น.411 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายชุดโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๔ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า มาร หรืออุปสรรค. ขอให้ ทบทวน ถึงเรื่องที่ได้พูดกันมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่สรุปได้ว่า ชีวิตเป็นการเดินทาง ; แม้ว่าเราจะได้เพ่งเล็งชีวิต ในลักษณะที่เป็นวิวัฒนาการ อยู่ตลอดเวลา นั่นก็ยังเป็นสิ่งที่มีความหมายเช่นเดียวกับการเดินทาง คือว่า ความงอกงามทั้งหลาย นี้มันเป็นเหมือนกับการเดินทางไปยังจุด ๆ หนึ่ง. เรา ก็ได้พูดกันมาถึงเรื่อง ทาง ซึ่งมี การเดิน มีผู้ชี้ทาง แล้วก็มี ผู้เดิน เดี๋ยวนี้ก็ จะพูดถึง อุปสรรคของการเดิน ซึ่งจะเรียกกันโดยโวหารสมมติว่า มาร. ๓๘๓
น.412 อย่าลืมความมุ่งหมายที่จะประยุกต์เรื่องความหลุดพ้น ขอให้นึกถึงคำว่า "ประยุกต์" ที่เราใช้เป็นหลักสำคัญสำหรับการบรรยายชุดนี้ ว่าจะเอาเรื่อง หรือ คำ ในภาษาธรรมะในชั้นที่เป็นเรื่องของความดับทุกข์ หรือความ หลุดพ้นนั้น เอามาทำความเข้าใจกัน ถึงกับให้ปฏิบัติได้ คือต้องรู้จักมันอย่างถูกต้อง แล้วก็ปฏิบัติได้ ตามหลักที่ควรจะปฏิบัติอย่างไร. ความหมายของ "มาร" มีหลายระดับ สำหรับคำว่า "มาร" นี้ ก็เป็นคำที่ท่านทั้งหลายก็ได้ยินกันอยู่แล้วบ่อยๆ แล้ว ก็มีความหมายแตกต่างกันไป ตามความรู้หรือการศึกษาที่ได้เล่าเรียนมา ในระดับที่ต่าง ๆ กัน; แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็คงจะมีความหมายเหมือนกันหมดอย่างหนึ่ง ก็คือว่า เป็น ผู้ทำลาย แล้วก็เป็น ผู้ขัดขวาง ไม่ให้ผู้นั้นก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ เราเรียกว่า "มาร". นี่ที่จะต้องนึก หรือสังเกตให้ดีก็คือ ภาษาพูดที่มีอยู่หลายชั้น แล้วแต่ละชั้น ก็ยังกำกวม. ลูกเด็ก ๆ โตขึ้นมา ก็ถูกสอนให้รู้จักคำว่า "มาร" ในฐานะ เป็นยักษ์ เป็นมาร เหมือนกับรูปภาพที่เขาเขียนอย่างนั้นเป็นส่วนใหญ่, ต่อมาจึงค่อยรู้ว่า อะไร ที่มันเป็นข้าศึกขัดขวาง หรือว่าทำลายนี้ เราก็เรียกว่ามาร จนกระทั่งพูดเป็นว่า คนนั้น มันเป็นมารของเรา ; นี่ก็พูดเป็น. ยิ่งได้ยินได้ฟังมากขึ้นไปอีก ก็ยิ่งรู้ความหมายของ คำว่ามารนี้มันหมายถึงผู้ที่ เป็นอุปสรรค ขัดขวาง หรือ เป็นผู้ทำลาย ; ฉะนั้น ไม่จำ เป็นจะต้องเป็นยักษ์ที่น่าเกลียด น่ากลัว อย่างที่เคยเห็นในรูปภาพก็ได้ คือเป็นคน ธรรมดาสามัญเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็ได้ แล้วบางทีก็เป็นผู้ที่มีรูปร่างสวยงาม มาใน ลักษณะที่เป็นมายาหลอกลวง อย่างนี้ยิ่งเป็นมารได้ลึก. ในพวกอื่นชนชาติอื่น แม้ในประเทศอินเดีย เมื่อพูดถึงคำว่า "มาร" นี้ เขามิได้ถือกันว่ามีรูปร่างน่าตาหน้าเกลียด มันกลายเป็นสวยงามอย่างเทวดา ; มารชั้น
น.413 มาร ๓๘๕ สูงสุดก็ยิ่งสวยงาม หรือเป็นผู้ที่เก่งกว่าคนทั่วไป ก็เป็นมารได้ แล้วเป็นมารได้ดีกว่า. นี่ขอให้สังเกตดูเรื่อย ๆ ไปว่า ยักษ์หรือมารนี้มันเป็นมารในความหมายที่น้อยมาก หรือ จะเป็นได้ยาก เพราะรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด คนเขาก็วิ่งหนีกันหมด ก็ทำอะไรไม่ได้ ; แต่ถ้ามันมาในรูปร่างที่สวยงามไม่รู้เท่า อย่างนี้แหละมันเป็นมารได้มาก. คำว่า "มาร" เป็นได้ทั้งรูปธรรม นามธรรม ทีนี้ ก็ดูต่อไปอีกก็จะพบว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้เป็นคน เป็นยักษ์เป็นมาร อย่าง ผู้คนนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามาร คือความรู้สึกที่เลวร้าย หรือแม้ที่สุดแต่ความโลเล เหลวไหล เกียจคร้าน อย่างนี้เราก็เรียกว่ามาร ; พวกคุณก็คงจะเคยรู้สึกมาบ้างแล้วด้วยซ้ำไปว่า นี้มันเป็นมาร. เราอยากจะเล่าเรียน ความคิดอันหนึ่งมันอยากจะไปดูหนัง ในที่สุด ก็พ่ายแพ้แก่ความคิดที่จะไปดูหนัง ก็เลยความคิดที่จะไปดูหนังนั่นแหละ มันเป็นมาร ; ฉะนั้น เราจึงได้ มาร อีกชนิดหนึ่ง ในลักษณะที่เป็นความรู้สึก คิดนึกประเภทกิเลส คู่กัน กับ มาร อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเป็นสัตว์ หรือ เป็นบุคคลตัวตน. นี้ก็จับใจความที่ตรงนี้ให้ได้เสียก่อนว่า มันเกิดมีมารเป็น ๒ ชนิด ขึ้นมา แล้ว : อย่างเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นตัวเป็นตน นั้นก็ พวกหนึ่ง ; รูปร่างน่ารักก็มี น่าเกลียดก็มี แล้วแต่เขาจะพูดกันถึงชนิดไหน แล้วมันก็อยู่ข้างนอก, มีมาร อีกชนิด หนึ่ง คือ ความรู้สึกเลวร้ายที่อยู่ในใจ นี้ มันอยู่ข้างใน แล้วก็ไม่ต้องเป็นตัวเป็นตน อย่างบุคคล. เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็จะต้องเข้าใจคำพูดอีก ๒ คำที่ว่า : การ กล่าวอย่าง ปุคคลาธิษฐาน, และการ กล่าวอย่างธรรมาธิษฐาน. การกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน คือระบุเป็นบุคคล เอาบุคคลเอารูปธรรมเป็นบุคคลนี้เป็นหลัก, อีกอย่างหนึ่งเอา นามธรรม เอาความรู้สึกคิดนึกในจิตใจนี้เป็นหลัก เลยเรียกพวกหลังนี้ว่านามธรรม หรือ ธรรมาธิษฐาน.
น.414 ตรงนี้ต้อง จับหลักให้ได้ เสียก่อนว่า สิ่ง ๆ เดียวกัน ถ้าเราพูดอย่าง ปุคคลา- ธิษฐาน มันเล็งไปถึงสิ่งหนึ่ง, ถ้าพูดอย่าง ธรรมาธิษฐาน มันเล็งไปถึงอีกอย่างหนึ่ง ; เช่นคำว่า "มาร" อย่างนี้เป็นต้น. การที่ทราบวิธีพูดอย่างนี้ หรือหลักเกณฑ์สำหรับการ ใช้พูดอย่างนี้ไว้บ้างนั้น เป็นการดี สำหรับพวกคุณที่จะศึกษาต่อไปข้างหน้า เพื่อให้รู้ว่า ข้อความที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ มันมีอยู่ ๒ ชนิดอย่างนี้ : เขาระบุไปยังบุคคล ก็เป็น อย่างหนึ่ง, ระบุไปยังความรู้สึกของบุคคล นั้นก็ไปอีกอย่างหนึ่ง. ดังตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรียกว่า “มาร" อย่างบุคคลก็ถือกันว่าเหมือนรูปภาพที่เขียนไว้แล้ว แล้วก็มามีหลาย ชนิด : อย่างเลวเป็นยักษ์เป็นมารอย่างเลว ก็รูปร่างน่าเกลียดน่าชังไปตามเรื่อง, ที่เป็น มารอย่างสูงสุด ก็รูปร่างยั่วยวน อย่างในเรื่องราวเก่าๆ ของประเทศอินเดีย มารนั้นก็คือ พระกามเทพ พระกามเทพนี้รูปร่างสวยที่สุดเลย. พิจารณาดูมารที่มาประจญพระพุทธเจ้า พูดถึงตอนนี้ ก็อยากจะพูดต่อไปถึง มาร ชนิดที่เราได้อ่านจากพุทธประวัติ ว่าได้มา ผจญพระพุทธเจ้า เรื่อย ๆ มา ตั้งแต่แรกออกบวช จนจะตรัสรู้, กระทั่งตรัสรู้ แล้ว ก็ยังมารบกวนอยู่เรื่อย. นี่คุณจะต้องสังเกตดูให้ดี ๆ ว่าผู้ฉลาดถึงขนาดพระพุทธเจ้า และเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีมารมากวนอยู่เรื่อย ตามเรื่องราวที่มีอยู่ในพระคัมภีร์จริง ๆ ในชั้นที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ไปหาอ่านดูได้จากพุทธประวัติทั่วๆ ไป; เมื่อวันจะตรัสรู้ ก็ยังมีมารชั้นสูงสุดมาผจญ. อย่างบทสวดที่นักเรียนนักศึกษาสวดกัน บทพาหุํ ฯ นี่กล่าว ถึงมาร ที่มาจากชั้นปรนิมมิตตวสวัตติ ขี่ช้างคีรีเมฆล์ มีอะไรมากมาย เป็นการผจญครั้ง สำคัญ ; พระพุทธเจ้าเอาชนะได้ ในครั้งนั้นแหละเรียกว่าชนะมาร. ชั้นปรนิมมิตตวสวัตตินั่นคือ เป็นชั้นสูงสุดของสวรรค์ ประเภทกามาวจร ; คำว่ากามาวจรเราก็พูดกันแล้ว เมื่อวานนี้. เรื่องสูงสุดของกามาวจร คือมีกามารมณ์ อันประณีตสูงสุด นั่นเขาเรียกชั้นปรนิมมิตตวสวัตติ ชั้นนั้นเป็นชั้นที่อยู่ของมารอันสูงสุด โดยเฉพาะที่จะมาผจญพระพุทธเจ้าในวันที่จะตรัสรู้.
น.415 มาร ๓๘๗ ลองตีความหมายอันนี้ดูบ้าง ว่าถ้าเอาตามปุคคลาธิษฐาน ก็เป็นมารที่ดุร้าย หรือสวยงามที่สุด ; นี้ก็ยังต้องทำความเข้าใจกัน. ดุร้ายอย่างที่เขาเขียนภาพพุทธประวัติ ขายอยู่ตามตลาดนั้น มันก็ดุร้าย : มีสัตว์ร้าย มีอะไรร้าย ๆ มีอาวุธมีอะไรต่างๆ; แม้นี้ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องถอดความหมายว่า ถ้าว่า พญามารมาจากสวรรค์ชั้นยอดสุด คือ ปรนิมมิตตวสวัตติ แล้วจะเอาสิ่งเหล่านั้นมาแต่ไหน, คือจะเอาหน้าตาที่เป็นยักษ์เป็นมาร มีพลมาร มีอาวุธ มีสัตว์ร้ายมีอะไรต่าง ๆ เอามาจากไหน ? เขาก็ตอบว่ามันเป็นเรื่อง นิรมิตขึ้น, พญามารเขานิรมิตขึ้นมา. เพราะฉะนั้น ตัวมารจริง ๆ ก็ไม่ต้องมีรูปร่าง อย่างนั้น, ในสวรรค์ชั้นนั้นก็ไม่ได้มีสัตว์ร้าย : เสือ จรเข้อะไรอย่างที่เราเห็นในรูปภาพ ว่าพญามารมาผจญพระพุทธเจ้า. แต่จะเอาใจความสำคัญได้อย่างหนึ่งว่า มันร้ายกาจที่สุด อันตรายน่ากลัว ร้ายกาจที่สุด นั่นก็คือ อิทธิพลฤทธิ์เดช อะไร ของกามารมณ์ อยู่ในสภาพที่ร้ายกาจ จนต้องเขียนรูปร่างของมันเป็นยักษ์มาร เป็นสัตว์ร้าย เป็นอาวุธ เป็นเปลวไฟ เป็น อะไรต่างๆ; เอาความร้ายกาจของมันซิ. นี่แม้รูปภาพที่เขียนอย่างนี้ เป็นปุคคลา- ธิษฐานอย่างนี้ ก็ยังต้องถอดใจความเป็นธรรมาธิษฐานอีกทีหนึ่งว่า คือความร้ายกาจของ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัตติ มาผจญพระพุทธเจ้า ให้น้อมกลับไปสู่การครองฆราวาส หรือกามารมณ์ ; นี้พระพุทธเจ้าเอาชนะได้เป็นครั้งสุดท้าย. มีอีกหลายเรื่องหลายตอน ที่เกี่ยวกับพญามาร มาผจญพระพุทธเจ้า เพื่อให้กลับพระทัยที่จะไม่เป็นพระพุทธเจ้านี้ก็มี หลายเรื่อง. แล้วที่เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว มารก็มาเผชิญผจญ เพื่อให้ไม่ทำหน้าที่ของ พระพุทธเจ้า คือไม่เที่ยวสอนคน ; นี้ก็มี ก็เรียกว่ามารเหมือนกัน จนกระทั่งว่าเมื่อ ทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ มารก็ยังมาผจญว่าป่วยการ นิพพานเสียสบายกว่า อย่ามัวทำงานให้ เหน็ดเหนื่อยอยู่เลย ; อย่างนี้ก็มี ก็เรียกว่ามารเหมือนกัน แล้วก็มีหลายครั้งหลายหน.
น.416 นี่ลอง จับใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า "มาร" ดู ว่ามันได้แก่อะไร. เดี๋ยวเราจะเข้าใจคำว่ามารดีขึ้น ความคิด ที่น้อมไปในทางที่ไม่อยากจะทำความดี หรือ ว่าทำมาแล้วก็อยากจะเลิกเสีย นี่ก็เป็นมาร, ครั้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จในส่วนตัวแล้ว ก็ไม่อยากจะทำเพื่อผู้อื่น นี่ก็เป็นมาร เป็นความคิดที่เป็นมาร, หรือทำไปแล้ว ก็ยัง คิดว่าหยุดเถอะ ไม่ทนทำต่อไปอีก ก็เป็นความคิดที่เป็นมาร. ทีนี้ เมื่อ มันเป็นสักว่าความคิด อย่างนี้ จะเขียนรูปร่างได้อย่างไรเล่า. คุณ ต้องเห็นใจ ผู้เขียนภาพ หรือบั้นภาพ หรือสลักภาพบ้างซิ ; เขาจะเขียนภาพความ รู้สึกคิดนึก ชนิดที่เป็นมารนานาชนิดนั้น เป็นรูปร่างอย่างไร. มันเขียนไม่ได้ เพราะ เป็นนามธรรม ฉะนั้น ต้องวกมาหาพวกรูปธรรม ถือเอาความหมายได้อย่างไร แล้วหา ภาพเอามาเปรียบ : ร้ายกาจก็เขียนให้มันน่ากลัว เขียนเป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นสัตว์ร้าย เป็นอะไรต่าง ๆ. นี้เราจึงเกิดความคิด ความเข้าใจอะไรต่างๆ เกี่ยวกับว่ามารนี้แหละ หลายอย่างหลายชนิด จนถึงกับสับสนไปหมด. ความหมายของ "มาร์" ก็คืออุปสรรค นี่เรา จะพูดกันถึงเรื่อง “มาร" ในฐานะเป็นอุปสรรค ของการเดินทาง เพื่อการประยุกต์พระธรรมให้สำเร็จประโยชน์ในส่วนที่ต้องประพฤติปฏิบัติ ในส่วนที่เป็น อุปสรรคทั้งหลาย ให้ลุล่วงไป เราอาจจะแบ่งแยกกันเป็นประเภท ๆ ก็ได้ เช่นอย่าง พระพุทธเจ้าก็มีสูงถึงขนาดนั้น, อย่างเราธรรมดาก็มีต่ำลงมาถึงขนาดนี้, และแม้แต่ว่า ในระดับคนธรรมดาสามัญนี้ มันก็ยังมีหลายขั้นหลายระดับ หรือหลายชนิดเหมือนกัน. ถ้าเรามุ่งหมายแต่เพียงว่า จะศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้สำเร็จ นี้เป็นจุด ปลายทางเพียงเท่านี้ เรื่อง มาร มันก็มีอยู่เพียง แค่ความเหลวไหลในการเรียน เท่านั้น ; แต่ถ้าเราวางจุดหมายไว้ไกล ว่าจะถึงจุดที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะไปถึงได้ ที่ได้กล่าวแล้วใน การบรรยายครั้งที่แล้วมานี้ ที่ถัดไปอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่ามารมันก็มีมากขึ้นกว่าที่เพียง
น.417 มาร ๓๘๙ แต่เหลวไหลในการเรียน. ยิ่งถ้าประสงค์ จะประพฤติปฏิบัติให้ถึงขั้นบรรลุมรรค ผล นิพพาน สิ่งที่เรียกว่า มาร ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ; ฉะนั้น เข้าใจเอาเองได้ว่า มารหมาย ถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรค ก็แล้วกัน. คำนี้ก็อาจจะใช้ได้ แม้ฝ่ายที่ทำชั่ว อยากจะทำชั่ว ทำเลวเป็นคนพาล ; พออยากจะทำชั่วทำเลว มีอะไรมาขัดขวางกัน ก็เรียกว่ามารเหมือน กัน ; มารเป็นคำที่กำกวมดิ้นได้อย่างนี้. เดี๋ยวนี้เราพูดกันถึงฝ่ายคนที่เป็นบัณฑิต ตั้งใจ จะทำดี พยายามจะทำดี แล้วมันก็มีมารมาแบบนี้. ศึกษา "มาร" ตามที่กล่าวในคัมภีร์ นี้เราพูดกันเรื่อง ทาง เรื่อง การเดินทาง เรื่องผู้เดินทาง เรื่อง ผู้ชี้ทาง แล้วก็ อุปสรรคที่มีอยู่ในการเดินทาง ซึ่งจะพูดเป็นกลางใช้ได้แก่ทุกพวก โดยจะเอา ถ้อยคำในพระคัมภีร์มาพูดเสียเลยดีกว่า คือเขาพูดไว้ดี เขาพูดไว้ครบถ้วน ; - แต่เราก็ ไม่เข้าใจของเขา หรือว่าเข้าใจไปในด้านบุคคลาธิษฐานอย่างเดียว. เอาละทีนี้จะ พูด ตามพระคัมภีร์ แล้วก็ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นอุปสรรคหรือเป็นมารอย่างไร. ในชั้นแรก ก็ต้องขอให้คุณจดจำถ้อยคำที่คุณจะรู้สึกว่าครึกระล้าสมัยไว้ก่อน. ทำไมผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะตามความรู้สึกที่เกิดจากการได้พบเห็นอยู่ทั่ว ๆ ไปนี้คนเขา เกลียดคำครึกระในพระคัมภีร์ ; ยิ่งเป็นนักศึกษาสมัยใหม่อย่างพวกคุณแล้ว ดูจะดูหมิ่น ดูถูกเอาเสียทีเดียว. แต่ถ้าเข้าใจดีแล้ว จะหมดหรือจะหยุดเรื่องดูหมิ่น ดูถูก จะรู้สึกว่า เขาพูดไว้แยบคาย ; คำในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวถึงมารนี้ เขาพูดไว้ว่ามันมี ๕ ชนิด : - ชนิดที่หนึ่ง เขาเรียกว่ากิเลสมาร - มารคือกิเลส, ชนิดที่สอง เขาเรียกว่า ขันธมาร - มารคือขันธ์ ขันธ์เช่นเบญจขันธ์นี้, ชนิดที่สามเรียกว่ามัจจุมาร - มารคือ มัจจุ มัจจุราช หรือความตาย, ชนิดที่สี่เรียกว่า เทวปุตตมาร - มารคือเทวบุตร, ชนิด ที่ห้าเรียกว่า อภิสังขารมาร, อภิสังขารมาร -มารคือการปรุงแต่ง โดยเฉพาะก็คือกรรม ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง ; เป็น ๕ อย่างด้วยกัน. นี้เป็นถ้อยคำที่กล่าวไว้อย่างนี้ ใครจะ
น.418 ประยุกต์เอาไปอย่างไร ก็ทำได้ตามชอบใจ: แต่เดี๋ยวนี้เราจะมีวิธีประยุกต์ให้เข้ากับ เรื่องที่ว่าชีวิตเป็นการเดินทาง ไปสู่จุดหมายปลายทางก็คือพระนิพพาน อย่างที่กล่าวแล้ว. ดูให้ดีในห้าอย่างนี้ สามอย่างแรกนั้น มันเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับตนเอง หรืออยู่ ในตนเอง คือ กิเลส ของเราเอง ; เบญจขันธ์ คือนามรูปของเราเอง, มัจจุ หรือความ ตายมันก็มีอยู่ที่ตัวเอง หรือที่ชีวิตนั่นเอง. นี่มาร ๓ ตัวแรกมันก็อยู่ข้างใน ซึ่งกล่าว ตามตัวหนังสือที่เห็นชัด ๆ อยู่. มารที่สี่ ที่เรียกว่า เทวปุตตมาร นี้ ก็ยอมรับว่าอยู่ข้าง นอก, เขายอมรับว่าอยู่ข้างนอกไปที่ก่อน คือว่าจะพูดกันไปตามตัวหนังสือนี้ ทีนี้อย่างที่ห้า ที่เรียกว่า อภิสังขารมาร คือกรรมหรือการกระทำนี้ เราจะไม่พูดว่าอยู่ข้างนอกหรืออยู่ ข้างใน มันเนื่องกันทั้งข้างนอกและข้างใน ที่นี้ดูกันทีละอย่างโดยละเอียด : - กิเลสมาร เป็นเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญา มารที่ ๑. กิเลสมาร เป็นเรื่องของระบบวิญญาณเกี่ยวกับความรู้หรือสติ ปัญญา ไม่ใช่เรื่องจิตใจโดยตรง. ถ้าเรื่องกายกับจิตใจโดยตรง เราเรียกว่า ขันธมาร ชุดที่ ๒ ขันธมารนี้มีทั้งกายทั้งใจ ทั้งนามทั้งรูป ; ส่วนกิเลสมารนี้ เรายกขึ้นเป็นพวก หนึ่งต่างหาก แต่มันก็ไม่ใช่จะแยกออกไปได้เด็ดขาด จากเรื่องกายกับใจ เดี๋ยวเราจะ เห็นว่ามันแยกกันอย่างไร. กิเลส คือ ความรู้สึก ความคิดความนึก ที่ชั่วร้าย มีแม่ ของมันก็ คืออวิชชา คือความไม่รู้ แล้วคลอดลูกออกมา เป็นความคิดความรู้สึกอันชั่วร้ายหลายๆ ประการ ; ที่เรารู้จักกันดี ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือจะมีชื่อเรียกอย่างอื่นก็ได้ อันนี้ถ้าเกิด ขึ้นแล้ว มันก็เป็นมารอยู่ในตัวมันเองโดยอัตโนมัติ. เมื่อเกิดขึ้นในจิตใจ มันก็มีจิตใจ ที่มืดมัวเร่าร้อน หม่นหมอง ทนทรมาน แล้วก็เดินผิดทาง เหมือนกับเมื่อกิเลสชนิดนี้ เกิดขึ้น แล้วคุณก็เรียนหนังสือไม่ได้ ; มองดูกันง่ายๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน กิเลสชนิดใด ชนิดหนึ่งเกิดขึ้น เราก็เรียนหนังสือไม่ได้ คือ ไม่เดินทางไปได้ ในความมุ่งหมายของ
น.419 มาร ๓๕๑ นักเรียน. ที่เกิดขึ้นในใจแก่คนธรรมดาที่เขาจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือจะปฏิบัติ เพื่อมรรค ผล นิพพาน มันก็เดินไปไม่ได้. นี่กิเลสมารมันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้อยู่ ที่ไหนโดยแท้จริง นอกจากในจิตใจของบุคคลนั่นแหละ. เดี๋ยวนี้ค้างไว้ที่ก่อนว่าจะเป็น มารชนิดไหนที่จะมาผจญพระพุทธเจ้า จากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัตติ. ขันธมาร เกี่ยวกับเรื่องทางกายและจิต มารที่ ๒ ที่เรียกว่า ขันธมาร นี่คือเอาความหมายตามตัวหนังสือ ก็คือ เบญจพันธ์ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหลือเอาแต่ที่สำคัญก็คือ กาย กับใจ. บางที ร่างกาย ของเรา เป็นอุปสรรค คือเป็นโรคทางร่างกายหรือมีร่างกาย ไม่สมประกอบทุพพลภาพ ร่างกายของเราก็เป็นมาร กระทั่งเป็นมารแก่การศึกษาของเรา หรือการก้าวหน้าของเรา. ถ้าว่าใจมันเกิดบกพร่อง มีระบบประสาทหรือระบบจิต ความคิดนึกอะไรต่าง ๆ ที่มันทำงานไม่ถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ ส่วนนี้มันก็เป็นมาร ; อย่างว่าเป็นคนบ้า เป็นคนบอ เป็นคนอะไรต่าง ๆ ที่จิตไม่สมประกอบ หรือว่าร่างกาย มันไม่สมประกอบรวมกันเข้าก็เป็นขันธมาร ซึ่งเราก็มีกันอยู่บ่อย ๆ ใช่ไหม. เตี๋ยวมัน ขัดข้องที่ตรงนั้น ขัดข้องที่ตรงนี้ ต้องกินยานอนหลับกันบ่อย ๆ ; อย่างนี้ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นความไม่สมบูรณ์ ความไม่มีสมรรถภาพ หรือว่าความชำรุดอะไรของร่างกายกับใจ โดยตรง. มัจจุมาร คือความตายทั้งรูปธรรมนามธรรม มารที่ ๓ มัจจุมาร คือ ความตาย นี้เราไม่ต้องอธิบายก็ได้ ถ้าตายก็จบ เรื่องไม่ต้องเดินกันต่อไป; แต่ถ้าจะแยกความตายออกเป็นความตายทางนามธรรมอีก มันก็ได้เหมือนกัน คือความเลิกคิดนึกที่จะทำต่อไป ล้มเลิกความคิดหรือโครงการอันนั้น อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นความตายได้เหมือนกัน. แม้ว่าไม่เกี่ยวกับกิเลส บางทีเราก็ เกิดเลิกความคิดโครงการอันหนึ่ง ๆ ก็ได้ สงเคราะห์เข้าในความตายนี้ได้เหมือนกัน.
น.420 นี่มัจจุมารเห็นง่ายที่ความตาย หรืออุปสรรคอย่างเดียวกัน ที่ว่ามันหยุดหรือมันตัดการ ดำเนินนั้น ๆ ให้มันหยุดชะงักลง. สามอย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่าอยู่กับเนื้อกับตัว เนื่องอยู่กับภายในตัวนั้นเอง. เทวปุตตมาร หมายถึงการขัดขวาง ทาง กามกิน เกียรติ มารที่ ๔. เทวปุตตมาร ตัวหนังสือก็คือ เทวบุตร. เทวบุตรนี้เราก็รู้กัน ว่าอยู่ในเทวโลก แล้วก็ลงมาเป็นมาร, แล้วอาจารย์เขาก็อธิบายกันอย่างนั้น ว่าเทวบุตรที่ มุ่งร้ายต่อกุลบุตรต่อบรรพชิต ผู้จะบำเพ็ญเพียรในพระพุทธศาสนา แล้วก็ทำตัวเป็นมาร เล่นแกล้ง. ผมเห็นว่าเท่านั้นมันยังไม่พอ ; อยากจะใช้คำว่าพวกนักเลงทั้งหลาย คือ คนภายนอก เป็นนักเลงอันธพาล นักเลงเจ้าชู นักเลงอะไรก็ตาม รวมทั้งพวกเทพบุตร ที่เป็นนักเลงเจ้าชู้ยอดสุดด้วย. พวกเทวดา นี้เขาไม่ค่อยทำอะไรกัน นอกจาก มีความหมกมุ่นในทาง สามารมณ์ ; นี่ความหมายมันก็อยู่ที่ความหมกมุ่นในทางกามารมณ์ แล้วอิจฉาริษยาผู้อื่น. เราเอาความว่าพวกเทพบุตรนี้ คือพวกที่มีความสามารถที่จะขัดคอก็แล้วกัน; ที่มุ่งมาด อาฆาตกันนักเดี๋ยวนี้ ก็คือพวกนายทุน, พวกศักดินาใช่ไหม ที่พวกคุณหมายมั่น ปั้นมือกันนัก ? นี้ก็ต้องจัดเข้าไว้ในพวกเทวปุตตมารได้เหมือนกัน เพราะว่ามันมีอะไร เหมือน ๆ กัน. พวกที่เขาพอใจในเนื้อหนัง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่อง กามารมณ์อะไรต่างๆ เขาทำตนเป็นอุปสรรค ; ก็ต้องสงเคราะห์ไว้ในชุดเทวปุตตมาร ด้วยกันทั้งนั้น มาร ตัวนี้แหละจะแยกออกไปให้อยู่นอกกาย คือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่เขา เป็นนักเลงขัดคอ เพราะเขามุ่งหมายอย่างเดียวกัน : จะขัดคอแม้แต่คนดี เมื่อเราตั้งใจ ทำความดี หรือทำความดีอยู่ มักมีคนเกลียด มีคนอิจฉาริษยา นี้มันเป็นของธรรมดา ที่สุด. ความดีนั้นมันมีเสนียดที่ความเด่น เพราะมันเป็นจุดยื้อแย่งของคนที่หาความเด่น
น.421 มาร ๓๕๓ ด้วยกัน ; ฉะนั้น คนที่ตั้งใจจะทำดี ก็ยังมีเทวปุตตมาร มาคอยทำลายล้างขัดขวาง ; ถ้าไม่ใช่พวกทำดี เป็นพวกที่แสวงหาเหมือน ๆ กัน มันก็ยิ่งขัดขวางกันใหญ่. ถ้าเราจะ แปลคำว่า เทวปุตตมารที่เป็นคน ๆ ให้เป็นธรรมาธิษฐาน ก็ควรจะเล็งถึงการแย่งชิงกัน ในการได้มาซึ่งกาม การแย่งชิงกันเพื่อการได้มาซึ่งกามจากภายนอก นี่ก็เป็นเทวปุตตมาร. อภิสังขารมาร เกี่ยวกับผลของกรรมชั่ว มารที่ ๕ ที่เรียกว่า อภิสังขารมาร นี้ไปไกลเลย ตามตัวหนังสือเขาแปลว่า ปรุงแต่งอย่างยิ่ง ; อธิบายกันว่ากรรม : กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีวิบาก, ที่จะเป็นมารก็คือวิบากฝ่ายชั่ว ; เพราะฉะนั้น จึง หมายถึงกรรมชั่ว กรรมไม่พึงปรารถนา ในบางกรณีเราได้รับ ผลกรรมเก่า หรืออะไรที่ได้ทำไว้เข้ามาแทรกแซง ทำให้กิจการที่เรากำลังทำอยู่นั้นล้มละลายหมด ; อย่างนี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า กรรมวิบาก กรรมวิบาก แปลว่าวิบากแห่งกรรม คือผลแห่งกรรม ไม่ต้องเอาชาติ อื่น ๆ หรอก ในชาตินี้เราทำอะไรเสียหาย เลว ๆ เข้าไว้ แล้วยังไม่ทันจะให้ผล ; ทีนี้ พอมาตั้งต้นทำเรื่องอื่น จะทำให้ดี มันก็ประจวบเหมาะเรื่องทำชั่วไว้นั้นมันให้ผลขึ้นมา คือมันปรากฏออกมา มันก็ทำลายกีดขวางอะไรหมด. ที่เรากำลังทำดีอยู่ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนจิตใจ จะเป็นผู้ทำดีต่อไป ไม่ทำอะไร เลว ๆ อีก ผลนั้นก็ยังตามมาขัดขวางไว้ ตามสมควรแก่กรณี นี้เราเรียกว่า มาร คือ กรรมวิบาก หรือผลของกรรม หรือเรียกว่าอภิสังขาร ก็คือผลกรรมที่มันจะปรุงแต่งต่อไป ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ ; มาทันเข้าเมื่อไร มันก็ปรุงแต่ง. ทีนี้มันปรุงแต่ง ไปในทางที่ขัดกันกับความต้องการของเรา ก็ต้องเรียกว่ามาร ; กรรมตามทันก็มาเป็น มารด้วยเหมือนกัน. นี้ดูให้ดีก็จะเห็นว่ามารนี้ไม่ใช่คน หรือไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ความตาย ไม่ใช่พวกนักเลงขัดคอคน แต่เป็นกรรมของตนเอง
น.422 ห้าอย่างนี้เรียกว่า "มาร" ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรากลัวกันนัก จนต้องอธิษ- ฐานจิต ว่าขอให้พ้นจากปัญจมาร - มารทั้ง ๕ นี้, ขอให้มันแคล้วคลาดไป. เวลา จะทำบุญอะไรก็ตรวจน้ำให้มาร ขออย่าให้มาเป็นมารเลย โดยถือว่าเป็นบุคคลเหมือนกัน แต่เป็นบุคคลอันตราย ; จำต้องตรวจน้ำให้มาร ขออย่ามาทำอันตรายแก่เราเลย. เรา ได้ยินแต่อย่างนี้ เราก็เห็นเป็นของครึกระ เห็นคำพูดหรือการกระทำของคุณย่า คุณยาย เป็นของครึกระ ; แต่ที่จริงเขาฉลาดกว่า เพราะเขารู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร ที่จะเป็นตัว ข้าศึกขัดขวางต่าง ๆ ก็ต้องการจะปลดเปลื้องไป. แม้ กิเลสมาร เขาก็พยายามจะทำให้มันหมดไป จางไป เมื่อทำบุญทำกุศล ก็ตั้งใจให้กิเลสมันเบาบางไป. เกี่ยวกับ ขันธมาร ก็ต้องการให้มีขันธ์เป็นปรกติ มีร่างกาย และจิตใจเป็นปรกติ. มัจจุมาร - ความตายนี้ก็ให้มันมาตามที่มันควรจะมา ; แต่ถ้า เป็นพระอรหันต์เสียแล้ว เรื่องความตายนี้ก็ไร้ความหมาย หมดความหมาย ไม่มีความ เป็นมาร แม้กิเลสหรืออะไรก็เถอะ มันหมดปัญหาไปทั้งนั้น สำหรับพระอรหันต์. นี้อยาก จะระบุว่าแม้แต่ความตายมันก็ไม่เป็นปัญหา. เทวปุตตมาร ทั้งหลาย ถ้าเขาถือว่ามันเป็น สัตว์ชนิดหนึ่งอยู่ในสวรรค์ลงมาเป็นมาร เขาก็ตรวจน้ำอุทิศให้. แต่พร้อมกันนั้นก็ตรวจ น้ำอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่อยู่ด้วยกันในโลกนี้ ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นพวกนี้ กลุ่มนี้ กลุ่มเทวปุตตมาร. ส่วนเรื่อง อภิสังขารมาร หรือกรรมนั้น เห็นยากและลึกหน่อย ; ก็แปลว่าขอให้พ้นไปจากผลของกรรมทั้งหลาย กรรมชั่วทั้งหลาย. เหลือบตาดูทีเดียวหมดทั้ง ๕ อย่าง ก็จะพบได้ว่า บรรดาอุปสรรคทั้งหลาย เขาเรียกว่ามาร ก็ไปทำความรู้สึกเอาเอง : ถ้าอย่ามีอุปสรรค ๕ ประการนี้ เราจะ เป็นอย่างไร นับตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียน การอาชีพ การเป็นอยู่ จนกระทั่งว่า จะบวช บำเพ็ญธรรม เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพานนี้ ถ้าปราศจากมารแล้วจะเป็นอย่างไร, หวัง ไว้ที่ก่อนว่า ถ้าปราศจากมารแล้วจะเป็นอย่างไร. แต่ว่า อย่าโง่ขนาดหนัก ถึงกับว่า เราจะต้องปราศจากมาร เพราะว่าการ มีมารนั้นเป็นของธรรมดา
น.423 มาร ๓๙๕ แม้ว่าการไม่มีมารนี้มันน่าปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ก็ อย่าคิดว่าชีวิตทั้งหลาย จะปราศจากมาร ; ถือกันง่ายๆ ว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังต้องต่อสู้ผจญมารกัน ตั้งแต่ต้นจนปลาย จนวาระสุดท้ายของการที่จะปรินิพพานอยู่หยก ๆ แล้ว ก็ยังมีมาร. เป็นอันว่า มาร นั้นแหละคือสิ่งที่เรา จะต้องยินดีเผชิญหน้า กับมัน แม้ไม่มี ใครชอบ แต่ก็ผืนความจริงไปไม่ได้ ; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่ามาร หรืออุปสรรคทั้งหลายนี้ คือสิ่งที่เราต้องยินดีพบมัน เผชิญกับมัน ต่อสู้กับมัน. นี่พูดอย่างนักเลงที่สุด จะเอา ความหมายทางโลก ๆ ก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ; ฉะนั้น ต้องสู้กันให้ชนะ. ถ้ามัวหลบ หลีกอยู่มันก็มีมากขึ้น ต้องสู้มันให้ชนะทุก ๆ ตัวมารไป. อุปสรรคมาทำให้ฉลาด ต้องยินดีต่อสู้ ทีนี้ เมื่อดูตามข้อเท็จจริง คนทั้งหลายไม่เป็นอย่างที่จะสู้กับมารนั้น เขาไม่อยาก จะพบกับมาร ; เขาโง่มากถึงขนาดนั้น ฉะนั้น เขาจึงโกรธ เขาจึงอึดอัดหรืออะไรเมื่อมี อุปสรรค เขาก็ ไม่มีความคิดหรือความเข้มแข็ง ความปรกติอะไรต่าง ๆ ที่จะเผชิญหน้า กับมาร. เป็นฆราวาสก็อย่างนี้ เป็นพระเป็นเณรก็อย่างนี้ คือโง่ในข้อนี้; ถ้าจะ ประยุกต์กันอย่างว่าแล้ว คุณต้องกวักมือท้าทายให้มารมันเข้ามา. ถ้าต้องการจะผ่านการ ศึกษานี้ไป ก็ต้องรบกับมารของการศึกษานี้ทุกตัว แล้วต่อไปก็เรื่องอาชีพ เรื่องอะไร ต่าง ๆ เรื่อยไปเถอะ แล้วแต่ว่าเราจะจัดชีวิตของเรา ให้เดินทางไปอย่างไร ก็ต้องผ่าน มารเหล่านี้เป็นพวก ๆ เป็นด่าน ๆ ไปเลย กว่าจะหมด. มารเป็นสิ่งที่ต้องมีแน่, เป็นสิ่งที่ต้องปะทะกันแน่, แล้วเป็นสิ่งที่มันมา ทำให้เราฉลาด เข้มแข็ง ; ไม่ใช่มาทำให้เราโง่ นั่งร้องไห้อยู่ หรือว่าโกรธเคืองอยู่ ถ้าว่าจะใจดีสู้มาร ก็อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าหลาย ๆ ข้อ ทำให้มีจิตปรกติแล้ว ก็จะ ต่อสู้ชนะมารผ่านไปได้ ทำนองเดียวกับพระพุทธเจ้าด้วยเหมือนกัน.
น.424 เราควรรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามาร ในฐานะที่เป็นอุปสรรคทุกชนิดเลย ไม่ว่าอะไร ; ถ้าเป็นอุปสรรคแล้วละก็ถือว่าเป็นมารได้ ; เพราะว่ายังมีมารที่นอกไปจากที่กล่าวมา แล้วอีก คืออุปสรรคตามธรรมชาติ ที่มันขัดขวาง หรือทำลายอยู่ตามธรรมชาติ เหมือน กับที่เราเห็น ๆ อยู่ในโลกนี้ : น้ำท่วมบ้าง แผ่นดินถล่มบ้าง หรือว่าดินฟ้าอากาศมัน แปรปรวนตามธรรมชาติบ้าง เมื่อมันไม่ตรงกันกับความประสงค์ของผู้ใด ก็ถือว่าเป็น อุปสรรคหรือเป็นมารของผู้นั้นแหละ แต่เราไม่เรียกว่าขันธมารหรืออะไรมารใน ๕ พวกนี้. มารใน ๕ พวกนั้นมุ่งหมายแต่ที่เกี่ยวกับคนโดยตรง เป็นภายในใจของคน หรือว่าในชั้นที่เรียกว่าไม่ใช่ธรรมชาติ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติธรรมดา; แต่ แม้ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติธรรมดา เช่นฝนตกในเมื่อเราไม่ต้องการจะให้ มันตก, แดดมันจัดเมื่อเราไม่ต้องการ, นี้ก็ต้องพันผ่าไปให้ได้ ไม่ให้มีความหมาย ของคำว่ามารขึ้นมาได้. ปฏิบัติธรรมโดยถูกต้อง จึงจะเอาชนะมารคืออุปสรรคได้ ทีนี้ ก็จะต้องดูกันว่า สิ่งที่เรียกว่า "มาร" นี้ ตามตัวหนังสือก็แปลว่า "ทำให้ตาย" นี่เราเล็งถึงอุปสรรคทั้งหลาย ; แม้ ไม่ถึงตายเราก็เรียกว่ามาร คือมัน ตายของความดีที่ควรจะได้ ไม่ใช่ตายของชีวิตร่างกาย เช่น กิเลสมาร นี้ก็ไม่ต้องเสีย ชีวิตหรอก แต่เรียกว่ามาร เพราะมัน ทำให้เกิดอุปสรรค เกิดความเป็นไปไม่ได้ของการ บรรลุความดี. ขันธมาร นี้ก็ไม่ได้ทำให้ตายหรอก แต่มัน ทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้. หรือ มัจจุมาร จะหมายถึงความตายก็ได้ ตรงตามตัวหนังสือ แต่หมายถึงการ ตายแห่ง โครงการ หรือกรรมที่กระทำนี้ ก็เรียกว่ามัจจุมาร ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงตายของ ร่างกายเสมอไป. อย่าง เทวปุตตมาร ก็ปรากฏชัดอยู่แล้วว่ามันไม่ได้มาทำให้ตายสิ้นชีวิต แต่มันทำให้ ตายในความหมายอื่น. กรรมหรือ อภิสังขารมาร ก็ไม่ได้ทำให้ตายอย่างที่ ว่าสิ้นชีวิต แต่ ทำให้เสียหาย ความดีที่ควรจะได้หรือสิ่งที่ควรจะทำก็เลยเป็นมาร.
น.425 มาร ๓๕๗ ดังที่ได้พูดมาแล้วข้างต้นว่าตัวหนังสือนี้ลำบาก มันหลายชั้นหลายระดับ ในระดับหนึ่ง มันก็ยังกำกวม ; ถึงคำว่า มาร นี้ ตัวหนังสือ แปลว่า ผู้ทำให้ตาย ผู้ฆ่าให้ตาย ; แต่เท่า ที่เป็นอยู่จริง ไม่ได้ตายทางร่างกาย คือ ตายทางคุณความดี. ฉะนั้น อุปสรรคทั้งหลายคือทำความดีให้ตาย เลยถือเอาความหมายที่มันจะใช้ได้ง่าย ๆ ทั่วไปว่า มารนั้นคืออุปสรรค, ความตายก็เป็นอุปสรรค แม้ยังอยู่ไม่ตาย มันก็ยัง มีอุปสรรค. ต้องเอาชนะให้ได้ เมื่อมันมีอยู่อย่างนี้ คือ ๕ อย่าง อย่างนี้ ก็ต้องไป ศึกษาแต่ละอย่าง ว่าจะเอาชนะให้ได้อย่างไร. จะเอาชนะกิเลสมาร มันก็คือการปฏิบัติธรรมะ อย่างที่พูดกันแล้วพูดกันอีก อยู่เรื่อย ๆ ; ไป ปฏิบัติธรรมะ เหล่านั้น ถูกต้องก็เอาชนะกิเลสมารได้. ขันธมาร ก็รู้จักจัด รู้จักทำ เกี่ยวกับการประพฤติธรรม อยู่มากเหมือน กันแหละ ที่เราจะมีขันธ์อยู่ในสภาพที่เหมาะสม สำหรับจะปฏิบัติหน้าที่. เดี๋ยวนี้เราจะ แก้ไขเพียงปัญหาที่ว่า ขันธ์มันไม่อยู่ในสภาพที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในทางความดี จนถึง ที่หมายปลายทาง. ส่วน มัจฉุมาร - ความตายนั้น จะต้องศึกษาจนถึงกับรู้ว่าไม่มีใครตาย มีแต่ขันธ์ แต่ธาตุ อายตนะ เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดา ตามกฎธรรมดาของสังขาร ทั้งหลาย ไม่มีใครตาย, แล้วก็ไม่กลัวความตาย แล้วทำอะไรเรื่อยไป เมื่อมันยังไม่ แตกดับก็ทำอะไรเรื่อยไปได้. การตายของโครงการ หรือของความปรารถนานั้น ถ้ามัน ผิดก็ให้ตายไปได้ ถ้าถูกก็ให้รักษาไว้ได้ ดำเนินต่อไป. ที่นี้ สำหรับ เทวปุตตมาร ซึ่งเขาอธิบายว่าเทวดาลงมาจากเทวโลก มาขัดคอ ; ส่วนผมนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่า แม้ในโลกนี้ไม่ต้องมาจากเทวโลกที่ไหน เต็มไปด้วยนักเลง ที่จะขัดคอ นี่ก็เรียกว่าเทวปุตตมาร. นี่คือปัญหาธรรมดาสามัญ ที่คนทั้งหลายเขาก็รู้จัก แก้ไขกันอยู่แล้ว : ทำตนให้ปลอดจากอุปสรรค ซึ่งเกิดจากมนุษย์ที่อยู่ในสังคม
น.426 เดียวกัน คือเกี่ยวข้องกัน เรียกว่าสังคมที่เป็นมารนั้น เราจะจัดการอย่างไรก็ไปศึกษาดู ตามวิทยาการทางสังคมก็ได ด้วยรายละเอียดก็พูดไม่ไหวในที่นี้ จะแก้สังคมที่เป็นมารได้ ก็เอาชนะเทวปุตฺตมารโดยปุคคลาธิษฐานได้. ทีนี้ ถ้าจะแปลความหมายคำว่า เทวปุตตมาร คือการแย่งกัน เพื่อจะให้ ประสบความสำเร็จในทางกามารมณ์ แล้วอิจฉาริษยาทำลายกัน นี้ก็ แก้ได้ด้วยการ ศึกษาธรรมะ. ให้ทุกคนตั้งอยู่ในธรรมะ เป็นผู้ดี เป็นสุภาพบุรุษ ก็ไม่ต้องมีอย่างนี้ ; แต่มันก็เป็นการยาก ในโลกนี้ที่จะเป็นอย่างนั้นได้ เราก็มีแผนการมีอะไรที่เราจะหลบหลีก สิ่งเหล่านี้ หรือชนะสิ่งเหล่านี้ เมื่อควรจะชนะได้. อภิสังขารมาร คือกรรมนี้ ในชั้นแรกก็ ทำแต่กรรมดี ไว้ตะพึดแหละ มันก็ ชนะกรรมชั่ว หรือบีดอำนาจของกรรมชั่วหมดไป, แล้วก็ศึกษาต่อไป จนถึงว่ามีจิตใจ อยู่เหนือกรรมดี และกรรมชั่วหมดทั้ง ๒ อย่าง ; อย่างนี้ก็เรียกว่าสิ้นกรรม หมดกรรม หรือชนะกรรม. เป็นอันว่า มารทั้ง ๕ นั้น เป็นสิ่งที่กำจัดได้ ทำลายได้ ฆ่าให้ตายได้, อุปสรรคทั้งหลายเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ หรือกำจัดให้หมดไปได้ ; ฉะนั้นขอให้ทุกคนรู้จัก อุปสรรคหรือมาร ของการเดินทางของชีวิตไว้ในลักษณะอย่างนี้จะได้ไม่กลัว จะได้ไม่ ท้อแท้ ไม่อ่อนแอ จะได้ยิ้มรับแล้วตรงเข้าแก้ไขต่อสู้ให้ชนะ. อย่าได้ไปหัวเราะคุณย่า คุณยาย คุณตาอะไร ที่เขาพูดถึงมารทั้ง ๕ เขาต้อง การจะตรวจน้ำให้มาร หรือจะแผ่ส่วนกุศลให้มาร ; นั่นแหละเราจะโง่เอง เพราะว่า เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่ามารแล้วสอนสืบ ๆ กันมา. แม้จะอยู่ในรูปทำตาม ๆ กันมา มันก็ยังเป็น การทำตาม ๆ กันมาที่ถูกต้อง ; เพราะว่าถ้าตั้งใจผิดไปจากนั้นแล้ว มันมีแต่ผลร้าย ; ด้วยความเชื่อก็ได้ ตั้งจิตใจไว้อย่างนั้น แล้วก็ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เรียกว่ามารได้เหมือนกัน.
น.427 มาร ๓๙๙ ที่เรา จะไม่พบกับมารนั้นไม่มีหวัง หรอก ; เพราะมันมีอยู่แล้วในที่ทุกหน ทุกแห่ง กระทั่งในเนื้อในตัวของเรา ในขันธ์ของเรา ในจิตของเรา ในอะไร ในสันดาน ของเรา มันก็มีกิเลส คือความเคยชินแห่งกิเลส ที่สะสมไว้ ; แล้วใครจะเป็นผู้พ้น จากมาร ! มันก็เช่นเดียวกับปัญหาที่ว่า ใครจะเป็นผู้เดินทางนั้น. ทีนี้ จิตที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญา ที่มันต้องการจะก้าวไปตามทางที่ถูก ต้องนั้น จะไปถึงจุดหมายปลายทาง ที่อยู่เหนือปัญหา เหนืออุปสรรค เหนืออะไร ทั้งปวง กระทั่งว่าแม้แต่ความตาย ก็ไม่มีความหมายเป็นอุปสรรคหรือเป็นมาร, ทั้งกิเลส ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นย่ำยีจิตใจ มันถูกเก็บไว้ที่ไหนก็ตามใจมันเถอะ แต่อย่ามาเกิดขึ้นใน จิตใจ แล้วทำคนเราให้เป็นทุกข์เดือดร้อน. ขอสรุปสั้น ๆ อีกทีว่า มาร หรือ อุปสรรค นี้ คือสิ่งที่มีไว้สำหรับ ทำให้เรา ฉลาด ทำให้เราสามารถ แล้ว ฆ่ามันให้ตาย เท่านั้นเอง ; ถ้าไม่อย่างนั้นความเป็น มนุษย์ของเราจะไม่มีความเป็นมนุษย์ คือมีจิตใจสูง มีสมรรถภาพ มีคุณธรรมอะไรต่าง ๆ. ที่มีความเป็นมนุษย์ก็เพราะว่าผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ ; เพราะฉะนั้นจึงถือว่ามารเป็นสิ่งที่มี ไว้สำหรับทำให้คนเราเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม โดยผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้. ควรจะสนใจ อย่างเดียวกันกับที่เราสนใจสิ่งที่เรารัก หรือพอใจ หรือสนใจ; ถ้าเรามัวเกลียดมารอยู่ไม่มี ประโยชน์อะไรเลย ; ถ้าว่าเกลียดมารจริง ๆ มันก็ต้องพยายามทำให้มันหมดไป เกลียด กลัวเฉย ๆ นี้ไม่มีประโยชน์ เมื่อตะกี้พูดค้างไว้หน่อยหนึ่งว่า เกี่ยวกับพญามารที่มาผจญพระพุทธเจ้านั้น แหละควรจะเข้าใจถูกต้อง ; ถ้าใครจะยังเข้าใจไปตามตัวหนังสือ ว่ามาจากสวรรค์ มา ผจญพระพุทธเจ้า ตรงตามรูปภาพที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์ ก็ได้ ก็ไม่เสียหายอะไร. เขา จะได้พยายามที่จะปรับปรุงตัวเองให้ชนะมาร ตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า ; ก็ยังดีกว่า ที่ว่าจะไม่รู้จัก ไม่สนใจ หรือไม่มีเป้าหมายอะไรเสียเลย.
น.428 ถ้ากล่าวตามธรรมาธิษฐาน ก็คือความคิดที่เกิดขึ้นในวาระสุดท้าย ที่ทำให้เกิด ความหวนระลึกไปถึงความสุขในสวรรค์ ในที่สุดก็เอาชนะได้ เห็นว่าไร้สาระ. เรื่องเกี่ยว กับบุคคลาธิษฐานอย่างอื่น เขายังมีกล่าวไว้อีก เช่นกล่าวว่าพระสิทธัตถะนี้ถ้าอยู่ครอง ฆราวาสก็จะเป็นจักรพรรดิ์ มีอะไรได้ตามใจหมดทุกอย่าง แม้ในทางกามารมณ์, หรือจะ พูดอย่างสรุปความก็ว่า ต้องการกามารมณ์อย่างไรก็ได้. ถ้าความคิดอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาสัก แวบหนึ่ง ทำให้เกิดความลังเล ในการที่จะเป็นพระพุทธเจ้าให้สมบูรณ์นี้ ก็เรียกว่ามาร ; แต่ว่าอันสุดท้ายทำลายให้มันหายไปได้ คือเอาชนะมันได้ พร้อมทั้งเสนามาร คือกิเลส น้อย ๆ ทั้งหลายที่เป็นบริวารของกิเลสตัวใหญ่นั้น. ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราคงจะเข้าใจถึงกับว่า ไม่ผจญแต่พระพุทธเจ้า ที่แท้ มันก็ผจญเราทุกคนอยู่ ; เมื่อเราจะต้องการจะให้ประสบความสำเร็จในทางสูง ในทาง ของธรรมะ แล้วความรู้สึกทางต่ำ ทางทราม ทางกามนี้ เข้ามาแทรกแซงอยู่เสมอ แล้วบางทีมันก็ชนะด้วย ทำให้เราแกว่งกลับไปกลับมา, แกว่งกลับไปกลับมา อยู่ไม่รู้ กี่ครั้งกี่หน หรือที่มันชนะฆ่าบุคคลนั้นตายไปเลย ก็มีอยู่มาก คือมันล้มเหลวในการงาน ที่เป็นอุดมคติ. ตัวอย่างเช่นไปชิงสุกก่อนห่ามเรื่องเพศ เรื่องผัว เรื่องเมียอะไรนี้ มันก็ต้อง เสียหายลงไปมากมาย แม้ไม่ใช่อย่างนั้น มันก็ยังรบกวน กระทั่งเป็นพระเป็นเณรแล้ว มันก็ยังรบกวน; อย่างเดียวกับที่รบกวนพระพุทธเจ้าในความหมายอย่างเดียวกัน คือ ความคิดว่า เรายังมีหวังที่จะเอากามารมณ์อย่างสูงสุด อย่างไรก็ได้ แล้วก็สึกไปหา กามารมณ์ ก็เรียกว่าพญามารเป็นฝ่ายชนะโดยแน่นอน. ฉะนั้นอย่าไปคิดว่ามันผจญแต่ พระพุทธเจ้า มันผจญแก่ทุกคน ยิ่งเขาต้องการจะประสบความสำเร็จสูงเท่าไร พญามาร ตัวนี้ก็จะมาในรูปที่สูงพอกัน ที่จะคอยทำลายเสีย. ขอให้นึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ไว้ เพื่อต่อสู้ชนะมารที่มีอยู่เป็นประจำ มาเมื่อไร ก็ได้ ; ทั้งหญิงทั้งชาย ให้รู้เรื่องมารหรืออุปสรรคของชีวิตที่เป็นการเดินทางไว้ในลักษณะ อย่างนี้ แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็คงจะเป็นไปในทางดี ประสบความสำเร็จตามที่ควรจะหวัง.
น.429 มาร ๔๐๑ เอาละเวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว เหลือเวลาสำหรับถาม ใครมีปัญหาอะไร ก็ถาม คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ท่านอาจารย์ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดมารทั้ง ๕ ? หรือว่าอะไรทำให้ มารทั้ง ๕ เกิดขึ้น ? (ตอบ) ถ้าถามอย่างนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ผมอยากจะตอบให้ตรง กับข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่จะเรียกว่ามารนั้น มันมีอยู่พร้อมแล้วตามธรรมชาติ, จะเรียกว่า มันเกิดอยู่โดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, พร้อมอยู่ตามธรรมชาติก็ได้ แต่มันยังไม่ได้ เกิดจริง ยังไม่ได้เกิดจริง ๆ กว่าจะมีคนที่ไม่รู้ หรือจะพูดง่ายๆ ว่า คนโง่ คนใดคนหนึ่ง ไปปะทะกันเข้ากับสิ่งนั้น ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มันก็มีการเกิดขึ้นแห่งมารขึ้นมาทันที ใน กรณีนั้น ๆ ; เพราะคำว่า มาร นี้ จะมีต่อเมื่อมันทำหน้าที่เป็นมาร. กิเลสอยู่เฉย ๆ ไม่เป็นมาร จนกว่าจะทำหน้าที่ขัดคอ ขัดขวางทำลายแก่บุคคล ใดบุคคลหนึ่ง จิตใจของเขาเสียไปนี้ จึงจะเรียกว่ามารได้เกิดขึ้นแล้ว ; ครั้นมารได้เกิดขึ้น แล้วก็คือ มีคนที่เผลอด้วยสติประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่ามีมาร หรือผจญมารขึ้นมา. ถ้าถูกสอนให้ฉลาดมาแต่ในท้องแล้วก็จะไม่มีมาร จะผ่านพ้นไป จากมารทุกชนิด. เดี๋ยวนี้ความที่ไม่ได้รับการสั่งสอนหรือฉลาดมาแต่ในท้อง มันก็มาพบกันเข้า กับสิ่งที่พร้อมที่จะลุกขึ้นเป็นมาร ; เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จะเรียกว่ามารนี้มันเกิดมาจากอะไร ! จะเรียกว่าเกิดอยู่ตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ มันก็ถูกน้อย. มันเกิดขึ้นเพราะความ ไม่รู้เท่าของคน ความยังไม่รู้ของคน ; มันก็ต้องเกิดมาจากอวิชชาอยู่นั่นเอง ออกมา เป็นรูปตัณหา อุปาทาน เป็นอะไรก็ได้ แล้วก็เป็นมารเต็มตัว, ไม่มีสิ่งเลวร้ายอันไหน ที่จะไม่เกิดจากอวิชชา. เดี๋ยวนี้เรายังมีอวิชชา แล้วก็ต้องพบกับสิ่งที่เรียกว่ามาร ; นี่
น.430 อวิชชามันปรุงขึ้น หรืออวิชชามันพาไปหามาร ในฐานะที่เป็นกิเลสมันก็เกิดตามแบบของ กิเลส อย่างที่เราเรียนรู้กันอยู่แล้ว. พูดให้ตรงตามหลักของพุทธศาสนาก็ว่า ทุกอย่างเกิดมาจากผัสสะ ที่ ประกอบไปด้วยอวิชชา ; นี่เป็นคำตอบที่ถูกอย่างกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางที่จะผิดในกรณี ไหน ๆ : มารเกิดขึ้นมาจากผัสสะ ที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา. ในขณะใดมีการสัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางจิต อะไรก็ตามนี้ สัมผัสนั้นประกอบ อยู่ด้วยอวิชชาคือโง่ มารก็ต้องเกิดขึ้นสะพรั่งไปหมด, แล้วตัวไหนมันเด่นกว่าเพื่อน มันก็ออกมารังควานก่อน. แม้ที่สุดแต่ว่าขันธ์จะเป็นมาร ก็เพราะมันมีอวิชชาในการที่จะป้องกันรักษาขันธ์ หรือมันจะถอยหลังไปเพราะกรรมอะไรแต่ปางก่อน มันก็มาจากอวิชชาทั้งนั้น เทวปุตตมารถ้าเป็นคน ๆ ด้วยกันมาเล่นแกล้งกัน มันก็เพราะอวิชชาของเรา นั่นแหละสร้างศัตรูขึ้นมา เป็นความเขลาของเราเองศัตรูจึงเกิดขึ้น ก็เรียกว่ามันมาจาก ผัสสะที่กระทบด้วยอวิชชาทั้งนั้น มาร คือ กรรม หรือกรรมที่เป็นมาร ก็ มาจากผัสสะ ที่กระทบด้วยอวิชชา. นี้เป็น หลัก สำคัญอันหนึ่งในพระพุทธศาสนา ว่าให้ ตั้งต้นปัญหา ต่าง ๆ ลงไป ที่ผัสสะที่ประกอบด้วยอวิชชา : เราจะพูดให้เลยนั้นไป ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. ถ้าเป็นเรื่องที่จะประยุกต์ได้ apply ได้ ก็ให้ดูตรงจุดที่ว่า มีผัสสะ แล้วก็ ประกอบอยู่ด้วย อวิชชา เป็นจุดตั้งต้นของปัญหาทุกอย่าง หรือมารทุกอย่างเลย ; รายละเอียดพูดกัน กี่ชั่วโมงก็ได้ โดยหัวข้อก็ตอบอย่างนี้ ว่าความโง่ของคน มันสร้างยักษ์สร้างมาร สร้าง อะไรต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะมันมีผัสสะด้วยอวิชชาในสิ่งต่าง ๆ. ขอให้ตั้งคำถามว่าอุปสรรคเกิดขึ้นเมื่อไรก็แล้วกัน, อุปสรรคนี่มันเกิดขึ้น เมื่อไร ? ตอบโดยสามัญสำนึก คุณจะตอบว่าอุปสรรคเกิดขึ้นเมื่อไร ก็ต้องเป็นเรื่อง
น.431 มาร ๔๐๓ เฉพาะคน เฉพาะถิ่น เฉพาะเวลา ; เพราะอย่างนั้นมันไม่เป็นอุปสรรคแก่บางคนก็มี แต่เป็นอุปสรรคแก่คนบางคนก็มี อุปสรรคเกิดขึ้นเมื่อเรามีความต้องการ แล้วก็ ไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะดำเนินไปสู่ความสำเร็จได้ คือขาดความรู้ ก็เป็นพวกอวิชชา ; ก็แปลว่าการก่อขึ้นมาด้วยอำนาจของอวิชชา นี้ย่อมพบอุปสรรคเสมอ, ถ้าก่อขึ้นมาด้วย ปัญญาด้วยวิชชา มันก็ไม่ประสบอุปสรรค ไม่รู้มันหายไปไหนหมด. นี่ปัญหามีอยู่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเต็มอยู่ด้วยปัญญามาตั้งแต่แรก มันยังขาดอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีอวิชชาเสียเรื่อยไป. อุปสรรคทั้งหลายเกิดมาจากความไม่เพียงพอ ของ สิ่งที่เรียกว่าวิชชาหรือปัญญา ก็คืออวิชชา ; อวิชชาก็สร้างอุปสรรคขึ้นมา สร้างมาร ขึ้นมา ที่นั่น เมื่อนั้น. ถ้าเรารู้ ถึงขนาดว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องการ ไม่มีอะไร ที่ต้องได้ จำเป็นจะต้องได้ อย่างนี้ จะไม่มีอุปสรรคเลย ; แล้วความจริงมันก็เป็น อย่างนั้น ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ควรจะต้องการ หรือควรจะต้องได้ ก็ไม่มีอุปสรรค ; แต่เดี๋ยวนี้เราไม่อาจจะรู้สึกอย่างนั้นได้. ความจริงมันยังมีลึกลับอยู่ตรงที่ว่า สิ่งที่ควรจะต้องการ ควรจะต้องได้นั้น เรามีได้ กินได้ ใช้ได้ โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่ากูต้องการ หรือกูต้องได้: ถ้าอย่างนี้ มันมีค่าเท่ากันกับว่า เราไม่ต้องการ เราไม่ได้อยากได้. อย่างนี้เลยกลายเป็นว่า ร่างกาย วาจา ใจ นี้มันเคลื่อนไหวไปอย่างถูกต้อง ด้วยอำนาจของสติปัญญา มันเลยไม่มีอุปสรรค ไม่ประสบอุปสรรค หรืออุปสรรคไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ กลายเป็นธรรมดาไปหมด ; จะมี อุปสรรคก็เป็นธรรมดา จะไม่มีอุปสรรคก็เป็นธรรมดา. มันเป็นความสมดุลย์ที่ชอบกล ระหว่างความที่ยึดถือกันว่าความได้ หรือความเสีย ความแพ้ หรือความชนะ บุญหรือ บาป สุขหรือทุกข์ เหล่านี้ไม่มีความหมายแก่จิตชนิดนี้ มันอยู่ตรงกลาง เป็นสมดุลย์ ไม่มีอุปสรรค ; อุปสรรคนั้นคือไม่ได้ตามที่ต้องการจะได้ พอไม่ต้องการจะได้อะไร มันก็ไม่มีอุปสรรค.
น.432 เพื่อไม่มีอุปสรรค จงทำจิตให้อยู่ในสภาพที่ตรงตามที่เป็นจริงว่า "สังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น, ไม่จำเป็นจะต้องเอา ไม่จำเป็นจะ ต้องเป็น" ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับมันโดยกิน โดยใช้ อย่างที่เขาเรียกว่า "มี-เป็น" นี้ ก็ด้วยจิตใจที่รู้ว่า นี้มันก็ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ; ทำไปตามความรู้สึกที่อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้. จะยกตัวอย่างก็ลำบาก เพราะมันไม่มีตัวอย่างที่เราจะเห็นกันได้ ; ถ้ายกตัวอย่างพระอรหันต์ ก็เหมือนกับว่าเอาเปรียบ แต่ก็จำเป็นอยู่ดี ที่จะต้องยกตัวอย่างด้วยพระอรหันต์ ; มีจิตใจ อย่างพระอรหันต์แล้วไม่มีอุปสรรค แล้วก็ไม่มีมาร. ถึงแม้ว่ามารจะมาผจญพระพุทธเจ้า มาผจญพระอรหันต์ก็มีค่าเท่ากับไม่มี เพราะว่าท่านไม่ได้ต้องการอะไร, ไม่ได้ต้องการอยู่, ไม่ได้ต้องการตาย, ไม่ได้ต้องการได้, หรือไม่ได้ต้องการเสีย, ไม่ได้ต้องการแพ้, ไม่ได้ ต้องการชนะ ; ฉะนั้น เรื่อง มารก็มีสำหรับผู้ที่มีความต้องการ ด้วยอำนาจของอวิชชา, อย่าเข้าใจว่าการที่พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าต้องปรินิพพาน คือตายลงไป นี้เป็นเรื่องของมาร ; คนโดยมากเข้าใจกันอย่างนั้น จนพูดกันว่าแม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ไม่พ้นจากอำนาจแห่งมาร คือความตายอย่างนี้. ผมถือว่าพูดผิด คือมันขัดกันไปหมด กับหลักทั้งหลายในพระพุทธวจนะ ; เพราะว่าความตายไม่มีความหมายสำหรับท่าน. เพราะฉะนั้น ความตายจะเป็นมารได้ก็เฉพาะผู้ที่ความตายมีความหมายเท่านั้น : เห็นเป็น ความเสีย เห็นเป็นความตาย ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความอยู่หรือความได้. มารนั้นเกิดมาจากความคิดด้วยอวิชชา ที่อยากจะได้ อยากจะอยู่ อยากจะ เป็นต่าง ๆ ; มารมาผจญพระพุทธเจ้าตอนท้าย ๆ นี้ มันคล้ายกับเรื่องล้อกันเล่น มาทีไร พระพุทธเจ้าท่านก็รู้ทุกทีว่า มารคือความคิดที่มันเหลือซากอยู่ มาล้อเล่น มาทูลว่าให้ ปรินิพพานเสียเถิด แก่มากแล้ว. แต่เขาก็แต่งให้มีข้อความว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ฉันรู้, ฉันรู้เวลาของฉันเอง" นี่ก็เป็นเรื่องไม่มีมาร. ขอให้ดูให้ดีๆ; เพราะว่าเรานั่นแหละจะสร้างมารขึ้นมา. อวิชชานี้มัน สร้างได้ทุกอย่างไม่ว่าอะไร ที่อวิชชาจะสร้างไม่ได้ มันสร้างได้ทุกอย่าง ในบรรดาสิ่งที่ ต้องสร้าง; มันทำไม่ได้อย่างเดียว คือสิ่งที่ไม่ต้องสร้าง สิ่งที่ไม่อยู่ในกฎของเหตุผล หรือว่าปัจจัยนี้ อวิชชาทำไม่ได้ นอกนั้นแล้วมันมีแต่เรื่องที่ไปตามเหตุตามปัจจัย มีเหตุ
น.433 มาร ๔๐๕ มีปัจจัย มีการปรุงแต่ง อวิชชาสร้างได้ทั้งนั้น สร้างพระเจ้าก็ได้, แต่อย่าพูดไป เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา; เพราะคำว่าพระเจ้ามีหลายความหมาย ที่แท้มันอยู่นอกวง ของอวิชชาก็มี. พระเจ้าเท่าที่เขาถือ ๆ กันอยู่นี้เป็นพระเจ้าสมมติ พระเจ้าบุคคลอะไรนี้ อย่างนี้อวิชชาสร้างได้ ; แต่อย่าพูดไปเดี๋ยวเขาจะโกรธเอา, แล้วเก็บไว้ก่อนก็มีประโยชน์ เพราะว่าคนที่เขาไม่อาจจะรู้ถึงขั้นนี้ ก็ยังมีอยู่มาก เขาจะได้ยึดถือไปพลาง จะได้กลัวบาป จะได้รักบุญ จะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี. เดี๋ยวนี้ เรามาพูดกันทีเดียวหมด ว่าไม่ว่าอะไรอวิชชามันสร้างทั้งนั้น ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ อะไรก็ตาม ไปให้ความหมายแก่มันในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุข ว่าทุกข์ แม้กระทั่งว่าเกิดว่าตายอย่างนี้ มันก็ด้วยความ รู้ไม่จริง ของคนนั่นเอง สร้างความหมายนานาชนิดขึ้นมา แล้วสิ่งเหล่านั้นก็พลอยไม่ จริงไปตามอวิชชา เป็นของมายาหรือไม่จริงไปตามอวิชชาเหมือนกันหมด ; แต่เมื่อ เราไม่รู้ก็ต้องเห็นเป็นของจริงเสมอ ต้องหมายมั่นอย่างเต็มที่เสมอ; เช่นสุขเวทนา เอร็ดอร่อยอยู่ที่เนื้อที่หนัง ที่ตาที่หู นี้เห็นเป็นของจริงเสมอ เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นอวิชชา หรือเป็นมายา. ฉะนั้น เดี๋ยวนี้คนเขาบูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังนี่ว่าเป็นสิ่ง ประเสริฐสุด ยอมตายถ้าไม่ได้สิ่งนี้ หรือว่าอะไรนี้ เขามีกันหลาย ๆ ชนิด ที่ว่าทำผิด ๆ เกี่ยวกับของมายาเหล่านี้; นั้นก็เรียกว่าถูกมารผจญแหลกละเอียดแล้วก็ยังไม่รู้สึกตัว. ระวังให้ดีอย่าให้เป็นอย่างนี้. ถ้าเป็นพุทธบริษัท ก็ต้องเดินตามพระพุทธเจ้า ถ้าเดินตามพระพุทธเจ้า ก็มีความหมายอยู่ที่ว่า ชนะมาร; พระพุทธเจ้าชนะมาร ฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย ก็พากันชนะมาร ชนะมารไปตามลำดับ ตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อยเรื่อย ๆ ขึ้นไป จนชนะมาร ถึงที่สุด แบบเดียวกับพระพุทธเจ้า เรียกว่าอยู่เหนือไปหมด : เหนือเกิด เหนือตาย เหนือทุกอย่างที่มันมีอยู่ หมดปัญหาหมดอุปสรรค. เดี๋ยวนี้เรามีอุปสรรคขนาดหนัก คือวนเวียนอยู่ในอวิชชานี้ วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารของอวิชชานี้มีอุปสรรคอย่างหนัก ที่สุด เป็นมารอย่างไม่รู้สึกว่ามาร. เอาละเวลาหมดแล้ว ก็ปิดโรงเรียน.
Buddhadasa