Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑๒ — ผู้ชี้ทาง

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.352 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๒ นี้ ผมขอกล่าวโดยหัวข้อว่า ผู้ชี้ทาง การพูดครั้งนี้ เป็นการกล่าวในฐานะที่เป็นปัญหาของคน ต่อไป ตามเดิม ; พูดสำหรับคนที่มีปัญหาว่า ใครจะเป็นผู้ชี้ทาง ในเมื่อมีการเดิน ทาง ? แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็ขอ อย่าได้ลืม เสียว่า เรา พูดกันในลักษณะของธรรม- ประยุกต์ คือพูดในลักษณะที่จะใช้เป็นตัวการปฏิบัติได้ คือชี้ให้เห็นความเป็น ๓๒๔

น.353 ไปได้ ของการปฏิบัตินั้น ว่ามันมีอยู่แล้วที่ตัวบุคคลอย่างไร, แล้วจะต้อง ทำเพิ่มเติมต่อไปให้มากยิ่งขึ้น อย่างไรเท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้น มันก็เป็น การพูดที่แปลกออกไปบ้าง คือไม่ได้เพียงแต่เอาหัวข้อในแบบแผนต่าง ๆ มาอ่านให้ฟัง หรือว่าอธิบายไปตามลำดับหัวข้อเช่นนั้น. ขอให้นึกถึงเรื่อง ต่างๆ ที่แล้วมา ล้วนแต่บรรยายในลักษณะที่เรียกว่าธรรมประยุกต์ คือชี้ให้ มองเห็นสิ่งที่มีอยู่จริง หรือกำลังเป็นอยู่จริง หรือที่ไม่ได้รับการปรับปรุงอะไรเลย. ในวันนี้ก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ผู้ชี้ทาง แทนที่จะพูดว่าคน ผมพูดว่า "สิ่ง" ก็คงมีอะไรแปลกออกไปบ้าง จากที่เคยรู้อยู่ว่า ผู้ชี้ทางมันก็ต้องเป็นคน นั้นเป็นการ กล่าวต่อจากการพูดในครั้งที่แล้วมา คือพูดเรื่องทาง ซึ่งมีความหมายเป็นการเดินทางอยู่ ในตัวทาง และต้องเป็นการเดินแล้ว จึงจะเรียกว่าทาง มิฉะนั้น มันก็ยังเป็นอะไรก็ไม่รู้ ยังไม่ควรจะเรียกว่าทาง. ทีนี้ จะพูดต่อไปถึง ผู้ชี้ทาง ผู้แสดงทาง หรือ ผู้นำทาง แล้วแต่จะเรียก ว่ามีอยู่อย่างไร ในลักษณะที่อาจจะประยุกต์ได้, คืออาจจะมีได้โดยแท้จริง โดยไม่ยาก แล้วก็จะสำเร็จในการเดินทางมากขึ้น. เมื่อมีการเดินทาง พึงรู้จักผู้ชี้ทาง ขอให้ย้อนไปทบทวนข้อความที่แล้วมา บางข้อบางประเด็น : ว่าการเดินทาง นั้นพูดได้หลายอย่าง, ว่า เดินจากความทุกข์ไปสู่ความดับทุกข์ ก็มี, ว่า เดินจากความ เป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ก็มี, รวมความแล้วมันก็เพื่อถึงปลายทางที่มนุษย์ ควรจะไปให้ถึง ด้วยกันทั้งนั้น. นี้อาจจะมีข้อสงสัยขึ้นมาว่า ใครจะเป็นผู้ชี้ทาง ? ข้อนี้ก็ควรจะเปรียบเทียบกันดู ระหว่างการเดินทางในทางวัตถุ ทางรูป ธรรม, กับการ เดินทางในทางนามธรรม คือจิตใจ. ถ้าเราจะเดินทางไปไหนสัก

น.354 แห่งหนึ่งด้วยรถยนต์อย่างในสมัยนี้ ใครจะเป็นผู้ชี้ทาง? ถ้าเป็นอย่างสมัยโบราณ อาจ มีคนชี้ทางเป็นตอน ๆ ไปก็ได้ หรือมีปากก็ถามเขาไปเรื่อยก็ได้ ; แต่ถ้าเป็นอย่างสมัยนี้ ดูเหมือนไม่จำเป็น ที่จะต้องทำถึงขนาดนั้น ; เพราะหนทางมันก็มีอยู่, แล้วแผนที่ ที่เขาแสดงไว้อย่างถูกต้อง ซื้อมาสักแผ่นหนึ่งก็ได้ ก็เดินไปได้ ขับรถไปได้, หรือว่า ตามทางแยกต่าง ๆ เขาก็มีป้ายเขียนไว้ นี้เราก็ดูบ้าย ก็สามารถที่จะเดินไปได้ ทีนี้ เมื่อมันเป็นการเดินทางข้างใน เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ; หรือ เรียกว่าเป็นการเดินทางในทางธรรม ไม่ใช่ทางวัตถุ. เราก็ต้องพิจารณาดูกันต่อไป ในการเดินทางธรรมปฏิบัติธรรม นี้ไต่ไปตามแนวธรรม ก็ อาศัยบุคคลเป็นผู้บอกทาง ชี้ทางก็ได้ นั้นส่วนหนึ่งต่างหาก. แต่ที่สำคัญกว่านั้น ที่สำเร็จประโยชน์แท้จริง ก็คือ ว่า ตนเองต้องทำหน้าที่สำคัญที่สุด ในการที่จะคอยชี้ทางให้แก่ตนเอง หรือสังเกต ทางเอาเองนี้เรื่อย ๆ ไป. เมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิง ก็ควรจะถามขึ้นว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมานี้ ใครชี้ทางให้ท่าน ? ทุกคนก็คงจะตอบว่าไม่มีใครชี้. ถ้าไม่มีใครชี้ ท่านตรัสรู้ ได้อย่างไร ? เมื่อมีการตรัสรู้จริงอย่างนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ท่านก็ต้องชี้ ให้แก่ตัวเอง ; แม้ที่สุดแต่จะเป็นการคลำไปตามลำดับ มันก็เป็นการชี้ทางให้แก่ตัวเอง. นี้ขอให้สังเกตไว้ ในส่วนนี้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยการค้นคว้า หรือชี้ให้แก่ตัวเอง เรื่อยมา. ถ้าจะถามเลยไปถึงว่า ใครชี้ทางให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ? ข้อนี้ บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นคืออะไร คือใคร ? ตามตัวหนังสือ ก็คือ ผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมา หรือ เป็นผู้รู้ ขึ้นมาด้วยตนเอง ผู้เดียวโดย เฉพาะ ; แล้วตามเรื่องราวนั้น ๆ ก็ปรากฏว่ามีอยู่มาก มีจำนวนมาก. ใครชี้ทาง ให้ท่าน ? คำตอบนี่ ถ้าดูตามเรื่องราวแล้ว มันก็ต่างกัน ; โดยส่วนใหญ่ก็ตอบว่า

น.355 มันเป็นการแก่รอบแห่งนิสสัย แห่งอินทรีย์ แห่งบารมี. เมื่อท่านไม่ประสงค์จะเป็นถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบารมีก็แก่รอบพอที่จะตรัสรู้ธรรม เป็นเครื่องดับทุกข์สิ้นเชิง เฉพาะตน ท่านก็เป็นกันอย่างนี้ เกือบจะหาผู้ชี้ทางไม่ได้ เพราะมันเป็นการแก่รอบ ของบารมีขึ้นมาตามลำดับ. แต่ถึงอย่างนั้นก็มิได้หมายความว่า ท่านจะไม่เคยได้ยินได้ฟังเสียเลย ; แต่ แม้ว่าท่านจะไม่ได้ยินได้ฟังเสียเลย ท่านก็ยังมีความแก่รอบแห่งบารมีนั่นแหละ เป็นเครื่อง ทำให้เกิดแรงสร้างในการบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าในแบบนี้. นี้ก็เป็นที่หวังกันอยู่ มาก ว่า ถ้าไม่มีทางที่จะรู้ตามพระพุทธเจ้า ก็ยัง มีทางที่จะรู้ด้วยตนเอง ในฐานะ ปัจเจกพุทธะ ; แต่ถึงอย่างนั้นเราก็จะต้องยอมรับว่า มีตนเอง นั่นแหละ เป็นผู้นำ ตนเอง ซึ่งจะไม่มีอะไรนำเสียเลย มันเป็นไปไม่ได้. ผู้ชี้ทางแก่ตน นี้สำคัญที่สุด ที่ว่า ตนเองนำตนเองนี้ ก็ดูเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ชีวิตแต่ละวัน มันเป็นการ ศึกษา, คือชีวิตแต่ละวัน มันสัมผัสต่อสิ่งนั้น ต่อสิ่งนี้ ต่อสิ่งโน้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทุกอย่างเป็นการศึกษา ; ในเมื่อมันชิมลองไปทั่ว ๆ ก็เกิดความรู้สูงขึ้นไปตามลำดับ. ความผ่านไปด้วยสติปัญญาทุกวัน ๆ นี้ มันก็สอนให้, หรือว่าเป็นเหมือนผู้ชี้ทาง. พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย ก็ไม่ต้องการอะไรมากนัก ; ต้องการเพียงว่า จะไม่มีกิเลสรบกวนเท่านั้นเอง ไม่มุ่งหมายจะสอนใคร ไม่ตั้งตนจะ เป็นพระศาสดา อะไรทำนองนี้ เรื่องมันก็เหลือน้อยเข้า. ฉะนั้น ขอให้เอาใจใส่กันบ้าง เกี่ยวกับการผ่านไปในชีวิตประจำวันนี้ มันจะสอนอะไรให้ได้บ้าง. ความผ่านไปเป็นเรื่อง ๆ มันเป็นอะไรที่เรียกว่า เป็นความเจนจัด หรือ ความซึมซาบ หรือที่เรียกกันว่า experience นี้ก็มีมาก, แล้วยังแบ่งแยกออกไปได้เป็น experience ทางวัตถุ เรื่องธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับสติปัญญาอะไรมากมาย, กับอีก

น.356 อย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญาลึกซึ้งมากมาย, หรือว่าเป็น experience ที่มีประโยชน์แก่สติปัญญาชนิดนั้นนี่แหละมันจะมีประโยชน์มาก ; เราจะใช้คำว่า spiritual experience. Experience ฝ่ายวิญญาณ คือฝ่าย สติปัญญาที่ลึกซึ้ง ที่จริงมันก็มีให้ทุกๆ วัน แต่คนเขาไม่รับเอา หรือคนเขาหลับหูหลับตา เขาไม่มองเห็น ไม่สังเกตเห็น รับเอาไม่ได้, แล้วก็ไปโทษว่ามันยากเกินไป. ที่โง่มากไปกว่านั้นก็มองไปในทางที่ไม่มี, ไม่เห็นมี อะไร, แต่ละวัน ๆ ไม่เห็นมีอะไร. นี่เพราะว่าเขากลัดกลุ้มอยู่ด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ฉะนั้น ถ้าว่าอย่ากลัดกลุ้มอยู่ ด้วยกิเลสชนิดนี้มากนัก ; คุมสติไว้ให้ดี ๆ ให้มีใจคอปกติมากสักหน่อยก็จะพบ จะมองเห็น จะได้รับแสงสว่างในความรู้จริงที่ลึกซึ้ง จากสิ่งต่าง ๆ ที่มันผ่านจิตใจของเราไป. เป็นอันว่าสรุปความในข้อนี้ได้ว่า ตัวชีวิตเป็นการศึกษาอยู่ในตัวเอง. เราอาจจะจัดให้มันเป็นประโยชน์ในระดับสูงสุดก็ได้, หรือพอดีพอร้ายพอเป็นเรื่อง ดับทุกข์กันไปที่ตามแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า นี้ก็ยังได้, โดยไม่ได้มีผู้ชี้ ผู้บอก ผู้สอน อะไรโดยตรง นอกไปจากความเจนจัดในชีวิตนั่นเอง มันบอก มันสอน. ที่พูดทั้ง หมดนี้ ก็พอจะจับใจความได้ว่า เรามี ผู้ชี้ หรือ ผู้บอกเป็นคนก็มี แล้วก็มิใช่เป็นคนก็มี คือ เป็นความเจนจัดของเราเอง อย่างนี้; ฉะนั้นผมจึงใช้คำว่า สิ่งที่ชี้ทาง สิ่งที่เป็น ผู้ชี้ทาง ฉะนั้นจึงเป็นสิ่ง ก็ได้ บุคคล ก็ได้. ผู้ชี้ทาง ที่เป็นบุคคล เอาละทีนี้ก็ดูกันให้ดีต่อไป เป็นพวก ๆ ไป จะ เอาอย่างบุคคล มาดูกันก่อน ; บุคคลที่ชี้ทาง ก็มีประโยชน์ที่สุด ในฐานะเป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นพระศาสดา คู่กันกับธรรมะ หรือ พระธรรม ที่เป็นผู้ชี้ทาง. อย่างโน้นเป็นธรรม, อย่างนี้ เป็นบุคคล.

น.357 บุคคลผู้ชี้ทางที่เป็น ครูบาอาจารย์ โดย เป็นบุคคล นี้ก็มีอยู่, เป็นโดยธรรม ก็มีอยู่ ; อย่างที่มีคำตรัสว่า อัฏฐังคิกมรรค นั่นแหละ เป็นเพื่อน ที่ดี เป็นกัลยาณมิตร นั้น หมายเอาธรรม แต่ใช้คำว่าเพื่อนหรือกัลยาณมิตร. เพราะเหตุนั้นแหละ ในภาษาพูด ฝ่ายธรรมนี้ เขามักจะเรียก หรือนิยมเรียก ครูบาอาจารย์ว่ากัลยาณมิตร. นักปฏิบัติ ทั้งหลายยอมรับนักปริยัติ ว่าเป็นกัลยาณมิตร. ธรรมเนียมนี้มีมาแต่โบราณ ผมก็ยังได้ยินกับหูตนเอง ในเมื่อเขากล่าวถึง ผมเอง : พระผู้เฒ่าองค์หนึ่งสนใจในตัวผมว่า ด้วยศึกษาอะไร, เรียนนักธรรมอย่างไร, เรียนบาลีอย่างไร, ในที่สุดท่านก็ให้คำพูดอันนี้ออกมา ว่าแหม, "จะได้เป็นกัลยาณมิตร ที่ดี" อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะผมยังเป็นเด็ก ; แต่ท่านกล่าวตามธรรมเนียม ว่า ผู้ที่รู้เรื่อง ของปริยัตินั้น จะเป็นมิตรที่ดีของผู้ปฏิบัติ นี้หมายความว่า มีการติดต่อกัน ด้วยผู้ปฏิบัติก็เข้าไปหาผู้รู้ปริยัติ ไต่ถาม สอบถาม เอาหลักปริยัตินั้นไปปฏิบัติ, แล้วก็ยังคอยติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ มันก็ยังสำเร็จ ประโยชน์ได้เหมือนกัน ; เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นหลักว่า นักปริยัติเป็นกัลยาณมิตร แก่ผู้ปฏิบัติ. นี่ท่านนิยม เรียกผู้สอนธรรมะในทางดับทุกข์ นี้ว่า เป็นกัลยาณมิตร ; คล้าย ๆ กับภาษาของ พระพุทธองค์ตรัสว่า อัฏฐังคิกมรรค เป็นกัลยาณมิตร อย่างนี้ เป็นต้น. ที่จริงก็ยังเป็นการพูดจาที่มีเหตุผล ที่จะต้องพูดอย่างนั้น ซึ่งอาจมองดูได้ ในสองแง่ คือว่า อย่าให้คนที่รู้อะไรนั่นแหละอวดดีจองหอง มากไป ว่า "กูจะเป็นอาจารย์, เป็นอะไรทำนองนี้" ซึ่งเป็นโรคของพวกอาจารย์วิปัสสนาโดยมาก และเคยเป็นมาแล้ว ตั้งแต่โบราณ. อาจจะเป็นเพราะข้อนี้ ท่านจึงลดน้ำหนักว่า เรา เป็นกันแต่เพียง กัลยาณมิตร ไม่เรียกว่าอาจารย์ นี้ก็เป็นได้ ; เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ควรจะมอง.

น.358 ทีนี้อีกทางหนึ่งก็คือว่า อย่าอวดอ้างถึงจะเป็นอาจารย์ เป็นผู้โอบอุ้มไปเลย มันจะเทียมพระพุทธองค์. ในเรื่องของสังสารวัฏฏ์นี้ มันยากเกินไปกว่าที่คน ๆ หนึ่ง จะตั้งตัวเป็นอาจารย์หิ้วปีกอีกคนหนึ่งไป ควรจะถือว่าเป็นเพื่อนเดินทาง กันมากกว่า ; เพราะว่าส่วนมาก อาจารย์นั้นเองก็ยังไม่ใช่เป็นผู้บรรลุสูงสุด, ลูกศิษย์ก็ยังไม่ได้บรรลุ ; ต่างก็ยังตกอยู่ในฐานะเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเดินทาง เพื่อนพันผ่ากันมากกว่า; ฉะนั้น จึงพอเหมาะพอสม ที่จะเรียกว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด คือกัลยาณมิตร คนพวกกัลยาณมิตร นั่นเอง คือบุคคลประเภทที่จะเรียกว่า ผู้ชี้ทาง ; ถึงแม้ พระพุทธเจ้าจะเป็นผู้ ชี้ทาง ก็ตั้งอยู่ในฐานะของกัลยาณมิตร หรือมีความหมาย เป็น กัลยาณมิตรอยู่เต็มตัว คือทำไปด้วยความเมตตากรุณา หาที่สุดมิได้. เอาเป็นว่า มีบุคคลผู้ชี้ทาง จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ แต่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า ผู้ชี้ทาง เรียกว่ามัคคุเทศก์ มดค + อุเทสก - เป็นผู้ยกขึ้น แสดงขึ้น ซึ่งหนทาง ; ฉะนั้น การชี้ทางของบุคคลอย่างนี้ ผิดกันไกล กับการบอก การชี้ของตนเอง ที่ตนเอง ชี้แก่ตนเอง คือว่าบุคคลจะบอกกันได้ ก็เพียงแต่บอก มันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าบอก. แม้พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ยังได้ตรัสข้อความว่า ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา - กิจที่ต้องทำนั้น พวกเธอต้องทำเอง ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ บอก, ก็คือบอกให้ไปทำอย่างไร ให้ไปเดินอย่างไร นั้นเอง ; ฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้บอก คล้ายกับว่าช่วยได้ครึ่งหนึ่ง คือบอกให้ว่าไปทำอย่างไร. ข้อนี้ก็เป็นคำอธิบายสำหรับหลัก ธรรมะอื่น ๆ ได้ด้วย ; เช่นคำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" นี้ ก็เป็นการ แสดงอยู่แล้วว่า แม้พระพุทธเจ้าก็ทำได้แต่เพียงผู้บอก ให้ตนไปทำที่พึ่งแก่ตน, ไปทำเสร็จแล้ว มัน ก็เป็นที่พึ่งแก่ตน. แม้มีผู้บอกทาง ตนก็ต้องชี้ทางแก่ตนด้วย นี่คำว่า "ผู้บอกนี้" มันก็ มีความสำคัญ ไม่ใช่ไม่มีความสำคัญ ; เพราะ ผู้ฟังมีอยู่หลายสถานะ บางทีมันจวนจะรู้อยู่แล้ว บอกนิดเดียวก็รู้. แต่บางทีบอกเท่าบอก,

น.359 บอกเท่าบอก มันก็ไม่รู้ก็มี ; เพราะว่าผู้ฟังอยู่ในฐานะต่างกันมาก. พวกเราจะอยู่ใน ฐานะอย่างไรก็ไปรู้เอาเองของแต่ละคน. ที่ว่าบอกแล้วเข้าใจได้เลยในทันที นี้ก็มี ; อย่างพระพุทธเจ้าทรงแสดง อนัตตลักขณสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ ก็ทำให้เขาเป็นพระอรหันต์ได้ในที่นั้น. นี่ก็ต้องหมายความ ว่าอาศัยผู้บอก ที่เป็นบุคคล ผู้ชี้ที่เป็นบุคคล กระทำแก่บุคคลที่ได้ขวนขวาย ช่วยตัวเอง ชี้ทางให้แก่ตัวเอง เดินทางมาด้วยตนเอง ตั้งมากมายแล้วเหมือนกัน ในสถานะอันหนึ่ง หรือในระยะแรก ๆ. พวกปัญจวัคคีย์ กับพระสิตธัตถะผู้ออกบวชนี้ ดูจะเป็นเพื่อนกันมากกว่า แล้วต่อมาจึงกลายเป็นพระศาสดากับลูกศิษย์ ; หมายความว่าบุคคลอย่างพระปัญจวัคคีย์นี้ เขาชี้ทางให้แก่ตัวเอง ขวนขวายด้วยตนเองเรื่อย ๆ มา ผิด ๆ ถูก ๆ เรื่อยมา ๆ จนได้ฟังคำ แสดงธรรมที่ตรงกับจุด ตรงกับเรื่องพอดีกัน ก็เป็นพระอรหันต์ได้. ถ้าถือเอากรณีอย่างนี้เป็นหลัก ก็หมายความว่า เรานี่จะ ต้องพยายามชี้ทาง ขวนขวาย ช่วยตัวเอง มาตลอดเวลา หรือพยายามทำเช่นนั้นตลอดไป ๆ ซึ่งเป็นการ หาทางข้างใน ชี้ทางข้างใน คู่ๆ กันไปกับโอกาสที่จะได้ฝั่งจากบุคคลที่เป็นบุคคลผู้จะ ชี้ทางข้างนอกมันไปตรงกันเข้า ก็คงจะได้ผลมากเหมือนกรณีของพระปัญจวัคคีย์นั้นด้วย เหมือนกัน. แต่โดยทั่วไปแล้ว การชี้ทางนั้นเป็นแต่เพียงการบอกให้ไปทำเอง. พระพุทธเจ้าประทานกัมมัฏฐาน ; อย่างที่เราเรียกกันว่ากัมมัฏฐาน คือข้อปฏิบัติให้ ไปปฏิบัติ แล้วไปปฏิบัติจนบรรลุมรรคผล หรือว่ายังไม่บรรลุ มีข้อติดขัดก็มาทูลถาม ซักซ้อมบ่อย ๆ จนบรรลุ เรียกว่า อยู่ในรูปของการชีทางโดยบุคคล เป็นส่วนใหญ่. แต่ก็ไม่เว้นที่ว่า คน นั้นเขาจะ ต้องชี้ทางให้แก่ตัวเอง อยู่เรื่อย ๆ ไป : แล้วก็อย่าลืม นึกถึงคำที่ว่า ใครชี้ทางให้แก่พระพุทธเจ้า, หรือว่าใครชี้ทางให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เหล่านี้ ก็ยังมีอยู่ส่วนหนึ่ง.

น.360 ต้องศึกษาหลักการชี้ทางแก่ตนเอง ทีนี้ ก็จะแยกเอาออกมาโดยเฉพาะ ; เมื่อตะกี้นี้มันรวมกันอยู่ เป็นชี้ทางตัวเอง ไปพลาง, แล้วก็ได้การชี้ทางจากผู้อื่น พอเหมาะเข้าก็บรรลุ. เดี๋ยวนี้เราจะแยกออกมา เฉพาะที่เป็นลักษณะของ การชี้ทางให้แก่ตัวเอง เช่นพระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจก พุทธเจ้าเป็นหลัก และแม้แก่บุคคลธรรมดาทั่วไป ; อยากจะ เปรียบเทียบกับการเดิน ทางบนผืนแผ่นดินนี้ ด้วยรถยนต์ ด้วยแผนที่ ด้วยป้ายบอกกรุยทาง หรือที่ธรรมชาติ มันบอกมันกรุยทาง อีกครั้งหนึ่ง ; แผนที่นั้นเหมือนกับกรุยที่แสดงหนทาง, เราดู แล้วก็เดินไปตามนั้น. นี้ใน ทางธรรมะ นี้ ก็ต้องมีกรุยทาง อย่างนั้นเหมือนกัน. แต่จะเรียกว่า กรุยธรรม กรุยของธรรม กรุยของพระธรรม ที่มันมีอยู่ในจิตใจ. มีอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เรามองเห็นอะไรเพิ่มขึ้น ๆ ไปตามกรุยของธรรมที่มีอยู่ในชีวิต ; แต่ข้อนี้จะไม่ สำเร็จประโยชน์ คือจะไม่มองเห็น ถ้ามาคอยแต่ว่าจะให้มีผู้อื่นมาชี้ทาง แล้วก็ชี้กันอย่าง ภายนอก. ถ้าเราจะมอง หรือ จะรอคอยแต่ว่า จะมีผู้อื่นมาชี้ทางให้เรา จากภายนอก หรือพูดให้ฟัง สอนกันอยู่เรื่อยไปอย่างนี้ ; แล้วเราก็จะไม่มองเห็นกรุยธรรมะข้างใน ที่มันเป็นของละเอียด ต้องสนใจมากเป็นพิเศษ. เดี๋ยวนี้สังเกตดูแล้วก็เห็นว่า กำลังทำผิดอยู่ ในข้อนี้เป็นส่วนใหญ่ คือ ชอบ แต่จะเรียน หรือ ชอบแต่จะถาม ไปเสียตะพึด ; อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ที่อื่นก็ตาม ที่นี่ก็ตาม มันมีแต่เรื่องพูดมากเกินไป จะเป็นเรื่องเรียนก็ดี เรื่องถามก็ดี มันมากล้นเกิน กว่าที่จะสังเกตเอาเอง, คิดนึกเอาเอง, เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่ากรุยของธรรมะในภายใน จิตนั้น มันก็ไม่ค่อยปรากฏ ไม่ค่อยแจ่มแจ้ง, ถึงแม้ว่าเราจะพูดกันให้มาก ถามกัน ให้มาก ถึงเรื่องนี้เรื่องเดียวกันนั่นเอง ที่มันไปอยู่ในการพูดการถามตะพึด ; นั่นยังหยาบ ถ้าทำจนชินเป็นนิสัย. ขอให้เปลี่ยนเป็นหุบปากกันให้มากเข้าไว้ คือคิดนึกให้มากนั่นเอง, สังเกตให้มากพิจารณาให้มาก, เหลือสติกำลังจึงจะถาม.

น.361 ข้อนี้อย่าหาว่าผมพูดประชดประชันอะไร คืออยากจะบอกว่า เดี๋ยวนี้มันก็ มีการถามกันมากเกินไป คือเอาความสะดวกแล้วก็ถาม มากกว่าที่จะคิดเอาเอง เพราะ มันง่ายดี. นี่หารู้ไม่ว่าการทำอย่างนั้นมันจะเสียนิสัย, เสียนิสัยในการที่จะพินิจพิจารณา อย่างละเอียด คอยแต่จะถาม แล้วในโลกเขาก็ทำเป็นกันแต่เพียงเท่านี้เสียเป็นส่วนใหญ่ ในสมัยนี้; เพราะว่าเขามีความรีบร้อนจะให้ทันแก่เวลา ทันแก่ประโยชน์อะไรต่าง ๆ. การถามถ้าไปทำกับเรื่องที่ตรงจุดของความหลุดพ้น มันก็จะดี ; แต่เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องที่พร่า. แม้ว่าจะมีการเรียนมาก พูดมาก ถามมาก อะไรมาก ก็ไม่เคยประสบ จุดหมายปลายทางที่เป็นความดับทุกข์ หรือเป็นสันติภาพ ของมนุษย์นั้น ; เรื่องนี้เป็น เรื่องภายในส่วนตัวบุคคล มันลึกมันละเอียดยิ่งไปกว่านั้นมาก. นี้ต้องทำให้ดี ๆ ต้อง ปรับปรุงหลักการ หรือวิธีการเสียใหม่ ว่าจะ มองดูภายใน ให้มากกว่าที่จะชะเง้อหา ผู้ตอบในภายนอก ; ถ้าจะถามก็ถามถึงวิธีที่จะมองดูในภายใน, แล้วก็รีบพยายาม มองดูในภายใน. ควรจะถือหลักว่า จะตั้งคำถามสำหรับตอบเองให้มากที่สุด ; ปัญหา อะไรที่มีอยู่สำหรับจะไปถามผู้อื่นนั้น ก็จะเปลี่ยนหลักการเป็นตั้งปัญหาเพื่อตอบเองให้มาก กว่าแต่ก่อน. นับตั้งแต่เกิดมามันมีอะไรบ้าง ก็ลองไล่มาดู เหมือนกับถาม จนมันเกิด เป็นรูปเป็นร่าง เป็นโครงร่างอะไรขึ้นมา : ว่าชีวิตนี้มันดำเนินมาอย่างไร, มันมีอะไร เป็นอะไร, อย่างไรเป็นต้น. เดี๋ยวเถอะก็จะพบเงื่อนงำของธรรมะประเภทที่เรียกว่า "เหตุผล". ความเป็นเหตุและความเป็นผล แห่งสังขารทั้งหลาย หรือบางทีก็จะพบกฎ ของความจริง เรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ได้ ; ถ้าไปตั้งใจทำแรงเข้า บางทีจะไม่ต้อง เรียนอะไรมาก จะเกิดกลายเป็นปัจเจกพุทธะไปเสียเลย. พึงฝึกสอบถามเหตุผลคำตอบจากตัวเอง เดี๋ยวนี้เรา มีความรู้ทางปริยัติ ของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสไว้อย่างไรเป็นหลัก, แล้วเราก็ได้เรียนมาบ้างแล้ว ; นี้จึง เป็นการง่ายที่จะถามตัวเอง เรื่อย ๆ ไป ให้เข้ารูป

น.362 เข้าแนว เข้ารอย ที่เป็นกรุยอันเดียวกันกับหลักธรรม ข้างนอกและข้างใน มันจะเป็น เรื่องที่ตรงกันได้ ว่ากิเลสคืออะไร มันเกิดมาอย่างไร เมื่อใดนี้ ก็ค่อย ๆ รู้เอง. ทำไม เราจึงโง่ อย่างที่เรียกว่าบรมโง่ ? ก็เพราะไม่สังเกตความรู้สึก ที่มันเกิดขึ้นด้วยตนเอง ว่า เมื่อตากระทบรูป เรารู้สึกอย่างไร, แล้วต่อมามันรู้สึกอย่างไร, ต่อมามันรู้สึกอย่างไร, แล้วมันเป็นอะไร, ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ; จนกระทั่งว่าเราได้มาเล่าเรียนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่มีในพระคัมภีร์เราก็ยังมองไม่เห็น. ผมเข้าใจว่า ความเคยชินในการที่จะไม่คิดเอง ไม่สอดส่องเอง นี่มันบัง ขีดบังอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งว่าเขาบอกเรื่องนั้นให้แล้ว บอก formula ของเรื่องนั้น ๆ ให้แล้ว ก็ยังมองไม่เห็น. นี่จะเรียกว่าอะไรดี ; เรียกว่าการนำตนเอง การชักจูงตนเอง สอบสวนตนเอง ใคร่ครวญโดยตนเอง อะไรเป็นต้น เหล่านี้มันไม่พอ. ถ้าอย่างไรก็ลองไปตั้งต้นกันเสียใหม่ เอาหลักธรรม ในพระคัมภีร์เป็นหลัก บ้าง, แล้วก็เอาความรู้สึกคิดนึกเหตุผลของตัวเอง เป็นหลักบ้าง, เอาความรู้สึกที่ รุนแรง อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่กำลังเกิดอยู่ในใจนี้ เป็นตัวประเด็น ; แล้วก็มองดูว่า นี้อะไร นี่เกิดขึ้นเพราะอะไรเรื่อย ๆ ไป. เดี๋ยวมันก็ไปจบที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่. เดี๋ยวนี้ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ ในโลกนี้ มัวชะเง้อหาแต่ทางแห่งความ สนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ได้ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยอยู่ ก็เคลิบเคลิ้มหลงใหลไป จนไม่ต้องการจะพบความจริงของสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทาน, แล้วก็เป็นทุกข์ ก็ต้องเป็นทุกข์อยู่ทั้งที่ ไม่รู้ว่า เพราะยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. ที่จริงคนก็ร้องไห้เป็น แล้วเป็นทุกข์อย่างยิ่งเป็น ; แต่แล้วก็ไม่สนใจว่าเป็นทุกข์มา อย่างไร, เป็นมาอย่างไร. บัดนี้ ได้รับความรู้หรือแสงสว่างในเรื่องนี้มากแล้ว คืออ่านหนังสือเกี่ยวกับ เรื่องนี้มามากแล้ว ก็ไปตั้งต้นทำเสียใหม่ด้วยตนเอง เพื่อให้มองเห็นทุกครั้งไป ที่เกิด

น.363 เรื่องขึ้นในจิตใจ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นความทุกข์รอนอยู่ ก็ควรจะหยิบขึ้นมา เป็นปัญหา หรือ เป็นเรื่องสำหรับศึกษา พิจารณา จะทำได้ง่ายกว่าที่เป็นเรื่องสนุกสนาน เพลิดเพลิน. เรื่องที่ได้สมใจ ได้ตามต้องการสนุกสนานอยู่นั้น มันยากที่จะหยิบขึ้นมา พิจารณาดู สู้เรื่องที่กำลังเป็นทุกข์อยู่ไม่ได้; จะเป็นทุกข์อยู่ ด้วยเหตุอะไรก็ตาม ถือ เป็นตัวเรื่องที่จะมาแยกแยะดู ว่า : ทำไมจึงรู้สึกเป็นทุกข์ ? เพราะความคิดมันเดินไป อย่างไร ? แล้วทำไมความคิดจึงเดินไปอย่างนั้น ? แล้วมันมาจากอะไร ? จากอะไร ? ถอยหลังลงไป จนพบความโง่เขลา ความยึดมั่นถือมั่นเพราะความโง่เขลานั้น. แล้ว มันตั้งต้นที่ตรงไหน ? ควรจะควบคุมกันมาตั้งแต่ที่ตรงไหน ? เดี๋ยวมันก็พบเรื่อง : การ สัมผัสเกิดเวทนา เกิดอวิชชา ในสิ่งเหล่านั้น. นี่พูดไปเป็นภาษาธรรมะ ภาษาบาลี เสียหมดก็ฟังยาก แต่ก็คงจะพอฟังออก เพราะว่าพั่งกันมานานแล้ว. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าใครทำอยู่อย่างนี้ ก็เป็นผู้ที่ชี้ทางให้แก่ตนเองอยู่ตลอด เวลา จึงเรียกว่าชีวิตนี้เป็นการเดินทาง. ขอให้เป็นที่ยุติกันเสียก่อนว่า ชีวิตนี้เป็นการ เดินทางอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้สึกตัว เป็นส่วนมาก ; ฉะนั้น เราก็ ค่อยทำให้รู้ สึกตัว : ที่เดินทางนี้ เป็นการเดินทางอย่างไรให้มากขึ้น ๆ; ก็จะพบการเดินทางที่ เป็นการชี้อยู่ที่ตัวมันเอง, คือจิตที่มีความรู้สึกรอบด้านนี้ มันจะบอกจะตอบปัญหาได้ หรือจะแสดงบทบาทได้รอบด้าน : ในฐานะเป็นตัวผู้เดินทางก็ได้, เป็นตัวทางเสียเอง ก็ได้ เป็นผู้ชี้ทางก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น. คนมักไม่สนใจเรื่องที่มีอยู่ในตัวชีวิต ยกตัวอย่าง เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็นเรื่องที่มีอยู่ในตัวชีวิตตลอด เวลา. ที่ผมพูดอย่างนี้บางคนเขาไม่ยอมฟัง หรือยอมเชื่อ ว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อาการนั้น มันเป็นเรื่องที่มีอยู่ในชีวิตตลอดเวลา ตลอดวัน ตลอดชีวิตเอง วันหนึ่ง

น.364 มีหลาย ๆ รอบ หลาย ๆ ปฏิจจสมุปบาท ; แล้วคนก็ไม่เห็น เพราะดูไม่เป็น, หรือที่ เลวมากที่สุดก็คือ ไม่เคยดูเสียเลย คือดูแล้วไม่เห็น. นี่ก็เพราะดูไม่เป็น ก็ต้องเรียกว่า เลวเหมือนกัน. ทำไมไม่ขวนขวายให้ดูเป็น? เพราะไปสนใจในเรื่องอื่น ที่ไม่มี ประโยชน์เท่า. ทีนี้ถ้าเป็นโชคร้าย คือเกิดสอนในเรื่องนี้อย่างผิด ๆ แล้ว ก็ไม่มีหวัง ที่จะดูให้เห็นปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริง ที่อยู่ในลักษณะของการเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ และ การดับลงแห่งกองทุกข์ได้. เรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นการเดินทาง ถ้าสอนปฏิจจสมุปบาทอย่างศีลธรรม เอาชาตินี้เป็นปัจจุบัน เอาชาติที่แล้ว เป็นอดีตชาติ, ชาติหน้าเป็นอนาคต มันเป็นเรื่องของกรรม; สอนศีลธรรมให้กลัวบาป กลัวกรรมอย่างนั้นก็ได้ : ให้ผลอย่างศีลธรรม ให้คนกลัวบาปกลัวกรรมแน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น. แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการดูชีวิตและความทุกข์อย่างละเอียด เหมือนกับศึกษาวิทยาศาสตร์ ว่าทำไมจึงเกิดความทุกข์ขึ้นมา ? แล้วมันจะดับลงไป ได้อย่างไร ? แล้วเราจะทำอย่างไร มันจึงจะดับลงไป ? นี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกรรม หรือเรื่องศีลธรรมในชั้นต้น ; แต่จะพูดถึงเรื่อง ละเอียดลออที่สุด ที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม คือ เป็นเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้รับอารมณ์รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์แล้ว ปรุงกันไป ปรุงกันมา อยู่อย่างนี้ เป็นปฏิจจสมุปบาททุก ๆ กรณีไป; ถ้าสมบูรณ์ก็เรียกว่าเป็น ปฏิจจสมุปบาทที่สมบูรณ์โดยรอบหนึ่ง, ถ้าไม่สมบูรณ์ครึ่งท่อน มันก็ไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท โดยสมบูรณ์ อย่างตาเห็นรูปก็เกิดจักษุวิญญาณ เกิดสัมผัส แล้วก็เฉยเสีย เลิกกันไป, ไม่รู้สึกเป็นเวทนา อย่างนี้ก็มีอยู่โดยมาก แต่ก็ยังเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาทอยู่นั่นแหละ มันเป็นเพียงครึ่งท่อน แล้วมันไม่มีเรื่อง แล้วมันก็ดับไป. เมื่อเกิดสัมผัสถ้ามีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มีเรื่อง : ไปในทางให้เกิดเวทนา - ความสุขความทุกข์ - มีความอยาก -มีความยึดมั่นไปตามระบบของตัณหา และอุปาทาน

น.365 - เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หลายลักษณะเหลือเกิน อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทที่มีอยู่แล้วในตัวคน ในชีวิตของคน ซึ่งเป็นการเดินทาง. ถึงแม้ ตัวปฏิจจสมุปบาท ก็เรียกได้ว่า เป็นการเดินทาง, คือมันเคลื่อนเรื่อย มันมีเหตุ ปรุงแต่งผล - ผลกลายเป็นเหตุ ปรุงแต่งผล ; อย่างนี้มาเรื่อย เหมือนกับการเดินอยู่. เดี๋ยวนี้ถ้าเราดูกันในแง่ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ก็จะรู้จักความทุกข์ในฐานะ ที่เป็นความทุกข์จริง ๆ แต่เดี๋ยวนี้ แม้เป็นทุกข์อยู่ ก็ไม่รู้จักความทุกข์ ในฐานะที่ เป็นความทุกข์จริง ๆ จมอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่เห็นความทุกข์เลย. ถ้ามันเป็นไปได้ หรือจะสมมติเอาก็ได้ ว่าเราจะเกิดอุตริเป็นนักคิดนักค้น ขึ้นมาแล้วสอดส่องดู : ว่าทำไมจึงคิดอย่างนี้ ? ทำไมจึงรู้สึกอย่างนี้! แล้วมันสนุก หรือมันไม่น่าสนุก แต่ละวัน ๆ นี้. คุณ ลองทำตนเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางฝ่ายจิต ดูบ้าง ที่จะเรียกว่าเป็นผู้ศึกษาธรรมในภายใน จะเป็นการชี้ทาง บอกทาง หรือเปิดเผย ทางอะไร อยู่ในตัวการศึกษานั้นตลอดเวลา. ถ้าคุณจะยกตัวอย่างเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาสักเรื่องหนึ่ง ว่ามันมีอยู่ในชีวิตที่ เป็นการเดินทาง ไปสนใจกับมันแล้ว มันก็จะสอนให้ หรือจะเป็นการชี้บอก อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ; อย่างนี้ก็ง่ายมาก. เราไม่ต้องคิดเองค้นเองทั้งหมด เพราะ มีหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้แล้ว ; เพียงแต่เราศึกษาให้ถูกต้อง แล้วก็มา พิจารณาให้ถูกวิธีถูกหนทาง ก็รู้เร็วเข้า, หรือพระตถาคตเป็นแต่ผู้บอก เรารับบอก มาแล้ว ก็มาทำให้เป็นการเดินทางที่ถูกต้อง จนกำจัดความทุกข์ได้. นี่ก็ลองตอบเองดูที่ว่า ใครเป็นผู้ชี้ทาง ? พระพุทธเจ้าทรงชี้ข้างนอก แล้ว ตนเองก็ชี้ข้างใน ; แล้วยิ่งกว่าตนเองก็คือ ตัวธรรมะตามธรรมชาติ นั่นแหละ ชี้อีกที หนึ่ง บอกอีกทีหนึ่ง ซึ่งดีกว่าใคร ๆ จนเรามีหลักพูดได้ว่า “ธรรมชาติสอนนั่นแหละ

น.366 ยิ่งดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน". เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็มีหลักอย่างนั้น พูดไปแล้ว ฟังไม่ถูก ; เดี๋ยวก็จะหาว่า ผมนี่ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า ทั้งที่เป็นทาสของพระพุทธเจ้า. ขอให้รู้ไว้เถอะว่า แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ยอมวางหลักว่า “ธรรมชาติ สอนดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน" ; แต่เดี๋ยวนี้ธรรมชาติสอนไม่ได้ เพราะว่าคนนั้นเขายังโง่ เกินไป ท่านก็ช่วยเกลาช่วยโกลนให้ ให้พอเหมาะสำหรับจะไปรับคำสอนจากธรรมชาติ นี้คือการชี้ทาง หรือการ บอกทางในขั้นต้น ของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องทุกข์ กับเรื่องดับทุกข์ ; เพราะท่านตรัสว่า "ฉันไม่ได้บัญญัติเรื่องอื่น นอกจากเรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์". เราก็ได้รับมา สำหรับเป็นแนวที่จะดูตัวจริงของธรรมะนั้น ๆ ด้วยตนเอง ; แล้วธรรมะนั้น ๆ มันจะสอนให้จนถึงที่สุด. นี่เรียกว่าธรรมะสอนหรือ ชี้ทางข้างนอกที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง : ลึกลงไปอีกธรรมะตามธรรมชาติเป็นผู้ชี้ทาง. ขอให้ทุกคนถือเอาประโยชน์จากการ ชี้ทางทั้ง ๓ ประเภทนี้ ให้ได้ ให้ครบถ้วน ให้เต็มเปี่ยม. ความยากอยู่ที่ตนและธรรมชี้ทางแก่ตน ทีนี้ก็พิจารณาดูว่าจะไปทำในตอนไหนหรือส่วนไหน ที่มันยากหรือลำบาก ? ก็เห็นได้ชัดว่ามันจะ ยากลำบากตรงที่ตนเองจะชี้ทางให้ตนเอง จนถึงกับว่าธรรมะจะ กลายเป็นผู้ชี้ทาง, ฟังดูให้ดี ๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านก็ชี้ทาง ตอนหนึ่ง, ตัวเอง ได้รับมา ก็ชี้ทาง ให้แก่ตัวเอง อีกตอนหนึ่ง, ทำไปตามนั้นเดินไปตามนั้น, ธรรมะจะช่วยชี้ช่วยบอก ช่วยสอนให้อีกทีหนึ่ง เป็นขั้นสุดท้าย. การที่จะให้ ธรรมะช่วยชี้ช่วยบอกนี้ ก็มีวิธีการ หรือบำเพ็ญความเพียรทาง จิตทางใจ อย่างที่เขาเรียกกันว่าทำกัมมัฏฐาน ทำวิปัสสนา อะไรเหล่านั้น ; แล้วถ้าทำ

น.367 ไปถูกต้องจริง มันก็เป็นการเปิดเผยสิ่งที่ลึกซึ้งขึ้นมาจริง คือการเดินทางได้จริง แล้วก็ บรรลุปลายทางได้จริง. ควรรู้จักวิธีการที่ธรรมะช่วยชี้ทาง เรียกว่า ฌาน ตอนนี้อยากจะบอกถึงคำพูดที่สำคัญอีกสักคำหนึ่ง คือ การเพ่ง พูดเป็น ภาษา ไทย ก็ว่า เพ่ง พูดเป็น ภาษาบาลี ก็ว่า ฌาน ; พูดเป็นภาษาบาลีก็ว่าฌานะ, อ่านเป็นไทย ก็ว่า ฌาน. คำว่า ฌาน นี้แปลว่า เพ่ง อาการที่เพ่ง ก็เรียกว่า ฌาน, แล้วได้รับ ความ สำเร็จในการเพ่ง ความสำเร็จอันนี้ก็ เรียกว่า ฌาน ; ฌานยังเป็นไปได้ทั้งฝ่ายสมถะ และฝ่ายวิปัสสนา นี่เลยยุ่งกันใหญ่. นี้มันร้ายอยู่ก็ที่ว่า ตามที่สอนกันอยู่นี่ เมื่อพูดว่าฌาน แล้วก็ เข้าฌานเป็น สมาธิเป็นอะไรไปเสียอย่างเดียว : เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ฯ ทำนองนี้ไปเสียอย่างเดียว มันก็เลยเหลือนิดเดียว แล้วเหลืออยู่ในส่วนที่ไม่จำเป็นด้วย ; เช่นว่า คนเป็นอันมาก ไม่จำเป็นจะต้องบำเพ็ญให้เกิดฌานสมาบัติทำนองนี้ ; แต่ทุกคนต้องเพ่งฌาน ต้องมีฌาน คือต้องเพ่ง. นี้ก็พูดกันถึง การเพ่ง เหมือนอย่างเรา เพ่งคิด อะไรนี้ ก็เรียกว่าฌาน, หรือ เมื่อเราจะยิงปืนออกไป เราก็ต้อง เล็งแห่ง นี่ก็ เรียกว่า ฌาน ในความหมายนี้ ตามตัว หนังสือ ; เพราะคำว่า ฌาน แปลว่าเพ่ง. นี้ก็เกิดแบ่งการเพ่งออกเป็น ๒ ชนิด : คือ เพ่งลงไปที่อารมณ์ ที่วัตถุ สำหรับเพ่ง นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง เพ่งไปที่ความ จริงอันลึกซึ้งของอารมณ์นั้น ๆ. อย่างเราเพ่งไปที่อารมณ์สำหรับเพ่งในชั้นแรก เช่นจะเป็นดวงกสิณ หรือแม้แต่ ลมหายใจก็ตาม เพ่งให้จิตไปกำหนดอยู่ที่นั้น อย่างนี้ก็เรียกว่า เพ่งอย่างวิธีของสมละ แล้วทำจิตให้เป็นสมาธิ, มีผลได้รับก็คือ จิตเป็นสมาธิ ซึ่งเรียกว่า ฌาน นั้นอีก เหมือนกัน. ถ้าอย่างเก่งก็เป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เรื่อยไปโน้น ;

น.368 ไม่ใช่เรื่องรู้เพ่งที่อารมณ์ คือทำฌานลงไปที่อารมณ์ ก็ได้ผลเป็นฌานชนิดที่เป็นสมาธิ สมาบัติอะไรขึ้นมา. ทีนี้ เพ่งอีกอย่างหนึ่ง ก็เพ่งลงไปที่ความจริง หรือข้อเท็จจริง ซึ่งจะเพ่ง ลมหายใจ หรือจะเพ่งอะไรก็ตาม ; แต่ไม่ดู ไม่เพ่ง เพื่อให้จิตมันหยุด มันเกาะ มันเป็นสมาธิดู. แต่ไปเพ่งดูว่า ไม่เที่ยงอย่างไร มีลักษณะอย่างไร, มีข้อเท็จจริง อย่างไร. เพ่งดูความไม่เที่ยงเรื่อย ๆ ไป นี่ก็เรียกว่าฌานเหมือนกัน คือเพ่งเหมือนกัน แต่ไปดูข้อเท็จจริงของสิ่งนั้น ๆ ; เขาเรียกว่าเพ่งลักษณะ. เพ่งอย่างโน้นเรียกว่าเพ่งอารมณ์ ตามวิถีทางของสมถะ, อย่างนี้เรียกว่าเพ่ง ลักษณะ ตามวิถีทางของวิปัสสนา. อย่างโน้นให้ผลเป็นสมาธิ เป็นฌานเป็นอะไรไป ตามแบบของสมถะ, อย่างนี้ให้ผลเป็นปัญญา เป็นวิปัสสนา เป็นความรู้แจ้ง ที่ทำให้ เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด มันมีอยู่สองเพ่งอย่างนี้. ในพระพุทธอุทาน ที่พระพุทธเจ้าอุทานเมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ : ยทา ห เว ปาทิตวํ ธมฺมา นี้ เพ่งอย่างนี้ เป็นเพ่งวิปัสสนาทั้งนั้น. เมื่อใดธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ - ฌายโต -เพ่งอยู่ ; เพ่งอย่างนี้เป็นเพ่งวิปัสสนาทั้งนั้น คือเพ่ง ให้เกิดปัญญารู้ความจริง. พอธรรมะหรือความจริงปรากฏก็กำจัดกิเลสได้ ; เหมือนความ สว่างกำจัดความมืดได้ นี้เป็นเรื่องเพ่งให้รู้. นี่มีอยู่สองเพ่ง การเพ่งพิจารณานี่แหละจะเห็นทาง ที่ผมบอกว่า ให้ไปเพ่งดู เป็นประจำวัน นี้ก็ หมายถึงเพ่งอันหลัง ; พอ สักว่าลงมือเพ่ง สมาธิก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามสมควร ซึ่งเป็นลักษณะของจิต เป็น อย่างนั้นเอง. ทีนี้ เราก็เพ่งให้จริง ๆ ให้ละเอียดลออ ในวิธีของการกำหนดลักษณะ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ; หมายถึงการที่มันปรุงแต่งกัน - ปรุงแต่งกัน - ปรุงแต่งกันนี้

น.369 - เกิดขึ้นใหม่แล้วก็กลายเป็นเหตุ - แล้วก็ปรุงแต่งสิ่งอื่น - แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ - แล้ว กลายเป็นเหตุ - แล้วปรุงแต่งสิ่งอื่น ; เช่นการดูชีวิตถอยหลังลงไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จนถึง เมื่อแรกเกิดใหม่เท่าที่จะนึกได้ เท่าที่จะมองเห็น. อย่างนี้ไม่ใช่เพ่งสมาธิ ไม่ใช่เพ่งฌาน ; แต่ก็มีสมาธิรวมอยู่ในการเพ่งนั้น เพื่อเป็นกำลังให้ปัญญา ให้วิปัสสนาเห็นไปได้. ถ้า ทำอยู่อย่างนี้ ก็จะเหมือนกับว่า ลอยชี้ทางให้แก่ตัว คอยจูงให้เดินถูก ทางอยู่เสมอแล้วอาจจะเร็ว ; เพราะว่าศึกษาขึ้นมาจากข้างใน จากตัวจริงข้างใน ไม่ต้องจด ต้องจำอะไรให้มันเวียนหัว. เอาความจริงที่ออกมาจริง ๆ จากสิ่งที่เป็นอยู่จริงนี้ มาเป็น สิ่งสำหรับดู มันก็สอนให้. ฉะนั้น การชี้ทางที่ดีที่สุดนี้ อยู่ที่การเพ่ง ในลักษณะ อย่างนี้ เดี๋ยวก็เห็นทาง เดี๋ยวก็ชี้ทางให้ ; ถึงแม้พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ต้องใช้ วิธีอย่างนี้ ตามมากตามน้อย ตามบารมีอะไรของท่าน; ถึงแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องใช้วิธีอย่างนี้ ตามสติปัญญาอันใหญ่หลวงมหาศาลของท่าน. นี้เรา พวกลูกจ๊อกเหล่านี้ มันก็ไม่มีทางที่จะใช้วิธีอื่นได้ คือจะต้องใช้วิธี อย่างที่ท่านเคยใช้ จนให้ตัวเองเป็นแสงสว่างแก่ตัวเองให้ได้ เรื่องมันก็จะจบกันเท่านี้ สิ่งอื่นเป็นแสงสว่างนั้นไม่ถึงที่สุด ; ให้ตัวเองเป็นแสงสว่างแก่ตัวเองนั่นแหละ จึง จะถึงที่สุด. นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้ชี้ทาง อยู่ที่ไหน หรืออะไร เพราะ มันไม่ใช่บุคคลเสียแล้ว. เวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม อย่าถามให้นอก ขอบเขต, ถามแต่ที่ควรจะถามเกี่ยวกับเรื่องนี้. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) กราบเรียนถามท่านเจ้าคุณอาจารย์ว่า เกี่ยวกับวงของปฏิจจสมุปบาทที่ เกิดขึ้นนี่ คือบางทีกว่าเราจะไปพิจารณาเห็นว่ามันเกิดขึ้นนี่ มันเกิดขึ้นแล้ว จนเกิดทุกข์แล้ว

น.370 เกิดทุกข์อีก คือเราตามสังเกตมันไม่ทัน. บางทีเห็นว่า อย่างที่มีความทุกข์อะไรสักอย่าง เกิดขึ้นมานี่ เราเป็นทุกข์กับมัน จนเรียกว่า สายเกินไปเสียแล้วที่จะไปแก้ไขมัน เราจึงจะเห็น วงของปฏิจจสมุปบาท. (ตอบ) คำถามนี้ ถามถึงความไว้ของการเกิดของปฏิจจสมุปบาท จนกำหนด ไม่ได้ กำหนดไม่ทัน. ที่จริงเรื่องนี้ก็ได้พูดแล้ว ในการบรรยายครั้งแรก ๆ ด้วยซ้ำไป ว่าเรามีปัญหาที่ว่า เราทำไม่ทันกับความไวของจิต, ความเกิดขึ้นแห่งจิตมันไวเกินจนเรา ทำไม่ทัน ควบคุมไม่ทัน. ฉะนั้นต้องนึกถึงคำบรรยายครั้งที่แล้วมาเป็นใหญ่ เป็นหลัก มันละเอียดพออยู่แล้ว, ในที่สุดก็ไปสรุปรวมอยู่ที่สติ. สติ นี้มันเป็นสิ่งที่ประหลาดที่สุด คือว่า เป็นธรรมะสารพัดนึก จะใช้ แก้ปัญหา อะไร ก็ได้ ใช้ในแง่ของการ ป้องกัน ก็ได้ เอามาใช้ในแง่ของการ รู้สึกตัว แล้ว แก้ไขไปทันควัน ก็ได้ แล้วก็ใช้ เป็นเครื่องระวังสังวร ต่อไปอีก ก็ได้ เรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็คือการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ภายในจิตใจของคน ใช้สติป้องกัน นั้นก็คือ เราต้องรู้หลักทั่ว ๆ ไป กระทั่งรู้ว่าเมื่อมีวี่แววอย่างไร มันจึงจะเกิดขึ้น. ฉะนั้นเมื่อเข้าไปเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นแหละ ต้องมีสติที่ตั้งมั่น ตั้งป้อมต่อสู้ ไว้ตั้งแต่ตอนนั้น. เราจะเป็นผู้ปฏิบัติโดยหลักว่า จะมีสติ ในการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสผิวหนัง รู้สึกอารมณ์ในใจด้วยใจนี้ จะมีสติทำสิ่งเหล่านั้น ; นี้คือความ รู้สึกภายในนั้น เราจะฝึกสติ โดยหลักที่ว่า จะรู้สึกตัวเสียก่อนจึงจะมีการเคลื่อนไหว ทางจิต หรือ ทางกาย ก็ตาม. นี้เขาจึง หัดมีสติ โดยนัยะต่าง ๆ กัน กำหนดสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้รู้ทั่วถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะ สัมปชัญญะบัพพะ แห่งมหาสติปัฏฐานนี้ เป็นบทเรียน สำหรับฝึก ว่าจะรู้สึกตัวเสมอก่อนการเคลื่อนไหว เมื่อจะกิน เมื่อจะเคี้ยว เมื่อจะยก เมื่อจะย่าง

น.371 เมื่อจะเหยียบ เมื่อจะเหลียว เมื่อจะคู้ เมื่อจะหด อะไรก็ตามเถอะ ในส่วน อิริยาบท นั้น ๆ ฝึกเป็นขั้นแรก. ข้อแรกว่า จะทำอิริยาบถให้เป็นไปด้วยสติ คือ รู้สึกสติอยู่เสมอ จึงมีการ เคลื่อนไหว ในทางกาย. นี้เมื่อ ทำได้แล้ว ก็ขยับไปถึงทางจิต : ก่อนที่จะมี พฤติทางจิต ต้องมีสติก่อนเสมอ. นี่เป็นเหตุให้เรามีสติทัน ก่อนแต่ที่กายมันจะมีพฤติ เป็นไป หรือก่อนแต่ที่จิตมันจะมีพฤติเป็นไป. ที่การหัดแบบย่างหนอ เหยียบหนอนี้ ก็มีผลอย่างนี้ ให้รู้ตัวก่อนแต่ที่จะมีพฤติทางกายและทางจิต. ถ้าฝึกอยู่อย่างนี้ก็จะไม่ยาก ที่จะรู้จุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท ที่จะตั้งต้นขึ้น มาในใจอย่างไร เมื่อไร ที่ไหน โดยอะไร. รวมความแล้วก็ว่า ไปฝึกหัดสติ โดยหลัก การที่ว่า : จะมีสติก่อนแต่ที่จะมีการเคลื่อนไหว ทั้งทางกายและทางจิต ; พูดนี้ ง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ควรพยายาม. (ถาม) ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมานี่ ถ้าเราพิจารณาเห็นว่ามันเป็นความทุกข์ เราก็จะ หมั่นพิจารณาหาสาเหตุของมัน ตามที่ท่านอาจารย์บรรยายมา ทีนี้คนส่วนมากเขาจะไม่ทราบว่า สิ่งที่เราทำไป มันเป็นทุกข์ตรงไหน ; อย่างเช่นว่า การทำอะไรของเขาลงไป ตามหลักธรรม ที่เราศึกษามา เราก็เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น. แต่คนที่ทำไป เขาบอกว่าไม่เห็นจะทุกข์ ตรงไหนเลย เขาก็เลยไม่มาพิจารณาดูเอง มันจะเป็นไปในรูปนี้. (ตอบ) ความทุกข์ ๒ แบบนี้หลอกมาก : ความทุกข์อย่างเจ็บปวด ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้สึก ใคร ๆ จะไม่รู้สึกไม่ได้ มันเจ็บและมันปวด แต่นี้ก็ไม่ใช่ความทุกข์ที่แท้จริง อะไร. ความทุกข์ที่แท้จริง มัน อยู่ที่ มันหมายมั่นว่า เป็นความเจ็บของเรา ก็เลย ทุกข์ในส่วนลึกส่วนวิญญาณเป็นความหนัก ; แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนัก เป็นความเจ็บปวด ยิ่งกว่าเจ็บปวด. ความทุกข์ที่แท้จริงอยู่เบื้องหลัง ความทุกข์เด็กเล่นอยู่ข้างหน้า ; ถ้ารู้จัก มองในด้านลึกอย่างนั้นละก็ จะเห็นว่ามัน ทุกข์เพราะเราไปหมายมั่นว่าเป็นเรา หรือ เป็นของเรา แล้วมันหนักอยู่บนจิตใจ นี้เรียกว่าความทุกข์.

น.372 เช่นว่า ชีวิตนี้เป็นทุกข์ แต่ทุกคนไม่รู้สึก ว่าชีวิตเป็นทุกข์ เพราะเขาไม่ได้ มองเห็นว่า ชีวิตนี่มันเป็นของหนัก ; เพราะเรายึดถือว่าชีวิตนี้ของเรา แล้วมันก็ หนักอยู่ตลอดเวลา ที่มีความยึดถือ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนัก เพราะมันสนุกสนานไปเสียอีก. ต่อเมื่อมีการเจ็บปวดเกิดขึ้น นั่นจึงรู้สึกว่าเจ็บปวด หรือมีความทุกข์, แล้วไปรู้จัก ความทุกข์เด็กเล่นเสียเสมอไป ความทุกข์ที่แท้จริงก็ไม่รู้จัก ; ฉะนั้น เราจึง ไม่เห็น อริยสัจจ์ทั้ง ๔ คือความทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ ทั้งที่เราก็เจ็บปวดอยู่เสมอ. เพราะว่าความทุกข์ที่แท้จริง ที่เป็นอริยสัจจ์นั้น เป็นความทุกข์ที่มาจากตัณหา มาจากความยึดมั่นทั้งนั้น ; ไม่ใช่เจ็บปวดเฉย ๆ. ฉะนั้น จึงควรพูดว่า เอาความ หนักเป็นเครื่องสังเกต กันดีกว่า; ถ้า เมื่อใดรู้สึกหนักอกหนักใจแล้ว ก็ขอให้ถือว่า เป็นความทุกข์ แล้วก็หาสาเหตุ หาต้นตอ อย่าต้องถึงกับเจ็บปวด หนักอกหนักใจนี้ มันมีความง่าย. แม้แต่ สงสัย ก็เป็นเรื่องหนักอกหนักใจ, วิตกกังวล ก็เป็น เรื่องหนักอกหนักใจ, กระสับกระส่ายในทางจิต ก็เป็นเรื่องหนักอกหนักใจ. เมื่อมีอาการอย่างนี้ ขอให้ถือว่ามันเป็นเรื่องของความทุกข์ มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ; ก็ไปศึกษาไปค้นมัน ก็จะพบต้นเหตุ. การที่คนธรรมดาในโลกนี้ทั่วไปเขาไม่สนใจ นี้ก็ช่วยไม่ได้ เราไปบังคับเขา ไม่ได้ พูดกันแต่สำหรับเรา ที่มีความบริสุทธิ์ใจในการที่จะช่วยตัวเอง. พูดภาษา คอมมูนิสต์ว่า "ช่วยปลดปล่อยตัวเอง" ขอให้จริงเถอะ ให้มันมีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ ที่จะ ปลดเปลื้องตัวเองออกจากความทุกข์ ก็ไม่ยากเกินวิสัยสำหรับคนธรรมดา ; เพราะ ว่า พระธรรมนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้สำหรับคนธรรมดา. ถ้าคนต่ำกว่าธรรมดา นี้ก็คงจะยังเข้าใจไม่ได้ ต้องรอไว้ก่อน. เราจัด ตัวเรา อยู่ในขั้นธรรมดาทั้งนั้นแหละ คือ พอที่จะฝึกฝนอบรมได้ ก็ตั้งใจซื่อตรงต่อการศึกษา ; การฝึกฝนมีอุดมคติเข้ามาประกอบด้วย คือ รู้จักละอาย

น.373 ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ แล้ว ทำสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำได้นี้ไม่ได้, หรือว่าเราเป็น มนุษย์แล้ว ก็ไม่ได้สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้อย่างนี้ ก็คงทำให้เกิดความละอาย หรือความกลัว ขึ้นมา ; นี้ก็จะช่วยสติให้ดีขึ้น หรือเร็วขึ้น. ไปภาวนาไว้ ว่า เกิดมาทำไม ? จะต้องได้อะไร ? แล้วก็ต้องให้ได้สิ่งนั้น มันก็คือ เอาชนะความทุกข์นี้ให้ได้. ฝึกฝนความมีสติรู้ทันควัน เมื่อมีความทุกข์ เกิดขึ้น; แม้เป็นสักแต่ว่าความหม่นหมองเท่านั้น ความหม่นหมองแห่งจิตใจเท่านั้น จับให้ได้. ถ้ามันมากเกินไปนัก มันก็จะตายเสียแล้ว นี้ก็ยากเหมือนกัน ; เพียงสักว่า ความทุกข์ ความทุกข์ความหม่นหมองตามธรรมดานี้ ก็จับให้ได้ ต่อสู้ให้ได้ ให้ฉลาด ยิ่งขึ้นทุกทีในการแก้ไข จะได้ปัญญาในการป้องกันด้วยสติ. แต่อย่าลืมนะ ได้พูด กันแล้วว่า ปัญญาจะมีประโยชน์ ต่อเมื่อมีสติช่วยพามา: ปัญญาไปนอนที่ไหน ก็ไม่รู้ ก็ไม่มีประโยชน์. สติต้องหาปัญญามาทันแก่เวลา ทันแก่เหตุการณ์ ทันแก่ ท่วงที ; ปัญญาจึงจะได้ทำหน้าที่ตัดพันสิ่งเหล่านี้ ฝึกฝนเรื่องสติ ขนปัญญามาให้ทัน ท่วงที. (ถาม) ตามปฏิจจสมุปบาท ผมพิจารณาดู บางทีเกิดผัสสะแล้ว ไม่เชิงเกิดเวทนา คือกลายเป็นเพียงผัสสะอย่างหนึ่ง เช่นการนั่งนี่ พอเห็นว่าตัวเองนั่งนี่ก็ไปคิดถึงเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเวทนา ตัณหา อุปาทานนั้น ๆ มันกลายเป็นว่า เราฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องต่าง ๆ เรื่อยไป ขอให้อาจารย์อธิบายว่า มันเป็นวงจรของปฏิจจสมุปบาทหรือไม่ ? (ตอบ) หมายความว่า มีความฟุ้งซ่านแห่งจิต ทั้งที่ไม่มีเวทนา คุณว่าอย่าง นั้นหรือ ? (ผู้ถามตอบรับว่าใช่) มันก็มีเวทนาชนิดอทุกขมสุขเวทนาก็เป็นได้. เรื่อง ผัสสะแล้วไม่เป็นเวทนานี้ยาก เห็นจะมีไม่ได้ ; มัน เป็นเวทนาชนิดอทุกขมสุขเวทนา. เว้นไว้แต่จะมีสติสมบูรณ์จริง ๆ เท่านั้นแหละ มีผัสสะแล้วก็สักว่าผัสสะ เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน ; อย่างนี้ไม่มีเวทนา. แต่สำหรับคนธรรมดาแล้ว มันจะต้องมี เวทนาประเภทไม่รู้สึกตัว คือ อทุกขมสุขเวทนา เป็นทางมาแห่งอวิชชานุสัย ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

น.374 ข้อปฏิบัติ นั้นก็คือ ถ้าเกิดสุขเวทนา ก็มีสติรู้ว่าเป็นสักว่าเวทนา. อย่า ให้มันคาราคาซังอยู่ในจิตใจ จนเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น. ทุกขเวทนา ก็รู้ทันควัน ว่าทุกขเวทนา อย่าเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นในทางไม่ชอบไม่รัก. นี้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องพูดกันเป็นพิเศษ เป็นเรื่องของสติโดยตรง แล้วเป็นชั้นที่ละเอียด ประณีต ไว เร็ว ทันควัน กับเรื่องของจิต. เมื่อมีผัสสะแล้ว ก็มีสติ นี่ไม่ใช่ว่าจะทำง่าย, มีเวทนาแล้วจึงมีสติ นี้ก็ยังไม่ใช่ว่าจะทำง่าย ; มันมักจะ เลยไปจนถึงเป็นทุกข์เสียก่อน แล้วจึงจะนึกได้ จึงจะมีสติ. นี่ก็แปลว่า เราฝึกให้มันเร็วขึ้นมา ให้เร็วขึ้นมา; เราเคยไปรู้สึกได้ ต่อเมื่อมีทุกข์ ก็ให้มันเร็วขึ้นมา : พอรู้สึกว่ามีอุปาทาน ก็ให้มีสติเสีย ; ถ้าได้แล้ว ก็ เขยิบว่า พอสักว่ามีตัณหา ไม่เกิดอุปาทานก็มีสติเสีย, ถ้าเก่งกว่านั้น ก็พอมี เวทนา ไม่ทันเกิดตัณหา ก็มีสติ เสีย. เขาเรียกว่า ตัดตอนปฏิจจสมุปบาท เสียเพียงเท่านั้น ให้ปฏิจจสมุปบาทมันด้วนลงกลางคัน ไม่ลงไปถึงความทุกข์ ก็มีหลักที่สอนไว้ และ ปฏิบัติด้วยเหมือนกัน คือสติมาทันตรงไหน มันหยุดที่ตรงนั้น. (ถาม) กระผมอยากจะขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ ว่ามีข้อสงสัยอยู่ในข้อที่ว่า จากที่กระผมได้ฟังท่านอาจารย์พูดมาแล้วนี้ : ถ้าสมมติว่าได้มีการฝึกฝน จนมีสมาธิหรือมีฌาน อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า จะช่วยในการดับทุกข์ได้. ทีนี้กระผมมีความสงสัยอยู่ในข้อหนึ่งที่ว่าคำพูด ของชาวบ้านทั่ว ๆไป ที่พูดกันติดปาก มันจะเป็นความจริงหรือไม่ที่ว่า "ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน" ; เพราะเท่าที่พึ่งมานั้น ถ้าอย่างที่อาจารย์ว่านนผมรู้สึกว่า ถ้าสมมติว่า ชั่วมีอยู่เจ็ดทีแล้วนี่ ผมไม่ เข้าใจว่า ดีเจ็ดหนมันจะมีเกิดขึ้นมาได้อย่างไร. แต่คำพูดนี้พูดกันมานานแล้ว อยากจะเรียน ถามท่านอาจารย์ว่า มันเป็นสาเหตุมาอย่างไร ถึงพูดช่นนี้ ? (ตอบ) นี้ออกไปนอกขอบเขต เอาละ แต่ก็อยู่ในเรื่องที่ควรจะรู้ สำหรับ เป็นหนทาง เท่าที่ผมมองเห็น คำพูดว่า "ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน" นี้ เป็นหลักสำหรับพูด

น.375 ในทางศีลธรรม ; ไม่ได้ขึ้นมาถึงระดับปรมัตถธรรมอะไรนัก แต่ว่าจะดึงขึ้นมาก็ได้ ต้องอธิบายเป็นอย่างอื่น. จะพูดกันในแง่ของศีลธรรมก่อน ก็ พูดให้มีกำลังใจมานะ พยายามอดกลั้น อดทน คนเรา "ชั่วได้เจ็ดที ดีได้เจ็ดหน" ทำผิดพลาดครั้งแรกอย่าเพ่อท้อใจ ให้ต่อสู้ ต่อไป มันอาจจะดีได้ถึงเจ็ดหน แม้มันจะมีความผิดพลาดถึงเจ็ดหน ก็คงจะเท่านั้น. นี้ถ้าว่าจะมาเป็น ประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์ เพื่อไปนิพพาน ก็จะ รูปเดียวกันได้ : ก็ อย่าท้อถอย เมื่อความล้มเหลวเกิดขึ้นในครั้งแรก ต่อสู้เรื่อยไป. ที่ว่าเอาเจ็ดหนเป็นหลักนี่ ฟังดูก็มันมีเหตุผลอะไรของเขาอยู่เหมือนกัน หรือ จะเป็นธรรมเนียมพูด สำหรับการพูดจาแห่งสมัยนั้น เอาเจ็ดหนเป็นหลัก ถ้า เกินนั้น แล้วก็จะยาก แล้ว ว่าอย่างนั้น ถ้ายังไม่ถึงเจ็ดหนละก็ อุตส่าห์ทำไปเถอะ. แม้เรื่อง โลก ๆ นี้ ก็พยายามไปให้ถึงเจ็ดครั้งเจ็ดหน จะไปง้อเขาให้ดีกับเรานี้ ทำไปให้ถึง เจ็ดครั้งเจ็ดหน ; นี่ไปง้อทีเดียวเขาไม่เล่นด้วย โกรธเสียแล้วไม่ทำแล้ว. นี่เรื่องต่ำ ที่สุดมันก็ยังเป็นเสียอย่างนี้ พยายามเจ็ดครั้งเจ็ดหน ให้วัตถุประสงค์นั้นสำเร็จจงได้. เราต้องนึกถึง ข้อเท็จจริง ที่ว่า มันไม่ใช่เจ็ดหนซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างเดียว คือถ้าเราไปทำเข้าครั้งที่ ๑ แล้วไม่สำเร็จ มันฉลาดขึ้นโขทีเดียว. เราใช้ความฉลาด ที่เพิ่มขึ้นนี้ไปทำหนที่ ๒ ; อ้าว พลาดอีก แต่มันก็ฉลาดขึ้นอีกโขเหมือนกัน ครั้งที่ ๒ นี้. จะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป ; เพราะฉะนั้น ครั้งที่ ๗ มันก็จะมากพอที่จะชนะได้. ในอรรถกถาเล่านิทานสนุก ๆ ไว้ : คนหนึ่งบวช ; แต่ก่อนบวชเขาเป็น ชาวนา เขาเอาจอบเอาเครื่องทำนาไปซ่อนไว้ที่ต้นไม้ บวชอยู่ไม่เท่าไร อยู่ไม่ได้ สึกไปหา จอบอีก ไปทำนาอีก, แล้วมันเบื่ออีก เอาจอบไปซ่อนไว้ บวชอีก ; พอถึงหนที่ ๗ เป็นพระอรหันต์ได้. นี่คือมันต้องฉลาดขึ้นทุกที มันไม่ได้เท่าเดิมอยู่เรื่อยไป.

น.376 ในการทำงานทางโลก ๆ เพื่อประโยชน์ทางโลก ๆ ก็ถือหลักนี้สู้ไปอย่างดี ที่สุดถึง ๗ หน; แม้จะปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน ก็อย่าเพ่อยอมแพ้เสียในหนแรก ๆ ให้ เจ็ดหน หรือมากกว่า ๗ หนก็ได้. แต่นี้เขาคงจะถือว่า ได้ทำดีที่สุด ดีที่สุด ดีที่สุด ถึง ๗ หนนี้คงจะพอ. ถ้าเราทำให้ทำดีถึงขนาดว่า มีศีลดี มีสมาธิดี มีปัญญาดี นี้คง ไม่ต้องถึง ๗ ครั้ง ๗ หนหรอก มันเป็นผลของการปฏิบัติที่เพียงพอ. ถือหลักเจ็ดครั้ง เจ็ดหนนี้ ไว้เป็นเครื่องชู ใจ, รักษาน้ำใจไว้เป็นเครื่องต่อสู้ เรื่อย ๆ ไป. เอ้า, พอดีหมดเวลาแล้ว ปิดโรงเรียน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต