Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑๓ — ผู้เดินทาง

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.377 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๓ ในวันนี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อสั้น ๆ ว่าผู้เดินทาง ขอให้ทบทวนมาตามลำดับ. ดูให้ดีว่า เราได้พูดถึงอะไรบ้าง เรา พูดถึงทาง, พูดถึงผู้ชี้ทาง มาแล้ว ; เดี๋ยวนี้ก็พูดถึง ผู้เดินทาง กันบ้าง. ที่ว่า "ประยุกต์" ก็มี ความหมายสำคัญมาก สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ; ฉะนั้น ขอให้พยายามทำให้สำเร็จประโยชน์ ในความหมายของคำว่า "ประยุกต์". ท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังมามากแล้ว ถึงคำว่า "ทฤษฎี" หรือคำว่า "ปรัชญา" ๓๔๙

น.378 ขอให้สังเกตในข้อที่ว่า ทฤษฎี บางอย่างนั้นเหลวคว้างคือ ประยุกต์ไม่ได้, ปฏิบัติ ไม่ได้. ถึงแม้สิ่งที่เรียกว่าปรัชญานั้น ก็ไม่มีประยุกต์ ; ถ้าเป็นปรัชญามันก็เป็นทฤษฎี จะต้องเอาไปทำให้เป็นการปฏิบัติ คือประยุกต์ให้ได้อีกต่อหนึ่ง แล้วโดยทั่วไป. ขอให้ไปสังเกตดูให้ดีว่า สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา หรือ philosophy นั้น เขาไม่มุ่ง ที่จะประยุกต์หรือจะปฏิบัติ ; มันเป็นแต่ทฤษฎี ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ, แล้วโดย มากก็เป็นทฤษฎีกว้าง ๆ มากแขนง เป็นเรื่องเผื่อเลือกทั้งนั้น, เป็นเรื่องที่สำหรับคิด แทนที่จะเป็นเรื่องสำหรับปฏิบัติ หลักการทางศาสนา มีลักษณะประยุกต์อยู่ในตัว ทีนี้ก็มองดูไปกับสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา : ในฐานะที่เป็นระบบศาสนาโดยตรง อย่างนี้ จะเพ่งไปถึงการปฏิบัติ เอาตัวการปฏิบัติเป็นตัวศาสนา ตัวหลักทฤษฎี ก็มีตาม สมควร ; แต่ระบบปรัชญานั้นไม่มี ไม่ต้องการ. แม้ให้เชื่อ ก็ให้เชื่อไปเลย, ไม่ต้องเชื่ออย่างปรัชญาที่มีวิพากษ์วิจารณ์ โต้เถียงคาราคาซังกันอยู่ ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าเป็นระบบศาสนาก็ต้องปฏิบัติลงไปเลย ด้วยความเชื่อก็ได้ ด้วยสติปัญญาก็ได้ ฉะนั้น มันจึงมีลักษณะเป็นการประยุกต์อยู่ในตัวและตลอดเวลา. ทีนี้ เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะเรา เรียนพุทธศาสนากัน ในรูปของปรัชญา เสีย เป็นส่วนมาก, หรือเรียนในลักษณะที่เป็นทฤษฎีค้างเติ่ง คือไม่มีการปฏิบัติ ไม่เดิน ไปถึงการปฏิบัติ ; ฉะนั้นเราจึงต้องฟื้น กันขึ้นมาใหม่ ถึงคำว่า "ประยุกต์" คือ เอามาสู่การปฏิบัติ ให้จนได้. ถ้าเป็นอย่างครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ เพราะแต่ละคนต้องการที่จะปฏิบัติทั้งนั้น พวกลัทธิ ปรัชญา ทฤษฎีทั้งหลายนั้น ก็มี แต่มิได้มาเกี่ยวข้องกัน. ตัวอย่างเช่นจะไปมัวถามว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด, โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด, โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง, ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้วิธีการทาง

น.379 ปรัชญาทั้งนั้น ; พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้. ถ้าใครมาทูลถามถึง เรื่องนี้ ท่านปฏิเสธว่าไม่ต้องพูด, ไม่ต้องพูด, ไม่จำเป็นจะต้องพูด, ไม่ใช่จุดตั้งต้น ของการดับทุกข์ซึ่งท่านเรียกว่าอาทิพรหมจรรย์ แปลว่าจุดตั้งต้นของการประพฤติเพื่อ การดับทุกข์. ปรัชญานั้นไม่ใช่จุดตั้งต้นของการประพฤติ เพื่อการดับทุกข์ ; เราต้อง เอา ระบบ ที่เรียกว่า ศาสนา เข้ามา คือบอกว่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ ; ถ้าให้เหตุผลก็ให้ เหตุผลอยู่ในตัว คือรู้สึกได้ด้วยตนเอง, เข้าใจได้ด้วยตนเอง, ไม่ต้องอ้างเหตุผล ตามวิธีทางปรัชญา คือมันมีเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องพูดกันถึงคำว่า "ประยุกต์" ในสมัยนี้ ; เพราะสมัยนี้ไม่มีประยุกต์. ขอให้คุณสังเกตดูเถอะว่า เราก็เรียนกันมาก พุทธศาสนานี้ เฉพาะที่พูด ที่เขียน ที่เรียน ที่สอนกันนี้ มันมากเหลือเกิน แต่ยังไม่ประยุกต์ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง : ฉะนั้น จึง มาพูดกันถึงเรื่องที่ต้องประยุกต์ ให้ได้ เราจึงบรรยายกันในเรื่องประยุกต์ คือการบรรยายชุดนี้. ดูความคิดต่างกันของคำว่า "การเดินทาง" ที่พูดถึงว่า "ผู้เดินทาง" นี้ก็ เป็นอุปมาในลักษณะของการประยุกต์; ถ้า พูดอย่างคำพูด พูดด้วยคำพูดในพระคัมภีร์ เขาก็เรียกว่า "เวียนว่ายตายเกิด". คำว่า "เวียนว่ายตายเกิด" นี้ มีมาก่อนพุทธกาล ; เป็นความเชื่อ ความคิดของคน. เขาเอา เรื่องของจิตใจนี้ไปทำให้เหมือนกับบุคคล, แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอย่างที่เรียกว่าทาง เนื้อหนัง คือตายเข้าโลงแล้วไปเกิด - เข้าโลงแล้วไปเกิด - เข้าโลงแล้วไปเกิด; อย่าง ที่ผมเรียกว่า เป็นการตายเกิดโดยทางเอาเนื้อหนัง - คือร่างกายที่เข้าโลงนี้เป็นหลัก. เขาก็ บัญญัติไว้ว่าเป็นการแล่นไปในวัฏฏสงสาร ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ เรื่อย ๆ ไปจนกว่าจุด สุดท้ายอันหนึ่ง นี้เรียกกันว่า โมกขะ. คำว่า โมกขะ นี้ใช้เป็นคำกลางในประเทศ

น.380 อินเดีย คือ รอดพ้น หลุดออกไปได้ ; แล้วไปอยู่อย่างถาวร เป็นตัวตนอย่างถาวร นี้เป็นหลักทั่วไป. พระพุทธเจ้า ท่านมีระบบของท่านประหลาด หรือแปลกออกไป ว่าถ้า "โมกขะ" - หลุดออกไปได้, คือ หลุดออกไปจากความโง่ นั่นก็คือดับตัวตน, ดับความคิดว่าตัวตนเสียให้หมด แล้ว ไม่มีตัวใครไปที่ไหนอีก ไม่ต้องไปอยู่ที่ไหนอีก ไม่ได้ไปอยู่อย่างถาวร เหมือนกับพวกโมกขะก่อนพุทธกาล. เขาไปเป็นตัวตนอย่างถาวร, รู้เพียงแต่คำว่าพรหมก็มีไปอยู่เป็นพรหมถาวร, ไปอยู่เป็นปรมาตมันถาวร. ทีนี้ พระ พุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "ดับ" นั่นแหละคือ โมกขะ ; เดี๋ยวนี้มันดับไม่ได้ ถ้าดับ ได้เมื่อไรก็คือโมกขะ : คือดับจากความปรุงแต่งของความคิดนึกเป็นตัวเรา เป็นของเรา หรือเป็นตัวกู - ของกูอยู่เรื่อย. เดี๋ยวนี้ยังดับไม่ได้ก็เลยออกไปไม่ได้จากการผูกพันบีบคั้น ของสิ่งนี้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี ขอให้สังเกตดูในข้อที่ว่า มันมีลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งเป็น สิ่งที่เปรียบได้กับการเดินทาง ; จะเป็นการเดินทางอย่างที่กล่าวใช้แต่กาลก่อน อย่างนั้น ก็ได้, หรือเป็นการเดินทางด้วยจิตใจล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับร่างกาย ได้แก่การที่จิตมัน สูงขึ้น สูงขึ้น ๆ จนถึงสูงสุด แล้วเราก็ไม่ต้องเข้าโลง ไม่ต้องออกจากโลง หรืออะไรอีก ; จิตนั้นก็สูงสุดถึงจุดหมายปลายทางได้ อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. ให้ดูคำว่า "การเดินทาง" นั้นมันมีอยู่อย่างนี้. ใครจะเป็นผู้เดินทางไปที่ไหน ทีนี้ ก็ดู "ผู้เดินทาง" จะได้แก่อะไร เอาคำว่าการเดินทางนี้เป็นหลักสำหรับ ทำการประยุกต์ ให้มันมีการเดินทาง. เรื่องทาง เรื่องผู้ชี้ทาง ก็พูดมาพอสมควรแล้ว ทีนี้ ก็พูดถึง "ผู้เดินทาง". ผู้เดินทางคือใคร อยู่ที่ไหนเล่า ? ถ้าจะประยุกต์กัน มันก็คือพวกคุณ หรือผม หรือใครทั้งหลาย ที่มานั่งอยู่ที่นี่ เป็นตัวผู้เดินทาง ; ต้องมองเห็นอย่างนี้ หรือจัดให้เข้าไปในรูปนี้จึงจะเรียกว่าประยุกต์.

น.381 ทีนี้ คุณจะยอมเป็นผู้เดินทางหรือไม่ ? พูดกันเสียให้รู้เรื่องก่อน. เอาละ, ใครยอมเป็นผู้เดินทางก็จะได้พูดกันต่อไป. เมื่อยอมรับว่าเป็นผู้เดินทาง ข้อแรก ก็จะ ต้องนึกถึง จุดหมายปลายทาง ว่าจะไปที่ไหนกัน ; เรื่องนี้ก็เคยพูดมามากแล้ว ว่าจะ ไปที่ไหนกัน. ต้องรู้ว่า เกิดมาทำไมก่อน จึงจะรู้จุดที่จะไปถึง ข้อนี้มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของบุคคลนั้น ๆ เป็นชั้น ๆ หรือเป็นระดับ ๆ ; คนที่รู้จักโลกน้อย รู้จักชีวิตน้อย เขาก็ตอบไปอย่างหนึ่ง. อย่างไป ถามเด็ก ๆ ว่า เกิดมานี้จะไปไหนกัน ? คงจะว่า เพื่อเล่นหัว สนุกสนานนี่. ฉะนั้น จะต้องย้อน เข้า ไปข้างต้นเสมอ ว่าเกิดมาทำไม, แล้วจึงค่อยเวียนออกไป ว่าสุดท้าย ปลายทาง นั้น มัน อยู่ที่ไหน. ที่เกิดมาทำไม ? ถ้าไปติดอยู่ ว่าเกิดมาเพื่อเล่น เพื่อกิน เพื่อสนุกสนาน อยู่ที่นี่ ก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องไปไหน ; เพราะฉะนั้น พวกเรานี้จึงไม่ค่อยคิดว่าจะต้อง ไปไหน คิดอยู่แต่ว่าจะอยู่ที่นี่, แล้วจะทำอย่างไรจึงจะได้สนุกสนานเอร็ดอร่อย เต็มตาม ที่เราต้องการ. ความคิดที่ว่าจะไปไหนมันยังไม่มี มันคิดอยู่แต่ว่า เพื่ออะไรที่นี่. ทีนี้ จะเอาอย่างไรกันดี สำหรับปัญหาที่ว่า เกิดมาเพื่ออะไร; ก็อยากจะ ให้คำตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ว่า เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. คำนี้มัน เหมือนกับกำปั้นทุบดิน คือไม่มีทางจะผิดได้ แม้แต่ลูกเด็ก ๆ ก็ได้ ; ลูกเด็กตัวเล็ก ๆ นี่อะไรดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ บางทีมันเป็นขนมที่ดีที่สุดสักกระป๋องหนึ่ง, ลูกกวาด ที่ดีที่สุดสักกระป๋องหนึ่ง, อะไรก็ได้ มันเป็นที่ดีที่สุด ที่มนุษย์อย่างเขาจะคิดได้ ถ้าว่าโตแล้ว มันก็คงจะเลื่อนสูงขึ้นไป; แต่แม้ว่าโตแล้ว มันก็ ยังมีหลายแขนง. ผู้แก่ผู้เฒ่า ก็ต้องการไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วแต่จิตใจมันจะรู้สึกไปถึงไหน ก็จะได้ มุ่งหมายที่ดีที่สุดของแนวนั้นแหละ ว่าเป็นจุดหมายปลายทาง.

น.382 หลักโบราณเขาแบ่งจิตใจคนเป็น ๓ ระดับ ตอนนี้อยากจะพูดถึงเรื่องหลักบรมโบราณอีกหมวดหนึ่ง เขาแบ่งจิตใจของ คนไว้เป็น ๓ ระดับ : - ระดับแรก ทั่วไปของสัตว์ที่จะเป็นไปได้เอง ตามธรรมชาติ นี้ก็เรียกว่า กามาวจร คือเขามีจิตใจที่จะ วนเวียนอยู่แต่เรื่องของกาม ของกามารมณ์ สิ่งซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความใคร่ทางกาม. แม้แต่คนยากจนเข็ญใจก็ต้องการอันนี้, คนมั่งมีเป็น เทวดาก็ต้องการอันนี้, แม้แต่สัตว์ในนรก ก็ยังถือว่ายังต้องการอันนี้. เขาจะได้หรือ ไม่ได้นั้น มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าจิตใจของเขาต้องการหรือบูชาสิ่งเหล่านี้ ; เพราะฉะนั้น สัตว์ประเภทนี้ จะมีอยู่กี่พวกก็ตาม ก็ถือว่าเป็น พวกกามาวจรมีจิตใจอยู่ในระดับ ที่รู้สึกว่าถามทั้งหลายเป็นสิ่งสูงสุด. ระดับที่สอง พวกที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ก็เรียกว่าพวก รูปาวจร มองเห็น ถามเป็นของมายา หลอกลวง แล้วก็ให้ความทุกข์มากกว่าให้ความสุข เป็นของเผาลน หลอกลวงด้วย ก็เลยเขยิบสูงขึ้นมาถึงว่า เอาเรื่องรูปธรรมที่บริสุทธิ์ คือไม่เกี่ยวกับกาม ; เช่นว่าให้มีรูป มีชีวิต มีอะไรเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่างอะไรอยู่นี้ แต่อย่าต้องเกี่ยว กับกามเลย. ถ้าจะมีอารมณ์สำหรับยินดีบ้าง ก็เป็นเรื่องรูปบริสุทธิ์ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับ เรื่องเพศ ถ้าจะดูตัวอย่าง ก็อย่างคนบางคน ในบางวัยบางระดับ เขา สนใจ อยู่แต่ เรื่องทางวัตถุ เป็นเครื่องสนุกสนาน : เป็นของเล่นก็ได้, เป็นสัตว์เลี้ยงก็ได้ เป็น อะไรก็ได้, หลงใหลไปได้มากเหมือนกัน. แต่ในทางธรรมแล้วก็หมายถึง จิตที่ไปพอใจ อยู่กับความสุข ไม่เกี่ยวกับถาม, จะเกี่ยวกับรูปธรรมบริสุทธิ์ที่เอามาใช้เป็นอารมณ์ ของจิตในการทำสมาธิ เป็นต้น. รวมความสั้น ๆ ก็รู้สึกเป็นสุขอยู่ เพราะจิตไปกำหนด อยู่ที่รูปธรรมล้วน ๆ.

น.383 ระดับที่สาม จะมีสูงขึ้นไปอีกพวกหนึ่ง ก็เรียกว่า อรูปาวจร พวกนี้เห็นว่า รูปธรรมนี้มันก็ยังมีเหตุปัจจัยบีบบังคับมาก แล้วก็หยาบ ; เขาต้องการละเอียด เพราะฉะนั้น ขอเอาสิ่งที่ไม่มีรูปเถอะ ได้แก่พวกนามธรรม เช่นจิตเช่นวิญญาณอะไร แล้วแต่จะเรียก, เอาเป็นพวกที่ไม่มีรูปก็แล้วกัน แม้ที่สุดแต่อากาศ ความว่างเปล่า ความไม่มีอะไร. ความถือเอาภาวะที่ไม่มีอะไรนี้ เป็นที่พอใจแห่งจิต ; สูงสุดถึงขั้นสุดท้ายเรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ - อยู่ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับตายแล้วก็ไม่ใช่เพราะยังเป็นอยู่ แต่ว่า จะว่าเป็นอยู่ มันก็เหมือนกับตายแล้ว เพราะมันไม่รู้สึกต่อสิ่งที่เป็นรูปธรรม อย่างนี้ ก็ไปในทางอรูปาวจร. อรูปธรรมอย่าง สมัยนี้ ก็ได้แก่ : พวกบุญ พวกกุศล พวกเกียรติยศชื่อ เสียงที่เขาพอใจกันอยู่ : แต่ไม่มีใครขึ้นไปสูงถึงกับว่า เอาอากาศ ความว่างเปล่า, หรือเอาอากิญจัญญายตนะ - ความไม่มีอะไรนี่มาเป็นหลักสำหรับกำหนดจิต. ครั้งพุทธกาล คงจะมีมาก พระพุทธเจ้าก็ได้เข้าไปศึกษาเล่าเรียนส่วนนี้. เดี๋ยวนี้เราอยากจะดูกันแต่ในเพียงว่า เท่าที่มนุษย์แต่บรมโบราณรู้จักมาแล้ว นั้น เขารู้จักกันเพียง ๓ ระดับเท่านั้น : คนเรามีระดับที่ บูชากามารมณ์ นี้ระดับหนึ่ง, แล้ว บูชารูปธรรม อันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์นี้อย่างหนึ่ง, แล้ว บูชาอรูปธรรม คือสิ่งที่ไม่มีรูป ยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งไม่มีทางเกี่ยวกับกามารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก. นี่ ชั้นแห่งจิตใจ มันมีอย่างนี้ ถือเอาอันไหนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ก็ เลยถูกถือว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด กันมาแล้วทั้งนั้น ตามยุคตามสมัย แห่งผู้คิดค้นและปฏิบัติในเรื่องทาง จิตใจก็มา สูงสุดอยู่เพียงแค่ครูป่าวจร ในชั้นแนวสัญญานาสัญญายตนะ ; ซึ่งกล่าว ได้ว่าเป็นบทเรียนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าได้ทรงศึกษากับดาบส แล้วก็ทรงสลัดทิ้งไป เพราะ เห็นว่ายังไม่จริง ยังไม่สูงสุดจริง จึงไปพบการตรัสรู้ของท่าน ที่ท่านพอใจที่จะกล่าวว่า มันเป็นการสิ้นสุดหรือสูงสุดจริง.

น.384 สิ่งดีที่สุดหรือนิพพาน ขึ้นอยู่แก่ชั้นจิตใจของคน ชั้นแห่งจิตใจมันมีอยู่อย่างนี้ ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั้นก็ ขึ้นอยู่กับชั้นแห่งจิตใจของคนนั้น ๆ : พวกที่เป็น ชั้นกามาวจร ก็ว่ากามารมณ์ ที่สมบูรณ์ที่สุดนั่นแหละ คือสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็เท่านั้น ก็ยุติเท่านั้น. นี่ระวัง ฟังดูให้ดีว่า พวกเราจะอยู่ ในระดับไหน. พวกรูปาวจร ก็ถือว่าการได้ มีชีวิตอยู่ด้วยรสอันเกิดแต่รูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวกับกามนั่นแหละ เป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้. ที่เขาเรียกกันว่ารูปฌาน รูปสมาบัติ นี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของคนธรรมดาแล้ว ; คนธรรมดามันเกี่ยวกันอยู่แต่ ชั้นกามาวจร นี้พอถามเข้า เขา ก็บอกว่า รูปฌาน รูปสมาบัตินั่นแหละ คือสิ่งสูงสุด หรือนิพพาน. เขาเรียกกันว่า "นิพพาน" กันทั้งนั้น จะถึงระดับหรือไม่ถึงก็ตาม เอาคำว่า นิพพานใช้เป็นชื่อของสิ่งสูงสุด คือมีความสุขที่สุด ฉะนั้น กามารมณ์ก็เคยเป็น นิพพาน, รูปฌาน รูปสมาบัติ ก็เคยเป็นนิพพาน เคยถูกเรียกว่านิพพาน. อีกพวกหนึ่งเขาเอา อรูปธรรม คือนามธรรมนี้ที่บริสุทธิ์ มีรู้สึกอยู่แต่ในนาม ธรรมชนิดนั้น, แล้วก็ว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะไปถึงได้ ก็เรียกว่า "นิพพาน" เหมือนกัน. นิพพานของพระพุทธเจ้าคือ โลกุตตรภูมิ นี้เมื่อถามว่า สิ่งใดเป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ ? ก็ขึ้นอยู่กับจิตของ มนุษย์ว่าเขาอยู่ในภูมิไหน. พอมาถึง เรื่องของพระพุทธเจ้า ท่านก็เปลี่ยนมาเป็น โลกุตตรภูมิ คือการที่ มีจิตใจอยู่เหนือโลก ต่างหาก ; ความหมดกิเลส และมีจิตใจ อยู่เหนือโลกนี้ เป็นสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้.

น.385 การที่เราเอาสิ่งเหล่านี้มาพูด มันก็เป็นเรื่องพูดเผื่อไว้ทั้งนั้น เผื่อล่วงหน้าไว้ ทั้งนั้นเพราะมันยังไม่ถึง ; เอามาพูดกันพลางนี้ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั้นอยู่ที่ไหน จะไปกันทางไหน, แล้วก็พูดในลักษณะที่มันจะเป็นเรื่องการปฏิบัติให้ ถึงได้ ไม่ใช่เรื่องปรัชญา. นี้อุดมคติของเรา ควรจะมีอยู่อย่างเด็ดขาดและตลอดกาลว่า "เกิดมาเพื่อ" หรือ "เดินทางเพื่อ ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้" ถ้ายังไม่รู้ยังไม่เห็นโดยตรง ก็เป็นเรื่องคาดคะเน เป็นรูปของปรัชญาน้อย ๆ หรือว่าไม่เป็นก็ได้ ; เพราะเราคาด คะเนแบบที่มีหลักอันหนึ่งซึ่งเด็ดขาดอยู่ว่า "มีความทุกข์ แล้วก็ต้องการจะสิ้นทุกข์เท่านั้น, ต้องการจะสิ้นทุกข์ต่อไปเท่านั้น" ไม่มามัวเถียงอยู่ว่า "ทุกข์หรือไม่ทุกข์คืออะไร" ไม่มา มัวเถียงอยู่อย่างนี้. ผู้เดินทาง หรือว่า ชีวิตที่เดินทางนี้ จะไปถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ควร จะได้; เราจะไม่ใช้คำว่าความสุขหรืออะไรทำนองนั้น แต่ใช้คำว่า "สิ่งที่สูงสุด ที่ดีที่สุด" ที่ประเสริฐที่สุด อะไรก็ตาม ที่มนุษย์ควรจะได้ ว่านี้เป็นจุดหมายปลายทาง. ใครคือผู้เดินทาง ทีนี้ ก็มาดูถึงตัวผู้เดิน ซึ่งเป็นหัวข้อของการพูดครั้งนี้ ว่าผู้เดินทาง นั้น คืออะไร? อย่างไร; เหมือนอย่างที่กล่าวเมื่อตะกี้แล้วว่า เราคือเป็นผู้เดิน. ทีนี้ เราคืออะไรก็ยังไม่แน่ : เดี๋ยวก็ว่าตัวเราก็มิได้มี, เดี๋ยวตัวเราก็มีอยู่อย่างสมมติ ; ก็อยากจะพูดอย่างสมมติก่อนว่ามีตัวเรา แล้วเราเป็นผู้เดิน. อยากจะขอให้ดูกันอย่างละเอียดสักหน่อย จนถึงกับว่าจะดูได้กว้างหรือสูง ขึ้นไปถึงอุดมคติ จึงอยากจะแบ่งเป็นชั้น ๆ สัก ๓ ชั้นว่า : ปัจเจกชน คือคนหนึ่ง ๆ นี้เดินไป. อีกชั้นหนึ่งก็ สังคมมนุษย์ ซึ่งมีอยู่เป็นสังคม ๆ หลาย ๆ สังคม นี้มันเดินไป.

น.386 ดูอีกทีหนึ่งเป็นอันสูงสุด ก็ใช้คำว่า มนุษยชาติ, มนุษยชาติคือไม่ต้องแยกเป็นสังคม ไม่ต้องแยกเป็นปัจเจกชนแล้ว คือ มนุษย์ทั้งหมดเดินไป หรือเป็นผู้เดิน. ถ้า คน ๆ หนึ่งเดิน ก็หมายความว่า คนน่ะดีขึ้น ๆ สูงขึ้น ๆ ไปกว่าจะถึงจุด ที่เขาต้องการ. ทีนี้ ถ้าสังคมเดิน ก็คือว่า สังคมมนุษย์ดีขึ้น ๆ ๆ จนไปถึงสันติภาพ ตามที่ต้องการ. ถ้ามนุษยชาติเดิน นี้ก็ไปถึงจุดสูงสุด ที่ว่ามนุษย์ควรจะไปถึง ในฐานะเป็นมนุษย์เหมือนกันหมด ; จะมีกี่สังคมกี่อะไรก็ตาม เป็นมนุษย์คนเดียวกันหมด แล้วก็เดินสูงขึ้นไปถึงจุดนั้น. ถ้าคน ใจแคบ ก็พูดว่า ตัวถู ๆ นี้เดิน. คนชั้นต่ำชั้นปุถุชน ก็ต้องรู้สึก อย่างนี้. ถ้าใจกว้าง ไปสักหน่อยมันก็ว่าหมู่มนุษย์ สังคมมนุษย์หน่วยหนึ่ง สังคม หนึ่งนี้เดิน คือเลื่อนไป เห็นแก่ส่วนรวมบ้างก็ยังดี. ถ้าว่า ใจสูงสุด จริงก็จะไม่แบ่งแยก เป็นตัวกู หรือว่าเป็นสังคม หน่วย หมู่ แต่ว่า มนุษย์ทั้งหลาย นี่แหละ เดิน. มันเป็น สิ่งที่น่าพิจารณาหรือน่าฟังกว่า ถ้าเราจะใช้คำว่ามนุษยชาตินี้เดิน. จุดปลายทางในการเดินของมนุษยชาติ ขอพูดกันตรงนี้ให้เสร็จไปเสียทีก่อน ที่ว่ามนุษยชาติเดินนี้ไม่เกี่ยวกับ ธรรมะนี่ ; แต่ก็ต้องนึกถึง. อย่างพวกคุณ อย่างน้อยก็เคยเรียน biology เรื่องชีวิต วิทยา หรือว่าพวกชีวะทั้งหลาย. พิจารณาดู : มันตั้งต้นขึ้นมาอย่างไร จนกระทั่ง เป็นสิ่งมีชีวิตระดับต่ำ ๆ - เป็นสัตว์ในน้ำ - เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก - เป็นสัตว์บก - เป็นสัตว์สี่เท้าทั่วไป - กระทั่งเป็นคน ; แล้วคนทั้งหมดนี้จะไปไหนกัน. มันก็ ต้องวิวัฒนาการ เรื่อยไปจนถึงสูงสุด : นี้ต้องแยกออกเป็นว่า ทางวัตถุหรือว่าทาง จิตใจ. ถ้าพูดว่าทางวัตถุ ดูไม่ค่อยมีความหมายหรือประโยชน์อะไร ; เรียกว่ามนุษย์นี้ ทั้งหมดนี้ จะวิวัฒนาการไปมีรูปร่างอย่างไร ไปกินอยู่กันอย่างไร อะไรกันอย่างไร

น.387 ก็ยากที่จะกล่าวได้ แล้วก็ไม่มีประโยชน์. พูดเรื่องทางจิตกันดีกว่า ว่ามนุษย์ในด้าน จิตใจ นี้ เป็นยอดของมนุษย์ จะสูงสุดอยู่ที่ไหน? มันก็เข้ามาในขอบเขตของศาสนา หรือของธรรมะ พ้นจากขอบเขตของชีววิทยา ; นี่จึงจะมาสู่ปัญหาทางธรรมะ ว่ามนุษย์- ชาติทุกคน ที่จะสูงขึ้นไปโดยทางจิตใจนั้น มันจะไปจบลงที่ตรงไหน ทีนี้ ใครบ้างที่จะกล้าพิสูจน์ว่า มีอะไรที่เป็นจุดจบนั้น ดีกว่าประเสริฐกว่า จุดจบที่ทางศาสนาเขาวางกันไว้. อย่างในพุทธศาสนา นี้ ก็จะวางกันไว้ว่า จุดจบ ของสิ่งมีชีวิต ทั้งหลาย คือ นิพพาน โดยที่เขาเชื่อ ; ถ้าใครไม่เชื่อ ก็ให้เป็น สมมุติฐานว่า มนุษย์นี้จะต้องดีขึ้น ๆ ในทางจิตใจ จนฉลาด จนรู้จักกิเลส รู้จัก ความทุกข์ รู้จักทำความดับทุกข์ ถ้าไม่อย่างนั้นยังไม่จบ. การเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ก็ มีประโยชน์ ที่ตรงนี้เอง ที่ว่าเขาจะได้ เวียนว่ายตาย เกิดดีขึ้น ๆ ๆ แล้วก็ สูงขึ้นจนถึงจุดจบ. ถ้าเขาจะทำผิดไปบ้างสลับกันไป ลงนรกขึ้นสวรรค์อะไรก็สลับกันไป ; แต่ในที่สุดมันก็ไปยังจุดจบที่สูงสุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าคุณไม่ทราบ ก็ทราบไว้เสียว่าเขาวางไว้อย่างนี้. แม้แต่คนที่เลวที่สุด เช่นพระเทวทัต หรือพระอะไรก็ตามเถอะ ในที่สุดก็กลายเป็นคนดีและเป็นพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป. นี่ทำ ให้พูดได้เลยว่า มนุษยชาติจะเดินทางอยู่มากมายก่ายกอง ช้าอยู่เท่าไรก็ตาม ในที่สุด มันต้องไปทางจุดจบนั้นแหละ ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันไม่จบมันก็ไปเรื่อยไป, ถ้าไปที่ จุดจบ มัน ก็มาที่จุดนี้ ที่เรียกว่า นิพพาน. สรุปความว่า ถ้าจะพูดกันในนามของมนุษยชาติ ก็เอามนุษย์ทั้งหมดเป็นคน ๆ เดียวกัน แล้วก็เดินไปมันก็ไปที่นั่นไป ที่จุดจบ คือที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ; อย่างศาสนานี้ก็ เรียกว่า นิพพาน. แม้จะเป็นนิพพานในทางจิตใจ คือหมดความโง่ว่า ตัวกู - ว่าของกู ; ตัวกู - ของกูมันสลายลงไปที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันก็เป็นจุดจบเหมือนกัน. ถ้ามนุษย์ทำได้ อย่างนี้ด้วยกันทุกคนพร้อม ๆ กัน มันก็น่าดู อยู่เย็นเป็นสุขเหลือที่จะ กล่าวได้ว่าอยู่เย็นเป็นสุข คือ ไม่มีใครเห็นแก่ตัว.

น.388 ถ้าเป็น ศาสนาอื่น โดยมากก็กล่าวไว้ในรูปมีตัวตน มีการเวียนว่ายตายเกิด ในที่สุดก็ไปอยู่กับพระเจ้า ; นี่จุดจบอยู่ที่พระเจ้า แล้วก็มี ความหมายคล้าย ๆ กัน กับคำว่านิพพาน คือมันหมดปัญหา หมดความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ฉะนั้นเรา อย่าไปยึดถือคำพูดเปลือกย่อยที่มันแยกกันส่วนเปลือก ; เอาเนื้อในของคำพูดนั้น ก็คือว่า ไปจบสิ้นลง ที่ ความหมดทุกข์ อยู่อย่างไม่มีความทุกข์ ไม่มีปัญหาอะไรเลย เป็นการ ถาวรตลอดกาลนิรันดรนี้เป็นจุดจบ. ที่ว่ามนุษยชาติจะต้องเดินไปอย่างนี้ แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงกันอีก ; ถ้าพูดถึง ก็พูดถึงอีกนิดหนึ่งว่า ถ้า คนนี้ไม่ถึง ก็ ขอให้ลูกหลานมันถึง เพราะเมื่อเราพูดว่า มนุษยชาติแล้ว เราไม่จำกัดเวลา ว่าศตวรรษนี้หรือศตวรรษไหน คือมนุษย์ก็แล้วกัน. มนุษย์ทั้งหมดเหมือนกับคน ๆ เดียวกันก็ไม่ขาดตอน มีการสืบพันธุ์อยู่เรื่อย มันก็มีการ เดินไป มีความก้าวหน้าไป. พ่อแม่ไปไม่ถึง ลูกหลานเหลืออยู่ก็ไปต่อไป คือเจริญขึ้น ทางจิตใจต่อไป จนมนุษย์ก็แล้วกันได้ลุถึงสภาพอันสูงสุดนี้. นี้เรียกว่ามนุษยชาติเป็น ตัวผู้เดิน แล้วก็เดินอยู่ด้วย แต่ว่าเดินอย่างไรนั้น เดี๋ยวค่อยพูดกันดีกว่า. จุดปลายทางในการเดินของปัจเจกชน ทีนี้ ไปดูถึงอันแรก ที่ว่า ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ เป็นผู้เดิน ; ไม่พูดในนาม ของมนุษยชาติทั้งหมด ว่าเป็นคน ๆ เดียวกัน ก็เพราะว่าปัญหาเฉพาะหน้าดูจะมีอยู่ที่ตรงนี้ คือแต่ละคนแยกออกจากหน่วยสังคม, จากสังคมมาเป็นหน่วย ๆ ของตัวตน ของเรา ; เหมือนที่เรามาเล่าเรียนศึกษา มาบวช มาฟังกันอยู่ที่นี่ก็เพื่อเห็นแก่ตัวตน ของแต่ละคน ทั้งนั้น ที่จะมองกันในแง่ที่ว่าปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ เป็นผู้เดิน. ถ้าถามว่า เดินไปไหน มีอะไรเป็นจุดหมายปลายทาง : คำตอบที่ถูกต้องที่สุด มันก็ไปที่จุดจบ ที่ว่า มนุษย์จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป. นี่ก็อย่างเดียวกันกับที่มนุษยชาติ เป็นผู้เดิน ; แต่ทีนี้ตามข้อเท็จจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น.

น.389 ตามข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า คน ๆ นั้น เขามี จิตใจอยู่ในระดับไหน เขาก็มุ่ง หมายแต่เพียงระดับนั้น, แล้วเขาก็เดินไปที่นั่น ไปหาจุดนั้นเท่านั้น ไม่ไปจุดสูงสุด ; เว้นเสียแต่ว่าปัจเจกชนบางคน ซึ่งมีอะไรแก่รอบแล้ว มีการศึกษา มีการผ่านโลกมา อย่างโชกโชนแล้ว สมบูรณ์แล้ว ต้องการจะมีจุดจบ เขาก็เลื่อนไปจนถึงจุดจบได้. แต่ ถ้าคนธรรมดาแล้ว มันก็จะต้องอยู่ที่ตรงนี้ คืออยู่ตรงที่ระดับแห่งจิตใจของเขาอยู่ในภูมิ ไหน : อย่างผู้อยู่ในภูมิกามาวจรอย่างนี้ก็อยู่ที่นี่ ; เขาก็บูชาสิ่งเอร็ดอร่อยสนุกสนาน เพลิดเพลินทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง คุณก็เอาไปคิดเอาเอง พิจารณาเอาเอง ว่าคุณนั้นอยู่ในพวกไหน ในเวลานี้ ! ปัจจุบันนี้ อย่าเข้าใจว่าบวชเป็นพระแล้วจิตจะหลุดไปนิพพาน ; มันอาจจะอยู่ในภูมิ กามาวจรอยู่ตามเดิมก็ได้ เว้นไว้แต่ว่าเขารู้เรื่องนี้แล้ว ก็มุ่งหมายที่จะไปจริง ๆ มันจึงจะ ดีกว่าชาวบ้าน. ถ้าไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร แม้แต่บวชแล้วก็ยังมีจิตใจอยู่ในภูมิกามาวจร เพราะยังต้องการจะสึกออกไปมีลูกมีเมีย มีความกระหายจนจีวรร้อน ก็เพื่อกามารมณ์ ทั้งสิ้น นั่นแหละเรียกว่า อยู่ในภูมิกามาวจร. เราเมื่อยังไม่บวช หรือบวชแล้วกลับสึกออกไปก็ตาม เที่ยวบูชาอะไรเป็น สรณะ, ยังไม่รู้จักนิพพาน ก็ยังไม่อาจจะบูชาหรือมุ่งหมายพระนิพพานเป็นสรณะ, มัน ก็อยู่แค่เรื่องโลก : มี เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ที่ประณีต สูงสุด ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้นเอง. ฉะนั้น การเดินทางของคนตามธรรมดาโดยแท้จริง ก็ไปที่นั่น : ไปที่ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ อันสมบูรณ์ที่สุดนั่นเอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นภูมิกามาวจร แม้มีเกียรติก็มีเพื่อได้สิ่งที่เรียกว่ากาม ไม่ใช่เกียรติอันบริสุทธิ์หรือสูงสุดอะไร. นี้เราอยู่ ในภูมิกามาวจรแล้วจิตมันก็มุ่งหมายเป็นแต่เพียงผลสุดท้ายของกามาวจร นี่เดินทางไปที่นั่น ทีนี้ ถ้าเราเกิดอยากจะให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ เราไม่ยอม กักตัวเอาไว้เพียงเท่านั้น เราชะเง้อหาว่ามีอะไรอีก - มีอะไรอีก - มีอะไรอีก - ที่ไหนอีก ;

น.390 นั่นแหละมัน จะค่อย ๆ เลื่อนไป พบไป มองเห็นสิ่งที่สูงขึ้นไปกว่า. บุคคลคนนั้นจึง จะมีจุดหมายปลายทางไกลออกไปจากระดับธรรมดา ที่เรียกว่ากามาวจร ; อาจจะผ่าน ไปทางรูปาวจร อรูปาวจรก็ได้ หรือไม่ต้องผ่านก็ได้ เพราะมุ่งตรงไปยังความดับ ทุกข์ ที่เป็นโลกุตตระไปก็ได้, เพราะ เห็นว่าทุกข์มันอย่างนี้ แล้วดับทุกข์เสียได้ หมดทั้งปวง ก็หมดปัญหา. ที่ผมอยากจะให้เป็นการประยุกต์อยู่ที่ตรงนี้ คือ ให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่วาง ไว้ในพระพุทธศาสนานั้น มาเป็นเรื่องของเรา จนกระทั่ง เป็นประโยชน์แก่เรา ได้จริง ว่าเกิดมาชาติหนึ่งนี้ ไปได้ถึงที่สุดที่มนุษย์ควรจะไปได้ นี้ดีกว่าปัจเจกชนเดิน. จุดปลายทางในการเดินของสังคม ทีนี้ ถัดขึ้นมา ที่พูดค้างไว้ว่าสังคมเดิน ; คำว่า สังคม นี้คุณต้องเข้าใจให้ดี ผมก็ไม่ต้องเสียเวลาพูด ให้มันเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ว่าสังคมคืออะไร. โดยสรุปแล้ว สังคมคือกลุ่มของมนุษย์ ผู้มีอุดมคติเหมือนกัน, แล้วกำลังพยายามที่จะลุถึงอุดมคติ นั้น ๆ ร่วมกัน พร้อม ๆ กัน เป็นสังคมหนึ่ง ๆ ตามแต่อุดมคติมีอย่างไร. เดี๋ยวนี้ เรามีอุดมคติใหญ่ ๆ ว่าสังคมประชาธิปไตย สังคมเผด็จการ กระทั่งแยกออกมาเป็นชั้น น้อย ๆ น้อย ๆ เป็นสังคม ๆ ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยสังคม ; แม้สิ่งที่เรียกว่า สังคม นี้มัน ก็เดิน เพราะมีการประกอบขึ้นด้วยคน ที่มีความรู้สึกคิดนึก มีจิตใจสำหรับปรารถนา ต้องการ เพราะฉะนั้น มันก็ชวนกันเดิน. เรื่องสังคมนี้ มันมีอะไรแปลกอยู่หน่อยที่ว่า มันเกี่ยวพันกันยุ่ง เหมือน แขน ขา มือ เท้า มันเกี่ยวพันกันยุ่ง ไม่เป็นอิสระแต่ละคน แล้วมันก็ต้องเดินเปะปะ ๆ แล้วความปรารถนาของหลายคนมารวมกันนี้ มันลงรอยกันยาก ; เพราะฉะนั้น มันจึง ยากที่จะไปสู่ความสงบ หรือว่าจุดสูงสุดชนิดนิพพาน โดยที่สังคมก่อรูปขึ้นมา ด้วย อำนาจของความอยาก ความปรารถนา ความต้องการบางอย่างบางประการอยู่ในวง

น.391 แคบ ๆ. ไปดูสมาคม ดูสังคม ดูบริษัท ดูอะไรไปเองก็แล้วกัน จะเห็นว่ายากที่สังคม ชนิดนี้ จะมุ่งหมายไปไกลจนถึงนิพพาน. ทีนี้ ก็มี สังคมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่เรียกว่าสังคม ควรจะเรียกว่า อาศรม มากกว่า ; เพราะว่าคนที่มีความคิดเหมือน ๆ กัน ต้องการอย่างเดียวกัน แล้วก็ ออกไปหาโอกาสหาหนทางที่จะบรรลุวัตถุประสงค์อันนั้น ; เช่นมาบวชเป็นพระพร้อม ๆกัน ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติจริง ให้เป็นสังคมที่บริสุทธิ์อย่างนี้ ก็มีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง. แต่ว่าคำว่าสังคมในภาษาพูดในปัจจุบันนี้ ไม่ได้หมายอย่างนี้ ไปหมายถึงสังคมหรือระบบ สังคมทางการเมือง ทางอะไรเสียหมด; ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ยังพูดได้ว่า การที่เอา มนุษย์ที่มีกิเลส หรือยังมีกิเลส มาผูกพันกันเป็นสังคม เพื่อจะให้ทำอะไรดีที่สุด หรือ ไปสู่จุดที่สูงที่สุด นี้ยากอยู่มาก. สังคมขึ้นอยู่กับหน่วยย่อยคือปัจเจกชน ; ถ้าเขามีการศึกษาดี มีอะไรดี มารวมกันเป็นสังคมก็คงจะดี หรือจะง่ายบ้าง แต่แล้วเราจะเห็นได้ว่า ปัจเจกชนเดิน ไม่เหมือนกัน ปัจเจกชนเดินคล่องตัวเป็นอิสระ ไปได้เร็ว ไปได้ไกล ไม่มีใครขัดคอ ; พอรวมกันเป็นสังคมแล้ว ก็ยากที่คนหนึ่งจะเดินแยกปลีกตัวออกไปได้ มันถูกดึงไว้, แล้วถ้ามีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน มันก็ถูกโต้แย้งขัดขวางดึงกันอยู่ที่นี่. นี่ก็เป็นสิ่งที่ ต้องเอามาพูด เพราะว่าเดี๋ยวนี้ โลกเต็มไปด้วยสังคม แล้วก็ เดินไปไม่ได้ มันวน เวียนอยู่ในวิกฤตกาลของโลกนี้เอง. สุดปลายทางที่สูงสุด คือมีจิตใจเหนือทุกข์ รวมความแล้วก็ได้เป็น ๓ พวก : ปัจเจกชน คนหนึ่ง ๆ จะเดินไป ; จุดหมาย ปลายทางก็อยู่ที่นั่นแหละ ที่จุดจบของมนุษย์. สังคม เดินไป มันเดินไปยาก เดินไป ลำบาก ; แต่ถ้าหากเดินไปได้ ก็ไปที่นั่น ไม่ไปที่อื่น. ทีนี้ ถ้า มนุษยชาติ ทั้งหลาย เดินไปได้ มันก็ไปที่นั่น ไม่เดินไปที่อื่น. นี้จึงเป็นสิ่งที่ควรจะยอมรับกันเสียทีว่า

น.392 สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั้น คือ สภาวะที่สูงสุดในทางจิตใจ ของคนเรา ที่อยู่ เหนือปัญหา เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง. ถ้ายุติกันอย่างที่กล่าวมานี้แล้ว ต่อไปก็จะศึกษากันง่าย จะศึกษาธรรมะได้ง่าย ผู้พูดผู้สอนก็พูดง่ายสอนง่าย ; เพราะเราจะไปยังจุดหมายปลายทาง คือ ที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะได้ เมื่อเรียกอย่างกำปั้นทุบดิน แล้วก็ เจาะจงลงไปที่ความที่มีจิตใจสูง อยู่เหนือความบีบคั้นของปรากฏการณ์ ทั้งหลาย ของธรรมชาติทั้งสิ้น: บทนิยามอย่างนี้ ก็พอจะมีใจความที่รัดกุม รวบความหมายไว้หมดสิ้นว่า เดี๋ยวนี้เรามีจิตใจที่อยู่ภายใต้อิทธิพล หรือความบีบคั้นของปรากฏการณ์ทั้งหลายตาม ธรรมชาติ ; เช่นในโลกนี้มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ มีนั่นมีนี่ ที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นก็มี ที่มันเป็นอยู่เองตามธรรมชาติก็มี ล้วนแต่ บีบคั้นจิตใจ เรา ให้ไปมัว หลงรัก มันอยู่บ้าง, ให้ไปมัว หลงเกลียด หลงชังมันอยู่บ้าง, หรือว่าให้ไปมัว สงสัย ลังเล สนใจ ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่บ้าง อย่างนี้ก็มี. อย่างนี้เรียกว่า จิตใจ มันต่ำ ไม่อยู่เหนือปัญหาเลย. ฉะนั้น ปรากฏการณ์ของธรรมชาติทั้งหลายจึงบีบคั้น คนชนิดนี้. นี่เรียกว่าคนที่อยู่ในโลก อยู่ภายใต้อำนาจของปรากฏการณ์ในโลก. ถ้าเราอบรมจิตใจให้สูงขึ้นไปกว่านั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไปนี้ มันก็มีจิตใจชนิดที่ สิ่ง ต่าง ๆ ในโลกไม่มีอิทธิพลบังคับจิตใจ เราอีกต่อไป ก็เรียกว่า โลกุตตระ คืออยู่เหนือ โลก ; นั่นคือจุดหมายปลายทาง ; แล้วการเดินไปก็เดินไปสู่ที่นี่. ผู้เดิน สรุป แล้วก็คือ ผู้ที่มองเห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นโทษ เห็นอันตรายอยู่เฉพาะหน้า นั่นแหละ คือผู้เดิน. ที่คุณมาศึกษาเล่าเรียนก็เพราะเห็นภัยของการที่ไม่มีความรู้ ความยากจน หรือความไม่มีอำนาจวาสนา ความขาดแคลนอะไรต่างๆ ; ฉะนั้น ผู้เดินก็คือผู้ที่ต้องการ อะไรอย่างหนึ่งแน่ มันจะสูงหรือต่ำก็แล้วแต่สถานะ. ผู้เดิน คือผู้ต้องการจุดหมาย

น.393 ปลายทาง มีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างที่ว่ามาแล้ว ; แล้วเราก็รวมอยู่ในพวกนั้น อยู่ในพวก ที่ทนอยู่ไม่ได้และต้องเดิน. นี่เอาไปประยุกต์กันให้ได้ คือให้ตรงกับเรื่องราวของพระธรรม ที่กล่าวไว้ ในลักษณะเปรียบเหมือนการเดินทาง. ถ้าถือหลักทางจิตใจหรือทางวิญญาณเป็นหลัก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเข้าโลง ออกโลงอะไร ; พูดว่าที่นี่และเดี๋ยวนี้แหละ เราจะเดินให้มันถึงจุดหมายปลายทางให้ได้. เพราะ คำว่าชาติ ของเรานั้น คือความคิดครั้งหนึ่ง เกิดตัวกูครั้งหนึ่ง แล้วก็ดับไป ครั้งหนึ่ง ; เหมือนกับเข้าโลงออกโลง เข้าโลงออกโลง วันหนึ่ง ๆ ไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้งอยู่แล้ว. นี่พอแล้วสำหรับในหนึ่งเดือน หนึ่งปี สิบปี ยี่สิบปีนี้ ที่จะโชกโชน ต่อสิ่งเหล่านี้, แล้วก็อยากจะกระโดดออกไปให้ได้ ออกมาให้ได้จากปัญหาเหล่านี้. การเดินทาง ของเรา ก็ถึงจุดหมายปลายทางได้ ในชาตินี้; ชาติที่เขาสมมติกัน เรียกว่าชาตินี้ คือไม่ทันเข้าโลงจริง ; ถ้าเราเป็นผู้เดินที่ดี : ต้องใช้คำว่าผู้เดินที่ดี มันจึงจะเดินถึงได้. การเดินทางที่ดีมีหลายแบบ ทีนี้ จะพูดถึง การเดินที่ดี ก็ต้องพูดถึง การเดิน หรือ วิธีเดินทั้งหมด อีกทีหนึ่ง ว่าอย่างไหนมันดี. เรื่องทางจิตใจก็มีภาพพจน์เปรียบกันได้กับเรื่องทางวัตถุ ว่าใจมันเดินเหมือนกับคนเดิน : เดินทาง เดินถนนหนทาง เดินด้วยเครื่องอุปกรณ์ ยานพาหนะทั้งหลาย รถไฟ เรือไฟ เรือบินอะไรก็ได้. เดี๋ยวนี้ จิตใจ ของเราก็ มีธรรมะ เป็นยานพาหนะ สำหรับจะเดิน มีธรรมะเป็นยานพาหนะ ก็ต้องใช้ให้ถูกต้องแล้วจะเป็น การเดินในแบบนี้ ในแบบทางจิตทางวิญญาณ. เราดูให้กว้าง ๆ เสียทีหนึ่งก่อนว่า การเดิน นี้มีอยู่ อย่างน้อยก็สัก ๓ แบบ : คือเดินตรง เดินลูก เดินดิ่งไปเลย นี้ก็แบบหนึ่ง, แล้วมัน เดินไม่ถูก มันเดินวกวน

น.394 ลงข้างทาง วกไปวกมาเที่ยวหลงใหลในอะไร ๆ ซึ่งมีอยู่ข้าง ๆ ทางนั้นแหละเสียเรื่อย มันช้าเหลือประมาณ กว่าจะไปถึงปลายทางได้นั้น มันช้าเหลือเกิน นี่ว่าเดินวกวน เดิน แวะวก, อีกพวกหนึ่ง เดินกลับหลัง มันไม่รู้อะไรถึงขนาดที่ว่าเดินไปคนละทิศละทาง คือเดินกลับหลัง ถึงจะเก่งกล้าสามารถมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์อย่างไร ถ้าเดินกลับหลังแล้ว ก็ไม่มีวันจะถึง. เราจงมองดูว่า เราควรจะอยู่ในพวกไหน : การ เดินที่ดิ่งตรง ไปยังจุดหมาย ปลายทาง อย่างรวดเร็ว อย่างถูกต้องนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา, อีกทางหนึ่ง เดินไปมัว แวะวก แวะวก แวะวก ไม่รู้จะถึงเมื่อไร, อีกทางหนึ่ง เดินย้อนกลับหลัง ไปยังทิศทาง ตรงกันข้าม ยิ่งไม่รู้ว่าจะมีหวังเมื่อไร. เปรียบเทียบดูกับการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียน นักศึกษา นิสิต ในมหา- วิทยาลัยนี้ก็ได้ ; บางคนก็เรียนจริง ไม่เหลวไหล ไม่มีสัญชาติแห่งคนเหลวไหล เขาก็ เดินดิ่งคือว่าเรียนเร็ว. บางคนชอบนั้นชอบนี่ แวะวกงานอดิเรกอะไรต่างๆ นอกเหนือไป จากการเรียน มันก็ช้า, บางคนยิ่งไปกว่านั้น คือเหลวไหล ถอยหลัง จนต้องล้มละลาย ไปในการเรียน. นี้การปฏิบัติธรรมะทางจิตใจเพื่อบรรลุโลกุตตรธรรมนี้ ก็เป็นอย่างนั้น : เดินตรงไป, และเดินแวะวกต้วมเตี้ยมอยู่ที่นี่, แล้วก็เดินถอยหลังเลย. พิจารณาดูสิ่งแวดล้อมที่ทำให้มีวิธีเดินทางต่างกัน ทำไมเป็นอย่างนี้ ? มันก็ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ในบุคคลนั้น ๆ ที่เรียกว่านิสัย อุปนิสัย ; บารมีอะไรก็แล้วแต่จะเรียก โดยเนื้อแท้แล้วก็คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นสิ่งที่สมมติเรียกกันว่าบุคคลนั้น ๆ เหตุปัจจัยนี้มีมาก ภายใน ก็เช่นว่าจิตใจหรือ กรรมพันธุ์ อะไรที่ดี, ภายนอก ก็คือ สิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ สิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่มันปรุงแต่งคนนั้นขึ้นมา ให้มีจิตใจอย่างนั้น ๆ ๆ ต่าง ๆ กัน ; ฉะนั้น การเดินนี้มันก็ต้องต่างกันแน่.

น.395 เรื่องที่จะแวะวกหรือ เดินช้า หรือถึงกับ เดินถอยหลังนี้เพราะว่ามีเหยื่อล่อ ในโลกนี้มันมีเหยื่อล่อ; พูดเท่านี้คุณก็พอจะนึกได้แล้วว่า ในโลกนี้มีเหยื่อล่อ คือ มนุษย์แห่งยุคปัจจุบันนี้กำลังติดเบ็ดของเหยื่อล่อ ที่ตัวเองได้พยายามคิดค้นประดิษฐ์ ประดอยขึ้นมา จนเหลือที่ตัวเองนั่นแหละจะเอาชนะมันได้. มันมีความหมายเท่ากับว่า ถ้าเป็นไปได้ นั่นคือ "เขียนเสือให้วัวกลัว" ; เขียนเองแล้วกลัวเอง. มันเป็นเพียง เรื่องหลอก ๆ ขึ้นมาให้กลัว : เขียนเสือให้ตัวเองกลัว, เขียนรูปผีขึ้นมาให้ตัวเอง กลัว, อีกทางหนึ่งมัน เขียนรูปเนื้อที่น่ารักขึ้นมาให้ตัวเองรัก ; ก็เป็นคนโง่ เหมือนกับวัว. ผมพูดมากไป ก็ต้องมีคนคิดว่า ผมนี่เกิดมาสำหรับด่าคนอื่น ผมก็ยอม แต่ขอให้ฝั่งสักหน่อย ว่าคำที่พูดไป ที่เขาเรียกกันว่าด่าคนอื่นนั้น มันว่าอย่างไร, เท็จจริงอย่างไร, จะมีประโยชน์ที่ตรงไหน. ตามความรู้สึกของผมนั้น รู้สึกว่า "เป็นอาจารย์" นั้น มีหน้าที่สำหรับค่าคน ; การเป็นอาจารย์คือการรับหน้าที่สำหรับ ค่าคน ไม่ใช่เป็นอาจารย์เพื่อจะสร้างความเคารพนับถือ และทำนาบนหลังลูกศิษย์ ซึ่ง อย่างนี้เขาจะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ผมไม่เรียกว่าอาจารย์ ถ้าทำนาบนหลังลูกศิษย์. อาจารย์ที่แท้มันต้องถือว่าเกิดมาเพื่อด่าคน ค่า นี้ในอัญญประกาศ คือว่า เพื่อช่วยชำระชะล้างขูดเกลาอะไร ; ฉะนั้น จึงพูดไปอย่างนี้ แล้วพูดกว้างไปทั้งโลก มันคล้ายกับด่าคนทั้งโลก. เพราะเดี๋ยวนี้ คนทั้งโลกเขากำลังหลงเป็นวัวโง่ ค้นคว้า ประดิษฐ์ประดอยแต่ด้านเดียว คือด้านที่จะทำตัวเองให้โง่หนักขึ้น ให้หลงใหลใน เรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่หนักขึ้น. สิ่งยั่วยวนทางกามารมณ์ แต่ก่อนนี้ไม่มากอย่างเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ กำลังสูงสุด แล้ว, เครื่องมือที่จะประหัตประหารกัน ก่อนนี้ก็ไม่มากอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ก็มากที่สุด, แล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้เสียเวลาเปล่า คือระบบการศึกษาตั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็น

น.396 เรื่องเสียเวลาเปล่า ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพเลย. ที่โลกในปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้ จะเรียก ว่าด่า หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามใจ. คนส่วนใหญ่เดินทางผิด คนส่วนน้อยก็ผิดตาม ทีนี้ มันมีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่องที่กำลังกล่าวอยู่นี้ ก็คือว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ เขาเป็นอย่างนี้แล้ว มัน ยากที่คนส่วนน้อยจะปลีกตัวออกไป เป็นอย่างอื่นได้. ผมก็ ควรจะประณามท้าทายพวกคุณว่า พวกคุณก็ไม่มีทางเอาตัวรอดออกไปได้จากความนิยม ที่เขากำลังนิยมหลงใหลกันอยู่ในโลกนี้ : จะเป็นแฟชั่นทางเนื้อหนัง ทางเสื้อผ้า แต่งเนื้อ แต่งตัว ทางความคิด การกระทำอะไรก็ตาม มันก็เป็นแฟชั่นที่มีอิทธิพลมาก ครอบงำ ทั้งโลก น้อยคนที่จะปลีกตัวออกมาได้. ที่เราไปนับถือฝรั่งเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้นำนั่นแหละ มันก็คือไปตามหลัง เขาในเรื่องอย่างนี้. ทีนี้ เมื่อมันเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ ทั้งโลก มันก็ไม่มีทางอื่น มันก็ จะเฮโลสาระพากันไปแต่ทางนั้นในโลก; น้อยตัวที่จะปลีกออกมาได้ มาเป็นอิสระ และมาเดินในทางที่ถูกต้องของมนุษย์อันแท้จริง ; นอกนั้นก็เดินตาม ๆ กันไปตามทางนั้น ที่เขาเดินกันแทบทั้งโลก, เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ควรจะจำเอาไป แล้วสนใจคำพูดที่เขา พูดไว้ว่า ทางใหญ่อย่าพึงจร ๕ พยางค์ : ทาง ใหญ่ อย่า พึ่ง จร เป็นคำพูดแบบ ปริศนาธรรม ว่า ทางใหญ่ที่เขาเดินกันมากจนเตียนโล่งเลย อย่าไปเดินเข้า มัน พาไปลงนรกทั้งนั้น. ถ้าเป็นอย่างเดี๋ยวนี้ก็คือ ทางแห่งวัตถุนิยม ; คนทั้งโลกเขาเดิน ไปตามทางแห่งวัตถุนิยม เป็นทางใหญ่เหลือที่จะใหญ่แล้ว, ทางก็เตียนโล่ง เดินสบาย เดินนิ่มไปเลย ; คนก็หลงเดินไปตามทางใหญ่นี้ แล้วก็ไปลงเหวแห่งวัตถุนิยม. ทางใหญ่อย่าพึงจร อย่าเดินเข้าไป. อย่าไปเดินตามที่คนมาก ๆ เขาเดิน ; เลือกเดินทางที่คนน้อย ๆ เขาเดิน. มันอาจจะเป็นร่องทางเล็กๆ พอจุฝ่าเท้าก็ได้ แล้ว ขรุขระ ลำบากที่สุด แต่ว่ามันปลอดภัย.

น.397 เดี๋ยวนี้ เราตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อันนี้ คือ "เดินทางใหญ่" ไปเสียทุกกรณี, แล้วยังเอามาใช้ เป็นเครื่องอ้างแก้ตัวอย่างโง่เขลาด้วย ; เช่นสูบบุหรี่นี้ละไม่ได้ แล้วก็ อ้างว่า เพราะเพื่อนเขาสูบ นี่มันโง่เท่าไร. กินเหล้านี้ละไม่ได้ เพราะว่าเพื่อนเขากินกัน ; ทำอย่างไรได้มีเพื่อนมากเขากินกัน. นี่ลักษณะของ "ทางใหญ่" แล้วไปจรเข้าแล้ว ; แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ใหญ่มาก เรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่นี้ ยังไม่ใช่ใหญ่อะไร เรื่องกามารมณ์เรื่อง อะไรนั้นมันใหญ่กว่า. ถ้าจะเดินให้ดี ไม่วกวนละก็ อย่าไปเดินทางใหญ่ชนิดนี้; เดินทางที่ มันลัดมันตรงไปยังความดับทุกข์. ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็จะแวะวนอยู่ที่ทางใหญ่ ; เพราะว่า ทางใหญ่ นั้นมัน เต็มไปด้วยเสน่ห์ เครื่องดึงดูดนานาชนิดสองข้างทาง, หรือว่าแยก ไกลออกไปจากริมทาง ; คนก็เสียเวลา. เมื่อต้องการจะเดินไม่วกวน ก็เดินให้ตรง ทางที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เรียกว่า มรรค หรือ มัชฌิมาปฏิปทา ที่เราได้พูดกัน อย่างละเอียดแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ เรื่องมัชฌิมาปฏิปทาไปทบทวนดูใหม่ตามที่ บันทึกไว้. วันนี้เราพูดเรื่อง "ผู้เดินทาง" คือผู้ต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วก็เดิน : เดินในรูปปัจเจกชน ก็เห็นอยู่, เดินในรูปสังคมก็เห็นอยู่ง่าย ๆ ; แต่เดินอยู่ในรูป มนุษยชาตินี้เห็นยาก. มนุษยชาติกำลังเดินไปไหน เวลานี้ คุณดูเถอะ กำลังจะลงเหว ; มนุษยชาติทั้งหมดในโลกนี้ เอาแต่เพียงโลกนี้ ไม่เอาโลกอื่น กำลังจะเดินลงเหว หรือ ไกลต่อพระนิพพานยิ่งขึ้นไปอีก. นี้คือผู้เดินทางที่อยู่ในสภาพน่าหวาดเสียว น่าสงสาร น่าสังเวช กระทั่ง น่าขบขัน. ขอให้เราเป็นผู้เดินทางที่ดีก็พอแล้ว. เอาละ เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว เหลือ อยู่เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีปัญหาอะไรก็ถามได้.

น.398 คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) หลวงพ่อครับ สมมติว่าถ้าตอนนี้สงครามโลกครั้งที่ ๓ เกิดขึ้น ก็หมาย ความว่า มนุษยชาติของเรานี่จะเดินถึงจุดหมายปลายทางไม่ได้ใช่ไหม ? (ตอบ) ถ้าสงครามโลกครั้งที่ ๓ เกิดขึ้น คือมันเป็นอย่างไร คือตายกัน หมดโลกอย่างนั้นหรือ ? (ถาม) ครับ ก็หมายความว่า จุดหมายของมนุษย์ที่จะเดินไปถึงจุดสุดท้ายก็อาจจะ ไม่บรรลุถึงจุดนั้นก็ได้. (ตอบ) อ้าว, ก็ถ้าว่าตายกันหมด มันก็จบกัน มันจบโดยอัตโนมัติ. สงคราม โลกครั้งนี้เกิดขึ้น แล้วตายกันหมดไม่มีเหลือ มันจบโดยอัตโนมัติ ทีนี้ ถ้าว่าสงครามโลกครั้งที่ ๓ เกิดขึ้น ตายกันมากพอสมควร มันก็คงจะมี ผลดีบ้างเหมือนกัน. ตามเรื่องที่เขากล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า ยุคมิคสัญญี ฆ่ากันเกือบ หมดโลก เหลืออยู่แต่คนบางคนที่ไปหลบอยู่ได้. พอออกมาจากที่หลบก็สังเวช จึงตั้งต้น ใหม่ ; คนที่เหลืออยู่ไม่กี่คนตั้งต้นใหม่ กลายเป็นทางดี เดินถูกทางต่อไป. เราจะเห็นได้ว่า การที่ โลกมาสู่สงคราม ตกอยู่ในความครอบงำของสงคราม มากขึ้น ๆ ก็ เพราะว่าเดินผิดทาง, เดินผิดทางมาเรื่อยๆ จึงมาสู่ปัจจัยแห่งสงคราม เป็นสงครามใหญ่ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ แล้วก็มีสงครามย่อย ๆ อีกมาก; นี้คือการเดิน ผิดทาง. การเดินผิดทางแล้วถูกลงโทษรุนแรงสาสมกันนี้ คงจะมีประโยชน์บ้าง คือทำ ให้นึกได้ ; ถ้ามิเช่นนั้นก็ตายหมดเลย. เอ้า, ดีเหมือนกันจบโดยอัตโนมัติ เล็งไว้ในแง่ดี อย่างนี้ ไม่ต้องกลัว; เราไม่กลัว ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นร้อน ไม่เป็นห่วงเรื่องสงคราม. สงครามจะมาสอนให้ก็ได้ หรือมันจะเลิกปัญหาหมด ตายกันหมดทั้งโลกก็ได้ ; ไม่มี ตัวกู - ของกู แล้วจะกลัวอะไร.

น.399 (ถาม) ยังมีอีกข้อหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า พระพุทธเจ้าเห็นว่าสิ่งที่สูงสุดก็คือว่า อยู่เหนือโลกนี้ใช่ไหม ? (ตอบ) เรียกว่าอยู่เหนือโลก คือโลกุตตระ. (ถาม) ก็อยู่เหนือกามารมณ์อะไรสิ่งเหล่านี้ ใช่ไหม ? (ตอบ) เหนือทุกอย่างที่มันเป็นเรื่องโลก. (ถาม) ถ้าอย่างนั้น ถ้าทุกคนถึงจุดนั้น ก็หมายความว่าโลกเราก็จะไม่มีการสืบ พันธุ์ต่อไป มนุษย์ก็ต้องตายหมด. (ตอบ) นี่มันเป็นข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งต่างหาก คือมันเป็นไปไม่ได้ ที่คน จะมารู้เรื่องนี้ พอใจเรื่องนี้ พร้อมกันทั้งโลก ; ฉะนั้น ไม่ต้องกลัว ที่จะมาพอใจเรื่องนี้ พร้อมกันทั้งโลก แล้วไม่มีการสืบพันธุ์ แล้วสูญสิ้นไป นี้ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวนี้ ไม่เห็นอย่างนี้ ยิ่งเดินไกลออกไป จึงต้องมีคำสอนชนิดนี้ขึ้นมา แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้ว มันยังลึกมากกว่าที่คุณมองเห็นมากทีเดียว คำว่า "เหนือโลก" ในระดับแรก ๆ : ชั้นพระโสดา สกิทาคา นี้เขาก็ ยังมีการครองเรือน มีอะไรได้ ; แต่เขาไม่ได้ทำอย่างจิตใจที่โสมมเหมือนบุถุชนธรรมดาสามัญ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ ด้วยจิตใจอันโสมม หลงใหลในกามารมณ์ซึ่งเป็นเหยื่อ เป็นค่าจ้างของธรรมชาติ. คนโง่ เหล่านี้ทำกิจกรรมที่สกปรกไม่น่าทำนี้ ทำได้อย่างหลงใหลทีเดียว. ไม่ต้องกลัวการสูญพันธุ์ เพราะว่าแม้แต่พระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ท่านก็ยังมีการ สืบพันธุ์ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เพื่อการสืบพันธุ์อันบริสุทธิ์. คนที่หลงใหลในเรื่อง กามารมณ์ นั้นแหละ เป็นคนทำโลกให้สกปรก ทำโลกให้วุ่นวาย ; ฉะนั้น เปลี่ยน เสียได้ก็ดี, รีบเปลี่ยนกันเสียได้ก็ดี, ไม่ต้องหลงใหลในกามารมณ์. แม้ที่สุดแต่เรื่อง การสืบพันธุ์ ขอให้เป็นไปด้วยเจตนา หรืออุดมคติก็แล้วกัน ; ไม่เป็นเรื่องหลงใหล ก็ไม่มีกิเลสตัณหาที่สกปรก เป็นสิ่งที่ทำได้. เรื่องนี้ได้มีวางบทบัญญัติไว้ในพระศาสนา

น.400 ทุกศาสนา : ไม่ต้องการให้สาวกแห่งศาสนานั้น ๆ หลงใหลในกามารมณ์. กระทั่ง ทำการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ โดยอุดมคติก็ได้ ; เพราะมันเป็นสิ่งที่หลีกไม่ได้. การที่จะถึงจุดที่ละเว้นได้จากสิ่งนี้พร้อม ๆ กันทุกคนในโลกนี้ มันเป็นไป ไม่ได้ ; เพราะฉะนั้น เมื่อยังต้องมีอยู่ มีการสืบพันธุ์อยู่ ก็ขอให้มันถูกต้อง อย่าให้มี ปัญหาเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้; แล้วมนุษย์ที่มีจิตใจอย่างนี้ ก็ไม่ทำให้โลกนี้เดือดร้อน เร่าร้อน อะไรเลย ทำให้เป็นโลกที่น่าอยู่ น่าดู. เมื่อใครอยากจะหยุดการสืบพันธุ์ ไม่เกี่ยวข้องก็ทำได้, เมื่อใครยังต้องทำ จำเป็นจะต้องทำก็ทำไปอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้ คนไม่ได้มุ่งหมายจะมีการสืบพันธุ์อย่างบริสุทธิ์หรือถูกต้อง เขามุ่ง หมายกามารมณ์ทั้งนั้น ; เรื่องเพศกลายเป็นเรื่องกามารมณ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องการสืบพันธุ์ อันบริสุทธิ์. สัตว์เดรัจฉานยังดีกว่า มีปัญหาน้อยกว่า มีความทุกข์น้อยกว่า ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์. มนุษย์ยิ่งถลำลึกลงไปทุกทีในเหวของกามารมณ์ ; ที่ได้มีการ เบียดเบียนฆ่าพันกัน อย่างไม่น่าจะฆ่าฟันกัน ยิ่ง ๆ ขึ้นทุกที ก็เพราะว่าพลัดตกเหว กามารมณ์หนักขึ้นไปกว่าก่อน, ก่อนเพียงแค่ ๔๐ - ๕๐ ปีนี้ ไม่ต้องมากมาย เพียง แค่ ๔๐ - ๕๐ ปีนี้ มนุษย์แม้ในประเทศไทยนี้ พลัดตกลงไปในเหวกามารมณ์ยิ่งกว่า แต่ก่อน มีผลเกิดขึ้นมาเป็นการฆ่าเป็นการอะไร ที่มันเหลือคาดเหลือฝัน นี้เป็นธรรมดา ไปแล้ว. จากนิผังที่มา ขอให้ถือหลักพระศาสนาเถิด ศาสนาไหนก็ได้ ไม่เป็นทาสของกามารมณ์ มีการสืบพันธุ์อย่างถูกต้อง ก็จะมีมนุษย์พอดี ไม่มีปัญหาเรื่องคุมกำเนิด แล้วไม่มีอะไร อีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นความทุกข์ร้อน. (ถาม) ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า สมมติมีคนอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่ง มาบอกว่า เขาอยู่ในโลกทางวัตถุ มีความสุข. ถ้าเขามีความทุกข์เมื่อไร เขาก็ใช้หลักทาง วิทยาศาสตร์คิดว่า เพราะเหตุใดถึงทุกข์ แล้วก็แก้ทุกข์โดยอาศัยทางวิทยาศาสตร์ แก้ไปแล้วก็สุข

น.401 ไปได้ : แล้วอีกพวกหนึ่งก็ไปทางตามรอยพระอรหันต์ คือที่ท่านอาจารย์กล่าวกว้าง ๆ มี ๒ พวกนี้. เขาตอบว่าเขาก็สุข แล้วเราก็สุข. แล้วเราจะตอบเขาอย่างไรว่า ทางของเขาคือไม่ใช่สุข ? เขา เห็นยาก เพราะเขาใช้หลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาเพื่อแก้ไข. (ตอบ) เรื่องนี้ดูเหมือนได้พูดกันไปทีหนึ่งแล้ว คุณไปนึกดูให้ดี คือที่พูด โดยหัวข้อว่าวัตถุนิยม มโนนิยม ธรรมนิยม ; พวกหนึ่งเขาจะเอาสุดเหวี่ยงทางวัตถุ แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวัตถุ, พวกหนึ่งเขาจะเอาทางมโนทางจิต มีการแก้ปัญหาด้วยเรื่อง ทางจิตล้วน. อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ ; มันต้องเป็นไปในทางความถูกต้องระหว่างสิ่งทั้ง ๒ คือระหว่างสิ่งที่เรียกว่าวัตถุ กับสิ่งที่เรียกว่าจิต ; ความถูกต้องระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นี้ เรา เรียกว่าธรรมนิยม. ฉะนั้น เราจะไม่หลงใหลในวัตถุนิยม หรือมโนนิยมล้วน ๆ ; เพราะ เหตุว่าสิ่งที่เรียกว่า "คน" คนหนึ่งนี้มันประกอบอยู่ด้วยกายและจิต และเป็นสิ่งที่แยกกัน ไม่ได้ด้วย โดยข้อเท็จจริง โดยพฤตินัย มันไม่มีทางจะแยกกันได้ กายกับจิต ต้องได้รับ ปัจจัยเกื้อกูลอย่างถูกต้องด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย. ถูกแล้ว ถ้าปัญหามันเกิดขึ้นทางฝ่ายกาย ฝ่ายวัตถุ ก็สามารถจะแก้ได้ด้วย วิธีแก้ทางฝ่ายวัตถุ, ทางฝ่ายจิตก็แก้ด้วยทางฝ่ายจิต. แต่สิ่งทั้งสองนี้ มันยังต้องเจือกัน แล้วเราต้องรู้จักทำให้มันสัมพันธ์กันให้ดีที่สุด. ถ้าพูดว่าทางวัตถุนิยมแก้ปัญหาได้หมด มีความสุขได้ แก้ปัญหาได้หมดนี้ มันก็เป็นแต่เรื่องทางวัตถุเท่านั้น มันจะเป็นเรื่อง ครึ่งคนมากกว่า; พวกที่ยังจะแก้ได้ทางจิตใจล้วน ๆ โดยไม่อาศัยวัตถุหรือร่างกายนี้ก็ เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจิตมันต้องอาศัยอยู่ที่ร่างกาย. ทางที่ถูกต้องระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นี้ ที่สัมพันธ์กันเป็นอย่างดีนั้นแหละเป็น อุดมคติของพระศาสนา หรือของธรรมะในพระศาสนา. ไปทบทวนคำบรรยายเรื่อง วัตถุนิยม มโนนิยม ธรรมนิยม ดูอีกทีจะเข้าใจได้. (ถาม) กระผมขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ เมื่อตะก้นี้กระผมฟังท่านอาจารย์ พูดถึงว่า เวลานี้มนุษยชาติ หรือว่าสังคมของมนุษย์กำลังจะเดินไกลออกไปจากนิพพาน; ทั้งนี้

น.402 ทั้งนั้นเพราะว่าเราได้ก่อความยุ่งยากกันเกิดขึ้นภายในสังคมขึ้นเอง ซึ่งเงื่อนไขอันนี้ ท่านอาจารย์ ก็เลยพอจะสรุปได้ว่า มนุษย์นั้นกำลังจะเดินไกลออกไปจากนิพพาน. ทีนี้ไม่ทราบว่ากระผม เข้าใจตามที่ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องหรือไม่ ? (ตอบ) ถามอย่างนั้นหรือ ? (ถาม) ครับขอเงื่อนไขนี้ก่อน. (ตอบ) ถูกต้อง. (ถาม) เมื่อเป็นลักษณะนี้ ทำให้กระผมมีความรู้สึกเป็นปัญหาขึ้น คือตามบท สวดมนต์กระผมได้อ่านมา มีอยู่ตอนหนึ่งว่า เมื่อใดก็แล้วแต่ ถ้ามนุษย์ เหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็น ทุกข์ นั่นแหละเป็นต้นแห่งนิพพาน. กระผมเห็นว่าเมื่อมนุษย์เดินมาสู่สังคมที่ยุ่งยาก มันจะเดิน เข้าสู่ความรู้สึกที่เป็นทุกข์พร้อม ๆ กันเข้ามา. นี้เป็นการเดินเข้าสู่เงื่อนไขแห่งความรู้จักทุกข์ และอันนี้จะเป็นการทำให้สังคมนั้นเดินเข้าสู่จุดนิพพานได้เร็ว. (ตอบ) ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ไม่เบื่อหน่ายนะ, เดี๋ยวนี้ยิ่งไม่เบื่อหน่ายนะ. (ถาม) ครับ แต่เมื่อเดินถึงจุดหนึ่งครับท่านอาจารย์. (ตอบ) ถูกแล้ว เดินไปซิ; เดินกว่าจะไปถึงจุดที่เบื่อหน่ายต่อสิ่งที่เป็น ทุกข์ เดี๋ยวนี้กำลังหลงทุกข์เป็นสุข เห็นกงจักรเป็นดอกบัว (ถาม) ผมอยากจะเรียนถามว่า เงื่อนไขนี้จะเป็นไปได้ไหม ที่จะช่วยทำให้สังคม มนุษย์นั้น เดินไปสู่จุดมุ่งหมายเร็ว โดยที่มนุษย์นั้นไม่รู้สึกตัวว่า กำลังจะเดินไปเพื่อการหลุดพ้น ทั้ง ๆ ที่เดินไปในทางที่ผิด ขอกราบเรียน ? (ตอบ) เดินไปในทางที่ผิดนี้ ไม่มีหวังที่จะไปสู่จุดหมาย, แล้วการ เดินไปโดยไม่รู้สึกตัวนี้ ก็มีความหมายคล้าย ๆ กับว่า เดินไปในลักษณะที่มันผิด เพราะ ไม่ได้มุ่งหมายจะได้อะไร. เดี๋ยวนี้มนุษย์ส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวะที่เฮกันไปในทางความสุก ทางวัตถุ สุก ก สะกด, สุก เผาไหม้ทางวัตถุ มันก็ร้อน พอร้อนก็ไกลจากความหมาย ของคำว่านิพพาน ซึ่งแปลว่าเย็น.

น.403 เรามองในแง่ดีก็ได้ว่าเมื่อมันร้อนหนักเข้า มันก็รู้เรื่องร้อน พอรู้เรื่องร้อน ก็จะเบื่อหรือเกลียด หรือหน่ายต่อความร้อน หรือเรื่องร้อน ; นี่เป็นจุดตั้งต้นที่จะเดิน ไปตามทางของความบริสุทธิ์หรือความถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มนุษย์ยังอยู่ในจังหวะที่ไม่รู้สึกว่า ร้อน : นี้ว่าถึงมนุษย์ส่วนใหญ่ มนุษย์ที่ทรงอิทธิพล เป็นผู้จัดโลกหรืออะไรก็ตาม เป็นตัวโลกส่วนใหญ่นี้ เขายังไม่รู้สึกว่า นี้เรากำลังอยู่ในความผิดพลาด หรืออยู่ในความ ร้อน ; ยังทวีความเห็นแก่ตัว เพิ่มวัตถุปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้ได้เห็นแก่ตัว ให้ได้เอา เปรียบผู้อื่น ให้ครอบงำไปทั้งโลก ก็มีฝ่ายที่ต่อต้านเท่ากันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น มันก็ ไม่มีทางจะชนะได้ มันก็ร้อน ๆ ๆ, ร้อนกันไป. มันก็เข้าปัญหาเมื่อตะกี้นี้ ที่ว่าเมื่อ ฆ่ากันตายมากเข้า ก็จะได้มองกันใหม่. ระยะนี้แหละที่เรียกว่าระยะที่ "เหนื่อยหน่าย ต่อสิ่งที่เป็นทุกข์ และเป็นทางแห่งความหมดจด". พระบาลีที่กล่าวนั้น เขา เล็งถึงการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : ถ้าว่า เรามนุษย์เดี๋ยวนี้ มองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในการกระทำที่ตนกำลังกระทำอยู่ แล้วได้รับผลอยู่ มันก็เริ่มเบื่อหน่าย เหมือนกัน ; แม้ว่าจะมองเห็นว่านี้จะเป็นอันตราย แก่มนุษย์ชาติทั้งโลก ก็เรียกว่าเห็นทุกข์เหมือนกัน, เห็นทุกข์ของส่วนรวม. ที่จริงคำพูดนี้ เขาก็พูดกันอยู่ แต่มันเป็นคำพูดเล่นลิ้น ; ขออภัยพูดหยาบ ๆ ก็ว่าโกหกที่ว่า พวกนักการเมือง หรือนักการทหาร รวมกับนักการเมืองอะไรก็ตาม เขา "ทำสงครามเพื่อคงอยู่แห่งมนุษยชาติ เพื่อคงอยู่แห่งวัฒนธรรมของมนุษย์ หรือ ความเป็นมนุษย์" เขาก็ใช้คำอย่างนี้ แต่แล้วเขาก็ฆ่าคนโครม ๆ ๆ ในฝ่ายที่เป็นข้าศึก ของเขา ; มันไม่จริง. ฉะนั้น คำพูดที่ว่าเขาจะสงวนนั่นนี่ไว้ สงวนวัตถุโบราณสถาน ส่วนใดไว้ เพื่อรักษาวัฒนธรรมของมนุษย์นี้ มันก็เป็นเรื่องพูดริมฝีปาก เล่นตลก ; เพราะว่ามนุษยธรรมแท้ ๆ คือความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง เขาไม่ได้สงวนไว้เลย เขาทำลาย มันเสียหมด มีแต่ความเห็นแก่ตัว. เขาฆ่าคนอื่นเป็นแสน เป็นล้าน เป็นโกฏิ ก็ได้

น.404 เพื่อประโยชน์ของตนคนเดียว เขาก็ทำได้ ; ถ้ามีมนุษยธรรมแล้ว จะยอมตายหลายครั้ง หลายหน เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้อื่นจำนวนมากไว้ได้. นี่ตรงกนข้ามอย่างนี้เสมอ นี่ก็ลองไปศึกษาเรื่องคำว่า "มนุษย์" กันให้ดี ๆ อีกที มีจิตใจสูงนั้นสูง อย่างไร. ถ้าเราเรียนธรรมะ ศึกษาธรรมะอย่างนี้ ก็เพื่อความเป็นมนุษย์ด้วยเหมือนกัน จะได้มีจิตใจสูงด้วยอำนาจของธรรมะ ที่เรารู้จากปฏิบัติ ให้อยู่สูงเหนือปัญหาทั้งปวง. ถ้า แต่ละคนมีธรรมะแล้ว โลกนี้ก็เหลือที่จะกล่าวได้ว่า มีสันติสุข สันติภาพอย่างไร ; นี่ยังไม่เคยได้รับถึงขนาดนั้น. เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่มนุษย์กำลังมีศีลธรรมเหลืออยู่น้อย ไม่ถึงหนึ่งในสี่. ถ้าพูด ตามแบบฉบับของชาวอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของสติปัญญาของวัฒนธรรมแบบนี้ สายนี้ เขาว่ามนุษย์ยุคหนึ่งมี ศีลธรรมสมบูรณ์ เรียกชื่อว่า กฤดายุค ต่อมา ศีลธรรมน้อยลง เหลือเพียงสามในสี่ เรียกไตรดายุค. ต่อมามนุษย์มี ศีลธรรมน้อยลง เหลือ เพียงครึ่งหนึ่ง เรียก ทวาปรยุค. อย่าเอาชื่อเป็นหลัก จำไม่ค่อยได้ แต่ที่จะจำได้ แม่นยำก็คือว่า ต่อมามนุษย์มี ศีลธรรมเหลือเพียงหนึ่งในสี่ ของที่ควรจะมี ก็เรียกว่า กลียุค. กลียุคนี้มีระยะยาวหลายพันปี พระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ใน กลียุค คือในที่มนุษย์มีศีลธรรมเหลือเพียงหนึ่งในสี่ แล้วจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเรียกว่า กลียุค ; แล้วยังต่อไปอีกนานข้างหน้าก็ยังจะเรียกว่ากลียุค จนกว่ามนุษย์จะมีศีลธรรม ย้อนกลับหลังไปมีเป็นหนึ่งในสอง หรือสามในสี่ หรือเต็มหน่วยอีกทีหนึ่ง. นี้เรามองเห็นโดยประวัติศาสตร์ ที่เราพอจะเรียนได้ว่ามันถอยหลัง คือมีศีล ธรรมน้อยๆ น้อยลง ๆ มาทุกยุคทุกสมัย. มอบ เดี๋ยวนี้ศีลธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามความ ต้องการของกิเลสตัณหามากขึ้น มันเป็นกลียุคอย่างร้ายเลย ; กลี นี้แปลว่า ชั่ว หรือ ร้าย. ขืนทำกันไปอย่างนี้ จะเป็น กลียุค ที่ รุนแรงขึ้น รุนแรงขึ้น, ศีลธรรมเหลือ

น.405 ไม่ถึงหนึ่งในสี่ จะเหลือหนึ่งในห้า หนึ่งในหก หนึ่งในสิบอะไรของกลียุค แล้วก็ ถึง มิคสัญญี ฆ่าฟันกันอย่างว่า. ถ้าเป็นไปได้ด้วยสงครามโลกครั้งที่ ๓ หรืออะไรก็ตาม ; ทีนี้ ต่อจากนั้นคนเหลือรอดอยู่บ้าง ก็มาสังเวชสลด ตั้งต้นกันใหม่ ก็สิ้นสุดของกลียุค เลื่อนชั้นมาเป็นยุคที่มีศีลธรรมสองเท่า ครึ่งหนึ่ง หรือว่ามีสามในสี่ กระทั่งมีสมบูรณ์อีก. ถ้าใครสามารถทำได้อย่างกับว่าเนรมิต แก้ไขเรื่องศีลธรรมของคนในโลก ให้ดีขึ้นเท่านั้น ยุคมันก็เปลี่ยนได้ ภายในไม่กี่ปีนี้ ไม่ต้องรอเวลาพันปีหมื่นปีอะไร ; ฉะนั้น อยากจะพูดว่า ถ้าพวกคุณมีกำลังมาก คนหนุ่มทั้งหลายที่นิยมอุดมคติทางการเมือง ชอบต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลกนี้ หันมาเอาชีวิตเข้าแลกในการต่อสู้เพื่อการกลับมาของศีล ธรรมซิ. ผมคิดว่าพวกคุณนั่นแหละจะเป็นผู้เปลี่ยนยุค เปลี่ยนยุคจากกุลียุค - กาลียุค - กลียุค - อะไรก็ตาม มาสู่ยุคที่มีศีลธรรมเพิ่มขึ้น มีสองส่วน มีสามในสี่ส่วน กระทั่งมีเต็ม. เดี๋ยวนี้ เราก็ไปยอมเสียชีวิตต่อสู้ทางอุดมคติ ทางอะไร แต่ไม่ได้ทำให้ศีล ธรรมดีขึ้น เป็นเพียงความมุทะลุดุดันด้วยทิฏฐิมานะ ที่เราไปอบรมมันมากเข้านั่นเอง แล้วก็ไม่พ้นไปจากความหมายแห่งวัตถุนิยม. (ถาม) กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่ว่าอาศรมทั้ง ๔ ที่ได้แก่ พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ แล้วก็สันยาสีนั้น ตามความคิดของผม ผมคิดว่ามันก็เป็นการเดินทางชนิดหนึ่ง เหมือนกัน. (ตอบ) ถูกแล้วก็เป็นการเดินทางชนิดหนึ่งเหมือนกัน แล้วมีปัญหาอะไร ต่อไป. (ถาม) ทีนี้อยากจะถามท่านอาจารย์ว่า มันเป็นทางที่ยาวแล้วก็ไกล แต่ว่าสำหรับ บางคนแล้ว มันเป็นทางที่มั่นคง แล้วก็ปลอดภัย. แต่สำหรับบางคนที่ต้องการจะลัดวงจรนั้น คือตามกฎของธรรมชาติมีอยู่ว่า สิ่งใดที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำนั้น จะไปด้วยกำลังที่สูง แล้วก็ สิ่งใดที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจะมีกำลังต่ำ. อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ให้วิจารณ์ข้อนี้

น.406 สำหรับคนที่ไปเหมือนเต่ากับไปเหมือนกระต่าย คือทางลัดสั้นนั้นผู้ใดจะประสบความสำเร็จ หรือ ประสบความล้มเหลว หรือว่ามีความมั่นคง หรือว่าถึงปลายทางได้เท่ากัน ขอให้ท่านอาจารย์ ช่วยวิจารณ์ข้อนี้. (ตอบ) กฎเกณฑ์อย่างที่ว่านั้น กล่าวไว้สำหรับเป็นหลักทางวัตถุธรรม เหมือนอย่างเรื่องไฟฟ้าที่ไม่เห็นตัวเห็นตนนี้ ก็ต้องจัดเป็นวัตถุธรรม. ความเร็วสูง มีเนื้อหนังน้อย ความเร็วต่ำมีเนื้อหนังมาก ; แต่ทางจิตใจนี้ ถ้าจะให้เข้ากันกับหลักอันนี้ ก็ต้องเรียกว่าหาช่องอธิบาย. เรื่อง อาศรมสี่ บัญญัติขึ้นโดยข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับ มนุษย์เรา ; ฉะนั้น จึงเห็นว่า ควรจะยอมรับกันว่า วัยเด็ก นี้เป็นสังคมอันหนึ่ง สังคมเด็ก ควรจะ เตรียมตัว ให้ดีที่สุด สำหรับ เป็นเด็กดีที่สุด อย่าชิงสุกก่อนห่ามเหมือนเด็กสมัยนี้. ตั้งแต่เกิดมาจนถึงความเป็นหนุ่มสาว เขาเรียกว่า อาศรมพรหมจารี. พอมาถึง อาศรมคฤหัสถ์ คือครองเรือน เป็นบิดามารดา ก็เป็นให้ดีที่สุด อย่าเป็นบิดามารดาผีเสื้อ เที่ยวบินลอยไปลอยมา ทิ้งลูกไว้ตามบุญตามกรรมเหมือน สมัยนี้ซิ. ทีนี้ พอถึงวัยที่มันผ่านไปพอสมควรแล้ว เป็นพ่อบ้านแม่เรือนสูงสุดแล้ว จะเป็นวัยที่ควรพักผ่อนบ้าง เพราะธรรมชาติมันเรียกร้อง. คนอายุ ๕๐ - ๖๐ ปีนี้ ธรรมชาติมันเริ่มเรียกร้อง ให้เกิดการพักผ่อนแก่สังขารนี้ มันก็ควรจะมีการพักผ่อน ที่เรียกว่า อาศรมวนปรัสถ์ หรือว่าเปลี่ยนเรื่องไปหาเรื่องที่มันดีกว่า ซึ่งมีไว้คู่กัน ; ออก ไปหาความสงบ ก็ทำให้มันจริง. พอเสร็จแล้วก็ไม่ให้เสียชาติเกิด ก็ทำตัวให้เป็นแสงสว่าง เป็นผู้แจกของ ส่องตะเกียงบ้าง ก่อนแต่จะแตกดับไป เรียกว่า อาศรมสันยาสี.

น.407 นี่เขาจัดไว้ดีแล้ว เป็นทางลัดที่สุดแล้ว เป็นวิธีที่ทำให้เร็วที่สุดแล้ว จึงได้ แบ่งมันออกเป็น ๔ ; อย่าให้มันปนกันยุ่ง จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรเมื่อไร. ฉะนั้น ถ้า ทุกคนจัดชีวิตของตนให้ถูกต้องตามหลักของอาศรม ๔ ก็คงจะทันเป็นแน่นอน ในชั่ว อายุคนเรา ; เอาละสมมติว่า ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี เป็นอย่างมาก นี้จะทันเป็นแน่นอน ผ่าน ไปได้ทั้ง ๔ อาศรม ก็เรียกว่าเป็นการลัดสั้นที่สุดแล้ว โดยการบัญญัติหลักอนนี้ไว้. ถ้าไม่ถือตามหลักอันนี้นั่นแหละมันจะโอ้เอ้ อุ้ยอ้าย แกว่งไปแกว่งมา ไม่พบกันกับความ สำเร็จ ก่อนแต่ที่ว่าร่างกายนี้มันจะแตกดับ. ถ้าพูดถึงความเร็วสูงความเร็วต่ำ ผมว่านี่แหละมันเป็นการลัดที่พอดีแล้ว ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่เร็วไม่ช้า; แต่พอดีที่สุดแล้ว เรียกว่าทันในชีวิตนี้. เมื่อมองเอา ประโยชน์อันนี้แล้ว ก็มองเห็นว่ามันเป็นทางลัดที่ดีแล้ว ทันแก่เวลาแล้ว. อย่าคิดอะไร ให้มากไปกว่า เป็นพรหมจารีที่ดีที่สุด ตลอดวัยพรหมจารี, แล้ว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ที่ดีที่สุด. อย่าเป็นอย่างพ่อบ้านแม่เรือนโดยมากสมัยใหม่นี้ ซึ่งก้าวก่ายที่สุด ที่จะให้ผู้หญิง ไปชิงทำหน้าที่ของผู้ชาย เสมอเหมือนผู้ชายนี้ ลูกจะกลายเป็นลิงไปหมด ไม่มีใครที่จะ เลี้ยงดูแลลูกให้มันดีอย่างมนุษย์ เพราะพ่อแม่มันไปชิงกันทำงาน นอกลู่นอกทางนี้. เรื่องความผิดพลาดของมนุษย์นี้ ใครจะค่าผม ผมก็ยอมรับ คือผมค้านว่า สิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องกัน ให้เหมือนกันระหว่างสตรีกับบุรุษนี้บ้า. ที่พูดนี้ก็คงจะได้ ยินไปไกล : ใครจะด่าก็ได้ นี่เป็นทางลัด เป็นเรื่องห้ามล้อ เป็นเรื่องคด เป็น เรื่องทำให้มนุษย์นี้ไม่ก้าวหน้าไป. ผู้ชายควรทำหน้าที่อย่างผู้ชาย ผู้หญิงทำหน้าที่อย่าง ผู้หญิง ให้สมบูรณ์ที่สุด แล้วมนุษย์ก็จะมีพืชพันธุ์ที่ดีต่อไปในอนาคต; เมื่อพืชพันธุ์ ดีแล้วจะงอกงามเร็ว แล้วก็สามารถจะบรรลุความสูงสุดของพระธรรมได้ทันแก่เวลาเป็น แน่นอน. (ถาม) มีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหานี้ คือผมถามถึงทางลัด หมายถึงทางที่สละ ออกจากเรือน คือเป็นหนทางอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องผ่าน.

น.408 (ตอบ) เข้าใจแล้ว คือว่าไม่จำเป็นจะผ่านไปตามลำดับใน ๔ ขั้นนั้น จะมี ทางลัด. อย่างว่า มีเด็กคนหนึ่ง ก้าวหน้าถึงขนาดเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่อายุไม่ถึง ๑๕ ขวบ ; นี่เป็นเรื่องกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ไม่ใช่ผมเคยเห็น มีตั้งหลายองค์ พระ- อรหันต์อายุ ๑๕ ปี นั้นก็ต้องถือเป็นข้อยกเว้นพิเศษ อย่าเอามาถือเป็นมาตรฐานเลย. นี่ถ้าว่าจะเอากันให้เร็วกว่า ก็ต้องเรียกว่าเป็นกรณีพิเศษตามสมควร. ถ้าว่า คนหนุ่มคนหนึ่งเขาเห็นว่า การทำไปตามนั้นตามที่เขาทำกันนั้น มันไม่มีสาระอะไรนัก มันไม่วิเศษอะไรนัก ; เขาอยากจะให้มันดีเร็วๆ เขาจึงทะลักออกมาบำเพ็ญตัวเป็นผู้ ก้าวหน้าในทางธรรม ในอันดับที่ผ่านวัยพรหมจารี วัยคฤหัสถ์มาโดยเร็ว ก็ทำได้แต่ก็ น้อยมาก. เราเห็นพระอรหันต์ที่ไม่ผ่านการครองเรือนน้อยมาก จำนวนน้อยมาก แต่ ว่าทำไมท่านจึงลัดมาได้. ดูตามประวัติของท่านก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่างแวดล้อม : อย่าง น้อยที่สุดต้องเป็นคนหัวดี. นี่ไม่ใช่คำหยาบอะไร คำธรรมดา นี้ว่าหัวดี มีมันสมอง พิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะอะไรบางอย่าง. เกิดได้ยินได้ฟังธรรมะเข้า มันสว่างไสว โปร่งไปเลย คนเหล่านี้ก็เป็นพระอรหันต์ได้ โดยไม่ผ่านการครองเรือน ก็เป็นข้อยกเว้น พิเศษ. ถ้าเราอยากจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของบุคคลพิเศษก็พยายามศึกษาซิ ว่าคนเหล่านี้ เขามาได้อย่างไร ผ่านมาได้อย่างไร ; เราก็อุทิศ เรียกว่าอุทิศ ภาษานี้เขาเรียกว่าอุทิศ ; อุทิศชีวิตนี้ไม่ไปยุ่งกับเรื่องเสียเวลาเปล่า อย่างเรื่องครองเรือนเป็นต้น แล้วพยายามเดิน ตามแบบนี้ให้จริงจังเถอะ ก็คงจะไปได้ เรียกว่าเป็นทางลัดที่สุดแล้ว. นี่ผมก็ยังอยากจะรั้นบ้าง เพราะชอบรั้นกันทุกคน ว่าผมก็ยังผ่านมา ผ่าน อาศรมทั้ง ๔ มา ; แม้ว่าไม่ได้ไปผ่านอาศรมคฤหัสถ์ด้วยการไปมีลูกมีเมียโดยตรง แต่ ก็ผ่านมาโดยจิตใจ เป็นการผ่านโดยจิตใจ. เราก็รู้เรื่องนั้น หรือว่าเอือมระอาเรื่องนั้นได้

น.409 เท่ากับผู้ที่เคยผ่านมาโดยตรงเหมือนกัน ; จะเรียกว่าไม่ผ่านก็ได้มันผ่านมาอย่างสายฟ้าแลบ ผ่านมาโดยทางจิตใจ. ถ้าเมื่อเป็นเด็ก ๆ มีบุญมีกุศล เกิดในตระกูลที่ดี อบรมดี ฉลาดเร็ว แล้ว เร็วจนสามารถผ่านชีวิตครองเรือนไปได้, แล้วไปอยู่ในแบบวนปรัสถ์ ค้นคว้าทางจิตใจ ในที่เงียบสงบ มันก็เร็วกว่า ; ฉะนั้น จะเหลือเวลาสำหรับออกมาเป็นสันยาสี เที่ยวแจก ของส่องตะเกียงได้มากมายหลายสิบปีทีเดียว เป็นชีวิตที่อุดมคติสูงสุด ขอให้สนใจกันบ้าง ถูกแล้วมีวิธีลัด แต่ก็ไม่ใช่ลัดอย่างอื่นไปได้ นอกจากอย่างนี้ คุณสงสัย อะไรถามอีกก็ได้ เกี่ยวกับข้อนี้. (ถาม) หมดสงสัยแล้วครับท่านอาจารย์ มีอีกข้อหนึ่งที่ท่านอาจารย์ว่า "ทางใหญ่ อย่าเพ่อจร" นั้น ก็ท่านว่ามนุษยชาติกำลังจรไปในทางใหญ่คือวัตถุนิยมอย่างสุดเหวี่ยง. "ผมมี ความคิดว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ามนุษย์อยู่ในสังคม แล้วก็มันมีกฎความจริงข้อหนึ่งที่ว่า มนุษย์ ทุกคนถูกสังคม socialize คือประเด็นแรก เขาถูกบังคับให้จำยอม, อีกประเด็นหนึ่ง คือตัวเขา เองนั้นสมยอมกับสภาพที่สังคมกำลังทำอยู่ เช่นว่าการหาเกียรติยศ หาเงินทอง หาชื่อเสียงนั้น. ผมคิดว่า ถ้าเขาไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง เขาคงไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธ เพราะว่าใครๆ ในโลกนี้เขา ก็ทำกันทั้งนั้น ; ถ้าเราไม่ทำแล้วก็โง่ หรืออะไรทำนองนั้น ผมมีความคิดเห็นเช่นนี้ คือถูกสังคม ผลักดัน. (ตอบ) นี่คือปัญหาจริง ปัญหาที่มีอยู่จริงเฉพาะหน้า จริงสำหรับคนหนุ่ม สมัยนี้; แต่ขอให้มองดูให้เห็นว่า จะจำยอมหรือสมยอม มันไม่ใช่ข้อแก้ตัวทั้งนั้น. บอกให้ว่า "ระวังทางที่เขาไปกันมาก ๆ นั้นแหละ มันไม่ได้หมายความว่าจะไปสู่ความรอด ของมนุษย์". เมื่อเรา ต้องการจะไปสู่ความรอด เราก็ระวัง เราก็ต้องใช้สติปัญญา อะไรต่อสู้ ; อย่างน้อยก็ดึงตัวเราเองออกมาคนหนึ่งก็ได้. นี้คือเราเข้มแข็งพอ ถ้าเรา ไปอยู่ในท่ามกลางสังคม แล้วถูกสังคมดึงไปนี้ ถ้าไปเป็นถูกในทางผิด คือถูกน้อย เกินไป ก็เรียกว่าเราไม่แข็งแรง ไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นตัวเอง ไม่อะไรทำนองนั้น.

น.410 เดี๋ยวนี้ ประชาธิปไตย ทำไมไม่รู้จักใช้ประโยชน์ของประชาธิปไตย, ทำไม เราจะต้องไปยอมให้เขาพาเราไป. เราก็มีสิทธิที่จะมาคนเดียวได้ หรือดึงคนอื่นมาก็ได้ ; ก็พยายามต่อสู้ พยายามพิสูจน์ ด้วยการว่า "ฉันไม่ยอมเดินทางใหญ่กับแกแล้ว มันเป็น อย่างนั้น ๆ ควรจะทำอย่างนี้มากกว่า". ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันก็จะเป็นการช่วยกัน สร้างทางให้มันใหญ่ขึ้นไปอีก มันก็ไปจบลงด้วยวัตถุนิยม ที่ทำลายมนุษย์แหลกลาญ ไปหมด. ขอให้ถือว่า เป็นเพียงคำแนะเท่านั้น "ทางใหญ่อย่าพึงจร" เขาแนะ เท่านั้น คุณจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ ; ส่วนจะเอาได้ หรือเอาไม่ได้สำหรับคนทั้งหลาย มันก็เป็นปัญหาอื่นอีกต่างหาก. แต่นี้ขอแนะ ขอเสนอ ขอพิสูจน์ในทางว่า นี้เรากำลัง เดินไปสู่เหว แล้วคนที่หลังบางคนก็ยังอยากจะเดินไปตามรอยนั้นอีก คอยดูให้ดี. ถ้าจะทำประโยชน์ เพื่อมนุษยชาติกันจริง ๆ แล้ว น่าจะเป็นการต่อสู้ใน ส่วนนี้แหละมากกว่า ; ถ้าสมมติว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์หรือเป็นอะไรมาช่วยโลก แล้ว มันก็จะต้องทำข้อนี้แหละ จึงจะสมกับชื่อว่าเป็นผู้ช่วยโลก คือ ให้โลกรอดจากเหวแห่ง วัตถุนิยม. ทางใหญ่ นั้นเขา หมายถึงกามารมณ์ เรียกเต็มที่ว่า กามสุขัลลิกานุโยค ที่ชอบกันมาก ; เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมันตั้งอยู่ในกามาวจรภูมิ นี่ถ้าเราจะเกิดขึ้นมา ทีหลัง เราก็ดูให้ดีว่า ที่มันเดินกันไปจนทางเตียนโล่งใหญ่นั้น มันต้องไปสู่อะไรอันหนึ่ง ที่นิยมกันมาก ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ของจริงเสมอไป; คำพูดคำนี้มีความมุ่งหมายอย่างนี้. หมดเวลาแล้ว พอที มีดโรงเรียน

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต