Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๘ — จะครองชีวิตอยู่โดยวิธีใด

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.230 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย ในการบรรยายโดยหัวข้อว่าโมกขธรรมประยุกต์เป็นครั้งที่ ๘ นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยในฐานะเป็นปัญหาของคนว่า : - จะครองชีวิตหรือดำรงชีวิตอยู่โดยวิธีใด จึงจะมีความเป็นคนที่ถูก ต้องถึงขนาดสมกับที่จะเรียกว่ามนุษย์ ? เหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้ง ที่แล้วมาว่า เป็นคนสักว่าเป็นบุคคล, ที่เกิดมาก็เป็นบุคคล เป็นคำกลาง ๆ. ถ้า เป็นมนุษย์ต้องมีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์ทุกประการ. ๒๐๒

น.231 มีชีวิตเป็นมนุษย์ ต้องอยู่ด้วยธรรมสำหรับหลุดพ้น ทำอย่างไรจึง จะมีชีวิตอยู่ ในระดับที่เป็นมนุษย์ และถึงที่สุดของความเป็น มนุษย์ : คำตอบสั้น ๆ ว่า เขาจะต้องอยู่ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นคำบัญญัติเฉพาะในทางพุทธศาสนา. โดยทั่วไปมักจะได้ยินกันแต่เพียงว่า ปฏิบัติ แล้วก็ไปนิพพาน; พอผมบอกว่าทุกคนต้องอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีนักปราชญ์ บางคนหาว่าผมโง่หรือบ้า หรือบอ หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ในข้อที่ว่าเอาเรื่องโลกุตตระ มาสอนให้ชาวบ้านธรรมดาสามัญเขาประพฤติปฏิบัติกัน นี้มันเป็นคนบ้า. แต่ที่ถูกแล้ว คนพูดนั่นแหละโง่เอง หลับหูหลับตา ไม่รู้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้คืออะไร. คุณลองพึ่งต่อไป ว่าทุกคนจะต้องอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรือไม่? ถ้า เข้าใจแล้ว ก็จะตอบปัญหาได้เองว่า ในระหว่างผมกับผู้กล่าวหานั้น ใครเป็นคนบ้ากันแน่. ขอให้นึกถึงหัวข้อที่เราได้วางไว้แล้ว ว่า "โมกขธรรมประยุกต์" คือ เอาโมกขธรรมซึ่งเป็นธรรมสำหรับหลุดพ้นจากกองทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพาน นั่นแหละ มาใช้ประยุกต์ในชีวิตประจำวัน. ถ้าไม่สามารถจะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ คำว่า "โมกขธรรมประยุกต์" นี้ ก็ไม่มีความหมายอะไร คือเอามาประยุกต์กับคนไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้ใครเป็นผู้หลุดพ้น หรือว่าที่เรียกว่าโมกขะ, ถ้าดูให้ดี จะต้องดูจนมองเห็นว่า ความหลุดพ้นนี้ มัน ตั้งต้นที่ความไม่ หลุดพ้น ; ถ้าหลุดพ้นเสียแล้ว ก็จะพูดอะไรกัน. เมื่อพูดถึงความหลุดพ้น ก็ตั้งต้น ที่ความไม่หลุดพ้น แล้วค่อย ๆ หลุดพ้นไปตามลำดับ กว่าจะถึงที่สุด. คนธรรมดาสามัญ บุถุชน คนหนานี้ คือ คนที่ไม่หลุดพ้น คือคนที่ติดตังอยู่ ที่นี่; ฉะนั้น การหลุดพ้นมันต้องตั้งต้นจากที่นี่ คือจากคนที่ติดตัง ก็คือคนทั่วไป. เขาจะต้องหลุดพ้นไปตามลำดับ ๆ จนกว่าจะหลุดพ้นถึงที่สุด ที่เรียกว่าอยู่เหนือโลก ;

น.232 โดยโวหารว่าอยู่เหนือโลก. เดี๋ยวนี้เราติดอยู่ในโลก เราจึงพยายามที่จะถอนตัวออกมา จนกว่ามันค่อย ๆ หลุดออกไป ๆ ทีละนิด, จนกว่ามันจะหลุดพ้น. ธรรมะทำให้หลุดพ้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เครื่องที่จะทำให้หลุดพ้น นับตั้งแต่จุดตั้งต้นมานี้ ไม่มีอะไรนอกจาก ระบอบปฏิบัติ ซึ่งเรียกกันในพระพุทธศาสนาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ; ฉะนั้น เรา ต้องทำความเข้าใจในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา นี้กันเสียใหม่ จนกระทั่งจะมองเห็นว่า บรรดาชีวิตทั้งหลายมันก็ต้องประกอบอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา มันจึงจะพอเป็นชีวิต อยู่ได้. คำว่า "ศีล" คำแรกนั้นก็คือ มีความปกติ ไม่มีอะไรวิปริตในทางกาย ทางวาจา. คนมีร่างกายนี้ปกติ เป็นสุขอยู่ได้ ; สัตว์เดรัจฉานมันก็ต้องมี แต่ว่ามัน ในระดับที่ต่ำมาก จนเราไม่เรียกว่าศีล แล้วไม่มีใครบัญญัติ ศีล สำหรับสัตว์เดรัจฉาน แต่โดยความหมายแล้ว สัตว์ต้องมี คือมันต้องปฏิบัติถูกต้องในทางร่างกาย การกระทำนี้ มันจึงจะรอดชีวิตอยู่ได้ในส่วนนี้. คำว่า "สมาธิ" นั้น หมายถึง จิตที่มีกำลังเต็มตามที่ธรรมชาติกำหนด ให้อย่างไร ว่าจิตจะต้องมีกำลังมากหรือสูงอย่างไร ; และยังมีสมาธิตามธรรมชาติอยู่ อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งมีชีวิตมันก็มี แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็มี : มันรู้จักเพ่งเล็ง มันรู้จัก จ้อง มันรู้จักมุ่ง กำลังจิตไปที่สิ่งใด สิ่งหนึ่ง ตามสัญชาตญาณของสัตว์. คนเรามัน มีมากกว่าสัตว์ แม้คนธรรมดาสามัญก็มีสมาธิอยู่แล้วตามธรรมชาติ ; เมื่อจะยิงปืน หรือ เมื่อจะขว้างอะไรให้ถูกเป้าหมาย นี้ก็มีสมาธิตามธรรมชาติ, หรือเมื่อเราเพ่งที่จะคิดเรื่อง ยาก ๆ มันก็มีสมาธิอันหนึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ พอสำหรับให้มันคิดเรื่องยาก ๆ ได้. นี่ก็เป็นสมาธิตามธรรมชาติ แล้วสามารถที่จะปรับปรุง จะ improve หรือ develop หรือ อะไรก็ตามนี้ได้ จนถึงขนาดที่สูงสุดที่มันจะมีได้ ตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ตามที่กล่าว ไว้ในแบบฉบับต่าง ๆ.

น.233 คำว่า "ปัญญา" คือ ความรู้พอตัว ตามที่ควรจะรู้: ถ้ารู้ไม่พอตัว หรือไม่ถึงระดับ นี้มันต้องตาย คือมันทำอะไรไม่เป็น : มันหลบหลีกศัตรูไม่เป็น, อะไรไม่เป็นอีกหลาย ๆ อย่าง มันต้องตาย. ฉะนั้น เราก็มีปัญญา ตามสัญชาตญาณอยู่ ระดับหนึ่งด้วย, ใช้คำว่าสัญชาตญาณก็ได้. ญาณที่เกิดอยู่เองตามธรรมชาติ นี้ก็อยู่ ในพวกปัญญาตามธรรมชาติ แล้วก็ได้รับการพัฒนาจนกว่าจะได้เป็นปัญญา ชนิดที่จะตัด กิเลสได้ บรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้. คนธรรมดา ทั่วไป ก็มีปัญญาอยู่ระดับหนึ่ง คือปัญญาที่เกิดเอง, สัตว์- เดรัจฉานก็มี. สัญชาตปัญญา นี้ยังถ่ายทอดกันได้ทางสายโลหิต เรียกว่าเราทุกคนก็มี สัญชาตปัญญาอยู่แล้ว ; แล้วอันนี้ผมอยากจะให้สนใจ ว่ามันมี ญาณที่เกิดเองโดย ธรรมชาติ เรียกว่าสัญชาตญาณ. ไปหาศึกษาดูแบบฉบับว่าด้วยเรื่องสัญชาตญาณ จากตำรา biology หรืออะไรก็ได้ แต่ในที่นี้ ต้องการเพียงให้รู้ว่า เรามีญาณหรือปัญญา อะไรอยู่ระดับหนึ่ง อยู่ด้วยกันทุกคน. สิ่งที่เรียกว่า ญาณ หรือ ปัญญา นี้ มัน เป็นธาตุตามธรรมชาติ ซึ่งต้องมี แล้วก็ถ่ายทอดกันมา ; ที่พวกพุทธบริษัทบางพวกเขาเรียกว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีอยู่แล้วในทุกคน. เรื่องเชื้อแห่งพุทธะนี้ ถูกซักหนักเข้า เขาโมโหขึ้นมา เขาก็บอกว่ามีแม้ใน สุนัข ; คนซักก็เห็นเป็นคำด่าเลยโกรธเสีย เลยไม่พูดกันอีก. ญาณนี้คือนามธาตุ เป็นธาตุอันหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติรู้ ก็เรียกว่าญาณในระดับ พื้นฐาน ระดับสัญชาตญาณ ; มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ก็คือ มีญาณที่เป็นนาม ธาตุ ประจำสิ่งที่มีชีวิตกันมาแล้วด้วยกันทุกคน. ญาณอันนี้คือตัวสิ่งที่ ต้องการจะให้ รู้จัก เพื่อจะรู้ว่าเราจะครองชีวิตกันอยู่อย่างไร จึงจะมีความก้าวหน้าในความเป็นมนุษย์ ถึงที่สุด.

น.234 ศึกษาเครื่องทำให้หลุดพ้น โดยวิธีอุปมา ทีนี้ จะขอยืมอุปมามาใช้พูด เพื่อให้จำง่าย เข้าใจง่าย, และจำง่ายนี่เป็น คุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่าอุปมา จะยืมอุปมาจากผู้ร้อยกรองคัมภีร์วิสุทธิมรรคใช้ แล้วมาพูดให้ฟังง่ายกว่า. ให้รู้ว่า ทุกคนมีดาบประจำชีวิต มาทุกคน ; ทีนี้ก็ลดลงไปว่าแม้แต่สุนัข สัตว์เดรัจฉานมันก็มี แต่มันไม่มีวิธีการที่จะลับให้คมได้มากเหมือนคน เพราะฉะนั้น เลยไม่ค่อยพูดถึง เพราะว่ามันฝึกได้น้อยมาก. สัตว์ชนิดคนที่จะเป็นมนุษย์ นี้ มีโอกาส มีความสามารถ ที่จะลับดาบประจำชีวิตของตนให้คมถึงที่สุด แล้วก็ใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์ อันสูงสุด อันสุดท้ายนั้นได้ด้วย. ดาบประจำชีวิต ที่ได้มา ก็คือว่า ญาณ หรือ ปัญญา ที่เกิดเองตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ด้วยกันทุกคนอย่างที่ว่ามาแล้ว ; ดาบนี้ต้องลับ หรือต้อง develop หรือพัฒนา อะไรก็ตาม มันจึงจะเป็นดาบที่ใช้ตัดปัญหาต่างๆ ได้หมดสิ้น. ทีนี้คาบของบางคนมัน ไม่ได้ลับ ก็อย่าเข้าใจว่ามันโง่ดักดาน ; ถ้ามีการลับ คนก็จะมีปัญญากับเขาด้วยเหมือนกัน พ้นจากความโง่ดักดาน. แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีการลับ หรือลับไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อไม่ ได้ลับ มีดนั้นก็ไม่คม ; ฉะนั้น ถ้าคุณหยิบเอาดาบประจำชีวิตขึ้นมาลับ ตามวิธีหรือ ตามหลักของพระศาสนา ก็จะได้ ดาบที่เป็นอาวุธอันคมกล้านี้ ตัดปัญหาทุกอย่างได้. ทีนี้ ในการลับดาบนี้ อุปมาของท่านมีว่า ต้องยืนบนแผ่นดินที่มั่นคง คือศีล ก็ต้องมี ศีลเป็น ข้อแรก ; เหมือนกับแผ่นดินที่มั่นคง สำหรับยืนเหยียบ, แล้วก็ ถือดาบอยู่ แล้วก็ ลับลงไปบนหินที่วิเศษ คือ สมาธิ ; ลับสัญชาตปัญญาด้วยหิน คือสมาธิ ก็คือพัฒนา จน กลายเป็นภาวิตปัญญา. ภาวิตะ แปลว่า ทำสำเร็จแล้ว เจริญเสร็จแล้ว ถึงที่สุดแห่งการพัฒนาแล้ว เรียกว่า ภาวิตปัญญา.

น.235 เมื่อตะกี้ดาบมันทื่อ มันเหมือนกับดาบโกลน ๆ มาอย่างนั้น ตัดอะไรก็เข้า แต่ไม่น่าดู. ทีนี้ก็ ยืนอยู่บนศีล เหมือนกับแผ่นดินที่มั่นคง แล้วก็ลับลงไปที่ หิน คือ สมาธิ ตามวิธีที่ถูกต้อง เดี๋ยวก็ เกิดเป็นภาวิตปัญญา ดาบที่คมเฉียบ, ปัญญาทื่อ ๆ มันมากลายเป็นปัญญาที่คมเฉียบ แล้วก็ตัดปัญหาต่าง ๆ ได้. ถ้าเราจำอุปมา ก็จำง่าย ว่าคน ๆ หนึ่งเขาเอามีดดาบมา ยืนอยู่บนแผ่นดิน ลับลงไปที่หิน จนมืดของเขาคม, แล้วก็สางเซิงหนามได้ ตัดเชิงหนามรกชัฏได้. เชิงหนามในที่นี้หมายถึงเถาวัลย์ที่มีหนาม หรือมีอะไรยิ่งกว่าหนามพันกันอยู่ ออกไป ไม่ได้ มุดไปไม่ได้. นี่เดี๋ยวนี้เรามีมีดคมเฉียบขนาดนี้ แล้วก็ตัดเชิงหนามกระจุยกระจาย กระเด็นเป็นทางโล่งออกไปได้. ทุกคนมีสัญชาตปัญญายังไม่ได้ลับสำหรับตัดหนาม หรือตัดเซิงหนามไม่เข้า มันทั้งเหนียวทั้งตัดยาก ; ฉะนั้น เขาจึงต้องลับด้วยหินคือสมาธิ. เมื่อยืนอยู่บนแผ่นดิน ที่มั่นคงคือศีล ก็เกิดปัญญาคมกล้าตัดเซิงหนาม คือกิเลสทั้งหลายอันสับสนนั้นได้ ก็เป็นเหตุให้หมดกิเลส เกลี้ยงเกลาออกไปได้ เป็นโมกขะคือหลุดพ้นออกไปจากปัญหา นานาชนิดโดยประการทั้งปวง. ฉะนั้นก็ควรเรียกว่า ชีวิตแห่งการลับดาบ นั่นแหละ เป็นชีวิตที่ถูกต้อง ทั้งวันทั้งคืนให้มันเป็นชีวิตแห่งการลับดาบ แล้วก็ตัดไปทุกวัน ตัด ทุกวันลับทุกวัน ตัดเชิงหนามออกไปทุกวัน จนมันเกลี้ยงไป. ทุกคนแม้จะเป็นบุถุชนชั้นหนาชั้นเลวอย่างไร ก็ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จึงมีการลับดาบด้วยการยืนอยู่บนแผ่นดินคือศีล ลับลงไปที่หินคือสมาธิ จากคำพูดนี้ คุณก็ต้องเข้าใจเอาเองซิว่า เราเกิดมานี่เพื่อลับดาบ ตัดเชิง หนาม คือ ปัญหาของมนุษย์ทั้งหลายให้หมดไป แล้วเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ; ไม่ใช่ เกิดมาเพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติ เหมือนคนโง่ทั้งหลายในโลกนี้ แล้วก็อ้างตัวเองว่า เป็นผู้มีปัญญา. นักปราชญ์ที่โง่ถึงขนาดหลงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เขาจึงว่า

น.236 ผมบ้า ในการที่เอาเรื่องโลกุตตระมาสอนชาวบ้าน ซึ่งข้อนี้ยังต้องยืนยันเสมอว่า ศีล สมาธิ ปัญญา จำเป็นสำหรับทุกคนที่มีชีวิตอยู่ เพื่อความเจริญงอกงามก้าวหน้า ตาม หนทางของชีวิตนั้น ; ฉะนั้นเขาต้องเป็นผู้ที่ลับดาบ และใช้ดาบอยู่ตลอดวันตลอดคืน. มีชีวิตอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะหมดปัญหา นี่ขอให้ไปจับกันดูกับปัญหาที่ว่า เราจะดำรงชีวิตหรือครองชีวิตอยู่อย่างไร จึงจะหมดปัญหา ? ฉะนั้นจึงตอบว่า มีชีวิตอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ; ไม่ว่าใครสัก คนเดียว เป็นชาวบ้าน เป็นชาวนา งุ่มง่ามอยู่ตามนา ทำไร่ไถนา ก็ต้องมีศีล ตามแบบ ของชาวนา ต้องมีสมาธิ ตามแบบของชาวนา ต้องมีปัญญา ตามแบบของชาวนา เขาจึง จะรอดอยู่ได้. ขอพูดไว้เสียด้วยเลยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้แยกกันไม่ได้ ; ถ้าแยกกัน แล้วเป็นไม่มีผลดี หรืออาจจะไม่มีผลอะไรเลยก็ได้, ต้องมาด้วยกันเหมือนกับสามเกลอ จนถึงขนาดไม่รู้ว่าใครมาก่อน มาหลัง, ที่เขาพูดตามธรรมเนียม เขาพูดว่า ศีล แล้ว สมาธิ แล้วปัญญา เรียงลำดับไว้อย่างนี้ ; แต่ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส เป็นจริงเป็นจัง ท่านไม่ตรัสอย่างนั้น. ท่านตรัสว่า ปัญญาก่อน : คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป มีก่อน, แล้วจึงมี มาถึงศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, แล้วจึง มาถึงสมาธิ คือสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ไปดูเอาเองรายละเอียด ในเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘; เพราะปัญญาต้องนำหน้า อย่างที่เรียกว่า รุ่งอรุณของ ทุกสิ่ง ; ถ้าปัญญาไม่นำหน้า ศีลก็เข้ารกเข้าพงหมด ชาวบ้านรู้จักเข้ามาอยู่ที่วัดนี่ อะไรลากมา ? นั้นก็คือปัญญาระดับหนึ่ง ชนิดหนึ่ง. ขออภัยที่จะกล่าวว่า พวกคุณมาที่นี่อะไรลากมา ถ้าหากไม่ใช่ปัญญา คือความรู้ในส่วน ที่เขารู้ว่าควรจะทำอะไรในเบื้องต้นนี่ ? อันนี้ก็เป็นปัญญาเหมือนกัน ปัญญาก็พามา ; ฉะนั้น จุดตั้งต้นที่แท้จริงอยู่ที่ปัญญา ว่าควรจะทำอะไร แล้วก็ทำ. ทีนี้ก็ทำศีล แล้วก็ทำสมาธิ แล้วก็ทำปัญญาอีก วนกันอยู่ในตัวเป็นวงกลมไม่แยกจากกันได้.

น.237 ถ้าเราจะดูลูกล้อสักล้อหนึ่ง ที่ประกอบด้วยกง ๓ กง เป็นหนึ่งวงล้อนี้ มัน ก็จะคล้าย ศีล สมาธิ ปัญญา ผลักดันกันไปตามเรื่อง จะเอาอันไหนไปตั้งต้นก็ได้ : มีปัญญาก็ทำให้รู้จักรักษาศีล, รักษาศีลก็เป็นสมาธิง่าย, เป็นสมาธิแล้วก็ช่วยส่งเสริม ให้ปัญญามีกำลังยิ่งขึ้นไป, กำลังของปัญญายิ่งขึ้นไปเท่าไร ก็ส่งให้มีศีลสูงส่งขึ้นไปเท่านั้น, สมาธิก็ยิ่งสูง ปัญญาก็ยิ่งสูง ; มันวนไปในทางสูงเรื่อย มันก็สูงสุดได้ ก็ตัดปัญหาได้จริง ขอให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ในลักษณะ อย่างนี้ คือ อยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ประกบกันเข้าเป็นวงล้อแล้วก็หมุนไปในทางที่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป. เราพูดให้เป็นอุปมา ให้จำง่ายลืมยาก ว่า เป็นชีวิตแห่งการลับดาบประจำตัว. เรามีดาบประจำตัว คือสัญชาติปัญญา หรือสัญชาตญาณก็เรียก ; ได้มีดาบ มาแล้ว เป็นดาบประจำตัวไม่ได้ลับ คล้าย ๆ กับว่าพอสักว่าเป็นดาบเท่านั้น มันไม่คม มันคมเพียงขนาดว่า รู้จักทำมาหากิน ชนิดที่สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำเป็น, รู้จักบริโภคกาม ชนิดที่สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำเป็น, รู้จักขี้ขลาดวิ่งหนีอันตราย รู้จักเห็นความสุขจาก การนอนหลับนี้ สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำเป็น; เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ได้มาแต่เดิมมันมี แต่เพียงเท่านั้น. เดี๋ยวนี้เอามาลับให้คมกล้า ก็เลยรู้เรื่องอะไรมากกว่านั้น, ให้แก้ ปัญหาอะไรได้มากกว่านั้น ; นี่มันเป็นเรื่องของมนุษย์ ที่ว่ามันมีใจสูงขึ้นมาตามลำดับ. ต้องอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ตามความเหมาะสมแห่งตน ขอให้พิจารณาดูเอาด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อผม พิจารณาจนเห็นเองว่า เราต้องอยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ตามระดับ ตามภูมิ ตามชั้น ที่เหมาะสมแห่งตน ๆ ; จะเอาวัยเป็นหลัก ก็ตามระดับของวัย : ที่ว่าเป็นเด็กก็ต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเด็ก, เป็นวัยรุ่นก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา ถูกต้องอย่างวัยรุ่น, เป็นคนหนุ่มสาวเต็มตัว ก็มี ศีล สมาธิ ปัญญาพอตัว, จะเป็นพ่อบ้าน แม่เรือน ก็มีสูงไกลขึ้นไป, กระทั่งเป็นคนเฒ่า คนแก่ผ่านโลกมามากแล้ว ก็ต้องเลื่อนขึ้นไปเอง, จะพอใจอยู่ในระดับเดิมอย่างไรได้.

น.238 เรามี ศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนกับเป็นการลับปัญญา ลับความรู้ คือลับดาบ ประจำตัวนี้อยู่เรื่อยไป ; เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันก็เป็นอย่างนั้น. ทำผิดลงไป ทีหนึ่งนี้ มันก็ฉลาดขึ้นมาก เหมือนกับลับอย่างดี ; ทำถูกเสียอีกมันชวนให้โง่ ชวนให้ อวดดี ชวนให้ลิงโลด ไม่ค่อยจะเป็นการลับ เว้นไว้แต่เขาจะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาไม่ลิงโลดในเมื่อทำอะไรถูก ซึ่งเป็นการสอนให้ฉลาดได้มากเหมือนกัน. แต่ เดี๋ยวนี้มันโง่ไปเสีย ทั้ง ๒ ด้าน เมื่อทำผิดก็โง่ ไปมัวร้องไห้หรือทำอะไรอยู่, ในเมื่อ ทำถูกก็ไปมัวลิงโลด บ้าเกียรติ บ้าอะไรอยู่ ก็เลยไม่เป็นการลับที่ดี. ขอบอกกล่าวว่า ให้ทุกคนนี่ รู้จักจัดชีวิตนี้ให้ถูกต้อง ; เมื่อทำอะไรผิด ลงไป ก็ขอให้ความผิดนั้นสอนให้ฉลาด, เมื่อทำอะไรถูกลงไป ก็ขอให้มันสอนให้ฉลาด ยิ่งขึ้น, แล้วชีวิตนี้ก็จะเป็นเหมือนการลับดาบประจำชีวิตอยู่เสมอ. นี่เรียกว่าเราพูด ด้วยอุปมา. ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นบทเรียนประจำที่ต้องศึกษาปฏิบัติ สรุปความว่า ศีล นั้น เหมือนแผ่นดิน เป็นรากฐานที่มั่นคง ; สมาธิ นี้ เป็นหินลับ มีดดาบนั้น. ดาบนั้นทีแรกยังไม่ได้ลับ ก็เรียกว่า สัญชาตญาณ ; ถ้า ลับคมเฉียบแล้ว ก็เรียกว่าภาวิตปัญญา ก็ตัดเซิงหนาม คือม่านอวิชชา ซึ่งเป็นที่เกิด แห่งกิเลสทั้งหลายพังทะลายไป; ความหลุดพ้นหรือความรอดตัวก็มีได้เพราะเหตุนี้. ให้ถือว่าทุกคนนี้กำลังเหมือนกับบุรุษนั้น ผู้จะต้องลับดาบของตนอยู่เป็น ประจำ, แล้วก็พัน ตัดเซิงหนามนั้นอยู่เป็นประจำ คือความโง่จะต้องถูกตัดอยู่เป็น ประจำ. ทุกครั้งที่มีการลับดาบให้ลม เฉียบขึ้นมา มันจะต้องลมจนถึงวาระสุดท้าย แล้วก็ตัดความโง่อันสุดท้าย ที่ตัดได้ยาก ที่มองเห็นยาก ; ฉะนั้น อย่าเพ่อคิดว่า เรียนเพียงแค่มหาวิทยาลัยนี้ มันเป็นการลับดาบที่เพียงพอแล้ว ; มันอาจจะไม่มีความ หมายอะไรเลยก็ได้ เพราะเรื่องที่จะต้องรู้แจ้งแทงตลอดนั้น มันมีมากกว่านี้.ในระดับ

น.239 มหาวิทยาลัยนี้ เพียงแต่รู้วิชาชีพอันหนึ่งเท่านั้น, อย่างหนึ่ง ๆ เท่านั้น ; ยังไม่สามารถ จะรู้จักชีวิตทั้งหมดได้ ว่าทำไมจึงต้องเป็นทุกข์, แล้วจะกำจัดมันออกไปอย่างไร. คุณจงมองให้เห็นว่า การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เป็นต้นนี้ ทำเพื่ออาชีพ และ เป็นส่วนร่างกาย ที่จะต้องรู้ จะต้องทำได้ ให้หมดปัญหาทางการดำรงชีวิต. แต่ทีนี้ มันก็เหลิง ก็หลงมัวเมา ในเรื่องการดำรงชีวิตทางร่างกายนี้ ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ด้วย เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ จึงเป็นการที่ขุดหลุมฝั่งตัวเองอยู่ในสิ่งเหล่านั้น. ตาบ นั้นยังไม่ได้ลับ ในระดับที่สูงขึ้นไป ที่จะตัดปัญหาอันแท้จริงของชีวิตได้ ; ฉะนั้น ขอให้สนใจเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ว่าเป็นหน้าที่ ประจำ เป็นบทเรียนที่ต้องศึกษา แล้วก็ เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ให้เกิดเป็นผลออกมา. นี่ผมเรียกว่า ประยุกต์โมกขธรรม ที่เก็บไว้ในพระไตรปิฎก หรือบนทั้งนั้น เอามาใช้ ; เหมือนกับว่าดาบที่ไม่เคยลับเก็บ ไว้บนหิ้งนี้ เอาลงมาลับให้มันคม ให้มันใช้ได้. ความรู้ทางปริยัตินี้จำเป็นที่สุดที่จะต้องมี ต้องเก็บไว้ในพระไตรปิฎก เก็บไว้ บนหิ้ง ; นั้นเหมือนกับว่าเราต้องมีมีดดาบ แม้ถ้ายังไม่ได้ลับ ก็เอาลงมาลับ. ทีนี้ ความรู้ที่ต้องลับและใช้มันไปนี่ ใช้มันไปเรื่อย ใช้ดาบที่คมแล้วนี่เรื่อย ๆ ไป จนตลอด ชีวิต ; นี่มันเป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้องทำ. ให้รู้จัก ศีล สมาธิ ปัญญา ในฐานะ เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัว ; ไม่เช่นนั้นก็จะไปเข้าฝูงคนโง่ ที่เขาว่าโลกุตตรธรรม เอามาใช้กับชาวบ้านไม่ได้. รู้จักศีล สมาธิ ปัญญา ให้ชัดเจน ทีนี้ เราก็จะพูดกันถึงเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ชัดเจนลงไปตามสมควร. คำ ๓ คำนี้ ผ่านหูพวกเราเป็นอันมาก แล้วก็เป็นไปอย่างพิธีรีตอง. ใครก็พูดได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ; แล้วก็มีความเชื่อสืบ ๆ กันมา ว่าเก็บไว้ที่วัด. ไปบวชเป็นพระ เป็นเณร แล้วจึงจะมี ศีล สมาธิ ปัญญา ! ปฏิบัติไปเพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน.

น.240 นี่มันเกิดการแบ่งแยกกันอย่างนี้ อย่างโง่และที่สุด มีจุดตั้งต้นอยู่ที่ไม่รู้ ; ก็ตั้งต้นตรงที่ คนไม่รู้ ไปจนกว่าจะรู้ ; ฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องมีจุดตั้งต้นที่ปุถุชนคนธรรมดา ไปตามลำดับ. นี้คำว่า ศีล ตัวหนังสือแปลว่า ปกติ หรือไม่ผิดปกติ เรียกว่าศีล, คำว่า ศี - ละ นี้แปลว่าปกติ อยู่นึ่งเหมือนก้อนหิน มันจะเป็นคำ ๆ เดียวกันก็ได้ ศี - ละ กับ ศิลา. คำว่า "ปกติ" นี้ มัน เป็นปกติทางนามธรรม ทางกาย ทางวาจา คือปกติ ชนิดที่เกี่ยวกับจิตใจ หรือทางการกระทำ ไม่ใช่วัตถุปกติ ; แต่มันเป็น กาย วาจาปกติ นี้ก็เรียกว่า ศีล. ถ้า จิตปกติ ก็เรียกว่า สมาธิ ถ้า ความรู้ปกติ ก็เรียกว่า ปัญญา แต่ไม่ ค่อยมีใครเรียก ; เขาเอาศีลไว้ที่ปกติ ทางกาย ทางวาจา เพื่อจะแก้ไขปัญหาข้อนี้ก่อน. หลักปฏิบัติส่วนศีล ถ้ามีความถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา ในชีวิตประจำวันก่อน แล้วก็เรียกว่า มีศีล. ที่จริงที่พูดว่า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ นี้ มันเพียงแต่หัวข้อ ; แม้ศีล ๒๒๗ มันก็ยังไม่หมด มันมีมากกว่านั้นมากนัก. ถ้าแยกเป็นหัวข้อละเอียดแล้ว มันจะหลายพัน หลายหมื่นก็ได้ ; แต่ถ้าสรุปมันก็เหลือข้อเดียว ว่าปกติไม่มีโทษ เกี่ยวกับกายวาจา นั่นแหละคือศีล. ไปทำเอาเองก็แล้วกัน ให้มีความปกติไม่เกิดโทษขึ้นเพราะร่างกาย และเพราะวาจาคือการพูดจา. ศีลจะต้องตั้งต้นมีเสียตั้งแต่การที่มีร่างกายที่ถูกต้อง เรื่องความสะอาด เรื่องกิน เรื่องถ่าย เรื่องอาบ เรื่องบริหารร่างกาย ; นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายให้มีความ ถูกต้อง ต้องสงเคราะห์เข้าไว้ในศีลด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น จึง มีการกระทำที่ถูกต้อง เกี่ยวกับร่างกาย ทุกอย่างทุกประการ : ดำเนินชีวิต หาเลี้ยงชีวิต ; อย่างที่คุณเรียน

น.241 แล้วประกอบอาชีพ หาเงินมา ได้เงินมา มีเงินอยู่ ใช้เงินไปในชีวิตอย่างนี้ ก็อยู่ใน ขอบเขตของศีล ต้องมีความถูกต้อง ไม่เกิดเป็นอันตรายขึ้นทางกาย. ทางวาจานี้ก็มีการพูดจาที่ ไม่เป็นโทษเป็นอันตรายแก่ฝ่ายใด คือฝ่าย เราเองก็ได้ ฝ่ายผู้อื่นก็ได้ ต้องไม่มีโทษ ก็เรียกว่า มีศีลได้ทางวาจา. ที่แจกออกไปเป็น พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ อะไร ก็ตาม นั่นแหละมันเป็นลักษณะที่ประกอบอยู่ด้วยโทษ แก่เราบ้าง แก่ผู้อื่นบ้าง แก่ทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง ; เป็นเรื่องยกตัวอย่างมาเท่านั้น ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ แล้วยังไม่พูดอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ที่มันแยกแขนงออกไปได้. เรา มีวาจาที่ถูกต้อง ไม่ทำอันตรายใคร แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ; นี่ก็เรียกว่ามีศีลถูกต้อง ทางวาจา. รวมกันแล้วถูกต้องทั้งทางกาย, ถูกต้องทั้งทางวาจา ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น เรียกว่า สัมมาวาจา - มีวาจาถูกต้อง, สัมมากัมมันโต - มีการงานทางร่างกาย ถูกต้อง, สัมมาอาชีโว - ดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ; สามอย่างนี้เรียกว่าศีล. ไปทบ ทวนใหม่ ไปท่องกันให้แม่นยำ เกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์ ๘. เดี๋ยวนี้คนเขาถือศีลกันอย่างนกแก้วนกขุนทอง คือพอว่าศีลจบก็มีศีลแล้ว แล้วก็ทำอะไรงมงายอย่างไม่รู้, หรือว่าดีกว่านั้นหน่อย ก็มีศีลอย่างเล่นละคร : ออกท่า ออกทางอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่กินข้าวเย็นไม่อะไรต่าง ๆ แต่มันเป็นเพียงการแสดงท่าทาง ไม่ลึกลงไปถึงเจตนาอันแท้จริง. ถ้าเรามีศีลอย่างนกแก้วนกขุนทอง มีศีลอย่างเล่น ละครอะไรกันอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ไปปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้มีศีลถูกต้อง. ศีลนี้มีแล้ว จะมีความปกติ ที่กาย ที่วาจา ไม่มีโทษทางกาย ทางวาจา ; เราก็อยู่เป็นสุขสบายเพราะศีลนั้น ในส่วนเบื้องต้นระดับรากฐาน จึงเปรียบเหมือน

น.242 แผ่นดิน, ต้องมีแผ่นดินสำหรับเหยียบสำหรับยืน สำหรับอยู่อาศัย มีศีลเหมือนแผ่นดิน อย่างนี้. ทีนี้ เมื่อ ปฏิบัติศีล อย่างนี้ดีแล้ว ก็มีผล ออกไปเป็น ๒ ทาง : คือมี ความสุขเป็น ลายวิเวก นี้ส่วนหนึ่ง, อีกส่วนหนึ่งก็เป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่ความมีสมาธิ ขอให้คนรักษาศีลนี่ ตั้งความปรารถนา จะเอาอานิสงส์สัก ๒ อย่าง ๒ ประการ สัก ๒ ชั้นเถิด : เพื่อมี กาย วาจา บริสุทธิ์ มีศีลแล้วเป็นสุขสบาย ชื่นอกชื่นใจ นี้มัน อย่างหนึ่ง, แล้วอีกอย่างหนึ่งให้มีศีล เพื่อให้มันส่งเสริมแก่ความมี สมาธิ ด้วย ; ก็ได้ อานิสงส์ศีล ครบบริบูรณ์ แล้วจะไปถึงนิพพานได้. เมื่อ มีศีลอยู่ ก็คือ มีการดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ในทางภายนอก, คือ กาย วาจา นี้ถือเป็นภายนอก ; ในส่วนตัวเองด้วย ในส่วนสังคมด้วย เป็นสุภาพบุรุษ ที่งดงาม น่าเลื่อมใส น่าไว้ใจ น่าบูชา แล้วเราก็มีความสุขกายสบายใจ มีใจคอโปร่ง เพราะฉะนั้น จึงมีสมาธิง่าย. คนที่ไม่มีปัญหากระทบกระทั่งในเรื่องครอบครัว ในเรื่อง อะไรต่าง ๆ ในทางสังคมก็ตาม ใจคอของเรามันโปร่ง จึงมีสมาธิง่าย; ฉะนั้น จึงถือ ว่า ศีล นี้มันเป็นเครื่องส่งเสริมให้เกิด สมาธิ. เราจึงควรตั้งใจรักษาศีล เพื่อผลอย่าง นั้นด้วย คือมีความเป็นอยู่ที่ถูกต้องนี่ เพื่อให้เกิดมีจิตที่มั่นคง ที่เป็น สมาธิ ; มันเนื่อง กันอยู่อย่างนี้. เมื่อมีความไม่ผิดพลาด ทางกาย ทางวาจา ทางมรรยาท ทุกอย่างทุกประการ แล้ว ย่อมมีความสงบสุขอยู่ในใจ มีความพร้อมที่จะเป็นสมาธิอยู่เสมอ. นี่ปัญหาเรื่องศีล หรือบทเรียนเรื่องศีล หรือหน้าที่เรื่องศีล ของมนุษย์เรา มันก็มีอยู่อย่างนี้. หลักปฏิบัติส่วนสมาธิ ทีนี้ ก็มาถึงส่วนที่ ๒ คือ สมาธิ สมาธินี้ตัวหนังสือแปลว่า ตั้งมั่น หรือ ตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ. เราแปลกันว่าตั้งมั่นเสียแล้ว เราก็แปลตาม ๆ ไปว่าตั้งมั่น

น.243 เอาตามตัวหนังสือ แล้วก็ถือว่ามันตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ คงที่ เป็นความหมายที่ชัดเจนกว่า, "มัน" นี้อาจจะเกินไปก็ได้; แต่ว่า "ตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ" คงที่แล้วความหมายชัดดีกว่า. วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิมีหลายอย่าง หลายประการ หลายแบบ โดยสมควร แก่อุปนิสัยจิตใจของบุคคลหนึ่ง ๆ หรือวัตถุประสงค์หนึ่ง ๆ : - ถ้าทำสมาธิ เพื่อให้มีความสุข มีรสอย่างเดียวกับพระนิพพานที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ก็ ทำสมาธิแบบที่เป็นฌาน เป็นสมาบัติ. ถ้าจะทำ สมาธิ เพื่อมีฤทธิ์ มีเดช มีปาฏิหาริย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ ก็มีระเบียบ สำหรับฝึกฝน ไปอีกระเบียบหนึ่ง เช่น อโลกสัญญา ทิวาสัญญา เป็นต้น. ถ้าเจริญ สมาธิ เพื่อให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ ก็เจริญสมาธิ แบบที่ให้รู้สึกตัวอยู่ ทุกๆ อิริยาบถที่มันจะเปลี่ยนไป ย่างหนอ เหยียบหนอ อะไรหนอก็ตาม มันรู้อยู่ทุกอิริยาบถ ที่มันเปลี่ยนไป. ถ้าจะเจริญ สมาธิ เพื่อสิ้นกิเลส เจริญสมาธิ ด้วยการ เพ่งพิจารณา เห็นความเกิดขึ้นและดับไปแห่งอุปาทานขันธ์ ในเรื่องประจำวัน ; เพ่งดูให้เห็น ว่าอุปาทานเกิดขึ้น ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้น เพราะการเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส โผฎฐัพพะ ธัมมารมณ์ เป็นต้นเหล่านี้เป็นประจำวัน. สมาธิ อย่างนี้ก็ทำให้สิ้นอาสวะ เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ. แต่เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันถึง ความหมายของสมาธิอย่างกว้าง ๆ ทั่วไปรวม ๆ กัน คือมีจิตใจ ตั้งมั่นสม่ำเสมอ อย่างน้อยก็เป็นความสุขชั้นหนึ่งแล้ว ในความสุขที่เกิดจาก สมาธิ แล้วก็จะเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่ปัญญา ; คือเมื่อจิตเป็น สมาธิแล้ว ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง. การรู้ การมองเห็น สิ่งทั้งปวงตามที่ เป็นจริงนี้ เรียกว่าปัญญา ; สมาธิก็ส่งเสริมให้เกิดปัญญา. ถ้าจะเอา คุณสมบัติของ สมาธิ ในหลักทั่ว ๆ ไป ท่านก็แสดงไว้ชัดว่า จิตมีลักษณะ ๓ อย่าง หรือ ๓ ประเภท ๓ ประการ คือ : -

น.244 จิตบริสุทธิ์ขาวผ่อง บริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึง บริสุทธิ์จากนิวรณ์ ตามแบบ ของจิตบริสุทธิ์ ไม่ใช่หมดจดจากอาสวะกิเลส แค่เพียงจิตบริสุทธิ์จากนิวรณ์ คือสิ่งที่ รบกวนจิตอยู่เป็นประจำ. หรือถ้าจะพูดก็พูดได้เหมือนกันว่า เวลานั้นไม่มีกิเลสเกิดขึ้น รบกวน เพราะมันเป็นสมาธิ ก็เรียกว่าบริสุทธิ์จากกิเลสได้ ตามแบบของการบริสุทธิ์ ในขั้นที่เรียกว่าสมาธิ ก็เรียกว่า ปริสุทฺโธ ได้ ; แต่มักจะเรียกว่า ปริโยทาโต แปลว่า ขาวผ่อง นี้อย่างหนึ่ง. สมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่น, ตัวหนังสือก็เล็งไปทางตั้งอยู่อย่าง สม่ำเสมอ พอเหมาะพอดี มีความสม่ำเสมอ จิตตั้งมั่นนี้มันรวมกำลังของจิตทั้งหมดเพื่อวัตถุ ประสงค์อันนี้; เพราะฉะนั้นจิตนี้สามารถทำอะไรได้มากกว่าจิตธรรมดา ฉะนั้น เรามี สมาธิก็คือมีจิตรวมกำลัง มีกำลังสูงสุดผิดกว่าธรรมดา จึงใช้ทำปาฏิหาริย์ได้. อีกข้อหนึ่งก็คือ กัมมนีโย ซึ่งแปลว่า ควรแก่การทำงาน ; ทำงาน ในที่นี้ หมายถึงทำงานตามแบบของจิต คือหน้าที่ของจิต มันควรแก่การทำหน้าที่ของจิต. ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมดาออกไปอีก ก็คือ ไวต่อหน้าที่ของจิต คือคิดนึก เพราะฉะนั้น มันจึงคิดนึกเร็ว คิดออกไปก็ดี หรือว่าจะฟื้นความจำก็ดี อะไรก็ดี มันเร็วไปหมด ในเมื่อจิตมันเป็นสมาธิ เรียกว่าไวต่อหน้าที่การงานทางจิต. สามอย่างที่กล่าวมานี้ก็มีประโยชน์ มีอานิสงส์เหลือหลายแล้ว ; บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรรบกวนมันก็สบาย, สมาหิโต ตั้งมั่น มีกำลังเคลื่อนภูเขาได้, กัมมนิโย ไวต่อหน้าที่ของจิต นั่นเอง. คุณพิจารณาดูเถอะ ถ้าเข้าใจแล้วคุณจะรักหรือจะชอบ สิ่งที่เรียกว่าสมาธิ เพราะว่ามีอานิสงส์อย่างนี้. เราอยากจะอ่านหนังสือสักหน่อย ง่วง นอนเสียก็อ่านไม่ได้, หรืออยากจะคิดปัญหาที่ซับซ้อนลึกซึ้งหน่อย จิตงัวเงีย ซึมเซาเสีย อ่อนเพลียเสีย ระเหี่ยเสีย ; อย่างนี้ ทำงานไม่ได้ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง. ถ้าความ ไม่เป็นสมาธิเกิดขึ้นในจิตแล้ว จิตนั้นจะใช้การอะไรไม่ได้ นอกจากจะนอน. สรุป ความว่า สมาธินี้ก็ให้มีความสุขตามแบบสมาธ แล้วเป็นปัจจัยส่งเสริมแก่ปัญญา.

น.245 หลักปฏิบัติส่วนปัญญา เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของปัญญา ปัญญา นี้แปลว่า รอบรู้ เคยถือความหมาย ชนิดที่กำกวมก้าวก่าย ก็เลยยุ่ง ; เกิดยุ่งขึ้นมาทีเดียว ว่ารอบรู้ รู้ทุกอย่าง เขาลืมไป ว่า รู้ทุกอย่างเฉพาะที่ควรรู้, ที่ไม่ควรจะรู้ ไม่จำเป็นจะต้องรู้ อย่าไปรู้มันเลย. แม้ แต่คำว่าสัมมาสัมพุทโธ ก็จะจำกัดความหมายอย่างนี้ : บรรดาสิ่งที่ต้องรู้ในฐานะเป็น พระพุทธเจ้าแล้วรู้หมด ; แต่ที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ก็ไม่ต้องไปรู้มัน. ฉะนั้น จึงแล้ว แต่ว่า มีวัตถุประสงค์อย่างไร ก็ให้ รู้หมดในขอบเขตของวัตถุประสงค์อย่างนั้น ก็ เรียกว่าปัญญาได้ เรียกว่ารอบรู้ รู้รอบได้. อย่าง เป็นมนุษย์นี้จะต้องรู้อะไรบ้าง ก็ให้รู้หมด นั่นคือปัญญา รอบรู้ แล้ว ครบหมดแล้ว สำหรับมนุษย์. ถ้ามีปัญหาเป็นความทุกข์ เป็นความไม่มีสุข ก็รู้สิ่งที่จะแก้ไขความทุกข์นั้น ทุกอย่างทุกประการ หรือทุกระดับ ; เหมือนที่พูดกัน เมื่อวานนี้ ว่ารู้ทั้งในทางที่ป้องกันมิให้เกิดขึ้น, รู้ในทางที่จะกลบเกลื่อนมันเสีย, รู้ในทางที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงมันเสีย, รู้ในทางที่จะตัดรากถอนโคนมันเสีย เป็น ระดับๆ อย่างนี้ ; เพราะว่าบางทีเราก็ไม่สามารถจะรู้ในระดับสูง มันมีสมรรถภาพน้อย ก็รู้ในระดับต่ำ เช่นกลบเกลื่อนหรือว่าหลบหลีก เช่นเปลี่ยนแปลงแก้ไข จนกว่าจะเป็น โอกาสของการตัดรากเหง้าไปเลย. เขา เปรียบ อุปมาเหมือนกับ การปราบหญ้าคา ที่ขึ้นรก ระดับง่ายๆ ก็ว่า ไปถาก ๆ มัน เสียมันก็เกลี้ยงไปพักหนึ่ง, ถ้าจะ ดีกว่านั้น ก็ เอาอะไรไปทับ เสีย เอาหิน ไปทับเสีย เอาอิฐไปทับเสีย กระดานปูเสีย มันก็เกลี้ยงไป ถ้ายกกระดานขึ้นมันก็เกิดอีก, ระดับสุดท้าย จึงว่า ขุดราก ไปเผาไฟทิ้งเสีย ปัญญาก็ รู้ตามลำดับ ตามเหตุการณ์ ตามสถานะ ตามความเหมาะสมที่ควร จะรู้ แล้วก็รู้ในทุกแง่ทุกมุม ที่จะขจัดความทุกข์ได้ ; เพราะฉะนั้น อย่าได้อวดดีไป

น.246 ว่าเราจบปริญญานั้นนี่ จากมหาวิทยาลัยนั่นนี่แล้ว จะเป็นการรอบรู้ ; มันเป็นการรู้ ด้านหนึ่ง ส่วนหนึ่ง แล้วก็ขึ้นอยู่กับอาชีพ คือส่วนของอาชีพเท่านั้นเอง. แม้เขาจะ เรียนปรัชญา นี่ก็เพื่อหากินด้วยปรัชญา ; การเรียนปรัชญากลายเป็นอาชีพ ไม่ใช่เพื่อ จะตรัสรู้เป็นพระอริยเจ้า แล้วไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ด้วยปรัชญา. อย่าเข้าใจผิด ; การ ตรัสรู้ต้องได้ด้วยการประพฤติกระทำอย่างถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เอง, ไม่ใช่ปรัชญา ต้องเป็นการปฏิบัติด้วยศาสนาลงไปตรง ๆ. คำว่า "ปรัชญา" นั้นฟุ่มเฟือย เพ้อเจ้อ คือเอาไปใช้กับอะไรก็ได้ แม้แต่ ก้อนหินก้อนนี้ เราจะดูมันในแง่ของปรัชญา เป็นปรัชญาของก้อนหิน นี้ก็ยังได้; อย่า ว่าถึงเรื่องจิตใจของมนุษย์ หรืออะไรที่มันยุ่งยากซับซ้อน, เป็นวิธีการมองในแง่หนึ่ง มุมหนึ่ง คำนวณไปตามเหตุผล ที่ว่าจิตจะพาไป ; นั้นเป็นรูปปรัชญา มีแต่จะไกลออก ไปไกลออกไป ไม่เข้าไปสู่การปฏิบัติ. ถ้าวกเข้ามาสู่การปฏิบัติ ก็กลายเป็นเรื่องของ ศาสนาไม่ใช่เรื่องปรัชญา. ขอให้รู้จักคำว่าปัญญาให้ดีๆ อย่าให้กลายเป็นปรัชญา ทั้งที่คำพูดนี้มันเป็น คำเดียวกัน ; เพราะว่าเขาใช้ผิด เขาบัญญัติผิด. กล้าท้าทายอย่างนี้ว่า เอาคำว่า ปรัชญาไปเป็นคำแปลของ philosophy นั้น มันผิดอย่างร้าย. philosophy เขามิได้หมาย ถึงรู้แจ้งประจักษ์หมดกิเลสอะไรได้ ; เขาหมายถึงความรู้ที่ลึกซึ้ง ที่คืบออกไปด้วย เหตุผล ยังไม่พบความจริงของมัน ยังอยากรู้อยู่เรื่อย นี้เขาเรียกว่า philosophy ซึ่งไม่ ควรจะเรียกว่าปรัชญา. ปรัชญาแปลว่า ปัญญา คือรอบรู้ ตรง จริง ชนิดที่ใช้ประโยชน์ได้. เดี๋ยวนี้เราเอาคำว่าปรัชญาไปใช้อย่างนั้นเสียแล้ว ก็ยกให้ไป; มายึดเอาคำว่าปัญญา แม้จะ เป็นคำ ๆ เดียวกับปรัชญา ก็แยกความหมายกันเสีย เป็นปัญญารู้สิ่งที่ควรรู้ แล้วก็หลุด พ้นได้. ปัญญาเป็นภาษาบาลี ปรัชญาเป็นภาษาสันสกฤต เป็นคำพูดคำเดียวกัน.

น.247 ปัญญาที่ควรจะรู้ในพระพุทธศาสนา ที่ว่ามี ปัญญา ก็คือ รู้ที่ควรจะรู้ : ใช้คำว่า "ควรจะรู้" ดีกว่าที่จะใช้คำว่า ต้องรู้ คือให้มันเกินต้องรู้ไว้สักหน่อย. ที่ควรจะรู้สำหรับความผาสุก อะไรที่ละเอียด ประณีตขึ้นไป ซึ่งควรจะรู้ก็คือ : รู้ความทุกข์ รู้จักความทุกข์, รู้จักเหตุของความ ทุกข์ , รู้จักความดับแห่งความทุกข์, รู้จักทางให้ถึงความดับแห่งความทุกข์, ที่เรียก ว่า อริยสัจจ์สี่; แต่ไม่ใช่รู้อย่างศึกษาท่องจำหรือคำนวณแบบปรัชญา. ต้องรู้แบบ ปัญญา คือ ผ่านไปจริง แล้วก็ รู้จริง ไม่ต้องใช้เหตุผลคำนวณ, ใช้ความรู้สึกที่ได้ผ่าน ไปจริง เป็นตัวหลักสำหรับจะศึกษาพิจารณาหรือแม้แต่คำนวณ ; ที่จริงก็ไม่ต้องคำนวณ ถ้า กิเลสเกิดขึ้นในจิต เราต้องรู้จัก กิเลสนั้นจริงๆ ไม่ต้องคำนวณ. พอกิเลสเกิดขึ้นในจิต ขอให้รู้จักกิเลสนั้นจริงๆ แล้วก็รู้ไปถึงอิทธิพลของมัน หรือ ว่ามีปฏิกิริยาอะไรออกมา จากการที่กิเลสมีอยู่ ซึ่งเป็นความทุกข์อยู่จริง ๆ ; เช่นความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความยึดมั่นถือมั่นอะไรต่าง ๆ มันก็เป็นทุกข์อยู่ จริง ๆ ; ไม่ต้องใช้เหตุผลที่เป็นการคำนวณ แต่ใช้เหตุผลชนิดที่ ได้รู้สึกอยู่จริง. นี่ปัญญาในพุทธศาสนาก็หมายอย่างนี้. แม้ว่าในเรื่องอื่น ๆ ที่พูดไว้ คล้ายกับว่าจะต้องใช้การคำนวณ ก็ไม่ใช่เพื่อ ให้ใช้การคำนวณ เช่นรู้อนิจจัง รู้ทุกขัง รู้อนัตตานี้ อย่าไปรู้อย่างการคำนวณ ; ถ้ารู้ อย่างนั้นมันเป็นปรัชญา แล้วก็เพ้อเจ้อไป. ต้องรู้จักมองเห็นอยู่ เช่นว่า : - จะดูที่เนื้อหนังร่างกายนี้ เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลง ก็ขอให้เห็นอยู่ รู้สึกอยู่, ไม่ต้องคำนวณ ; แล้วความคิดนึกในใจ เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร ก็รู้สึกที่นั้น ไม่ต้องคำนวณ. แม้แต่การหายใจไม่เที่ยงอย่างนี้ ก็ไม่ต้องคำนวณ ให้เห็นอยู่ว่ามัน ไม่เที่ยง : สุขเวทนาไม่เที่ยง ก็ให้เห็นสุขเวทนาเกิดขึ้นจริง ๆ ก่อน แล้วก็รู้ว่ามัน ไม่เที่ยงอย่างไร ไม่ต้องคำนวณด้วยเหตุผล.

น.248 ทุกบัง ก็เหมือนกัน ต้องรู้ เมื่อถูกทุกข์ทรมาน หรือว่าเห็นทุกข์ เพราะว่า ดูแล้วมันน่าเกลียดเหลือเกิน. อนัตตา นี้ดูยาก จึงแนะให้ดูหลายๆ มุม หลายแง่ ว่า ถ้าเป็นอัตตาตัวตน ของเรา มันควรจะตามใจเรา ; เราต้องการอย่างนี้ มันควรจะเป็นอย่างนี้ อย่าเป็น อย่างอื่น เป็นต้น. เดี๋ยวนี้มันไม่เล่นด้วย ฉะนั้น จึงถือว่าไม่ใช่อัตตา ; หรือว่าถ้า เป็นอัตตา มันก็ต้องทรงตัวมันเองได้ในลำพังตัวมันโดยเด็ดขาด ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย อะไร. เดี๋ยวนี้มันมีแต่อาศัยเหตุปัจจัยไปเสียทั้งนั้น แล้วจะเรียกว่าอัตตาที่ตรงไหนกัน. มันส่งทะยอยกันเรื่อยไป จนไม่รู้จะชี้ลงไปตรงไหนว่าเป็นอัตตาแท้จริง ; มันมีสิ่งนี้ให้ เกิดสิ่งนี้เรื่อยไปเป็นสายไปเลย ไม่มีส่วนไหนที่พอจะชี้ว่า นี่เป็นอัตตาที่แท้จริง. โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความรู้สึกคิดนึกแห่งจิต ก็ไหลเป็นเกลียวไป ไม่อาจจะชี้ตรงไหนลงไป ว่า เป็นอัตตาที่แท้จริง ; นี้ไปคำนวณอย่างโง่เขลานั่นแหละ จึงเกิดความเข้าใจผิด มีอัตตา ตัวตนอะไรขึ้นมาแท้จริง. ถ้าเราเอาการ มองดู ลงไปจริง ๆ ที่สิ่งนั้น ๆ มีความรู้สึกจริงๆ ในสิ่งนั้น ๆ ด้วยปัญญา แล้ว ไม่มีทางที่จะผิด. นี่เรียกว่า ปัญญาในเรื่องไตรลักษณ์ : เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, และเห็นสรุปท้ายว่ามัน เป็นอย่างนี้เอง ก็เรียกว่า เห็นตถตา เห็นปฏิจจสมุปบาท. เราไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้เพราะยืดยาวมาก. ไปศึกษาเอาหรือว่า พูดคราวอื่น ยกตัวอย่างมาให้เห็นเท่านั้น ว่า ปัญญา นั้น คือ เห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา, แล้วมัน เป็นอย่างนั้นเอง เรียกว่าเห็น ตถตา เห็นความที่มันเนื่อง กันไปเป็นสาย ; ไม่มีทางที่จะชี้ว่าตัวตนที่ตรงไหน นี้ก็เรียกว่า กระแสแห่งปฏิจจ- สมุปบาท อย่างนี้เป็นต้น. ปัญญาที่ควรเข้าใจ ทีนี้ เห็นที่มีประโยชน์ อย่างหนึ่ง ก็คือ เห็น หรือ รู้ หรือ เข้าใจ รอบรู้ ในสิ่งที่เรียกว่าอริยสัจจ์. สัจจะแปลว่าความจริง ยังมีความหลอกลวง ; เพราะว่า

น.249 คนแต่ละคน ถือความจริงของตนเป็นความจริง ไม่ยอมรับความจริงของคนอื่น. เรา เป็นปุถุชนจะต้องมีความจริงของเราเอง ; สัจจะนี้ยังใช้ไม่ได้ คือยังไม่เป็นสัจจะ เว้น ไว้แต่ว่ามันจะมีเหตุผลหรือการพิสูจน์ ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง คือดับทุกข์ได้จริง. ถ้าดับทุกข์ได้จริง เขาไม่เรียกว่าสัจจะของใคร; เขาเรียกว่า อริยสัจจะ เป็น สัจจะของพระอริยเจ้า คือ อริยสัจจ์ ๔ ประการ ; และ ส่วนที่ต้องรอบรู้จริง ๆ ก็คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์, เรียกว่า นิโรธสัจจ์สั้น ๆ. สัจจะของพระอริยเจ้า ที่จะดับทุกข์ได้ คือ อัฏฐังคิกมรรค มรรคมีองค์ ๘ ประการ, ความถูกต้อง ๘ ประการ ดำรงอยู่ในฐานะเป็นกลาง เรียกว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา นี้ก็เป็นหลักอันหนึ่ง ที่ว่าจะพูดกันในแง่ ปรัชญา ก็ได้ หรือแม้ที่สุดแต่ในแง่ วิทยาศาสตร์ ก็ได้. มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ดำเนินอยู่ที่ตรงกลาง ตั้งอยู่ที่ตรงกลาง ; "กลาง’ ในที่นี้ ก็แปลว่า สมดุลย์ มีความหมายอย่างเดียวกับสมดุลย์. ถ้า หนักไป ทางซ้าย หรือ หนักไปทางขวา ก็เรียกว่าไม่สมดุลย์ ; ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา, แต่ ผิด อย่าง แบบซ้าย บ้าง ผิด อย่าง แบบขวา บ้าง. ถ้าถูกต้อง ต้องอยู่ที่ตรงกลาง เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ; เรื่องซ้าย เรื่องขวา นี่น่าจะยกเลิกกันเสียที หรือว่ามันจะไม่ เป็น positive ไม่เป็น negative. กลางต้องอยู่ในระดับที่ สมดุลย์ จึงจะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ไม่แง่ดีแง่ร้าย ไม่แง่ดีหรือไม่แง่ชั่ว คือมันอยู่ระหว่างที่พ้นดีพ้นชั่ว เหมือนกับอยู่ตรงกลาง ; ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว นี้จึงจะเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป มันอยู่เหนือบุญเหนือบาป. มัชฌิมาปฏิปทา อันสุดท้าย แล้วก็ไม่พูดว่าอะไรโดยส่วนเดียว เช่นไม่ พูดว่ามีอยู่ หรือไม่พูดว่าไม่มี. พูดว่ามี ยืนยันว่ามี ก็โง่ไปตามแบบคนมองเห็นว่ามี ; พูดว่าไม่มี ก็มองไปตามแบบของคนโง่ ที่เห็นว่าไม่มี.

น.250 มัชฌิมาปฏิปทา มองไปในแง่ที่ว่า มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง กันไป อย่างนี้ เป็นสายเรื่อยไป : จะว่ามีก็ถูก, จะว่าไม่มีก็ถูก. จะว่าไม่มีก็คือ ไม่มีตัวตน ที่ตรงไหน นอกจากการเปลี่ยนแปลงเป็นสายไป. ถ้าว่า จะว่ามี ก็ถูกได้เหมือนกัน เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสายไปนี้ แต่มันไม่มีตัวตน ; ฉะนั้น การพูดว่ามีตัวตน ก็ไม่ถูก, พูดว่าไม่มีตัวตนก็ไม่ถูก. พูดในตรงกลางนั่นแหละ คือไม่มีทั้ง ๒ อย่าง ; ไม่เอาตัวตนเข้ามาจับ นี่จึงจะถูก. แต่เราก็พูดไม่ได้ เราก็เลยพูดอย่างว่า "ไม่มี ตัวตน" ; อย่างนี้ก็พูดว่าไม่มีตัวตน. แต่ที่แท้นั้น มันจะไม่ใช่ทั้ง ๒ อย่าง คือว่า ตัวตนก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ตัวตนก็ไม่ใช่ ; มัน เป็นเพียงกระแสแห่งสังขารปรุงแต่งกันไป เป็นสาย. ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่าง ที่จะให้เข้าใจว่า ปัญญาเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวง อย่างไร ; แต่ถ้าพูดทำนองนี้เรื่อยไป เดี๋ยวจะกลายเป็นปรัชญาเพ้อเจ้ออีก ไม่จำเป็น. ต้องการ แต่เพียงให้เห็นว่า ไม่มีส่วนไหน ที่เรา จะเข้าไปถือเอาได้ ด้วยความเป็นตัวตน ; ล้วนแต่มันจะขบกัดเอาทุกที่ที่เข้าไปยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน, ถ้าหยุดความยึดถือ หยุด ความหมายมันเสียมันก็เป็นปกติ. มีความปกติอย่างปัญญา เป็นผลมาจากปัญญา อย่างนี้เป็นปกติสูงสุด. ปกติอย่างศีลนั้นปกติที่ กาย วาจา ก็สบายดีเหมือนกัน ; ปกติอย่าง สมาธิ ปกติที่จิต มันก็สบายยิ่งขึ้นไปกว่า. ทีนี้ ปกติอย่างปัญญา นี้ มันลึกซึ้งไปกว่านั้นอีก เป็นความ ปกติสูงสุด ประเสริฐขึ้นไปกว่าปกติด้วยสมาธิไปอีก. ถ้าจะเปรียบเทียบพอเข้าใจ ง่าย ๆ ก็ที่ว่าเหมือนกับปราบหญ้าคา ถาก ๆ เอาที่ก่อนก็เหมือนปกติอย่างศีล, ถ้าว่า เอาหิน เอากระเบื้องมาทับไว้ มันก็ปกติอย่าง สมาธิ, ทีนี้ถ้าขุดรากหญ้าคาขึ้นมาเผา ไฟเสียให้สมน้ำหน้า เอาขี้เถ้าไปลอยทะเลเสีย ; นี้จึงจะเป็นปกติอย่าง ปัญญา ซึ่งปกติกว่า ใช่ไหม ?

น.251 ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างวิเวก มีคำอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจ คือคำว่า "วิเวก" ดูยังจะเข้าใจผิดกันอยู่มาก สำหรับคำนี้ เพราะฉะนั้นควรทราบหลัก ตามที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. ถ้าเรา มีศีล มัน เป็นลายวิเวก รวมทั้งที่เราไปอยู่ในที่สงบสงัด นั้นก็เป็น ส่วนของศีล. เราอยู่อย่างไม่มีความผิดพลาดทางกาย ทางวาจา เรามีกายวิเวก สบาย ทางกาย คือไม่มีอะไรรบกวนในทางกาย. คำว่า วิเวก แปลว่า เดี่ยว หรือ เอก อย่างสูงสุด อย่างวิเศษ คือไม่มีอะไร รบกวนอย่างสูงสุด ก็อยู่แต่เดี๋ยว ไม่มีอะไรรบกวน จะเรียกว่า free หรือ เป็นอิสระ นี้ก็ได้ นั่นแหละคือ วิเวก. กายวิเวกไม่มีอะไรรบกวน กายก็สบาย. พอมีสมาธิ มันกลายเป็น จิตตวิเวก ไม่มีอะไรรบกวนจิต มันก็ยิ่งสบายขึ้น ไปอีก มันเป็น free อิสระในทางจิต. ทีนี้ พอขึ้นไปถึงชั้นปัญญา ก็ไม่มีกิเลสตัณหา เพราะว่าถอนราก ถอนโคน แล้ว เป็นอุปธิวิเวก ; ตามตัวหนังสือก็ต้องแปลว่า วิเวกจากของหนัก วิเวกด้วย ปัญญา เรียก อุปธิวิเวก ว่า วิเวกจากของหนัก คือปัญหาต่าง ๆ ที่เราเคยแบกไว้ โดย ความเป็นตัวกู - ของกู. เงินของกู ทองของกู เมียของกู ลูกของกู เกียรติยศ ชื่อเสียงของกู อะไรของกู นี้เรียกว่าภาระหนัก, กระทั่งว่าเบญจขันธ์นี้ก็เป็นภาระหนัก, กระทั่งว่า ชีวิต นี้ของคนโง่ มัน ก็เป็นของหนัก เรียกอุปธิ ทั้งนั้น ; ปัญญา นี้ทำลายของหนัก อันนี้ให้หมดไปไม่เหลืออยู่ ก็เลยไม่ต้องมีของหนัก ก็ เรียกว่า อุปธิวิเวก - วิเวก จากของหนัก เป็นอิสระจากกิเลส ไม่มีกิเลส ก็ไม่มีอนุสัย ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดรู้สึก เป็นของหนัก แก่จิตใจด้วยอำนาจของอุปาทาน.

น.252 นี่คือ ปัญญาทำให้เกิด อุปธิวิเวก จะเรียกว่าความสุขก็ได้; ถ้าจะใช้ โฆษณาชวนเชื่อ แต่เราไม่ค่อยชอบใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ; ก็ใช้ว่า สุขทางกาย สุข ทางจิต สุขทางสติปัญญา อะไรไปแบบนั้นก็ได้. ใช้สุขเป็นเครื่องโฆษณาชวนเชื่อ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช้ ; ท่านใช้ว่าไม่มีทุกข์ มันดับทุกข์ มันไม่มีทุกข์สั้นสุดแห่ง ความทุกข์ ไม่เอาเหยื่อล่อ. จะไปล่อเอาความสุขอะไรกันอีก เพราะปัญหาที่แท้จริงมัน อยู่ที่ความทุกข์ ; เมื่อความทุกข์หมดแล้ว มันก็ควรจะถือว่าหมดปัญหา. "ปัญหา" นี้เหมือนกับรกษัฏ หรือเซิงหนาม ที่เรา ต้องตัดมันด้วยดาบที่ คมเฉียบ ที่เราลับดีแล้วที่บนหิน คือ สมาธิ โดยยืนอยู่บนแผ่นดินที่มั่นคง คือ ศีล เข้ารูปอุปมาที่กล่าวแล้วข้างต้น จะจำง่ายดีมันลืมยาก. ขอให้ถือว่า ทุกคนมีหน้าที่อะไรในชีวิต ตลอดชีวิต ; หน้าที่ ก็คือ ลับดาบ ประจำชีวิต ให้ลม เฉียบอยู่เรื่อย แล้วก็ตัดฟันปัญหา เหล่านี้อยู่เรื่อย. อย่าได้เกิดมา เพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติเลย มันจะจมลงไปในเซิงหนามนั้น หนักขึ้น ๆ ๆ แล้ว ไม่มีโอกาสที่จะลับดาบด้วยอะไรเลย มันก็ตายทั้งเป็นอยู่ที่นั่น. เราเกิดมาทำไม ? ปัญหาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้น มันอยู่ที่ไหน ? อยู่อย่างไร ? เราควรจะทำอะไร ? ทำอย่างไร ? ที่แท้ก็ควรจะหมดปัญหา ไม่ใช่จะเพิ่ม ปัญหา. อย่าไปหลงในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; พยายามที่จะยกตัวเองขึ้น มาให้สูง อยู่เหนือปัญหา เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; ถ้าลงไปหลงใหลมัวเมา กับมันแล้ว ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา เป็นภูเขาเลากาขึ้นมาทันที. นี่เขา เรียกว่าเซิงหนาม หรือว่ารกชัฏ สางไม่ไหว ให้ออกมาเสียจากรกชัฏ จากเซิงหนาม ด้วยการถากถางด้วยดาบที่คมเฉียบ คือปัญญา มีศีล มีสมาธิ เป็นอุปกรณ์ในการลับ เอาละพอกันทีสำหรับปัญหาของคน ที่ว่าเรามีหน้าที่อย่างไร ประจำในชีวิต. เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีปัญหาอะไรในขอบเขต เรื่องนี้ก็ถาม.

น.253 คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ผมอยากให้อาจารย์ ช่วยอธิบาย เกี่ยวกับการฝึก สมาธิ แบบที่เป็น ทางด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์. (ตอบ) โอ๊ย, ไม่ใช่เวลานี้. เรื่องสมาธิ เรื่องอะไรก็ตาม มันเป็น เรื่องเฉพาะ มันยาว มันมาก ; ไม่ใช่เอามาพูดได้เวลานี้ ไม่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้. ไปหาอ่านจากหนังสือก็ได้ แล้วก็ไม่ได้แนะนำให้ทำ. ปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยตรง เรื่องศีล ปัญญา ที่เราจะต้องทำ อย่างในฐานะที่ว่าเป็นการลับดาบประจำตัว ; นั้นมันนอกเรื่อง สมาธิเพื่อปาฏิหาริย์ ไม่รวมอยู่ในเรื่องนี้, มันเท่ากับคุณลับดาบแล้ว ไปพันหัวคน นี้ไม่ถูก. ต้องลับดาบเพื่อตัดรากชัฏ ตัดกิเลส ตัดตัณหา. ถามอย่างอื่น. (ถาม) ที่ท่านอาจารย์บอกว่ามี ๓ วิธี แล้วเราควรจะปฏิบัติ วิธีไหน หรือจะ ปฏิบัติทั้ง ๓ วิธีเลย ? ที่บอกว่าเพื่อให้เห็นนิพพาน ที่ให้เห็นนิพพานชั่วคราว และเพื่ออิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ แล้วก็เพื่อใช้ในการทำงานไวคล่องต่อการทำงาน (ตอบ) ปนกันยุ่งแล้ว เอ้าได้, พึ่งถูกแล้ว. สมาธิ ๔ ประเภท : (๑) ถ้าเจริญสมาธิ เพื่อให้ได้รับความสงบจิตสงบใจ เป็นสุข, เหมือน กับว่าชิมรสพระนิพพาน เป็นการชิมลองนี้ ; ให้เจริญสมาธิแบบที่จะทำให้ได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้แบบหนึ่ง. (๒๓) ถ้าว่าทำสมาธิเพื่อปาฏิหาริย์ เช่นทิพย์จักษุ เป็นต้นนี้ ก็ให้เจริญสมาธิ ประเภททิวาสัญญา อาโลกสัญญา ทำกลางวันเป็นกลางคืน ทำกลางคืนเป็นกลางวัน เป็นต้นนี้ กระทั่งอย่างอื่นอีก นี้เราไม่ต้องการ. (๓) เพื่อมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คือทำสมาธิกำหนดอิริยาบถที่เปลี่ยนแปลง อยู่ทุกอิริยาบถทุกอย่างทุกประการนั้น นี้ก็ทำอยู่เป็นสัมปชัญญะ นี่แนะให้ทำ,

น.254 (๔) สมาธิ เพื่อสิ้นอาสวะนั้น ให้คอยกำหนดความเกิดขึ้น แห่งอุปาทาน- ขันธ์ และความดับไปแห่งอุปาทานขันธ์. ตัวอย่างเมื่อตาเห็นรูป เกิดผัสสะ เกิดเวทนา ; ถ้ามือวิชชาเข้ามาครอบงำขณะนั้น มันก็ปรุงเป็นตัณหา เป็นอุปาทาน. อย่างนี้ก็เรียกว่า อุปาทานนั้น ถูกยึดมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจของอุปาทาน. อุปาทานขันธ์ เกิดขึ้นอย่างไร, เมื่อตาเห็นรูป ดับไปอย่างไร, เกิดขึ้นอย่างไร, เมื่อหูฟังเสียง ดับไปอย่างไร ; นี่อย่างนี้ ก็จะเป็นสมาธิภาวนา คอยกำหนดเกิดขึ้นดับไปแห่งอุปาทานขันธ์. ทั้ง ๔ ประเภทนี้ ประเภทสุดท้าย เป็นประเภทที่แนะนำ เป็นความสำคัญ ทีนี้ อีกอันหนึ่งนั้น ลักษณะของสมาธิ ถ้าเราจะรู้ว่าเรามีสมาธิถูกต้อง หรือไม่ เราก็ สำรวจดูด้วยลักษณะ ๓ ประการ : มีจิตบริสุทธิ์ขาวผ่อง นี้อย่างหนึ่ง, มีจิตตั้งมั่นสม่ำเสมอ นี้อย่างหนึ่ง, จิตว่องไวควรแก่หน้าที่การงานทางจิต นี้อย่าง หนึ่ง. ถ้าประกอบด้วยคุณสมบัติ ๓ ประการนี้แล้ว ก็เรียกว่าเรามีสมาธิ ถึงขนาด มาตรฐาน ใช้เป็นเครื่องวัด ; แต่มันก็แสดงประโยชน์ อานิสงส์อยู่ในตัวเอง. เรา ควรจะฝึกสมาธิชนิดที่ว่า ทำจิตให้ว่องไวในหน้าที่การงานของจิต นั่นแหละดี ตั้งมั่นเฉย ๆ ไม่ค่อยจะได้ประโยชน์อะไร ; มันสบายเท่านั้นเอง. (ถาม) ผมอยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่า คำว่า อนุสัย กับคำว่าวิบาก นี้มีความหมาย เหมือนกันหรือเปล่า ? (ตอบ) อนุสัย กับวิบาก มีความหมายในหลักของการใช้คำนี้ ในความหมาย ทั่ว ๆ ไป. คำว่า อนุสัยไม่ใช่อย่างเดียวกับวิบาก. วิบาก ก็แปลว่า ผลของการ กระทำด้วยเจตนา คือทำกรรม แล้วก็ได้ ผลกรรม เรียกว่าได้วิบาก. ทีนี้ อนุสัย หมายถึง ความที่มีอะไรนอนเนื่อง มีอยู่ในสันดาน เป็นรูปภาพพจน์คล้าย ๆ อย่างนั้น, แล้วก็ หมายถึงกิเลสที่เป็นความเคยชิน นอนเนื่องอยู่ในสันดาน.

น.255 ที่เราโลภบ่อยๆ ก็เกี่ยวกับว่า รักบ่อยๆ นี้ก็ เกิดราคานุลัย - อนุสัยคือ ราคะ เป็นความเคยชินที่จะเกิดราคะ หรือโลภะ ง่ายขึ้น ; ส่วนที่เป็นความเคยชิน นอนอยู่ในสันดาน นี้ก็เรียกว่าอนุสัย. เรา โกรธบ่อย ๆ เกลียดบ่อย ๆ นี้ ก็เกิดปฏิมานุสัย ขึ้น คือ เคยชินที่จะ โกรธ เคยชินที่จะเกลียด ; เคยชินส่วนนี้ที่เรียกว่า ปฏิฆานุสัย, อนุสัยคือปฏิฆะ. เมื่อเราชินต่อการสะเพร่าปล่อยให้ข้ามไป อย่างไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะ ก็คือ อทุกขมสุขเวทนา ที่พูดแล้วอย่างละเอียด ใครมีอาการทำอย่างนี้ ก็เลยเรียกว่า พอกพูน อวิชชานุสัย - หมักหมมความโง่หรืออวิชชาไว้. ถ้าจะเอาคำ ๒ คำนี้ดึงเข้ามาหากันให้ได้ ก็จะต้องเรียกว่า อนุสัย นี้ ก็เป็น วิบาก ของกิเลส ก็ได้เหมือนกัน; ในความหมายที่พิเศษอีก เช่นว่าเราพอใจใน สุขเวทนา กำหนัดในสุขเวทนานี้ เป็นกรรมเป็นการกระทำ ผลวิบากเกิดขึ้น คือสะสม ราคานุสัยไว้ครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ราคานุสัย นี้คือ เป็นวิบากของการพอใจ ในสุขเวทนา ก็ได้ ; หรือ ว่า มีความไม่พอใจ ในทุกขเวทนา ก็ เกิดปฏิมานุลัย ; อนุสัยส่วนนี้ คือเป็นวิบากของความไม่พอใจในทุกขเวทนาก็ได้ ; หรือ ปล่อย ให้ อทุกขมสุขเวทนา ผ่านไป โดยไม่ใช้เป็นโอกาสสำหรับศึกษาความรู้ ก็ เกิดอวิชชานุสัย, อวิชชานุสัยนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นวิบาก คือผลที่เกิดออกมาจากกรรม คือความเป็นคนสะเพร่า ปล่อยให้อทุกขมสุขเวทนาผ่านไปโดยไม่มีการรู้เท่ารู้ทัน. แต่เขาไม่ได้ใช้อย่างนี้, คำว่า วิบากหมายถึงผลของกรรมโดยตรง ในวัฏฏะสาม. (ถาม) ผมอยากจะกราบนมัสการถามท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์บรรยายมาทุก ครั้ง ๆ มักจะเน้นคำว่าไม่ให้ยึดถือตัวกู - ของกู ดังนั้นพุทธภาษิตที่ว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ จะใช้เข้ากันได้ไหม ?

น.256 (ตอบ) พูดให้ชัดกว่านี้ก็ต้องพูดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าเอง ในบางทีท่าน ตรัสว่า "ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" คือสังขารก็ตาม วิสังขารก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นอนัตตา คือ มิใช่อัตตา อย่างนี้มีอยู่มาก. แล้วทำไมบางทีท่านตรัสว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ - อัตตานั่นแหละเป็นที่พึ่งของอัตตา, ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน. อย่างแรกนั้นอย่างที่ไม่มีตัวตน ; ท่านพูด ภาษาปรมัตถ์ ภาษาสัมปรา- ยิกโวหาร. ทีนี้ที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน นี้ พูดภาษาชาวบ้าน เป็นทิฏฐธัมมิกโวหาร, ภาษาชาวบ้าน ภาษาที่พูดกับชาวบ้าน หรือจะเรียกเป็นภาษาโฆษณาชวนเชื่อก็ได้ แต่ไม่ ใช่เจตนาหลอกลวง. ถ้าใครยังมีความรู้สึกว่าตนอยู่ในสิ่งใด ก็ให้ใช้สิ่งนั้นแหละทำที่พึ่งแก่ตน, ถ้าเรายังมือวิชชาอยู่ เราต้องรู้สึกว่าตน มีตัวฉัน มีของฉัน มีตัวกู มีของกู ก็ใช้กำลัง ของตัวกู - ของกูนี้ ทำที่พึ่งแก่ตัวกู: เช่นให้รักตัวกู อยากช่วยตัวกู ขวนขวายให้เกิด ความรู้ความเข้าใจเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู. เดี๋ยวเถอะจะค่อยรู้ว่าไม่มีตัวกู มันก็ละตัวกูได้ บรรลุมรรค ผล นิพพานไปได้ ; อาการอย่างนี้ก็เรียกว่า ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแก่ตน สำหรับคนที่ยังมีตนอยู่ กว่ามันจะหมดความรู้สึกว่าตัวตน. เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่า คำพูดหรือคำตรัส ๒ ประเภทนี้ ของพระพุทธเจ้ามิได้ขัดกัน ; อันหนึ่งเป็นสัมปรายิก- โวหาร พูดอย่างลึกซึ้ง, อันหนึ่งเป็นทิฏฐธัมมิกโวหาร พูดอย่างธรรมดาสามัญ อย่าง ชาวบ้านพูด. (ถาม) กระผมขอเรียนถามว่า สำหรับบุคคลทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะ เป็นทั้งฆราวาส เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องศีลดีแล้ว นี้จะทำให้ปัญญาสูงขึ้น คือสูงกว่าปัญญาที่มี อยู่เดิม ที่เรียกว่า สัญชาตปัญญานั้น เราต้องอาศัยสมาธิ. ทีนี้สมาธิในที่นี้จะหมายถึงว่า เรา จำเป็นจะต้องนั่งสมาธิ หรือจะมีวิธีเพื่อทำให้เกิดสมาธิอย่างไรอื่นอีกบ้าง เพื่อจะทำให้เกิด ปัญญาขึ้น ?

น.257 (ตอบ) ข้อนี้ขอให้นึกถึงคำพูด ที่พูดตอนแรกได้พูดไว้ว่า คำว่า "สมาธิ" เป็นต้นนั้น โดยแท้จริงแล้วมันหมายถึงอย่างธรรมดาสามัญ มีอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว มีโดย สัญชาตญาณก็ได้. ทีนี้ก็ถูกอบรมกันหมดเลย สมาธิที่มีอยู่โดยสัญชาตญาณตาม ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายทั่วไป เราก็มาหัด สมาธิอย่างสมาธิรูปแบบที่บัญญัติขึ้น, เสร็จแล้ว ก็มีสมาธิสูงกว่าเดิม. ทีนี้ปัญญาที่เป็นสัญชาตญาณนั้น หรือสัญชาตปัญญานี้ ใช้การอบรมให้ถูกวิธี โดยพึ่งอาศัยกำลังของสมาธิที่อบรมแล้ว มันก็เปลี่ยนรูปเป็นภาวิตปัญญา มีปัญญาที่ คมเฉียบจะตัดกิเลสตัณหาได้. ฉะนั้น คนทั่วไปก็ย่อมมีสมาธิ เหมือนกับทุนสำรอง เดิมพันอยู่ก่อนแล้ว ก็ มาอบรมมันโดยวิธี ใดวิธีหนึ่ง เท่าที่จะทำได้ ; แม้เป็นฆราวาส ก็ทำได้. ถ้าทำตามรูปแบบที่กล่าวไว้ในหลักนี้ก็ทำได้ ไม่ถึงขนาดนั้นก็ทำอย่างธรรมดา สามัญก็ได้. ฝึกหัดให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ กำหนดอะไรให้แน่วแน่มั่นคง ไม่พันเพื่อน อยู่เป็นประจำ, หรือว่าหัดหยุดกระแสแห่งความฟุ้งซ่านของจิต โดยแบบง่าย ๆ ตาม สามัญสำนึกของคนทั่วไป, นี้ก็เรียกว่าเจริญสมาธิด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้น ต้องเป็น อันว่าแล้วแต่โอกาส แล้วแต่ความสามารถ หรือเหตุปัจจัยที่จะอำนวยให้คนแต่ละคนฝึก ศีลในระดับไหน ฝึกสมาธิในระดับไหน ฝึกปัญญาในระดับไหน ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องนี้เลย ถ้าเขาเป็นคนตั้งใจจริงที่จะพัฒนาสิ่งทั้งสามนี้โดยแท้จริง. (ถาม) นมัสการท่านอาจารย์ กระผมอยากจะเรียนถามถึงปัญหา คือ กระผมได้ ฟังเกี่ยวกับคำว่าปัญญา นี้มาเป็นประจำ เกิดความสับสนในคำนี้ ที่ท่านอาจารย์ได้พูดมาวันนี้ ตามความเข้าใจของกระผมนั้น ปัญญาอาจจะแบ่งได้เป็น ๒ ทาง คือสิ่งที่เราเรียนรู้ ได้ด้วยการ ศึกษา ตามชั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ นี้เป็นความรู้ที่เกิดมาในแง่ของทางโลก. อีกปัญญาหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์พูดในเรื่องของ ศีล สมาธิ และปัญญา ตัวนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์บอกว่า จะสามารถ จะตัดทุกข์อะไรต่าง ๆ ได้นี้ กระผมถือว่ามันเป็นปัญญาที่เกิดจากทางธรรม

น.258 กระผมยังไม่เข้าใจว่าสองตัวนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง ? เพราะตามความ รู้สึกในขณะนี้ หลังจากที่ได้ฟังท่านอาจารย์บรรยายแล้ว รู้สึกว่าปัญญาทางโลกนั้นจะต่ำกว่าทาง ธรรม เพราะทางโลกนั้น แม้ผู้ที่จบปริญญาเอก บางครั้งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่ เป็นปัญหาทางธรรม เป็นปัญหาทางโลกก็ตาม. ดังนั้นกระผมจึงอยากจะขอเรียนถาม ให้ท่าน อาจารย์ช่วยอธิบายคำว่าปัญญานั้น ให้แจ่มแจ้งกรณีหนึ่ง. และอีกกรณีหนึ่งที่กระผมอยากจะ ทราบ ก็คือว่า เมื่อไรเราจะรู้ว่า เรามีปัญญาอย่างไร ? เป็นประเภทไหน คือทางโลกหรือทาง ธรรม ? ผมขอเรียนถามเท่านี้ครับ (ตอบ) สำหรับปัญหาข้อแรก ที่ว่าปัญญาจากมหาวิทยาลัย กับปัญญาอย่าง ธรรมะที่วัด เราจะพูดกันโดยหลักทั่วไปก่อนดีกว่า คือหลักธรรมะที่ใช้อยู่ในวงการศึกษา ธรรมะนี้ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าปัญญา พอประมวลมาหมดแล้ว ก็พอจะแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท : - ปัญญาประเภทที่ ๑ จากการศึกษา ที่เรียกว่า สุตมยปัญญา จากการ อ่านฟัง การดูตัวอย่าง ทำตามอย่าง อะไรก็ตาม มันก็เรียกว่าปัญญามาจากศึกษาแบบ ธรรมดานี้ นี้อีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นปัญญาเหมือนกัน ก็มีคุณสมบัติหรือมีสมรรถภาพอะไร ไปตามแบบของมัน. ปัญญาประเภทที่ ๒ จากการใช้เหตุผล คือการคำนึงคำนวณด้วยการใช้ เหตุผล พวก reasoning ทั้งหลาย ทำให้เกิดปัญญาประเภทนี้ การศึกษา learning ทั่วๆ ป. นี้มันเป็นเรื่องปัญญาทีแรกที่ได้ยิน ได้ฟัง แล้วแต่จะใช้คำไหนนั้น ผมก็ไม่ ค่อยจะแน่ใจ. แต่มาถึงตอนนี้ จะใช้คำว่า reasoning ไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องอะไร ในเวลานั้น เอาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล มาจับกันเข้า ปรับกันไปปรับกันมา เป็นผล ออกมา ก็เรียกว่าปัญญาที่เกิดมาจากการใช้เหตุผล พอจะเรียกได้ว่า จินตามยปัญญา , จินตา นี้แปลว่าคิด. อันนั้น สุตะ นั้น ฟัง ปัญญาเกิดจากการฟัง คือการศึกษา ธรรมดาสามัญนี้, จินตามยปัญญานี้ปัญญาเกิดจากการคิด คือการคำนวณด้วยเหตุผล.

น.259 ปัญญาประเภทที่ ๓ จากความเจนจัด ทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ที่เราเรียกกัน ว่า experience โดยเฉพาะ experience ทางศีลธรรม ทาง spiritual นั่นแหละทำให้เกิด ปัญญาชนิดนี้; เช่นว่าความทุกข์เป็นอย่างไร, กิเลสเป็นอย่างไร, นี้เราไม่ต้องอ่าน จากใคร เราอ่านจากใจของเรา รู้สึกจากใจของเรา แล้วไม่ต้องใช้เหตุผลด้วย. ขอแต่ ให้เราพยายามเพ่งพิจารณา ให้หนักลงไป หนักลงไป หนักลงไป ในตัวความจริงที่ กำลังมีอยู่ หรือที่ผ่านมาแล้ว ก็เป็นปัญญาขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าปัญญาจากการ รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งเรียกว่า ภาวนามะปัญญา - ปัญญาเกิดมาจากภาวนา, ภาวนานี้ คือการทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ปัญญาทีแรกมาจากการศึกษาโดยตรง, ปัญญาที่ ๒ มาจากการคำนวณด้วย เหตุผล, ปัญญาที่ ๓ มาจากการรู้แจ้งแทงตลอดต่อสิ่งนั้น ๆ, ทั้ง ๓ ปัญญานี้ ใช้ใน ทางโลก ๆ ก็ได้ ใช้ในทางธรรม ทางศาสนาก็ได้ แล้วแต่เหตุการณ์ แล้วแต่สถานะของ เรื่อง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้ ก็คือภาวนามัยปัญญา คือความเจนจัดที่ ผ่านไปแล้ว โดยไม่ต้องใช้เหตุผล หรือไม่ต้องศึกษาอีก. พวกที่จบปริญญาในทางมหาวิทยาลัยแล้ว แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เพราะขาดอีก ๒ ปัญญา เป็นแน่นอน. ทีนี้ปัญหาที่ ๒ ของคุณมีว่า เมื่อไรจึงจะลงสันนิษฐาน ว่าเรามีปัญญา ? อย่างนี้ตอบตามทางโลก ๆ เขาก็คงจะมีความหมายอย่างอื่น ; แต่ในทางธรรมะนี้ เราจะ ถือว่า เมื่อบรรลุประโยชน์ สำเร็จประโยชน์ตามความมุ่งหมายนั้น ๆ แล้ว จึงจะถือว่า มีปัญญา. เอาประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นเครื่องทดสอบ ไม่ทดสอบด้วยการคำนวณ หรือข้อมูลอื่น ; นอกจากว่าผลที่มันปรากฏออกมาแล้วจริง ๆ ที่เราได้แก้ไขลุล่วงไป แล้วจริงๆ สำเร็จประโยชน์จริง นี้จึงจะถือว่าเรามีปัญญา.

น.260 ตามหลักทางศาสนาต้องถืออย่างนี้ ไม่ใช่เพราะว่าคนทั้งหลายเขาสมมติกันว่า มีปัญญา, หรือว่ามันมีเครื่องวัดอะไรต่าง ๆ เช่นเครื่องบอกว่ามีปัญญานั้น ไม่เอา. เอา ที่แน่นอนกว่านั้น คือว่ามันได้ผ่านไปแล้ว มีเหตุผลอยู่ในตัวมันเอง ว่า สำเร็จประโยชน์ ตามความต้องการ เรียกเป็นคำสั้นๆ ก็คือว่า ออกมาได้จากปัญหานั้น ๆ เรียกว่ามี ปัญญาในกรณีนั้น. (ถาม) กราบเรียนถามพระคุณท่านอาจารย์ว่า สมาธิแบบที่ทำให้เกิด ปฐมฌาน ทุติยฌาน หรือแบบอาโลกสัญญานั้น ไม่สามารถทำให้สิ้นอาสวกิเลสได้เลย. (ตอบ) สมาธิในชั้น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือ สมาธิแบบอาโลกสัญญาอะไรก็ตาม ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อจะสิ้นอาสวะ ; ถ้าไปเกิดมุ่งหมาย จะสิ้นอาสวะเข้า มันก็ไปอยู่ ข้อ ๔ ประเภท ๔. อันนี้ก็บอกไว้ชัดแล้วว่าต้องการความ สุขทันด่วน, ต้องการความ สงบอก สงบใจ เป็นสุข คล้ายกับรสของพระนิพพาน ทันด่วนที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็รีบฝึกเพื่อฌานทั้งสี่นี้, หรือแม้แต่เพียงชั้นเดียวชั้นแรก ก็พอจะมี ความสุขโดยอนุโลมกับความสุขเกิดมาแต่พระนิพพานได้. พระนิพพานแท้จริง หมายถึงกิเลสหมดสิ้น ไม่มารบกวนอีกต่อไป ก็เป็น ความไม่มีทุกข์ หรือมีความสุขแท้จริง ; ส่วนฌานมี ปฐมฌาน เป็นต้น เป็นเพียง ป๋อง กัน ไว้ ไม่ให้กิเลสเกิด ขึ้นมาได้ ตอนนั้นจิตว่างจากกิเลส ก็พอจะรู้สึกว่าไม่มีทุกข์หรือ มีความสุข ชิมลองของพระนิพพาน. เรื่องราวในพระคัมภีร์ ก็มีกล่าวไว้ชัดว่า ก่อนแต่ที่พระพุทธเจ้าเกิด มีคน เข้าใจ จตุตถฌาน ว่านี่คือสูงสุดของมนุษย์ในเรื่องดับทุกข์ ก็เลยเรียกว่านิพพาน เรียกจตุตถฌานว่านิพพาน มายุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง ; แล้วพวกที่ถือลัทธิอย่างนั้น ก็ยัง จะมีเรื่อย ๆ มาจนถึงครั้งพุทธกาล.

น.261 พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา ท่านบอกว่า นี้ยังไม่ควรจะเรียกว่านิพพาน ซึ่งแปลว่าดับเย็นสนิท ; ท่านจึงขยายออกไป ถึงว่าสิ้นอาสวะกิเลสนั้นจึงจะเรียกว่า นิพพาน. เพราะฉะนั้นการกระทำเพียง ปฐมฌาน ทุติยฌาน หรือทิวาสัญญานี้ ไม่ ทำให้เป็นการสิ้นอาสวะโดยตรง ; เขามุ่งสุขโดยด่วน ๆ ทันอกทันใจก่อน หรือว่า ต้องการปาฏิหาริย์ สมรรถภาพพิเศษนอกเหนือมนุษย์. ความต้องการปาฏิหาริย์เป็นต้น อย่างนี้จะยิ่งไกลออกไปจาก อาสวขยญาณ เพราะไปต้องการประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นเสียแล้ว. แม้ว่าพระอรหันต์บางองค์จะทำ อย่างนั้นได้ ท่านก็ไม่สนใจที่จะทำ, เป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็ทำได้ ท่านก็ไม่สนใจ ที่จะใช้ ปาฏิหาริย์ชนิดนั้น หมายถึงปาฏิหาริย์ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เป็นรูปวัตถุ รูปอะไรต่าง ๆ ; เพราะว่าความสิ้นอาสวะนั้น ทำให้ไม่ต้องการอะไร. ในการช่วยทรมานผู้อื่นให้หมดกิเลส ท่านก็ไม่นิยมการใช้ ปาฏิหาริย์ เพราะ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้นมาได้ ; ให้ใช้วิธีตรงๆ คือจะใช้ปาฏิหาริย์ก็ใช้ ปาฏิหาริย์ อย่างวิธีสอนให้ดี ให้พิเศษ ให้เขาเชื่อฟังได้ นี้ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่า, เป็น ปาฏิหาริย์ชนิดบริสุทธิ์ ไม่ประกอบไปด้วยกิเลส. ส่วนปาฏิหาริย์ต่างๆ ประเภทนั้น มันเป็นช่องทางของกิเลส หรือเรียกว่าประกอบอยู่ด้วยกิเลส คือความเศร้าหมอง ; จึง ทรงวางหลักว่า ภิกษุไม่ควรไปแตะต้องปาฏิหาริย์. (ถาม) กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ศีล สมาธิ ปัญญา จำเป็นที่จะต้องกระทำไป พร้อมกันหรือไม่ ? หรือว่ามีสมาธิโดยไม่มีศีลก็ได้ หรือว่ามีปัญญาโดยไม่มีศีลหรือสมาธิก็ได้. (ตอบ) เมื่อตะก็คงจะไม่ได้ฟังให้ดีละมัง คือว่าเราได้บอกแล้วว่า มันเป็น สิ่งที่แยกกันไม่ได้ ต้องไปด้วยกันเหมือนล้อวงหนึ่ง ประกอบด้วยกง ๓ ตัว เอาออก ตัวหนึ่งมันก็ล้ม ไม่เป็นล้อ ; ฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา แยกกันไม่ได้ มันมีอยู่ ตามสัดส่วนเสมอ. เรามีความถูกต้องทางร่างกาย ทางการพูดจา ทางการกระทำจิตจึง จะปกติเป็นสมาธิ ถ้าจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ต้องง่ายที่จะรู้หรือเข้าใจสิ่งใด ๆ.

น.262 เมื่อเราคิดอยู่, เราคิดอยู่ นั้นเป็นสมาธิ อยู่ในกำลังของความคิด, แล้วเกิด ความรู้ขึ้นมาก็เป็นเรื่องของปัญญา, ตลอดเวลานั้นเรามีความปกติ ทางกาย ทางวาจา คือ มีศีลอยู่โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องเจตนาจะทำศีล. ถ้าเราเพ่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ ; สมมติว่าเราจะเป็นคนโง่ จะทำตัวเป็นคนโง่ไม่ปฏิบัติอะไรได้ และจะเพ่งลงไปที่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงนี้ ; ขอให้ เพ่งเพื่อให้เห็นความ ไม่เที่ยง : มันจะ มีสมาธิ อยู่ในตัวการเพ่ง แล้ว มีศีล คือการปกติ กาย วาจา ไม่มี โทษอะไร, หรือว่ามีความตั้งใจที่จะทำ นั่นแหละเป็นศีลอยู่แล้ว; ฉะนั้น จึงมี ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ครบถ้วน โดยอัตโนมัติ เพ่งปัญญาอย่างเดียว จะมีทั้งศีล ทั้งสมาธิ การที่จะพูดว่า มีศีลโดยไม่มีสมาธิ มีสมาธิโดยไม่มีศีลนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ; พอมีสมาธิส่วนภายนอก กาย วาจา มันสงบเป็นศีลเสียทันที ก็มีศีลอยู่โดยอัตโนมัติ. ถ้า ว่ามี สมาธิ อยู่แล้ว ก็ต้องถือว่ามีปัญญา อยู่บ้าง; เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะทำ สมาธิไม่ได้, ทำสมาธิไม่เป็น ; อย่างน้อยมันก็รู้อยู่ต่อองค์ของสมาธินั้น ๆ. ส่วนนี้ก็ เป็นปัญญาได้ อย่าไปแยกเลย มันแยกไม่ออก แล้วมันจะมีโดยอัตโนมัติ (ถาม) อยากกราบเรียนถามอาจารย์ ให้บรรยายอีกครั้ง เพราะว่าปัญญานี้ ต้อง มีพื้นฐานทางด้านการใช้เหตุผล ความรู้ ของด้านการใช้เหตุผล และความรู้ ทางด้าน ปริยัติ การ ศึกษานี่ มากน้อยแค่ไหน ? การที่จะได้ภาวิตปัญญามานี้จะต้องมีพื้นฐานทางด้านปริยัติ ทางด้าน การศึกษา ทางด้านการใช้เหตุผลนี้มากน้อยเท่าใด ? (ตอบ) ก็ได้ซิ, การศึกษาทางปริยัติ มันก็ได้สุตามยปัญญา - ปัญญาจาก การศึกษา, จากการศึกษานี้มันอาจจะทำให้รู้จักวิธีเจริญภาวิตปัญญา ในส่วนภาวนาปัญญา, หรือว่าการใช้เหตุผลจินตามยปัญญาก็ได้ทั้งนั้น. ปริยัตินี้มีความหมายกว้าง คือความรู้ ทั่ว ๆ ไป มีอยู่ทุกเรื่อง เรื่องอะไรก็มีอยู่ในคำว่าปริยัติ ; แต่เมื่อเราเรียนปริยัติแล้ว อย่างน้อยก็ต้องได้สุตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน

น.263 (ถาม) การปฏิบัตินั้นมักจะมีปัญหาเรื่องว่าเรานี้ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีรากฐานทางด้าน การศึกษาหรือวิธีการต่าง ๆ เพียงพอ และไม่รู้ว่ามันจะเริ่มต้นได้เมื่อไร แนวทางของการปฏิบัติ. (ตอบ) การปฏิบัตินั้น ถ้าว่าเป็นของจริงแท้แล้ว ก็ต้องเริ่มต้นออกมา จากข้างใน คือความทุกข์ที่รู้สึกอยู่จริง ; แล้วเราก็สอดส่องต่อไปว่า มันเกิดมาจาก อะไร, - แล้วสิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร, - แล้วสิ่งนั้นเกิดมาจากอะไร, - สิ่งนั้นเกิดมาจาก อะไร, นี้ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านคิดค้น เมื่อจะตรัสรู้. เรื่องปริยัติของท่านมัน ตั้งต้นออกมาจากข้างใน; ท่านก็เคยศึกษาเล่าเรียนแต่เรื่องอื่น เรื่องนี้ท่านไม่เคยได้ พึ่งมาจากใคร เรียกว่าเป็นสิ่งที่ตถาคตไม่เคยฟังมาแต่กาลก่อน ก็มาตั้งต้นเอาจากข้างใน. เมื่อเราค้นพบความจริง อันนี้มันก็ตรงกับเรื่องปริยัติในสมุด ในตำรา ในกระดาษ ; เพราะปริยัติในกระดาษนี้ มันเป็นเหมือนกับบันทึกของการคิดค้นทางปัญญาอย่างภาวนา ปัญญา หรือว่า จินตามยปัญญา. ฉะนั้นเรียนปริยัติให้ถูกต้อง เรียนปริยัติให้พอเหมาะ พอสม ไม่ต้องเพื่อ ก็จะประหยัดเวลาได้มาก ดีกว่าจะมาค้นเองทั้งหมด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต