น.291 ท่านนักศึกษา ผู้ สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๑๐ นี้ จะได้พูดโดยหัวข้อว่าพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" กันอีกสักครั้งหนึ่งเถิด. เราจะพูดกันถึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่าคุณ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ในการ บรรยายครั้งที่แล้วมานี้ มาพูดอีก เพื่อให้เข้าใจถูกต้อง หรือว่าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก ในเมื่อมีสิ่งที่ปิดบัง หรือทำให้สับสนกันอยู่ ในการพูดจานี้อย่างหนาแน่น ฉะนั้น จึงเข้าใจยาก จึงต้องขยันพูดกันหน่อย. ๒๖๓
น.292 ในครั้งที่แล้วก็ได้พูดว่า เราก็ ติดตรวนของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือว่า ติดเรือนจำ, เป็นการกักขังในวงกว้างของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ". นี่คงจะยังไม่เป็นที่ เข้าใจกันอย่างชัดเจนนัก. พิจารณาดูว่า มนุษย์เมื่อติดกรงขัง แล้วจะออกได้อย่างไร การที่พูดว่า มนุษย์ทุกคนติดกรงขัง หรือว่าติดตรวนของตนเอง อยู่ด้วย สิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือสิ่งที่ตนเข้าใจว่า มันดีวิเศษอยู่ในชีวิตของตน ชีวิต จึงเลย กลายเป็นโซ่ตรวน หรือกรงขังขึ้นมาเสียเอง ; นี้คงเป็นที่เข้าใจได้ยากหน่อย สำหรับ ผู้ที่ยังเยาว์วัย หรือผ่านชีวิตมาไม่มาก, แต่ก็ต้องพูด อย่างน้อยก็พอจะให้มองเห็นว่า ชีวิต กำลังติดตรวนอยู่ แม้ว่ายังหลุดออกไปไม่ได้. ผมก็เชื่อว่า การพูดเพียงครั้งสองครั้งนี้ ก็ไม่ทำให้ใครหลุดออกไป จากโซ่ตรวนนี้ได้ อย่างมากก็เพียงแต่ว่า จะให้รู้ หรือมอง เห็นว่า ขากำลังติดตรวนอยู่. ชีวิต หรือ จิตใจ หรือดวงวิญญาณอะไรก็ตาม มัน ถูกกักขัง อยู่ในกรงขังนี้ เห็นแต่เพียงเท่านี้ก็ยังดี ; ถ้าเห็นมากพอในสิ่งเดียวนี้ จะเห็นครบหมดไปถึง การหลุด ออกไป หรือวิธีที่จะให้หลุดออกไปด้วยก็ได้. ขอให้นึกถึงหัวข้อ ที่เราใช้ในการบรรยายนี้ ครั้งนี้ไว้เสมอ ว่าเรากำลังพูด กันถึงสิ่งที่เรียกว่า "โมกขธรรมประยุกต์" หรือประยุตต์ แล้วแต่จะชอบคำไหน คือ จะ เอาโมกษธรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ และโมกขธรรมนั้นเป็นสิ่งสูงสุด คือ ทำให้หลุดรอด ทำให้บรรลุนิพพาน. นี้เขาเรียกว่า "โมกขธรรม" เป็นที่ปรารถนาของ คนที่เห็นว่า รสอร่อยทั้งหลายในโลกนี้ ทุกชนิดนั้น เป็นของหลอกเล่น หรือมายา ไร้สาระ จึงหวังที่จะพบโมกขธรรม คือ พ้นไป จากสิ่งเหล่านี้. เรื่องนี้ถ้าเขาดูกันเผิน ๆ เขาก็หาว่าผมเป็นคนบ้าตามเคย คือเอาสิ่งที่ไม่ เหมาะสมแก่พวกคุณมาพูด หรือเขาก็จะประชดประชันว่า "ป้อนข้าวคำโตเกินไปกว่า
น.293 "คุณ" (ต่อ) ปากของเด็ก" อย่างนี้เป็นต้น. แต่ขอให้ถือว่า ผมไม่ได้ดูถูกพวกคุณว่า เป็นเด็ก, ไม่ได้ดูถูกพวกคุณว่าจะรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เสียเลย, จึงพูดเรื่องนี้; หรือว่า ถ้าไม่พูด เรื่องนี้ ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นชิ้นดีส่วนที่ดีของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีแต่เรื่อง โมกขธรรมทั้งนั้น. ถึงอย่างไรก็ต้องพูดกันพอสมควร ว่าควรจะพูดกันในแง่ไหน อย่างไร เท่าไร จึงขอให้ฟังต่อไปถึงเรื่องโมกขธรรมประยุกต์. ทบทวน เรื่อง ความหมายของภาษา ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดว่า "ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้" , แล้วก็พูดพอเป็นเค้าโครงว่า คือได้สิ่งที่ทำให้มนุษย์ อยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่เรียกว่าคุณ, หรือหลุดพ้นไปจากอำนาจอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือว่า ถ้ามองดูในฐานะเป็น ผล ก็คือว่า เป็นผู้มีปรกติเฉยอยู่ได้ ในสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" ทุก ๆ ชนิด. ไม่มีคุณ ชนิดไหนมาบีบคั้นได้ คือมาบีบคั้น หรือมาล่อหลอก ให้ชอบใจก็ไม่ได้ หรือให้โกรธ ให้เกลียด ให้ไม่ชอบใจก็ไม่ได้เหมือนกัน มันจึงเฉย หรือเป็นปรกติอยู่ แล้วรู้ว่า ควร จะทำอะไรก็ทำ ; หรือว่า จะต้องใช้ จะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีคุณเหล่านั้นในลักษณะ เช่นไร ก็เกี่ยวข้องแต่ในลักษณะที่ถูกต้องเช่นนั้น ชีวิตของเขาก็จะเป็นชีวิตที่ปราศจาก ทุกข์โดยประการทั้งปวง หรือจะพูดว่า มีความสะอาด สว่าง สงบ ก็ได้. ถ้าพูดกันให้เจาะจงเพียงอย่างเดียว ก็คือว่า มีความสงบเย็น ปราศจาก ความทุกข์จนตลอดชีวิต เรียกว่า ไม่เสียทีที่เกิดมา ได้พบกับสิ่งนี้ ในฐานะเป็นสิ่ง ที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ทีนี้ ก็มองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า "คุณ" นั้น ยังเข้าใจยาก จะพูดครั้งเดียว ไม่พอ จึงพูดอีกครั้งหนึ่ง แล้วผู้ฟังก็ต้องทบทวนคำพูดที่พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" ใน ครั้งที่แล้ว ๆ มาให้ติดต่อกัน : จะต้องนึกถึง ข้อเท็จจริงอันหนึ่ง คือ ความกำกวม ดิ้นรน กลับกลอก เปลี่ยนแปลง ของภาษาที่พูด. คำนี้ก็เป็นคำต่างประเทศ คือเป็นคำภาษา
น.294 ของประเทศอินเดีย เป็นภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ก็เรียกว่า "คุณ", มาเป็นภาษาไทย ก็ยังเรียกว่า "คุณ" อยู่ แต่ความหมายมันสับสน. และมีความหมายสับสนมาตั้งแต่ครั้งที่ ยังอยู่ในประเทศอินเดียนั่นแหละ การที่คำ ๆ หนึ่ง คำพูด คำเดียวมี ความหมายหลายชั้น หลายระดับ บางที มีลักษณะแสดงความตรงกันข้ามเสียก็มี. ภาษาชาวบ้าน ทั่วไป ก็ใช้ความหมาย อย่างหนึ่ง, ภาษานักปราชญ์ ผู้รู้ในด้านลึก ทางจิต ทางวิญญาณ ก็ใช้คำ ๆ เดียวกัน ในความหมายอีกความหมายหนึ่ง. คำชนิดนี้มีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือคำว่า “คุณ" นี้ด้วยคำหนึ่ง. มองต่อไปถึงคำว่า "ประโยชน์" แล้วต่อไปถึงคำอะไรต่าง ๆ ที่เนื่องกัน ซึ่งเขาปรารถนากันนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่น คำว่า "สวรรค์" เราก็ไม่ต้องรู้ว่า โดย แท้จริง สวรรค์นั้นเป็นอย่างไร ; ก็เมื่อเขาสมมุติเอาไว้ว่า เป็นที่ให้ความสุข ความ พอใจ สนุกสนาน เพลิดเพลิน เอร็ดอร่อย สะดวก สมบูรณ์ทุกอย่างว่าเป็นสวรรค์ อย่างนี้; ก็พอใจในสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์ ก็มองสวรรค์กันแต่ในด้านนี้ ก็เลย เห่อสวรรค์ กันใหญ่ จะทำบุญอะไรกันสักนิด ก็ได้ไปสวรรค์. แม้พวกคุณนี้ก็คงชอบสวรรค์ อย่าไปโทษคุณย่า คุณยาย คุณอะไรแก่ ๆ เลย คนหนุ่ม ๆ อย่างคุณก็ต้องชอบ หรือต้องรัก ต้องหลง สิ่งที่เรียกว่าสวรรค์ ในความหมาย อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ กามารมณ์ที่สมบูรณ์ ความหมายของสวรรค์ก็มีเท่านั้น. ทีนี้มาดูถึงตัวหนังสือ คำว่า " สวรรค์" ในภาษาไทย หรือ สคฺค ในภาษาบาลี หรือ สวรค ในภาษาสันสกฤต. คำนี้คำเดียวกันแปลว่า เกี่ยว หรือ เกี่ยวข้อง หรือ เกาะเกี่ยว ; สิ่งใดที่เกาะเกี่ยวหัวใจของคนที่สุด สิ่งนั้นเราเรียกว่า สวรรค์ มันก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่ากามารมณ์. เมื่อมองดูในด้านหนึ่งก็สวยงาม สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ก็หลงใหลไป. ถ้ามองดูอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็น ด้านของความจริง มันก็เป็นเครื่อง
น.295 "คุณ" (ต่อ) เกาะเกี่ยว เหมือนเชิงหนาม เข้าไปแล้วออกไม่ได้, เข้าไปด้วยความโง่ ความผลุนผลัน ความทะเยอทะยานอยาก เข้าไปแล้วออกมาไม่ได้. ให้มองเห็นภาพพจน์ของสิ่งที่เรียกว่า สวรรค์อย่างนั้น ซึ่งเป็นความจริง แล้วเขาก็พูดตามความจริงว่า สวรรค์ คือ เกี่ยวหัวใจ ไว้มากที่สุด นี้เป็นตัวอย่างของ ความกลับกลอกของภาษา; คำ ๆ หนึ่งมีความกลับ กลอกอย่างนี้ : ดูด้านนี้มันน่าชื่นใจ ดูอีกด้านหนึ่ง ก็น่าสั่นหัว. ทีนี้มาถึงคำว่า "ประโยชน์" อย่างที่กล่าวแล้วเมื่อวานนี้ ก็แปลว่า ผูกพัน อย่างรอบด้าน ผูกมัดอย่างรอบด้านนั่นแหละคือประโยชน์ ; จะเป็นประโยชน์ชนิด ไหนก็ตาม ถ้ายังเรียกว่า ประโยชน์อยู่ละก็ มันมีความผูกพันอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะตัว หนังสือแปลว่าผูกพัน. ทีนี้จะไปยืมมาใช้แก่ พระนิพพาน ว่า เป็นประโยชน์สูงสุด อย่างนี้จะต้องเอาคำชาวบ้านไปใช้ แก่สิ่งที่อยู่เหนือความหมายของชาวบ้าน เช่น ยืมคำ ว่าสุข หรือความสุข ไปใช้แก่พระนิพพาน ; อย่างนี้ก็ เป็นเรื่องโฆษณา ชวนเชื่อ ให้คนสนใจในเรื่องนิพพาน. โดยที่แท้แล้ว นิพพานอยู่เหนือความหมายของคำว่าสุข เหนือความหมายของคำว่า ทุกข์ เพราะอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์. มาถึงคำว่า "คุณ" ซึ่งละเอียด และลึกซึ้งลงไปอีก นั้นหมายถึง คุณค่า หรือ คุณสมบัติ หรือความหมาย : ไม่ใช่ความหมายทางภาษา ความหมายทางคุณค่า คำว่า "คุณ" คือสิ่งนี้. ทุกสิ่งมันมีคุณค่า มีคุณสมบัติ มีความหมายในทางคุณค่า มีคุณ สมบัติ มีความหมายในทางคุณค่า แล้วก็เรียกกันสั้น ๆ ในภาษาศาสนา หรือภาษาปรัชญา ในประเทศอินเดียว่า "คุณ" พอมาเป็นภาษาไทย ก็ยังใช้คำว่า "คุณ" แล้วความหมายก็แยกเป็นว่า ความ หมาย ภาษาชาวบ้าน ก็มี คุณ มีประโยชน์ : ถ้าเป็นภาษาผู้รู้ ภาษาพระอริยเจ้า
น.296 คำว่า คุณ ก็คือเครื่อง หรือ สิ่งที่ผูกพันให้คนหลงติดอยู่ สำหรับที่จะเป็นสุข หรือจะ เป็นทุกข์ สำหรับจะดีใจ หรือสำหรับจะเสียใจ. คุณค่า อย่างหนึ่งของ "คุณ" ก็มีสำหรับ ให้รักให้พอใจ, คุณค่าอีก อย่างหนึ่งของมัน ก็ทำให้เกลียดชัง หรือไม่พอใจ; นี้เป็นสิ่งเดียวกันก็ได้. มันมี คุณค่าหลายทิศทาง หลายแง่หลายมุม : ในแง่หนึ่งก็น่ารัก ในแง่หนึ่งก็น่าเกลียด ใน แง่หนึ่งก็เป็นอันตราย หรือขบกัดเอา. ถ้าว่า จิตใจของผู้ใดอยู่เหนืออิทธิพลของคำว่าคุณ ของสิ่งที่เรียกว่าคุณ นั่นแหละคือจิตที่หลุดพ้นเป็นอิสระ. รู้จัก "อิสรภาพ" กันให้ถูกต้อง ตรงนี้ขอแทรกพูดกันถึงเรื่อง อิสระเสรี อะไรสักหน่อย เป็นเรื่องที่ควรจะ นึกถึง ว่าสมัยนี้ ในโลกนี้ คนเขา หายใจเป็นอิสรภาพ เสรีภาพ กันอย่างเป็นบ้า เป็นหลัง; แล้วก็หารู้ไม่ว่า นั้นแหละ คือความมุดหัวลงไปอยู่ภายใต้ความไม่มี อิสรภาพ คือไป หลงอยู่ในอิทธิพล หรือความหมายของคำว่า "คุณ" ที่มีอยู่ในคำว่า อิสรภาพ หรือเสรีภาพก็ตามใจ, แล้วก็หลงในคุณของมัน แล้วก็บูชามัน แล้วก็เลย เป็นเรื่องเล่นตลก คือบูชาอิสรภาพ เสรีภาพโดยไม่รู้สึกตัว ; ว่าที่แท้นั้นเป็นการจมลง ไปในการ สูญเสียอิสรภาพในทางจิตทางวิญญาณ อีกแบบหนึ่ง. แม้อย่างต่ำ ๆ ที่เขาว่า เขาจะ มีอิสรภาพ เสรีภาพ ในการได้ ในการหา ในการมี การกิน การใช้ ในระหว่างเพื่อนมนุษย์ ๆ ด้วยกัน ในทางสังคม ก็มี เสรีภาพ; แต่ในทางวิญญาณ เขาถูกกักกันทรมานมีความสูญเสียเสรีภาพ คือให้ กิเลสขี่คอ. ไปแสวงหาเหยื่อของกิเลส หรือกำลังบริโภคใช้สอยสิ่งเหล่านั้นอยู่ ก็ บริโภคใช้สอยอยู่ด้วยกิเลส เป็นความสูญเสียอิสรภาพ หมดสิ้นเลยไม่มีอะไรเหลือ ; แล้วก็ไปหลง เพ้อว่า เรามี อิสรภาพ เสรีภาพทางสังคม ทางการเมือง ทางอะไรต่าง ๆ ซึ่ง ไม่มีวันจะได้ ไม่มีวันจะจบ เพราะหลงใหลในเสรีภาพด้วยความไม่รู้ หลับหูหลับตา.
น.297 "คุณ" (ต่อ) ถ้าว่า คนเรารู้เรื่องนี้ ทำตัวให้เป็นอิสระจากกิเลส ที่ไปหลงใน "คุณ" ต่าง ๆ เสียก่อน จิตนี้เป็นอิสระ นั่นแหละเขา จะมีเสรีภาพ ขึ้นมาทันควัน ; ไม่มี อะไรมาทำให้รู้สึกว่า เสียเสรีภาพ เพราะไม่ไปหลงใน "คุณ" ที่เขาบัญญัติกันขึ้น หรือ ว่ายึดถือกันอยู่อย่างนั้นอย่างนี้. ถ้ามนุษย์ รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า "คุณ" แล้วก็ไม่ตกอยู่ใต้ความกดขี่บีบคั้น ของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" แล้วก็มีอิสระเสรีภาพจากสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" โดยแท้จริงแล้ว ก็จะอยู่กันเป็นสุข ; แล้วจะไม่มีการยื้อแย่งเสรีภาพอิสรภาพอะไร อย่างที่กำลังยื้อแย่ง กันอยู่อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ด้วยความหลับหูหลับตา ; แล้วก็ไม่เคยได้เสรีภาพ เพราะว่ายื้อแย่งกันด้วยจิตที่โง่เขลา ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพ หรือเสรีภาพ. ตัวเป็นผู้ ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีเสรีภาพ อยู่ในตัวเอง ก็ยังไม่รู้จัก ; ไปรู้จัก แต่ของผิว ๆ ข้างนอก เป็นเรื่องทางวัตถุ เป็นเรื่องทางสังคม ซึ่งเอาวัตถุเป็นหลัก อย่างนี้ โลกมันจึงยุ่ง และไม่มีเสรีภาพ. ถ้าทุกคนจะสนใจสิ่งนี้ คือสนใจเรื่องทางศาสนากัน เท่านั้นเอง ไม่ว่า ศาสนาไหน ; ศาสนา หรือ หลักศาสนาจะนำจิตใจไปสู่ความเป็นอิสระ หรือ เสรีภาพ จากวัตถุต่างๆ หรือจากโลกิยธรรมต่าง ๆ ในโลกนี้ ให้เป็นจิตที่หลุดพ้นออก ไปได้. แม้บางศาสนาจะใช้คำว่า "ไปอยู่กับพระเจ้า" หลุดจากโลกนี้แล้วไปอยู่กับ พระเจ้า ก็อย่าได้เข้าใจไปว่า ไปสูญเสียอิสรภาพ เป็นทาสของพระเจ้าไปเสียอีก ; คิด อย่างนั้นแหละ คือไม่เข้าใจคำว่า "พระเจ้า". ถ้าไปอยู่กับพระเจ้าอย่างถูกต้องความหมาย แท้จริงแล้ว ก็คือ จิตที่เป็น อิสระ มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์. พระเจ้าก็เป็นคำแทนชื่อของเสรีภาพ หรืออิสรภาพได้ ; แต่ทีนี้มันเข้าใจยาก หรือสอนกันผิด ๆ ก็สุดแท้ ก็กลายเป็นการถูกกักขังอยู่. อีกอย่างหนึ่ง
น.298 ว่า ไปอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะบีบคั้นให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำพิธีรีตอง ต่าง ๆ จนมีผู้เก็บมาล้อ, แล้วนักล้อตัวยงที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ โอมาศัยยัม. ลองไปอ่าน คำโคลงของโอมาศัยยัมดู จะมีบทล้อพระเจ้าอย่างนี้ตั้งแต่ต้น จนปลาย คือ พระเจ้าที่เอามาถือกันผิด ๆ กลายเป็นพระเจ้าที่สร้างคน บีบคั้นคน เล่นงานคน อะไรอยู่เรื่อย ๆ ไม่เป็นเสรีภาพ. แต่ถ้าเข้าใจพระเจ้าถูกต้องแล้ว จะมี ความหมายเป็นเสรีภาพ คือหลุดออกได้จากความหลอกลวงของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้. ฉะนั้น ขอให้นึกถึง เสรีภาพ ในฐานะ เป็นสิ่งที่รอดออกไป ได้จากอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" ในที่นี้. พิจารณาในเรื่องคุณค่าแง่ต่าง ๆ ทีนี้ เราย้อนค้นกันถึงคำว่า "คุณ" อีกครั้งหนึ่ง ว่า "คุณ" คือคุณค่า หรือ ความหมายในทางคุณค่า เป็นคำกลาง ๆ แล้วแต่จะบัญญัติกัน ให้เป็นไปในทางดี หรือ ทางชั่ว แล้วแต่ความรู้สึกของคน. แต่ถ้าเอาตามธรรมชาติ หรือโดยธรรมชาติแล้ว คำว่า "คุณ" ในที่นี้เป็นกลาง แล้วแต่ว่าจะมองไปในแง่ไหน ; เช่นวัตถุอย่างหนึ่งใน โลกนี้ ถ้าเรามองใน แง่หนึ่งก็มีประโยชน์ ถ้าเรามองในอีกแง่หนึ่งก็เป็นโทษ ก็มี : มองในแง่หนึ่งกินไม่ได้, แต่มองในแง่หนึ่งใช้ประโยชน์ได้ ; มองในอีกแง่หนึ่งกินไม่ได้ นั้นเพราะเป็นอันตราย. นี่มันขึ้นอยู่กับอื่น ๆ อีกหลายสัดหลายส่วน จนเราพูดได้ว่า สิ่ง ๆ เดียว วัตถุสิ่งเดียวนี้ มีคุณในหลายแง่หลายมุมของความหมายของมัน. ยกตัวอย่างเช่น น้ำกรด เห็นกันได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเอาไปใช้สาดหน้ากัน มันก็ เป็นอันตราย แต่ถ้าเอาไปใช้ประโยชน์ ในทางเคมีก็ได้ หรือว่า แม้ที่สุดแต่เอามาใช้ ดองผักกิน ก็ยังได้ ; เพราะฉะนั้น คำว่าคุณนั้น ยังไม่มีความหมายเป็นดีหรือเป็นชั่ว. คำว่า "ยา" ที่ปรุงขึ้น หรือว่ายาตามธรรมชาติก็ตาม มันเป็นยาพิษก็ได้, ในแง่หนึ่งมันเป็นยาพิษสำหรับคนอื่น, แต่เป็นยาสำหรับคน ๆ นี้ หรือเพียงแต่ใช้ให
น.299 "คุณ" (ต่อ) ผิดส่วนสัดเท่านั้น มันก็เป็นยาพิษได้. ฉะนั้น โดยเนื้อแท้ของมันยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร คือว่ายังไม่รู้ว่าเป็นยา หรือว่า เป็นยาพิษ หรือว่า เป็นอาหาร. คำว่า "อาหาร" ก็เหมือนกัน วัตถุอะไรที่เป็นอาหาร นี้จะกลายเป็น อันตรายก็ได้ เพียงแต่มันมีคุณสมบัติอย่างนี้, อย่างนี้ ๆ อยู่โดยธรรมชาติ ที่เรียกว่า "คุณ" โดยธรรมชาตินั้น เป็นความหมายกลาง ๆ ยังไม่บัญญัติว่าดี ว่าชั่ว ว่าอะไรได้ แล้วแต่จะไปใช้ทำอะไรขึ้นมา ทีนี้ คำว่า "คุณ" อีกความหมายหนึ่ง ก็โดยสมมติหรือโดยบัญญัติ ตาม ที่มนุษย์สมมติ หรือบัญญัติขึ้น ความรู้สึกของตน มันก็เลยเป็นคุณ หรือเป็นคุณสมบัติ ที่หลอกลวงก็ได้ เพราะว่าทำไปตามความรู้สึกของมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่ความจริงของ ธรรมชาติ เช่น เพชร เม็ดหนึ่งเป็นคาร์บอนล้วน ๆ เป็นธรรมชาติ ไม่มีค่าอะไรสำหรับ ธรรมชาติ; แต่สำหรับมนุษย์ผู้โง่เขลานี้ มันมีค่ามาก ตามที่จะบัญญัติว่า มันมี ค่าอย่างไร ใช้แทนเงินตราอย่างไร หรืออะไรก็แล้วแต่. ถ้าสำหรับไก่ เพชรเม็ดหนึ่ง ก็ไม่มีความหมายอะไร อย่างที่เราเคยได้อ่านได้ฟังนิทานเรื่องไก่กับเพชรเม็ดหนึ่ง. นี้เรียก ว่า "คุณ" โดยการสมมติหรือบัญญัติ. ระวังให้ดี "คุณ" ชนิดนี้แหละที่เป็นปัญหา คือ เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ มนุษย์ผู้โง่เขลา, และถ้ามนุษย์จะโง่เขลา ก็คือโง่เขลาในเรื่องนี้ ไม่มีทางอื่น : โง่เขลา ในเรื่องค่า หรือความหมายอันแท้จริง หรืออันหลอกลวง ของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ กระทั่งโง่ที่สุด ก็คือโง่ในเรื่องคุณหรือค่าของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตของเขานั่นเอง เขาไม่รู้ว่า มันมีคุณมีค่าอย่างไร, แท้จริงอย่างไร, หลอกลวงอย่างไร. ถ้าไป ยึดมั่นในคุณ อันนี้เข้าแล้ว มันกลายเป็นของหนัก ขึ้นมาทันที ; ฉะนั้น การมีชีวิตก็กลายเป็นของหนัก, การต่อสู้ การอยากจะอยู่ อะไรก็กลายเป็น
น.300 ของหนัก, นี่ก็คือจิตใจที่ไปหลงอยู่ในคุณ ถ้าไม่หลงมันก็ไม่หนัก แล้วก็ไม่ตายด้วย, แล้วก็ปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ได้ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์เลย. ผู้ที่ไม่หลงในสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" โดยเด็ดขาด ก็คือ พระอรหันต์ เท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังมีการหลงอยู่ในคุณตามมากตามน้อย ที่มากที่สุดก็คือปุถุชนนี้ ที่น้อยลง ๆ ก็คือพระอริยเจ้าชั้นเริ่มต้น แล้วก็ใกล้ๆ พระอรหันต์ขึ้นไป แล้วจะหลุดออกจากอำนาจ ของคุณ โดยประการทั้งปวง ก็มีแต่พระอรหันต์ ไม่หลงในคุณของสิ่งใด. คำว่า "คุณ" นี้ จะดูกันในแง่กว้างหน่อย : - ๑. ก็ว่าดูในแง่ของวัตถุ, คุณ หรือ ค่า หรือความหมายของวัตถุนั้น ๆ. ๒. คือคุณหรือค่า ทางจิตใจ เช่น ความรู้สึก : ความรู้สึกเป็นสุข ความ รู้สึกเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เรารู้สึกกันได้ทุกอย่างในจิตใจนั้น มันก็มีค่า มีคุณ หรือมี ความหมาย. เช่น ความรู้สึกเป็นสุขนี้มีค่า หรือมีความหมายมาก. ๓. ดูต่อไปอีก ก็เป็นเรื่องของสติปัญญา หรือของธรรม หรือของ พระธรรม ของสัจจะต่าง ๆ ซึ่งก็มีคุณ หรือมีค่าไปตามแบบของสิ่งนั้น. ตอนนี้แหละ ที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง ใช้ได้ถูกต้องก็มีประโยชน์. ถ้าเป็นชั้นอมตธรรม มนุษย์เข้าไป เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง มันก็ดับทุกข์สิ้นเชิง. ดูในเรื่องทางวัตถุก่อน วัตถุที่เรามีอยู่ เป็นเรื่องข้าว ปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่มใช้สอย หยูกยา สารพัด, แม้แต่สิ่งต่าง ๆ ที่มีเกลื่อนอยู่ในโลก แม้แต่ก้อนหินระกะอยู่แถวนี้ มันก็เป็น วัตถุด้วยกัน มีคุณ มีค่า มีความหมายในทางค่าในตัว ของมันเองตามธรรมชาติ นั้น ส่วนหนึ่ง มีคุณ มีค่า ตามที่มนุษย์หลง เข้าไปสมมติบัญญัติมัน ตามความรู้สึกของตน ๆ นี้อย่างหนึ่ง. อย่างหลังนี้มันเปลี่ยนค่าของอย่างแรก. อย่างแรกนั้นมันตรงไปตรงมาตาม เรื่องของธรรมชาติ.
น.301 "คุณ" (ต่อ) อย่างหลังนี้ มนุษย์เข้าไปเปลี่ยนค่า ของมันในรูปใหม่ ตามความรู้สึก ตามความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ ตามกิเลสตัณหาของตน จึงบัญญัติวัตถุนั้นวัตถุนี้ ให้มีค่าอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งตามธรรมชาติแล้วมันไม่มีความหมายในทางที่จะดี หรือจะชั่ว พอมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหา, สิ่งใดตรงกับกิเลสตัณหา ก็เรียกสิ่งนั้นว่าดี ตามภาษามนุษย์ภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่ภาษาพระอริยเจ้า ซึ่งไม่หลงในคุณค่า. มนุษย์นี้หลงในคุณค่า ถูกใจกิเลสตัณหา ก็ว่าดี, ไม่ถูกใจก็ว่าชั่ว. กิเลส ตัณหาก็มีหลายชั้น ชั้นดีก็มี ชั้นที่เลวมากก็มี. แม้จะดีไปถึงอย่างไร เพียงไหน ถ้าไป หลงในความดี แล้ว ก็จะต้องถูกตบหน้า ด้วยสิ่งที่เรียกว่า คุณ หรือ ค่า นั่นเอง หลงในความสุขก็ถูกความสุขตบหน้า ไม่ต้องพูดถึงความทุกข์ ซึ่งมันกัดอยู่เห็นชัด ๆ. เราดู วัตถุ ด้วยสายตาอย่างนี้ ว่า มัน มีค่าอย่างไรอยู่ตามธรรมชาติ, แล้วมัน มีค่าอย่างไรอยู่ตามที่มนุษย์สมมติบัญญัติให้ ตามกาละ ตามสมัย ตามเทศะท้องถิ่น ต่าง ๆ มันไม่เหมือนกัน : ครั้งหนึ่ง ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง เปลือกหอยก็เคยเป็นอาภรณ์ ที่มีค่าของมนุษย์, เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเอาเปลือกหอยมาแขวนคอในฐานะเป็นอาภรณ์ นอก จากคนบ้า. แต่ก็ไปหาเพชรพลอย ไข่มุกมาแขวนคอ ; อย่างนี้ผมว่ายิ่งจะบ้ากว่าคนสมัยที่ เอาเปลือกหอยมาแขวนคอเสียอีก เพราะมันลำบากมากกว่า แล้วมันให้ความพอใจเท่ากัน. นี่ใครโง่กว่าใคร ลองคิดดู. นี้รู้ไว้ เพื่อกันหลงลงไปในความหลอกลวงของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" ทางวัตถุ และเกี่ยวกับสมมติบัญญัติของมนุษย์ด้วย. ดู ทาง จิต ใจ เมื่อดูทางจิตใจ คือจิตที่มีความรู้สึกคิดนึกได้ หรือดูตัวจิตเองกันก่อนก็ได้ มันก็มีคุณค่ามีคุณสมบัติ ตามลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า จิต หรือ มโน หรือ วิญญาณ
น.302 อะไร มันก็มีคุณค่าของมัน คือ มันทำหน้าที่ของมันได้ ก็เรียกว่ามันมีคุณค่า, นี้ก็ เหมือนกัน ถ้าจิตไป หลงในคุณค่าของจิต มันก็เริ่มผิดนั่นแหละ คือ จะเป็นตัวกู- ของกู หรือตัวตน อะไรขึ้นมาแล้ว. ทีนี้ ความรู้สึกที่เกิดแก่จิต นี้มีมาก เรียกว่า เจตสิก ก็มีมาก จำแนกไม่ไหว. แต่สรุปแล้วก็คือว่า ดีใจ รัก หรือ พอใจ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็เกลียด โกรธ ไม่พอใจ นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็ เฉย ๆ อยู่ ด้วยความโง่ ความไม่รู้อะไร นี้อย่างหนึ่ง ; รวมเป็น สามอย่าง : ที่ มีคุณ อย่างที่น่ารัก ก็มีคุณทำให้เรารัก. ที่น่าเกลียด ก็มีคุณ มีค่า มีความหมาย ในทางที่จะทำให้เราเกลียด หรือต้องเกลียด หรือทนอยู่ไม่ได้. ลองนึกดู ถึงคนที่เราเกลียด หรือสิ่งที่เราเกลียด หรือเรื่องราวที่เราเกลียด เราก็ทนอยู่ไม่ได้ที่จะ เกลียด อีกทางหนึ่งก็ ทำให้เราโง่ ต่อไป คือ เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องราวของมันเลย. นี่ทางจิตใจ สิ่งที่เรียกว่า คุณ นี้ ก็ ครอบงำจิต ให้เป็นเหมือนกับว่า ถูกกัก ยังอยู่ในความเป็นมายา ในคุณค่าเหล่านั้น ; คนเราจึงขึ้น ๆ ลง ๆ หัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ เป็นบ้าเป็นหลัง. พอได้สิ่งที่มีเกียรติมีอะไรหน่อย ก็ยกหูชูหางหรูหรา อวดคนอื่นทีเดียว อย่างนี้. ทีนี้ พวกคนทั้งหลาย ที่มีความหลงในคุณค่าด้วยเหมือนกัน ก็เลยผสมโรง กันใหญ่ ยกย่องเชิดชูกันใหญ่, เป็นคนมีเกียรติหรูหราไปอีกคนหนึ่ง มีบริวารมากมาย ไปอีกทางหนึ่ง. นี้เป็นเรื่องในโลกที่เป็นอยู่จริง โดยรายละเอียดแล้วจำแนกไม่ไหว แต่โดยหัวข้อมีพอจำแนกได้อย่างนี้. ดูในทางสติปัญญา ทีนี้ ดูไปถึงสิ่งที่ ๓ คือสติปัญญา วิชา ความรู้ หรือธรรมะ นี้ก็มีคุณ แต่กระเดียดไปในทาง ที่จะช่วยให้รอดพ้น ไปจากความตกจมอยู่ในคุณชั้นเลว ๆ ; นี้เรา
น.303 "คุณ" (ต่อ) อยากจะใช้คำว่าพระคุณเข้าไป ให้มันดีหน่อย คุณ เฉย ๆ เป็นคุณค่าตามความหมาย ตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรเป็นสมมติ. ถ้าว่าเราจะมาสมมติสิ่ง หรือบุคคล หรืออะไรก็ตาม ที่มีคุณค่าสำหรับจะช่วย ให้เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าคุณ เราก็เลยได้รับประโยชน์จากการช่วย แล้วเราก็เลยเรียกสิ่งนั้น หรือบุคคลนั้น ว่าผู้มีพระคุณ และบางทีก็มีพระคุณอย่างใหญ่หลวง ; เช่น พระพุทธ- เจ้านี้ เราก็ยอมเรียก ยอมรับว่า ผู้มีพระคุณ. แต่อย่าเอาไปปนกัน มันจะผิดจากคำว่า คุณ อย่างธรรมดา ๆ นี้. พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าคุณ ทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็ รู้จักโทษ ความเลวทรามของมัน จึงหลุดพ้นออกมาเสีย, แล้ว อยู่เหนืออำนาจของสิ่งเหล่านี้ ก็หลุดพ้นจากกองทุกข์ เรียกว่า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็มาสอนผู้อื่นให้รู้จัก แต่สิ่งเหล่านี้อีก เพื่อจะหลุดพ้นเหมือนอย่างท่าน. นี่เพราะคุณชนิดนี้ไม่ใช่คุณอย่างนั้น มันเป็นสติปัญญา ความรู้ ความฉลาดสามารถ ที่จะทำคนไม่ให้หลงในสิ่งที่เรียกว่าคุณ ซึ่งหลงกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. ทีนี้ เราจะมองดูว่า พระศาสนาในแง่ของปริยัติธรรม พระปริยัติธรรมก็มี คุณ ปฏิบัติธรรมก็มีคุณ ปฏิเวธธรรมก็มีคุณ : แต่ว่าเล็งถึงระบบอันหนึ่ง ซึ่งเขาจัด เขาสร้าง เขาทำขึ้นมาด้วยความมุ่งหมายอย่างเดียว ที่จะกำจัดอำนาจ หรือพิษโทษอัน ร้ายกาจ ของสิ่งที่เรียกว่าคุณ ตามธรรมดาสามัญ. ฉะนั้นคำว่าคุณในที่นี้ จึงมีความหมาย ถูกใช้ไปในทางที่ดี ทางมีประโยชน์ จนกว่าจะอยู่เหนือดี ขึ้นไปอีก. แต่ อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านี้ เอาไปใช้ผิดก็ได้ เช่น ปริยัติธรรม นี้ เขาเอา ใช้หากิน ใช้หลอกลวงคนก็ได้ เพราะมันมีคุณค่าอย่างนั้น จึงเอาไปใช้หากินหลอกลวง คนก็ได้ ปฏิบัติธรรม ถ้าเล่นไม่ซื่อ ก็เป็นเครื่องมือสำหรับหลอกลวงคนให้นับถือ เป็นเรื่องหากินไปก็ได้ เพราะว่ามีคุณค่าที่กำกวมอยู่อย่างนี้.
น.304 ถ้าเรามองกันด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ก็ เลือกเอาแต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ ก็จะไปพบแต่สิ่งที่มีคุณค่าในด้านดี สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงคำว่า โมกขธรรม ที่เรากำลัง พูดกันนี้ มันเป็นธรรมที่ จะช่วยให้หลุดรอด ออกไปได้ หรือว่า อมตธรรม ที่จะช่วย ให้อยู่เหนือความตาย ไม่มีความตายอีกต่อไป เป็นความรู้ที่มีคุณที่จะช่วยแก้โทษ หรือ ความเลวทรามของคุณทั้งหลาย ที่ต่ำกว่านั้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. แต่ถึงอย่างไรก็ดี พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ตกอยู่ ใต้อำนาจ ใต้ค่าของสิ่งที่ เรียกว่า "คุณ". แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน หรือสิ่งที่เรียกว่า อมตธรรม โมกขธรรม อะไรก็ตาม ท่านไม่ได้ยึดถือในสิ่งนั้นไม่ตกอยู่ภายใต้ความครอบงำทางคุณค่าของสิ่ง เหล่านั้น ; ฉะนั้นจึงเรียกว่า ไม่มีความยึดถือโดยประการทั้งปวง : ไม่ยึดถือในความ เป็นพระพุทธเจ้าของท่านเอง ก็คือไม่ไปหลงในคุณอันนี้. การไม่ยึดถือ นิพพาน โดยความเป็นตัวตน มีคุณค่าอะไร ก็คือไม่ ตกอยู่ ใต้อำนาจ ของความหมายของคำว่า "คุณ" แม้ในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน. นี่เป็น ชั้นสูงอย่างนี้ มันก็มีแนวเดินไปทางหนึ่ง คือทางที่จะหลุดรอดออกไปจากคุณ. ถ้าเป็นเรื่องต่ำ ๆ ที่กำลังเล่นงานเราอยู่ ก็คือสิ่งที่เป็นอันตราย เมื่อไปโง่ ไปหลงในคุณของมัน แล้วก็เหมือนกับติดคุกติดตะรางอย่างที่ว่ามาแล้ว. แม้ที่สุดแต่สิ่ง ที่เรียกว่า ความดี หรือ ความสุข ก็มีคุณของมัน แล้วมันก็ จะทรมานจิตใจคนที่ ไปหลง ในคุณในค่าของมัน ; แล้วมันก็ไม่ทำอะไรใคร คือไม่ทรมานใจใคร ถ้าคนนั้น เขาเป็นคนที่ไม่หลงอยู่ในคุณค่าของมัน. นั่นเรียกว่า คุณของวัตถุ ทางวัตถุนี้ก็มี, คุณของนามธรรมทางจิตใจ ค่าของ จิตใจ นี้ก็มี แล้วคุณของสติปัญญาที่เป็นธรรมะ เป็นสัจจะ ซึ่งสูงขึ้นไปนั้นก็มี; แต่ แล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะไปหลงยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวตน อะไรด้วยกันทั้งนั้น ก็เลย กล่าวได้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นอิสระจากอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าคุณโดยประการทั้งปวง.
น.305 "คุณ" (ต่อ) ผมสรุปความให้สั้นที่สุด ง่ายแก่การจำไว้ สำหรับพวกคุณจะได้เอาไปคิดว่า ออกมาจากอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าคุณ เสียอย่างเดียวเท่านั้น ก็เป็นอันว่า หมดปัญหา, หรือว่าหลุดรอด หรือว่า อยู่เหนือความทุกข์ โดยประการทั้งปวง ให้ระวังสิ่งที่เรียก ว่า "คุณ" ระวังสิ่งที่เรียกว่า คุณ หมายความว่าอย่าหลงเป็นทาสมัน ที่นี้ดูมาถึงตอนนี้แล้ว มันก็เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดความเข้าใจผิด แล้วบางคน เขาแกล้งหาเรื่อง จะให้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ว่าเอาเถอะถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ปรารถนาความดี ไม่พยายามที่จะทำอะไรที่มีคุณค่า ; นี้ไปคิดดู. ที่ถูก เราก็ทำสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ ต้องมี ต้องใช้ ต้องกิน ให้ได้รับความสะดวกสบาย ไม่มีความทุกข์นั้นได้ ; แต่โดยที่ไม่ต้อง ไปหลงเป็นทาส ในความหมายของคำว่า "คุณ" ว่าค่า. เดี๋ยวนี้คุณเป็นนักเรียน เป็นนักศึกษา ก็ใช้การศึกษาในลักษณะที่ให้ถูกต้อง อย่ามุดหัวลงไปอยู่ใต้การบีบคั้นของ "ค่า" หรือของ "คุณ" ของสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา ; ซึ่งมันจะทำให้เป็นทุกข์ หรือเมื่อผิดหวังในเรื่องนั้น ๆ มากเข้า ก็จะถึงกับฆ่าตัวเองตาย, หรือไม่ถึงกับฆ่าตัวเองตาย ก็จะเป็นโรคประสาทเหมือนที่กำลังเป็นกันอยู่, หรือไม่อย่างนั้น ก็เป็นการทนทรมานอยู่ตลอดเวลา. เมื่อเราไปเกี่ยวข้องกับการศึกษา เรา ต้องรู้จักว่า มันมีคุณค่าอย่างไร และ "คุณ" ในแง่ ไหนเป็นโทษ. ตรงนี้อาจจะฟังไม่ถูกอีกแล้ว เพราะภาษาธรรมดาเขาเอา คุณ กับ โทษ ไว้ใน ลักษณะที่ตรงกันข้าม. ที่จริงคำว่า โทษ นั้นก็คือ "คุณชนิดหนึ่ง" เหมือนอย่างที่ได้พูด มาแล้วตั้งแต่ต้น ว่า สิ่งเดียวนั้นมีคุณหลายด้าน หลายมุม หลายแง่ ; แต่สรุปแล้ว ก็คือว่าในแง่ที่จะทำให้เราหลงรัก หรือพอใจ, และในแง่ที่จะทำให้เราเกลียดชัง นี่ก็เป็น คุณสมบัติของมันทั้งนั้น. ที่เรียกว่า "โทษ" นี้ก็ หมายถึงแง่ที่ควรเกลียดชัง หรือว่าทุกคนจะรู้สึก เกลียดชัง เพราะมันทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตกับความตาย อย่างนี้
น.306 เราไม่ชอบความตาย, เรามองเห็นในแง่ที่เป็นอันตราย หรือเป็นโทษอยู่ ไม่มีความรู้สูง ขึ้นไปจนอยู่เหนือคุณของความอยู่ หรือความตาย. เมื่อยังอยู่ในระดับนี้ ก็พยายามหา สิ่งที่เป็นคุณ ที่พอจะให้มีชีวิตอยู่ไปได้ตามที่ประสงค์. อย่าไปหลงใน "คุณ" นั้น ๆ ซึ่งมันจะหวนกลับมากัดเอา หรือมาทรมาน มาบีบคั้นเอา. “คุณ" ตามที่ประสงค์ ระบุตรง ๆ ลงไป ก็คือ เรื่อง กิน เรื่อง ถาม เรื่อง เกียรติ นี้เป็นที่สรุปของทุกอย่างในชั้นปุถุชนเรา : เราหลงในเรื่องกิน ให้เอร็ดอร่อย สูงสุด, เราหลงในเรื่องกาม เป็นกามารมณ์ที่ไม่มีขอบเขต, และเรื่องเกียรตินั้นเป็นความ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างนั้นอย่างนี้ เขายกยออะไร ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติ ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน. ในเรื่องกาม ก็มีคุณไปตามแบบของมัน, เกียรติ ก็มีคุณไปตามแบบของ เกียรติ, เรื่องกิน เรื่องอาหาร นี้ก็มีคุณไปตามแบบของมัน ; ถ้าหลง ในคุณของมัน เมื่อไร มันก็กัดเอา จนจะต้องร้องไห้ หรือจะต้องฆ่าตัวตาย. ถ้าไม่หลง ก็ไปด้วย กันได้ คือใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ เป็นวัตถุปัจจัย สำหรับดำรงชีวิต, ถ้าจะเอา คุณของมันบ้าง ก็เอาเท่าที่มันไม่กัดเอา :- ในเรื่อง อาหาร นี้ พึงกิน พอเป็นอาหาร สำหรับมีคุณ เพื่อมีชีวิตอยู่ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร ; แต่พอกินเพื่อความเอร็ดอร่อย มันก็หมดสภาพความเป็นอาหาร มันเปลี่ยนเป็นเหยื่อล่อ แล้ว มันก็กัดเอา คือเป็นเหมือนกับติดเบ็ด. เรื่อง กามารมณ์ นั้น ก็ให้เป็นไปพอเหมาะพอดี หรือถูกทาง ก็จะเป็น กำลังอันหนึ่งเพื่อมีการสืบพันธุ์ ให้มีมนุษย์อยู่ได้ ไม่สูญพันธุ์ไป ตามปกติ เพราะมันเป็น ค่าจ้างของธรรมชาติ ; ถ้าไม่มีกามารมณ์เป็นค่าจ้าง มนุษย์จะไม่ยอมทำงานที่ลำบาก ยุ่งยาก คือ การสืบพันธุ์. ธรรมชาติฉลาดกว่า ก็มีกามารมณ์สำหรับจ้างสัตว์ทั้งหลาย ให้ทำการสืบพันธุ์ เพราะมันต้องการจะให้สัตว์ทั้งหลายมีอยู่ ไม่สูญพันธุ์ไป.
น.307 "คุณ" (ต่อ) อย่าทำเล่นกับพระเจ้า ซึ่งฉลาดกว่าคนมาก ; ฉะนั้น การเกี่ยวข้องกับ กามารมณ์ ในฐานะเป็นเรื่องของการสืบพันธุ์ เพียงเท่านั้น ก็ไม่เป็นไร, พอเลยไปกว่านั้น มันก็กัดเอา. เดี๋ยวนี้เราไม่ได้นึกกันถึงอย่างนี้ เราหลงคุณค่าของมันเกินไป แล้วก็ ขยับขยายไม่มีที่สิ้นสุด ประดิษฐ์ประดอยกันต่าง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นทาสของกามารมณ์ เพราะหลงคุณค่าของคำว่า กาม นี้ หนักยิ่งขึ้นไปทุกที. เรื่องคำว่า "เกียรติ" ก็ให้รู้ว่า มันเป็นอะไร มีคุณอย่างไร มีโทษอย่างไร, มีคุณในแง่ไหนอย่างไร ; แล้วใช้ในแง่ที่ว่า จะช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้โดยสะดวก หรือให้ สังคมอยู่กันสะดวก อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร. แต่อย่าไปหลงกับมันอีกเหมือนกัน ; พอไป หลง มันจะขึ้นมาอยู่ข้างบน ฉะมาข่มขี่ จะมาท่วมทับ จะมาขบกัดเอา. กิน ถาม เกียรติ สามอย่างนี้มีคุณรอบด้าน อย่างที่ น่าปรารถนา : ล่อ ให้สัตว์ปรารถนา ก็มี, อย่างที่จะ ทำอันตราย สัตว์เหล่านั้น ก็มี ; แต่มันซ่อนไว้ หรือว่า สัตว์มันโง่มองไม่เห็นเอง. เช่น คำว่า กาม หรือ กามารมณ์นี้ นักปราชญ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านว่า มันให้ความสุขนิดเดียว มันให้ความทุกข์หรือโทษมาก เห็นไหม ? เรารู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า ? กามารมณ์นี้ แหม, เรารู้สึกว่า ให้ความสุขมากเหลือเกิน ให้ความทุกข์ หรือโทษนิดเดียว พอจะทนได้ อย่างนี้เป็นต้น. ควรจะไปดู กันเสียใหม่ ให้ตรงตาม ที่เป็นจริง, แล้วความจริงนี่ก็เลื่อนได้เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ไปตามสติปัญญา ที่มันเลื่อนสูง ขึ้นไป เพราะการอบรม. กิน กาม เกียรติ สำคัญอยู่ที่เวทนา ทีนี้มาดูกันอีกทีหนึ่ง ก็ว่า เรื่อง กิน ก็ดี เรื่อง กาม ก็ดี เรื่อง เกียรติ ก็ดี สามอย่างนี้มาสรุปรวมอยู่ที่คำว่า "เวทนา" : เมื่อเป็นที่ตั้งแห่งความปรารถนา ก็ต้อง
น.308 เรียกว่า สุขเวทนา - ความรู้สึกเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย ทางผิวหนัง ทั่วไป ทางจิตใจ เอง, นี้เราเรียกว่า เวทนา. ตัว เวทนา นี้แหละ เป็นตัว มารร้าย เป็นตัวยักษ์ร้ายที่มีคุณสำหรับให้คนหลงที่สุด : หลงรักก็สุดเหวี่ยง หลง เกลียดก็สุดเหวี่ยง หลงโง่ก็สุดเหวี่ยง. ระวัง! สิ่งที่เรียกว่าเวทนา มันมีคุณที่ซ่อนเร้น ลึกลับ ไม่รู้เท่าก็ต้องตกนรกทั้งเป็นโดยไม่รู้สึกตัว เพราะสิ่งที่เรียกว่า เวทนา นั่นเอง. ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสหลักธรรมะ หมวดที่สำคัญต่าง ๆ ท่านก็หยิบ เวทนา ขึ้นมาเป็นตัวปัญหา เป็นจุดตั้งต้น สำหรับให้ไปพิจารณาดู ให้รู้จัก ให้รู้คุณของมัน ในแง่มุมต่าง ๆ ที่ว่ามัน เป็นอัสสาทะ เหยื่อล่ออย่างไร, ที่เป็นอาทินวะ เป็นโทษ เป็นความเลวทรามอย่างไร, เป็นอันตรายอย่างไร, แล้วมัน มีนิสสรณะ คือ อุบายที่จะอยู่เหนือมัน เอาชนะมันได้นั้น มีอยู่อย่างไร. เราใช้หลัก อย่างนี้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ อย่างนี้แล้ว ก็ จะเอาตัวรอดได้ จากอำนาจอิทธิพล อันเลวร้ายของสิ่งที่เรียกว่า เวทนา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หลายข้อ แต่เอา ๓ ข้อก็พอ ว่า มันมีเสน่ห์, อัสสาทะ แปลว่า เสน่ห์ มันมีเสน่ห์สำหรับหรอกคน นั้นเป็นอย่างไร, แล้วมันมี อาทีนวะ คือ โทษ หรือ ความเลวทราม ความร้ายกาจ ซึ่งเป็นความจริงของมัน นั่นแหละอย่างไร, แล้วอุบายวิธีไหน ที่เราจะไม่ไปหลงกับมัน อยู่เหนือมัน มีอิทธิพล อยู่เหนือมันได้ นี้ก็เรียกว่า นิสสรณะ คือ การออกไปได้ หรือ เครื่องออกไปได้, เครื่องทำให้ออกไปได้. เมื่อได้รับเวทนา อย่างใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ต้องดูว่า มัน มีเสน่ห์ อย่างไร, มีความ เป็นอันตรายอย่างไร, แล้ว อุบายอันไหนที่จิตใจของเราจะไม่ถูก ครอบงำ. ถ้าเราเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า เวทนาได้ ก็จะเอาชนะอื่นได้หมด ในบรรดาสิ่ง ที่เป็นปัญหาของมนุษย์เรา ; เรื่องที่มนุษย์กำลังเป็นปัญหา กำลังหลงใหลกันอยู่นี้ มันไปรวมอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า เวทนา ทั้งนั้น.
น.309 "คุณ" (ต่อ) เราต้องดูให้ดีว่า บรรดาสิ่งที่มีคุณแล้ว มันคัดทั้งนั้น: แม้แต่สิ่งที่ เรียกว่า ความสุข หรือความดี ถ้าเราไปหลงในคุณของมันแล้ว มันกัดเอาทั้งนั้น. ในขณะที่มีสุขเวทนานั้น ดูให้ดีเถอะ มันมีความสูญเสียอิสรภาพ มันมีความโง่ มีความ เขลาอย่างไร ที่ไปหลงอยู่ในสุขเวทนานั้น : ถ้ามองดูแล้ว จะเห็นว่าแหม, มันทรมาน เราเหลือเกิน แม้ในขณะแห่งสุขเวทนา. ฉะนั้น อย่าโง่ อย่าหลงมาก ถึงขนาดที่ไม่ รู้สึกว่าแม้ในขณะแห่งสุขเวทนานี้ มันก็กัดเรา ทรมานเรา ย่ำยีเรา เบียดเบียนเรา. สิ่งที่เรียกว่า "คุณ" นั้นแหละ หรือ ค่า หรือความหมายของสุข นี่แหละ กัดเรา มันบีบคั้น เรา มันทรมานเรา ; ในขณะที่เรากำลังรู้สึกว่า เสวยสุขเวทนาอยู่ ในทางกินก็ดี ในทางกามก็ดี ในทางเกียรติก็ดี มันก็กัดเรา ทรมานเราอยู่ แม้ฉะนั้น เราต้องต่อสู้กับข้าศึกศัตรู หรือพญามารอันเร้นลับที่สุด และอันตรายร้ายกาจที่สุด หรืออะไรเลวร้ายที่สุด ของสิ่งที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า "คุณ" ซึ่งมีอยู่อย่างละเอียด จนไม่รู้สึกว่า มันเป็นอันตราย. คุณอย่างเลว มันก็กัดเอาอย่างหยาบ ๆ, คุณอย่าง กลาง อย่างดี มันก็กัดเอาอย่างไม่รู้สึกตัว กระทั่งยินดีบูชาหลงใหลมันไปเลย เป็นทาส ของคุณของค่า ของสิ่งที่เราหลงใหล ต้องมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ต่อสู้กับ "คุณ" ทำอย่างไร เราจะเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า คุณ นี้ได้ เอาไว้พูดกันโดยละเอียด ทีหลัง ; แต่สรุปความแล้วก็คือ จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า สติ สัมปชัญญะ และปัญญา ที่ได้ พูดไปแล้วในการบรรยายตอนต้น ๆ ที่ยังมีอยู่ในบันทึกของพวกคุณ ว่า สติ สัมปชัญญะ หรือ ปัญญา นั้น เป็นศาสตราวุธ สำหรับต่อสู้ประหัตประหารข้าศึกอันร้ายกาจ คือสิ่ง ที่เรียกว่า "คุณ" ที่ผูกมัดจิตใจของสัตว์ไว้หลายแบบหลายอย่าง กระทั่งว่า ไม่รู้สึกว่า เป็นการผูกมัด แล้วไปบูชามันเสียอีก อย่างนี้. ผู้มีพระคุณ อันสูงสุดนั้น ก็คือ ผู้ที่จะช่วยเราให้หลุดพ้นมาเสียจากอำนาจ ของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ". คำว่า "ผู้มีพระคุณ" นี้ เป็นคำสมมติบัญญัติ ให้แก่ผู้ที่มา
น.310 ช่วยปลดเปลื้องเรา ออกมาเสียจากอิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ". ถ้าเป็นอย่างต่ำ ๆ เช่นบิดามารดา ก็มีพระคุณ ช่วยปลดเปลื้องอันตรายของชีวิต ให้ชีวิตรอดไปได้ ; แต่ ถ้าเล็งถึงสูงสุด ถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้มีพระคุณ พระอธิคุณ อะไรสูงสุดก็ตาม ที่ท่าน เป็นผู้สามารถจะเปลื้องสัตว์ทั้งหลายออกไปเสียจากอำนาจบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า คุณ ที่มี อยู่ในสังขารธรรมทั้งปวง. ขอพูดถึงคำว่า "คุณ" อีกครั้งหนึ่ง ก็คือพูดอย่างนี้ โดยหวังว่าจะเข้าใจเรื่อง ของสิ่งที่เรียกว่าคุณนั้น มากขึ้นกว่าที่พูดเมื่อวาน. เอาละพอกันที เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว ต่อไปนี้เป็นเวลาสำหรับถามอีก ตามเคย. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ผมขออนุญาตกราบเรียนถามท่านอาจารย์ คือ อยากให้ท่านอาจารย์อธิบาย ที่ท่านอาจารย์บอกว่า การที่เราทุกวันนี้กำลังเรียกร้องหาเสรีภาพกันนั้นมันผิด เพราะว่าจะตกเป็น ทาสของวัตถุ แล้วก็จะตกเป็นทาสของคุณต่าง ๆ. ทีนี้ผมมีความเห็นว่า โดยปรกติแล้วเราก็ตก เป็นทาสของคุณ ไปตามอำนาจกิเลสอยู่แล้ว ถ้าเรามีการเรียกร้องให้มีเสรีภาพทางร่างกายขึ้นมา ผมว่าจะเป็นการดี อยากให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้แจง. (ตอบ) ถูกแล้ว ปัญหาที่คุณถามนั้นก็เป็นปัญหาที่ถูก คือควรที่จะสงสัยว่า ทุกอย่างมีคุณ เช่นเสรีภาพก็มีคุณ, ความสูญเสียเสรีภาพ หรือความไม่มีเสรีภาพ มัน ก็มีคุณไปตามแบบของมัน แต่ละอย่าง ๆ มีคุณหลายแง่หลายมุม, แล้วสัตว์ทั้งหลายที่ไม่รู้ เรื่องนี้ ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจ ภายใต้อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า "มีคุณ" อย่างใดอย่างหนึ่ง คือไป หลงในคุณ ของมัน ก็สูญเสียอิสรภาพในส่วนลึกซึ้ง คือส่วนที่จะเป็นอิสระ เสรีจากความบีบคั้น ของสิ่งเหล่านี้ หรือของความทุกข์ในด้านจิตใจ ; ถ้าเราไม่สูญเสีย เสรีภาพชนิดนี้แล้ว เราจะไม่รู้สึกว่าสูญเสียเสรีภาพอะไร.
น.311 "คุณ" (ต่อ) เสรีภาพของทางร่างกาย ที่เป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่ง มันก็เป็นสิ่งที่บัญญัติ หรือ สมมติ หรือยืดหยุ่น เอาให้มันเป็นเสรีภาพทางกายจริง ๆ ; อย่าสมัครเข้าไปเป็นทาส เสียก่อน แล้วก็จะเรียกร้องเสรีภาพ. เราอาจจะปลีกตัวออกมาได้ แม้เสรีภาพทาง ร่างกายนี้ ดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ไม่มีใครบีบคั้นได้. เมื่อไปเปรียบเทียบกับ เสรีภาพทางจิตแล้ว มันกลายเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องเด็กเล่น มันก็ไม่ได้ให้ความทุกข์ อะไรมากมาย ถ้าจิตไม่สูญเสียเสรีภาพในทางฝ่ายจิต. เดี๋ยวนี้ เรามัวมุ่ง จ้อง สนใจ เรียกหากันแต่เสรีภาพทางกาย จนไม่ มองดูเสรีภาพทางจิต ; จะเรียกร้องไปเท่าไร มันก็ไม่มีเสรีภาพ เพราะทางกายมัน ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมาก เราเสียอีกที่เราไปหวังมาก เรียกร้องมาก เกินกว่าที่ควรจะ เรียกร้อง. ถ้าคุณจะหมายถึงความหมายทางการเมือง ก็มองเห็นอยู่แล้วว่า การเมือง ทั้งโลกเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ได้สูญเสียเสรีภาพตามธรรมชาติ เป็นเสรีภาพทางกายที่บัญญัติกันขึ้นมา ใหม่ เพื่อความเรียกร้องที่มากกว่า ตามที่ตนเป็นทาสของกิเลสตัณหามากขึ้น คือ ตนเอง เป็นผู้สูญเสียเสรีภาพให้แก่กิเลส เท่าไร ก็ไปเรียกร้องเสรีภาพทางกายจากสังคมมากขึ้น นี่เป็นเรื่องที่น่าหวัว. ถ้าว่ากันโดยแท้จริงแล้ว เสรีภาพทางกายนี้ ธรรมชาติก็มีให้เพียงพอ เราก็อาจจะหลีกไปอยู่ในที่ ที่แสวงหาเสรีภาพทางกายได้โดยไม่ยากเลย แต่เราก็ไม่อยากที่ จะหลีกไป เราจะถลันเข้าไปในสังคมที่ไม่ค่อยมีเสรีภาพ แล้วไปช่วยกันเรียกร้อง. การสูญเสียเสรีภาพนี้ เพราะทำผิดทางจิตใจก่อน แล้วก็เสียเสรีภาพ ทางจิต และเสียเสรีภาพทางกาย ทางวัตถุ ทางสังคม ทางอะไรเรื่อย ๆ มา. ถ้ามี ธรรมะอย่างเดียวเข้ามาช่วย แล้วก็จะรู้สึกว่า ไม่มีการสูญเสียเสรีภาพ, ผู้ประพฤติธรรมะ จะไม่รู้สึกสูญเสียเสรีภาพ แล้วก็จะไม่มีใครเหยียบย่ำเสรีภาพของใคร ถ้าประพฤติธรรม.
น.312 ทีนี้ การประพฤติธรรมนี้ คือ ความรู้อย่างถูกต้องในเรื่องนี้ อย่าไปหลงเป็น ทาสของสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า ; แล้วคนนั้นก็ไม่ไปเป็นผู้บีบคั้นผู้อื่น ไม่อาจจะเป็นนายทุน ผู้บีบคั้น หรือเป็นศักดินาผู้บีบคั้น หรือเป็นอะไรผู้บีบคั้นได้ ถ้าคนนั้นเขาไม่เป็นทาส ของกิเลสตัณหา คือไม่สูญเสียเสรีภาพแก่กิเลสตัณหา. ฉะนั้น เขาเป็นผู้หลง ผู้หลับหู หลับตา อยู่ใต้อิทธิพลของวัตถุมากเท่าไร เขาก็ จะสูญเสียอิสรภาพทางจิตมากเท่า นั้น : แล้วก็หาทางออกโดยการบีบคั้นผู้อื่นยิ่งขึ้นไปอีก เป็นเรื่องผิดไกลออกไป, ไกล ออกไป. ถ้าจะแก้ปัญหาคราวเดียวหมด ก็ให้ทุกคนมีความรู้ถูกต้องในเรื่องเหล่านี้ มีจิตใจที่มุ่งต่อความสงบสุขอันแท้จริง ปัญหาก็จะไม่มี. สมัยนี้เป็นสมัยวัตถุนิยม ถือเอาวัตถุเป็นหลักสำหรับขบคิดปัญหาต่าง ๆ จึงรู้สึกแต่เรื่องทางวัตถุ หรือทางกายมาก เกินไป จนไม่มองเห็นเรื่องที่สำคัญกว่า คือเรื่องทางจิตใจ. ถ้านำสืบได้จริงว่า เรากำลังสูญเสียเสรีภาพทางกายจริง เราก็พยายามต่อสู้ให้ ได้มาซึ่งเสรีภาพที่ถูกต้องในทางร่างกาย ; แล้วเราก็อย่าไปหลงต่อคุณ หรือค่า ของ เสรีภาพทางกายนั้น ให้มันมากเกินไป จนกลายเป็นคนที่หมายมั่นอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งจะ สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมา สำหรับจะเกิดเรื่อง. เดินไปให้ถูกทางตามทางกาย แล้วก็ให้ไป ถูกจริง ๆ ในเรื่องทางจิต แล้วก็จะออกไปได้, แล้วดูให้ดีนะ เรากำลังไม่สูญเสีย เสรีภาพทางกาย ; แต่เรา คิดเอาเอง หรือว่า สำคัญผิด เอาเอง ; แล้วมีทางปลด เปลื้องได้ไม่ยาก ถ้าไปเทียบกับสูญเสียเสรีภาพทางจิต แล้วปลดเปลื้องได้ยาก ถ้าคุณเล็งถึง นายทุน กับ กรรมกร แล้วให้ไปดูที่กรรมกร ชนกรรมาชีพ ให้ดี ๆ เขาเสียเสรีภาพทางจิต ทางความรู้ที่ถูกต้อง จนแพ้แก่กิเลสทุกอย่าง เขาจึงได้ ยากจน, แล้วปรากฏเป็นการสูญเสียเสรีภาพทางร่างกาย ทางสังคม อะไรอย่างนี้. ความ จริงเขา สูญเสียเสรีภาพแก่กิเลส แก่โมหะ แก่ความหลงผิดในหลาย ๆ อย่างหลายประการ
น.313 "คุณ" (ต่อ) ซึ่งรวมแล้วก็เรียกว่า โมหะ หรืออวิชชา จึงได้ยากจน แล้วต่อสู้กันอย่างที่เรียกว่าผ่าซาก เรียกร้องเสรีภาพทางกาย ทางวัตถุ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จ, ไม่ประสบความ สำเร็จเป็นแน่นอน ; มันจะยุ่งเหยิง กลับไปกลับมาอยู่นั่นเอง ถ้าคนเหล่านี้ไม่ชนะ ความโง่เขลา ความเหลวไหลเหลวแหลกอะไรของตัวเองเสียก่อน. สรุปความที่ว่า ต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางกายนั้นถูก ถ้าว่าเป็นการสูญเสียเสรีภาพ ทางกายจริงเป็นงานขั้นตรง. แต่นี่ดูจะไม่จริง, ไม่จริงเพราะ ไม่ได้สูญเสีย แล้ว เราคิดว่าสูญเสีย เพราะเราต้องการจะเรียกร้องที่มันมากเกินมาตรฐาน ตั้งข้อสมมติ เอาเองว่า เขาขูดรีด หรือสูบ หรือดูด เอาไว้มาก เรามีสิทธิที่จะทำลายยื้อแย่งให้พังทลาย ลงมา เจือจานแก่พวกเรา. นี่ไปคิดดูใหม่เถิด เรากำลังสูญเสียอิสรภาพแก่กิเลส หลายชั้นหลายซับ ซ้อน นับตั้งแต่ทำให้เรายากจนมาแต่ทีแรก แล้วเราก็จะไปใช้วิธีที่ชนิดที่ไม่ถูกต้อง เพื่อ ไปแก้ไขความผิดพลาดอันนี้อีก มันก็ไม่สำเร็จ. ผมคิดว่า ชวนกัน เผยแผ่เรื่องเสรีภาพ ทางจิต นี้ให้มากๆ จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้, ฝ่ายคนจนจะยกตัวขึ้นมาได้, ฝ่ายคน รวยก็จะมีความเมตตาปรานี จะลดลงมาเหมือนกัน. ทีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างพ่ายแพ้แก่ความ หลอกลวงของวัตถุ ก็มีการเดินหันหลังให้กัน ห่างออกไปทุกที ๆ. (ถาม) อยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์พยายามเน้นเสมอว่า ให้อยู่เหนือคุณต่าง ๆ แต่กระผมเองมีความคิดเห็นว่า การละชั่วแล้วกระทำดีนั้นยากอยู่แล้ว แต่ การที่จะอยู่เหนือดีเหนือชั่วนั้น ก็ยากยิ่งกว่า. แต่สำหรับการละชั่วแล้วทำดีนั้น ถ้าเราเน้นอันนี้ ให้มาก ผลประโยชน์จะตกอยู่กับชนส่วนใหญ่ คือ ความสุขของสังคม. แต่ว่าอันที่ ๓ นั้น คือ การอยู่เหนือดี เหนือชั่วนั้น กระผมคิดว่า ให้เป็นหน้าที่ของแต่ละคนจัดการ เป็นเรื่องดับทุกข์ ของปัจเจกชนนั้นเอง แล้วเขาก็จะรู้เอง. ถ้าเผื่อ "คุณ" อันนั้นบีบคั้นตนเอง เขาก็อาจจะอยู่ เหนือดีเหนือชั่วได้. สรุปว่า น่าจะเน้นว่า ให้ละชั่ว แล้วก็ให้ทำดีให้มากๆ คือเราน่าจะตั้งมาตรฐาน ของ "คุณ" ไว้ อันหนึ่ง ๆ หลาย ๆ อัน เอาไว้ให้เป็นมาตรฐานในสังคม สำหรับทุก ๆ คน ใน
น.314 สังคมซึ่งเป็นปุถุชน จะได้ถือเป็นหลักปฏิบัติ ถือว่าคุณอันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ไปหลง ในคุณ ซึ่งไม่เป็นคุณ. นี่ขอเรียนถามท่านอาจารย์ให้ช่วยกรุณาอธิบาย. (ตอบ) ตามปัญหาที่ถาม หรือที่แท้ก็มิใช่ปัญหา ที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ ก็เป็น การถูกต้องว่าให้เน้นในเรื่อง ละชั่ว ทำดี เป็นเรื่องใหญ่ในสังคม ; ส่วนการที่ จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว ก็เป็นของส่วนบุคคล ผู้พอใจแสวงหาเอาเป็นพิเศษ. นี่ผมตอบว่า ในชั้นแรกนี้ เราพูดกันถึงเรื่องโมกขธรรม คือธรรมะสูงสุด ที่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว แต่มุ่งหมายที่จะเอามาประยุกต์ คือให้ใช้ปฏิบัติได้กับคนธรรมดา เพื่อประโยชน์แก่เขา อย่างน้อยก็ว่า เพื่อรู้ทางลัด ที่สั้นเข้า. อีกทางหนึ่งเป็นความรู้ ทั่วไป ที่ทุกคนควรจะรู้ ว่าเรานั้นตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" เราจึงทำผิด และสร้างความทุกข์ขึ้นใส่ตัวเอง ตั้งแต่ระดับต่ำที่สุด จนถึงระดับสูงที่สุด. คนทำชั่ว อย่างเลวทรามที่สุด เป็นอันธพาลอาชญากรอย่างเลวทรามที่สุด ก็ เพราะว่าตกหลุมพรางของสิ่งที่เรียกว่า คุณ. เขาหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากได้ มากเกินไป จนไม่ดูความผิดชอบชั่วดี เขาจึงประพฤติชั่วอย่างเลวร้ายที่สุด ; เพราะเขา ตกอยู่ใต้อำนาจความหลอกลวงของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" แล้วมันก็ไม่พ้นไปจากเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; แม้ชั้นเลวที่สุด มันก็เป็นเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติชั้นเลว ที่สุด ของพวกอาชญากรทั้งหลาย ถ้าเขาได้รับการสั่งสอนในชั้นต้น ให้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าคุณ หรือ ค่า หรือ ความหมายของทุกสิ่งรวมทั้งสิ่งที่เขากำลังหวัง หรือพอใจนัก มันก็จะซาลง จะเพลามือ ลงมาในการที่จะมุทะลุดดันประกอบกรรมทำชั่ว เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวปรารถนาอย่างรุนแรง. ฉะนั้นจึงควรจะเข้าใจเรื่อง "คุณ" นี้กันบ้าง ; ถูกแล้ว ไม่มีใครสอน ไม่มีใครเอามาพูด ถึงเรื่องนี้. แต่ผมกำลังชี้ให้เห็นว่า มันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนปลาย.
น.315 "คุณ" (ต่อ) ถ้าจะเป็นวิธีลัดสั้น ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ชั้นเลวร้ายที่สุด ก็ ควรจะสอน กันบ้างถึงเรื่องนี้ อย่าให้คนเราไปหลงใหลใน "คุณ" โดยเฉพาะคือ ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังมากเกินไป จนประกอบอาชญากรรม. ครูบาอาจารย์ มีปริญญายาวเป็นหาง ก็ยังฆ่าฝ่ายตรงกันข้ามตาย : ฝ่ายหญิงก็ฆ่าฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ฆ่า ฝ่ายหญิง, เป็นศาสตราจารย์ เป็นอาจารย์ ก็ไม่ยกเว้น อย่างที่ข่าวหนังสือพิมพ์มีอยู่. นี้ไม่ใช่อันธพาลชั้นเลว ก็เป็นทาสของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" นั้นมากถึงขนาดนี้. มันก็ควรจะพูดกันบ้าง ให้รู้ว่า ทำไมจึงทำกรรมชั่ว โดยไม่รู้ตัว โดยไม่นึก ไม่ฝัน โดยที่หักห้ามใจไว้ไม่ได้ ก็เพราะว่า ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" อย่างที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ. คำว่า "คุณ" ในที่นี้คุณต้องใส่อัญญประกาศไว้เสมอ เป็นคำบัญญัติเฉพาะ พิเศษ มีความหมายทางธรรมะ ทางศาสนา ทางปรัชญาที่สูงกว่าคำพูดกลางตลาด, คำว่า "คุณ" ให้ใส่อัญญประกาศไว้ทุกที เพราะพอตกอยู่ใต้อำนาจหลอกลวงของสิ่งที่ เรียกว่า "คุณ" นี่ เขาจึงทำความชั่ว. ทีนี้ก็สับเปลี่ยนกัน หรือ sublimate ให้ไปหลงในคุณความดี ; ชี้คุณความดี สำหรับคนชั้นนี้ก็พอจะชี้ได้ จนเขาไปหลงใหลในคุณของความดี ก็จะแก้ปัญหาเรื่องทำชั่ว ได้. การทำดีนี้ถ้าทำไปด้วยความหลงใหล ใน "คุณ" มากนัก มัน ก็ทรมานอยู่ด้วย ความดี นั่นแหละ, จะต้องฆ่าตัวตายเพราะความดีนั่นเอง ซึ่งเคยมีคนฆ่าตัวตายโดย มีมูลเหตุอันแท้จริง มาจากความดี ความอยากดี ความรักษาความดี อย่างนี้ก็มีมามาก แม้ในประวัติศาสตร์ และแม้ในปัจจุบันนี้. นี่เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความดี, นี่คือ คุณค่าของความดี ที่ใช้ผิด ; ถ้าใช้เสียให้ถูก ก็จะทำดีได้โดยปลอดภัย. แต่ถึงอย่างไร ถ้าไปหลงในคุณค่าของมัน ถึงแม้เป็นความดีจริงแล้ว มัน ก็ยังหนัก ยังแบกอะไรอยู่ แบกของหนักอยู่ ชีวิตนี้จะแบกของหนักอยู่ : มีเพชร
น.316 มีพลอยมีอะไรก็มาแบกไว้บนบ่า ก็หนักอยู่ จะต้องจัดการกันอีกชั้นหนึ่ง คือ ไม่หลงอยู่ ใน "คุณ" ของมัน ไม่แบก นี้ก็อยู่เหนือดีเหนือชั่ว ก็เลยไม่มีความทนทรมาน. ทีนี้จะชี้ให้เห็นไกลตัวเราสักหน่อย ขอให้ทุกคนสังเกตว่า เวลาไหนเรารู้ สึก เป็นสุขที่สุด ตามความรู้สึกธรรมดา ; นี่ไปสังเกตดูเถอะ จะพบว่า เวลาที่เราไม่ได้ มีวิตกกังวลอยู่ด้วยเรื่องความดี ความชั่ว เป็นเวลาที่จิตพักผ่อนโดยแท้จริง กี่นาทีเท่าไร ก็ตาม เวลานั้นค่าของความดี ก็ไม่มารบกวนเรา, ค่าของความชั่วก็ไม่มารบกวนเรา ; แม้เป็นปุถุชนคนธรรมดา อยู่ที่บ้านเรือนอย่างนี้ ก็มีเวลาที่ว่าง หรือสบายอยู่ได้ชั่วครู่ ชั่วขณะ โดยเหตุที่ค่าของความดีและความชั่ว ไม่มารบกวนจิตใจของเรา. เมื่อถามขึ้นมา ผมก็มองเห็นว่า นี้คือสิ่งที่จะต้องพูดให้เข้าใจ ว่า เราจะไป เอาประโยชน์ของการที่อยู่เหนือดีเหนือชั่ว มาใช้กันพลาง ๆ ได้อย่างไร ? ก็คืออย่างนี้ ว่าแม้แต่เราอยู่ในระดับอย่างนี้ ก็ อย่าไปเป็นทาสของค่า ของความชั่ว และความดี ก็คือไม่ยินดียินร้าย ไม่วิตกกังวล ในเรื่องความชั่ว หรือความดี ไม่รู้สึกสะดุ้งหวาดผวา อยู่ด้วยการที่จะต้องรับผลของความชั่ว หรือความดี เราก็สบาย. ไปสังเกตดู ให้พบข้อเท็จจริงอันนี้เสียก่อน ว่ามีอยู่ตามธรรมชาติชั่วโมงไหน, ถ้าไม่มีชั่วโมงก็นาทีไหน ที่คุณสบายใจที่สุด ก็จะพบว่านาทีนั้น ไม่มีการรบกวนของ ความวิตกกังวลทางค่า หรือ"คุณ" ของความชั่ว หรือความดี. นี่มันมีอยู่อย่างนี้แท้ ๆ แต่ไม่มองกัน. ผมถือว่า มาตรฐานอันแท้จริงของจิต หรือว่า จิตเดิมแท้ คือที่ไม่เป็นทุกข์ ; แต่เราอยู่ด้วยจิตชนิดนี้ไม่ได้นาน แล้วก็ยิ่งน้อยลงทุกที ๆ ตามความโง่ของเรา ที่ยิ่งโตก็ยิ่ง โง่มากขึ้น เพราะไปรู้ใน "ค่า" หรือ "คุณ" ของความดี และความชั่วมากขึ้นกว่าเด็ก ๆ. เมื่อยังเป็นทารกอยู่ไม่ใคร่จะรู้จักเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็มีความพักผ่อนมาก ไม่ถูกรบกวน ด้วยค่าของดีและชั่ว.
น.317 "คุณ" (ต่อ) พอคนโตขึ้น ๆ จะรู้เรื่องค่าของดีชั่วมากขึ้น ยึดถือมากขึ้น จนไม่มีเวลาพักผ่อน จากการรบกวนของสิ่งนี้ หรือมีบ้างก็น้อย เป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกตัว ; เช่น ง่วงนอน ก็นอนเสีย นี้ก็เป็นการพักผ่อน หรือหนีจากการรบกวนของค่าของความดี ของความชั่ว ด้วยเหมือนกัน. แต่เวลาที่ตื่นอยู่แท้ ๆ คนสมัยนี้ยากที่จะปลีกจิตใจออก มาเสียจากการรบกวนของ "ค่า" ของความชั่ว และความดี. ขอให้จำไว้สำหรับไปทดลองดู ทดสอบดู หรือปรับปรุงให้มีมากขึ้น. ถ้า เรามา หัดเจริญสมาธิ วิปัสสนา ก็คือเราหัดหาอุบายที่จะหลบหลีกการครอบงำของ "ค่า" ของดีชั่ว ; เช่นทำสมาธิ อยู่ในสมาธินี้ก็ว่างเหมือนกัน คือว่างจากการรบกวน ของค่า ของดีและชั่ว, ถ้าเป็นวิปัสสนาก็หมายถึง ว่ารู้เรื่องนี้ดีขึ้น จนถึงกับขุดรากแห่ง ค่าของความดี และความชั่วไปพลาง ให้น้อยลง ๆ แล้วจะหลุดพ้น ; อย่างน้อยทำสมาธิ ก็มีผลเหมือนกับเข้าไปอยู่ในที่หลบที่หลีก ที่เร้น จากการรบกวนของค่า ของความดีและ ความชั่ว. ขออย่าไปมองในทางที่ว่า ไว้ต่อแก่เฒ่าแล้ว จึงจะไปคิดถึงเรื่องนี้ หรือว่า จะไปจัดไว้ว่าเป็นของคนบางคนเถิด อย่าเป็นของคนทุกคนเลย. อย่างนี้มันก็ถูกเหมือน กันแหละ ตามธรรมดาก็จะต้องเป็นอย่างนั้น ตามธรรมชาติมันจะเป็นอย่างนั้น. แต่ เดี๋ยวนี้เราต้องการจะให้ดีกว่านั้น เร็วกว่านั้น หรือได้รับประโยชน์มากกว่านั้น เราจึง เขยิบมาทางนี้ ให้การศึกษาของเรารู้จักสิ่งเร้นลับนี้ แล้วรู้วิชาที่ประเสริฐที่สุด ที่จะ ทำให้เรามีใจคอปรกติสบาย ให้สมกับที่ว่า ยุคนี้เจริญด้วยวิทยาการทั้งหลาย มนุษย์ควร จะมีความทุกข์น้อยลง. เดี๋ยวนี้เรากำลังทำผิด ถลัน หรือ ถลำ เข้าไปอยู่ภายใต้อำนาจบีบคั้น ของค่าแห่งความดีชั่ว หรือ ความร่ำรวย และความยากจนนี้ มีพูดกันอยู่แต่เรื่อง ชนกรรมาชีพ กับ นายทุน อยู่เรื่อยไป ; มันก็เป็นเรื่องรบกวนเส้นประสาท ให้วุ่นวาย
น.318 ให้หม่นหมอง จนไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้. ควรที่จะชวนนายทุนให้รู้ค่าของค่าที่บีบคั้น, ชวนคนจนให้รู้ค่า ของค่าของการบีบคั้น, แล้วดำรงจิตให้ถูกต้อง ให้สบาย ให้สนุกสนาน ในการทำงาน, แล้วถอนตัวได้ พวกนายทุนเขาก็จะเกิดเมตตากรุณาเร็วกว่า ที่จะปล่อย ให้เป็นไปตามบุญตามกรรมของเขา. นี้ผมถือว่า ปรมัตถธรรมอันสูงสุด หรือที่เรียกว่าโมกษธรรม ในที่นี้ เอามา ใช้ประยุกต์ได้ ในการที่จะแก้ปัญหาทางสังคม แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งมนุษย์แต่ละคน มีมันสมองอันฉลาดปราดเปรียวยิ่งกว่ามนุษย์ในยุคก่อน ๆ มาก แต่ว่า ใช้สมองผิด ก็ยิ่ง เป็นอันตรายมาก คือใช้ความฉลาดสำหรับจะไปหลงใน "คุณค่า" ของสิ่งที่มี "คุณ" นี้ มากกว่าแต่ก่อน. เมื่อไม่มีใครถาม ผมก็จะพูดต่อไปอีก คือ อยากจะพูดต่อถึงคำว่า "ขั้น" ตอน แห่งการก้าวไปสู่จุดสูงสุด คือการที่จะอยู่เหนืออำนาจบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" สำหรับขั้นตอน นี้จะแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ขั้นตอนตามธรรมชาติ เป็นไปเองตาม ธรรมชาติ นี้อย่างหนึ่ง, ขั้นตอนตามที่เราจัดขึ้น ทำขึ้นด้วยสติปัญญาของมนุษย์ นี้อย่างหนึ่ง. ขั้นตอน ตามธรรมชาติ ก็หมายความว่า เกิดมาแล้ว เติบโตขึ้นมา ผ่าน โลกไป ผ่านวัยไป จนถึงเป็นคนเฒ่าคนแก่ มันก็มีขั้นตอนอยู่ในตัวของมัน คือ รู้อะไร มากขึ้น. ถ้าโลกนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความเจริญชนิดหลอกลวงอย่างสมัยนี้ คนเรามีอายุ สัก ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี ก็พอจะผ่านขั้นตอนไปได้ทุกขั้นทุกตอน อย่างสมัยโบราณ ครั้งพุทธกาลโดยเฉพาะนั้น ไม่มีสิ่งที่ยั่วยวนมากเหมือน เดี๋ยวนี้ ; ฉะนั้น เด็กก็ผ่านเด็กไป, หนุ่มสาว ก็ผ่านความเป็นหนุ่มเป็นสาวไป ผ่าน ความเป็นพ่อบ้านแม่เรือนไป ไม่ทันจะแก่เฒ่าก็มองย้อนหลัง เห็นความจริงของชีวิตที่ ผ่านมา : มันระหกระเหินอยู่ด้วยการทรมาน บีบคั้นอย่างเร้นลับ ก็มองเห็น คนแก่
น.319 "คุณ" (ต่อ) เหล่านี้จึงออกไปบวช เป็นฤๅษี มุนี อะไรต่าง ๆ หาหนทางออกให้แก่ชีวิต พ้นจากความ บีบคั้นของสิ่งเหล่านี้. นี้เป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล. ขั้นตอนดังกล่าว เป็น ขั้นตอนตามธรรมชาติจัดสรรให้ ขั้นตอนอันนี้ก็ ยังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้. ถ้าสมมุติว่ามีใครสักคนหนึ่ง ไม่ไปหลงใหลในความก้าวหน้าของ วัตถุทางวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ประดอย เขาก็เป็นอิสระที่จะเป็นไปตามธรรมชาติ ; แล้วก็ จะมีคนแก่ ที่เบื่อความซ้ำซากอย่างในโลก ออกมาหาความสงบ อย่างนี้ได้เหมือนกัน คือขั้นตอนตามธรรมชาติก็ยังมีอิทธิพลอยู่, อย่างน้อยก็ต้องมี ในความรู้สึกของคนแก่. นี้เรียกว่าขั้นตอนตามที่ธรรมชาติเป็นไปเอง โดยไม่มีใครเจตนาจะจัดมัน. ถ้าว่า เดี๋ยวนี้เรามีสมองฉลาด มีการศึกษากว้างขวาง โดยเฉพาะทางปรัชญา ทางศาสนา เรามองเห็นสิ่งนี้ได้มากกว่า ลึกกว่าคนสมัยโบราณ. ถ้ารักตัวเองโดยบริสุทธิ์ ใจ ซื่อตรงต่อตัวเอง ก็จะไม่ไปเหลวไหล หลงใหล ในเรื่องเหยื่อล่อในโลก ; คนก็จะ คิดจัดขั้นตอนให้รวดเร็วได้ คือมีการอบรมสั่งสอน กันให้ถูกวิธี ตั้งแต่เกิดมาจาก ท้องแม่ พ่อแม่ก็สอนให้เขา. อย่าใช้คำว่า "สอน" ต้องอบรม สอนนั้นมันไม่สำเร็จ ; อบรมไม่ให้ ไปหลงแก่ความสุขทางเนื้อหนัง. มาเข้าโรงเรียน โรงเรียนก็สอนให้รู้อย่างนี้มากขึ้น คือ ไม่เป็นทาสของเนื้อหนัง หรือไม่เป็นทาสของ "คุณ" หรือ "ค่า" ของวัตถุและ รสอร่อย ที่เกิดจากวัตถุนั้น ๆ พอถึงระดับวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยแล้วให้รู้เลย ให้คนฉลาด ไม่หลงในค่าของสิ่งเหล่านี้เลย. เมื่อออกไป ทำมาหากิน ก็ไม่หลง ใน "คุณค่า" ของกิน ของกาม ของเกียรติ ของเงิน ของทรัพย์ ของชื่อเสียง อะไรต่าง ๆ ก็ทำงานได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้. มันทำได้ด้วยสติปัญญา รู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่ใช่หลงไปใน คุณค่า ซึ่งจะทำได้น่าดูกว่า เรียบร้อยกว่า มีสันติสุข สันติภาพในบ้านเมืองกว่า. พอเขา อายุมากพอ ก็เรียกว่าปลดเกษียณ ปล่อยเขาไปตามลำพัง เขาก็ไปหาความสุขที่สูงกว่า.
น.320 ถ้ามนุษย์จัดขั้นตอนกันเสียได้ใหม่ในยุคนี้สมัยนี้ แล้วจะประเสริฐวิเศษกว่า ยุคโบราณเสียอีก. ทำอย่างไรจะเป็นอย่างนั้นได้ : นี่ไม่มีใครบังคับใครได้ เพราะว่า เราบูชาประชาธิปไตย. เราก็ ฝากความคดความเห็นอันนี้ไว้ในทุกคน สำหรับไป พินิจพิจารณาดูด้วยความสมัครใจ. เมื่อเขามองเห็นเขาก็จะสมัครใจที่จะจัดโลกกัน เสียใหม่ โดยการจัดตัวเองเสียใหม่. การจัดตัวเอง ก็คือ อย่าให้เป็นทาสของสิ่งที่เรียกว่า "คุณ" หรือ "ค่า" ของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากรสอร่อย จากสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีนั่นเอง ก็มีความ หวังได้ว่า จะมีสันติภาพที่แท้จริง ๆ เลยสำหรับโลกนี้ มีสันติสุขส่วนบุคคลเป็นอย่างน้อย ที่แท้จริง ๆ; เมื่อคนมีสันติสุข สังคมหรือโลก ก็มีสันติภาพ ก็ควรจะถือว่าเป็นจุด สูงสุดที่มนุษย์ควรจะหวัง ทีนี้ ขอให้นึกต่อไป ในเมื่อเราต้องการจะจัดขั้นตอนให้เป็นประโยชน์ที่สุด ก็จะ ต้องจับจุด ตั้งต้นของปัญหา ว่า มันมีอะไรที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริง ที่ทำให้เกิด ปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา ในโลกนี้เวลานี้, ? ก็ดูจะเป็นว่าเราไม่รู้จะไปทางไหนกัน แล้วเรา ถึงกับไม่รู้ว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน และมีปัญหาอย่างไร ; จึงได้บอกว่า วันนี้มาพูดกันดู ให้เห็นว่า เรากำลังติดตรวนอยู่ ยังไม่หลุดออกไปได้. แต่ก็ยังดีอยู่ไม่น้อยที่เรา พอจะมองเห็นว่า เรากำลังติดตรวนอยู่ เป็นตรวนของอะไร ? และถ้าเราเปลื้องได้ ตามลำดับก็นับว่าดี นับตั้งแต่ว่าจะไม่ทำความชั่วเป็นอันขาด แล้วจะไปทำความดีอีก แล้วก็มีโอกาสอยู่เหนือชั่วเหนือดีได้มากขึ้น. เอาละ เวลาของเรา ก็หมดแล้ว ขอบีดโรงเรียน.
Buddhadasa