเพียงสมมติ เหมือนกับว่าเราสมมติว่าเรือนหลังหนึ่ง รถยนต์คันหนึ่ง เรือบินลำหนึ่ง มันเป็นเรื่องสมมติให้แก่กลุ่มของส่วนต่าง ๆ ที่มันประกอบกันเข้าเป็นสิ่งนั้น ; แม้รถยนต์
น.456 มันวิ่งได้ก็เรียกว่ามันก็ไม่ใช่ตัวตนอะไร มันเป็นกลุ่มหนึ่งของธาตุตามธรรมชาติ ประกอบ กันอยู่อย่างถูกตามเหตุผลตามกฎเกณฑ์ของมันเอง. ที่นี้สำหรับคนนี้ มันยิ่งกว่ารถยนต์ หลายเท่า แต่ก็มีหลักเกณฑ์เหมือนอย่างไม่มีส่วนไหนที่ควรจะเรียกว่าตัวตน แม้จิตใจ ที่เป็นวิญญาณธาตุก็ไม่ควรเรียกว่าตัวตน ; ที่พวกอื่นเขาเรียกว่าตัวตนก็ตามใจเขาซิ. (ถาม) อยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า ถ้าสมมติว่า เรายึดว่า ต้องช่วยตัวเองก่อน จึงจะช่วยคนอื่นได้ แล้วเราจะช่วยเขาเมื่อไรได้ เพราะว่าเราก็ยังไม่แน่ใจว่า เราจะช่วยตัวเองได้ เมื่อไร. แล้วก็อีกกรณีหนึ่งที่ท่านอาจารย์ว่า ทุกคนนี้รักตน แล้วก็ทำเพื่อประโยชน์แห่งตน การที่เราแสวงหาวิมุตตินี้จะถือว่าเป็นการกระทำเพื่อการแสวงหาประโยชน์ใส่ตน ใช่หรือไม่ ? (ตอบ) ปัญหาข้อแรก มันมีหลักแท้จริงอยู่ว่า เราช่วยเขาได้ในเฉพาะที่เรา สามารถเท่านั้น ; ฉะนั้น เราต้องทำให้สามารถในส่วนนั้นก่อน แล้วเราจึงจะช่วยเขาได้ แล้วเราสามารถเท่าไร เราก็ช่วยเขาไว้เท่านั้นไปได้พลาง ๆ อย่างเป็นนักเรียน นักศึกษา ก็ช่วยผู้อื่นตามที่นักเรียนนักศึกษาจะช่วยได้ ต่อไปเป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ก็ช่วยเขาได้ มากกว่านี้ อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องทางจิตใจก็เหมือนกัน เมื่อเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ เราก็ช่วยอย่างในขั้นอย่างที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ตามที่เราจะช่วยได้ ; เช่นเราช่วยแนะ ให้เขาสวดมนต์ ไหว้พระ นี้จะเป็นอะไรไป มันก็ช่วยได้ นับว่ามีประโยชน์เหมือนกัน นี้ก็ปฏิบัติกันไปตามลำดับ ส่วนปัญหาที่ ๒ ที่ว่าทำตนให้หลุดรอดออกไปจากกองทุกข์นั้น ถูกมองใน แง่ที่ไขว้กันอยู่กับความจริง คือมองไปว่า เป็นการเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว. นี่มันอยู่ใน ขั้นที่ว่าเราจะช่วยตัวเองให้รอดก่อน แล้วเราก็จะช่วยผู้อื่น ; เหมือนอย่างว่า เราจะต้อง หัดว่ายน้ำให้เป็นก่อน เราจึงจะช่วยคนอื่นที่ตกน้ำได้ ไม่ใช่ว่าเราเอาเปรียบ หนีไปหา ความสุขส่วนตัวที่ไหนได้ ; มันไม่เป็นอย่างนั้น. การที่วิมุตติหลุดพ้น ออกไปนั้น คือการหมดความเห็นแก่ตัว ต่อไปเขาก็ตั้งอยู่เป็นแสงสว่างที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี เป็น อะไรที่ดี ช่วยได้มาก ; ถ้าไม่อย่างนั้นเขาจะช่วยอะไรได้น้อยมาก เหมือนกับคนธรรมดา
น.457 สามัญทั่วไป. ฉะนั้น อย่าได้ถือว่า แม้แต่การออกบวชนี้ เป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว, หรือว่าแม้ว่าการเป็นพระอรหันต์นั้น เป็นการหลีกออกไปหาความสุขส่วนตัว เจตนารมณ์ อันแท้จริงไม่เป็นอย่างนั้น. ทีนี้ ถ้าหากว่ามีบางคนเขาต้องการอย่างนั้น ก็ควรจะถือว่าเป็นสิทธิที่เขาจะ ทำได้ แต่ดูมีน้อยเหลือเกิน พระอรหันต์ที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใครในประวัติก็มีน้อยมาก หาทำยายาก ; เพราะว่าการเป็นอยู่ของท่าน เพียงแต่เที่ยวเดินให้คนเห็นเท่านั้น มันก็ เป็นประโยชน์เสียแล้ว : เป็นตัวอย่างที่ดี คือเป็นบุคคลที่แสดงความไม่มีความทุกข์เลย อยู่ที่เนื้อที่ตัวไปทุกกระเบียดนิ้ว ; เพียงแต่คนเห็นเข้ามันก็มีประโยชน์ เขาสนใจ ไต่ถาม ติดตามเอาอย่าง. แต่แล้วท่านก็ไม่ทำเพียงเท่านั้น ท่านก็ช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ เหมือนกัน แม้เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยังช่วยได้ ; ไม่ต้องมีปัญหาในข้อนี้. (ถาม) คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคมทุกวันนี้ เวลาที่จะทำอะไรมักจะมีแรงจูงใจที่ ให้ทำอะไรทุกคนไป ซึ่งแรงจูงใจอันนั้น ส่วนมากเป็นแรงจูงใจที่มาจากตน ที่ว่าจะให้ตนดี ตนมีเกียรติ มีชื่อเสียง มีกิน มีใช้ มีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้น คนที่จะคิดทำเพื่อสังคม ก็เหมือนกัน ก็ถ้ามองอีกแง่หนึ่งเขาก็เพื่อตนเอง เพราะว่า ถ้าเราทำเพื่อสังคม สังคมดีขึ้น สังคม ก็อยู่เย็นเป็นสุขตัวเองก็อยู่เย็นเป็นสุขสบาย แล้วคนที่จะทำเพื่อโลก ก็เพื่อให้โลกนี้ยังอยู่ ก็เพื่อ ตนทั้งนั้น. ทีนี้ ผมอยากจะเรียนถามว่า พระอรหันต์ซึ่งพยายามทำความดีเพื่อสังคมอะไรนี้ มีแรง จูงอะไรที่ว่าให้ท่านทำความดี คือว่าทำเพื่ออย่างโน้น เพื่ออย่างนี้ เพื่ออะไร, หรือว่า พระอรหันต์ ไม่มีแรงจูงใจ. แล้วผมยังสงสัยว่า แรงจูงใจที่ทำนั้น จะมีแรงจูงใจ โดยไม่มีตน จะได้หรือไม่ ? เพราะว่าเท่าที่สังเกต คนที่มีแรงจูงใจที่จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตนทั้งนั้น แม้ กระทั่งคนที่มาที่นี่ก็เพื่อตนเองทั้งนั้น. (ตอบ) ปัญหาที่ว่านี้เคยถามกันมามากแล้ว นี่คงจะไม่เคยได้ยิน คือว่า สิ่งกระตุ้นจูงใจนั้นเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ มิฉะนั้นแล้ว จะไม่เคลื่อนไหวจริง ๆ
น.458 มันต้องมีสิ่งกระตุ้น จะเป็นประเภท motive โดยตรง หรือจะเป็นพวก inspiration รอง ๆ ลงมาอะไรก็ตาม มันต้องมีทั้งนั้น. ทุกคนต้องมีแรงกระตุ้นดลใจอะไรเหล่านี้ทั้งนั้น ; แต่มันมีอยู่ ๒ ประเภท คือด้วยอำนาจของกิเลสก็มี, ด้วยอำนาจของความไม่มีกิเลสก็มี ; ฉะนั้น เป็นอันว่าคนสามัญทั่วไป แม้จะมุ่งหมายทำประโยชน์อะไรสูงสุดแก่โลกอย่างไร มันก็ด้วยอำนาจความมีตัวตน ในระดับใดระดับหนึ่ง กระทั่งระดับดีที่สุดสูงสุด. ส่วนผู้ที่หมดกิเลส ไม่มีความหมายแห่งตัวตน มันก็มีแรงผลักดันเชื้อเชิญ ของความไม่มีกิเลส ; พอไม่มีกิเลส มันก็ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ความรู้, ถ้ามี กิเลสมันก็ฮึดฮัดอยู่ด้วยอำนาจของกิเลส แล้วมันก็จะทำได้แต่ในขอบวงของกิเลส คือที่ กิเลสรู้จักเท่านั้น ทำมากไปกว่านั้นไม่ได้. แม้จะเป็นเรื่องช่วยโลกทั้งโลก มันก็เป็น เรื่องในขอบเขตที่กิเลสรู้จัก หรือของกิเลส ไม่มีเรื่องเหนือโลก คือไม่ช่วยคนให้มีจิตใจ อยู่เหนือกิเลสได้. พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้านั้น ท่านมีจิตใจอยู่เหนือโลก ไม่มี กิเลส ไม่มีพลังงานแห่งตัวตน ; เพราะฉะนั้น ก็กลายเป็นเหลือพลังงานแห่งสติปัญญา บริสุทธิ์ รู้อยู่ในตัวว่าอะไรควรทำ อะไรต้องทำ อะไรมีค่ามาก, ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ได้ ทำเพื่อตัวตน แต่ทำไปด้วยแรงผลักดันของสติปัญญา หรือบางทีก็จะเรียกได้ว่าเป็นเพียง ความเคยชินของเมตตา กรุณา บริสุทธิ์ ที่เคยอบรมมามากเหลือเกิน ก่อนแต่ที่จะเป็น พระพุทธเจ้า. เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว กิเลสหมดแล้ว อะไรหมดแล้ว แต่ความเคยชิน อันนี้เหลืออยู่แบบโมเมนตัม ไม่มีแรงงานทำให้เคลื่อนโดยตรง แต่ที่มวลของความเร็ว นั้นยังเหลืออยู่ มันก็ไปได้ กว่าร่างกายนี้จะแตกดับลง. นี่พระอรหันต์จึงมีลักษณะ ของท่านเอง คือไม่เหมือนกับปุถุชนที่ทำอะไรก็ทำด้วยอำนาจฮึดฮัดของความมีตัวตน ; แต่ท่านก็ทำด้วยแสงสว่างของปัญญา หรือโมเมนตัมของเมตตากรุณา ที่เหลืออยู่มาก ทำให้นั่งอยู่ไม่ได้ หรือจะพูดเอาเปรียบสักหน่อยก็ท่านทำเพื่อ cxcercise ก็ได้ มันอยู่นึ่ง ไม่ได้นี่คนเรา.
น.459 (ถาม) ปัญหาเมื่อกี้ที่ค้างอยู่ คือว่าความคิดนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า เราจะทำพฤติ- กรรมอะไรต่อไปในข้างหน้า การที่หลายคนนี้มาศึกษาธรรมะ ก็เพื่อจะต้องการหลุดพ้นเพื่อตัวเอง ให้หลุดพ้น ; แต่เมื่อพอมาศึกษาเข้าความคิดอันแรกที่ทางศาสนาให้ ก็คือว่าไม่มีตัวตน ฉะนั้น ความคิดว่าไม่มีตัวตน มันก็ไปขัดกับพฤติกรรมที่จะมีต่อไปข้างหน้า เพราะเหตุว่าถ้าคิดว่าไม่มี ตัวตน เราจะต้องไปทำทำไม เพื่อสละตัวตน เพราะว่าความคิดมันจะขัดกับการปฏิบัติเพื่อจะละ ตัวตนอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าความคิดอันนี้จะถูกหรืออย่างไรผมไม่ทราบ ? (ตอบ) นี้ก็เป็นปัญหาที่จริงหรือที่แท้อันหนึ่งทีเดียว คือว่าคนทุกคนที่ยังเป็น ธรรมดาสามัญอยู่ ยังมีตัวตนมุ่งหมายจะทำให้ดีที่สุด ตามที่ตัวตนจะทำได้ แล้วก็คิดว่า พุทธศาสนาจะช่วยให้เป็นอย่างนั้นได้. พูดตรง ๆ ก็ว่าจะให้ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ ช่วยให้มีตัวตนที่ดีกว่า ให้ทำอะไรให้มันดีกว่ามันก็ได้เหมือนกัน: แต่ต้องมองดู ให้ละเอียด ที่ว่าธรรมะในพุทธศาสนาจะช่วยให้มีตัวตนที่ดีกว่า หรือความเห็นแก่ตัวที่ น้อยลงนั้น มันเป็นตัวตนที่ดีกว่า. แต่ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นอีก ก็คือว่าใครก็ตาม ถ้าทำอะไรด้วยความหมายมั่นแห่งตัวตนแล้วมันเผาลนทันที ; นี้อยากจะให้บรรเทาตัวตน ส่วนเกินออกเสียบ้าง. เช่นเรียนหนังสือนี้ อย่าเรียนด้วยจิตที่มันมีตัวตนเกินไป มันจะ ไม่ปวดหัว มันจะไม่เป็นโรคเส้นประสาท มันจะไม่ร้อนผ่าว; ลดตัวตนลงเสียบ้าง จะเรียนหนังสือได้ดีกว่า ที่หมายมั่นปั้นมือฮึดฮัดเป็นกิเลสมากเกินไป. ทีนี้ ต่อไปถึงการทำงาน ถ้าทำด้วยตัวตนเต็มที่อย่างเดียวกันอีก มันก็เผาลน ทันทีเหมือนกัน, เป็นความทุกข์ทรมานอยู่ในการงาน หรือสิ่งที่ทำอยู่ หรือแม้แต่สิ่ง ที่ได้อยู่ หรือแม้แต่ในผลกำไรที่ได้อยู่. ถ้าจิตที่มันหมายมั่นเป็นตัวตนเกินไปแล้ว แม้ ได้กำไรอยู่ในผลดีอยู่ มันก็ขบกัด คือร้อน ; ให้ลดเสียให้พอดี. เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ว่าลดเสียให้พอเหมาะที่ว่า จะเล่าเรียนด้วยใจคอที่ปรกติได้ผลดี ไม่มีความทุกข์ แล้วก็ เรียนได้ดีด้วย แล้วก็ออกไปประกอบการงานด้วยใจคอที่ปรกติ ไม่มีความทุกข์ ได้ผลดี ด้วย ตัวตนมันก็ค่อยเบาไป เบาไปจนเข้าไปเข้าระดับมาตรฐานนู้น.
น.460 ที่ว่ามาสวนโมกข์ มาเจอะกันเข้ากับคำสอนที่ว่าไม่มีตัวตน นั้นเห็นจะไม่ถูก ละมัง ทุกคนเป็นพยานได้ เมื่อตะกี้ผมพูดว่าอะไร ผมพูดว่าพุทธศาสนานี้สอนเรื่อง มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ; ก็ได้พูดถึงเรื่องตัวตน ซึ่งจะต้องมีอยู่สำหรับคนธรรมดาสามัญ ให้รักตนคือว่าช่วยให้มันดีขึ้น ๆ นี้ในฝ่ายที่มีตัวตน ก็ต้องการจะปรับปรุงให้มันเป็น ตัวตนที่ไม่เป็นอันตรายนั่น มิฉะนั้นแล้ว มันจะตกไปในฝ่ายที่เป็นอันตราย คือมีกิเลส มากเกินไป. นี่ก็ปรับปรุงให้เป็นตัวตนที่มีกิเลสน้อยลง มีสติปัญญามากขึ้น แต่ยังเป็น ตัวตนอยู่นั่นแหละ. การมาที่นี่ ก็มาเพื่อหาโอกาสฟังคำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ที่เอา มาพูดให้ฟัง ว่าเราจงรู้ความจริงในข้อนี้อย่างนี้ แล้วเราทำอย่างนี้ แล้วเราก็จะควบคุม ตัวตนส่วนเกินได้ เหลืออยู่แต่ส่วนที่พอดี ไม่ทำให้เป็นปัญหายุ่งยาก ให้เล่าเรียนไปได้ อย่างสะดวกดาย มีความสุขในการเรียน ไปตามแนวที่มันไม่มากไม่น้อย. ส่วนข้อที่ว่า จะฮึดฮัดมุ่งจะเอากันเต็มที่ด้วยตัวตนนั้น ก็ทำเป็นอยู่แล้วนี่ ทำเองอยู่แล้ว ทำเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องมีใครสอน ; ถ้าชอบอย่างนั้นก็ได้เหมือนกันแหละ ลองดูก็แล้วกัน. พร้อม ๆ กันนั้นให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง มันจะทรมานตนมากเกินไปละมัง มันจะ เผาลนมากเกินไป มันจะทำให้ฮึดฮัดมากเกินไป; พอผิดหวังหน่อยก็ร้องไห้บ้าง ฆ่า ตัวตายบ้าง ฆ่าเพื่อนตายบ้าง ตัวตนที่เป็นส่วนเกิน มันเป็นอย่างนั้น. เดี๋ยวนี้ในประเทศเรา คนหนุ่มสาวทั้งหลาย มีตัวตนส่วนเกินมากกว่าแต่ก่อนมาก คือเหตุการณ์ที่มันปรากฏออกมา หรือว่าที่มาอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์อะไรนี้ มันพิสูจน์. เดี๋ยวนี้มันมีตัวตนที่เกินมาก ที่ฮึดฮัดมาก ที่ไวมาก ; เพราะฉะนั้นคนหนุ่มสาวจึงฆ่า กันในลักษณะที่แต่ก่อนเขาไม่ฆ่ากันหรอก เขาหัวเราะเยาะได้ในเรื่องอย่างที่คนเดี๋ยวนี้ ฆ่ากัน, สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เขาหัวเราะเยาะได้ สมัยที่หญิงสาวฆ่าตัวตายนี้ สมัยก่อน เขาหัวเราะเยาะได้, ที่คนหนุ่มฆ่าตัวตายนั่นแหละ สมัยก่อนก็เป็นคนหนุ่มที่หัวเราะเยาะได้ ; คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่อาจจะหัวเราะเยาะได้ เพราะไปหลงตัวตนในส่วนเกินมากเกินไป
น.461 ฉะนั้นธรรมะอาจจะช่วยได้ในข้อนี้ มาที่นี่ก็จะพูดกันถึงเรื่องนี้ เรื่องส่วนนี้ไปควบคุม ตัวตนเสียใหม่ให้ดี. (ถาม) ผมได้ทราบข่าวว่าเป็นเรื่องจริงครับ เรื่องนี้คือว่ามีพระภิกษุโดนยิงที่จังหวัด ผม รูปหนึ่งคือก่อนที่ท่านจะโดนยิง คงมีเบื้องหลังเรื่องอะไรต่ออะไรมาแล้ว ทีนี้คนที่จะฆ่าภิกษุ องค์นั้น คือแกก็มีความอาฆาตก่อนแล้ว ผมถามว่า ภิกษุองค์นั้นก็บวช ไปบิณฑบาตโดนยิง ตอนบิณฑบาตด้วย แล้วถามว่าคนที่ฆ่าภิกษุองค์นั้นเขาคิดของเขาเสมอ เขาว่าเขาไม่ได้ฆ่าภิกษุ เขาฆ่าคนฆราวาสธรรมดา แต่ในสังคมที่จังหวัดนั้น เขาคิดว่าคนนี้บาปหนาเลย. ถามว่าคนนี้ จะโทษว่าบาปนี้ บาปของคนฆ่าหรือจะเอาบาปของสังคมที่จังหวัดนั้น ? (ตอบ) นี่ก็อย่างเดียวกันกับเมื่อกี้นี้ ที่ว่าถ้าพูดกันอย่างความรู้สึกของชาวบ้าน หรือสังคมหรือว่าทิฏฐธัมมิกโวหาร เขาก็เอาความรู้สึกหรือความรู้ของสังคมนั้นแหละเป็น หลัก. ทีนี้คนฆ่าเขาเอาความรู้ข้อเท็จจริงของเขาเองเป็นหลัก ; ถ้าเราบริสุทธิ์ใจนะ คือเขารู้ว่าคนนี้ไม่ใช่ภิกษุแล้ว ใช่ไหม ? คือว่าเขาฆ่าคน เขาไม่ได้ฆ่าภิกษุ เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องรู้ว่าคนนี้ไม่มีความเป็นภิกษุ เพราะฉะนั้นเขาก็ถือเป็นว่า เขาฆ่าอันธพาลอะไร คนหนึ่ง มันก็คนละเรื่องซิอย่างนั้น. คนนั้นเขาเอาความรู้สึกที่เกิดมาจากความรู้สึกจริง ๆ ของเขาเป็นหลัก ; ฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของเขามันก็ต่างกัน. ส่วนสังคมเขาไม่รู้ อย่างนั้น เขาไม่รู้สึกอย่างนั้น เขาไปรู้สึกอย่างอื่น เพราะฉะนั้นผลที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของ สังคมทั้งหมด มันก็ต้องต่างกันไปอีกรูปหนึ่ง มันเป็นสองเรื่องพร้อมกันไป ไม่มีปัญหาอะไร. ทีนี้จะพูดให้มันเกินธรรมดาไปบ้าง : คนที่ไปฆ่าเขา เขาก็คิดว่าเขาทำถูก เขากลายเป็นได้บุญไปเพราะเขาทำถูก. ทีนี้สังคมก็พลอยได้บุญ คือพลอยเสียใจด้วยการ ที่มีคนถูกฆ่า ก็เลยได้บุญกันทั้งสองฝ่าย. เอ้า, ต้องปิดโรงเรียน เวลาหมดแล้ว ไว้พูดกันวันหลังอีก.
Buddhadasa