Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๗ — มายา และสิ่งที่เป็นมายา

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.205 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องโมกขธรรมประยุกต์ เป็นครั้งที่ ๗ นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า มายาและสิ่งที่เป็นมายา พูดอย่างปัญหาของคน ก็ต้องพูดว่า ทำไมเราจึงไม่รู้จักมายา หรือสิ่งที่เป็นมายา; เพราะเราไม่รู้จักสิ่งนี้ เราจึงต้องเป็นทุกข์ มีความทุกข์ เพราะความโง่ในเรื่องนี้อยู่เป็นประจำวัน. ๑๗๗

น.206 ขอซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "โมกขธรรมประยุกต์" ไว้บ่อย ๆ ด้วย คือเรามี ความมุ่งหมายที่จะใช้หลักพระพุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำ วันทุก ๆ วัน. ที่แล้วมาเราไม่รู้จะใช้มันอย่างไรเสียเป็นส่วนมาก ทั้งที่เราก็ได้เรียนได้รู้ และท่องได้สวดได้ แล้วบางทีสอนได้ อธิบายได้ก็มี ; แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้มันให้เป็น ประโยชน์โดยแท้จริงได้อย่างไร. เราได้พูดมาตามลำดับถึงปัญหาต่าง ๆ หรืออุปสรรค ที่ขัดขวางไม่ให้เรารู้จักใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ คือไม่รู้จักใช้โมกขธรรมให้เป็นประโยชน์ จึงมาพูดกันเสียใหม่ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ให้ได้. ความไวของจิต จนเราควบคุมไม่ได้ นี้ก็เป็นปัญหา, ความไม่มีสติสัมป- ชัญญะเพียงพอ หรือ สมบูรณ์ นี้ก็เป็นปัญหา ที่ทำให้เราทำผิดพลาดอยู่เป็นประจำวัน หรือควบคุมจิตไม่ได้. เราไม่มีปัญญาคือความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ในทางที่ หรือใน ลักษณะที่ สามารถเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ เพราะว่า เราไม่ค่อยจะมีสัมมาทิฏฐิ ที่ได้อบรมมาแต่กำเนิด หมายถึงว่าแม้ติดมาในท้องแม่ก็ได้ ; ถ้าพ่อแม่เป็นผู้มีสัมมา- ทิฏฐิ: พูดอย่างนี้ก็กล้าพูด. แต่ที่ถูกก็เอาเพียงว่าพอคลอดออกมาจากท้องแม่ ก็ได้ เห็นตัวอย่างที่เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่รอบด้าน โตขึ้นมาในท่ามกลางสิ่งนั้น คนก็มีสัมมาทิฏฐิ ได้โดยง่าย. ถ้าเป็นอย่างที่กล่าวมานี้ มันช่วยให้เรารู้จุดหมายปลายทาง ว่าเกิดมาทำไมกัน, หรือว่าเกิดมานี้ไปไหนกัน, ไปจบที่ไหนกัน. ที่ถูกต้องแท้จริงนั้น เรามีจุดหมาย อะไร เป็นสิ่งที่สำคัญ หรือเป็นปลายทางอันแท้จริง ไม่ใช่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ. ถ้าเรารู้ เราก็ถึงที่นั้น หรือว่าเราอาจจะมีชีวิตอยู่โดยการมีนิพพานพื้นฐาน คือระยะเวลาที่จิตว่างจากการปรุงแต่งเป็นกิเลสต่าง ๆ ; อย่างน้อยที่สุดก็มีความเยือกเย็น พื้นฐานชนิดนี้ จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง คือมันเย็นถึงที่สุด ไม่กลับเปลี่ยนได้อีก ต่อไป, ไม่เปลี่ยนมาเป็นร้อนได้อีกต่อไป.

น.207 "คน" ต้องอบรมจิตให้สูง เป็นมนุษย์ เพื่ออยู่เหนือความทุกข์ นี่คือปัญหาของคนซึ่งรวมทั้งเราด้วย "คน" อย่างที่ยังเป็นคน ยังมีจิตไม่สูง ยังไม่เป็นมนุษย์ ที่มีจิตใจสูง ; ยังเป็นเพียงคน ที่มักจะเรียกว่าชน ช - น ชนผู้ เกิดมา. แม้ว่าเราจะถือตามหลักของลัทธิยื่นว่าคนมาจาก บุคคล ; คำว่า "บุคคล" นั้นก็ยัง เป็นเพียงสิ่งที่มีชีวิต เป็นตัว เป็นตน ที่ยังไม่รู้อะไร. ลัทธิอื่นเขาถือว่า เป็นตัวเป็นตน แม้มีตัวบุคคล ก็มีชีวิตอย่างที่ยังไม่รู้จักอะไร เป็นอาตมันหรือตัวตน เหมือนกับว่าพื้นฐานสำหรับจะมีความรู้ ความเบิกบาน หรือการตรัสรู้ เป็นตัวตนที่สูงสุด สมบูรณ์หลุดรอดทำนองนี้. บุคคลอย่างนี้ไม่มีในหลักของพระพุทธศาสนา แต่ก็อาจจะ ถือได้เป็นหลักทั่วไปว่า พอเกิดมาก็เป็นบุคคลได้ เพราะเขาถือว่า มันเป็นบุคคล มา เกิดเป็นบุคคล เป็นหน่วยพื้นฐาน รากฐานอะไรอันหนึ่ง. ทีนี้ก็จะเป็นมนุษย์ กัน ต้องเป็นคนหรือเป็นบุคคล หรือสัตว์หรืออะไร ก็ตาม ที่มีใจสูง คำว่า "สูง" นี้ไม่ใช่ความหมายเพียงทางคณิตศาสตร์ ว่ามันสูงกว่า มิติอันหนึ่งซึ่งสูงกว่านี้; ไม่ใช่อย่างนั้น. ในทางธรรมะเรา อยู่ สูง นี้คือ อยู่ใน ลักษณะที่จะเห็นของที่ต่ำกว่าได้โดยง่าย ; ฉะนั้น เราจึงพยายามที่จะทำใจให้สูงขึ้นไป แล้วมองลงเห็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปนั้นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง, แล้วจิตก็รู้จักสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนสิ่งเหล่านั้นท่วมไม่ถึง หรือตามขึ้นไปไม่ได้ มันก็เรี่ย ๆ อยู่ที่พื้นดินทั้งหมด. จิตมันอยู่สูงจนสิ่งเหล่านั้นตามขึ้นไปรบกวนไม่ได้ อย่างนี้น่าพอใจ น่าชื่นใจ ในคำว่า มนุษย์ ที่แปลว่า มีใจสูง ; เพราะฉะนั้น เราจึงมีการประพฤติกระทำหลายชนิดเรียกว่า จิตต์โยคะ คือ การประกอบในอธิจิต ทำจิตให้ยิ่ง ให้สูง ก็เป็นมนุษย์ อยู่เหนือ ความทุกข์ได้. ต้องฝึกจิตให้สูง จนรู้จักมายา และสิ่งที่เป็นมายา คำว่า “สูง" ในที่นี้ จะพูดกันในวันนี้ ก็คือสูงจนรู้จักสิ่งที่เรียกว่ามายา เราจึงมีหัวข้อสำหรับวินิจฉัยกันในวันนี้ว่า มายา ภาระแห่งมายา และสิ่งที่มีภาระแห่งมายา เรียกสั้น ๆ ก็คือว่า มายาและสิ่งที่เป็นมายา.

น.208 พวกที่เกิดมามีอายุถึงเท่านี้แล้ว คงจะเคยได้ยินคำว่า "มายา" แล้วด้วยกัน ทั้งนั้น ; บางคนอาจจะเก่งถึงกับเคยค่าเพื่อนว่า ไอ้มายา อย่างนี้ก็มีกระมัง เพราะ มันเป็นคำพูดภาษาไทยอย่างธรรมดาสามัญคำหนึ่ง. ในที่นี้ก็ต้องพูดกันอีกส่วนหนึ่ง ใน แง่ของภาษา คือความสับปลับแห่งภาษา ความดิ้นได้เดินได้ เปลี่ยนไปได้แห่งภาษา. คำว่ามายานี้มี ๒ ความหมาย : ความหมายพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป ที่ใคร ๆ ก็พูด เป็นนั้น ก็คือ มายาสาไถย คือ ไม่ตรง คดโกง มีเล่ห์เหลี่ยม มีปากอย่างใจอย่าง ; อย่างนี้ก็เรียกว่า มีมายา แสดงออกมาอย่างในรูปของมายา. นี้ก็เป็นมายาอย่างหนึ่ง ในความหมายหนึ่ง เช่นคนมีมายา ก็คือคนเจ้ามายา. มายา อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงภาวะที่ซ่อนความจริงหรือพรางตา โดย เฉพาะ ในพุทธศาสนา ก็จะเล็งถึง สัญญาวิปลาส คือ ความหมายมั่นสำคัญผิดเพราะ อำนาจของมายานั้นเอง : เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง หมายมั่นว่าเที่ยง, เห็นสิ่งที่ เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข แล้วก็หมายมั่นลงไปว่าสุข, เห็นสิ่งที่โดยเนื้อแท้ไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่มีความหมายแห่งตัวตนเลยนี้ ว่ามันเป็นตัวเป็นตน ก็หมายมั่นลง ไปว่าเป็นตัวตน. สัญญา แปลว่า ความหมายมั่น สัญญาวิปลาส ก็คือว่า ความหมายมัน นี้มันวิปลาส ผิดพลาดจากความเป็นจริง เพราะอำนาจของสิ่งที่มีมายา เป็นเครื่อง พรางตา. ฉะนั้น เราก็จะต้องรู้จักภาวะแห่งมายา และตัวสิ่งที่มีภาวะชนิดนั้น ซึ่งพูด กันอย่างภาษาวัดวานี้ ก็ต้องเรียกว่า สังขาร นั่นแหละเป็นมายา มีภาวะแห่งมายา ; สิ่งตรงกันข้ามจากสังขาร ก็มีแต่สิ่งที่จริงที่แท้ ที่ไม่ใช่เป็นมายา คือ พระนิพพาน หรือวิสังขาร. ภาวะแห่งมายา คือสังขาร นี่เมื่อพูดถึงสังขาร คุณก็งงอีกแล้ว ไม่คุ้นกับวัดวา ก็ยากที่จะรู้จักความ หมายของคำว่า "สังขาร" ; เพราะชาวบ้านทั่วๆ ไป หรือแม้แต่ปทานุกรมทั่ว ๆ ไป

น.209 ในการได้พูดจากันอยู่นี้ สังขารมักจะหมายถึงแต่เพียงร่างกายอย่างที่พูดว่า สังขารร่างกาย แล้วมีของหลอกให้เข้าใจผิดอยู่เสมอ. เมื่อได้ยิน พระบังสุกุลศพ ว่า สังขารไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป การที่รำงับแห่งสังขารนั้นเป็นความสุข ; ก็เลยเข้าใจว่าผีตายนั้น เป็นความรำงับแห่งสังขาร. นี้ก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าถูกน้อย. สังขารไม่ใช่เพียงแต่ร่างกาย, ความดับแห่งสังขาร ไม่ใช่ความดับแห่ง ชีวิตร่างกายตายไป ; รู้จักคำว่า "สังขาร" กันเสียก่อน แล้วก็จะรู้จักว่า นี้เป็นสิ่งที่มี มายา ประกอบอยู่ด้วยภาวะแห่งมายา คือไม่ตรงตามที่มันเป็นจริง มันหลอกให้เห็นเป็น อย่างอื่น. คำว่า "สังขาร" นี้ ควรจะรับเอาคำนี้ ที่อยู่ในรูปของภาษาบาลี ไปใช้ เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้ มัน แปลไปไม่ได้ ขืนแปลมันก็ยุ่ง และไม่สำเร็จด้วย; รับ เอาคำเดิมไปใช้ดีกว่า แล้วรู้เอาความหมายของมันให้ครบถ้วนก็แล้วกัน; เช่นคำว่า “ธรรม" หรือ "พระธรรม" นี้ ไม่มีทางจะแปลได้ ต้องใช้คำเดิมในภาษาบาลี. คำที่มีลักษณะอย่างนี้ ก็มีอยู่หลายคำ โดยเฉพาะคำว่า "สังขาร" นี้คำหนึ่ง; เราก็อาจ จะรู้ได้โดยความหมายของมัน ว่ามันกินความกว้างขวางอย่างไร เท่าไร. คำพูดหรือ ตัวหนังสือ "สังขาร" คำนี้ แปลว่า สิ่งปรุงแต่ง ก็ได้ ผลของการปรุงแต่ง ก็ได้. สังขารความหมายที่ ๑ ผลของการปรุงแต่ง ที่เราจะต้องมองดูก่อน ก็คือผลของการปรุงแต่ง ได้แก่ปรากฏการณ์ทั่ว ๆ ไป ที่เราประสบอยู่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง อะไรก็ตาม คือปรากฏ ทั้งหลายรอบตัวเรา ที่เรารู้จักอยู่ด้วยตาเป็นต้น ; นี่สังขารที่เป็นผลของการปรุงแต่ง. จะเหลียวไปทางไหน ก็เห็นสิ่งที่เรียกว่าสังขารนี้, หรือหูก็ได้ยินสิ่งที่เรียกว่าสังขาร ที่เป็นเสียงมากระทบหู, จมูกก็ได้สังขารที่เป็นกลิ่นมากระทบจมูก, ลิ้นก็ได้สังขารที่ เป็นรส มากระทบลิ้นบ่อย ๆ เมื่อเรามีการรับประทาน, แล้วผิวหนังก็มีสังขารที่มา

น.210 กระทบผิวหนังบ่อย ๆ โดยเป็นของแข็ง ของอ่อน ของนิ่มนวล ของกระด้าง ของ สบายแก่ผิวหนัง ของไม่สบายแก่ผิวหนัง, สิ่งเหล่านั้นก็เรียกว่าสังขารเหมือนกัน. ที่เป็นภายนอกก็เรียกว่าสังขาร คือสิ่งที่มากระทบเนื้อหนัง, สิ่งที่มากระทบตัวเรา นี้เรียกว่าสังขาร ; ตัวเราที่รับอารมณ์นี้ก็เป็นสังขาร. แต่เดี๋ยวนี้ เราจะมองสังขารคือสิ่งที่ปรากฏอยู่รอบด้าน : บางอย่างก็มีชีวิต. บางอย่างก็ไม่มีชีวิต. ที่มีชีวิต เรียกว่า สังขารมีชีวิตครอง หรือมีวิญญาณครอง สมัย ก่อนก็ได้ยินชินหูกันมากคือคำว่า วิญญาณกะสังขาร อวิญญาณกะสังขารอะไรนี้ก็มีชินหู ; เดี๋ยวนี้ก็เลือนหายไป ไม่ค่อยจะใช้คำพูดนี้. สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเราที่มีชีวิต กับไม่มีชีวิต เช่นก้อนหินนี้ เราถือว่าไม่มี ชีวิต, สัตว์หรือคนนี้ถือว่ามีชีวิต, หรือจะเป็นผี เป็นเทวดาถ้ามันมีอย่างเราว่านะ ก็เรียกว่ามีชีวิต ; ต้นไม้นี้เถียงกัน บางคนถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ, บางคนถือว่ามีชีวิตมีวิญญาณ ถ้าดูให้ดีแล้ว มันก็มีชีวิต และมีวิญญาณในระดับต่ำ ฉะนั้น ควรจะจัดสิ่งที่มีชีวิตนั่นแหละ ว่าเป็นสังขารที่มีวิญญาณครอง ไร้ชีวิตก็ไม่มี วิญญาณครอง. สังขารส่วนที่เป็นผล ที่เรารู้สึกได้อยู่ นี้ต้องดูให้ดี มันอยู่ในรูปต่าง ๆ กัน : อยู่ในรูปที่เป็นวัตถุ เนื่องด้วยวัตถุ ก็เรียกว่า รูป, สังขารที่เป็นรูป ; เช่นเนื้อหนัง ล้วน ๆ อย่างนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรล้วน ๆ อย่างนี้ ก็เรียกว่ามันเป็นสังขารที่ เป็นรูป มีสังขารอีกพวกหนึ่ง ส่วนที่เป็นจิต หรือเป็นวิญญาณนั้นเอง ก็เรียกว่า นาม สังขาร ที่เป็นนาม. อย่างหนึ่งเป็น รูป อย่างหนึ่งเป็น นาม มาต่อกันเข้า เรียกว่า นามรูป ; ในภาษาบาลี เขานิยมเรียกว่า นามรูป แต่ใน ภาษาไทย นิยมเรียก รูปนาม ไม่ต้องเถียงกันเพราะข้อนี้.

น.211 เรามีสังขารชนิดที่เป็นรูปธรรมอยู่พวกหนึ่ง, มีนามธรรมอยู่พวกหนึ่ง ; พูดให้ชัดลงไปก็คือ ภายกับใจ ของคนของสัตว์ หรือของต้นไม้ก็ได้ แต่ของก้อนหิน มันไม่มีใครพูด. ฉะนั้น เรารู้ว่าสังขารที่เป็นผลเป็นปรากฏการณ์ คือ นามรูป เป็นของ สองสิ่งที่เนื่องไปด้วยกัน ; ถ้ามีแต่รูปล้วน ๆ ก็ไม่นับเนื่องอยู่ในสิ่งนี้, ไม่นับเนื่อง อยู่ในคำว่า นามรูป แยกออกไปเป็นรูปเฉย ๆ. นี่เรียกว่าสังขารในความหมายที่ว่า สิ่งที่เป็นผลของการปรุงแต่ง หรือถูกปรุงแต่ง เห็นปรากฏอยู่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไป เป็นความหมายที่ ๑. สังขารความหมายที่ ๒ อาการที่ปรุงแต่ง ความหมายที่ ๒. กิริยาอาการที่เป็นการปรุงแต่ง นั่นเอง ก็เรียกว่า สังขาร คือใช้เป็นกิริยา เป็นการปรุงแต่ง, เป็นกิริยานาม มากกว่า เรียกว่าเป็นการปรุงแต่ง อาการที่ปรุงแต่ง กำลังที่ปรุงแต่ง ประกอบส่วนประกอบหลายส่วนขึ้นมา ให้เกิดเป็น สิ่งใหม่ขึ้นมาสิ่งหนึ่ง แล้วปรุงแต่งอย่างนั้นเรื่อยไป ๆ ๆ กิริยาอาการเหล่านี้ก็เรียกว่า สังขารได้ ในฐานะเป็นกิริยานาม. ตัวที่ถูกปรุงแต่งก็อย่างหนึ่ง อาการที่ปรุงแต่งก็อย่างหนึ่ง ; แล้วดูให้ดีว่า มันปรุงแต่งเรื่อย มีอาการปรุงแต่งเรื่อย : สิ่งนี้ได้ปรุงแต่งสิ่งหนึ่งขึ้นแล้ว สิ่งนั้นมัน ยังปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไปอีก, แล้วสิ่งอื่นนั้นยังปรุงแต่งสิ่งอื่นโน่นต่อไปอีก เรื่อยกันไป เป็นสายไม่มีที่สิ้นสุด. ที่เป็นวัตถุธรรมหรือรูปธรรม ก็เป็นไปตามแบบของรูปธรรม เช่นผิวพื้น โลกนี้ ประกอบอยู่ด้วยอะไร มันปรุงแต่งอะไร แยกไปเป็นสาย ๆ ; ปรุงแต่ง จน เกิดต้นไม้ จนเกิดสัตว์ จนเกิดคน. มีกิริยาอาการปรุงแต่ง ที่ไหลเวียนอยู่ ; เช่น ว่าทำให้ น้ำระเหยขึ้นไป นี่ก็ปรุงแต่ง ไอน้ำจากน้ำ ขึ้นมา. ไอน้ำก็ปรุงเมฆ เมฆ หนักเข้าก็ ปรุงแต่งฝน ฝนหนักเข้าก็ตกลงมา เป็นน้ำฝน น้ำฝนตกลงมาก็ ทำให้เปียก

น.212 แฉะ ไปหมด ; มีอะไรเกิดขึ้นต่อ ๆ ต่อ ๆ กันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ; ตัวอย่างฝ่ายรูปธรรม ก็เป็นอย่างนี้. ฝ่ายในธรรมในตัวคน ที่มีจิตใจไวต่อความรู้สึก ก็ มีการปรุงแต่งไปตาม แบบนามธรรม อย่างที่เขาเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เช่นเมื่อตาเห็นรูป - เกิดการเห็น รูปแล้ว - ก็ปรุงแต่งผัสสะสมบูรณ์ขึ้นมา - ปรุงแต่งเวทนา - ปรุงแต่งตัณหา - ปรุงแต่ง อุปาทาน - ภพ - ชาติ - ความทุกข์ในที่สุด. ไปหาอ่านดูจากเรื่องนั้น ; เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญที่สุด ที่เกี่ยวกับความทุกข์ หรือจะดับทุกข์ได้. เรายังไม่ต้องการจะอธิบาย เรื่องปฏิจจสมุปบาทในที่นี้; ต้องการแต่เพียงจะชี้ว่า อาการที่ปรุงแต่งนั้น ก็เรียกว่า สังขารได้, ตัวรูปธรรมนามธรรมที่ถูกปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งสิ่งอื่น ๆ ต่อไป ก็เรียกว่า สังขารได้. รสของการปรุงแต่งที่สำคัญได้แก่ สุขเวทนา ทีนี้ มีสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องบอก ก็คือรสที่เกิดมาจากการปรุงแต่ง คำว่า "รส" ในที่นี้มีความหมายกว้าง, กว้างกว่าคำว่ารสที่คู่กับลิ้น รสที่คู่กับลิ้น ; รสคำ นั้นแคบ มีความหมายแคบ. รส ในที่นี้มีความหมายกว้าง หมายถึงปฏิกิริยาใดๆ ที่มันเกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งแล้ว เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีของสัตว์ผู้โง่เขลา, จำกัดความอย่างนี้ไว้ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจผิดได้ ปฏิกิริยาที่เกิดมาจากการปรุงแต่ง เรียกว่ารส ในที่นี้ เป็นที่ตั้งแห่งความ ยินดีของสัตว์ที่ยังมีอวิชชาหรือโง่เขลา. สิ่งนี้เป็นสังขาร ที่กำลังเป็นปัญหา ยิ่งกว่า สังขารในความหมายใด ๆ ; เพราะว่าเราจะไปทำผิดอะไร ไปหลงในอะไร นั่นก็คือไป หลงในสังขารส่วนนี้ คือส่วนที่เป็นรสของการปรุงแต่งนั้น : ระบุลงไปตรง ๆ ก็ว่า สุขเวทนา ทั้งหลาย.

น.213 ตัวสุขเวทนา นี้ก็เป็นสังขาร มันจะทำให้คุณงงได้ ในที่นี้เรียกว่า สุขเวทนา - ความรู้สึกที่เป็นสุข, เวทนานี้ก็เรียกว่าสังขาร ; นี้ก็ไปตีกันยุ่งกับในคำ ๕ คำที่ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น แยกออกเป็น ๕ อย่าง. สังขาร ที่กล่าว ใน ๕ คำนี้ เป็นอีกอย่างต่างหากจากเวทนา นั้นก็หมายถึง ความคิดนึกที่ปรุงแต่ง ; แต่ สังขาร ที่เป็นรสของปรุงแต่งนี้ เป็นสังขารทั่วไป ไม่ว่าอะไร ไม่ยกเว้นอะไร นอกจาก นิพพานอย่างเดียวแล้ว เรียกว่าสังขาร. เวทนาเป็นรสของการปรุงที่เป็นมายา สุขเวทนา นี้ ก็เป็นสังขาร เป็นผลที่ถูกปรุง ขึ้นมาจากผัสสะ จะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางล้น ทางกาย หรือทางใจ เองก็ตามใจ ; เมื่อปรุงขึ้นมาเป็นเวทนา ก็มีปัญหาเกิดขึ้นแก่คนที่ไม่รู้ตามที่เป็นจริง ว่าเวทนานั้นคืออะไร. ที่เป็น สุขเวทนา เป็นปัญหามาก คือมันเป็นเหยื่อล่อมากที่สุด คนจึงไปติดสุขเวทนา. ส่วน ทุกขเวทนา นั้นไม่เป็นเหยื่อล่อ แต่ก็หลีกไม่พ้น มัน ก็มีปัญหา เกี่ยว กับทุกขเวทนาด้วย. เวทนาอีกชนิดหนึ่งก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา คือยังไม่จับได้ว่าเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข นี้ก็ ยังเป็นปัญหา คือทำให้ข้องใจสงสัย และเมื่อไม่รู้จักมัน มันก็เพิ่ม ความโง่ให้ทุกที : ของอร่อยถูกใจ มันก็เพิ่ม ราคานุสัย - เคยชินที่จะรัก, ของไม่ อร่อยไม่ถูกใจ มันก็เพิ่ม ปฏิฆานุสัย คือความ เคยชินที่จะโกรธจะเกลียด, ของที่ไม่ พูดได้ว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจ มันเพิ่มความโง่ว่า "ทุกคราวที่เราเข้าไปสัมผัสกับมัน เราไม่ รู้ทุกทีไป เราไม่รู้จักมันทุกทีไป" มันก็เท่ากับ เพิ่มความโง่ ทุกทีไป ก็เรียกว่า เพิ่ม อวิชชานุสัย. นี้เอา เวทนาทั้ง ๓ อย่างนี้ มาพูดให้พึ่ง เพื่อจะชี้ความที่มัน เป็นมายา, มันเป็นรสของการปรุงแต่งออกมาในรูปของเวทนา แล้วประกอบอยู่ด้วยมายา. เราไม่

น.214 รู้จักมันว่าสุขเวทนาเป็นมายาอย่างไร, ทุกขเวทนาเป็นมายาอย่างไร, อทุกขมสุขเวทนา เป็นมายาอย่างไร. สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี โดยแท้จริงแล้ว เป็นสักว่าเวทนา เท่านั้น. คำว่า "สักว่า" นี้ หมายความว่ามัน เป็นแต่สักว่าสังขาร ที่เป็นปฏิกิริยา ถูกสร้างขึ้นมาจากสัมผัสเท่านั้น, โดยแท้จริงมันเป็นเพียงเท่านั้น ตามธรรมชาติเป็นเพียงเท่านั้น ; แต่เดี๋ยวนี้มันเกิดมีส่วนที่พิเศษ เสริมออกไปว่า ถ้า ส่วนใดอร่อยแก่ความรู้สึก มันก็มีความหมายอย่างหนึ่ง, ส่วนใดไม่อร่อยแก่ความรู้สึก มันก็มีความหมายอย่างหนึ่ง, ส่วนใดเฉย ๆ กลาง ๆ มันก็มีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง. เรา ถูกหลอกให้หลงอยู่ด้วยเวทนาทั้ง ๓ นี้ โดยไม่รู้สึกว่าแท้จริงมันเป็น อย่างไร ; ฉะนั้น เราจึงไปหลงใหลในสุขเวทนา ไปเกลียดชังในทุกขเวทนา ไปเพิ่ม ความโง่ในอทุกขมสุขเวทนา. ต้องมีสติรวดเร็วจับตัวเวทนาให้ได้ ถ้าต้องการให้ธรรมะนี้ประยุกต์ ก็ไม่มีอะไร คุณต้องจับตัวมันให้ได้ คือ มีสติที่รวดเร็วจับตัวมันให้ได้ ว่าสุขเวทนา ทำให้เราหลงมันอย่างไรแล้วโว้ย, หรือ ว่า ทุกขเวทนา ทำให้เราอึดอัดขัดใจ เกลียดชัง มันอย่างไรแล้วโว้ย, อทุกขมสุขเวทนานี้ ผ่านมันไปด้วยความโง่อย่างไรโว้ย, คือให้รู้จักว่ามัน เป็นสักว่าเวทนา เป็นปฏิกิริยา เป็นผลของการกระทบเท่านั้นเอง. นี้ ดูให้ละเอียด หรือชัดลงไปในความหมายของมายา ซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก ลำบากมากที่จะรู้จักมายา คือรู้จักความจริงของสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง จนมันหลอกไม่ได้. สำหรับสุขเวทนานั้น ก็มีความหมายอยู่แล้วว่า มันอร่อยแก่ตา แก่หู แก่จมูก แก่ลิ้น แก่กาย แก่อะไรต่างๆ นี้; แล้วคนที่ไม่รู้จักว่าเป็นสักว่าเวทนา ก็หลงใหล คือรวม ทั้งเราเองก็หลงใหล.

น.215 ต้องไปศึกษา กันจริงๆ เมื่อ อร่อยทางตา คือสวยงามที่สุด เราโง่อย่างไร ; เมื่อ อร่อยทางหู เสียงที่ไพเราะที่สุดนี่เราโง่อย่างไร, กลิ่นที่หอม ที่สุด เราโง่อย่างไร, รสที่ อร่อยที่ลิ้น เราโง่อย่างไร, สัมผัสอันละเอียดอ่อน ยั่วยวนนิ่มนวลทางผิวหนัง เรากระทบแล้ว เราโง่อย่างไร. ไม่ต้องเอาเรื่องคนอื่น ต้องเอาเรื่องของตัวเอง แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันมีอยู่จริง : เมื่อตากำลังอร่อยทางตา หูกำลังอร่อยทางหู จมูก กำลังอร่อยทางจมูก, เมื่อเวลาอย่างนั้นจริงๆ รู้จักว่าเราโง่มันอย่างไร. แต่เราไม่ยอมรับว่าโง่ใช่ไหม ? ก็ เราไม่เคยคิดว่าเราโง่ เมื่อเราอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น. เรากลับเห็นว่ามันเป็นโชคดีใช่ไหม ? แล้วกำลัง หลงรักมัน บูชามัน อุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน เพื่อจะได้ออกไปมีอาชีพดี ๆ มีเงินมาก ๆ ไปหาความอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ให้มันมากยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ ; ดูซิ, เราจะบูชามันยิ่งกว่าสิ่งใดหมด : บูชาสุขเวทนา เราก็ไม่รู้สึกว่าเป็นมายา รู้สึกเป็น ของจริง แล้วอร่อยที่สุด. เมื่อไรจะรู้ของจริงถึงขนาดที่มันเป็นมายา ? ต้องศึกษาต่อไป ต้องศึกษา อย่างแท้จริง คือ ศึกษาจากของจริง ไม่ใช่ศึกษาจากหนังสือ หรือจากใครพูด. มันเกิด เป็นสัมผัส ปรุงแต่งเป็นเวทนา จนรู้สึกเอร็ดอร่อยอยู่อย่างนั้น ; มันก็ยากเหมือนกัน เพราะว่ารสหรืออำนาจหรืออิทธิพลของเวทนานั้นมันครอบงำเต็มที่ ไม่ทำให้เรามีความคิด ไปในทางอื่นได้ นอกจากหลงรักมัน ; อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าด้วยอำนาจของอวิชชา คือ ความไม่รู้. เวทนาก็เป็นสักว่า เป็นธรรมดาของสังขาร เดี๋ยวนี้ จะต้องรู้ คือ ไม่หลง อย่างที่แล้วมา สำหรับคำพูด ในภาษาธรรมะ ที่ว่า "สักว่าเวทนา" หรือ สักว่าเป็นธรรมดาของสังขารที่จะต้องเป็นอย่างนั้น คือ จะต้องรู้สึกอย่างนั้นที่เรียกว่าธรรมดา ; เช่นว่าสัมผัสผิวหนังก็เกิดความกำหนัด เกิด

น.216 พอใจ เกิดความหลงใหล ในสัมผัสทางผิวหนัง โดยเฉพาะระหว่างทางเพศ ก็เลยบูชา ลุ่มหลงเป็นพระเป็นเจ้าไปเลย เรียกว่าเป็นพระกามเทพนี้. ผู้ที่มีธรรมะ ศึกษาธรรมะ รู้จักธรรมะแล้ว ก็เห็น เป็นสักว่า เวทนา ; แม้สุขเวทนาเกิดจากเพศตรงกันข้าม ก็เป็นสักว่า เวทนา, เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง, เป็นเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานตามหน้าที่ คือว่าในมนุษย์คนหนึ่ง มันก็มีประสาท มีความ รู้สึกได้ด้วยประสาท มีต่อม gland ต่าง ๆ ที่ทำให้ประสาททำหน้าที่ แล้วมันจะต้องทำ หน้าที่อย่างนั้น ที่ธรรมชาติสร้างมาแล้ว. ฉะนั้น เมื่อมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันก็ ทำงานตามนั้น ตามหน้าที่อย่างเที่ยงตรงที่สุด. ถ้าความรู้สึกทางเพศเกิดขึ้น เป็นความเอร็ดอร่อยทางโผฏฐัพพะ ทางผิวหนัง แล้วก็ให้รู้ไว้ว่า มัน เป็นเพียงการทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง ตรงตามหน้าที่ของมัน ของ ระบบประสาท ของต่อม gland ต่าง ๆ ที่ธรรมชาติมันใส่มา ให้เป็นอย่างนั้น ; เพื่อ ประโยชน์แก่การสืบพันธุ์ เพื่อให้คนโง่หลง แล้วรับจ้างธรรมชาติเพื่อทำการสืบพันธุ์. นี้เรียกว่าเป็นผู้มองในด้านที่ตรง ที่แท้จริง คือไม่ติดอยู่ที่มายา. ถ้าไปติดอยู่ที่รสอร่อยของเวทนา นั้นแล้ว ก็เรียกว่า ติดอยู่ที่มายา ; แล้ว มายา นั้นก็ ยังบังคับให้เกิดความคิดปรุงแต่ง ตรงตามหน้าที่ของมันอีกแหละ คือ ความรัก คือความหลง คือความหึงหวง ความอะไรต่าง ๆ ไปตามหน้าที่ ตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ในตัวคน, ไม่ใช่ได้วิเศษวิโสมาแต่ไหน มันเป็นการทำงานตามหน้าที่ของอวัยวะนั้น ละเอียดประณีตลึกซึ้ง เท่านั้นเอง. ถ้าความรู้นี้มีเพียงพอ มีมากพอ มีอิทธิพลมากพอ มันก็ระงับความรู้สึกโง่เขลาไปตามอำนาจของมายาเสียได้ ; นี่เป็นผลของการที่รู้จักมายา. ที่เราเป็นทาสกันมาก ก็คือมายาที่เกิดมาจากสัมผัสทางผิวหนัง ที่เรียกว่า โผฏฐัพพะ แล้วโดยเฉพาะ เรื่องระหว่างเพศ ; ถึงแม้เรื่องที่สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้ามแล้วละก็ ให้ความ

น.217 หมายมาก ให้น้ำหนักมาก ให้อิทธิพลมาก ตามแบบของเรื่องระหว่างเพศ. ? ฉะนั้น รูปที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม, เสียงที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม, กลิ่นที่เกี่ยวกับเพศตรง กันข้าม, มันจึงมีอิทธิพลยิ่งไปกว่ารูปตามธรรมดา เสียงตามธรรมดา กลิ่นตามธรรมดา. บางทีคนก็ มีความฉลาดที่โง่มาก คือไปแปลความหมายตามธรรมดา ที่ไม่ ใช่เรื่องเพศ ให้มาเป็นเรื่องของเพศไปเสียก็มี เพราะว่ามันง่ายที่จะตีความหมายอย่างนั้น ; ฉะนั้น จึงมีสัญลักษณ์ของเพศหญิง เพศชาย อยู่ที่สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่มีเพศก็ได้ หรือมีเพศ ก็ได้ เช่นดอกไม้ ใบไม้ อะไรก็ตาม. แม้เสียงโน๊ตของเสียงต่าง ๆ นี้ ก็ฟังเป็นความ หมายเนื่องไปทางเพศอย่างนี้ก็ได้ มันก็เป็นมายาหลายซับหลายซ้อน ; ฉะนั้น คนเราจึง กำลัง หลงติดอยู่ในมายา ทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ความเป็นมายาก็มีอยู่ที่รส ซึ่งเกิดมาจากเวทนานั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ ; อย่างอื่น เรื่องอื่น แขนงอื่นมันก็มี แต่มันไม่สำคัญเท่าแขนงนี้ คือสุขเวทนาที่มาจาก การสัมผัสเนื่องกันกับเพศตรงกันข้าม. ทีนี้แม้ไม่ได้เนื่องกับเพศตรงกันข้าม ก็ไปทำ ให้มีความเนื่องด้วยเพศตรงกันข้าม เสียเรื่อยไป; ยิ่งผูกพันตัวเองมากขึ้น หรือว่า ขุดหลุมฝังตัวเอง นี้มันมากขึ้น ๆ ๆ ไม่มีสร่าง. นี่ระวังศิลปะแห่งโลกปัจจุบัน นี้ให้ดีๆ. ที่เรียกว่าศิลปะ ที่คุณจะไปบูชา ไปชอบมัน ระวังให้ดี ๆ ; มันล้วนแต่จะทำที่ไม่เป็นมายาให้เป็นมายา ให้มีความหมาย ที่เป็นมายา ที่ผูกพันจิตใจรุนแรงหนักขึ้น ๆ จนหลงอยู่ในมายา ออกไปไม่รอด. เราจะต้องใช้ศิลปะแต่ในทางเปลื้องมายา พังทะลายมายา; แก้ไข อุปสรรคเหล่านั้น จึงจะเป็นศิลปะในหลักของพระพุทธศาสนา คือในหมู่ของพุทธบริษัท. ส่วนพวกชาวบ้านเขามีศิลปะ ชนิดที่จะฝั่งตัวให้ดื่มต่ำ จมมิดลงไปในรสของมายา โดยเฉพาะสุขเวทนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม.

น.218 เวทนาทั้งสาม เป็นมายาที่เป็นอันตรายและมีปัญหามาก เวทนาที่ ๑. สุขเวทนา ถ้าดูตามที่เป็นจริงแล้ว ก็ สักว่าเป็นเวทนา, เมื่อ เป็นสักว่าเวทนา ก็ เป็นสังขารตามธรรมดา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ดูแล้วก็น่าเกลียด ; ฉะนั้น จึงพูดได้เลยว่า สุขเวทนาก็เป็นทุกข์ คือดูแล้วน่าเกลียด ทำความทรมานใจให้ แก่คนโง่ ที่เข้าไปหลงยึดมั่นถือมั่น. พูดสั้น ๆ ก็ว่า แม้ความสุขนั้นก็คือความทุกข์ คือดูแล้วน่าเกลียด มันจะขบกัดเอาคนที่เข้าไปหลงมันด้วยความโง่. ขอให้เฉยได้ต่อสิ่งที่เรียกว่าสุขเวทนา ; แม้จะเอร็ดอร่อยสูงสุดอย่างไร ก็เฉยได้ เห็นว่าเป็นสักว่าเวทนา เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างเที่ยงตรง ตามการปรุงแต่ง. มันเป็น mechanism เป็นกลไกทางจิตทางวิญญาณ ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างนั้นๆ ๆ ตาม หลักของมัน, แล้วปรากฏอยู่ที่จิตใจอย่างนั้น ด้วยอำนาจของอวิชชา ก็เป็นความโง่ เป็นความหลง เป็นความทุกข์. นี่คือสัตว์ทั้งหลายทั่วไปในโลก กำลังตกอยู่ใต้อำนาจ ของมายาอย่างนี้. เวทนาที่ ๒. ทุกขเวทนา ที่ถูกเข้าแล้วเจ็บปวดนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ : ทางรูปธรรมก็เจ็บปวดที่กาย เจ็บไข้เป็นต้น, ทางนามธรรมก็ผิดหวัง อกหัก อกฉีก อะไรกัน อย่างที่เขาเรียกกัน ; นี่มันเป็นทุกขเวทนา. คนโง่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ ทุกขเวทนา ก็มานั่งร้องไห้อยู่ ถ้าความคิดเตลิดเปิดเปิงไป ก็ทำอันตรายตัวเอง ; นี่มันโง่ ๒ ซ้อน ๓ ซ้อนจนฆ่าตัวเอง ก็ไม่เห็นว่ามันจะแก้ทุกขเวทนาได้. ทีนี้วิธีการที่จะมองเห็นอันนี้ ก็อย่างเดียวกันแหละ สุขเวทนาเป็นสกว่า การปรุงแต่งตามธรรมชาติ; ทุกขเวทนาก็เป็นสักว่าการปรุงแต่งตามธรรมชาติ ผิดกันแต่ว่ามันออกมาในรูปที่ทนยากเจ็บปวด. ถ้าเราไปหลงในทุกขเวทนาเราก็เจ็บปวด ; ถ้าเห็นว่า มันอย่างนี้เอง เราก็หัวเราะได้ ฉะนั้น ปู่ ย่า ตา ยายสมัยโน้น เขาฉลาดกว่า

น.219 คนสมัยนี้มาก เพราะว่าเขาไม่ฆ่าตัวตายเพราะอกหักเหมือนคนสมัยนี้ ; เพราะเขารู้ว่า มันอย่างนั้นเอง. เขาสอน อิทัปปัจจยตา อันสูงสุด ในพระพุทธศาสนาไว้ในวัฒนธรรมของชาว บ้าน ; พอมีอะไรแปลกออกมา เขาว่ามันอย่างนี้เอง แล้วเขาก็หัวเราะเสีย. เขา เจ็บปวดทางผิวหนัง เขาก็พยายามที่จะมองว่ามันอย่างนี้เอง คือเป็นกรรม เป็นผลกรรม มันอย่างนี้เอง ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นร้อนอะไรมากมาย ถ้าเป็นเรื่องจิตที่ไม่เจ็บปวดทางกาย เขาก็สลัดออกไปได้ง่าย ๆ ว่า มันอย่างนี้เอง, อย่างนี้มันเป็นอย่างนี้เอง. คนสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ ยิ่งเรียนมากสำหรับจะโง่ จะหมายมั่นจะเอาให้ เป็นอย่างนั้น จะเอาให้เป็นอย่างนี้ จนฆ่าตัวตายในเมื่อสิ่งต่าง ๆ มันผิดหวัง. คนที่ มาถามปัญหาเรื่องผิดหวังจะทำอย่างไรดีนี้ มีมากขึ้นทุกวัน ๆ ซึ่งผมได้รับ จากที่เขามา ถามผม นี่ผมจึงรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันยิ่งโง่มากขึ้น โง่มากขึ้น จำนวนความโง่ก็มากขึ้น ปริมาณ ความโง่ก็แรงขึ้น. ควรจะรู้ว่า ทุกขเวทนาล์สักว่าเวทนา อย่าให้มายาอันร้ายกาจนี้หลอกให้ร้องไห้ หรือให้ฆ่าตัวตาย ทำนองนั้น ; มายาจากทุกขเวทนา อย่ามาทำให้เราต้องร้องไห้ หรือต้องเป็นทุกข์ หรือต้องถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมันโง่เกินไป. เวทนาที่ ๓. อทุกขมสุขเวทนา นี้คล้าย ๆ กับว่า พระพุทธเจ้าท่านทรง มุ่งหมายว่า ทุกคราวที่เรารู้สึกต่อเวทนา หรือมีเวทนา ขอให้เราฉลาดในเวทนา, แล้ว เราก็จะรู้ความจริงได้เร็ว อยู่เหนืออำนาจของเวทนาได้เร็ว. เวทนาที่เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ นั้นมันมาห่าง ๆ นาน ๆ มาครั้ง ; แต่ เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ นี้คล้าย ๆ กับว่า จะมา สัมผัสอยู่แทบจะตลอดเวลา ที่ตาเราเห็นรูปอยู่ หูได้ฟังเสียงอยู่ จมูกได้กลิ่นอยู่. แม้เดี๋ยวนี้ ตาเราลืมอยู่ ก็เห็นอยู่, หูก็ได้ยินเสียงอยู่ แต่เราก็ไม่เคย คิดว่ามันสักว่าสัมผัส สักว่าเวทนาที่ไม่สุขหรือไม่ทุกข์ เราไม่ได้สนใจเลย. เวทนา

น.220 ชนิดนี้จะมีมากมายเท่าไรในวันหนึ่ง ๆ เราก็ไม่มีความรู้เรื่องเวทนาเพิ่มขึ้น ; ฉะนั้น เราจึงโง่เท่าเดิม หรือมันโง่ลงไปกว่าเดิม ยิ่งไปกว่าเดิม คือผ่านเวทนาไปจนชินกันไป เสีย จนไม่รู้ว่าเวทนานั้นคืออะไร. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า อทุกขมสุข เวทนานี้ เพิ่มอวิชชานุสัย คือความโง่ ความเคยชินที่จะโง่ หรือความโง่นั่นเอง. มายาที่เป็นอันตราย เป็นปัญหาที่สุด ก็คือมายาที่เวทนาทั้ง ๓ เวทนา คือทั้งสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. สิ่งอื่นที่เป็นมายาก็มี แต่ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นอันตรายมาก เหมือนกับมายาที่มีอยู่ที่เวทนา ที่กำลังพาเราไปสู่ลัทธินั้น ลัทธินี่, อุดมคตินั้นอุดมคตินี้, กระทั่งการเมือง อุดมคติการเมืองนั้น การเมืองนี้, แล้วกำลัง เป็นทาสของอุดมคติวัตถุนิยมใช่ไหม ? จะให้สมบูรณ์ทางวัตถุ ก็เพื่อสุขเวทนา มันก็ไม่มี ทางจะฉลาด คืออยู่เหนือเวทนา หรือว่าแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้. ภาวะที่ไม่แสดงความจริง เราเรียกว่ามายา ; ภาวะนี้มีอยู่ที่สังขาร ทั้งหลาย ที่เป็นปรากฏการณ์ก็มี, ปรากฏอยู่ที่กิริยาแห่งการปรุงแต่งของสิ่งนั้น ๆ ก็มี, แต่ว่าที่ร้ายกาจก็คือ ที่ปรากฏอยู่ที่รสอันเกิดมาจากการปรุงแต่งนั้น ๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เป็นสิ่งสำคัญ. ถ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จะไม่หลงใน มายาที่เป็นอันตราย หรือว่าจะไม่หลงในมายาใด ๆ ก็ได้ ; เพราะมายาทั้งหลายจะขึ้นอยู่ ที่มายานี้ทั้งนั้น : มายาที่มีอยู่ที่รสอันอร่อย คือปฏิกิริยาจากการปรุงแต่ง, แล้วก็ รสที่ หลอกให้เกลียดชัง หรือทุกขเวทนา แล้วก็ รสที่ผ่านไปผ่านมา ก็ยังหลอกให้โง่อยู่ นั่นเอง คือ อทุกขมสุขเวทนา. ปัญหาที่ทำให้มีการเกิดสิ่งต่าง ๆ อยู่ที่เวทนา ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ คุณจะพบความจริงตรงกับหลักของพระพุทธศาสนา ว่า ต้นตอ ทั้งหลายอัน อยู่ที่เวทนานั้น ทำให้เกิดนั้น ทำให้เกิดนี้ ทำให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง ; เขยิบออกไปอีกนิดก็ที่ผัสสะ เพราะมันต้องมีผัสสะ มันจึงเกิดเวทนา ผัสสะนั้นมันเป็น

น.221 ต้นตอลึกเข้าไปกว่า. เราเอาที่มันกำลัง เป็นปัญหาโดยตรงก็คือเวทนา : อร่อยที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือว่าไม่อร่อยที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, หรือว่าไม่มีความหมาย อะไร เมื่อผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ล้วนแต่เป็นมายา ทำให้ไม่รู้ตามที่เป็นจริง. คนในโลก ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งอนาคต จะมีปัญหา ข้อนี้ เกี่ยวกับเวทนาเหมือนกันหมด ลักษณะเดียวกันหมด ; แต่ว่าจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้น อยู่ว่า ยุคไหน สมัยไหน มันมีการปรุงแต่งหลอกลวงมาก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ยุค ปัจจุบันนี้ มีการค้นคว้าก้าวหน้าไปในทางปรุงแต่งให้หลอกลวงมากยิ่งกว่ายุคที่แล้วมา ; ฉะนั้น จะมองดูกันในแง่เสียเปรียบได้เปรียบ มันก็พูดยาก. สมัยก่อน เขาก็ได้เปรียบในข้อที่ว่า ไม่มีอะไรมายั่วมาก, ไม่ช้าไม่นาน คนก็เบื่อหน่ายในกามารมณ์ในอะไรได้ ก็เป็นผู้บรรลุมรรคผลไปได้ ก็ได้เปรียบ. เดี๋ยวนี้ มีเรื่องยุ่งยากมาก เพราะว่าการประดิษฐ์ประดอยค้นคว้า ปรุงแต่ง เพื่อความยั่วยวน มีมาก จนสางไม่ออก ก็ทำให้จมลงไปในกองทุกข์มาก. แต่ถ้าจะมาคิดในแง่ดี คือมองกันในแง่ดี ก็จะต้องคิดว่า ถ้ามันมาก มันก็ ควรจะถอยกลับมาก ; เหมือนกับว่าเหวี่ยงไปเท่าไร มันก็มีการตีกลับเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เมื่อ เหวี่ยงมาก มันก็ จะมีการตีกลับมาก แล้วเราก็ใช้ประโยชน์ของการก้าวหน้าแห่ง วิชาการทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ที่ทำให้มันเหวี่ยงจมลงไปในความหลอกลวง ของความ อร่อยของเวทนามาก ก็ให้ตีกลับมามาก และมาเร็ว ๆ คงจะไม่เสียเปรียบกันนัก. เมื่อมีความรู้มาก ควรจะมีสติปัญญาแก้ปัญหา ผมก็เคยคิดเรื่องนี้มาก ว่าคนในสมัยที่มีอะไรยั่วยวนมากนี้ จะมีทางรอดได้ อย่างไร จากสิ่งที่หลอกลวงนั้น ๆ ก็เลยมองเห็นอยู่อย่างนี้แหละ : เพราะว่าเรามีวิชา ความรู้ที่ก้าวหน้า นี้ก็ต้องถือว่า เราก็มีความรวดเร็วในการที่จะเปลี่ยนแปลงด้วย. ฉะนั้น ถ้าก้าวหน้าไปด้วยสติปัญญา แล้วก็พลิกกลับนิดเดียว ให้มันเป็นสติปัญญาสำหรับจะแก้ไข

น.222 กันบ้าง ; อย่ามีแต่ปัญญาสำหรับจะลุ่มหลงซิ ให้มีปัญญาสำหรับจะแก้ไขกันบ้าง. แต่เดี๋ยวนี้คนโง่ตะพึดไปตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่เกิดจนเข้าโลงนี้ มันก็ไม่ต้องพบกันกับ ความฉลาด ที่จะถอนออกมาได้ ทั้ง ๆ ที่ว่าโอกาสก็มีอยู่ หรือมันควรจะมี. ฉะนั้น เรามีสติปัญญามาก ก็ขอให้ใช้สติปัญญาทำลายมายาหรือสิ่งหลอกลวงนี้ ให้มาก ให้พอกัน คือให้รู้จักกินเร็ว อิ่มเร็ว เบื่อเร็ว อย่างนั้นแหละ แล้วจะเหมาะสมกับสมัยปัจจุบันนี้. ขอให้ทุกคน เข้าใจ คำว่า มายา และ สิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยมายา ให้สม กับที่มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย, มีปัญญาดำเนินชีวิตให้มันดีกว่า คนที่ไม่ได้ เรียนในมหาวิทยาลัย ; ไม่อย่างนั้นก็ยิ่งน่าสงสาร. นี้คือระวังให้ดี ๆ อย่าทำเล่นกับ มายา. เอาละ พอกันทีสำหรับการพูดจา เวลาเหลือนี้ก็เป็นเวลาสำหรับตอบคำถาม ใครมีอะไรก็ถาม แล้วถามอยู่ในขอบเขตของหัวข้อนี้ คือมายากับสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยมายา. คำอธิบายตอบปัญญา (ถาม) ท่านอาจารย์ครับ ผมอยากจะกราบเรียนถามว่า ทำอย่างไรจึงจะให้รู้ว่า จุดที่เราก้าวถลำลึกลงไป แล้วจะต้องวกกลับมา มันอยู่ตรงไหน ? คือจุดที่เมื่อเรามี action ลงไปในทางที่ผิด ถลำลงไปแล้ว แล้วจะต้องหมุนตัวกลับมา ; จุด ๆ นั้นซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุด เราจะรู้ ได้อย่างไรว่า เป็นระยะที่เราจะต้องหมุนกลับมาแล้ว ? (ตอบ) นี้เป็นคำถามที่กว้าง หรือว่าที่ไม่แน่นอน มันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน ภายนอก, สถานการณ์ทั้งหลาย ; แล้วเรื่องต่าง ๆ มันก็ไม่เหมือนกันทุกเรื่อง และไม่ใช่มีเรื่องเดียว. ฉะนั้น ขอให้ใช้สามัญสำนึก เหตุผลอย่างสามัญสำนึกนี้ ตอบดูได้เอง. ดูตัวอย่างคนที่เขากลับ ; เขากลับของเขาอย่างไร, หรือว่าเราที่เคย กลับนั้น ในบางครั้งมันกลับของมันอย่างไร ในเรื่องอะไร.

น.223 ที่จะเกณฑ์ให้ตอบทีเดียวหมดทุกเรื่องนั้นตอบไม่ได้ เป็นหลักเพียงข้อเดียว จะใช้กันทุกเรื่องนี้ ดูจะไม่ไหว; แต่ว่ามันตอบได้อย่างกำปั้นทุบดิน คือไม่มีทางผิด ว่า ขอให้มีชีวิตเป็นอยู่ที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ที่เราพูดมาแล้วในการบรรยาย ครั้งก่อนโน้น. เรื่องสติสัมปชัญญะจำเป็นในทุกกรณี ; ฉะนั้น มีชีวิตอยู่ด้วย สติสัมปชัญญะ มันจะไม่ถลำลึก จะรู้ตัวก่อนแต่จะถลำด้วยซ้ำไป ฉะนั้น มันจึงหยุดได้เร็ว มันถอยกลับมาได้เร็ว. ขอให้ใช้สติสัมปชัญญะนี้เป็นเครื่องควบคุมอยู่เสมอ มันก็จะไม่ถลำลึก ลงไปจนขึ้นไม่ได้; แล้วเราก็พยายามที่จะหยิบปัญหาเฉพาะของเรา ไม่ต้องปัญหา ของคนอื่น มันเหมือนกัน. เรามีปัญหาอย่างไร ที่เรามักจะจมลงไปในความหลอกลวง ของมายา คืออะไร ; นับตั้งแต่ว่าเราทิ้งบุหรี่ไม่ได้นี่ ดูจะเป็นปัญหาเด็กเล่น เด็กอมมือ มากกว่า เราก็ยังเอาชนะบุหรี่ไม่ได้ทั้งที่รสของมันก็เป็นเพียงมายา. นี่คุณเอาตัวอย่างอันนี้ไปพิจารณา ว่ามันจะรู้ของมันได้อย่างไร, มันจะถอย กลับของมันได้อย่างไร. ถ้าสำหรับเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น คือเป็น เรื่องทางจิต ทาง วิญญาณ เรื่องกามารมณ์ เรื่องทิฏฐิ ความคิดความเห็นที่เตลิดเปิดเปิง นี้มันก็ยิ่ง ยากกว่า ; ฉะนั้น จงให้ มีสติสัมปชัญญะ ไปตั้งแต่แรก ๆ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สูง ขึ้นไปๆ นับตั้งแต่ ปัญหาง่าย ๆ ว่า ทำไมเราจึงตกอยู่ใต้มายาของบุหรี่ ? ตอบได้ แค่เป็นหลักกว้าง ๆ อย่างนี้ อย่างกำปั้นทุบดิน ไม่มีทางจะพูดเฉพาะเรื่อง เฉพาะราย. (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์อีกข้อว่า ถ้าหากว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น มันเป็นสังขาร เราจะแยกมันออกจากธาตุได้อย่างไร ? (ตอบ) คำพูดนี้ประหลาดเสียแล้ว. คำว่า "สังขาร" นั้นมัน เป็นคำกลาง ใช้แก่ทุกสิ่ง : ทุกสิ่งมันมีการปรุงแต่ง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ปรุงแต่งสิ่งอื่น จะเรียก มันอย่างอื่น ว่า ขันธ์ ว่า ธาตุ ว่า อายตนะ ว่าเวทนา ว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น เป็นสังขาร

น.224 ทั้งนั้น.จะเรียก ในฐานะ ที่มัน เป็นส่วนประกอบ ของส่วนอื่น ก็ เรียกว่าธาตุ, ถ้ามัน เป็นกลุ่ม กันแล้ว จึงจะสำเร็จประโยชน์อย่างหนึ่ง ๆ นี้เรา เรียกว่าขันธ์ , หรือ ว่าถ้ามัน ทำหน้าที่สำหรับความรู้สึก เราก็ เรียกว่าอายตนะ อย่างนี้เป็นต้น ; ที่แท้ แล้วเป็นสังขารด้วยกันทั้งนั้น. มันมี มายา อยู่ที่สิ่งเหล่านั้น : อยู่ที่อาการ ในหน้าที่ของสิ่งเหล่านั้น หรือ เกิดมาจากการกระทำของสิ่งนั้น ๆ ก็เรียกว่า สังขาร ล้วนแต่มีมายาอย่างใดอย่างหนึ่ง, อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ร้ายกาจเท่ากับมายาของรสที่เป็นความสุข ความเอร็ดอร่อย เราจึงพูดมากหรือเน้นมากในเรื่องนี้. ถ้าถามอย่างตะกี้นี้ ไปศึกษา คำว่า ธาตุ ว่า ขันธ์ ว่าอายตนะ ว่า เวทนา ว่าสังขาร ว่า วิญญาณ อะไรก็ตาม, ไปศึกษาคำเหล่านั้น ก็จะเห็นได้ว่า ทุก ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสังขารอันหนึ่ง ๆ ในความหมายหนึ่ง ๆ. (ถาม) อยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่า มายาชนิดอทุกขมสุขเวทนานั้น เกิดขึ้นได้ อย่างไร ? และเป็นอย่างไร ? แล้วก่อให้เกิดอวิชชาได้มากที่สุดอย่างไร ? (ตอบ) ปัญหานี้ก็ถามเพื่อให้อธิบายซ้ำ แยกให้ชัดออกไป ก็ต้องไล่ไป ตั้งแต่ : สุขเวทนา มีความเอร็ดอร่อย ยั่วยวน เป็นมายา หลอกให้เรารัก, ที่นี้ ทุกขเวทนา ก็มีความเจ็บปวด ความไม่น่าปรารถนา เป็นมายาสำหรับหลอกให้เราโกรธ ให้เราเกลียด ให้เรากลัว หรืออะไรที่มันคล้าย ๆ กัน, ส่วน อทุกขมสุขเวทนา มันไม่ ให้เกิดความรู้สึก ๒ อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่งเลย ; ผ่านไปด้วยความโง่ ทุกครั้งที่ เวทนาเกิดขึ้น มันก็คือเพิ่มความโง่ เพิ่มความไม่รู้อะไร ไม่สนใจอะไร ; ไม่เข้าถึง ตัวสังขารที่เป็น อทุกขมสุขเวทนา เราจึงไม่รู้จักเวทนา ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า เวทนา ไม่รู้จักความจริงต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าเวทนา.

น.225 ถ้าจะ พูดให้ชัด ก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คือว่า เราไม่สนใจอะไรเสียเลย, อะไรมันจะผ่านไปอย่างไร เราก็ไม่สนใจเสียเลย เราก็ไม่ฉลาดขึ้น. เดี๋ยวนี้เราไม่ยอม อะไรจะผ่านมา เราจะจับขึ้นมาดู มาพิจารณา เราก็ฉลาดขึ้นทุกที. สำหรับอทุกขมสุข- เวทนา คือเวทนาที่เฉย ไม่แน่ลงไปว่าน่ารักหรือน่าเกลียดนั่น มันก็ทำให้โง่ ทีมไปเลย ; ถ้ามันไม่ผ่านมาเสียอีก มันยังไม่ค่อยจะน่าตกใจ. เดี๋ยวนี้มันก็ผ่านมา แล้วก็ไม่รู้สึก ; มันก็พอกพูนนิสัย ไม่รู้สึกต่ออะไร ไม่สังเกตอะไร ไม่รู้สึกต่ออะไรนี่มากขึ้น ๆ. เรา เรียกว่ามันเพิ่มอวิชชา เพิ่มความชินแห่งอวิชชา เพิ่มความชินที่จะโง่ จะสะเพร่า จะปล่อย ไปตามความไม่รู้. เรื่องธรรมดาสามัญ ก็ควรจะพูดว่า เราไม่สนใจกับสิ่งที่เราควรจะรู้จัก ในเมื่อสิ่งนั้น ๆ มันก็ผ่านมา ๆ ๆ เหมือนกับมาสอนเรา. ถ้าจะยกตัวอย่างในทางวัตถุ ก็เห็นได้ชัดว่า เดี๋ยวนี้มีเรื่องอะไร มีสิ่งใด ๆ มีภาพ มีรูป มีเสียงมีอะไรมาผ่านเราอยู่ เสมอ แล้วเราก็ไม่สนใจที่จะรู้ว่า มันเป็นอะไร. ตอนนี้มันยังไม่ให้ผลอะไร แต่ต่อไป มันจะให้ผลว่า เราจะไปหลงรักในสิ่งที่น่ารัก ไปหลงเกลียดในสิ่งที่น่าเกลียด ; เพราะ เราไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่าเวทนา ในรูปธรรมชาติ ธรรมดาสามัญที่มันมีอยู่. เราไม่สนใจเวทนา ซึ่งมันจะมีความหมายรุนแรงต่อเมื่อเป็นสุขหรือทุกขเวทนา ส่วนอทุกขมสุขเวทนานี้เหมือนกับพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ; ฉะนั้น จะต้องแยกกันให้รู้จักว่า สุขเวทนานี้ทำให้เราชินที่จะรัก, : ทุกขเวทนาก็ชินที่จะทำให้เราเกลียด มันก็ทำให้เรา ชินที่จะเกลียด เคยชินที่จะเกลียด จะโกรธ, อทุกขมสุขเวทนา ก็จะทำให้ ชินที่จะ ปล่อยให้มันผ่านพ้น ๆไป โดยไม่สนใจอะไร ไม่อยากรู้อะไร. อทุกชมสุขเวทนานี้จับยาก แต่ที่แท้มันก็มีอยู่ตลอดเวลาก็ว่าได้ เพราะตา ลืมอยู่มันก็เห็นภาพ มันก็รู้สึกชนิดเฉย ๆ อยู่, หูได้ยินอยู่ มันก็ได้ยินเสียง ; แต่มัน ไม่มีความหมายตรงกับเรื่องราว ที่จะให้รักหรือเกลียด มันก็เฉยๆ ต่อเมื่อรูปหรือเสียง

น.226 หรือกลิ่นนั้น มันมีความหมายเฉพาะอะไรขึ้นมา ตามการกระทำของกิเลส จึงจะรักหรือ จึงจะเกลียด. ดูเป็นความรอบคอบของท่านมาก จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือใครก็ตาม ที่บัญญัติ เวทนา ๓, แล้วก็บัญญัติปฏิกิริยาต่าง ๆ กัน ของเวทนาทั้ง ๓ ว่ามันให้เกิดนั้นเกิดนี้. เราก็ไปพิจารณาดูเอง ; บางที อุกขมสุขเวทนานี้ ยังฝั่งเรา ๆๆ ลึกลงไป ๆๆ ทุกวัน ๆ ในความไม่รู้ต่อสิ่งที่เรียกว่าสังขาร. (ถาม) ขอถามท่านอาจารย์ว่า สมมุติว่ามีทุกขเวทนาอันหนึ่ง เกิดขึ้นมาแล้วเราก็ มองเห็นว่ามันเป็น ตถตา มันเป็นอย่างนั้นเอง; ถ้ามันเกิดขึ้นมาอีก เราก็ต้องทนแบบนี้อีก แล้วมันเกิดการทนขึ้นมาก็คือว่า เราจะต้องมีทุกข์ อยากขอให้ท่านช่วยอธิบาย. (ตอบ) อ้าว ! ต้องอย่าเอาเปรียบซิ. ถ้าทุกขเวทนามันต้องทน แต่ถ้าเรามี ความรู้ในเรื่องเวทนาอย่างนี้แล้วมันก็ทนน้อย ; อย่างที่เรียกว่าถูกลูกศรเล็กๆ ไม่อาบ ยาพิษ ดึงออกมาใส่ยานิดหน่อยก็หายแล้ว. แต่ถ้าเราไม่รู้ในมายาอันนี้ ไปหลงรักมัน เกิดตัวกู - เกิดของกูในความรู้สึกขึ้นมา ; นี้มันถูกลูกศรดอกใหญ่แล้วอาบยาพิษด้วย. ถูกแล้วนั่นแหละต้องทน, ทนจนเรียกว่าตายไปในกรณีหนึ่งเลย. ถ้ามีสติสัมปชัญญะ รู้ว่า เวทนา สักว่า เวทนา แล้ว มันทนนิดหน่อย แล้ว อาจจะกลบเกลื่อนได้ ด้วยอำนาจของความรู้ ปีติที่เกิดมาจากความรู้, และสมาธิที่เกิด มาจากการบังคับจิตนี้ กลบเกลื่อนไปได้ ; เพราะมันไม่ไปเกิดอุปาทานอย่างรุนแรง, พอไปเกิดอุปาทานอย่างรุนแรงเสียแล้ว อะไรจะไปกลบเกลื่อนได้ ; มันก็ต้องมีความ ทุกข์ที่ต้องทนอย่างเต็มที่ หรือสุดเหวี่ยง. คำว่า ต้องทน มันมีอยู่ ๒ ชั้น : ทนตามธรรมดา ที่มันเป็นเองแล้ว มันก็ ทนอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ, แต่พอมันไปเกิด ยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ ด้วยอุปาทานเต็มรูป เต็มความหมายแล้ว นี้มัน ทนอย่างที่เหลือจะทนได้.

น.227 ยกตัวอย่างคนที่อกหัก ถ้าเขามีความรู้ว่า ตถตา - มันอย่างนี้เอง มันก็ทน นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าเขาไม่รู้ เขาต้องไปกินยาตาย เพราะมันเหลือที่จะทนได้. (ถาม) ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าสมมติเราเกิดสุขเวทนา หรือว่าทุกข- เวทนา แล้วใช้สติสัมปชัญญะช่วยเพื่อจะกลบเกลื่อน ให้เกิดภาวะปกติขึ้น ภาวะปกติซึ่งเราได้ตรึก ตรองสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว มันจะเข้าไปสู่สภาพของ อทุกขมสุขเวทนาหรือไม่ ? (ตอบ) ได้, คำถามนี้ก็น่าถามอยู่ คือว่าเรามีสติสัมปชัญญะในขณะที่มี ทุกขเวทนา หรือ สุขเวทนาก็ตามอย่างรุนแรง ที่มันได้เกิดขึ้น เราใช้สติสัมปชัญญะใน กรณีนั้นอย่างถูกต้อง. ขอร้องว่าคุณ อย่าใช้คำว่ากลบเกลื่อน คุณต้องใช้คำว่าถอน ราก. ถ้ามีสติปัญญา สติสัมปชัญญะเพียงพอจริง มันไม่ใช่เป็นการกลบเกลื่อน. ความ หมายหรืออิทธิพลของเวทนานั้น ๆ มันเป็นการถอนราก ตัดรากให้มันหยุดไป ให้มัน ระงับไป; ฉะนั้นเมื่อมันหยุดไป ระงับไป มันกลายเป็นเวทนาอันอื่น ชนิดอื่น. แม้ว่าจะสงเคราะห์ไว้ในอทุกขมสุขเวทนา ก็ในความหมายอื่น, คือเป็นผลของการใช้ สติปัญญา ถอนราก ตัดราก ของเวทนา ทุกข์และสุข ซึ่งจะเป็นอุเบกขาชนิดที่มีแก่พระ อริยเจ้าไป ; ไม่มาอยู่ในระดับสักว่า อทุกขมสุขเวทนาธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน คำ ๒ คำนี้ปนเปกันยุ่ง คือคำว่า อุเบกขา กับคำว่า อทุกขมสุข ระวัง ให้ดีมันจะหลอก, ตัวหนังสือนี้จะหลอก เป็นมายาทางตัวหนังสือ ; แล้วคนโดยมาก ก็ชอบเอาคำว่า อุเบกขา มาใช้กับอทุกขมสุขเวทนา ธรรมดาสามัญ. มันต้องเป็น อทุกชมสุขเวทนาชนิดที่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจของปัญญาแท้จริงอย่างที่ว่านั่นแล้วจึงควรจะ เรียกว่า อุเบกขา มากกว่า ; เรื่องมันก็ไม่ขัดกัน มันลงรูปกัน.(tr สติปัญญา สติ- สัมปชัญญะ มาทันท่วงที ระงับทุกขเวทนา หรือ สุขเวทนานั้นได้ ก็ถึงความวางเฉย อันหนึ่ง. ทีนี้ถ้าถามว่า เวทนาที่มาจากความวางเฉยมันคืออะไร ? ต้องพูดว่า อทุกขมสุข- เวทนาอยู่ดี เพราะตามหลักเราจะมีเวทนาแต่เพียง ๓ เท่านั้น คือ สุข คือ ทุกข์ และ

น.228 อทุกขมสุข ; อทุกข์ อสุข นั่นแหละ ภาษาบาลีเขาว่า อทุกขมสุข, อย่าเข้าใจว่า เป็นอื่น คือ อทุกข์ อสุข ก็เรียกว่า อทุกขมสุข. ทีนี้เรามี อทุกขมสุขเวทนา ตามปกติ นี้ไม่ใช่อุเบกขา หรือความวางเฉย ที่มาจากสติปัญญา ; เพราะว่ามันไม่รู้ มันไม่ลืมหูลืมตา มันหลับตาปล่อยไปอย่างนั้นเอง จึงเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนาในระดับธรรมดา ก็ถูกแล้ว. ถ้ามันเป็นได้มันก็ต้องเป็นไปในทางว่า เรารู้จัก อทุกขมสุขเวทนา แล้วก็รู้ ว่านี้ก็เป็นสักว่าเวทนา แล้วก็เฉยได้. อีกทีหนึ่งมันจะเฉยโดยอัตโนมัติ คือ เฉย ด้วยสติปัญญา อย่างนี้ ก็ เรียกว่า อุเบกขา ได้เหมือนกัน. รสชาติที่เกิดออกมา จาก อุเบกขา นี้ จะเรียกว่าเวทนาอะไร ? ก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา, จะเรียกว่า อุเบกขาเวทนาก็ได้ ไม่ผิดหลักอะไร ; แต่ไม่ค่อยเคยเห็นนิยมเรียก. สุขเวทนา ทุกข เวทนา อุเบกขาเวทนา นี้ไม่ค่อยมีเรียก เรียกแต่ อทุกขมสุขเวทนา ในความหมาย ว่าเป็นด้วยอวิชชาก็ได้ ในความหมายที่ว่ามันมาจาก อุเบกษา ของพระอรหันต์ก็ได้ (ถาม) กราบเรียนอาจารย์ว่า เรื่องที่พูดไปว่า สมมติเราเกิดมีความทุกข์ขึ้นมา แล้วเราใช้อุบายในการระงับทุกข์นั้น อุบายนี้มันเป็นการกลบเกลื่อนเท่านั้นเอง; ตามความคิด ของผมมันไม่เป็นการถอนรากถอนโคนเลย. ตัวอย่างการพิจารณาปัจจเวกขณ์ก็เหมือนกัน รู้สึก ว่ามันคล้าย ๆ ว่าหลอกตัวเองเสียมากกว่า มันไม่ได้ถอนรากถอนโคนของจิตใจว่า ที่พิจารณา ฉันข้าวตอนเช้าอะไรนั้น มันเป็นปฏิกูลหรืออะไรทำนองนั้น. (ตอบ) ก็ได้ นี่เป็นปัญหาที่ดี คุณถาม ปัญหาที่ดี ที่ควรจะถาม มัน เกี่ยวกับความหมายของคำซึ่งยังไม่รู้. คำว่า "กลบเกลื่อน" ก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ควรจะไล่มาตั้งแต่คำว่า ป้องกัน ความหมายหนึ่ง, แล้วกลบ เกลื่อนไว้ ขีดไว้ ก็อย่าง หนึ่ง, แล้ว แก้ไข ก็อีกอย่างหนึ่ง, แล้ว ตัดราก ถอนเหง้า ถอนโคน นี้มันก็อีก อย่างหนึ่ง, เป็นระดับ ๆ มา.

น.229 ข้อปฏิบัติ อะไรก็ตาม จะเป็นสติสัมปชัญญะก็ตาม เป็นปัจจเวกขณ์อย่างที่ คุณว่าก็ตาม มันก็มี หลายระดับ แล้วแต่ว่าผู้ใช้จะสามารถใช้มันในระดับไหน : บางที อาจจะใช้อย่างงมงาย ไม่ได้ผลเลยก็ได้, เหมือนนกแก้วนกขุนทอง ก็บ่นบริกรรม สติสัมปชัญญะ หรือบริกรรมปัจจเวกขณ์ ก็ได้ ; อย่างนี้จะไม่เป็นการกลบเกลื่อนด้วย ซ้ำไป, หรือว่าจะไม่เป็นการป้องกันด้วยซ้ำไป. ข้อปฏิบัติต้องมีความหมาย มันจึงจะมีลักษณะที่เป็นการป้องกัน, หรือรู้จักตัว แล้วยังฆ่ามันไม่ได้ ก็ปิดทับมันไว้ก่อน กลบเกลื่อนมันไว้ก่อน หรือดีกว่านั้นเห็นลึก กว่านั้น ก็แก้ไขไปบ้าง, ถ้าดีกว่านั้นอีกก็ว่าตัดราก ; ฉะนั้น ข้อปฏิบัติให้ มีอยู่หลาย ๆ ระดับ แล้วแต่ว่าภิกษุองค์หนึ่ง ๆ รูปหนึ่งนั้น เขาจะสามารถใช้มันในระดับไหน ไม่มี ขัดกัน. ไปศึกษาเอาเอง เพราะว่ามีความรู้พอแล้ว ที่จะไปแยกความหมายของคำว่า ป้องกัน กลบเกลื่อน แก้ไข ตัดราก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต