น.321 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์นี้เป็นครั้งที่ ๑๑ แล้ว ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อสั้น ๆ ว่า "ทาง". ทางเรียกโดยภาษาบาลีว่า มคฺค แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นภาษาไทยว่า มรรค หรือ มรคา เป็นต้น. ขอให้นึกถึงความมุ่งหมายหรือเจตนาอันแท้จริงของการบรรยายชุดนี้ ที่เรียกว่า "โมกขธรรมประยุกต์" คือ จะเอาเรื่องโมกขธรรมมาประยุกต์ ให้ใช้แก่ชีวิตประจำวัน เพื่อจะแก้ข้อสงสัยที่เขาพูดกันว่า ใช้ไม่ได้, เอาเรื่องของพระนิพพานมาเป็นเรื่องชาวบ้าน หรือเป็นเรื่องโลก ๆ ไม่ได้. แต่ผมก็ยังยืนยันอยู่ตลอดเวลา ว่าใช้ได้. ๒๙๓
น.322 เราจะประยุกต์ธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้ คำว่า "ประยุกต์" นั้น หมายถึงเอาหลักเกณฑ์มาใช้ในความหมายอย่างเดียว กัน แม้ว่าจะมิใช่ระดับเดียวกัน ; แม้ที่สุดแต่คำว่านิพพาน ก็จะให้เอามาเป็นเรื่องของ ชาวบ้าน ในชีวิตประจำวัน ว่าเขาต้องมีนิพพานในความหมายของพระนิพพานนั้นมาใช้ อยู่เป็นประจำ เพื่อแก้ความร้อน มิฉะนั้น จะร้อนอยู่ตลอดเวลา จะเป็นบ้า จะตาย. ยังยิ่งไปกว่านั้นอีก ซึ่งเขาจะไม่ยอมเชื่อกันง่ายๆ คือ การที่จะกล่าวว่า "นิพพานนั้น เรามีอยู่แล้วเป็นประจำ หรือเป็นพื้นฐาน กิเลสหรือความทุกข์ต่างหาก เพิ่งมีมา" ; หมายความว่าเมื่อเราเผลอไปโง่ไป อวิชชาเกิดขึ้น นี่ก็ทำให้เกิดกิเลส ทำให้เกิดความทุกข์ มากลบ มาแทรกแซงภาวะปรกติของคนเรา ซึ่งมีความหมายเหมือน กับนิพพาน คือ ปรกติหรือว่างจากการรบกวนของกิเลส นั่นแหละมันเป็นลักษณะ ของนิพพาน. แต่ว่ามันไม่ถาวร มันเปลี่ยนไปได้ มันให้โอกาส, " คือจิตยังไม่ได้ รับการอบรมที่ดี ก็ยังให้โอกาสแก่การที่จะเกิดขึ้นแห่งกิเลสหรือความทุกข์ ; ภาวะที่ ประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติอย่างพระนิพพาน คือว่าง คือเย็น คือสงบ คือบริสุทธิ์ นั้น มันก็สูญไปเป็นคราว ๆ. ขอให้สังเกตดูให้ดีให้สมกับคำว่า "ประยุกต์" คือไม่ใช่พูดอย่างเดียว ไม่ใช่ ตัวหนังสืออย่างเดียว ไม่ใช่คิดโดยเหตุผล ; ต้องรู้สึกด้วยความรู้สึก ต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างโดยความรู้สึกลงไปที่ตัวของมันจริง ๆ. บางเวลาเราร้อนเป็นไฟ บางเวลาก็ กลัดกลุ้ม เหมือนกับคนบ้า : แต่ก็มีบางเวลาที่เราเย็นหยุดหรือว่าง หรือสงบ มันก็มี แต่พอถึงเวลาอย่างนี้เราไม่ค่อยสังเกต เราไม่สนใจมันสบายเสียก็แล้วกัน ; ก็ไม่สนใจ ว่ามันก็มีอยู่ ในลักษณะที่ประหลาดอย่างยิ่ง. เราก็ไม่ค่อยให้ความหมาย หรือให้คุณค่า ให้แก่ภาวะอย่างนี้. นี่เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้เข้าใจไม่ได้ ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ หรือพระนิพพาน.
น.323 ทาง ๒๙๕ แม้แต่เรื่องของ นิพพาน ก็เป็นเรื่องที่เอามา ประยุกต์ ในชีวิตประจำวันได้ โดยควบคุมให้ไม่เผลอ ; อย่าให้โอกาสแก่กิเลสเกิดขึ้น หรือความทุกข์เกิดขึ้น มันก็ จะเป็นนิพพานที่จริงยิ่งขึ้น เข้มข้นยิ่งขึ้น ยืดยาวออกไป ยืดยาวออกไป จนถึงวันหนึ่ง จิตก็ถึงขนาดที่จะไม่ให้โอกาสแก่การเกิดของอวิชชา. ต้องสนใจรู้รสของธรรมะ แล้วจะเกิดศรัทธา สิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ ความพอใจ ในการที่ได้รับรสชาติของพระ นิพพาน อย่างนั้นนั่นแหละ คือศรัทธาจริง ; ศรัทธานอกนั้นเป็นศรัทธาเพ้อ ๆ เพ้อฝัน แม้แต่เชื่อให้เด็ดขาด ให้สุดสามารถอย่างไร มันก็เป็นศรัทธาเพ้อฝัน ไม่เคยได้ชิมลอง ของจริง. เราได้รู้รสของความสงบเท่าไร เราก็จะมีศรัทธาในเรื่องของความสงบ หรือ ในพระพุทธศาสนามากขึ้นเท่านั้น. เดี๋ยวนี้ เราก็ไม่สนใจว่าความสงบอยู่อย่างไร ไม่เป็นที่พอใจ เพราะไม่ได้ รู้สึกสนใจ ก็เลยไม่มีศรัทธา ; เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ แม้จะพูดว่ามีศรัทธา มันก็ เพ้อเจ้อ. ถ้าจะพูดว่า พวกคุณทั้งหมดยังไม่มีศรัทธาเลย ก็อาจจะได้ คือมีศรัทธาแต่ คาดคเนตามเหตุผลว่าคงจะดีแน่ อะไรแน่ ก็มาสนใจพระพุทธศาสนา เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. มา ศรัทธาอย่างนี้ยังไม่เป็นรากฐาน ; ต้องรู้รสของความสงบ เสียก่อน. นี่เราค่อยพูดกันวันหลัง ที่เกี่ยวกับศรัทธา ; จะยกตัวอย่างมาให้ฟังว่า เมื่อ ไม่สนใจในธรรมะตัวจริง ศรัทธาก็ไม่เกิด คล้ายกับไม่มีจุดตั้งต้นที่แท้จริง. นี้การที่จะเอาพระนิพพานมาเป็นเรื่องประยุกต์ประจำวัน มันก็ต้องคอยจ้อง ว่า เมื่อไรจิตสงบ ว่างจากตัวกู - ของกู มัน มีรสชาติอย่างไร, แล้วก็รีบดื่ม รีบเสวย ความสุขชนิดนั้น ให้รู้รส รู้ชาติ; แล้ว ศรัทธา มันก็จะลงราก แน่นแฟ้น. เดี๋ยวนี้ฆราวาสก็ไม่เคยมีศรัทธาชนิดนี้ พระเณร ตั้งหลายพรรษาแล้ว ก็ไม่เคยมีศรัทธา ชนิดนี้ ; ขอฝากไว้ให้พิจารณากันดู.
น.324 ทีนี้ เพื่อจะให้เป็นอย่างนี้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น จึงพูดกันถึงเรื่อง "ประยุกต์" คือเอาเรื่องนั้น ๆ มาประยุกต์เข้าไป ในเรื่องประจำวัน ในชีวิตประจำวัน มองให้เห็น จากความรู้สึก แล้วก็เพิ่มความรู้สึกให้มันแรงขึ้น, หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ปฏิบัติ ให้จริงยิ่งขึ้นไปในข้อนั้น ให้มีรสชาติ อย่างนั้น อย่าง รุนแรงขึ้นในความรู้สึก, หรือจะมีความพอใจ ที่เรียกว่าฉันทะ ก็จะมีศรัทธารวมอยู่ในตัวฉันทะนั้นเอง วิริยะ จิตตะ วิมังสา มันก็ลากกันมาเป็นหาง. ขอให้มีฉันทะ เสียก่อน นี้ฉันทะคงเกิดจากสิ่งอื่นไม่ได้ นอกจากจะเกิดจาก รสอันประเสริฐ ที่มันแสดงออกมาเป็นการล่วงหน้า ไม่มากก็น้อย ; ฉะนั้น ขอให้ สนใจในรสของความสงบ แล้วก็จะเป็นอันว่า เอาเรื่องพระนิพพานนั้นแหละมาประยุกต์ ได้ในชีวิตประจำวัน. เรื่องโลกุตตระต้องเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ขอให้เลิกคิด ให้เลิกเชื่ออย่างงมงายตาม ๆ กันไป ว่าเรื่องโลกุตตระก็อยู่ที่ ไหนก็ไม่รู้ จะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้. โทษมันเกิดขึ้นเพราะไปแบ่งโลกิยะกับ โลกุตตระอย่างที่แยกกันอยู่เหมือนกับฟ้าและดิน. เรื่องโลกิยะนั้นขอให้ถือว่าเป็นพื้นฐาน สำหรับปุถุชนที่มีอยู่แล้ว ; นี้ถ้าจะให้ดีกว่านั้นจะไปทางไหน ? ก็คือเขยิบมาทาง โลกุตตระ คือเริ่มต้นด้วยการ เข้าใจโลก แล้วก็ ถอนตัวขึ้นมาจากความทุกข์ ในโลก นี่ก็คือโลกุตตระ. นี่ระบบของผมสำหรับปฏิบัติ หรือสำหรับบอกผู้อื่น มันเป็นอยู่อย่างนี้ บอกว่า "ไม่แยกกัน", แล้ว ธรรมะทั้งหลายก็ใช้เพื่อดับทุกข์ แม้ขั้นสูงสุด ก็ เพื่อดับทุกข์ ชั้นต่ำสุด ก็เพื่อดับทุกข์ ; หลักเกณฑ์มันเหมือนกันหมด เพราะว่า ความทุกข์มีต้นตอมาจากที่เดียวกัน หรือสิ่งเดียวกันทั้งนั้น.ความทุกข์ของชาวบ้าน มาจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน, ความทุกข์ของนักบวช หรือความทุกข์ของคนที่
น.325 ทาง ๒๙๗ ออกไปอยู่ป่า เป็นฤๅษี มุนี ก็มาจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ; เพราะฉะนั้น ท่าน จึงตรัสเป็นระบบไว้ตายตัวว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ : ความทุกข์คืออย่างนี้, เหตุให้เกิด ทุกข์คืออย่างนี้, สภาพไม่มีทุกข์เป็นอย่างนี้, แล้ว ทางให้ถึงความเป็นอย่างนั้น มัน เป็นอย่างนี้. ส่วนเรื่องทุกข์เพราะไม่มีเงินใช้ หรือทุกข์เพราะครอบครัวไม่เรียบร้อยนั้น เป็นเรื่องพูดออกไปถึงเปลือกนอกสุด ; ถ้าไม่มีเงินใช้ แต่มีสติปัญญาไม่มีกิเลสตัณหา มันก็ไม่ต้องเป็นทุกข์อะไร, หรือยากจนเกินไปก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้ ก็หาไปก็แล้วกัน, หรือว่าครอบครัวไม่เรียบร้อย ก็รู้จักทำจิตใจให้ปรกติ ก็แก้ไขกันไป. นี่เราจะไปแก้ ในเรื่องว่า ไปทุ่มเทหาเงินใหม่ หาครอบครัวใหม่ หาอะไรใหม่อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่อง โลกมากไป ก็ยกไว้ให้เป็นเรื่องของชาวโลกทั่วไปดีกว่า ; อย่ามาเกณฑ์ให้เป็นเรื่องที่ พระพุทธเจ้าจะต้องสอน หรือจะต้องอะไรเลย เป็นเรื่องของชาวโลกระดับทั่วไป ไม่ต้อง เกี่ยวกับศาสนาก็ได้ กระทั่งมันจะลงไปถึงระดับสัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่ต้องไปเกี่ยวกับ เรื่องธรรมะระบบนี้ก็ได้. นี้เรา ตั้งต้น ระบบนี้กัน ตรงที่ว่า ความทุกข์นี้เกิดมาจากกิเลสตัณหา ก็รู้เรื่องนี้ให้ดีโดยมีความทุกข์อยู่ แล้วรู้จักความทุกข์เสีย ก็จะมองเห็นสภาพที่ตรงกันข้าม โดยการคำนวณว่ามันตรงกันข้าม, และบางเวลามันก็ได้เกิดขึ้นจริง คือเวลาที่เราไม่มี กิเลสตัณหานั้นก็มีอยู่ ก็เรียนจากสิ่งนี้อีกทีหนึ่ง. นี้เป็นอันตัดบทกันไปเสียทีว่า อย่าได้มามีปัญหาในแง่ที่ว่า เรื่องของ โลกุตตระนั้น ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน เพราะว่า โลกุตตระ นั้น ก็คือพ้นทุกข์ เหนือทุกข์ ดับทุกข์ ; ฉะนั้น ถ้าใครมีความทุกข์คนนั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระ คืออยู่เหนือทุกข์. ทีนี้ใครล่ะที่จะมีความทุกข์ยิ่งไปกว่าชาวบ้าน ! ความทุกข์ มันไประดม กองอยู่ที่พวกชาวบ้าน ทั้งนั้น ชาวบ้านก็ควรจะรู้เรื่องนี้; ฉะนั้น เรื่องโลกุตตระคือ
น.326 เรื่องดับทุกข์นี้ เป็นเรื่องสำหรับชาวบ้านโดยตรง แม้ว่ามันจะเป็นระดับต่ำระดับแรก ๆ คือหยาบ ๆ อยู่ ก็สนใจไปเรื่อย ๆ. เรื่อง อริยสัจจ์ ที่มันสูงสุดนี้ ก็เป็นเรื่องสำหรับ ชาวบ้าน, หรือว่าเรื่อง โพชฌงค์ ๗ ประการ ที่ใกล้พระนิพพานเข้าไปเต็มทีแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นหลักเกณฑ์ที่ชาวบ้านอาจจะเอาไปใช้ได้เป็นอย่างดี สำหรับให้บรรลุถึงพระนิพพาน ในฐานะที่เป็นความเย็น แม้สำหรับระดับชาวบ้าน ระหว่างทุกข์ ไปสู่ความไม่มีทุกข์ คือ "ทาง" เอาละทีนี้จะพูดถึงเรื่อง "ทาง" ตามหัวข้อที่กำหนดไว้สำหรับวันนี้ เมื่อเข้าใจ เรื่องทุกข์ กับเรื่องไม่มีทุกข์แล้ว ก็ให้ถือว่า "ทาง" มันอยู่ที่ตรงนั้นแหละ ตรงระหว่าง ทุกข์ไปสู่ความไม่มีทุกข์ตรงนั้นแหละคือทาง ก็กลายเป็นเรื่องของชาวบ้าน หรือเรื่อง ของคนที่มีทุกข์อีกนั่นเอง. มันต้องให้ "ประยุกต์" ลงไปอย่างนี้ จึงจะมีประโยชน์ ไม่เช่นนั้นก็เป็นเรื่องตัวหนังสือไปหมด. ใครมีความทุกข์ เอาความทุกข์ออกมาดู ชิมรสของความทุกข์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็มีความประสงค์ที่ จะเดินออกไปเสียจาก ความทุกข์นั้น ก็เรียกว่า เดินทาง ; ถ้าเป็นเรื่องของชีวิต ก็เป็นเรื่องที่ต้องขยายยาว ออกไป จนเป็นการเดินทางที่กว้างขวาง หรือมีความหมายพิเศษ เพราะว่าเป็นการเดิน ทางของจิตใจ ไม่ใช่เดินด้วยเท้า. ทางของใจ คือระบบปฏิบัติ ตรงนี้อยากจะขอบอกหน่อยว่า คำที่ใช้อยู่กำกวมอีกตามเคย ที่ใช้อยู่ในภาษา ไทย กับที่ใช้อยู่ในภาษาบาลีหรือภาษาธรรมะก็ต่างกัน ; เพราะฉะนั้นเราก็รู้ไว้ด้วย เช่น คำว่า "ทาง" หรือ "มรรค" นี้ ก็ยืมมาจากชาวบ้าน ใช้อยู่ : เรียกถนนหนทางก็เรียกว่า ทาง ; แต่พอมาใช้ในภาษาธรรมะ มันกลายเป็นทางของใจ นั่นคือระบบของการปฏิบัติ หรือแนวหรือสายของการปฏิบัติที่มีอยู่อย่างไร นั้นเรียกว่าทางสำหรับจิตใจเดิน. ถ้าทาง อย่างถนนอย่างทางรถไฟอย่างนั้น ก็เป็นทางสำหรับเท้ามันเดิน วัตถุมันเดิน ล้อมันเดิน
น.327 ๒๙๙ ทาง อะไรมันเดิน ; แต่อย่างน้อยก็ยังเหมือนกันตรงที่มัน มีแนวเป็นสายไปอย่างถูกต้อง จึงจะไปถึงที่หมายปลายทางได้. ยังมีมากไปกว่านั้นอีก ก็คือว่า คำว่า "มรรค" ในภาษาบาลี หรือภาษา พระธรรม นี้ไม่ได้แปลว่า "ทาง" อย่างเดียว มันก็ยังแปลกจนถึงกับว่า หมายถึงการเดิน ทางด้วย. มรรคเฉย ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะมันเป็นเรื่องของจิตอย่างที่กล่าวแล้ว ; แล้วเมื่อเรียกว่า"ทาง" แล้ว ต้องหมายถึงการเดินทางด้วย ไม่ใช่มีตัวทางอยู่เฉย ๆ. อย่าง มรรคมีองค์ ๘ ความถูกต้องของทิฏฐิ ความถูกต้องของสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อะไร ต่าง ๆ นั้น มัน หมายถึงประพฤติอยู่ ไม่ใช่เป็นสักว่าตัวหนังสือ หรือคำพูดที่พูดไว้ จึงจะเรียกว่าทาง ; ต้องหมายถึงระบอบการปฏิบัติ ที่ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น จึงจะชี้ว่า นั่นแหละเป็นตัวทาง ไม่ใช่คำพูดที่วางไว้ หรือทฤษฎีที่วางไว้ หรือปรัชญาที่ตั้งไว้ กลาย เป็นว่าตัวการกระทำลงไปจริง ๆ ตามกฎเกณฑ์เหล่านั้นแหละ เป็นตัวทาง. ทีนี้ มันยังยิ่งไปกว่านั้นอีก ซึ่งคุณอาจจะไม่เชื่อ ว่า ตามหลักของพระพุทธ เจ้า นี้ ท่านถือว่า เมื่อ เดินเสร็จแล้ว จึงจะเรียกว่าทาง ; ถ้ายังไม่มีการเดิน ไม่ ประสบความสำเร็จในการเดิน ยังไม่เรียกว่าทาง. ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุ ทางธรรมดาสามัญ พอเราสร้างถนนเสร็จ สร้างทางรถไฟเสร็จ เราก็เรียกว่ามันมีทางแล้ว ; แม้ไม่มีใคร เดิน แม้เปิดโล่งอยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่ามันมีทาง มีตัวทางแล้ว. แต่ทางธรรมะ จะมี อย่างนั้นไม่ได้ ; ต้องมีได้ จะเป็นทางได้ต่อเมื่อมี การปฏิบัติลงไปแล้ว, แล้วจะต้อง ปฏิบัติ เสร็จแล้วจึงจะเรียกว่า มีทางแล้ว ไม่ใช่กำลังปฏิบัติอยู่ด้วยซ้ำไป. เอาเถอะ อย่างน้อยเขาถือว่า เมื่อกำลังปฏิบัติอยู่ ก็เรียกว่ามีทาง แต่ยังไม่สมบูรณ์ ต่อเมื่อปฏิบัติ แล้วจึงเรียกว่ามีทาง ; ตัวทางมันกลายเป็นว่า ทางที่ได้มีคนเดินไปแล้ว ปฏิบัติแล้ว มีผลแล้ว นี้คือทางที่สมบูรณ์. ภาษาธรรม มีอะไร ก็ต่อเมื่อกำลังทำหน้าที่ เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะพูดไปเสียเลยว่ามันเป็นหลักอันหนึ่ง ในฝ่าย ธรรมะหรือฝ่ายพระศาสนานี้ คุณจะจำให้แม่นยำว่า เราจะเรียกว่ามีอะไร ก็เฉพาะต่อเมื่อ
น.328 สิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่ ของมันอยู่. ส่วนภาษาโลก ๆ นี้ ถ้าสักว่ามีไว้ในครอบครองก็เรียก ว่ามี ; แต่ถ้าภาษาธรรมะต้องสิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่ของมันอยู่. แล้วมันคงจะประหลาดมาก ที่จะบอกให้ทราบสำหรับผู้ที่ไม่ทราบ หรือยังไม่ทราบว่า. เรา มีตาต่อเมื่อมันมีการเห็นรูป ฟังดูเป็นเรื่องบ้าเต็มที่ใช่ไหม ? จะเรียกว่า เรามีตาก็ต่อเมื่อมีการเห็นรูป ; ในขณะที่มีการเห็นรูป จึงจะเรียกว่าตาได้เกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเห็นทางตา มีอะไรไปตามลำดับของมัน. ธรรมดาอย่างนี้เราไม่มีตา เว้นไว้แต่ · เมื่อมันมีการเห็น. หู ก็เหมือนกัน ต่อเมื่อมันมีการพังเสียง จึงจะเรียกว่ามีหู หรือหูได้ เกิดขึ้น. จมูก ลิ้น ก็เหมือนกัน มิได้ถือว่า เรามีตา มีหู มีจมูกอะไรอยู่ตลอดเวลา ; เพราะมันเพิ่งเกิด ; ตาก็เพิ่งเกิดเมื่อมีการเห็น, หูก็เพิ่งเกิดเมื่อมีการได้ยิน, จมูก ก็เพิ่งเกิดเมื่อมีการได้กลิ่น, ลิ้นก็เพิ่งเกิดเมื่อได้ลิ้มรส, ผิวหนังก็เพิ่งเกิด เมื่อมี อะไรมาสัมผัสผิวหนัง, ใจก็เพิ่งมีเมื่ออะไรมาทำความรู้สึก, นี่มันเป็นของที่แยก ออกมาอย่างละเอียดอย่างนี้. เมื่อตายังไม่ได้ทำการเห็นรูป ก็เรียกว่าตายังไม่เกิด มันก็มีดิน น้ำ ลม ไฟ มีอะไรไปตามเรื่องของมัน, มีธาตุตาก็ได้ เขาเรียกจักษุธาตุ ประกอบอยู่ด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุอะไรก็ได้, มันมีสักว่าธาตุ ยังไม่มีตัวตาเกิดขึ้น ซึ่งทำหน้าที่การเห็น ; จักษุนี้จะมีต่อเมื่อทำการเห็น ทำหน้าที่เห็น. มรรคก็เหมือนกัน จะมีมรรค ต่อเมื่อมีการเดิน เดินอยู่ หรือเดินแล้ว สมบูรณ์ก็คือเดินแล้ว, ที่พูดไว้เป็นคำพูดหรือเป็นตัวหนังสือ หรือเป็นความรู้นั้น มัน สักว่าชื่อ ไม่ใช่ตัวจริง ; เดี๋ยวนี้เราจะมีมรรคกันจริง ก็ต้องเมื่อมีการปฏิบัติในส่วน นั้น ๆ อย่างถูกต้อง. ฉะนั้นคำว่ามรรคหมายถึงตัวทางด้วย, ตัวการเดินทางด้วย, และ เป็นทางที่ได้เดินแล้วด้วย, ก็เรียกว่ามรรคอันแท้จริง.
น.329 ๓๐๑ ทาง นี่วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่า มรรค ซึ่งแปลว่า หนทาง แต่ด้วย มรรคจริง หมายถึงการเดินทางที่เดินเสร็จแล้ว จึงจะเป็นทางที่สมบูรณ์. มรรคมีองค์ ๘ ที่กำลังปฏิบัติ บางทีเรียก ศีล สมาธิ ปัญญา เอาละ เดี๋ยวนี้ เราก็พูดกันไปตามทฤษฎีก่อน เรื่อง อริยสัจจ์ทั้ง ๔ เป็น เรื่องทฤษฎี ก่อน ด้วยบอกให้รู้ว่า ทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, เกิดมาจากเหตุ ของมัน ก็คือ ตัณหา คือความอยากด้วยอำนาจความโง่ หรืออุปาทานยึดถือด้วยความโง่, ความไม่มี ทุกข์ หรือดับทุกข์ ก็ คือดับตัณหาเสีย, ทางให้ถึงความดับทุกข์ ก็คือปฏิบัติชอบ ถูกต้องอยู่ ๘ ประการ ; รวมกันเป็นอันหนึ่ง เรียกว่ามรรค. นี่เป็นทฤษฎีเพียงแต่กล่าว ก็ได้, เป็นเพียงรูปคำกล่าวเป็นทฤษฎี เป็นหลัก ก็ได้, คือมีเหตุผลให้คำนวณมองเห็นตามไปได้ ก็เรียกว่าปรัชญา ก็ได้ แต่ยังไม่เป็น ตัวจริงขึ้นมา. ฉะนั้น เรื่อง อริยสัจจ์จึงอยู่ในรูปของทฤษฎี และง่ายที่สุดที่จะเอาไป พูดอย่างปรัชญา. แต่พอมาถึงคราวที่จะทำให้เป็นประโยชน์ เป็นผลอะไรขึ้นมา มัน กลายเป็นเรื่องของมรรค. แยกเอาอริยสัจจ์อันที่ ๔ มาศึกษาให้ดี ปฏิบัติลงไป ก็ เรียกว่ามรรค มันจึงจะเป็นปฏิบัติ, แล้วก็ได้ผลจากการปฏิบัติ ; ไม่เป็นเพียงทฤษฎี หรือไม่เป็นเพียง หลักปรัชญา แต่กลายรูปมาเป็นการปฏิบัติ. มรรคมีองค์ ๘ ที่อยู่ในรูปทฤษฎี ก็เป็นทฤษฎีไปเท่านั้น, รู้ไป พูดไป คิดค้นคำนวณให้เหตุผลไป มันก็เป็นมรรคมีองค์ ๘ ในรูปทฤษฎี รวมอยู่เป็นส่วนหนึ่ง ของอริยสัจจ์ ๔. แต่พอที่ จะเป็นการปฏิบัติ ก็ดึงเอามา แล้วเรา ดูว่าปฏิบัติอย่างไร แล้วก็ ปฏิบัติลงไป ก็จะเกิดเป็นการปฏิบัติ ขึ้นมา เรียกชื่อเหมือนเดิม; แต่เดี๋ยวนี้ มาอยู่ในรูปของการปฏิบัติ แล้วมันคือเป็นตัวจริงนั่นเอง. ฉะนั้น ตัวจริงมันเกิดขึ้น
น.330 ก็เมื่อมันมีการประยุกต์เสร็จแล้ว นี่เรียกว่าทางมีองค์ ๘ ที่เดินแล้ว เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค ที่ทำเสร็จแล้ว. มรรคมีองค์ ๘ บางทีก็เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ก็อีกเหมือนกัน พอ พูดแต่ชื่อก็เป็นทฤษฎี อธิบายโดยเหตุผลก็เป็นปรัชญา แล้วเราก็ไม่ต้องการ มันไม่ สำเร็จประโยชน์. เราต้องการว่าจะปฏิบัติลงไปอย่างไร ในส่วนที่เรียกว่าศีล ว่าสมาธิ ว่าปัญญา ; ปรับปรุงที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติเดิม ๆ นั้น ให้มันดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ นี่จะเป็น การเดินทางโดยแท้จริง เพราะมันดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ. เราอาจจะศึกษา เรื่องศีล สมาธ ปัญญา พร้อมกันไปได้ กับเรื่อง อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ; เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกัน คือเป็นตัวการปฏิบัติด้วยกัน พอมีการปฏิบัติ มันก็มีการเดิน เพราะคำว่าปฏิบัติกับคำว่าเดินนั้นเป็นคำเดียวกัน ; เราไม่ ค่อยรู้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของภาษาบาลี แต่ถ้าเรียนบาลี เราก็รู้ว่าคำว่า "เดิน" กับคำว่า "ปฏิบัติ" นั้น เป็นคำพูดคำเดียวกัน. อาการที่จิตใจเดิน คือก้าวหน้าสูงขึ้นด้วยอำนาจปฏิบัติธรรม ทีนี้ "เดินของจิตใจ" หมายความว่า จิตใจมันสูงขึ้น ; ถ้าดูที่กายที่วาจา มันก็สูงขึ้นไปตาม. แต่คำว่า "สูง" ก็อีกนั่นแหละมันมีความหมายตามแบบธรรมะ คือมัน ใกล้ความดับทุกข์ยิ่งขึ้น ๆ อย่างนี้เราเรียกว่าสูงขึ้น. เดี๋ยวจะไปเข้าใจว่าเป็นวัตถุ พูนให้ มันสูงขึ้น เช่นพูนทรายให้มันสูงขึ้น ๆ หรือหล่อคอนกรีตให้มันสูงขึ้น ๆ อย่างนั้น มันก็ เป็นเรื่องวัตถุ, แต่ถ้าเป็นเรื่อง ทางนามธรรม ทางจิตแล้ว ก็คือใกล้ต่อความสงบ หรือ ใกล้ต่อพระนิพพานยิ่งขึ้น : อย่างนี้เราเรียกว่าสูงขึ้น ๆ จนมันจะสูงกว่า คือสูงกว่าโลก สูงกว่าระดับโลกทั่ว ๆ ไป. นี่ก็ลองสรุปเอาเองดูว่า เดิน ๆ เดินนี้คือทำอย่างไร ? แล้วทำไปทางไหน? เมื่อมีการปฏิบัติอยู่แล้วก็เรียกว่าเดิน กำลังนั่งอยู่ก็ได้ ยืนอยู่ก็ได้ นอนอยู่ก็ได้ เดินอยู่
น.331 ทาง ๓๐๓ ก็ได้ ; แต่มันคนละเดิน. แม้ว่าเดินจงกรมอยู่มันก็เดินส่วนร่างกาย ; ถ้าจิตใจไม่ก้าว หน้า ก็ไม่มีการเดินของอริยมรรค. ถ้าจิตใจก้าวหน้า แม้นอนอยู่ก็เป็นการเดิน ; คำว่า "เดิน" ก็คือ จิตใจเลื่อนระดับ ไปด้วยอำนาจของการกระทำ ประพฤติ นี้เรา เรียกว่าเดิน. ทีนี้มามองกันใหม่ ว่ามันเดินกันเมื่อไร, ที่ไหน, อย่างไร ? ควรจะถือเสียว่า ชีวิตทั้งหลายเป็นการเดินอยู่ในตัว แม้ชีวิตในรูปของวัตถุมันก็ยังเป็นการเดินอยู่ในตัว ; ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีชีวิต ไม่ใช่ชีวิต ไม่เป็นชีวิต. ก็อย่างตรงหน้าเรานี้มีต้นไม้แยะหมด นั่นแหละคือการเดินทางของมัน ; มันโตอยู่ทุกวัน ชีวิตต้นไม้นี้เจริญเติบโตอยู่ทุกวัน ก็เรียกว่ามันเดิน. ขึ้นชื่อว่าชีวิตแล้วต้องเดิน ; ถ้าไม่เดินมันก็หยุด มันก็ตาย แต่ว่าชีวิต อย่างนี้เป็นเรื่องวัตถุ. เราก็เหมือนกัน ร่างกาย ของเรานี้ ตั้งต้นมาจากไข่ในท้องแม่, แล้วมันก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยจนบัดนี้, ออกมาแล้วจนเติบโตอยู่ ทุกวันนี้มันก็เดิน, เดินอยู่แล้วในส่วนร่างกาย ส่วนรูปธรรมส่วนร่างกายในฐานะเป็นชีวิต เป็นความหมาย ของคำว่าชีวิต. ทีนี้มันไม่ใช่มีแต่สิ่งนี้สิ่งเดียว ยังมีระบบอื่น ระบบจิต ระบบสติปัญญา ; นั่นแหละ ตัวสิ่งที่มันจะเดินโดยตรง โดยแท้จริงในที่นี้, คือจิตมันสูงขึ้น ๆ มันใกล้กับ ความหลุดพ้นมากขึ้น ก็เรียกว่ามันเดิน. คุณสมบัติของจิต สติปัญญาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เดิน คือว่ามันมากขึ้น ๆ; เพราะว่าเราอบรมด้วยการกระทำที่เรียกว่า ภาวนานี้. ภาวนา แปลว่า ทำให้มันเจริญขึ้น ๆ ฉะนั้น เอาเป็นคำพูดสั้นๆ ว่า เดิน นั่นแหละคือชีวิต ในทุกแง่ทุกมุม : ชีวิตทางโลกก็เป็นเดิน, ชีวิตทางธรรมก็เดิน, ชีวิต ที่แท้จริง ชีวิตที่จะไปสู่ชีวิตนิรันดรนั้นเขาก็เดิน ; ต่อเมื่อ ถึงชีวิตนิรันดร นี้ จึงจะ หยุดเดินได้.
น.332 เดินฝ่ายกาย และฝ่ายจิตต้องไม่ขัดขวางกัน ในการเดินทางฝ่ายโลก ๆ ทางฝ่ายร่างกาย ให้มีร่างกายสมบูรณ์ คุณก็ไป ศึกษาเอาได้ จากวิทยาการในระบบนั้น ๆ. ไปหาศึกษาได้ นอกวัดก็ได้ เรื่องอนามัย อะไรต่าง ๆ, และพร้อมกันนั้นก็ ให้มีร่างกายที่ถูกต้อง ที่มัน เป็นปัจจัยแก่การเจริญ ทางจิต คือชีวิตในทางจิต ให้จิตมันมีโอกาสเจริญ. ว่าที่จริงกายก็เจริญ ๆ อยู่ในตัวมันเองระดับหนึ่ง ; ถ้าเราไม่ขัดขวางหรือไม่ ไปทำให้มันผิดไปเสีย มันก็เจริญของมันเองได้. ทีนี้เรามันโง่ มันไม่รู้ ไปทำให้เกิด การขัดขวางเสีย มันก็เจริญยาก จึงต้องพูดเสียอีกทีว่า จะต้องมีชีวิตในทางกาย ให้ เป็นไปถูกต้อง ที่จะเป็นปัจจัยส่งเสริมแก่ชีวิตในทางจิต กระทั่ง "ชีวิตในทางวิญญาณ" ชีวิต ทางวิญญาณ นี้ภาษาที่ผมพูดขึ้นเอง คือทางสติปัญญา ; ทางจิตนี้เป็น เพียงจิตที่มีสมรรถภาพอย่างจิต คิดเก่ง จำเก่ง อะไรเก่งก็ได้. ส่วน สติปัญญา นั้น คือความถูกต้องของการคิด หรือความรู้; นี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คือว่าเป็นเหมือนกับ ผู้นำ. ผู้นำชีวิตอื่น ๆ จะไม่เรียกว่าชีวิตก็ได้เหมือนกัน ; แต่จะเรียกว่าชีวิตก็ยังได้ คือชีวิตทางวิญญาณ. ชีวิตทางกายก็คือชีวิตทางเนื้อหนัง, ชีวิตทางจิตคือมันมีความ รู้สึกที่เป็นจิต, ชีวิตทางวิญญาณก็สติปัญญาที่สมบูรณ์ ญาณปัญญาอะไรต่าง ๆ ที่มัน สมบูรณ์. แม้เราจะมีจิตดี จิตสูงเป็นสมาธิอย่างเอก แต่มีมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาญาณะก็ได้ มันแยกกันอยู่ ; ถ้าอย่างไรก็ขอให้มัน เดินกันมาทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทาง วิญญาณ นี้ก็จะถึงปลายทางแน่. ส่วนเดินทางวัตถุนั้น มันก็เดินด้วยเท้า เดินตาม ถนน ขี่รถขี่เรือ ก็ว่ากันไปเรื่องหนึ่ง ไม่เอามาเกี่ยวกันกับเรื่องนี้. เรื่องนี้เอากายล้วน ๆ กายที่เป็นภายนอก มันเดินไปตามความเจริญงอกงาม ทางกาย, แล้วจิตก็เป็นภายใน ก็มีความเจริญงอกงามไปตามวิถีทางของจิต พร้อมที่จะ
น.333 ทาง ๓๐๕ เป็นที่ตั้งของวิญญาณหรือปัญญา ก็จะมีความก้าวหน้าทางปัญญา ทางญาณ ทางวิญญาณ. วิญญาณในที่นี้ไม่ใช่วิญญาณตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็น วิญญาณ ในความหมายพิเศษ เล็งถึงพระนิพพานก็ได้ เคยมีคำเรียกพระนิพพานว่าวิญญาณ ก็มีเหมือนกัน. ญาณ ก็แปลว่า รู้, วิ นั้นก็แปลว่าวิเศษ แจ้งที่สุดนั่นแหละ ; วิญญาณก็คือ อย่างนั้น ไม่ใช่วิญญาณทางตา ทางหู ที่ยังไม่รู้อะไร. ทาง physical คือทางร่างกาย, ทาง mental คือระบบทางจิต, ทาง spiritual นี้คือทางระบบวิญญาณ แยกออกจากกัน โดยเด็ดขาดอย่างนี้ ; ฉะนั้น มันเดินทั้ง ๓ ทาง. ที่คุณอุตส่าห์ เล่าเรียนตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีมา จนเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ มันเป็นการเดินทางไหน ? ดูให้ดีก็จะเข้าใจได้ มัน เป็นการเดินมาพร้อมกัน หลาย ๆ อย่าง : ทางกาย ก็มี เพราะว่าเราเรียนอะไรรู้นี้ มันทำให้มีความเป็นอยู่ถูกต้อง ร่างกาย เจริญ, และ ทางจิต ก็เจริญ เพราะถูกฝึก ถูกอบรมให้เข้มแข็ง ให้มีสมรรถภาพมาก, ทางวิญญาณ ก็เจริญ จนเรารู้อะไรอย่างถูกต้อง นี่มันมากขึ้น ๆ. จะเห็นได้ว่า มรรค หรือ การเดินตามมรรค มีมาแล้วตั้งแต่แรกเกิด โดย ไม่รู้สึกตัว แต่มันเป็นระดับต่ำ ยังไม่เอาเข้ามาเป็นระดับที่เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค ใน พระพุทธศาสนา ; พอเรารู้อะไรมากขึ้น รู้จักผิด รู้จักถูก รู้จักต้นทางปลายทางอะไร ดังนี้ ก็มีการเดินในทางจิตใจมากขึ้น ทางสติปัญญามากขึ้น. นี้ก็ใกล้ระบบมรรคใน พระพุทธศาสนา กระทั่งว่าเป็นตัวมรรคอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้น กลายเพศ จากปุถุชนไปเป็นพระอริยเจ้า. ระบบในพุทธศาสนา เป็นการเดินจากปุถุชนสู่อริยะ ระบบในพระพุทธศาสนา โดยตรงก็พูดได้อย่างภาพพจน์ง่ายๆ ว่าเดินจาก ปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ; อย่างน้อยที่สุด เราก็ ควรจะรู้จักความเป็น ปุถุชน ของเรา ว่าเดี๋ยวนี้มันมีอยู่เท่าไร ขี้มักจะอะไรตามวิสัยของปุถุชน : นิดหนึ่งก็
น.334 อยาก นิดหนึ่งก็โกรธ นิดหนึ่งก็โง่ สะเพร่า ; นี่ปุถุชน มันหนาอยู่ด้วยกิเลส. นี้ก็เดินจากสภาพอย่างนี้ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า คือไปห่างออกไปจากความเป็นอย่างนี้ ก็หมายความว่า ความเป็นอย่างนี้มันจางลง ๆ บางลง ๆ. ที่เรียกว่า เป็นปุถุชน คนหนานี้ มันก็ บางลง ๆ ๆ จนกว่ามันจะสว่างใสแจ๋ว ไม่มีอะไรมืดมัวหรือปิดบัง นี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับความทุกข์ ความดับทุกข์ จะไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นปัญหา ไม่มีม่านบังอะไรอีกต่อไป เดินจากปุถุชนไปสู่พระอริยเจ้า หรือว่า เดินจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ถ้าระดับสุดท้ายก็เรียกว่าพระอรหันต์ ไม่ถึงนั้นก็เรียกว่าโสดา สกิทาคา อนาคา ไปตามลำดับ. นิพพานของท่านเหล่านั้นก็สูงขึ้นตามลำดับ คือมากขึ้นตามลำดับ ยาวนาน ขึ้นตามลำดับ ; อย่างว่า นิพพานของปุถุชน ที่เป็นเอง ว่างเอง เย็นเองอยู่บ้าง พอ จะมีให้ดูบ้างนี้ มันก็มีอยู่ระดับหนึ่ง, พอเลื่อนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ก็มีมากขึ้น ยาวขึ้น ดีขึ้น อะไรขึ้น ชัดเจนขึ้น กว่าจะสมบูรณ์ถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์ แต่ขอบอกว่า บางคนเขาไม่อธิบายอย่างนี้ เขาจะเห็นว่าอธิบายอย่างนี้เป็น เรื่องผิด ๆ บ้า ๆ บอๆก็มี; แต่ผมยังยืนยันอยู่ว่า อธิบายอย่างนี้ถูกกว่าหรือดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นช่องทางที่จะให้เกิดการปฏิบัติได้ง่ายกว่า หรือมีกำลังใจมากกว่า. คนจะได้มีกำลังใจสำหรับจะเดิน อย่าเอาไปไว้เสียไกลลิบ ไม่รู้ว่ากี่หมื่นชาติก็พันชาติ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ; นิพพานไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่หมื่นชาติพันชาติ. เดี๋ยวนี้ เราบอกว่ามีอยู่แล้ว ปรับปรุงมันขึ้น develop มันขึ้น มันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ๆ นี้มันจะ สมบูรณ์ถึงที่สุดแหละ ; ใช้คำว่าสมบูรณ์นี้มันก็ประหลาดเหมือนกัน : สมบูรณ์สำหรับ ปุถุชนมันก็แค่นี้, สมบูรณ์สำหรับพระอริยเจ้ามันก็แค่โน้น. สรุปความเท่าที่พูดมานี้ ก็เพื่อจะ ให้รู้จักคำว่า "ทาง" กันเสียที; ในที่สุด ก็มาคลำพบ อยู่ที่ตัวเองนี้เอง เอามือจับลงไปที่ตัว ร่างกายนี้ ก็ อ้าว, พบว่า "ทาง"
น.335 ทาง ๓๐๗ มันอยู่ที่นี่. การเดินทาง และเดินเสร็จแล้ว มันก็อยู่ที่นี่ เพราะว่าตัวชีวิต ตัวร่างกายนี้ มันเดินอยู่เรื่อย งอกงามอยู่เรื่อยทุกวัน ๆ หรือว่ามันเปลี่ยนแปลงไป ก็ตามใจ ก็เรียกว่า เดินเหมือนกัน. ส่วนจิตมันก็เดินอยู่ทุกวัน ส่วนสติปัญญามันก็เดินอยู่ทุกวัน ; เพราะฉะนั้น เรารวมเรียกกันว่าทั้งหมดมันรวมอยู่ที่นี่. เพราะจิตก็ไม่ปรากฏได้ที่อื่น นอกจากที่ ร่างกายนี้, แล้วปัญญาก็ไม่ปรากฏได้ในที่อื่นนอกจากที่จิตนั้น ; ก็เลยเอามาใส่ไว้ใน ร่างกายยาวประมาณวาหนึ่งนี้หมด. ทุกเรื่องมารวมอยู่ที่ร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ; ฉะนั้น ดูให้ดี ๆ อย่าไปชะเง้อหาไปที่อื่น มันจะน่าหวัว มันจะน่าสงสาร เพราะว่ามันอยู่ที่นี่ ว่า "เพชร มีอยู่ที่หน้าผากแล้ว คนโง่หาไม่พบ" จำอันนี้ไว้เป็นคติ หรือเป็นอุทาหรณ์เปรียบเทียบ สำหรับเราจะได้รู้จักแสวงหาอะไรให้พบ, ให้พบตามที่มันมีอยู่จริง และมีอยู่ข้างใน. สรุปว่า ชีวิตนี้เดินทางอยู่ตลอดเวลา สรุปความตอนนี้ก็ว่า ทางมีอยู่แล้วที่เนื้อที่ตัว ; ไม่เป็นแต่เพียงตัวทาง เฉย ๆ แต่เป็นตัวการเดินทางด้วย แล้วก็เดินเสร็จแล้วด้วย : มันมีเรื่องเกิดขึ้นเป็นเรื่อง ๆ แล้วก็เสร็จไปเป็นเรื่อง ๆ อย่างที่นี่ เราก็มีหลักของเราว่า "เสร็จทุกวัน" การงาน การก่อสร้างการอะไรก็ดี เสร็จทุกวัน มันก็เสร็จเท่าที่มันเสร็จไปทุกวัน มันจริง. ที่เขาว่าไม่รู้จักเสร็จ หรือเขารอจะเสร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเขาวางมาตรฐาน อย่างอื่น ; ส่วนเราวางตามกฎของธรรมชาติ ตามระเบียบของธรรมชาติมันเสร็จทุกวัน : พอเราตั้งใจทำมันก็เกิดขึ้น, พอเราทำเสร็จไปวันหนึ่ง จะเลิกจะปิดไฟนอนนี่ มันก็เสร็จ ไปแล้ว, เสร็จเพราะว่าเราเลิกคิด เลิกกระทำ เลิกยุ่งกับมัน. ขอให้ถือว่า ชีวิตนี้เดินทางอยู่ทุกวัน หรือทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที เสร็จเป็นเรื่อง ๆ เรื่อง ๆ ไป ตามแต่ที่จะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ หรือเล็กมากใหญ่มาก ;
น.336 ยิ่งดูจะยิ่งเห็นว่า ชีวิตนี้คือตัวการเดินทาง แล้วก็ประยุกต์ได้ทันที ไม่ต้องเก็บไว้ใน หนังสือ ในตำรา ในพระคัมภีร์ หรือไว้ที่ไหนก็ไม่รู้. การเดินทางอยู่ที่ตัวการกระทำ ประจำวัน, ที่ร่างกายจิตใจที่กำลังประกอบกันอยู่เคลื่อนไหวกันอยู่ นี้เป็นการเดินทางอยู่. การเดินทาง ต้องเดินให้ถูก ทีนี้ ที่จะพูดต่อไปนี้ ก็คือว่าเดินให้มันถูก ; เมื่อเป็นการเดินอยู่แล้ว ก็เหลือ แต่ว่าเดินให้ถูก. เดินถูกอย่างไร ? ก็ไปเปิดดูไปศึกษาดู เรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ ; บางทีก็เอามาสวดบทสวดมนต์แปลท่องกันอยู่นี้ : สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ สัมมา สังกัปโป - ความดำริชอบ สัมมาวาจา - พูดจาชอบ สัมมากัมมันโต - การงาน ชอบ สัมมาอาชีโว - ดำรงชีวิตชอบ สัมมาวายาโม - พากเพียรชอบ สัมมาสติ - ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ - ตั้งใจมั่นชอบ. ตัวหนังสือทั้งนั้น ; จะเห็นชอบ หรือว่าจริงขึ้นมาอย่างไร ? ที่ว่าแต่ปาก เป็นตัวหนังสือทั้งนั้น เพราะไม่ประยุกต์ ; ต้อง ทำให้มีความถูกต้อง อยู่ในสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา จึงจะเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ใน เนื้อในตัวตลอดเวลา. ข้อหนึ่ง ว่าความเห็นชอบ - สัมมาทิฏฐิ ตามตัวหนังสือก็แปลว่าทิฏฐิชอบ ; ทิฏฐิ คือ ความเห็น. ความเห็นเป็นคำกลาง ๆ เพราะว่าชีวิตย่อมมีความคิดความเห็น ; นี้ต้องคิดเห็นให้ชอบให้ถูก. เมื่อพูดว่า ชอบ หรือ ถูกนี่ มันก็ ต้องแน่ว่าจะดับทุกข์ได้, ความคิดเห็นอันนั้นต้องถูก คือดับทุกข์ได้. ฉะนั้น ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปยังความดับทุกข์ ; ความคิดความเห็นอย่างอื่นไม่จำเป็น หรือจะเรียกว่าไม่มีค่าก็ได้. ความคิดความเห็นที่ดับทุกข์ ได้ ไม่ว่าทุกข์ชนิดไหน เป็นความเห็นที่มีค่า หรือจำเป็น ; ดังนั้นจึงระบุไปยังความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์, พูดให้สั้นที่สุดก็ "ดับทุกข์" เท่านั้นแหละ. ถ้าจะแจกออกเป็นรายละเอียดมันก็มาก ; ไปหาอ่านเอาเอง เฉพาะที่ผมพูดหรือเทศน์ มีผู้พิมพ์ไปแล้วก็มากรายแล้ว ไปอ่านเอา เองเถอะ.
น.337 ทาง ๓๐๙ เดี๋ยวนี้ก็จะสรุปเอาแต่ใจความว่า ข้อหนึ่ง ความเห็นที่จะช่วยให้เกิดการ ปฏิบัติที่ดับทุกข์ ได้ นี้เป็นความเห็นชอบ, กระทั่งการพอกพูนความคิดเห็นอันนี้ ก็ เรียกว่าปฏิบัติชอบเหมือนกัน. ถ้าทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นให้เจริญขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติ ชอบอยู่ในตัว, เป็นการเดินทางอยู่ในตัว; จำกัดขอบเขตไว้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะ ไปคิดมากเกินไปไม่ทันแก่เวลา. ไปศึกษามากเกินไป ไม่ทันแก่เวลา : ตายเสียก่อน ตายเสียเปล่า. รู้จักจำกัดขอบเขตของการศึกษาความคิดความเห็นให้มันพอเหมาะพอดี ให้ทันแก่เวลาให้ดับทุกข์ได้ก่อนเข้าโลงก็เป็นการดี ; ให้ดับทุกข์ได้เนิ่นไปกว่านั้นเท่าไร ก็ยิ่งมีกำไรมากเท่านั้น. ข้อสอง สัมมาสังกัปโป สังกัปโป ตัวนี้ แปลว่า ต้องการ ความหวัง หรือ ความใฝ่ฝัน ก็ได้ นั่นคือสังกัปโป. ทุกคนมีสังกัปโปอยู่ตลอดเวลาเลย แต่ว่าไม่ค่อย จะชอบ คือไม่ค่อยจะถูกต้อง ไปจัดเสียใหม่ให้ตรงร่องตรงรอย ให้ถูกต้อง ให้ดำริที่ จะออกจากความทุกข์ ; เช่นมีความทุกข์เพราะมันจมอยู่ในกาม ก็ดำริออกจากกาม, หรือเป็นทุกข์เพราะว่าไปโกรธ ไปเกลียดอะไร ที่มันตรงกันข้ามจากกาม นี่ก็ออกมาเสีย. แล้วความดำริรู้สึกที่โง่เขลา ที่ทำให้ลำบากโดยไม่จำเป็น ที่เรียกว่าหิงสา ทำให้ลำบาก โดยไม่จำเป็นแก่ทุกฝ่าย ก็ดำริเพื่อจะออกมาเสีย. นี่จะเป็นประยุกต์โดยเร็วโดยด่วนที่สุดแก่พวกคุณ ผมบอกให้เลยว่ารีบไป ดำริเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสีย ; อะไรที่คุณทำอยู่ มีอยู่ ใช้อยู่ กินอยู่ อะไรก็ได้ อย่างไม่จำเป็นนั้น เอาไปขว้างทิ้งเสียให้หมด จะประยุกต์ข้อนี้มากที่สุด. ดำริ ใฝ่ฝัน ต้องการ อันถูกต้อง ล้วนแต่เป็นไปเพื่อดับทุกข์ตามหลักของสัมมาสังกัปโป. ข้อสาม สัมมาวาจา ทีนี้ก็ทำจริง ๆ ในทาง การกระทำ พูดจาถูกต้อง ; ไม่ใช่เฉพาะคำพูดถูกต้องหรือไพเราะแม้แต่วิธีพูด เวลาที่จะพูด น้ำเสียงที่พูด อะไรก็ ต้องให้ถูกต้อง. แต่เมื่อหมายถึงประโยชน์อันสำคัญแล้วก็คือว่า ไม่ทำลายประโยชน์
น.338 ผู้อื่น ไม่ทำลายประโยชน์ตน คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่ พูดเพ้อเจ้อ ตามหลักที่รู้กันอยู่แล้ว ; รวมความสั้น ๆ ก็ว่า วาจาที่มัน ไม่ทำลายประโยชน์ ของใคร แล้วก็ส่งเสริมประโยชน์ นี่เป็นคำที่ควรพูด แล้วก็เรียกว่าเป็นคำพูดที่ถูกต้อง. ข้อสี่ สัมมากัมมันโต ตามตัวหนังสือ การกระทำทางกายนี้ ก็คือการงาน ที่ทำทางกาย ให้ถูกต้อง อยู่ในขอบเขตที่ไม่ทำใครให้เดือดร้อน อีกเหมือนกัน และให้ สำเร็จประโยชน์ตามที่ควรจะได้รับ ควรจะมุ่งหมาย. เพราะฉะนั้นเราก็ทำการงานทางกายนี้ เพื่อประโยชน์แก่กายเป็นส่วนใหญ่ อยู่ได้ในส่วนกาย กายอยู่ได้ ใจก็อยู่ได้ ; ใจอยู่ได้ สติปัญญาก็อยู่ได้. ข้อห้า สัมมาอาชีโว : อาชีวะ - ชีวิตทั่ว, อา ว่าทั่วถึง, ชีวะ ว่า ชีวิต ; อาชีโว นี้ ก็มีชีวิตที่ดำรงอยู่ การดำรงอยู่แห่งชีวิต. ถ้าชีวิตทั้งหมดนี้ถูก ต้อง แล้วมันก็ถูกต้องไปทุกอย่าง : เรื่องกิน เรื่องใช้ เรื่องอาบ เรื่องถ่าย เรื่องหา เรื่องได้ เรื่องรักษาต่าง ๆ ก็เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องตามแบบของบุคคลนั้น ๆ ที่ว่าเขาอยู่ในระดับไหน, เขาเดินไปถึงไหนแล้ว ; พระก็อย่างหนึ่ง, ฆราวาสก็อย่างหนึ่ง. ข้อหก สัมมาวายาโม - พากเพียรถูกต้อง คือใช้กำลังงานไปแต่ในทาง ที่ถูกต้อง. ท่านวางหลักไว้ว่า ให้พยายามที่จะละผิด ๆ เสีย ; อย่าทำเข้ามา พยายาม ละเสีย แล้วพยายามให้ความถูกต้องเกิดขึ้น แล้วรักษามันไว้. นี่เรียกว่า ความพากเพียรที่ ถูกต้อง ไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น, แล้ว ละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว, ให้ความดีเกิดขึ้น, และ รักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้ว นั้นๆ : สั้น ๆ ๔ หัวข้อ แต่กินความกว้างหมด รู้หน้าที่ ที่ควรกระทำ แล้วก็กระทำ. ข้อเจ็ด สัมมาสติ - มีการคุมสติอยู่อย่างถูกต้อง นี้ก็พูดแล้วในเรื่องสติ หรือสมปฤดี ในการบรรยายครั้งแรก ๆ. เหลือแต่ ให้ถูกต้องอยู่ด้วยการควบคุมไว้ ก็เรียกว่า สัมมาสติ; ไม่เปิดช่อง ไม่เปิดโอกาส ให้ความเสียหายทุกชนิดมันเกิดขึ้น
น.339 ทาง ๓๑๑ นั่นแหละเรียกว่าสัมมาสติ. มันเหลืออยู่แต่ความถูกต้อง ก็เป็นความสุขหรือเป็นสิ่งที่ พึงปรารถนาอยู่โดยอัตโนมัติ. อย่าเผลอสติ แล้วก็อย่าไปหาอะไรมาทำลายสติ : การกิน การดื่ม การเสพ การคบ การอะไร กับสิ่งที่ผิด ๆ ทำให้มึนเมา แล้วทำลายสติ ; อย่างนี้อย่าไปยุ่งกับมัน. ควบคุมสตินี้ให้อยู่ในร่องในรอย คือให้ถูกต้องอยู่เสมอ อย่า ให้ผิดพลาดเกิดความทุกข์ขึ้นมา ; ถ้าผิดพลาดจะเกิดความทุกข์ขึ้นมา. แม้เรื่องเล็ก ๆ ก็อย่างเดียวกัน : พอผิดพลาด ก็ปัญหาเกิด ความทุกข์เกิด อะไรเกิดขึ้นมา. ข้อแปด สัมมาสมาธิ มีการตั้งใจมั่นชอบ, ตั้งมั่นชอบแห่งจิตใจ นับ ตั้งแต่ทำจิตให้ตั้งมั่นก่อน ธรรมดามันก็ไม่ค่อยจะตั้งมั่น หรือตั้งมั่นน้อยไป หรือไม่ก็มัก จะตั้งมั่นผิด ; เพราะฉะนั้น จึงมีหน้าที่ว่า ทำให้จิตตั้งมั่น เป็นจิตที่มีกำลังสูง, แล้วก็อยู่ ในภาวะที่ถูกต้อง. ภาวะที่ถูกต้องนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การดับทุกข์ ถ้าตั้งมั่นจริง แรงจริง ; แต่ถ้าเป็นไปเพื่อทุกข์ หรือเพื่ออันตรายแล้วละก็ เรียกว่าไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ สัมมาสมาธิ, เป็นสมาธิที่เป็นเหยื่อของกิเลส เป็นอุปกรณ์ของกิเลส หาประโยชน์อย่าง กิเลส. สมาธิอย่างนี้เป็นสมาธิผิด เป็นมิจฉาสมาธิ ก็ยกไว้ให้พวกโจร พวกยักษ์ พวกมาร พวกอมนุษย์ไปตามเรื่อง. ถ้าเป็นมนุษย์ที่มี การเดินทางที่ถูกต้อง ต้องมีสมาธิถูกต้อง คือ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ, แล้วก็จิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง, แล้วจิตก็ว่องไวแคล่วคล่องต่อ หน้าที่การงานของจิต นั่นเอง ; องค์คุณของสมาธิท่านกล่าวไว้อย่างนี้. ที่กล่าวนี้ครบ ๘, แปดองค์ เอามารวมกัน เป็นชีวิตหนึ่ง ซึ่งประกอบอยู่ ด้วยความถูกต้อง ๘ ประการ เรียกว่า "ทาง". ชีวิตนั้นเป็นทาง เพราะชีวิตเป็นทาง อยู่เสมอ เป็นการเดินทางอยู่เสมอ. มรรคมีองค์แปด กล่าวอย่าง ศีล สมาธิ ปัญญาก็ได้ ถ้าชอบพูดเป็น ๓ อย่าง : เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็พูดได้ คือ สองอย่างแรก เป็นปัญญา : สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ; นี่ ๒ อย่างนี้ เป็นปัญญา ความรู้
น.340 ถัดมาอีก ๓ อย่าง คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นี้เป็นศีล. ถัดมา อีก ๓ อย่างคือ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นสมาธิ ปัญญามาก่อน เพราะมันเป็นแสงสว่างนำหน้า ก็มาก่อน ; แล้วศีลก็เดินตาม, สมาธิก็เดินตาม, ก็ ส่งเสริมปัญญาให้แรงขึ้น ศีล สมาธิ ก็แรงขึ้น วนเวียน ส่งเสริมกันอยู่อย่างนี้. โดยหลักแห่งการปฏิบัติ เราต้องพูดอย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส คือตรัสว่า ปัญญา ศีล สมาธิ, - ปัญญา ศีล สมาธิ, - ปัญญา ศีล สมาธิ. แต่ถ้า เรา พูดอย่างทฤษฎี เป็นตัวหนังสือ เป็นปริยัติ เราก็พูดได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา , - ศีล สมาธิ ปัญญา. พอถึงที่ที่จะสำเร็จประโยชน์จริง คือ เป็นการปฏิบัติจริง มันกลายรูปเป็น ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ เพื่อไม่ให้มันเข้ารกเข้าพง. เมื่อปัญญามีอยู่ ศีล สมาธิ ก็ถูกต้อง : ฉะนั้นจึงเริ่มจุดของการถูกต้องที่ปัญญา. การศึกษาของเราก็เพื่อ ให้ความถูกต้องแก่ปัญญา ; แม้ในจุดเริ่มแรก ก็ต้องมีศีลถูกต้อง สมาธิถูกต้อง ในจุด เริ่มแรก, แล้วมันก็สูงขึ้นมาตามลำดับไปทุก ๆ รอบ. นี้เรียกว่า "ทาง". ที่พูดว่า "ประยุกต์ ๆ" นี้ ก็เพียงเพื่อว่าให้พวกคุณมองดู ว่าทางอยู่ที่ไหน ; และก็เห็นว่ามันมีอยู่แล้วเสร็จแล้วที่เนื้อที่ตัวนี่ เป็นทาง, เป็นตัวทางที่มีการเดินอยู่เสมอ ก็เรียกว่าประยุกต์ได้ มิฉะนั้นก็เป็นเรื่องท่องจำอย่างนกแก้วนกขุนทอง. ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องประยุกต์ทางไปนิพพาน นี้เรื่องปัญหาของคนที่ว่าจะต้องเดินทาง จะต้องมีการเดินทางให้มันถูกต้อง แล้วเราทำการประยุกต์ด้วยการเอาหลักพระธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา คืออริย- มรรคมีองค์ ๘ สำหรับไปพระนิพพานนั่นแหละ มาประยุกต์ให้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชีวิต ประจำวัน แล้วก็เป็นการลากเอาพระนิพพานมาไว้ที่นี่ด้วย ให้มันมาคู่กันอยู่กับการ เดินทางอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นพระนิพพานในระดับเริ่มแรก นิพพานตัวอย่าง
น.341 ทาง ๓๑๓ นิพพานชั่วขณะอะไรก็ตาม ฉะนั้นก็มีการเดิน และการถึงอยู่ทุก ๆ ขั้น และทุก ๆ ตอน นับว่าไม่เป็นหมันเปล่า ก็รู้จักประยุกต์. เวลาสำหรับพูดก็หมดแล้ว ต่อนี้ไปก็เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีปัญหาอะไร ก็ถามเท่าที่ในขอบเขตของคำว่า "ทางหรือการเดินทาง". คำอธิบาย ตอบปัญหา (ถาม) ขอนมัสการพระคุณเจ้า กระผมขอเรียนถามว่า การที่คนเรามีสัมมาสัง- กัปโปนั้นจะต้องขว้างสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเสียนั้น. คำว่าสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้น กระผมมีความ ข้องใจว่า หมายถึงอะไรกันแน่ อาจจะหมายถึงว่า ตัณหาในสิ่งที่หยาบ หรือไม่มีเหตุผล, หรือ ว่าจะเป็นตัณหาที่ไม่ดีประการหนึ่ง. อีกประการหนึ่ง หรืออาจจะหมายถึงทางด้านวัตถุ ที่ไม่ จำเป็นแก่การดำรงชีวิตนั้น เราต้องขว้างออกไป หรืออาจจะมีอะไร. (ตอบ) ที่ว่าอย่าไปทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นนี้ ทำตัวให้ลำบากเปล่านั้น เป็น เพียงคำอธิบายของสัมมาสังกัปปะอันสุดท้าย คือ หิงสาสังกัปปะ ให้เป็นวิหิงสา สังกัปปะ ขั้นแรกก็มี ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท แล้วก็ ดำริออกจาก เบียดเบียน. ดำริออกจากถาม หมายความว่า กิเลสกามนั้นมันทำให้เป็นทุกข์ ; นี้เราก็ ออกจากกาม หมายความว่า ออกมาเสียจากอำนาจของมัน มิได้หมายความว่าออกมาจาก วัตถุ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความหมายของคำว่ากาม เป็นต้นว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนี้ มันมิใช่ตัวกาม แต่เป็นวัตถุกาม คือเป็นวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งกาม. เราก็ยังอาศัย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้น ในฐานะเป็นวัตถุปัจจัยสำหรับการเป็นอยู่ในชีวิต ประจำวัน, เราหลีกหรือขว้างทิ้งไปหมดไม่ได้. แต่ในส่วนที่ไม่จำเป็น ขว้างออกไป ทิ้งออกไป อย่าไปยุ่งกับมัน ; นี่กินความรวมไปถึงข้อสุดท้าย ที่เรียกว่า หิงสา หรือ วิหิงสา. แต่ต่างกันอยู่ตรงที่ว่า หิงสา นั้น ทำไปด้วยความโง่ กิเลสประเภทโมหะ, ส่วน
น.342 กามนี้มันทำไปด้วยกิเลสประเภทราคะ หรือโลภะ. ทั้งสองอย่างนี้มีส่วนเกินหรือส่วน ที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้อง คือว่าทำให้เกิดกิเลส เกิดทุกข์ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้อง. หลักนี้เป็นหลักที่ควรจะมองให้เห็นและเข้าใจ : กาม นั้น เป็นเรื่องกิเลส- กาม, พยาบาท นั้น ทำคนอื่นให้ลำบาก เดือดร้อนเป็นตายด้วยเจตนา คือทำร้ายผู้อื่น, ส่วน หิงสา นี้ข้อสุดท้ายมัน เป็นโมหะ ทำตัวเองด้วย ทำผู้อื่นด้วย ก็ได้ ให้ลำบาก ให้ทุกข์ยาก โดยไม่มีเจตนา โดยไม่รู้สึกตัว ; ผิดกันอย่างนี้. ฉะนั้นไม่มีขัดขวางกับ หลักการอะไรหมด ; ถ้าถือเอาความหมายถูกต้อง. ความรู้สึกใฝ่ฝัน ของมนุษย์นั้น เป็นไปได้ใน ๓ ทางนี้ คือทาง ถาม แล้ว ก็ทาง พยาบาท หรือประทุษร้ายผู้อื่น แล้วทาง วิหิงสา คือทำกันและกันให้ลำบากโดยไม่ เจตนา ; อย่างแรกมาจากโลภะ หรือ ราคะ, อย่างที่ ๒ มาจากโทสะ หรือ โกธะ, อย่างที่ ๓ มาจากโมหะ หรือ อวิชชา ที่มันเหลือจากที่อื่น. เรามุ่งหวังให้ออกมาเสียจากอันตรายทั้ง ๓ นี้ ก็เรียกว่าเป็นความมุ่งหวังที่ชอบ หรือที่ถูกต้อง ; ฉะนั้นถ้าจะเอามาประยุกต์ในเรื่องการงาน อย่าให้การงานของเราต้อง เป็นไปในลักษณะนี้. การงานหรือการศึกษาการเล่าเรียน ; การงานก็แล้วกัน, เรียกว่า การงานก็แล้วกัน ที่ทำอยู่นี้ อย่าให้ถลำลงไปใน ๓ อย่างนี้ คือ ลุ่มหลงไปในกาม หรือว่า เป็นไปเพื่อทำร้าย ประทุษร้ายผู้อื่น, หรือ ทำผู้อื่นหรือเราเองด้วย ให้ลำบาก โดยไม่เจตนา. นี้มีหลักอย่างนี้. คำถามที่ถามนั้นยังไม่จับใจความทั้งหมดนี้ได้ จึง ถามอย่างนั้น. ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า สัมมาสังกัปโป - ความประสงค์ หรือ ความหวัง หรือ ความต้องการ หรือ ความดำริ หรือ ความใคร่ แล้วแต่จะเรียกที่เป็นไปอย่างถูกต้องนั้น คือ เป็นไปเพื่อให้มันถอยห่างออกมาเสียจากถาม จากพยาบาท และ จากหิงสา.
น.343 ทาง ๓๑๕ (ถาม) ที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายว่า ชีวิตคือการเดินทาง แล้วก็ท่านได้ยกว่าการ เดินทางนั้น, ตัวทางนั้นคืออริยมรรคมีองค์ ๘ กระผมอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า นอกจาก อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ยังมีมรรควิถีอื่นอีกไหมครับ ที่จะเดินทางจากความทุกข์ไปสู่ความ ไม่มีทุกข์. เพราะว่าอย่างคริสตชนกับอิสลามิกชน หรือชนซึ่งอาจจะถือว่าคนไม่มีศาสนา หรือ ไม่ยึดถือว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เป็นหนทางเดินจากความทุกข์ไปสู่ความไม่มีทุกข์นั้น. อยาก จะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า นอกจากอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว มีมรรควิถีอื่นหรือไม่ ? (ตอบ) ตอบได้เลยว่าไม่มีมรรควิถีทางอื่นใด ที่จะเดินจากความทุกข์ไปสู่ความ ดับทุกข์ นอกจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ; หากแต่ว่ามันมีชื่อเรียกอย่างอื่น. เราก็ได้ยินชื่อ เรียกอย่างอื่น แต่เราไม่รู้จัก เรามองไม่เห็น ไม่เข้าใจว่า นั่นก็คืออัฏฐังคิกมรรค จะเป็นเสียอย่างนี้ คือโดยเนื้อแท้ต้องเป็นอัฏฐังคิกมรรค แต่เขาอาจจะเรียกชื่ออย่างอื่น เมื่อพูดเกี่ยวข้องกันไปถึงศาสนาต่าง ๆ แล้วก็ควรจะไปสังเกตดูว่า ทุกศาสนา นิยมคำว่า "ทาง" ; ตะวันออกสุดเรานี้ก็มีเต๋า คำว่า เต๋า ก็แปลว่า ทาง, โซโรสเตอร์ ก็ใช้คำว่า ทาง เป็นชื่อของธรรมะ, คริสเตียนพระเยซูก็บอกว่า "ฉันแหละคือทาง" เอาตัวพระเยซูเองเป็นทาง. มีคำว่า"ทาง" อย่างอื่นอีกมาก ศาสนานอกจากที่กล่าวนั้น ก็เป็นเครือหรือว่าเป็นลูกหลาน ออกมาจากศาสนาเก่า ๆ เหล่านี้ ก็แปลว่า มีทางเหมือน กันหมด. นี้ปัญหามันจะเกิดขึ้นว่า "ทาง" ที่ว่ามีด้วยกันนั้น เหมือนกันหรือไม่? สังเกต ดูแล้ว เหมือนกันโดยใจความ คือ จะต้องทำลายกิเลสตัณหา นี่ทั้งนั้นเลย. การ ทำลายกิเลสตัณหา มีใจความสำคัญ สรุปลงไปที่ทำลายความเห็นแก่ตัว. ความเห็น แก่ตัวนี้เป็นความโง่เขลาอันหนึ่ง ; เมื่อทำลายความโง่เขลาเสียได้แล้ว ความเห็นแก่ตัว มันก็หมดไปเอง. เราจะดูที่มันใกล้หน่อย ก็เช่นว่า พระ เยซู ว่า "ฉันแหละคือทาง" นี้ก็ หมายความว่าต้องปฏิบัติอย่างพระเยซู : พระเยซูจึงจะกลายเป็นหนทางให้คนนั้นเดินไป
น.344 หาพระเจ้า. นี้พอดูถึง การปฏิบัติตามพระเยซู ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าอย่างงมงาย นั้นก็คือ การทำลาย ความเห็นแก่ตัว : ไม่ต้องมีตัวของตัว, มีตัวของพระเจ้า, มีตัว ของความถูกต้อง, มีตัวของความเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. ถ้ามีอย่างนี้อยู่เป็นหลักแล้ว ก็จะถูกต้องหมดโดยอัตโนมัติ ไม่มาตรการอันใด ก็อันหนึ่งแหละเป็นแน่นอน. เราต้องยอมรับว่า สิ่งที่เรียกว่า ทาง ตามหลักเกณฑ์ของอัฏฐังคิกมรรคนี้ มีอยู่ได้ในระบบศาสนาอื่น แต่ว่าไม่ถึงขนาด ; ถ้าไม่มีอยู่แล้วในระบบศาสนาใด ศาสนานั้น จะ ไม่มีการดับทุกข์ได้เลย. ถึงแม้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านจะได้ตรัสว่า "ในธรรมวินัยใด คือในลัทธิใด ศาสนาใด ไม่มีอัฏฐังคิกมรรคมีองค์ ๘ ในลัทธินั้นจะไม่มีสมณะที่ ๑ คือโสดาบัน, สมณะที่ ๒ คือสกิทาคามี, สมณะที่ ๓ คืออนาคามี, สมณะที่ ๔ คืออรหันต์ ดังนี้ก็ตาม. นี้ไม่ได้เป็นเครื่องปัดปฏิเสธไปหมดว่าไม่มีในศาสนาอื่น ; เพราะว่าการ ปฏิบัติที่ทำลายความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะรวมอยู่ในความถูกต้องอันนี้. แม้จะไม่ต้อง หมายความว่าจะเป็นพระอรหันต์อย่างเดียว ก็เป็นพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงไป. หรือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสระบุลงไปว่า "อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เต็มเปี่ยม ตามหลักของพุทธศาสนานี้" เราจะต้องถือว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่สงวนลิขสิทธิ์ คือไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้สงวนลิขสิทธิ์เหมือนกับพวกเรา; หรือพุทธบริษัทนี้เองมีกิเลส ที่เป็นเหตุให้สงวนลิขสิทธิ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่มีเลย. ฉะนั้นท่านจึงกล้า ตรัสไว้ว่า "ให้ เป็นอยู่กันโดยชอบ โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์". นี่เมื่อท่านจะนิพพานอยู่หยก ๆ ท่านยังตรัสอย่างนี้ ว่า "เป็นอยู่โดยชอบ โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์" คำว่า "โดยชอบ" นี้ เราไม่อาจจะสงวนเอาไว้เฉพาะ เราพุทธบริษัท แต่เป็นไปได้แก่ทุกระบอบลัทธิ ; ไม่ต้องพูดถึงว่าเราถือว่ามีพระ พุทธเจ้าหลายองค์ได้ตรัสรู้ผ่านมาแล้ว ในลัทธินั้น, นั้นก็มีแน่. แต่ว่าที่ไม่เรียกว่า
น.345 ทาง ๓๑๗ พุทธศาสนานี้ เรียกว่าศาสนาอื่น นี่ก็ต้องยอมรับว่า เขาก็มีระบบที่อาจจะเรียกได้ว่า ‘เป็นอยู่โดยชอบ" ไม่มากก็น้อย ; ฉะนั้นจึงถือว่า สิ่งที่เรียกว่า ทาง ตามความหมาย ในพุทธศาสนานี้ จะต้องมีอยู่บ้างไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน ในระบบนั้น ๆ. ถ้ายิ่งไปนึกไปถึง หลักอันหนึ่ง ที่มีอยู่ว่า "หลุดพ้นได้ เพราะศรัทธา, หลุดพ้นได้ เพราะความเพียร, หลุดพ้นได้ เพราะปัญญา ; ต่างกันเป็น ๓ อย่าง อย่างนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเครื่องรับรองว่า แม้ใน ระบบที่หลุดพ้นด้วยศรัทธา - ความ เชื่ออย่างเต็มที่ ก็มีทาง เหมือนกัน แต่เขายก เอาศรัทธา หรือ สัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า. ระบบที่มีความเพียรเป็นเบื้องหน้า ก็มีเหมือนกัน ก็มีทาง, ระบบที่ใช้ปัญญา เป็นเบื้องหน้า ก็มีทาง เหมือนกัน. นี่ตามความรู้สึกของผมถือว่า ทุกศาสนา ที่มีคำสอนสำหรับให้ทำลายความ เห็นแก่ตัวแล้วต้องมี "ทาง" ด้วยกันทั้งนั้น ตามสัดส่วนไม่มากก็น้อย ; ถ้าทำให้หมด ความเห็นแก่ตัวได้จริง ก็เรียกว่าสมบูรณ์ได้เหมือนกัน เพียงแต่มันไปเรียกชื่ออย่างอื่น ศาสนาที่ดีทุกศาสนามุ่งทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. แต่ข้อที่อยากจะให้สังเกตดูอีกหน่อยหนึ่ง มันมีอยู่ว่า ที่เรียกว่าศาสนา ๆ นี้ ไม่เหมือนกันที่เรียกว่าศาสนาบางศาสนานั้น มิใช่ศาสนา มันเป็นเพียงแต่ระบบปรัชญา ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติก็มี ; แต่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพูดเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัว โดยระบบทฤษฎีหรือปรัชญา. ส่วน พระพุทธเจ้า ท่านตรัสศาสนาในฐานะ เป็นการปฏิบัติ; เราต้อง ปฏิบัติ คือต้องเป็นตัวการเดินทาง เดินทางจากความมีตัวตนเรื่อยไป จนถึงความไม่มี ตัวตน มีเท่านั้นเอง, แล้วสอนให้ทราบว่า ธรรมดามันก็ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว. เรามัน โง่ว่า มีตัวตน ; เพราะฉะนั้น เรารีบทำให้ฉลาดให้ถูกต้อง ให้ถอนความเห็นว่ามีตัวตน
น.346 เรื่อยไป ๆ. นั่นแหละคือการเดินทาง จนไปถึงความจริงซึ่งมันเป็นอยู่เองแล้วว่า อ้าว ! ไม่มีตัวตน มันก็จบกันเท่านั้น. พูดโดยนัยะนี้ เพื่อจะให้เข้ากันได้กับศาสนาอื่นลัทธิอื่นก็ว่า เดินทางจาก ความยึดถือว่ามีตัวตน ไปสู่ความหมดความยึดถือว่ามีตัวตน ; อาจจะมามีอยู่ในลัทธิเล็ก ลัทธิน้อยอะไรตามสัดตามส่วน. เราถือว่า พุทธศาสนาสมบูรณ์ ในข้อนี้ ทั้งในแง่ของ การวาง ทฤษฎี และการปฏิบัติ และการได้รับผลของการปฏิบัติ เอาเป็นว่า การ เดินทางนั้นอยู่ที่นั่น อยู่ที่รู้แล้วปฏิบัติ แล้วได้ผลของการปฏิบัติ (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่คำว่าให้ปฏิบัติธรรมให้อยู่กับเนื้อกับตัว นั้น กินความกว้าง ๆ คือปฏิบัติองค์มรรคใช่ไหม ? (ตอบ) นั่นแหละว่าปฏิบัติธรรมทั้งหมด สรุปแล้วก็เหลือมรรคมีองค์ ๘ หรือว่าเหลืออยู่ที่ศีล สมาธิ ปัญญา, เหลืออยู่ว่าทำลายกิเลสให้หมดไปนั้น เราต้องทำ มันอยู่ ประพฤติปฏิบัติอยู่นั่นแหละ เรียกว่า อยู่ที่เนื้อที่ตัว. ถ้าเราเรียนแต่พูด หรือ เรียนกันในโรงเรียน มันก็ไม่มี อยู่ที่เนื้อที่ตัว. "อยู่ที่เนื้อที่ตัว" คือทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ กระทำอยู่ อย่างนั้น คือกระทำอยู่ ในลักษณะที่ทำลายหรือป้องกันกิเลส ว่าอยู่ที่เนื้อที่ตัว. จัด ให้ดี แล้วก็จะมีอยู่ที่เนื้อที่ตัวทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับ ; เพราะว่าถ้าจัดไว้ดี ในเวลา ตื่นแล้ว เวลาหลับก็ไม่เป็นโอกาสที่จะให้ผันไปในทางที่จะเป็นกิเลส คือไม่มีความผิด พลาดในเวลาหลับ ; แม้ว่าเราจะไม่ปรับคนที่ทำอะไรในเวลาหลับว่า เป็นเจตนาทำผิด ทำร้าย. นี้หมายความว่า มันอยู่ที่เนื้อที่ตัวจริง ๆ, มันคุมอยู่ทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับ (ถาม) ท่านอาจารย์ครับ เราอาจจะกล่าวได้ไหมว่า ตัวสมาธิคือสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นั้นเป็นกำลังขององค์มรรคได้ไหม ? เพราะว่าไม่ว่าที่ไหน ๆ พอลงมือ ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติสมาธิ หรือเจริญสติ จะกล่าวได้ไหมว่ามันเป็นตัว start หรือเป็นตัวกำลัง ให้มรรคองค์ ๘ ทั้งหมดไปได้.
น.347 ทาง ๓๑๙ (ตอบ) คือว่าคำว่าสมาธิคำหนึ่ง เป็นชื่อของหมวดธรรม มันดึงเอาธรรมะ หลายชื่อ หลายสิบชื่อ มาสู่คำว่าสมาธิคือหมวดสมาธิ. แต่ถ้าว่าแยกไปเป็นตัวมันเอง อย่างเดียว ก็หมายถึงสมาธิล้วน ๆ ในชื่อว่าสมาธิ ; เช่นในกรณีนี้ สัมมาวายาโม ก็เป็นกลุ่มสมาธิ, สัมมาสติ ก็ เป็นกลุ่มสมาธิ, แล้ว สัมมาสมาธิ ก็เป็นตัวสมาธิ ; รวมกันเป็นเรียกว่ากลุ่มสมาธิ เดี๋ยวนี้ เราจะไปแยกอย่างนั้น ว่า อะไรเป็นตัวกำลัง กำลังงานกำลังแรง มันก็ได้แก่ ตัวสมาธิ. ทีนี้ สติ แม้จะถูกสมมติอยู่ในกลุ่มสมาธิ มันก็ทำหน้าที่อย่างอื่น เช่นรักษาคุ้มครองอะไรไปตามหน้าที่ ที่นอกไปจากที่สมาธิมีอยู่. สัมมาวายามะ นั้น มันก็แยกตัวออกไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ว่าไม่หยุด ; ถ้าสมาธิมันเกิดหยุดกำลังมันเกิด หยุดก็ใช้ไม่ได้ ; จะต้องไม่ให้หยุด คือว่าต้องมีอยู่เรื่อย นี่แหละสัมมาวายามะ อย่าให้ ขาดตอน. ในมรรคมีองค์ ๘ นี้ อุปมาได้แปลก ๆ ไปคิดเอาเอง. ถ้าว่าจะเป็นเรื่อง ของการเดินทาง ละก็ ก็ให้เป็นเรื่องของการเดินทางไป ; เช่นว่าสัมมาทิฏฐิ เป็น ความรอบรู้ ในแผนที่ ในทิศทาง อะไรต่างๆ จนเกิด สัมมาสังกัป โป คือ อยากจะไป จริง ๆ แล้วก็ไปด้วย สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ; นี่เป็นการเดินไป. สัมมาวาจา เหมือนกับว่ามันมีปากที่จะช่วยการเดินทางให้สำเร็จ อย่าเกิดอันตรายขึ้น ในระหว่างทาง, สัมมากัมมันโต นี้ก็เหมือนกับว่า มันเดินไปด้วยอุปกรณ์อะไรต่าง ๆ. สัมมาอาชีโว นี้มันก็มีเสบียงทางไปอย่างเพียงพอด้วย. สัมมาวายาโม ก็ว่ามันมีการ เดินที่ไม่หยุด, สัมมาสติ นี่ความระแวดระวังดี. สัมมาสมาธิ นี่เป็นกำลังมัน ความมั่นคง แห่งการเดิน นี้เรียกว่าทำอุปมาให้เข้าใจชัด สำหรับคำว่าเดินทางควรจะ เป็นอย่างนี้. นี้มี อุปมาอีกมากมาย เช่น ตกทะเลจะขึ้นมาบนบก หรือว่าไฟไหม้จะ ออกมาเสียจากกองไฟ นี้อุปมาอีกมากมาย. รวมความแล้ว สมาธิเป็นตัวกำลัง,
น.348 ปัญญาเป็นแสงสว่าง หรือเป็นความคมกล้า, ศีลนี้เป็นรากฐาน เป็นอุปกรณ์ใน ขั้นแรก ๆ ทุกแง่ทุกมุม อย่างในอุปมาที่เราพูดกันในวันก่อน เรื่องชีวิตนี้คือการลับดาบอยู่เสมอ ปัญญาเป็นดาบ ที่ได้มา มาลับที่ หินคือสมาธิ, ยืนอยู่บนแผ่นดินที่ถูกต้อง คือศีล แล้วจึงจะลับได้ แล้วดาบที่ได้มาอย่างไม่คม มันก็คมขึ้นมา; นั้นก็คืออริยมรรค มีองค์ ๘ เหมือนกัน ในแง่นั้นในอุปมานั้น คุณต้องอุปมาได้เองตามความพอใจ เพราะมีเหตุผลอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำเป็น จะต้องไปถือเอาอุปมาที่คนอื่นเขาวางไว้ก็ได้. ถ้าเราอุปมาได้เองดีกว่า ชัดเจนกว่า มีประโยชน์กว่า. สมาธิเหมือนกำลัง, ปัญญาเหมือน ความคมหรือ แสงสว่าง ศีล เหมือนกับ พื้นฐาน สำหรับเหยียบ สำหรับยืน ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน. (ถาม) มีอีกข้อหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกันกับปัญญากับสมาธิ ที่ท่านอาจารย์ได้เคยเขียน ไว้เกี่ยวกับปัญญาวิมุตติ ผมยังคลางแคลงใจอยู่บางตอนว่า ถ้าปัญญาล้วน ๆ แล้วมันจะเดินทาง ไปได้ลำบาก ; อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า สมาธิที่เป็นพื้นฐานสำหรับปัญญาวิมุตตินั้น มันมีขอบข่ายกว้างเท่าไร ? (ตอบ) พูดถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตตินี้มีปัญหามาก คือเขาอธิบายกันต่างๆ แล้วมีอธิบายกันอย่างหละหลวมกำกวม จนฟังได้ว่า : เจโตวิมุตติ ก็หลุดพ้นด้วยอำนาจ จิตล้วน ๆ, ปัญญาวิมุตติก็หลุดพ้นได้ด้วยอำนาจปัญญาล้วน ๆ อย่างนี้มันผิดหลัก ; หรือที่เราจะมองเห็นได้นั้น มันก็ผิดพระพุทธวจนะ. ถ้าผมได้พูดไว้ที่ไหนว่ามีการ บรรลุ มรรคผลได้ด้วยอำนาจปัญญาล้วน ๆ แล้วละก็ ขอให้ถือว่าผิด. แต่ไปค้นดูเถอะว่า ผมพูดไว้ที่ไหน ถ้าพูดไว้ที่ไหนมีพูดอย่างนั้นจริง ก็ขอให้ถือว่าพูดผิด ; เพราะว่าที่ถูก นั้น มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า เจโตวิมุตติก็ หลุดพ้นด้วยอำนาจจิต เป็นหลักสำคัญไม่ใช่ทั้ง หมด, ปัญญาวิมุตติก็ หลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญาเป็นส่วนสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ;
น.349 ทาง ๓๒๑ ก็ ทั้งจิตและทั้งปัญญานั้น ต้องมีอยู่ด้วยกัน, แล้วก็มีศีลอยู่โดยอัตโนมัติในจิตและ ปัญญานั้น ; แล้วมันก็ ต้องหลุดพ้นด้วยทั้งศีล และสมาธิ และปัญญา นั่นแหละ. แต่เดี๋ยวนี้ ทำไมไปแฮก เรียกว่าเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ? เพราะว่า บางคน เขา มีความสามารถทำจิตให้เป็นสมาธิอย่างสูงสุด อย่างเกินความต้องการ แล้วก็ หลุดพ้นกิเลสด้วยอำนาจปัญญา ซึ่งเป็นช้างเท้าหลัง. ในกรณีนี้คือว่า เอากำลังจิต ขึ้นเป็นเบื้องหน้า ; แต่กิเลสมันก็ขาดลงไปด้วยอำนาจของปัญญา. คนโดยมากทำ อย่างนั้นไม่ได้ ก็เป็นพวกปัญญาวิมุตติ. พวกปัญญาวิมุตติ มีสมาธิพอสมควรซ่อนอยู่ในปัญญา อย่างไม่มองเห็นตัว ก็ มีปัญญาเป็นเบื้องหน้า คือปัญญาตามแบบที่คนทั่ว ๆ ไปจะสร้างสมขึ้นมาได้ ; หมาย ความว่าอยู่ในโลกนาน ได้เห็นอะไรมาก มีความแก่หง่อมของปัญญา ก็พอมองเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้อย่างเด็ดขาด. แต่ด้วยกำลังของสมาธิ ที่เพียงพอ พอเพียง เท่านั้น คือซ่อนอยู่พอดีกับปัญญา ไม่ล้นออกมาให้เห็น จึงมองไปในรูปว่าปัญญานี้ เป็นเบื้องหน้า, เป็นตัวการสำคัญของการบรรลุมรรคผลของคนประเภทนี้. ถึงแม้จะ ว่าบรรลุด้วยแบบสุกขวิปัสสก มันก็ด้วยปัญญาและก็ยังมีสมาธิอยู่ในขั้นตามสัดส่วน แก่ผู้ที่ จะบรรลุได้อย่างสุกขวิปัสสก. ผมไม่มองเห็นว่า จะ หลุดพ้นได้ด้วยอำนาจของปัญญา ล้วนๆ แต่ต้องมี สมาธิ อยู่โดยสัดส่วน ซ่อนอยู่ใต้ปัญญาพอดี แล้ว มีศีลซ่อนอยู่ในนั้น อย่างไม่เห็นตัว ด้วย , แล้วสมาธิก็มี ปัญญาก็มี ศีลก็มี. จะพูดกันแล้วก็ทั้ง ๓ พวกนั่นแหละ, หรือ ทั้ง ๒ พวก คือทั้งอย่างเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ, แต่ละพวกก็มีศีล สมาธิ ปัญญา ในการบรรลุ แม้สุกขวิปัสสก ที่ว่าหย่อนกว่าใครแล้ว มันก็ยังมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา แต่ไม่ยกเอามาเป็นเบื้องหน้า ไม่ยกเอามาเป็นเครื่องเชิดชู ไปเสียทั้งหมด.
น.350 คนบางพวกเขา มีสมาธิเป็นเบื้องหน้า เรียกว่าเจโตวิมุตติ; ถ้าจะพูด ให้ฟังง่ายไม่พันเผื่อก็ว่า เจโตวิมุตติ หลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญาและกำลังจิตอันสูงสุด, ปัญญาวิมุตติก็หลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา และด้วยอำนาจของสมาธิที่พอดี ๆ ไม่แลบ ออกมาให้เห็น. สุกขวิปัสสกก็หลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญา แล้วยิ่งจะมีอะไรน้อยไป กว่านั้นอีก แต่ก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา นี้แหละ. การหลุดพ้นมีด้วยปัญญาทั้งนั้น จะเป็นพวกไหน ถ้ามีการหลุดพ้น จะหลุด พ้นด้วยตัวปัญญา แล้ว นอกนั้นเป็นอุปกรณ์ เช่นสมาธิที่เป็นอุปกรณ์, เช่น ศีล เป็น อุปกรณ์ ; แม้การตัดให้ขาดออกไป เราต้องถือเอาความคมนี้เป็นการตัดส่วนกำลังหรือ น้ำหนัก หรืออุปกรณ์อื่น ๆ นี้ก็เรียกว่าอุปกรณ์ เพื่อให้ความคมทำหน้าที่ของมันสำเร็จ การตัดต้องตัดด้วยความคม ; การหลุดพ้นก็หลุดพ้นด้วยปัญญา ซึ่งเป็นความ คม นอกนั้นเป็นอุปกรณ์แฝงอยู่เบื้องหลัง ตามสมควรแก่บุคคล ซึ่งมีอินทรีย์ มีนิสัย มีอะไรต่าง ๆ กัน. ทุกคนไม่สามารถจะบรรลุด้วยแบบเจโตวิมุตติ : แล้วอย่าลืมว่า แม้บรรลุด้วยเจโตวิมุตติก็มีปัญญาวิมุตติรวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวทำ หน้าที่ตัด. คำสอนหลังๆ มาใช้คำว่า สมณญาณิก วิปัสสนาญาณิกะ ; อันแรกมี สมถะแรงกว่าเป็นเบื้องหน้า, อันหลังก็มีวิปัสสนาแรงกว่าเป็นเบื้องหน้า ; นี้ก็หลักเกณฑ์ เดียวกับปัญญาวิมุตติเจโตวิมุตติ. (ถาม) อยากเรียนถามท่านอาจารย์ ปัญหาสุดท้าย สมมุติว่าอย่างฆราวาสอย่างนี้ การมีอาชีพ เช่นว่า การค้าเนื้ออย่างนี้ถือว่าเป็นสัมมาอาชีโวได้หรือไม่ ? ถ้าเผื่อถือว่าเป็นอย่างนั้น ก็ขัดกับสัมมาสังกัปโป คือความดำริในการไม่เบียดเบียนในการไม่มุ่งร้าย ; ถ้าขัดกันแล้วคนนั้น ก็หมดโอกาสที่จะเดินทาง คือ เดินทางจากความทุกข์ ไปสู่ความไม่มีทุกข์. (ตอบ) คำถามอย่างนี้เป็นคำถามที่จริง คือตรงตามที่มันเป็นจริง ; ก็ต้อง ทำความเข้าใจกันตามขั้นตอน ว่าการที่จะบัญญัติอย่างนั้น บัญญัติอย่างนี้ ว่าได้หรือไม่ได้
น.351 ทาง ๓๒๓ ไปหรือไม่ไป. ส่วนที่เป็นการบัญญัติก็มี เรื่องอย่างนี้ท่านก็บัญญัติไว้แล้วว่า "จะเป็น พุทธบริษัทหรือเป็นอุบาสกในพุทธศาสนาอย่างนี้ ต้องไม่ทำอย่างนั้น ที่เรียกว่ามิจฺฉา- วาณิชฺช : ไม่ฆ่าเนื้อขาย ไม่ขายน้ำเมา ไม่ขายอาวุธ ไม่ขายสัตว์มีชีวิตต่าง ๆ. ที่ถามนั้นก็แสดงอยู่แล้วว่า เขายังไม่เดินอยู่ในทางนี้, เดินออกนอกทาง หรือกลับทวน หนทางอะไรก็ตามเรื่อง, เขายังไม่ลงไปในทาง, แล้วเรายังไม่ยอมรับว่าเขาเป็นผู้ที่เดินอยู่ ในทาง ก็ไม่มีปัญหาแล้ว. ส่วนผู้ที่เดินอยู่ในทาง ก็ไม่ไปทำอย่างนั้น ; แล้วนี้ก็เป็นเรื่องบทบัญญัติ ที่ได้บัญญัติไว้แล้วในชั้นศีล ในชั้นศีลธรรม ว่าจะต้องไม่ทำอย่างนั้น. คนที่มองเห็น แล้วก็ เดินทางอยู่ ก็ไม่ทำอย่างนั้น. คำว่าขายเนื้อนี้ จะต้องจำกัดให้ชัดว่าฆ่าเนื้อขาย ; ถ้าเพียงไปรับเนื้อกระป๋องมาขาย แล้วคงจะไม่รวมอยู่ในข้อนี้. เอ้า, หมดเวลาแล้ว ปิดโรงเรียน.
Buddhadasa