น.264 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายโดยหัวข้อว่า โมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๙ นี้ จะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด. หมายความว่า ต้องให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ให้เสียทีที่เกิดมา แล้วก็ว่า สิ่งนั้น คืออะไรด้วย. ปัญหาแรกก็มีว่า จะยอมรับหรือไม่ ว่า เกิดมาที่หนึ่งจะต้องได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด ? แล้วสิ่งนั้นคืออะไร จึงจะเรียกว่าเป็นการถูกต้อง ? บางคนเห็น แก่ปากแก่ท้องเกินไป ไม่ยอมรับว่าเราเกิดมาต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด, คือเขาจะ ๒๓๖
น.265 ปฏิเสธเสียว่า "ไม่รู้ไม่ชี้ ฉันต้องการอยากจะได้อะไร ก็จะต้องการสิ่งนั้น" แล้วก็จะถือว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าอย่างนี้ก็เป็นอันว่า พูดกันไม่รู้เรื่อง ; เขาจะต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดีที่สุดนั้น มันต้องดีที่สุดจริงๆ แล้วเขาต้องได้โดยไม่บิดพลิ้ว. นี่คือปัญหาของคนที่เราจะพูดกันในวันนี้. การตั้งคำถามอย่างนี้ มันเป็นรูปปรัชญา ที่เราไม่ชอบ เราไม่ประสงค์ ที่จะให้เป็นเรื่องปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องบ้าไม่รู้จบ ; ฉะนั้น ต้องเอาขอบเขตที่จำกัดไว้ ว่าต้องเป็นเรื่องที่มองเห็นอยู่ ตามวิธีการทางพระศาสนา มันจึงจะเป็นเรื่องที่รู้จบ แล้วก็ ได้จริงด้วย. ถ้าเป็นวิถีทางของปรัชญา มันก็ไกลออกไป, ไกลออกไป, ตามเหตุผล ที่อ้างมา สำหรับจะสงสัยกันไม่มีที่สิ้นสุด และในที่สุดก็เป็นเรื่องบิดพลิ้ว ไม่ยอมทำสิ่งที่ ทำยากลำบาก ต้องการแต่ที่ง่าย ๆ มันก็เลยล้มเหลว. ถ้าเราจะเอาตามวิถีทาง หรือ วิธีการทางศาสนา ต้องมีจิตใจที่วางไว้อย่าง บริสุทธิ์ คือจริงใจ ยอมรับพิจารณาในสิ่งที่เรียกว่าดีที่สุด แล้วก็เอาดีที่สุดกันจริง ๆ ; ถ้าใครพิสูจน์ได้เสมอ ก็ยอมรับพิจารณา เพื่อจะให้มันพบสิ่งที่ดีที่สุดจริง ๆ. สิ่งดีที่สุดมีขอบเขตเพียงไร ทีนี้มีเรื่องที่จะต้องรู้กันต่อไป ว่า ดีที่สุด นี่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะมันคอย แต่จะดึงไปในทางของปรัชญา คือตั้งแง่สงสัยไว้ได้เรื่อยไป ไม่ยุติลงได้. เราจะให้มัน ยุติลงได้ เราก็จะต้องจำกัดความลงไปว่า "ในขอบเขตสำหรับมนุษย์". ขอบเขตสำหรับ มนุษย์นี่ ฟังดูก็เป็นเรื่องน่าหัวเราะ หรือว่าน่าขัน ; แล้วบางคนก็จะสงสัยว่า "ขอบเขต ของมนุษย์" นี้มีอย่างไร แล้วเท่าไหร่ ?. ที่จริง ดีที่สุด นี่ก็อยู่ในขอบเขตของมนุษย์ หรือสัตว์ชนิดเดียวกับมนุษย์ คือ มีความรู้สึกคิดนึกได้; ถ้าเลยออกไปจากนั้น มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ มันก็ไม่มี ความหมายสำหรับคำว่าดีที่สุด หรือเลวที่สุด หรืออะไรทำนองนี้.
น.266 ขอถือโอกาสทำความเข้าใจกันสักหน่อย ที่ว่า ดี - ชั่ว บุญ - บาป สุข - ทุกข์ ได้ - เสีย กำไร หรือ ขาดทุน ทำนองนี้ มัน มีเฉพาะ แต่สำหรับสัตว์ ที่มีความรู้สึก คิดนึกได้อย่างมนุษย์เท่านั้น ; มันเป็นความงอกงาม ความเจริญ หรือวิวัฒนาการ ทางสติปัญญาของมนุษย์ จนรู้สึกว่า มีดี มีชั่ว มีบุญ มีบาป มีสุข มีทุกข์ มีได้ มีเสีย มีอยู่ มีตาย นี้. ความคิดเหล่านี้มันทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาสำหรับมนุษย์ มันไม่มีสำหรับสัตว์ ; สัตว์ไม่ได้ยึดถือเป็นดีหรือชั่ว บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น. ดูที่สัตว์ ถ้าเจ็บปวดมันก็เจ็บปวด, ถ้าไม่เจ็บปวดมันก็สบาย, ถ้าอยู่ก็อยู่, ถ้าตายก็ตาย มันคิดนึก อะไรไม่เป็นเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านี้ หรือแก่คำเหล่านี้มากมาย เกินไปกว่าที่สัตว์มันจะรู้สึกได้. ถ้าว่าเลยออกไปอีก ไปถึงตัวธรรมชาติล้วน ๆ มันก็ไม่มีเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องบุญเรื่องบาป เพราะมันไม่มีความรู้สึก ; หรือว่าสำหรับจิตใจ ของมนุษย์ ที่เป็นอุตริมนุษย์ คือยิ่งกว่ามนุษย์ ที่เข้าใจถึงสิ่งสูงสุดนี้แล้ว ก็พลอยอยู่ เหนือการบัญญัติ ว่าดีว่าชั่ว ว่าบุญว่าบาป ว่าสุขว่าทุกข์ ไปด้วยเหมือนกัน เพราะเข้าถึง ธรรมชาติแท้ๆ ที่ไม่มีการผูกพันอยู่ในความหมายของคำเหล่านี้ ซึ่งเป็นความรู้สึกของ มนุษย์ตามธรรมดาสามัญ. ฉะนั้น เมื่อพูดว่า "ตามความรู้สึกในขอบเขตสำหรับมนุษย์" เท่าที่เขายังรู้สึก ว่าดีว่าชั่ว ว่าบุญว่าบาป ว่าสุขว่าทุกข์ ว่าได้ว่าเสีย ว่าอยู่ว่าตาย เป็นคู่ ๆ หลายสิบคู่นี้ มันจึงจะมีคำว่าดีขึ้นมาได้, จะมีคำว่า ที่สุด หรือ ดีที่สุด ขึ้นมาได้. ขอให้รู้ไว้ว่า ที่ว่าดีหรือชั่ว ได้หรือเสียนี้ มีสำหรับมนุษย์ที่มีความรู้สึก ต่อความหมายเหล่านั้น เท่านั้น ; ส่วนตัวธรรมชาติแท้ ๆ, ตัวกฎของธรรมชาติแท้ ๆ ที่จะเรียกว่าพระเจ้า หรือเรียกว่าอะไรก็ตามใจ แล้วแต่จะเรียกนั้น มันอยู่เหนือความหมาย ของคำว่าดีว่าชั่ว ว่าได้ว่าเสีย ว่าบุญว่าบาป ว่าสุขว่าทุกข์. นี้เข้าใจยาก แล้วขืนพูดไป มันก็ชักจะดึงไปในวิถีทางพูดอย่างปรัชญา คือให้คำนวณมากเกินไป เพราะไม่รู้สึก อยู่ด้วยความรู้สึกที่แท้จริง.
น.267 ถ้าว่าเราจะให้มันอยู่ในขอบเขตของความรู้สึกที่แท้จริง เราต้องจับไปตั้งแต่ เรื่องในจิตใจตามที่รู้สึกอยู่ : แล้วรู้ว่าอย่างนี้เขาบัญญัติกันว่า อย่างนี้เรียกว่าดี, อย่างนี้ เรียกว่าชั่ว อย่างนี้เป็นต้น, หรือแม้แต่คำว่าสุขว่าทุกข์. ฉะนั้น ความหมาย เหล่านี้ มีเฉพาะแก่สิ่งที่มีความรู้สึกได้ มีจิตคิดนึกได้, แล้วก็ถูกอบรมไปในการที่จะให้มี ความหมายอย่างนั้นอย่างนี้. ถ้าไปมองดูที่ตัว ธรรมชาติ อันแท้จริง ตัวกฎของธรรมชาติอันแท้จริง มัน ไม่มีความหมาย อย่างนี้มันเหมือนกันไปหมด ; อย่างที่พูดไปแล้ว ก็เข้าใจลำบาก. ที่ว่าดีว่าชั่ว ว่าได้ว่าเสียนี้ ไม่มีสำหรับธรรมชาติ ; มีแต่อาการที่เป็นไปในลักษณะ อย่างนั้น ๆ ตามเหตุตามปัจจัย เหมือนกันไปหมด. ครั้นมาถึงมนุษย์ที่มีความรู้สึก ทางเนื้อทางหนัง ถ้าได้อย่างใจ ก็ว่าดี ว่าสบาย ว่าสุข ; ถ้าไม่ได้อย่างใจนั้นก็ว่าทุกข์. แต่ถ้าสำหรับธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีความหมายว่าสุขว่าทุกข์ ; เพราะธรรมชาติไม่มีจิตใจ อย่างมนุษย์, ไม่มีจิตใจที่อ่อนแอ โง่เขลา อย่างมนุษย์ ที่คอยจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ; แล้วก็แยกออกเป็น ๒ พวก คือพวกที่ต้องการ กับพวกที่ไม่ต้องการ, ที่น่าปรารถนา, หรือไม่น่าปรารถนา, นี่ตามความรู้สึกของมนุษย์. คุณดูให้ดีๆ จะเห็นว่ามันแคบหรือมันจำกัด อยู่ภายในขอบวงของความรู้สึก ของมนุษย์เท่านั้น ที่จะมีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป มีสุขมีทุกข์. ถ้าเลยออกไปถึง ธรรมชาติ อันแท้จริง อันเด็ดขาด, และกฎของธรรมชาติอันแท้จริง อันเด็ดขาด แล้วมัน เหมือน กันไปหมด คือเป็นสิ่งที่ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อย่างนั้นอย่างนี้, อย่างนี้อย่างนั้น ; ไม่มาบัญญัติให้ว่า นี้กำไร นี้ขาดทุน นี้ได้นี้เสีย นี้บุญนี้บาป. ถ้าจะมีพระเจ้าอันแท้จริงกัน ก็คือกฎธรรมชาติชนิดนี้: พระเจ้าที่แท้จริง ย่อมอยู่ เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือได้ เหนือเสีย เหนือขาดทุน
น.268 เหนือกำไร ; เช่นนั้นแล้วคนจะไม่เข้าใจว่า ทำไมกฎธรรมชาติหรือพระเจ้านี้ จึงให้ โรคระบาดลงมาสำหรับมนุษย์ หรือให้ความตาย สำหรับมนุษย์อย่างนี้ ! เพราะธรรมชาติ ไม่มีความรู้สึกอะไร ก็เป็นไปเด็ดขาด และเฉียบขาด และอยู่เหนือสิ่งใด. คำนี้เป็นคำที่ต้องเข้าใจไว้ตั้งแต่บัดนี้ และสำหรับต่อไปข้างหน้า อีกหลาย ครั้งหลายหน ว่า "ที่ถูกจำกัดอยู่ภายในขอบเขตแห่งความรู้สึกของมนุษย์" นี่มีอย่างนี้ และมีเพียงเท่านี้ : ที่ให้รู้จักว่าได้ว่าเสีย ว่าสุขว่าทุกข์ ว่ามีว่าจน. ครั้นเมื่อจะไม่จำกัดแล้ว มันก็เตลิดเปิดเปิงออกไป เป็นไม่มีได้ไม่มีเสีย ไม่มีดีไม่มีชั่ว ; ก็เลยไม่ต้องพูดกัน ไม่ชอบให้พูดกัน ; ที่จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ นั้นเป็นเรื่องสุดท้าย. เรื่องเดี๋ยวนี้เราต้อง การที่จะได้ดี ได้บุญ ได้สุข ได้กำไร ได้สิ่งที่เราต้องการ. นี่ลองคิดดูว่า เราจะกล้า เขยิบสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นี้ไกลออกไป จนถึงกับว่า มันอยู่เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ หรือไม่ ? อะไรคือสิ่งดีที่สุด เดี๋ยวนี้ถ้าเราถามขึ้นว่า อะไรดีที่สุดสำหรับคนเรา ก็ลองไปใคร่ครวญดูเอง ; แม้ที่นั่งอยู่ที่นี่หลาย ๆ คนนี้ คงจะไม่เหมือนกัน คำตอบไม่เหมือนกัน รู้สึกไม่เหมือนกัน นี่เราลดลงไปถามพวกเด็ก ๆ ดูอะไรดีที่สุดของเขา ก็ยิ่งไปกันคนละทิศละคนทาง ; แต่ สำหรับผู้ใหญ่แม้อายุมากแล้ว ถ้าความรู้สึกคิดนึกอยู่ในระดับต่ำ มันก็เหมือนเด็ก ที่เห็น แต่เรื่องปากเรื่องท้อง ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง. ควรจะต้องรู้จักโตกันบ้าง อย่าเป็นเด็กอยู่เรื่อย ว่า อะไรดี หรือ ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ นี้ มันควรจะโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามอายุ, ให้มัน เลื่อนสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามความมากของอายุ. ที่ว่าจะไปจบลงที่ตรงไหนกัน ? ว่าได้แก่อะไร ? นี้เป็นสิ่งที่ยังมอง
น.269 ไม่เห็น ; ถ้ามองไม่เห็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนวณ. มันก็กลายเป็นเรื่องปรัชญาไป เราก็ไม่ต้องการ เราต้องการให้มันเห็นชัด ๆ แต่อย่างนี้. ถ้าว่า เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียง กามารมณ์ นี้ เป็น สิ่งที่ดีที่สุดก็ลองดู ; จะลองกัน จริงๆ ผ่านไปจริง ๆ ก็ได้, หรือว่าจะลองโดยเท่าที่ มองเห็นอยู่ โดยประจักษ์นี้ก็ได้ ว่ามันเป็นเรื่องที่หลอกลวง หรือมายา หรือชั่วครู่ ชั่วประเดี๋ยว แล้วก็ไม่ใช่ความสงบเย็น. อายุไม่ต้องมากนัก ถ้าความคิดมันเดนมา อย่างถูกต้อง ก็พอ จะรู้ ได้ว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นมายา ฉะนั้น จึงชะเง้อหาสิ่งที่ดีกว่านี้ สูงไปกว่านี้ว่าจะได้แก่อะไร. คนที่สูงอายุก็อาจจะเฉยหรือเนือยไปได้เอง ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ค่อยๆ เนือยไป แล้วก็เฉยไปได้เอง ; แต่แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกันต่อไปอีก. มันเป็นสิ่งที่เรียกชื่อยาก เพราะว่าไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยประสบมา; ไม่เหมือน กับ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ซึ่งกำลังผ่านเข้ามา หรือผ่านมาเรื่อย ๆ ฉะนั้น จึงรู้จักดีว่าคืออะไร ; แต่พอเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มัน ยังเป็นเรื่องเผาลนจิตใจ ก็เลย ชะเง้อหาสิ่งที่ดีกว่านี้. ขอบเขตแห่งความรู้สึกของมนุษย์นั้น จะขยายออกไปถึงไหน ? นี่เป็น สิ่งที่ผมบอกว่าคุณ ควรจะรู้. แต่หลายคนอาจจะด้านว่า ไม่จำเป็นจะต้องรู้ หรือว่าไม่ อาจจะรู้, แม้รู้แล้ว ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็ได้ ; เพราะฉะนั้น การที่จะไปถึงสิ่งที่ดี ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะรู้หรือจะได้นั้น มันก็เลยติดต้นอยู่ที่นั่น มีพระพุทธภาษิตที่ว่า น้อยคนที่จะข้ามไปฝั่งโน้นได้ มีแต่คนวิ่งเลาะฝั่งนี้ อยู่แทบทั้งนั้น ; นี่หมายความว่า น้อยคน ที่จะมีความรู้สึกสูงถึงขนาดที่ จะมองเห็นสิ่ง ธรรมดา ที่หลงใหลกันอยู่นัก คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ว่าเป็นเรื่องที่ ไม่มีสาระ อะไรมากเหมือนที่เขารู้สึกกัน, แล้วก็จะกระโดดข้ามไปยังฝ่ายที่มันตรงกันข้าม หรือว่าดีกว่าก็แล้วกัน แต่ต้องไม่ใช่สิ่งนี้.
น.270 ถ้าต้องการได้สิ่งดีที่สุด ต้องดูว่าตนกำลังหลงอะไร ถ้าเราอยากจะไม่เสียทีที่เกิดมา จะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ ที่มนุษย์ควรจะ ได้แล้วก็ต้องมองดูสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่มีอยู่ ที่เรากำลังหลงใหลอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ; ใครกำลังหลงใหลอะไรก็ดูเอาเองก็แล้วกัน ; แม้ว่ามันจะต่างกันโดยกิริยาอาการ โดย การกระทำ แต่จะมีผลเป็นเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เสมอกันทั้งนั้น ฉะนั้น ไปดูที่ตรงนั้นที่เดียวก็แล้วกัน ว่าผลที่เราหวังกันอยู่ ปรารถนากันอยู่ เรื่องสูงสุดใน เรื่อง กิน เรื่อง กาม เรื่อง เกียรติ นั้น จะไปได้ไกลกี่มากน้อย? นี่จะเป็นเรื่องที่ว่าเป็นปัญหา ว่ากำลังถูกฝาถูกตัวหรือไม่ ที่จะเอาเรื่องนี้มา พูดกัน : ถ้าเกินฝาเกินตัว คือยังไม่ควรจะพูด ก็ให้ถือว่าเป็นการ รู้แนวทางล่วงหน้า ไว้ก่อน เพื่อจะประกัน ไม่ให้เดินผิดทาง. . แต่ถ้าใครสามารถรู้และมองเห็น แม้อายุ น้อย ๆ อย่างนี้แหละ ก็จะช่วยได้มาก คือจะไม่หลงในสิ่งเหล่านี้ อย่างกับว่าหลงใหลใน ส่งสูงสุด หรือถึงกับไปบูชาสิ่งเหล่านี้ อย่างกับว่าเป็นพระเจ้าไปเลย. ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ก็ทำให้มีหวังว่า จะก้าวขึ้นไปถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. เดี๋ยวนี้เรากำลังตั้งหัวข้อขึ้นมาว่า "ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้" ถ้าให้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้คือ อยู่เหนือเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไปแล้ว มันก็ดูจะเป็นการผืนน้ำใจ หรือบังคับน้ำใจกันมากเกินไปก็ได้ สำหรับคนบางคน หรือ ส่วนมากด้วยซ้ำไป; แต่ถ้าเขามองเห็น แล้วก็ไม่หลงใหล ในสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อม จะ สมัครใจ ที่จะไปสนใจ กับสิ่งที่เรากำลังบอกว่า ดีกว่า สูงกว่า หรือดีที่สุด. ฉะนั้น จึงเอาเรื่องฝ่ายโน้น ฝ่ายที่ตรงกันข้ามนี้ มาพูดให้ฟังไปพลาง ๆ ได้แก่เรื่อง โลกุตตระ เรื่อง นิพพาน เรื่อง อมตะ เรื่อง อสังขตะ ชื่อเป็นภาษายุ่งยากเวียนหัว; ไม่ต้อง สนใจก็ได้ คำบาลีมากมาย หรือจำยากเหล่านี้ รวมความไว้ในคำ ๆ เดียวว่า "สิ่งที่เหนือ กว่าระดับของคนธรรมดาจะรู้สึกได้".
น.271 การศึกษาธรรม ต้องรู้ภาษาธรรมไว้บ้าง ขอให้จำคำที่ว่าประหลาดอยู่คำหนึ่งว่า อุตริมนุษย์. คำว่าอุตริมนุษย์นี้ เดี๋ยวนี้คุณกำลังนึกว่ามันเป็นอะไร ? ก็ต้องนึกว่าเป็นคนบ้า ๆ บอๆ เป็นมนุษย์อุตริ ; เพราะเราพูดกันอยู่อย่างนั้น. อุตริมนุษย์ นั้น เขาแปลว่า ยิ่งกว่ามนุษย์ : อุตระ มันแปลว่า ยิ่ง, อุตริ ก็แปลว่า ยิ่ง อุตริมนุษย์ นี้ก็แปลว่า ยิ่งกว่ามนุษย์ ยิ่งกว่า มนุษย์ธรรมดา, อุตริมนุษยธรรม ก็ธรรมที่เป็นของมนุษย์ที่ยิ่งไปกว่ามนุษย์ธรรมดา. เมื่อ มนุษย์ ธรรมดาเขา เวียนว่ายอยู่ในความดีความชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ได้เสีย อย่างนี้ หรือว่ามีผลเพียงแค่กิน กาม เกียรติ เป็นวัตถุประสงค์อย่างนี้ นี้เรียก ว่าคนธรรมดา ; ถ้าเป็น อุตริมนุษย์ ก็คือ ยิ่งไปกว่า ธรรมดาระดับนี้ ; นั่นแหละ จะได้ความหมายของคำว่า "ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้". แต่เดี๋ยวนี้คำว่า อุตริมนุษย์ หรือ มนุษย์อุตรินี้ เราให้ความหมายในทางต่ำ ทางเลว ทางบ้า ๆ บอ ๆ ไม่เต็มความรู้สึก ; เพราะเราใช้คำพูดไม่ถูก ตามภาษานั้น ๆ คำพูดมันจึงหลอกลวง เล่นตลก เป็นความสับปลับของคำพูด เพราะเอามาใช้กันผิด ๆ นั่นเอง นี้มันช่วยไม่ได้ ภาษามันเป็นอย่างนี้เอง. ขอให้จำไว้สำหรับคิดต่อไป อุตริมนุษย์ คือ มนุษย์ยิ่งกว่ามนุษย์ โดย ความรู้สึกคิดนึก กระทั่งโดยการกระทำ หรือการเสวยผลอะไรอยู่ : อุตริมนุษย์ โดย สมบูรณ์ ก็ หมายถึงพระอริยเจ้า นับตั้งแต่ขั้นแรกไปก็ได้ เรียกว่า อุตริมนุษย์ได้, กระทั่ง อุตริมนุษย์สูงสุด ก็เป็นพระอรหันต์. นี่เลยจะถือโอกาสพูดเสียเลยว่า พระอรหันต์ นั่นแหละคือ ผู้ที่ ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้: ท่านอยู่เหนือความรู้สึกที่เป็นคู่ ๆ เช่นว่าบุญว่าบาปอย่างนี้ ไม่มี ความหมายสำหรับพระอรหันต์, ว่าดีว่าชั่ว ไม่มีความหมายสำหรับพระอรหันต์ ว่าได้ ว่าเสียนี้ไม่มีความหมาย, ว่าสุขว่าทุกข์ ว่าเกิดว่าตาย ว่าอะไรก็ตาม มันไม่มีความหมาย
น.272 ไปทุกคู่ ; เพราะว่าจิตนั้นกระโดดข้ามไปจากความหมายที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้ แต่แล้วก็ไม่รู้ จะเรียกว่าอะไร ก็ยังยืมคำว่าดีที่สุดมาใช้อยู่อีกนั่นเอง. คำว่า "ดี" ในที่นี้ก็เลยเล่นตลก ทำให้เข้าใจยาก ; เพราะว่า ดี ในฝ่าย ชาวบ้านธรรมดา ในโลก นี้คือ ได้ แล้วก็ได้ตามต้องการ : ได้บุญได้สุข ได้เกียรติ ได้อะไร ก็เรียกว่า ได้แล้วก็ดี. พอถึง ระดับพระอรหันต์ โดยเฉพาะนั้น คำว่า ดี คือ อยู่เหนือการได้ ชนิดนี้ต่อไปอีก ; การได้ชนิดนี้ก็ไม่มีความหมาย แล้วกลายเป็นสิ่ง ที่น่าขยะแขยงด้วยซ้ำไป : คือความดีความชั่วนี้ มันก็ทำให้วนเวียนอยู่ในวงของความดี ความชั่ว ออกไปไม่ได้ก็อยู่ในโลกนี้. นี้ เป็นข้อสังเกต อีกอันหนึ่ง ที่ว่า คำว่าดีนี้ มันก็ มีความหมายที่ดิ้นได้ กลับกลอก สับปลับ จนไม่รู้ว่าจะเอากันที่ตรงไหน ; ถ้าพูดอย่างถูกต้องแท้จริงก็พูดว่า เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ซึ่งถ้าพูดอย่างนี้ไม่มี ใครชอบ ก็ต้องเรียกว่าดีที่สุด ขึ้นมาอีก ดีที่สุด คือ อยู่เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์. ฉะนั้น อย่าไปหลง ความหมายของคำพูดเหล่านี้ ; ถ้าหลงจะติดอยู่ที่ดี แล้วก็ออกไปไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ดีที่สุด. เพื่อเข้าใจคำเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น หรือว่าประกันความสับสน ก็ยังมีคำที่จะต้อง เอามาพูดกันอีกคำหนึ่ง คือคำว่า อนัคฆ แปลว่า หาค่ามิได้, ตัวหนังสือ นี้แปลว่า หาค่ามิได้ โดยใจความ ก็ อยู่เหนือการตีค่าหรือการประมาณราคา. ผมเชื่อว่าทุกคนนี้คงจะเคยได้ยินเขาพูด หรือคำพูด หรือตัวหนังสือก็ตาม ที่หมายถึงคำนี้ คือว่า หาค่ามิได้ หาค่าบ่มิได้ ดีอย่างหาค่าบ่มิได้ มันดีที่สุดจนเลย มาตรฐานของคำว่าดี. ทีนี้พวกเด็ก ๆ เขาก็จะค้านว่า อ้าว, ไม่มีค่าแล้วเอาไปทำไม ? เอาไปทำอะไร ? ป่วยการ มันไม่มีค่า หาค่าบ่มิได้. นี่ ความสับปลับของภาษา ตัวหนังสือว่า หาค่าบ่มิได้ ; แต่เนื้อแท้ ของมัน คืออยู่ เหนือการตีค่า หรือการ ประมาณราคา.
น.273 อะไรบ้าง ที่คุณคิดว่า มัน อยู่เหนือการตีค่า : เรื่องกิน เรื่องกามารมณ์ เรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียงระดับไหน ที่มันอยู่เหนือการตีค่า. ไปลองคิดดูเอง อย่าไป เชื่อใคร ; ถ้าเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ตีค่าได้ อยู่ในขอบเขตของการตีค่าละก็ เลื่อนออกไปซิ ออกไปจากสิ่งเหล่านี้ แล้วจะไปพบสิ่งที่หาค่าบ่มิได้ : พูดตรง ๆ ก็เช่นว่า มรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ ; ถ้าเป็น นิพพานที่แท้จริง มันก็ อยู่เหนือการตีค่า ไม่มีการตีค่า เพราะมันตีไม่ไหว. ถ้าเพชรเม็ดนี้หาค่ามิได้ ก็หมายความว่าเพชรเม็ดนี้ตีราคาไม่ได้ มันเกิน กว่าที่จะตีราคาได้ แต่ในโลกนี้คงไม่มี มันล้วนแต่ตีค่าได้ไปหมด ; สำหรับ ที่ตีค่าไม่ได้ มันก็ อยู่เหนือความรู้สึกของมนุษย์ธรรมดา. มันไม่ใช่ว่าไม่มีค่า ; แต่ว่ามีความหมาย อะไรอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือมัน ไม่เกี่ยวกับค่า. ตัวอย่าง เช่นว่าข้าวสาร ๒ - ๓ เม็ดสำหรับไก่นี้ก็มีค่ามาก ; ถ้าเพชรพลอย ๒ - ๓ เม็ดสำหรับไก่ นี้ก็ไม่มีค่าเลย ; ฉะนั้น เพชรพลอยมันก็อยู่ฐานะเป็นของไม่มีค่า สำหรับไก่ เพราะไก่มันไม่ยอมรับสมมติหรือบัญญัติอะไรได้. นี้ลองเราเป็นไก่เข้าก็จะ เห็นว่ามรรค ผล นิพพานนี้ไม่มีประโยชน์อะไร สู้เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไม่ได้ ; แม้ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพียงแต่ว่า เป็นอุดมคติสักหน่อย คนก็สั่นหัวแล้ว เขาต้องการ วัตถุที่กินได้. จงจำคำว่า "หาล่าม ได้" ไว้ เป็นเครื่องประกันความเข้าใจที่สับสน คือ เราจะต้องมองเห็นว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์นั้น อยู่ในระดับที่หาค่ามิได้ คือ ตีราคามิได้นั่นเอง ; จะเป็นอะไรก็ตามใจ ลองเขยิบออกไป ในที่สุด ก็ จะไปถึง ความอยู่เหนือ ความหมายว่า ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า นิพพาน อมตะ บ้าง แล้วแต่จะเรียก.
น.274 มันเป็นสิ่งที่ไม่มีคู่เปรียบ จึงเรียกว่าหาค่ามิได้, แล้วมันเกินที่จะมีคู่เปรียบ คือเกินต่อการที่จะตีค่า ; เช่นว่าของนี้มีราคาบาทหนึ่ง ก็หมายความว่าของวัตถุนี้ มันมี คู่เปรียบ คือค่าของเงิน ๑ บาท อย่างนี้มันมีคู่ แล้วก็พอดีกัน ; แต่ถ้ามี อะไรที่เกินค่า จนตีราคาไม่ไหว อย่างนี้ก็คือสิ่งนี้. เราจะจัดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ไว้ อยู่ในระดับ ที่เกินค่าตามธรรมดาที่มนุษย์เขาจะตีมันได้ เพราะมนุษย์เขารู้จักแต่เรื่องที่เขารู้จัก เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้เป็นวัตถุประสงค์. แล้วก็มีตีค่าตามที่เขารู้จัก สำหรับผู้ที่มีความ รู้สึกอย่างนั้น ; แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจเป็นอย่างอื่น คือที่เรียกว่าจิตใจหลุดพ้นแล้ว เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ก็กลายเป็นเรื่องหาค่ามิได้ไปเหมือนกัน, มันก็กลายเป็นสิ่งที่ กินไม่ได้สำหรับไก่. ฉะนั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับมนุษย์ธรรมดา มันก็กลายเป็นสิ่งที่ ไม่มีค่าอะไรเลย สำหรับพระอริยเจ้า ในอันดับสูง ; เพราะท่านไปเอาสิ่งอื่นที่ตรงกันข้าม จากที่มนุษย์ธรรมดาว่ามีค่าที่สุด. พิจารณาคำว่า "คุณ" ทีนี้เราก็พิจารณาคำว่า "คุณ" หรือคำว่าค่ากันนี้ให้มากออกไปอีกนิด ที่จะ ช่วยให้เข้าใจได้ มันเป็นเรื่องความสับปลับของภาษาตลอดเวลา ; โดยเฉพาะคำว่า คุณ ในภาษาธรรมะชั้นสูง หรือเป็นภาษาปรัชญาชั้นสูง ในประเทศอินเดีย สิ่งที่เรียกว่าคุณ นั่นแหละ คือตัวร้าย. ขออภัยถ้าพูดหยาบ ๆ ที่สุดก็ว่า เป็นตัวอุบาทว์ที่สุดนั่นแหละ, สิ่งที่เรียกว่าค่า ว่าคุณนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ผูกพันจิตใจมนุษย์ให้ติดอยู่ที่นั่น. ผู้ที่มองเห็น หรือผู้ที่เป็นพระอริยเจ้ามองเห็น ก็มองเห็นไปในแง่ที่ว่า นี่คือตัวร้ายที่สุด. เรารู้สึกว่าอะไรมีคุณอย่างไร มีค่าอย่างไร ก็แปลว่าใจของเราถูกสิ่งนั้นผูกพัน ; ถ้ามีคุณไปในทางดี ก็ผูกพันไว้ให้รัก, ถ้ามีคุณไปในทางร้าย ก็ผูกพันไว้ให้เกลียด, แล้วเราก็บ้ารักบ้าเกลียด บ้ารักบ้าเกลียดกันอยู่แต่ในโลกนี้.
น.275 สิ่งที่ไม่แสดงคุณออกมาเป็นน่ารักหรือน่าเกลียด ก็เลยเท่ากับไม่มี เราจึงรับ เอาแต่คุณที่มันแสดงออกมาในรูปของการน่ารักหรือน่าเกลียด; ฉะนั้น รู้เสียด้วยว่า คำว่า "คุณ" นั้นในภาษาเดิมนั้นมันเป็นกลาง ๆ : มีคุณอย่างไร คือมันมีค่าในทางไหน จะไปบัญญัติว่าดีว่าชั่ว โดยเด็ดขาดลงไปไม่ได้ เพราะว่าสิ่งเดียวกันนี้ มันมีความหมาย ไปในทางน่ารักสำหรับคนนี้ แต่มันมีความหมายไปในทางน่าเกลียดสำหรับอีกคนหนึ่ง. ยกตัวอย่างเช่นว่า จะให้พวกเราไปน่ารักกับอุจจาระ เหมือนกับหนอนนี้ คงทำไม่ได้ นี่มันก็มีคุณของมันอย่างนั้น, แล้วที่เรียกว่าน่ารักหรือน่าเกลียด ดีหรือ ชั่ว นั้น ก็ แล้วแต่ความต้องการของคน ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ; ฉะนั้น คำว่า "คุณ" จึงมีความหมายทั้ง ๒ ด้าน : คือให้น่ารักก็ได้ น่าเกลียดก็ได้ ตามที่มัน มีอยู่แก่ใครอย่างไร. สิ่ง ๆ หนึ่งมันอาจจะมีคุณค่าในหลายด้านก็ได้ : ด้านหนึ่งไปน่ารัก, ด้านหนึ่ง ไปน่าเกลียดก็ได้ ก็แล้วแต่จะมอง ; เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะไม่มีคุณ มันมีคุณไป ทั้งนั้น คือไม่ด้านน่ารักก็ด้านน่าเกลียด. เช่นอุจจาระอย่างนี้ ใครจะมองในคุณด้าน น่ารัก หรือด้านน่าเกลียดก็แล้วแต่ ; บางคนเขาจะถือเป็นของที่ขายได้ ไปทำปุ๋ยได้ อะไรก็ได้, แต่บางคนไม่มองในรูปนั้น ก็เป็นของน่าเกลียด. แม้สิ่งที่เราว่าน่าเกลียดน่าชังที่สุด มันก็ยังมีคุณของมันนั่นแหละเป็นความ น่าเกลียด ; แต่ถ้าเรียกโดยภาษาอินเดีย คือภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตนี้เขาเรียกว่า "คุณ" ; เดี๋ยวนี้เราเอาคำนี้มาใช้ ในฐานะเป็นคำที่มีความหมายด้านดี มีบุญ มีคุณ มีประโยชน์. ทีนี้มาดูกันอีกที ที่ว่า มีบุญ มีคุณ มีประโยชน์นั่นแหละมันกลายเป็น เรื่องผูกพันอีกแล้ว คือมันน่ารัก แล้วก็ทำให้รัก. คำว่า คุณ หรือประโยชน์ นี่กลายเป็นเรื่องผูกพัน คำว่า ประโยชน์ นี้ คือคำเลวร้ายที่สุดเหมือนกัน มัน แปลว่าผูกพันรอบตัว ผูกพันรอบด้าน : ปะ หรือ ประ นี้มันแปลว่า รอบด้าน แล้ว โยชนะ นี้มันแปลว่า
น.276 ผูกพัน ; คำว่า ประโยชน์ นี้คือ ผูกพันรอบด้าน ผูกพันรอบตัว. ทำไมจึงผูกพันล่ะ ? เพราะว่าน่ารักนี่ คนโง่ก็ไปหลง มันก็ผูกพัน โดยประโยชน์นั้นเต็มตัวไปเลย. ทุกคนกำลังชอบสิ่งที่มีประโยชน์ใช่ไหม ? ทุกคนแสวงหาสิ่งที่เขาคิดว่ามันมีประโยชน์ แล้วก็หารู้ไม่ว่า คำว่าประโยชน์นั้นคือการผูกพัน สิ่งผูกพัน ; แล้วก็ในแง่ของความ น่ารัก น่าพอใจ ประโยชน์ ไปทำเล่นกับมัน เช่นเดียวกับคำว่าคุณเหมือนกัน. ถ้า มีคุณ มีค่า มีประโยชน์ อะไรทำนองนี้แล้ว มัน ผูกพันจิตใจทั้งนั้น จะเรียกว่าดีที่สุด ได้อย่างไร ; มันก็ เป็นเรื่องของภาษาที่สมมติ บัญญัติยืมไปใช้ เรียกว่า เป็นสิ่งที่ดี ไปได้ ทั้ง ที่แท้ มันเป็นสิ่งที่ทำอันตราย คือ ทำให้ติดอยู่ในความทุกข์. ความหลุดพ้นออกไปจากประโยชน์ หลุดพ้นออกไป จากคุณ จากค่า ทั้งปวงนั่นแหละ คือความหลุดรอดไปจากทุกข์ทั้งปวง ที่เราจะเรียกว่าสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ในที่นี้ อย่างพระอรหันต์. ยกตัวอย่างว่าพระอรหันต์นี้อยู่เหนือ เหนือ อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าคุณ ว่าค่า ว่าประโยชน์ ว่าอะไรทุกอย่าง ที่มันมีค่าสำหรับผูก จิตใจคน ; คนธรรมดาที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งเหล่านี้ ก็ถูก ผูกพันไว้ด้วยคุณด้วยค่าหรือด้วยประโยชน์. พระอรหันต์ มีความรู้ ความเข้าใจ ความผ่านไปอย่างถูกต้องในคุณค่าหรือ ประโยชน์ จึงมีจิตใจอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ ; นั่นจึงเรียกว่าอยู่เหนือความดี และความร้าย, อยู่เหนือความยินดียินร้าย, อยู่เหนือความรู้สึก ที่จะรู้สึกรักหรือเกลียด ; อย่างนี้ จะสบายกี่มากน้อย ก็ลองไปคำนวณดู. ที่ต้องใช้คำว่าคำนวณ ก็เพราะว่าเรายัง ไม่ถึง ยังไม่ได้ชิม จึงต้องใช้คำนวณ; การคำนวณนี้ ก็อย่าคำนวณอย่างวิธีปรัชญา เพราะจะโง่มากขึ้นไปอีก ที่คำนวณด้วยเหตุผลสำนึกเพ้อเจ้อไปอย่างนั้น. ต้องใช้วิธีอย่างศาสนา อย่างศีลธรรมเรื่อยไป : เมื่อเราดีใจมันเป็นอย่างไร บ้าง มันเหนื่อยหรือไม่เหนื่อย ? หรืออย่างว่าเราเสียใจเป็นอย่างไรบ้าง มันบอบช้ำ
น.277 หรือเปล่า ? อย่าไปเอาเหตุผลอย่างอื่น ; เอาความรู้สึกภายในเป็นเหตุผล ว่าเมื่อ เราได้ ได้อะไรมาก ๆ นี่ เรารู้สึกกระหืดกระหอบหรือเปล่า? หรือว่าเราเสียอะไรไป อย่างนี้มันทรมานจิตใจกี่มากน้อย ? ฉะนั้น ทั้งได้และทั้งเสีย นั่นแหละมันทรมานจิตใจ ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าอยู่เหนืออิทธิพลของ ความได้ ความเสีย หรืออำนาจของความได้ ความ เสีย มันจะสบายสักกี่มากน้อย ; เป็นการคำนวณเอาจากเรื่องจริง ชั้นน้อย ๆ ไปก่อน เพราะว่ายังไม่ได้สมบูรณ์ถึงชั้นเต็มที่ คือพระอรหันต์ ผู้มีจิตใจอยู่เหนืออิทธิพล ของ ความดีความชั่ว ของบุญบาป สุขทุกข์นั้น. พระอรหันต์ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ? ถ้าจะพูดว่าสุขมันก็สุขอย่างอื่น ไม่ใช่สุขอย่างนี้ ; ก็พูดกันแล้วว่าอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ ก็เลยต้องใช้คำอย่างอื่นพูด จึงจะถูก คือว่า ไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์, มีจิตใจปกติ หรือ มีจิตใจว่าง หรือ มีจิตใจ บริสุทธิ์ ไปในทำนองนั้น. นี่คือสิ่งที่ว่าดีที่สุด ในขอบเขตที่มนุษย์จะขึ้นไปถึง ; ถ้าใช้คำว่ามนุษย์ ในกรณีอย่างนี้ ก็หมายความว่ามนุษย์ที่พัฒนาได้ คือเจริญ ๆ เจริญขึ้นไปได้จนถึงกับว่า อยู่เหนือระดับที่เคยอยู่มาแต่ก่อน : มี จิตใจอยู่เหนือระดับที่หลง ในคุณ ในค่า ใน ประโยชน์ เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้าย เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ อยู่เรื่อย ๆ ไปจนตลอด ชีวิต. ฉะนั้น จงรู้จักคำว่า "อยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าคุณ" คือจิตที่มีสมรรถภาพ มีภาวะ มีสภาวะอะไรก็ได้ แล้วแต่จะเรียกกัน แล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน. จิตที่อยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าคุณ เมื่อตะกี้พูดแล้วว่าคุณมี ๒ แง่ : คุณในทาง ให้ยินดี ก็มี คุณในทางให้ยินร้าย ก็มี ; เป็นจิตที่อยู่เหนือคุณ ก็แปลว่า เป็นจิต ที่จะถูกทำให้ยินดี หรือยินร้ายไม่ได้อีกต่อไป แล้วจะสบายสักกี่มากน้อย
น.278 คนโง่มักหลงว่าได้ทำตามพอใจแล้วเป็นเรื่องดี ถ้าเรามีอวิชชา มีความโง่ ก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เคยชินอยู่ ก็อาจจะพอใจในการที่ได้โลภ ได้โกรธ ได้หลง, เห็นเวลาที่มีความโลภ มีความโกรธนั้น สบายที่สุดไปก็ได้ เพราะว่าเคยชินมากเกินไป ; บางทีก็เลยไป เลยขอบเขตไป จนเป็นโรคจิตเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่ง : ได้โลภแล้วก็สบายใจ, ได้โกรธแล้วก็สบายใจ, ได้ด่าเขาแล้วก็สบายใจ, ได้เจ็บปวดบ้างก็สบายใจ, นี้ถือเอาเป็นเกณฑ์ไม่ได้. ในความรู้สึกที่เป็นปกติแล้ว คนสามัญธรรมดา นี้ก็ยินดี เมื่อมีสิ่งที่มา ให้ยินดี, แล้วก็ ยินร้ายในสิ่งที่มาให้ยินร้าย ; เพราะเขายอมรับเอาความหมายอย่างนั้น มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ยังรับเอาโดยความรู้สึกทางสัมผัสทางเนื้อหนัง. แต่ถ้าเขา สัมผัสมันแล้วทำให้ ยินดี พอใจ สบาย เขาก็ถือว่าเป็นของดี ถ้าทำให้เขาไม่สบาย เขาก็ถือว่าเป็นของร้าย, นี่ก็เอาตามความรู้สึกธรรมดาสามัญ ที่ยังไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้อย่าง ถูกต้อง ก็เรียกว่าปุถุชนธรรมดา คือมองดูว่าคุณ หรือค่า หรือประโยชน์ หรืออะไรอีก ที่คุณจะมองเห็น. ผมว่าคำว่าประโยชน์นี้จะดูเป็นคำตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะใครๆ ก็ต้องการ สิ่งที่เรียกว่าประโยชน์, แล้วถือเอาคำ ๆ นี้ เป็นคำที่มีความหมาย ใช้แก่สิ่งที่มนุษย์ ทุกคนต้องการ ; เช่น ได้รับประโยชน์ ก็ถือว่ามีความหมายอย่างหนึ่ง, ไม่ได้รับ ประโยชน์ ก็มีความหมายตรงกันข้าม. ฉะนั้น คำว่า “ประโยชน์" นี้ คือ สิ่งที่ผูกพัน คนไว้ภายใต้อิทธิพลของมัน. ที่จริง คำว่า "ไม่มีประโยชน์" นั้น ก็ไม่ถูก ที่จริงมันมีประโยชน์อย่างใด อย่างหนึ่ง แต่ไม่ตรงกับที่คนนั้นต้องการ มันจึงเป็นของไม่มีประโยชน์สำหรับคนนั้น ; หรือถ้าเราจะพูดว่า "ไม่มีประโยชน์" ขึ้นมาอย่างนี้ มันต้องมีสิ่งที่เรียกว่ามีประโยชน์นั้น เป็นคู่เปรียบเทียบ สำหรับยึดถือเอาความหมายที่ตรงกันข้าม. คำว่าไม่มีประโยชน์จะ
น.279 เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีคำว่าประโยชน์ ; หรือคำว่าประโยชน์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี คำว่าไม่มีประโยชน์. ฉะนั้น ทั้ง ๒ ฝ่ายมันก็เป็นเรื่องผูกพันจิตใจด้วยกัน ; อันหนึ่ง ผูกพันให้ยินดี, อันหนึ่งผูกพันให้ยินร้าย. ชาวโลกมีชีวิตอยู่ด้วยความผูกพัน นี้พอพูดถึงคำว่า "ผูกพัน" ไปคิดกันเองก็ได้ : มันสนุกไหม ? ลองเอา อะไรมาผูกพันเข้า : เป็นโซ่ตรวนนี้ก็ได้ เอามาผูกพันเข้าดูบ้าง ในทางวัตถุที่เห็นง่าย ๆ มันก็ไม่สนุกแล้ว. เดี๋ยวนี้มันผูกพันมากกว่านั้น คือผูกพันทางจิตทางใจ เป็นโซ่ตรวน แห่งจิตใจ เป็นเรือนจำ เป็นที่กักขังแห่งจิตใจ ; แล้วจิตใจมันติดอยู่ในนั้น ถูกกักขัง อยู่ในนั้น นี้อย่างหนึ่ง, ถ้าว่าทำลายสิ่งเหล่านั้นออกมาได้ มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง, แล้วก็นึกถึงจิตที่เขาเรียกว่า หลุดพ้นออกมาได้จากสิ่งผูกพัน : จิตชนิดนี้คือ จิตที่ กำลังได้รับ ได้สัมผัสเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ถ้าพูดอย่างธรรมดาสามัญแล้ว ก็ถือว่าโลกทั้งหมดนี้ เรื่องโลกิยะทั้งหมด นี่เป็นสิ่งผูกพัน คนที่เป็นโลก ๆ เป็นชาวโลกธรรมดาสามัญ ก็ต้องถือว่าตัว ชีวิตของคน ชนิดนี้เป็นการผูกพัน เป็นการจำขังอยู่ในตัวชีวิตของคนชนิดนั้นเอง ; เพราะว่าชีวิต ของเขาก็ไม่มีอะไรนอกไปจากความผูกพัน : ผูกพันอยู่ในสิ่งที่น่ารัก, ผูกพันอยู่ใน สิ่งที่น่าเกลียด ๒ สิ่งนี้. เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ ; ถ้าเกินร้องไห้ก็เป็นบ้า หรือ ฆ่าตัวตาย, เรียกว่าผูกพันอยู่ในห้วงแห่งความเลวทราม ต่ำช้า อันตราย โทษอันร้ายกาจ ทางจิตใจ. ถ้า หลุดออกมาได้จะเป็นอย่างไร ? คือหลุดรอดจากเรือนจำ ที่เราทุกคน กำลังติดอยู่ แต่มองไม่เห็น, หลุดรอดจากโซ่ตรวนที่มันผูกมัด ล่ามจิตใจอยู่ โดยที่เรา ก็มองไม่เห็น.
น.280 มาศึกษาธรรมะ ต้องมองให้เห็นความหลุดพ้นจากสิ่งผูกพัน เราอุตส่าห์มาเรียนธรรมะ มาศึกษาธรรมะกัน อย่างเดี๋ยวนี้ที่นี่ อย่างน้อยก็ เพื่อให้มามองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า จิตของมนุษย์นั้น ตามธรรมดาเป็นอย่างไร ? ทำไมมันจึงหนักอึ้ง ? ทำไมจึงสลัว มืดมัว ไม่สว่างแจ่มใส ไม่บริสุทธิ์ ไม่สะอาด ? จนกระทั่งรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในการผูกพัน ติดคุก ติดตะราง ทางวิญญาณอยู่ตลอดเวลา นี่คือมนุษย์ธรรมดา ไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ เหมือนหนอนเกิดในคูณ ไม่เคยเป็นอิสระจากสิ่งโสมมเหล่านั้น. แต่มนุษย์ควรจะดีกว่านั้น เพราะมีจิตใจที่พัฒนาได้ อย่างที่คุณฝึกกรรมฐาน วิปัสสนา สมาธิ ก็เป็นการ พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น เจริญขึ้น จนหลุดพ้น จากโซ่ตรวน เหล่านี้ได้; ฉะนั้น ควรจะขวนขวาย และควรจะทำให้ถูกวิธี จะได้เร็วเข้า เวลา ข้างหน้าจะได้มีมากพอสำหรับรู้เรื่องความรอดพ้น ความหลุดรอด ความไม่มีทุกข์นั้น ว่าเป็นอย่างไร. นั่นคือหลุดรอดจากสิ่งที่ผูกพัน. สิ่งที่ผูกพันนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า คุณหรือค่า ของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับมนุษย์นั้น โดยรายละเอียดก็ไปศึกษาเอาเอง : เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ตั้ง ๖ ทาง, แล้วก็มีชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นเลว, แล้วก็มีอย่าง ที่เรียกว่าเปิดเผย เร้นลับ มันมีมากมายเหลือเกิน ; ล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะผูกพันทั้งนั้น. ถ้าเราไม่มีศาสนาที่ดี หรือไม่มีวัฒนธรรมที่ดี เป็นเครื่องช่วยเหลือแล้ว มนุษย์ก็จมลงในความผูกพันนี้หนักขึ้น ๆ มา ตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ถอนยาก ; ฉะนั้น ผู้ที่เกิดมา ได้รับการอบรม แวดล้อมด้วย สิ่งที่เรียกว่า ศาสนาที่ถูกต้อง หรือ วัฒนธรรมที่ถูกต้อง ควรจะถือว่ามีบุญแล้ว เพราะ ช่วยให้รู้จักและหลุดพ้นได้เร็วขึ้น. นี้เราก็ควรจะฉวยโอกาสนี้ให้ได้.
น.281 นี่พูดอย่างนี้ ใคร ๆ ก็ต้องหาว่า เหมือนกับบ้าแล้ว คือชวนกันไปนอกโลก ไปนอกธรรมดาสามัญที่เขาประสงค์กันอยู่. แบบถ้าคุณไม่ชอบ ก็ถือว่าผมพูดเพียง บอก แนวทาง หรือกรุยทางว่า ไม่มีทางอื่น มีแต่ ทางนี้ทางเดียว ; ถ้าเรา จะไปให้สูงสุด. แต่ถ้ายังไม่อยากไปก็ได้ แต่รู้ไว้ว่าทางมันไม่มีทางอื่น ถ้าจะไปให้สูงสุดกันแล้ว มันก็ มีแต่ทางนี้ ; นี้เผื่อว่ามันเกิดอยากไปขึ้นมา มันจะได้ง่าย. เดี๋ยวนี้ อยากจะอยู่ในความผูกพัน ของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ที่ประณีตขึ้นไป สวยงามขึ้นไป จนแข่งกับพวกเทวดา ก็เอาซิ ; ก็ทำไปได้ ; มันก็ยิ่ง เป็นความผูกพันที่ประณีต และละเอียดมากขึ้น. ในที่สุดก็จะรู้ว่า แหม, มันผูกพัน ยิ่งกว่าธรรมดาเสียอีกแล้ว มันคงจะกระดอนกลับออกมาเร็วได้เหมือนกัน ; แล้วมันจะได้ รู้ว่าไปไหนกันต่อไปนี้ ไปที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ไม่ควรดื้อต่อการที่จะต้องได้สิ่งดีที่สุด ถ้าว่าจะพูดกันให้เป็นธรรม ก็ควรจะพูดได้ว่า เราก็ไม่ควรจะเสียเวลา ให้มันมากเกินไปในการถูกผูกพัน. อย่าดื้ออย่าหัวรั้น คือว่าจะแกล้งประชด ผู้ที่เขา แนะนำให้ออกไปจากสิ่งเหล่านี้ ; ถ้าซื้อหรือประชด อย่างนี้ก็คือประชดพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ประชดผม. พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนั้น ท่านสอนไว้อย่างนั้น ; แล้วผมก็ เอามาบอก บอกเพื่อให้ทราบว่า เรา ไม่ควรจะบิดพลิ้ว หรือ ดื้อรั้น ต่อการที่จะ ทำตนให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ โดยรีบพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่า คุณหรือค่า หรือประโยชน์ ชั้นเลว ๆ ชั้นต่ำ ๆ, สูงขึ้นไปตามลำดับจนถึงที่สุดของ คุณหรือค่า แล้วก็อยู่เหนือ คุณและค่า โดยประการ ทั้งปวง. นี้คือการได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้. ทีนี้ขอย้ำประเด็นสำคัญของหัวข้อ ที่พูดว่าการ ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้ คำว่า "ต้อง" นี้มีลักษณะบังคับ ไม่น่าฟัง ; แต่ว่าเป็นการพูดด้วยความรัก
น.282 ด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา ด้วยความสงสาร. ฉะนั้นเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทุกคนต้องได้ ก็ควรจะยินดี ; อย่าเห็นเป็นการบังคับข่มเหงน้ำใจ ควรจะสมัครใจที่จะ ทำให้ได้, อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. ผมเห็นว่าควรจะใช้คำว่า "ต้องได้" ไม่ใช้คำว่า "ควรได้" หรือ"น่าจะได้." อย่างนั้นมันอ่อนไป เลยพูดกันเสียเต็มที่ว่า ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ให้สุดความสามารถของมนุษย์ ตามที่ธรรมชาติมันสร้างให้มีความสามารถอย่างไร โดย ไม่มีการบิดพลิ้ว. มีชีวิตอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว ต้องได้สิ่งที่ควรได้ หัวข้อวันนี้ก็บอกว่า "การต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้" เพราะ ว่าเราได้พูดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของมนุษย์มาหลายครั้งหลายหนแล้ว พอที่จะรู้ว่า มนุษย์นี้คืออะไร ปัญหาของคนมีอยู่อย่างไรบ้าง นี้ก็พูดมาหมดแล้ว. เรื่องสุดท้ายนี้ ก็ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา : ชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา คือชีวิตที่ลับดาบของตนให้คมกล้า แล้วตัดพันอยู่เป็นประจำวัน ให้หมดสิ่ง รึงรัด ผูกพัน คือ กิเลส ตัณหา อวิชชา อะไรก็ตาม; เรื่องมันก็ต่อกันมาถึงว่า ถ้ามีชีวิตแบบนั้น คือลับดาบประจำชีวิต และตัดพันอยู่ทุกวัน ก็ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ เป็นแน่นอน. ขอให้ศึกษาพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่าคำบรรยายแต่ละวันนั้นก็เนื่องกันมาเป็น ลำดับ ๆ ไม่ใช่ต่างเรื่องต่างแยกทางกันเดิน ; เดี๋ยวนี้เราพูดถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่มนุษย์ต้องได้ มิเช่นนั้นแล้วก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. นี่เวลาสำหรับพูดกันหมดแล้ว ก็ยุติการพูด ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถามอีก ตามเคย ใครมีคำถามที่อยู่ในขอบเขตของเรื่องนี้ เรื่องอื่นไม่เอา ก็ถามได้.
น.283 คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) นมัสการท่านอาจารย์ กระผมมีความสงสัยว่า ถ้าคำว่า "คุณ" หรือ “ประโยชน์" มีความหมายที่มองไปในทางที่ไม่ดีแล้ว เราจะพูดว่าปัจจัยสี่ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่มีคุณ หรือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายได้หรือไม่ ? และบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั้น จะละเลี่ยง เสียจากคุณหรือว่าประโยชน์เหล่านี้ได้ มากน้อยแค่ไหน ? (ตอบ) ก็ดี คือว่า ถามส่วนที่ยังไม่เข้าใจ ที่ยังคลุมเคลือ. เมื่อจะพูดถึง คำชนิดนี้ หรือการใช้คำชนิดนี้ต้องแยกออกเป็น ๒ ชั้น คือชั้นที่ชาวบ้านธรรมดาสามัญ เขาพูดกัน ใช้อยู่ ก็ระดับหนึ่ง, เรียกว่า โวหารสามัญธรรมดาของชาวบ้าน ซึ่งผมก็ได้ บอกแล้วว่าในภาษาบาลีเขาเรียกว่า พูดอย่างทิฏฐธัมมิกโวหาร - โวหารพูดที่พอพูด ออกไปแล้วเข้าใจได้ทันที คือภาษาชาวบ้าน. สำหรับผู้ที่มีปัญญามองเห็นลึกซึ้งกว่านั้น พูดออกมาแล้ว คนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ทันที เข้าใจกันได้แต่ในหมู่ผู้รู้: ผู้มองเห็นใน ชั้นลึก นี้เขาพูดอะไรออกมาก็เรียกว่าพูดโดย สัมปรายิกโวหาร คือวิธีการพูดอย่างอื่น แตกต่างจากที่คนธรรมดาเขาพูดกันอยู่. คำว่า "คุณ" นี้มันเป็นภาษาบาลี เจ้าของเดิมเป็นภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาไทย; ภาษาไทยยืมมาใช้ แล้วก็ให้ความหมายบิดเบือนไกลออกไปก็ได้. หรือว่าพูดอย่างภาษา ชาวบ้าน อย่างภาษา ทิฏฐธัมมิกโวหาร อย่างภาษาชาวบ้าน ว่า มีคุณ แล้วก็ดี เพราะ มีประโยชน์ มีการผูกพัน อย่างนี้. นั่นแหละในชั้นแรกเราก็ชอบสิ่งที่มีคุณ, ใคร ๆ ก็ชอบสิ่งที่มีคุณในความหมายที่ว่า มันดี ; แต่ไม่มองถึงคำว่ามันผูกพัน. ดี นี้มัน ต้องมีชั่วมาเป็นคู่เปรียบ มันจึงจะดีได้ มันจึงเป็นไปได้ทั้ง ๒ ทาง : มีคุณในทางดี มีคุณในทางชั่ว คือมันมีค่าหรือคุณสมบัติ หรือหน้าที่ของมันไปได้ ทั้งทางดีและทางชั่ว. แต่อย่างนี้ คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็น ; เขาจึงใช้คำว่า "คุณ" กันแต่ในทางที่ดี นิยมกันว่าดี และอาจจะโง่มาก อย่างที่ใช้คำว่า "คุณนาย คุณหญิง"
น.284 อะไรอย่างนี้มัน เป็นคุณชนิดที่ผูกพันจิตใจ ทั้งนั้น หรือคุณอะไรก็ตามเถอะ กระทั่ง คุณพ่อคุณแม่นี้ ก็น่าอันตรายที่จะเข้าใจผิด มันเป็นความผูกพันทั้งนั้นแหละ. ถ้าคุณ แล้วก็ไม่ว่าในทางดี หรือ ทางเลว จะเป็นการผูกพัน ทั้งนั้น คือเป็นประโยชน์ นั่นคือการผูกพัน. ถ้าไม่มีการผูกพันก็ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีลูก ; พออยู่เหนือจากคุณก็พ้นจากความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก โดยแท้จริง. แต่เดี๋ยวนี้ อนุโลมตามโลกิยบัญญัติ หรือว่าเพื่อเป็นตัวอย่างอันดี แก่คนที่ยังไม่ถึงขนาดนี้ ก็ต้อง ยอมรับนับถือ คำว่า "คุณ" ว่า "ค่า" นี้ไปก่อน ในทางที่ดี เพื่อทำให้คนเด็ก ๆ เหล่านั้น หรืออนุชนเหล่านั้นเขาจะได้นิยมความดี นิยมศีลธรรม แล้วก็ดำเนินมาด้วยดี กว่าจะขึ้นไป ถึงจุดที่อยู่เหนือคุณ. ทีนี้ สำหรับพระอรหันต์ ที่ยังต้องเนื่องกันอยู่กับปัจจัยทั้ง ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรคนี้ จะเรียกว่าพระอรหันต์อยู่เหนือคุณ หรือค่าของ สิ่งทั้ง ๔ นี้หรือไม่ ? คุณต้องเป็นพระอรหันต์ก่อนแล้ว จึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง. แต่ว่า เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันเท่าที่จะมองเห็นไปตามลำดับ. ที่จะเป็น พระอรหันต์ ได้ ต้องมีจิตใจอยู่เหนือคุณเหนือค่า ; ฉะนั้นส่วนที่ ยังต้องกินอาหาร ต้องนุ่งห่ม ต้องอะไรนี้ มัน เป็นเรื่องของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องของจิต ที่มีความยึดมั่นถือมั่น. เพราะฉะนั้นเมื่อร่างกายของบุคคล ที่เรียกกันว่าพระอรหันต์นั้น จะกินอาหารบ้าง ก็ไม่ได้กินด้วยความหลงในคุณ อย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญ เขาหลง ในความเอร็ดอร่อย หรือหลงในค่าของอาหารชนิดนั้น มันเป็นแต่เพียงร่างกายล้วน ๆ จะต้องกินอาหารตามธรรมชาติ เพื่อดำรงอยู่สำหรับชีวิต ; เครื่องนุ่งห่มก็เหมือนกัน, ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค ก็เหมือนกัน. ไปศึกษาให้ละเอียดชัดเจนจากบทปัจจเวกขณ์ ดังธาตุปัจจเวกขณ์ที่คุณก็สวด กันอยู่ ทั้งเช้าทั้งเย็น ; ถ้าไม่ละเลยหน้าที่อันนี้ ต้องสวดธาตุปัจจเวกขณ์แปลอยู่แล้ว
น.285 ว่าจีวรก็ดี ผู้ใช้สอยจีวรก็ดี บิณฑบาตก็ดี ผู้บริโภคบิณฑบาตก็ดี เสนาสนะก็ดี ผู้ใช้สอยเสนาสนะก็ดี หยูกยาก็ดี ผู้ใช้หยูกยาก็ดี ยถาปจฺจย์ ธาตุมตฺตเมเวต์ สักว่าธาตุเป็นไปตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ นิสฺสตฺโต นิชชีโว สุญฺโญ นั่นแหละคือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน หรือว่า ชีวะ. นี้แหละมันเป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ ฉะนั้นเรามีความ รู้สึกอยู่เหนือคุณของมัน. คำว่า "คุณ" นี้ มัน เป็นทั้งเสน่ห์ และ เป็นทั้งโทษ พร้อมกันไปในตัว ; ส่วนหนึ่งมันเป็นเสน่ห์ มันล่อให้หลง แล้วภายใต้นั้นมันกัดเอา กัดเอา. นั่นแหละ คำว่า "คุณ" มันมีความหมายอย่างนี้. ฉะนั้น พระอรหันต์ก็บริโภคปัจจัย ๔ โดยสมมติ ; ถ้าใช้คำว่าพระอรหันต์บริโภคปัจจัย ๔ ก็ต้องเรียกว่าโดยสมมติ ไม่อย่างนั้นจะหัวเราะกัน ตายเลย. พระอรหันต์ทำไมจะมากินข้าวอีก ? นั่นคือร่างกายนั้น ส่วนร่างกายบริสุทธิ์นั้น ยังต้องกินอาหาร ยังต้องนุ่งห่ม ก็ทำไปตามเรื่อง. ถ้าพูดให้ถูก อย่าพูดว่า พระอรหันต์กินข้าว นุ่งห่ม อะไรทำนองนี้ ; ถ้าพูดอย่างนั้นก็พูดได้ ก็โดยสมมติอย่าง ทิฏฐธัมมิกโวหารชาวบ้านพูด. สัมปรายิกโวหาร ต้องแยกนาม แยกรูปออกไป เป็นเรื่องของกาย เป็นเรื่องของจิต ให้เป็นส่วน ๆ ไป แล้วก็พบส่วนสำคัญที่สุดว่า เดี๋ยวนี้จิตนี้อยู่เหนือคุณ จิตนี้ประกอบอยู่ด้วยญาณ ด้วยปัญญา อะไรต่าง ๆ จนอยู่เหนือคุณ ; ฉะนั้น จะไปทำดีก็ไม่เป็นดี ทำชั่วก็ไม่เป็นชั่ว ทำอะไร ก็ไม่เป็นอะไร. เรื่องของพระอรหันต์จึงเป็นอย่างนี้. (ถาม) ท่านอาจารย์ครับ ผมคิดว่า การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ท่านอาจารย์ ได้บรรยายมานี้ ก็คิดว่าเข้าใจและเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น ; แต่การที่เราจะเข้าถึงจุดมุ่งหมาย สูงสุดเลยทันทีนั้น ผมคิดว่ามันอาจจะยาก แล้วก็สำหรับคนทั่วไปในปัจจุบันนี้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ ยากยิ่งไปกว่านั้น. ผมอยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยบรรยายให้ละเอียดว่า ขั้นตอนของการที่จะทำ เพื่อให้บรรลุไปถึงจุดเป้าหมายอันนั้น เราควรจะมีวิธีการอันใดบ้างเป็น step step ไปครับ.
น.286 (ตอบ) ถูกแล้ว มันก็จะต้องพูดไปเป็นลำดับ. เดี๋ยวนี้เราพูดว่ามันมี เป้าหมาย มีอุดมคติปลายทางอย่างไร ; แล้วก็ขอให้พยายามสังเกตตรงที่ ผมได้ใช้ คำว่า "ประยุกต์โมกขธรรม" เพราะว่าที่พูดกันอยู่ก่อน มันไกลจากระดับที่จะเข้าใจได้ ทีนี้ ก็จะดึงเอามาให้อยู่ในระดับที่พอจะเข้าใจได้ จึงได้ตั้งต้นด้วยการ อธิบายให้เป็น ประยุกต์ และให้ปฏิบัติได้ และเข้าใจได้ มาตามลำดับ. การที่คุณเข้าใจนี้ก็นับว่าดีแล้ว และการที่มองเห็นว่ามันยังทำไม่ได้ นั้นก็คือ ความเข้าใจอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน, มองเห็นชัด จนว่าเราอยู่ไกลต่อระดับนั้น นี่ก็เรียก ว่าเข้าใจได้ผล ; ฉะนั้น ไม่ต้องท้อใจที่ว่ามันยังอยู่ไกล. บางที คำอธิบายต่อไป อาจจะทำให้มองเห็นว่า มันมีอยู่แล้วก็ได้ แต่เรามองไม่เห็นเอง. การอธิบายเป็น ขั้นตอนก็ต้องมี และยังมีว่า จะอธิบายกันอย่างลัดสั้นเป็นทางลัด หรือว่าจะอธิบายกัน อย่างอืดอาด อืดอาดไปตามแบบหนึ่งก็ได้ ; คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน. ผมมุ่งมาด ปรารถนาอยู่อย่างเดียว คือว่า จะทำให้เข้าใจได้ แล้ว ให้สิ่งที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา นั้น มาเป็นประโยชน์แก่ทุกคนได้ จึงได้อธิบายอย่างนี้ ในรูปนี้ ; สำหรับคำ อธิบายชุดนี้ ก็จะทำต่อไป ไม่ต้องกลัว ต้องพูดเป็นขั้นตอนไปตามที่เห็นสมควร. เดี๋ยวนี้เราตั้งต้นขึ้นมาด้วยปัญหาของมนุษย์มีอยู่อย่างนี้ จะสางปัญหานี้ออก ไปได้อย่างไร, มุ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ตรงไหน. เอาละเป็นอันว่านี่ไม่มีปัญหา ; นี้เป็นคำขอร้องให้อธิบายให้เป็นขั้นตอน. ถ้าหากว่าไม่มีปัญหาต่อไป ผมก็พูดเองก็ได้ ตามที่จะนึกได้ : - สิ่งที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนา หรือเป็นตัวแท้ เนื้อแท้ของพุทธศาสนา นั้น ไม่ควรจะเป็นหมัน. ที่ผมพยายามเอามาพูด ก็เพื่อให้ใช้กันได้กับคนทั่วไป ; แล้วก็หลายปีมาแล้ว ไม่ใช่วันนี้ แล้วก็ถูกด่า ถูกหาว่าบ้า ว่าหลง ว่าไม่รู้จักกาละเทศะ ไม่รู้จักสถานะมาเรื่อย ๆ. นี้มันก็เป็นประสพการณ์อันหนึ่ง ที่จะเรียกว่าประสพการณ์
น.287 สำหรับผมโดยเฉพาะ ก็ค่อย ๆ หาทางอย่างสุดความสามารถ ว่าจะต้องเอามาพูดให้มี ประโยชน์ให้จนได้ ไม่เช่นนั้นจะนอนเป็นหมันอยู่ คือเรื่องที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา จะนอนเป็นหมันอยู่ ; ไปพูดกันแต่เรื่องที่ว่า ไม่ใช่ตัวแท้ของพุทธศาสนา คือเป็น เรื่องปลีก เรื่องฝอย เรื่องเปลือก, ซึ่งมันก็เหมือน ๆ กันกับศีลธรรมทั่วไปตามธรรมดา หรือศาสนาอื่นเขาก็มี. เดี๋ยวนี้เรา จะพูดถึงตัวหัวใจของพุทธศาสนานี้, มุ่งหมายจะดึงคนออกมา จากระดับธรรมดา ที่จมอยู่ในกองทุกข์ แล้วต้องพูดกันในข้อนี้อีก. ถ้าปล่อยไปตามเดิม มันก็จมอยู่ในกองทุกข์ตามธรรมดาของสัตว์ ; นี้ต้องการจะให้ลืมตา ให้มองเห็นภาวะ ที่กำลังเป็นอยู่อย่างไร เหมือนกับว่ายอยู่ในทะเล ซึ่งมองไม่เห็นฝั่ง; จะได้ช่วย ให้เห็นฝั่ง แล้วก็มุ่งหน้าเข้าหาฝั่ง. ตามพระพุทธประสงค์ก็มีอยู่อย่างนั้น ; เราก็ ช่วยกันสนองพระพุทธประสงค์ คือช่วยกันทำให้มนุษย์ มนุษยชาติ ไม่ใช่ผม ไม่ใช่คุณ คือทั้งหมดที่เป็นมนุษย์นี่ ให้ได้รับประโยชน์ ให้มีความสนใจขึ้นอย่างถูกต้อง ; คือการ ช่วยกันและกันให้เข้าใจอย่างถูกต้อง มันก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ ; ถ้ามิฉะนั้นจะไม่เข้าไปสู่จุด ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; จะกลายเป็นเรื่องทำมาหากินตามธรรมดา แล้วก็ ไปหลง ในประโยชน์ แล้วก็ ผูกพันอยู่ในประโยชน์ ก็ต้องเกิดการยื้อแย่ง, เป็นการกระทำ ที่เป็นวิกฤตการณ์ทั้งหลาย. เดี๋ยวนี้โลกกำลังจมอยู่ในวิกฤตการณ์เหล่านี้ กลายเป็นว่าเรื่องการเมือง เป็น เรื่องทำให้โลกยิ่งยุ่ง. ที่จริงเรื่องการเมืองควรจะเป็นเรื่องทำให้บ้านเมืองสงบ เยือกเย็น เป็นสุข โดยอาศัยของจริงของแท้ คือพระธรรมนี้เป็นเครื่องช่วย. เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีหวัง ที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เราจึงมาเป็นคนเถื่อน เป็นแก๊งเถื่อน มาพูดกันแต่เรื่องอย่างนี้ที่นี่. ขอให้มองเห็นเจตนาของผมอย่างนี้ แล้วก็พยายามทำความเข้าใจ ทุกคำ หรือทุกประโยค ที่ได้พูดไป.
น.288 ถ้าไม่เข้าใจขอให้ถาม ถามได้โดยไม่ต้องเกรงใจ นี่จึงบอกให้ถาม, ถ้ายัง ไม่เข้าใจส่วนไหนก็ถามได้ แต่ต้องอยู่ในประเด็นนี้ : ประเด็นคือว่า มนุษย์ยังมีปัญหา ที่ติดจมอยู่ในกองทุกข์ จะขึ้นมาได้อย่างไร. ถ้าใครมีปัญหาก็ถาม ถ้าไม่มีก็จะได้บีด โรงเรียน. (ถาม) อยากจะเรียนถามว่า สภาพของร่างกายของคนเรา ซึ่งคนนั้นอาจจะไม่ สมบูรณ์เท่าเทียมกัน ; แต่อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า จะมีทางที่เท่าเทียมกัน หรือยุติธรรม ไหม ในการที่จะได้รับสิ่งที่สูงสุด ดังที่ท่านอาจารย์ได้พูดมาในวันนี้ ? ผมมาคิดดูแล้วผมว่า ผู้ที่ เสียเปรียบในด้านร่างกาย อาจจะส่วนประสาทบางประการนั้นพิการไป ทำให้ไม่ได้คิดถึงคุณค่า ของพวกปัจจัยต่าง ๆ ไม่ได้เข้าไปร่วมในทางโลกนั้น. แต่ว่าทีนี้ ถ้าจิตใจของบุคคลผู้ที่พิการ ในทางนั้น ยังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่, ถ้ามีความเพียรในการที่จะได้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดที่อาจารย์ว่านั้น จะไปได้เร็วกว่าคนที่มีร่างกายปกติอย่างเช่นเรา ๆ หรือไม่ ? อยากจะเรียนถามให้อาจารย์ช่วย ชี้แจงด้วย. (ตอบ) นี้เป็นคำถามที่เป็นข้อเท็จจริง หรือเป็น practical อยู่มาก ว่าคนใน โลกมีภาวะหรือสถานะทางกาย ทางจิตไม่เท่ากัน โง่ ฉลาดก็มี หรือครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ สมประกอบก็มี ; เมื่อหลักส่วนใหญ่สำหรับมนุษย์ มันวางรูปโครงไว้อย่างนี้ ว่าไป อย่างนี้ ถึงที่สุดอย่างนี้ นี้คนที่มีกายหรือจิตไม่สมประกอบนั้นจะไปได้อย่างไร. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับอย่างแน่นอน ว่า คน เราไม่เท่ากัน โดยทาง ร่างกาย โดยทาง จิตใจ ทาง สติปัญญา ก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ทำอะไรเหมือน ๆ กันไม่ได้ แล้วก็ไม่ควรจะทวงสิทธิ์อะไร ให้เหมือนกันเสียทีเดียว. นี้ก็ดูว่า คนพวกไหน จะเหมาะสำหรับใช้วิธีการอันไหน เพื่อจุดหมายปลายทางด้วยกัน นี้มีอยู่ ๒ แง่ : - ถ้าเขา ไม่มีสติปัญญา เขาเป็นคนธรรมดาสามัญ อย่างที่เรียกว่าไม่ถึงขนาด จะมีปัญญา ก็ต้องอาศัยวิธีการอย่างอื่น เช่นการเชื่อเป็นต้น ซึ่งมีหลายศาสนาที่ใช้ ความเชื่อ โดยใช้ความเชื่อว่า "เราจงตั้งจิตอย่างนี้ เธอจงมีอุบายอย่างนี้". แต่เขาไม่
น.289 บอกว่าเป็นอุบายอย่างนี้ เขาบอกให้ไม่เห็นแก่ตัว ให้อุทิศเพื่อผู้อื่น, หรือให้ดีกว่านั้น ก็คือตามคำสั่งของพระเจ้า. พระเจ้าสูงสุดอยู่ที่ไหน ก็อย่าไปถามกันเลย แต่ว่ามีพระเจ้า แล้วก็มีพระเจ้าต้องการให้เราทำอย่างนั้น คือไม่เห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่น. อย่างนี้ ก็เป็นการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดความรู้สึกประเภทที่เห็นแก่ตัว เหนียวแน่น สะสม หวงแหน มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ช่วยให้มีจิตใจไปทางเดียวกันได้เหมือนกัน แต่ ไม่เหมือนกันดิก ไม่ได้ระดับเดียวกัน ; ซึ่งในพุทธศาสนาเราก็มีปัญหาอย่างนี้ คือพุทธ บริษัทส่วนมาก ไม่มีปัญญาจะเข้าใจเรื่องนี้. เรื่องที่กำลังพูดนี้ เขามีไว้ สำหรับระดับที่มีปัญญา อย่างดีก็ปัญญาชน นั่นแหละ แต่เป็นปัญญาชนในรูปแบบของศาสนา. คนโดยมากนี้ที่เป็นปัญญาชน เขาก็มีเรื่องศรัทธา ให้ทำบุญ ให้ให้ทาน ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ให้เสียสละอย่างบริสุทธิ์ คือทำลายตัวกู ; ทำลายของกูไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงระดับที่จิตใจเกลี้ยงเกลาไปจากความ ยึดมั่นถือมั่นได้เหมือนกัน. ข้อนี้แหละผมก็มองเห็นแล้วว่าเลิกไม่ได้ ระบบ หรือ วิธี ที่มีไว้ จะต้องมีไว้ สำหรับคนธรรมดาสามัญ ทั่วไป ก็ต้องมีไว้; นี้ก็ต้องเชื่ออะไรไปตามเรื่อง และทำไป ตามความเชื่อ แต่ปัญญาก็มีขึ้นทุกคราวที่ทำ. ฉะนั้นเราก็ไม่เลิกเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ ; เรื่องนี้ไม่ต้องเลิกเก็บเอาไว้สำหรับผู้ที่จะต้องเดินมาตามทางนี้. ถ้าชั้นปัญญา อย่างนี้เราพูดเรื่องนรก สวรรค์กัน ในแบบอื่นหรือรูปอื่น ; ไม่พูดในแบบที่เขาได้กล่าวไว้ สำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่มีสติปัญญาน้อย. ถ้าบางคนเขาเกิดเชื่อยาก แล้วปัญญาก็ไม่มี ก็สอน ให้ทดลองดูด้วยความ พากเพียร ทางจิตนี้ ทำสมาธิทำอะไร เอาจริงเอาจังไปสักขั้นตอนหนึ่ง แล้วจะพบว่า อย่างนี้ดีกว่าสบายดี เขาก็เอาไปตามรูปนั้นก็ได้. หลักการปฏิบัติจึงแบ่งออกเป็น ๓ ชนิดว่า : เอาตัวรอดด้วยศรัทธา ความเชื่อ, เอาตัวรอดด้วย วิริยะ ความแข็งขันในการใช้ความเพียร, แล้วก็เอาตัวรอดด้วย ปัญญา.
น.290 ควรจะรู้เสียด้วยว่า เดี๋ยวนี้ เรากำลังพูดถึงวิธีการ หรือหลักการ ของบุคคล ที่จะเอาตัวรอดด้วยปัญญา ซึ่งควรจะใช้คำว่า ปัญญาชนในพุทธศาสนา พอจะเข้าใจ เรื่องนี้ได้ และปฏิบัติเรื่องนี้ได้ ; ส่วนเรื่องศรัทธานั้นเอาไว้ให้ คุณย่าคุณยาย ชาวบ้าน ทั่ว ๆ ไป. เรื่องวิริยะก็ให้ผู้ที่สนใจจะทำความเพียรทางจิต เป็นมุนีบำเพ็ญตบะโยคะ อะไรไป. อย่างที่พูดนี้เป็นเรื่องปัญญา สำหรับปัญญาชน ไม่รุนแรงในทางเชื่อและ ไม่รุนแรง ในทางวิริยะแบบนั้น ; แต่ให้ทำให้ถูกต้องในทางของปัญญา แล้วก็มีอะไร ตามมาเอง ลากหางมาเอง มีความเชื่อตัวเอง มีอะไรไปตามลำดับ. ทีนี้เรา ไม่อาจจะทำให้ทุกคนเหมือนกันได้ ในทางสติปัญญา หรือความเชื่อ หรืออะไรก็ตาม; ฉะนั้น ก็มีส่วนปลีกย่อย แยกออกไปอีกเป็นชั้น ๆ ๆ : ชั้นปัญญา ก็มีหลายชั้น, ชั้นศรัทธาก็มีหลายชั้น, ชั้นกำลังจิตสูงก็มีหลายชั้น ไม่มีปัญหาอะไร. ปัญหามีแต่ว่าเอาตัวเราก่อน, ตัวเองก่อนนี้ จะใช้วิธีใด จะทำอย่างไร. จะดูที่เป็น หลักบรมโบราณก่อนพุทธกาลก็ได้ ว่าทางของการปฏิบัติจะสำเร็จได้ กระทั่งจะเป็น พระพุทธเจ้าได้ ก็มีวิธี : มีศรัทธา มีวิริยะ มีปัญญา. บางองค์ ยิ่งด้วยศรัทธา บางองค์ ยิ่งด้วยวิริยะ บางองค์ยิ่งด้วยปัญญา ; แต่ไม่ใช่มีแต่อย่างเดียว, อย่าเข้าใจ ว่ามีอย่างเดียว ; เขามีอย่างใดอย่างหนึ่งออกหน้า, ถึงแม้ไม่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นเพียง คนธรรมดาสามัญ จะดับทุกข์ได้อย่างคนธรรมดาสามัญมันก็ยิ่งง่ายเข้ามา ต่ำเข้ามา. นี่เขาว่า แม้จะเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็ยิ่งหย่อนกันด้วยคุณธรรม ๓ ข้อนี้ : ศรัทธา วิริยะ ปัญญา. แม้ไม่ใช่เรื่องในบาลี พระพุทธวจนะโดยตรงก็มีเหตุผล ; แล้วเรื่องนั้นก็ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ คือพระศาสดาที่เรากำลัง ถือวจนะอยู่นี้ เป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา. อาจจะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่น เป็นผู้ยิ่งด้วยศรัทธา หรือยิ่งด้วยวิริยะ. เขายอมรับว่า พระพุทธเจ้านี้มากมายด้วยกัน.
Buddhadasa