Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๖ — จุดหมายปลายทางของคนคืออะไร

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.178 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายในชุดโมกขธรรมประยุกต์เป็นครั้งที่ ๖ นี้ เราจะได้กล่าวถึงปัญหาของคน ต่อไปตามเดิม และจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จุดหมายปลายทางของคนคืออะไร. ทบทวนเรื่องที่พูดมาแล้ว ขอทบทวนถึงคำบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา เพราะว่าเป็นสิ่งที่เนื่อง กัน. ใน ครั้งแรก เราพูดถึงปัญหาของคนทั่วๆ ไป ว่า ปัญหานั้นคืออะไร, เกิดมาจากอะไร, ภาวะที่เรียกว่าไม่มีปัญหานั้น คืออย่างไร, แล้วก็จะถึง ภาวะอย่างนั้นได้โดยวิธีใด. ๑๕๐

น.179 ในครั้งต่อมา เราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ความไวของจิตนี้ จะควบคุมมันได้ อย่างไร ; นี้ก็ย่อมเป็นการแสดง หรือเป็นคำตอบ ในข้อที่ว่า จะถึงภาวะที่ไม่มีปัญหา ได้อย่างไร, หมายความว่า ถ้าเราควบคุมความไวของจิตได้ ก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเป็น แน่นอน ; เพราะเราควบคุมจิตไม่ได้ โดยเฉพาะความไวของมัน มันก็สร้างปัญหา เป็น กิเลส และความทุกข์ขึ้นมา. ในครั้งถัดมาอีก เราก็วินิจฉัยกันถึงสิ่งที่เรียกว่า สติ. ทำไมเราจึงไม่มีสติ, บางทีเราไม่รู้ว่า สติคืออะไรด้วยซ้ำไป; อย่างที่แนะให้สังเกตว่า สิ่งที่เรียกว่า สติ นั้น มีคุณมีค่า มีอะไรมหาศาล แต่ไม่ใคร่มีใครให้ความสำคัญแก่สิ่งนี้ เท่ากับความสำคัญ ของมัน; เพราะฉะนั้น เราจึงพลาดพลั้งอยู่เป็นประจำ เพราะเราไม่ให้ความสำคัญ หรือให้ค่าแก่สติมากเต็มตามที่มันเป็นจริง ๆ. นี้เราต้องรู้ว่า มันคืออะไร, จำเป็น อย่างไร, แล้วพอกพูนให้มีขึ้นอย่างไร. ในครั้งถัดมาอีก ก็พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่เล่นตลกโดย ความหมายแห่งภาษา แปลว่า รอบรู้ หรือรู้ทั่ว มันไม่ควรจะมีอะไรผิดพลาด. แต่ เดี๋ยวนี้คนที่มีปัญญาอย่างสมัยปัจจุบันนี้ ยิ่งผิดพลาด เพราะว่า เขามีปัญญาในทางที่จะ แก้ตัว, ในทางที่จะหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหา. ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ มีปัญญาสำหรับจะโง่ คือ ยิ่งมีปัญญามาก ก็ยิ่งตกเป็นบ่าวเป็นทาสของกิเลสได้ลึกกว่าคนที่ไม่มีปัญญา ; อย่างนี้ ก็ควรจะเรียกว่า เขามีปัญญามากสำหรับจะโง่, สำหรับจะฝั่งตัวเองให้ลึกลงไปใน ความทุกข์. นี่ต้องสะสางกันให้ดีว่า ปัญญาที่แท้จริงนั้นคืออะไร. ถ้าถือตามภาษาบาลี เป็นหลักแล้ว ปัญญานี้ก็ไม่มีโทษอะไร, ปัญญาชนิดที่ทำให้คนกลิ้งกลอกหลอกลวงนั้น มันมีคำกลาง ๆ เช่นคำว่า เฉโก เป็นต้น, แล้วปัญญาสำหรับเป็นนักปราชญ์ เตลิด เปิดเปิงไปอย่างนักปราชญ์ เป็นโกวิโท อย่างนี้ก็มี. . ถ้าเป็นปัญญาจริง แล้วก็จะรู้แต่

น.180 สิ่งที่ควรรู้ แล้วก็ดับทุกข์ ; เพราะฉะนั้น เราควรจะรู้จักปัญญา พร้อมทั้งใช้ปัญญาได้ รวดเร็วที่สุด ที่เรียกว่าปฏิภาณ. ถ้าเราไม่มีปฏิภาณ ก็คือว่า ปัญญามาช้า, แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาจะ โต้ตอบ นึกไม่ทัน นึกไม่ออก นี้ปฏิภาณเป็นสิ่งจำเป็นมาก. แม้เราจะไม่ต้องโต้ตอบ กับใคร เราไม่อาจจะใช้ปัญญาได้ทันควัน เราก็ต้องตาย; เช่นเมื่อเผชิญกันกับอันตราย ที่มาอย่างรวดเร็วผลุนผลัน ถ้าเราไม่มีปฏิภาณพอ เราก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร ให้พ้นจาก อันตรายนั้นได้ในพริบตาเดียว อย่างนี้เป็นต้น. นี้ก็เป็นปัญหาของมนุษย์อยู่มาก คือ เราไม่มีปัญญาที่ถูกต้อง และทันแก่เวลา. ต่อมาอีกได้พูดถึง มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งคู่กันกับ สัมมาทิฏฐิ, พูดถึงสัมมาทิฏฐิ โดยตรง แต่ก็ต้องเนื่องไปถึงมิจฉาทิฏฐิด้วย เพราะเป็นของตรงกันข้าม. เราไม่รู้ว่า เรามีหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ว่าเราจะกำลังเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่ เราก็ยังไม่รู้สึก ; นี้เป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะถ้ามีอวิชชา มีความไม่รู้ ก็ย่อมไม่รู้ว่า อันนี้ผิด. ทีนี้สิ่งที่ผิด ก็กลายเป็นเห็นว่าถูก กลายเป็นเห็นกงจักรเป็นดอกบัว, แล้วส่วนที่มัน เป็นกงจักร คือเป็นฝ่ายทำความทุกข์นั้น มันก็มีลักษณะสวยงาม หรือว่ายั่วยวนกว่า ; ฉะนั้น กงจักรนั้นจึงถูกเห็นเป็นดอกบัวได้ง่าย เราจึงตกอยู่ในปัญหานานาชนิด คือ เหมือนกับตกอยู่ในห้วงพัดผันของสิ่งที่เรียกว่าปัญหา หรือกงจักร. เราต้องศึกษา กันเป็นพิเศษ คือให้รู้ถึงขนาดที่รู้จักแยกออกไปว่า มัน เป็น มิจฉาทิฏฐิ หรือเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างไร ; พูดอย่างเปรียบเทียบหน่อยก็คือว่า ไม่ให้ กิเลสมันตบตา หรือหลอกลวงได้. แต่ก็ยากลำบากที่มันมีมาแต่อ้อนแต่ออก สะสม ขึ้นมาทีละนิด ๆ ทีละนิด ๆ ที่จะตกไปในฝ่ายยึดมั่นถือมั่น, พอใจในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์. ถ้าไม่ได้รับการอบรมดี ไม่ได้เกิดในสกุลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เรียกว่า มีบุญน้อย คือ ยากที่จะมีสัมมาทิฏฐิได้.

น.181 ในวันนี้จะพูดถึง จุดหมายปลายทาง ในฐานะเป็นภาวะแห่งความหมด ปัญหา คือเราได้เดินทางมาเรื่อย ด้วยคุณธรรมอย่างที่ว่ามาแล้ว อย่างนั้นอย่างนี้. นี่จะพูดถึงจุดหมายปลายทางว่า คืออะไร, หรือถ้าจะดูกันในแง่ที่ว่า มัน จะมาถึง ได้อย่างไร เป็นวิธีการแก้ปัญหา : ถ้าถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไร ก็แปลว่า หมด ปัญหา. สิ่งที่เป็นจุดหมายปลายทาง ทีนี้ จะตั้งปัญหา อย่างปัญหาของคนธรรมดาสามัญ ในแง่ของประยุกต์ คือว่า เข้าใจได้ หรือปฏิบัติได้นี้ ว่า จุดหมายปลายทางของคนเรานี้ มันคืออะไร ? ปัญหาชนิดนี้มันขยายความออกไปได้ หรือกล่าวได้ในรูปประโยคอย่างอื่น เช่นว่า เกิดมา ทำไม เป็นต้น. ถ้าเรารู้ว่า เกิดมาทำไม ก็เท่ากับรู้ว่า อะไรเป็นจุดหมายปลายทาง, ขอให้ไปเทียบดูเอาเอง ว่าจะผูกเป็นรูปปัญหาขึ้นมาในลักษณะอย่างไรบ้าง ที่เป็นความจำเป็น หรือเป็นความสำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์เรา ว่าถ้าไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ก็ต้องเรียกว่า เสียชาติเกิด. ที่พูดนี้เป็นคำหยาบสักหน่อย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี จึงว่า เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ; บางทีก็แถมเข้าไปว่า ได้พบพระพุทธศาสนา แล้ว ก็ยังไปไม่ถึงปลายทาง จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะสนใจ และไปให้ถึง. ถ้าถามขึ้นมาว่า อะไรเป็นจุดหมายปลายทาง ? ตามธรรมดา พุทธบริษัท ทั้งหลาย จะตอบว่า "นิพพาน” ; นี้ตอบเป็นธรรมเนียม. มันก็ถูก ก็จริง ; ไม่ใช่เป็นแต่ธรรมเนียม แต่ว่าตามธรรมเนียมก็ต้องตอบอย่างนั้น เพราะว่า คนที่ไม่รู้จัก นิพพานก็ตอบอย่างนั้น เพราะเป็นธรรมเนียมที่ถามแล้ว ก็ต้องตอบอย่างนั้น ; ก็เป็น อันว่า คำตอบที่ถือเป็นหลักได้ว่า จุดหมายปลายทางนั้น คือนิพพาน, แล้วก็ตอบเผื่อ ไว้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า นิพพานคืออะไร. นี่ก็ไม่ผิด ก็เลยถือว่า จะตอบเผื่อไว้ก็ได้. ฉะนั้น

น.182 เรามาพูดกันถึงคำว่านิพพาน ให้เป็นที่เข้าใจ จนมองเห็นได้ด้วยตนเองว่า เป็นจุดหมาย ปลายทางได้อย่างไร. นิพพาน เป็นจุดหมายปลายทางได้อย่างไร ? เกี่ยวกับข้อนี้ ต้องขอทำความเข้าใจบางอย่างเป็นพิเศษ แทรกเข้ามาก่อน คือว่ามีการแบ่งแยก ออกเป็นสองพวก : - พวกหนึ่ง ถือว่า เราจะต้องตายแล้วเกิด - ตายแล้วเกิด - ตายแล้วเกิด ; อย่างเกิดจากท้องแม่ แล้วตายอย่างเข้าโลงนั้นแหละ เรื่อย ๆ ไป เป็นจำนวนมาก ๆ ชาติ, แล้วเราค่อยดีขึ้นทุก ๆ ชาติ. ชาติสุดท้าย มันจะ ล่วงไปกี่อสงไขยแสนกัปป์ ก็สุดแท้ แล้วเราก็บรรลุนิพพาน อย่างนี้ก็มี ; ตัวหนังสือ ที่เขียนไว้อย่างนี้ก็มี. อีกพวกหนึ่ง ไม่ได้ถือชาติอย่างนั้น คือถือเสียว่า เวลาที่กิเลสไม่ได้ เกิดขึ้น เราอยู่กับนิพพาน หรือเป็นนิพพานชนิดชั่วคราวอยู่ตลอดเวลา ; ฉะนั้น เราก็มีหน้าที่เพียง ทำอย่าให้กิเลสเกิดขึ้น ให้ระยะเวลาที่อยู่กับนิพพานนั้นยืดออกไป ๆ ให้ยาวออกไป - ยาวออกไป ยืดออกไป จนกระทั่งว่า ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป เราก็นิพพานที่สมบูรณ์และแท้จริง ไม่ใช่นิพพานชิมลอง หรือนิพพานชั่วคราวอย่างที่ เราจะชิมลองได้จากความรู้สึกในบางขณะ ที่กิเลสมิได้เกิดแม้แต่ประการใด. ถ้าเป็นนิพพานอย่างที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ต้องจำกัดลงไปว่า ต้องตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด - ตายแล้วเกิด, หรือจะพูดว่า ตายแล้วเกิดก็ได้ แต่ต้องเป็นอีกความหมาย หนึ่ง ; ฉะนั้นในชาตินี้ ที่นี่ ในโลกนี้ ในปัจจุบันนี้แหละ อาจจะทำนิพพาน ให้ปรากกฏออกมาถึงที่สุดได้. นิพพานมีความหมายต่างกันอย่างนี้ แม้จะถือหลักทั่วไป ตรงกันว่า มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. ความหมายของนิพพาน ทีนี้ พูดถึงนิพพานโดยตรงกันสักหน่อย ว่ามีความหมายอย่างไร จะได้เข้าใจ นิพพานอย่างถูกต้องขึ้นมาบ้าง

น.183 นิพพาน, ถ้าเอาตามตัวหนังสือ ก็แปลว่า ดับ เย็น ; นี้ย่อมเป็นการ บอกอยู่ในตัวแล้วว่า ถ้ามีการดับ ก็จะต้องดับสิ่งที่มีการเกิด, หรือถ้าว่า ดับเย็น ก็จะต้องมีความร้อน หรือการอยู่ด้วยความร้อน แล้วมันดับเย็นลงไป. ในความหมายทั่วไปที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล มาจนถึงพุทธกาล คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับเย็น ; แต่แม้จะพูดว่า ดับเย็น ก็ยังมีความหมายเป็น สองชั้น หรือสองชนิด อยู่นั่นเอง : คือไฟธรรมดาดับนี้ก็เย็นเหมือนกัน, หรือจิตใจ ที่ร้อน แล้วความร้อนแห่งจิตใจดับลง อย่างนี้ก็เรียกว่า ดับเย็นเหมือนกัน เป็นนิพพาน เหมือนกัน. ฉะนั้นจึงพบหลักที่กล่าวไว้ในพระบาลีนั้นเองว่า : - นิพพาน นี้หมายถึง ดับเย็นของวัตถุ ก็ได้ วัตถุร้อน ๆ เช่นไฟที่กำลังไหม้ อยู่, หรือถ่านไฟแดง ๆ อยู่ ดับเย็นลงไป, นี้ก็เรียกว่านิพพานของถ่านไฟ คือถ่านไฟ มันนิพพาน. ถ้าสัตว์ที่มีพยศดุร้าย มันถูกฝึกให้เชื่อง หมดพยศร้าย อย่างนี้ก็เรียก ว่า ดับเย็นของสัตว์ ตัวนั้น, เป็นนิพพานของสัตว์ตัวนั้น. ถ้า ความร้อนใจของมนุษย์ ดับไป ชนิดไหนก็ตาม ก็เรียกว่าดับเย็น, ดับจริงถึงที่สุด ซึ่งก็เย็นจริง ๆ ; ดับ อย่างไม่ถึงที่สุด ก็เย็นชั่วคราว เรียกว่าดับแห่งความร้อนทางจิตใจ คือกิเลส, หมายถึง ความรู้สึกตามธรรมดาสามัญของบุถุชน ที่รู้สึกไปด้วยอำนาจของอวิชชา แล้วก็มีแต่ ความร้อนนานาชนิดหลาย ๆ แบบ. เมื่อ ดับอวิชชา ซึ่งเป็นต้นตอของกิเลสทั้งหลายได้ ก็จะมีความเย็นเกิดขึ้น เรียกว่า นิพพานตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา คือสิ้นกิเลส. คำว่า "สิ้นกิเลส" นี้ มีคำแทนชื่อเรียกกันได้หลายอย่าง เช่นเรียกว่า หมดความยึดมั่นถือมั่น ก็ได้, หมด การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร อย่างนี้ก็ได้ มีหลาย ๆ คำ ; เอาความหมายของมันให้ถูกต้อง แล้วก็จะพบได้เองว่า มันตรงกันอย่างไร.

น.184 รวมใจความในที่นี้ก็คือว่า ความเย็นแห่งจิตใจที่ปราศจากกิเลส เรียกว่า นิพพาน มีเป็นขณะ ๆ ตามที่ว่า กิเลสยังไม่เกิดก็ได้ ; เป็นเองน้อย ๆ เป็นของชิมลอง. อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จิตนี้ประภัสสร คือว่างเฉย แล้วก็เศร้าหมองเมื่อ กิเลสเกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว. เมื่อ กิเลสเกิด ขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว ก็สูญเสียสภาวะเดิมของมัน ก็ร้อน ขึ้นมา ; พอประเดี๋ยวเหตุปัจจัยอันนั้นหมดไป ก็เป็นสภาวะเดิม ; ฉะนั้น เราต้องฝึกจิต ชนิดที่ ไม่ให้เปลี่ยนได้อย่างนั้นอีก, หมายความว่า ไม่ให้เกิดมีกิเลสขึ้นมาในจิตนั้นได้อีก คือ จิตอยู่ในสภาพที่จะเกิดกิเลสไม่ได้อีก มันก็เป็นประภัสสรตลอดกาล จึงจะ เรียกว่า นิพพาน ในที่นี้. เราจะรู้จักสิ่งนี้ได้ ก็ต้องสังเกตดู ทุกคราวที่เกิดกิเลสเป็นความร้อนขึ้นมา แล้วมันหมดไป แล้วมันเย็นอย่างไร, เดี๋ยวมันก็ร้อนขึ้นมา เดี๋ยวก็ดับไปเย็นอย่างไร ; อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป จะรู้จักนิพพานเร็วเข้า, รู้เร็ว รู้ดีกว่า ที่จะอ่านจากหนังสือ. ฉะนั้น เรื่องนิพพาน เป็นต้นนี้ จะต้องศึกษาจากภายใน. เรามีหน้าที่ดำรงตัวให้ถูกอย่าให้เกิดร้อนขึ้น เดี๋ยวนี้ เรารู้แล้วว่า นิพพาน นี้แปลว่า ดับเย็นแห่งความร้อน ดับเย็น แห่งความทุกข์ ; เราก็มีหน้าที่ต่อไป ที่จะต้องดำรงตัวไว้ในความถูกต้อง อย่าให้เกิด ร้อนขึ้นมาได้. ถ้าเกิดร้อนขึ้นมาได้ ขอให้ยอมรับเสียดี ๆ ว่า ได้ดำรงตัวไว้ผิดแล้ว ดำรงจิตไว้ผิดแล้ว ความร้อนจึงเกิดขึ้นมา. มีพระบาลีว่า จกฺ อาทิตฺติ, รูป อาทิตฺตํ เป็นต้นนี้ ว่าดวงตาก็ลุกโพลง, รูปก็ลุกโพลง, จักขุวิญญาณ - การเห็นทางตา ก็ลุกโพลง ; ทั้งตัวลุกเป็นไฟ ดวงตา ลุกเป็นไฟ เราก็ไม่รู้สึก เราไม่รู้จัก. ใครรู้สึก หรือว่ามองเห็นบ้าง? ดวงตาของเรา

น.185 กำลังลุกเป็นไฟคือร้อน, ร้อนเพราะมีไฟลุกที่นั่น, แล้วรูปที่มากระทบตาของเราก็ลุก เป็นไฟ, แล้วจักขุวิญญาณ คือการเห็นทางตาของเรา ก็ลุกเป็นไฟ. คำว่า อาทิตฺติ นี้ ตามตัวหนังสืออย่างถูกต้อง ต้องแปลว่ากำลังลุกเป็นไฟ เหมือนกับดวงอาทิตย์ ; เราไม่เคยรู้สึก หรือมองเห็นใช่ไหม? นี่พูดกันตรง ๆ. เราไม่เคยรู้สึก ว่า ดวงตาลุกเป็นไฟ, หรือ รูปที่มากระทบตาก็ลุกเป็นไฟ, การเห็น ทางตาของเราก็ลุกเป็นไฟ, พวก สัมผัส เวทนา ทั้งหลายที่เนื่องกัน ก็ลุกเป็นไฟ ทั้งหมด กระทั่งเป็นทุกข์เป็นร้อนเป็นไฟติดอยู่ภายใน. ทางหู ก็เหมือนกัน ทางจมูก ก็เหมือนกัน ทางลิ้นก็เหมือนกัน ทางผิวหนังก็เหมือนกัน กระทั่งทางจิตใจเอง ก็เป็น อย่างเดียวกัน. ถ้าเราไม่เข้าใจข้อนี้ เราก็ไม่อาจจะเข้าใจคำว่า "ดับเย็นเป็นนิพพาน" ; หมาย ความว่า ถ้ามีสติสัมปชัญญะพอ ตา นี้ก็จะไม่เห็นรูปด้วยความโง่หรืออวิชชา คือไม่สัมผัส รูปด้วยอวิชชา, หูก็ไม่สัมผัสเสียงด้วยอวิชชา จมูกก็ไม่สัมผัสกลิ่นด้วยอวิชชา ซึ่งเป็น เหตุให้เกิดตัณหา อันเป็นของร้อน. ความร้อนนั้น บางทีก็ ร้อนอย่างราคะ หรือ โลภะ ซึ่งมันก็ร้อนไปแบบหนึ่ง, บางทีก็ ร้อนอย่างโทสะ ซึ่งร้อนอย่างฉุนเฉียว วู่วาม, บางทีก็ ร้อนอย่างโมหะ ซึ่งร้อนไปอีกแบบหนึ่ง และอาจจะหลอกว่าเย็น ก็ได้. ต้องรู้จักลักษณะของความร้อน หรือความทุกข์ เมื่อต้องศึกษาจากของจริงอย่างนี้ ก็ต้องพยายามเท่านั้นเอง ; มันช่วยไม่ได้ ที่จะให้คนอื่นอธิบายให้ฟัง ให้เราเข้าใจได้ จนถึงบรรลุธรรมะนี้ได้. เมื่อ เราอยากเย็น เราก็ ต้องรู้ ว่า ร้อนนี่เป็นอย่างไร. แต่เดี๋ยวนี้ ร้อนอยู่ ก็ไม่รู้ว่าร้อน เพราะมีความ ชินชาชนิดหนึ่ง อย่างที่เขาพูดกันอยู่ ว่า "หนอนที่อยู่ในพริกไม่เคยรู้สึกร้อนเลย" ; ส่วนเราไปถูกเข้า ไปขยำเข้าแล้วมันร้อน. นี่เป็นเรื่องทางวัตถุทางรูปธรรม.

น.186 ร้อนทางนามธรรม ทางจิตใจ ก็เหมือนอย่างทางวัตถุ ; เมื่อร้อนอยู่ เราก็ไม่รู้สึกร้อน เหมือนกับหนอนในพริก ก็เลยไม่ต้องรู้ว่า จะต้องเย็น หรือจะต้อง แสวงหาความเย็น ก็เลยถือเอาความทุกข์ความร้อนนั้นเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียเลย. นี้ยังโง่มากเกินไป; ต่อมาคนฉลาดขึ้นบ้าง : มองเห็นความทุกข์ว่าเป็นความทุกข์, มีความยึดมั่นที่ไหน เป็นความทุกข์ที่นั่น, คือ มือวิชชาที่ทำให้ยึดมั่นที่ไหน ในสิ่งใด เมื่อไร ก็มีความร้อนที่นั่น; รู้อย่างนี้จึงค่อย ๆ เกลียดความร้อน หรือความทุกข์ ; แต่เราก็รู้กันแต่ความร้อน หรือความทุกข์ชนิดผิวเผินมาก ความร้อนที่แท้จริงนั้นไม่รู้ ยกตัวอย่าง ความทุกข์ที่เกิดตามธรรมดา เช่นความเจ็บไข้ หรือความ บาดเจ็บเป็นแผล แม้ที่สุดในการถูกยิง รู้สึกเจ็บปวดที่เนื้อที่หนังอย่างไร นี้เรียกว่า เป็น ความทุกข์ หรือความร้อนอย่างธรรมดา เป็นของเล็กน้อย เป็นเพียงทุกขเวทนา เท่านั้น. ถ้าว่ามือวิชชา มีความโง่ มันจะยึดมั่นถือมั่น ว่ากูเจ็บ กูไข้ กูถูกยิง กูอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่า ร้อนด้วยอุปาทาน ด้วยกิเลสตัณหา, ที่ร้อนลึก ร้อนมาก. ถ้ารู้จัก ความร้อนในระดับนี้ละก็ พอจะพูดกันรู้เรื่องในเรื่องของนิพพาน. มีคำเปรียบเทียบไว้ในพระพุทธภาษิต ว่า ถูกยิงด้วยลูกศรธรรมดา ไม่ได้ อาบยาพิษ ก็รู้สึกเจ็บบ้าง เป็นทุกขเวทนาในระดับธรรมดา ; ดึงศรออกเสียค่อย หายเจ็บ. ทีนี้ มีลูกศรอีกดอกหนึ่ง อาบยาพิษมาเต็มตัว แล่นมาเสียบเข้าไปอีกทีหนึ่ง ; ความเจ็บอย่างนี้ก็เหลือประมาณ บางทีจะขาดใจตายไปเลย เพราะยาพิษ เปรียบความที่กล่าวมานี้ เหมือนเมื่อเราถูกเข้ากับอะไรที่เป็น ความทุกข์ตาม ธรรมดา สามัญนั้น มันทุกข์อย่างที่เรียกว่า ถูกลูกศรธรรมดาเล็ก ๆ ไม่มียาพิษ ; แต่ พอไปรู้สึกว่า "ถูถูก" เข้าเท่านั้นแหละ กูเป็นเจ้าของความทุกข์นี้ขึ้นมา เท่านั้นแหละ ก็เลย เหมือนกับถูกลูกศร ดอกที่สอง ที่อาบยาพิษ. คนโง่ ๆ ก็ถูกลูกศรพร้อมกันทั้ง สองดอกเรื่อยไป : ลูกศรธรรมดาก็ถูก ลูกศรอาบยาพิษ ก็ถูกอีกด้วย ; เพราะพอ

น.187 อะไรเกิดขึ้นแก่เรา เราก็มีทุกขเวทนาเท่านั้นเสียชั้นหนึ่งแล้ว, แล้วยังมีความยึดมั่น ถือมั่นในทุกขเวทนานั้น ทุกข์มากขึ้นไปกว่านั้นอีกมาก และเร็วจนไม่รู้สึกตัว. พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้รู้จักแยกออกไปเสียจากกัน ว่า ส่วนที่เป็นไปตาม ธรรมชาติที่เรียกว่า ขันธ์ นั้นมันเป็นของมันเอง : ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตามธรรมดาสามัญ นี้เป็นของมันเอง มีอยู่ระดับหนึ่ง เป็นความทุกข์อย่าง เด็กเล่น. ทีนี้พอ ไปยึดถือเข้า เอาความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู อะไรขึ้นมานี้ ก็กลายเป็นลูกศรดอกที่สอง ซึ่ง เป็นตัวปัญหา ของคนเรา หรือเป็นตัวปัญหาที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกขึ้นมา เป็นเรื่องสำคัญสำหรับให้ศึกษา. ในเรื่องอริยสัจจ์, คำว่า "ทุกข์" ในอริยสัจจ์ นั้น หมายถึงทุกข์ที่มา จากอุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น ; ถ้าเป็นเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วน ๆ ก็ไม่มีปัญหาอย่างนี้. พระอรหันต์ ก็ยังมีความเจ็บ ความแก่ และกระทั่งความตาย ลงไป; แต่ท่านไม่มีความเจ็บของเรา ความแก่ของเรา ความตายของเรา; ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในความทุกข์ชนิดนี้. ส่วนผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ละก็ อะไร ๆ ก็ของเราทั้งนั้น : ความเกิดของเรา ความแก่ของเรา ความเจ็บของเรา ความตายของเรา อะไรนิดหนึ่ง ก็ของเรา. ความทุกข์ที่มาจากอุปาทานนี่คือความทุกข์ที่แท้จริง เป็นเรื่องของอริยสัจจ์ แล้วก็มาจากอวิชชา มาจากตัณหา มาจากอุปาทาน จึงได้เกิดความทุกข์ชนิดนี้. พระอรหันต์ท่านไม่มีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แม้จะมีอาการอย่างนั้น ก็ไม่มีความทุกข์ ในรูปที่เรียกกันว่า "ความทุกข์", มันเป็นทุกขเวทนาตามธรรมดาสามัญไป. ที่ว่า "ไม่มีทุกข์" ภาวะไม่มีทุกข์ เป็นทุกขนิโรธ นั้นก็ดับตัณหา อุปาทาน นั้นเสีย ก็เลยไม่เกิดความทุกข์อีกต่อไป. นี้ทำอย่างไร ? ก็คือ เป็นอยู่ให้ถูกต้องด้วย

น.188 อริยมรรคมีองค์แปด ; อยู่อย่างนี้ ถ้าอยู่ได้ก็ถึงที่สุดจริง คือสมบูรณ์จริง ๆ แล้ว จะไม่มีอวิชชา ตัณหา อุปาทานจริงเหมือนกัน ก็เลยไม่มีความทุกข์ เรียกว่าไม่มีไฟไหม้ ทุกข์ปรากฏที่ไหน ต้องดับที่นั่น อีกข้อหนึ่งที่จะต้องมองให้เห็นพร้อมกันไปในคราวเดียว คือ ทุกข์ปรากฏ ที่ไหน หรือจากอะไร เราต้องดับที่นั่น หรือจากเหตุอันนั้น, ดับสิ่งที่เป็นเหตุของความ ทุกข์นั้น ; อย่าแยกกันเป็นคนละที คนละเรื่อง คนละคราว. เมื่อ ความทุกข์เกิดจาก อวิชชา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดตัณหา อุปาทาน มันก็ ต้องดับที่อวิชชา ตัณหาอุปาทาน ; ทำไมจะต้องไปจ้างเทวดามาดับ เสียเป็ด เสียไก่ เสียหัวหมูหัวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้. เพราะว่าความทุกข์นั้นเกิดมาจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันก็ต้องดับลง ไปที่ต้นเหตุของมัน. ความทุกข์ เกิดที่ไหน ? ก็คือ เกิดที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ก็ต้องดับกันให้ถูกเรื่องที่ตรงนั้น ; แต่ว่า ในที่สุด ก็ต้องถือว่า มัน เกิดที่ใจ; เพราะ แม้แต่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังอะไรก็ตาม มันก็ไปรวมจุด อยู่ที่ใจ จึง ต้องจัดการที่ศูนย์กลาง คือ ใจ. ที่นี่ (ในสวนโมกข์) เรามีภาพแสดงการดับทุกข์ ว่ามันเกิดที่ไหน ดับที่นั่น คือสระน้ำที่มีต้นมะพร้าวอยู่กลางสระ ทางทิศใต้ เรียกว่า ภาพการดับทุกข์. นิพพาน เกิดที่วัฏฏสงสาร นั่นเอง ก็ดับที่วัฏฏสงสาร, ทุกข์อยู่ที่วัฏฏสงสาร พอดับความทุกข์ ที่วัฏฏสงสารลงไป นิพพานก็อยู่ที่นั่น ; ฉะนั้น ต้นมะพร้าวกับน้ำทะเลขี้ผึ้ง ก็อยู่ด้วย กันที่นั่น. ให้ดับความหมายของวัฏฏสงสารเสีย ก็จะมีนิพพาน คือดับวัฏฏสงสารที่อยู่ ที่นั่น : หยุดทุกข์ หยุดความเวียนว่ายของกองทุกข์ คนเขามักจะเอาไปแยกกันเสีย : มีความทุกข์ที่บ้าน เอามาดับที่วัด หรือมี ความทุกข์เกิดที่ตา ที่หู เขาก็ไปดับที่ไหนกันก็ไม่รู้ : ไม่แก้ปัญหาให้ถูกเรื่อง ถูกสถานที่ ถูกเหตุการณ์ของมัน.

น.189 นี่เป็นอันว่า เรารู้ความหมายของคำว่า "นิพพาน" คือ ความดับเย็นแห่ง สิ่งที่มีความร้อน พอสมควรแล้ว. ทีนี้จะย้อนไปพูดกันถึงเรื่องว่า มีนิพพานเป็น จุดหมายปลายทางนี้อย่างไร ? ควรรู้จักละอายกลัวทุกข์ ทุกชาติที่ต้องเกิด พวกคนที่เขาเชื่อการเวียนว่ายตายเกิด, เข้าโลงแล้ว เข้าโลงอีก, เข้าโลง แล้ว เข้าโลงเล่า, กว่าจะนิพพาน อีกร้อยชาติพันชาตินั้น ; เราก็ ไม่ไปว่าอะไรเขา ในเมื่อเขาอยากจะเชื่ออย่างนั้น เพราะว่าเขาไม่อยากจะเชื่ออย่างอื่น. ถ้าไม่ให้เขาเชื่อ อย่างนั้น เขาก็จะไม่เชื่อเสียเลย แล้วบาปก็จะมาอยู่ที่เรา ที่ไปบอกเขาว่า อย่าเชื่ออย่างนั้น, แล้วเขาก็ไม่มีอะไรจะเชื่อ มันก็ยิ่งร้ายไปกว่าที่จะไม่เชื่ออย่างนั้น. แต่ทีนี้ เราเห็นว่า เชื่ออย่างนั้นมันนานนัก ไม่ทันใจเรา เราจึง ขยับ คำว่า "ชาติ" เข้ามาให้ใกล้ ๆ หน่อย คือในจิตนี้ : เกิดตัวกู - ของกู, มีความมั่นหมาย โดยความเป็นตัวกู - ของกู ในเรื่องอะไรก็ตาม · ขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. ตัวกูเกิดที่หนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง เดี๋ยวก็ดับไปตามเหตุตามปัจจัย, .. เดี๋ยวก็เกิดอีก ; ฉะนั้น วันหนึ่งเราเกิดได้ตั้งหลายชาติ หรือเกิดเก่ง ๆ อาจจะได้หลายสิบชาติ เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ก็หลายร้อยหลายพันชาติ หลายหมื่นชาติเหมือนกัน. ถ้าอย่างนี้ไม่ทันจะเข้าโลง เราอาจจะได้แสนชาติ อสงไขยชาติก็ได้ นับรวมเรื่องเล็กเรื่องน้อยเข้าไปหมด. ในทุก ๆ ชาติ นี่ ขอให้เรา รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักกลัว รู้จักละอายกันเสียบ้าง ก็พอ; เมื่อเราไม่รู้ว่า นี้เป็นความทุกข์ น่ากลัว น่าละอาย เราก็ไม่มีความกลัว ไม่มี ละอาย มันก็ไม่ก้าวหน้า. ฉะนั้น ไปศึกษาให้มองเห็นว่า เกิดตัวกูครั้งหนึ่งนี้ เป็น สิ่งที่น่าละอาย ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกซ่อนไว้ที่ไหนแล้ว สำหรับพุทธบริษัท; เกิด อุปาทานเป็นตัวกู หมายมั่นขึ้นมานั้น ในรูปของโลภะ ครั้งหนึ่งก็ได้, ในรูปของโทสะ ครั้งหนึ่งก็ได้, เป็นโมหะ ครั้งหนึ่งก็ได้, ก็เรียกว่าเลวร้าย น่าละอาย และน่ากลัวที่สุด.

น.190 ถ้ารู้สึกอยู่ดังที่กล่าวมาอย่างนี้ ก็จะค่อยดีขึ้นโดยเร็ว ในทางที่จะเกลียดกลัว กิเลส ถอยห่างออกมาเสียจากกิเลส ให้เป็นว่า เกิดมาชาติหนึ่งให้ฉลาดขึ้นนิดหนึ่ง, เกิด มาชาติหนึ่งให้ฉลาดขึ้นนิดหนึ่ง : เกิดราคะทีหนึ่ง ให้ฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง, เกิดโลภะ ทีหนึ่งให้ฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง. เกิดโทสะทีหนึ่งให้ฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง; เกิดโกธะ - ความโกรธขึ้นมาทีหนึ่ง ให้ฉลาดนิดหนึ่ง, เกิดโมหะโง่ทีหนึ่ง ก็ฉลาดนิดหนึ่งทุกทีไป ; อย่างนี้จะเร็ว ไม่กี่ชาติก็จะดับเย็นเป็นนิพพานได้ ไม่ต้องถึงหมื่นชาติแสนชาติ เพราะว่า มีความกลัว มีความละอาย มีความเข็ดหลาบ. ในที่สุด ก็ถึงจุดอันหนึ่ง ซึ่งเราไม่เกิดตัวภู ในรูปของโลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี นั่นแหละคือนิพพาน หรือ เป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ ที่ควรจะได้ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ ; แล้วคุณไปคิดดู ว่ามีอะไรดีกว่านี้ ที่มนุษย์ควรจะได้ คือได้ชีวิตชนิดที่เป็นชีวิตจริง ไม่ใช่ชีวิตชนิด biology ชีววิทยาซึ่งตายเกิด - ตายเกิด อยู่ในตัวมันเอง. ชีวิตที่แท้จริง ไม่มีตายอีกต่อไป นั่นจึงจะเรียกว่าชีวิต เพราะว่าชีวิตนั้น แปลว่าความเป็นอยู่ ; ถ้ายังมีตายสลับอยู่ละก็จะเรียกว่า ชีวิตที่แท้จริงได้อย่างไร. ฉะนั้น ต้อง ไม่มีเกิดตัวกูอีกต่อไป จึงจะเป็นชีวิตจริง ; มีธรรมะอันเป็นอมตธรรม คือ ไม่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย สำหรับตัวกูอีกต่อไป นี้คือ จุดหมาย ปลายทางอยู่ที่นี่ จะดีกว่าสิ่งทั้งปวงอย่างไร ก็ไปเทียบเคียงดู. ถ้าผมพูด ผมก็ถูกค่า ว่าเป็นนักโฆษณาเป็นแน่นอน เมื่อผู้ฟังไม่เข้าใจ ก็อย่าต้องพูด. ควรพิจารณาดูว่า แต่ละคนมีจุดหมายปลายทางเพียงไร ขอฝากให้ไปพิจารณาดูเอาเองว่า ชีวิตมันเป็นอย่างไร ? มีค่าสูงสุดจริง หรือไม่ ? ควรจะถือว่าเป็นเป้าหมายปลายทางหรือไม่ ? เรายกเอาคำว่า "เป้าหมาย" อย่างที่เขาชอบใช้กันเวลานี้ ขึ้นมาเป็นเรื่องสำหรับพูดก็ได้เหมือนกัน ; เช่นจะตั้งปัญหา ขึ้นมาว่า : -

น.191 พวกคุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณอย่างไร ? ผมก็ไม่ต้องตอบเพราะคุณก็ รู้เอง. แต่อยากจะบอกว่า บางคนเขาอาจจะคิดตื้น ๆ สั้นๆ เพียงว่า มีเงินใช้เหลือเพื่อ ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ก็พอแล้ว ; นี่คือเป้าหมายของคุณ ตามความรู้สึก เดิม ๆ ของคุณ. ที่จริงยังมีอะไรที่สูงไปกว่านี้ ที่สูงไปกว่าเรื่องกิน เรื่องถาม เรื่องเกียรติ นั่นมันมีอะไร. เดี๋ยวนี้มาบอกว่า ยังมี ที่เป็นเป้าหมายสูงไปกว่านั้น เป็นจุดหมายปลายทาง คือ จิตใจที่มีอำนาจอยู่เหนืออำนาจของ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั่นเอง. อิทธิพลของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ครอบงำจิตใจชนิดนั้นไม่ได้, จิตใจชนิดนั้น อยู่เหนืออิทธิพลเหล่านี้. อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นเป้าหมายปลายทางของพุทธบริษัท. ตรงนี้ คุณฟังให้เข้าใจก่อน เดี๋ยวพอผมเอ่ยชื่อที่เขาใช้เรียกกันในภาษาบาลี แล้ว คุณก็จะเกลียดมันอีก คือคำที่เขาเรียกว่า โลกุตตระ หรือ โลกอุดร, เดี๋ยว คุณก็ชักจะไม่สนใจแล้ว. โลกุตตระ หรือโลกอุดร แปลว่า อยู่เหนือโลก ยิ่งไปกว่า โลก พ้นโลก. "โลก" ก็คือ สิ่งที่มีค่า เพียงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด อย่างธรรมดาสามัญ ก็เรียกว่า โลกมนุษย์, อย่างดีเลิศ ก็เรียกว่า โลกเทวดา, เว้นเรื่องกามเสีย เว้นเรื่องกินเสีย ก็ได้ เหลือเรื่องเกียรติบริสุทธิ์ ก็เป็น เรื่องของ พรหมโลกนานาแบบ. แม้เป็นพรหมโลกแล้ว ก็ยังเป็นโลก เพราะว่ายังมี ตัวกู ที่จะหลงอยู่ในเกียรติ คือ อัตตา ว่าตัว ว่าตนชั้นเลิศ ชั้นวิเศษ เหนือกาม เหนือ อะไรแล้ว แต่ยังมีตัวกูอยู่ ; อย่างนี้เรียกว่าโลกทั้งนั้น. ทีนี้ พวกเรากำลังอยู่ในโลกไหน ? ถึงเทวโลก พรหมโลกแล้วหรือยัง ? โดยธรรมดาก็อยู่เพียงแค่มนุษย์โลก ก็จะยังไม่ได้ คือ ยังไม่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์แม้ในโลก มนุษย์ เรายังหวังจะยื้อแย่งนายทุนอยู่ใช่ไหม ? เพราะว่า เขามันมีอะไรมาก ส่วนเรา ยังไม่ได้. นี่เพียงแค่โลกมนุษย์ ก็ยังไม่ได้โดยสมบูรณ์ ; ฉะนั้น จึงไม่ต้องพูด

น.192 ถึงเทวดา เทวโลก หรือพรหมโลก. จิตใจของเราจึงอยู่ภายใต้โลก ภายใต้การบีบคั้น ของเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ อย่างไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ. ยังยอมตัวเป็นทาส ของสิ่งเหล่านี้ เพื่อจะได้สิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นไป ให้ยิ่งขึ้นไป. ผู้ที่รู้จักโลกดี ต้องการอยู่เหนือโลก เป้าหมายของเราอยู่ที่นี่ คือภายใต้โลก ; แล้วเป็นอย่างไรไหวไหม ? ฉะนั้น ผู้ที่มองเห็น จึงเห็นว่า ไม่ไหว ; ต้องการจะ เขยิบต่อไปอีก มันจึงเป็นเรื่องให้เกิดขึ้น คือ เป็นเรื่องเหนือโลก, มีจิตใจอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งต่าง ๆ ในโลก ที่มันบีบคั้นมนุษย์ ในโลกอยู่, ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า กามารมณ์ก็ได้ : กามารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. กามารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย, ความสมบูรณ์ ด้วยกามารมณ์เช่นนี้ เป็นที่ใฝ่ฝันกันนัก แล้วก็ไม่เคยมีใครอิ่มด้วยกามารมณ์ได้ เพราะ ความต้องการนั้นขยายตัวได้เรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด. ไม่เคยมีใครอิ่มด้วยกามารมณ์ แม้อายุ มากแล้ว มีอวัยวะเสื่อมในการบริโภคกามแล้ว จิตก็ยังกระหายต่อกามารมณ์อยู่ ; นี่คือ ยังไม่มี ใครอิ่ม จากกามารมณ์ เว้นแต่ผู้ที่มองเห็น และรู้ และเข้าใจ ว่านี้คืออะไร เท่านั้น. เมื่อรู้ว่า กามารมณ์ นี้คืออันตราย นี้คือศัตรู นี้คือสิ่งบีบคั้น มันจึงจะ เกลียดชังเรื่องกามารมณ์ขึ้นมา ; ฉะนั้น จึงถือกันว่า หรือได้มีคำกล่าวไว้ว่า แม้พวกเปรต พวกสัตว์นรก มันก็ยังหิวกามารมณ์, พวกมนุษย์ก็หิวกามารมณ์ พวกเทวดาในสวรรค์ ก็หิวกามารมณ์. พอไปถึงเทวดาชั้นพรหม ชั้นนั้นเหนือกามารมณ์ แต่ไปติดในเรื่อง เกียรติก็เรียกว่าอยู่ในโลกของเกียรติ. ต่อพ้นจากนี้ไปอีกทีหนึ่ง จึงจะถึงเหนือโลก หรือ โลกุตตระ ; ฉะนั้น เป้าหมายอยู่ที่นั่น

น.193 ถ้าจะเอา สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือไม่มีการบีบคั้น เผาลน ทิ่มแทง อะไร ผูกพันอะไรเลย มีอยู่ที่นั่น ก็เรียกว่า “ความรอด" หรือความหลุดพ้น หรือ เรียกว่า โมกขะ. คำว่า "โมกขะ" นี้ก็แปลว่า พ้น คือ เกลี้ยงไป เสียจากสิ่งที่มา พัวพัน หุ้มห่อ แปดเปื้อนต่าง ๆ, มีคำใช้เรียกแทนกันได้หลายคำ. จุดหมายปลายทางแท้จริง คือนิพพาน เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคำว่า "โมกขธรรมประยุกต์" - ธรรมะที่ทำให้ถึง โมกขะ ; ที่เราอาจจะใช้ปฏิบัติได้ ก็คืออย่างที่เรากำลังพูดอยู่. นี้คือ จุดหมาย ปลายทางที่แท้จริง ที่สูงสุดแท้จริงก็คือ โมกขะหรือนิพพาน. ทีนี้พูดอย่างนั้นฟังไม่รู้ และชวนง่วงนอน ก็พูดว่า ความที่จิตอยู่เหนืออำนาจอิทธิพลของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก ที่มันบีบคั้นเรา มันทรมานจิตใจเรา หรือยั่วให้เราหลงไปตามอำนาจของมัน ; แม้เรา รู้สึกตัวอยู่ แต่ไม่เข้มแข็งพอ ไม่ฉลาดพอ ก็ต้องตกเป็นทาส เป็นบ่าวของมัน. ถ้าออกมาได้เสียจากสิ่งนั้น มา เป็นอิสสระอยู่ นั้นเรียกว่า จุดหมายปลาย ทางของจิต หรือของมนุษย์ ที่ตรงตามความหมายของคำว่า มนุษย์. คำว่า "มนุษย์" แปลว่า มีจิตใจสูง ; นี้ถ้าสูงสุด ก็ไปถึง นั่นคือ อยู่เหนือโลก. ฉะนั้น จะตอบ ว่า นิพพาน เป็นจุดหมายปลายทาง ก็ได้, ความรอดพ้น หรือ วิมุตติ เป็นจุดหมาย ปลายทาง ก็ได้, โมกษะ เป็นจุดหมายปลายทาง ก็ได้, อมตธรรม - ภาวะของ ความไม่ตาย เป็นจุดหมายปลายทางของโลก ก็ได้. ผมจะพูดภาษาธรรมดาหน่อยก็พูดว่า ชีวิตที่เต็มไปด้วยความสะอาด สว่าง สงบ ไม่มีความทุกข์เลยนี้ เป็นจุดหมายปลายทาง ; เพราะฉะนั้น แม้ว่า คนจะมี เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ สมบูรณ์แล้ว แต่ถ้ายังมีเรื่องเสียบแทงในทางจิตใจอยู่ มันก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน ยังอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง.

น.194 คุณไปพิจารณาดูให้เข้าใจเถิด ว่า เงิน ทอง ทรัพย์สมบัติ ก็มีแล้ว, เกียรติยศ ชื่อเสียงก็มีแล้ว, สิ่งอำนวยความสนุกสนาน เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นี้ก็สมบูรณ์แล้ว ; มันก็ยังมี สิ่งเสียบแหงในทางจิตใจ เช่น ความหลงใหล หรือ ความใคร่ ที่มันใคร่ยิ่งขึ้นไป แปลกออกไป อะไรอย่างนี้ ยังเหลืออยู่ จึงถือว่า ไม่ใช่จุดสุดท้ายของเป้าหมายของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต ตามหลักการของพวกพุทธบริษัท. พวกอื่นเขาอาจจะตกลงกันเพียงเท่านั้นก็ได้ : เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ ก็พอแล้วสูงสุดพอแล้ว. เราพุทธบริษัท ต้องพิจารณาดูให้ดี ว่า เดี๋ยวนี้ คน ทั้งโลกนี้ เขาก็ต้องการเพียงเท่านี้ แล้วก็ยังไม่ได้, แล้วก็ยังกำลังยื้อแย่งกันอยู่. ยังจะ พัดเหวี่ยงกันอยู่ ยังกัดกันอยู่ พัดกันอยู่เพื่อจะแย่งชิงสิ่งเหล่านี้ : เพื่อเรื่องกิน เรื่อง กาม เรื่องเกียรติ ; นี้ก็ยัง ไม่ถึงความสมบูรณ์ ของสิ่งที่เรียกว่า กิน หรือ ถาม หรือ เกียรติ แล้วจะไปถึงความสมบูรณ์อันแท้จริง คืออยู่เหนือความบีบคั้นของสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างไร. รู้จักจุดหมายปลายทางของชีวิตไว้ เพื่อไม่หลงทาง เอาละ, คุณเอาไปพิจารณาดูก็แล้วกัน ว่าจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของ มนุษย์เรานั้นควรจะเป็นอะไร ; แล้วอย่าเพ่อเข้าใจว่า ผมกำลังเกลี้ยกล่อม ชักจูงพวกคุณ ให้เดินตามหลังพระพุทธเจ้าไป ไม่ต้องกลับไปเข้าโรงเรียนแล้ว ไม่ต้องกลับไปเรียน ในมหาวิทยาลัยแล้ว ; ไม่ใช่อย่างนั้น, แต่ ให้รู้ไว้ว่า มันมีจุดหมายปลายทางอยู่อย่างนี้ เพื่อว่าจะไม่หลงทาง. เพราะว่า เรากำลังเดินอยู่ที่ต้นทาง หรือกลางทาง หรืออะไรก็ได้ ; ถ้าเรา รู้เรื่องจุดหมายปลายทางนี้ดี เราก็ไม่หลงทาง, แล้วเราอาจจะถึงจุดหมายปลายทาง อย่างที่ว่านี้ ภายในชีวิตนี้ ซึ่งคงจะไม่เกินร้อยปีไปได้ สำหรับคนสมัยนี้. แต่ว่า เรา อาจจะจัด อาจจะทำให้ทัน ก่อนที่จะมีอายุสิ้นสุดลง.

น.195 ถ้าเราได้พบกันเข้ากับชีวิต หรือจิตใจชนิดนี้ ก็เรียกว่า ถึงจุดหมายปลาย ทางได้ แล้วก็ไม่ขัดกับคำที่เขาจะถือกันอีกอย่างหนึ่งว่า ต้องเวียนว่ายตายเกิดไป ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ อสงไขยชาติ ก็ได้เหมือนกัน เพราะว่าเราขยับชาติของเรา ให้สั้นเข้ามา ; ดังที่ว่า เกิดตัวกูทีหนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง แล้วก็ผ่านร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติไปได้ ก็ถึงจุดหมายปลายทางได้ในชีวิตนี้ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และ พบพระพุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้เรายังไม่ไป หรือยังไปไม่ถึง แต่รู้ไว้ว่า หนทางมันมีอยู่ อย่างนั้น ทางอื่นนั้นไม่มีปลายทาง เราก็จัดทำไปให้ดี : จะมีการเรียน ก็เรียนให้ดี จะประกอบ อาชีพ มีเงิน มีทรัพย์สมบัติ มีเกียรติยศ ชื่อเสียง ก็มีให้ถูก คือมีในลักษณะที่ไม่บีบคั้น เรา ไม่เผาลนเรา ไม่ทำให้เราต้องทุกข์ยากลำบากเพราะสิ่งเหล่านี้ ; เพราะเราไม่ได้ บูชาสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับคนบางพวกที่เขาว่า เขาเกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านี้ แล้วเขาก็บูชา กามารมณ์ เป็นต้น. เรานั้นเกิดมาเพื่อสิ่งโน้น แล้วก็มีสิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อเป็นยานพาหนะบ้าง เป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับเดินต่อไปบ้างเท่านั้นเอง ; ถึงแม้จะมีเงินมาก มีอะไรมาก ก็ถือเป็นเพียงอุปกรณ์ สำหรับรู้จักโลกนี้ สำหรับผ่านโลกนี้ไป หรือว่า ผ่านอิทธิพลของทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียงเหล่านี้ไป มันจึงมีส่วนที่ได้เปรียบ คือ ไม่เสียเวลาหลงใหลอยู่ ไม่มีอะไรทำให้เราเป็นทุกข์เป็นร้อน. เมื่อเราเรียนก็ดี เมื่อเราประกอบอาชีพก็ดี อย่าเข้าใจตามพวกโง่ ๆ ; ขออภัย ใช้คำหยาบ เพราะหลีกเลี่ยงไม่พ้น ไม่มีคำอะไรจะใช้ ต้องใช้คำว่าบรมโง่, คือมี บรมโง่ว่า ถ้าเรียนรู้ธรรมะแล้ว จะไม่อยากทำอะไร ไม่อยากทำการงาน ไม่อยากทำการ เรียน ไม่อยากก้าวหน้าอะไร ; อย่างนี้คนโง่พูด. ถ้ารู้ธรรมะจริง ยิ่งจะทำให้ ผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้ดี : เรียนดี ทำการงานดี มีอะไรดี มีประโยชน์แก่คนมาก, มีประโยชน์แก่คนทั้งโลกก็ได้.

น.196 อย่าเข้าใจผิด ว่า ศึกษาธรรมะเรื่องเหนือโลกแล้ว จะทำให้เป็นบ้าเป็นบอ ไปเลย ไม่คิดจะทำอะไรให้ก้าวหน้า แล้วไม่ทำประโยชน์แก่ผู้ใด ; ไม่ใช่อย่างนั้น นี่เป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคขึ้น ในการที่ว่า คนในโลกนี้ จะศึกษาธรรมะกัน บ้าง ก็มากลัวอย่างนี้เสีย ในที่สุดเขาก็ ไม่รู้จักจุดหมายปลายทาง ของมนุษย์ ; มนุษย์ ก็ตายเปล่า มันก็ลุ่มหลงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ อย่างที่เขาเรียกกันว่า หนอนเกิดในหลุมคูถ - แล้วมันก็ตายในหลุมคูณ, แล้วก็เกิดในหลุมคูณ - แล้วก็ตายในหลุมคูลอีก, ไม่รู้ อิโหน่อิเหน่ว่า ทิศทางที่สูงสุดนั้นอยู่ที่ไหน. ฉะนั้น จึงควรจะเอามาพูดกันเสียด้วย ในฐานะเป็นปัญหาของคนเราตามธรรมดาสามัญ ว่า คนเรานี้มีจุดหมายปลายทางอันแท้จริง อยู่ที่ตรงไหน. แม้ว่า เดี๋ยวนี้ เรา ยังถึงไม่ได้ เราก็ควรรู้จุดนั้น ซึ่งเราย่อม คำนวณได้ โดยหลักง่ายๆ ในเบื้องต้นก่อนก็ได้ ว่า : เดี๋ยวนี้ เราไม่อยากจะมีความทุกข์, ถ้าไม่มี ความทุกข์แล้ว มันก็ควรจะหมดปัญหา, ถ้า หมดความทุกข์ โดยแท้จริงนั้น ก็เรียก ว่านิพพาน แล้วจุดนั้นก็ควรจะอยู่ที่นั่น. ถ้ากามารมณ์ยังมีปัญหา มันก็ไม่ใช่จุดสูงสุด, ถ้าเกียรติยศชื่อเสียง ยังมีปัญหาอยู่ เสียบแทงอยู่ ก็ยังไม่ใช่จุดสูงสุด. เมื่อคำนวณได้ ก็จะรู้จักสิ่งที่สูงสุด คือ ไม่เสียบแทง โดยประการทั้งปวง และเย็นสนิท จนบอกไม่ถูก ; ไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไร ต้องยืมเอาคำว่า "เย็น" มา. คนบางคนก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นซื้อน้ำแข็งมามาก ๆ ซิ แล้วก็หมกตัวลงไปให้มันตาย เลย แล้วจะเป็นนิพพานได้ ; นี่จะชวนเข้าใจผิดอย่างนี้อยู่เรื่อยไป. ที่จริงนั้นไม่ควร จะเรียกว่า "เย็น" หรืออะไร ; ต้องเรียกว่า "หลุดพ้น" อยู่เหนืออันนั้นเอง, อยู่เหนือ ความทุกข์ทั้งปวง. นี้คือ ปัญหาของมนุษย์ ว่า จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ? ก็ตอบว่า ความมีจิตใจสะอาดสว่าง สงบ ถึงที่สุด อยู่เหนือความบีบคั้นของสิ่งต่าง ๆ ในโลก ที่กำลังบีบคั้นคนทั้งหลายอยู่.

น.197 เวลาสำหรับพูดหมดแล้ว ต่อไปนี้เป็นเวลาสำหรับถามตามเคย คำอธิบาย ตอบปัญหา (ถาม) อยากเรียนถามท่านอาจารย์สักนิดหนึ่ง คือ มีผู้ทรงพระไตรปิฎกคนหนึ่ง เขาถามว่า คำว่า "ชาติ" นี้ที่ท่านอาจาย์ตีความว่า เป็นความเกิดขึ้นครั้งหนึ่งของความสำคัญ มั่นหมายว่า เรา - ของเรา เกิดขึ้นครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติ เขาถามว่า ท่านอาจารย์ ตีความเอาเอง หรือว่าข้อนี้จะถูกต้องหรือเปล่า ? ขอให้ท่านช่วยขยายความ. (ตอบ) ทำไมจึงไม่ถามให้ชัดว่า อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน หน้าไหนเล่า ผมจะได้บอกว่า มันมีอยู่ทุกหน้า และทุกบรรทัดเลย. เหตุผลที่แสดง หรือ หลักฐาน ที่แสดงให้เห็นอย่างนี้ นั้น ก็คือ พระไตรปิฎก นั่นแหละ ถ้าเราอ่านเป็น เราจะพบว่า มันแสดงอยู่ทุกบรรทัด และทุกหน้า ทุกเล่ม คือแสดงถึงข้อที่ว่า ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวทุกข์ ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เป็นตัวทุกข์, แล้วความเกิดดับ - เกิดดับ ก็มีมาก ถึงกับว่า เกิดดับแห่งจิตนั้น ขณะจิตหนึ่งก็มีเกิด, ขณะจิตหนึ่งก็มีตั้งอยู่, ขณะจิตหนึ่งก็ดับไป ; อย่างนี้ก็เรียกว่าเกิดเหมือนกัน แปลว่า มัน มีการเกิดอยู่อย่าง ถี่ยิบ แต่เราไม่ได้เอาเกิดชนิดนี้ เอาเกิดชนิดที่เป็นที่ตั้งของอุปทาน ยึดมั่น ว่าตัวเรา ว่าของเรา ซึ่งเป็นความหมายที่ทำให้เกิดความทุกข์. ต้องไปเข้าใจให้ดี เรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ถ้ารอบ หนึ่งจะมีคำว่า "ชาติ" อยู่ด้วยชาติหนึ่งเสมอ. ถ้าเขาเข้าใจเรื่องนี้ เขาจะเห็นได้เอง ว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ มีได้ในหนึ่งรอบ ในขณะหนึ่งรอบ ในขณะหนึ่ง ในเรื่องหนึ่ง ในกรณีหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจจะวินาทีหนึ่งก็ได้ สองวินาทีก็ได้, ในรอบของปฏิจจสมุปบาทนั้น ทุกข์ขึ้นมาวาบหนึ่ง แล้วก็เรียกว่าต้อง มีชาติหนึ่ง อยู่ในนั้นเสมอไป ตามนัยะแห่ง ปฏิจจสมุปบาท. ฉะนั้น ขอให้ไปศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วจะพบว่า มันต้อง เป็นชาติชนิดนี้ แล้วปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นได้เสมอไป วันหนึ่งก็หลาย ๆ รอบ

น.198 แต่ถ้า ตีความหมาย ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง รอบเดียวเท่านั้น ; ตั้งต้น อยู่ชาติที่แล้ว มาตรงกลางอยู่ชาติปัจจุบันนี้ ตอนปลายอยู่ชาติข้างหน้าโน้น อย่างนี้ ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ; ผมถือว่า นั่นเป็นความเข้าใจแบบหนึ่ง ซึ่งผมถือสำหรับผมเอง ว่าไม่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ ที่จะเอาปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่งแบ่งเป็นสามส่วน : ส่วน หนึ่งอยู่ชาติที่แล้วมา ส่วนตรงกลางอยู่ชาตินี้ แล้วส่วนหนึ่งอยู่ชาติหน้า ที่ยังจะไปข้างหน้า จะตายแล้วเข้าโลงไป อย่างนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง. ชาติอย่างที่กล่าวมานั้นเขาก็มีพูดกันมาก ก็เช่นเดียวกับที่ว่า กว่าจะนิพพาน ก็เข้าโลงแล้วเข้าโลงเล่า, เข้าโลงแล้วเข้าโลงเล่า, ก็ยกไว้ให้เขาแบบหนึ่ง. เรา ไม่เอาอย่างนั้น เราจะเอานิพพานให้ทันแก่เวลาในชาตินี้; ฉะนั้น เราจะต้องตี ความหมาย ชนิดที่เรียกว่าปฏิบัติได้ คือเป็น apply หรือว่าเป็น practical นั่นแหละ จึงจะไม่เสียทีที่ว่า ได้รับพระพุทธศาสนามาสำหรับบำบัดกำจัดความทุกข์. เรื่องนี้ก็เคยพูดมาแล้วหลายครั้งว่า คำแต่ละคำ มีความหมายเป็นสอง : คือ อย่างธรรมดาสามัญ กับ อย่างลึกซึ้ง ที่เรียกกันว่า ปรมัตถ์ แต่เรียกให้ถูก ต้องเรียก ว่า ทิฏฐิธัมมิกโวหาร. พูดอย่างชาวบ้านพูด คำว่าชาติก็คือ เกิดมาจากท้องแม่จน กว่าจะเข้าโลง ; ถ้าพูดอย่าง สัมปรายิกโวหาร ที่ผู้รู้ธรรมะพูด คำว่าชาติหนึ่งก็หมายถึง เกิดขึ้นแห่งตัวกูครั้งหนึ่ง ซึ่งจะปรับกันได้ เข้ากันได้ กับคำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท : การเกิดมีขึ้น เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง เป็นต้น แล้ว อวิชชาเข้ามาครอบงำ จะต้องมี ชาติหนึ่งเสมอ เดี๋ยวตา เดี๋ยวหู เดี๋ยวจมูก ฯ วันหนึ่งจึงมีหลายชาติ ถ้าผมจะว่าเอาเอง มันจะมีประโยชน์อะไร มันก็ใช้เป็นประโยชน์ไม่ได้ ; แล้วก็ยิ่งตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส จึงถืออย่างนี้. (ถาม) อีกปัญหาหนึ่ง จะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่กล่าวว่า ความสามารถใน การตรัสรู้ หรือว่า ความสามารถในการเข้าถึงนิพพานนั้น มีอยู่ในทุก ๆ คนแล้ว เป็นคำกล่าว ที่ถูกต้องหรือไม่ ?

น.199 (ตอบ) เขากล่าวว่า เชื้อแห่งความสามารถ มากกว่า, มีอยู่ในทุกสิ่งที่มีชีวิต หรือทุกสิ่งที่มีจิต โดยที่เขาถือว่า ถ้ามีชีวิต ต้องมีจิต, แล้วสิ่งที่เรียกว่าจิตนี้ เป็นธาตุ พิเศษ เรียกว่ามโนธาตุ. ฉะนั้น คุณสมบัติ สำหรับรู้อะไร นั้น มีมาแล้วในมโนธาตุ ทีนี้ก็ไปปรับปรุงมัน ไปพัฒนามัน. อย่าพูดว่าทุกคน แต่พูดว่ามีอยู่ในธาตุ คนไหนบ้างที่ไม่มีมโนธาตุ ถ้าไม่มีมโนธาตุ มันก็ไม่มีชีวิต หรือตาย ; ฉะนั้นทุกคนย่อมมีมโนธาตุ หรือวิญญาณธาตุ อย่างที่ได้ถือเป็นหลักตามพระพุทธภาษิต ว่า บุรุษนี้ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ อย่าง คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ; ฉะนั้นทุกคนมีวิญญาณธาตุ แล้วความรู้ที่พัฒนาได้, ญาณ - ความรู้ที่ พัฒนาได้มีอยู่ในวิญญาณธาตุ ที่เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวมนุษย์คนหนึ่ง ฉะนั้นจึงถือว่า ใน มนุษย์ทุกคน มีเชื้อแห่งความสามารถที่จะบรรลุนิพพานได้. พวกชาวพุทธฝ่ายนิกายเซ็น เขาพูดย้ำในข้อนี้มาก และย้ำในทางประชด ประชัน; ใช้คำหยาบหน่อย. เรานี้ยอมรับได้โดยหลักแห่งเหตุผลว่า วิญญาณธาตุ หรือจิตนี้ เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อในผู้ใดก็ตาม มีวิญญาณธาตุแล้ว ก็มี หวังว่าจะได้รับการพัฒนา ให้สูงขึ้นไป, สูงขึ้นไปจนบรรลุมรรค ผล นิพพานได้. ทีนี้ มองกันอีกแง่หนึ่งสำหรับทั้งหมด คือ รวมสำหรับคนโง่ที่สุดด้วย ขยาย ขอบเขตออกไป แล้วเราก็ลองคิดดูว่า คำพูดอย่างไหนจะมีประโยชน์กว่า ในระหว่าง คำพูดสองอย่าง ที่ว่าเรามีเชื้อแห่งการบรรลุนิพพานมาในตัวแล้ว กับพูดว่า เราไม่มีเชื้อ แห่งการบรรลุนิพพานมาในตัวเลย ; คำพูดไหนจะมีประโยชน์กว่า จะให้กำลังใจกว่า ? เดี๋ยวนี้ก็เห็นได้ ; บางทีจะมีประโยชน์มากเกินคาดก็ได้ ที่ให้ทุกคนมีหวังหรือสนใจ เพราะรู้ว่าตัวมีหวัง ; นี่เป็นเรื่องการเมืองหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ยังมีประโยชน์ แล้วก็ใช้ได้.

น.200 แต่ผมก็มิได้ถือว่า จะเป็นเครื่องมือโฆษณาแบบนั้น ที่ถือถามหลักธรรมดา สามัญทั่ว ๆ ไป ว่า ทุกอย่างมันเปลี่ยนได้; ดังนั้น ทุกอย่างมันก็พัฒนาได้. จิต นี้ก็เหมือนกัน พัฒนาให้ถูกวิธี มันก็จะเร็วเกินคาด ในการที่ จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน. ถ้าพัฒนาไม่ถูกวิธี แม้จะเกิดมาเฉลียวฉลาด ก็บรรลุมรรค ผล ไม่ได้ ; ต้องถูกวิธีเสมอ. นี้ยอมรับว่า จิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ให้ถูกวิธีก็แล้วกัน (ถาม) มีปัญหาเกี่ยวเนื่องกันกับข้อที่ ๒ คือที่ท่านว่า วิญญาณธาตุนั้น ตรงกับ วิญญาณในขันธ์ ๕ หรือเปล่า หรือว่าวิญญาณธาตุนี้ หมายถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ? (ตอบ) เอ๊ะ ถ้าจะไปกันใหญ่แล้ว. วิญญาณธาตุ หมายถึง ส่วนประกอบ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน ; ส่วนวิญญาณในขันธ์ ๕ ก็หมายถึงวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. บางพวกอาจจะพูดว่าเป็นปฏิสนธิวิญญาณก็ได้ เราไม่เห็นอย่างนั้น ; วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันเกิดขึ้นได้ทันควันทุกกรณีไปอย่างนี้ ก็เพราะว่า มันมีส่วนที่เรียกว่า วิญญาณธาตุ เป็นส่วนประกอบของชีวิต. ธาตุตัวนั้นมาทำหน้าที่ทางวิญญาณ ทางตา หู จมูก ฯ นี้ก็มีวิญญาณ เป็นวิญญาณอย่างในขันธ์ ๕ ; ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร นั้นมันเป็นปฏิกิริยา คือต่อ มาจากวิญญาณ วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พูดว่า มีรากฐานอยู่ที่วิญญาณ ธาตุก็ได้ แต่มันต้องผ่านวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้มาก่อน จึงจะเกิดสัญญา เวทนา สังขาร อะไรต่าง ๆ. รวมความแล้วก็ให้มองเห็นว่า วิญญาณธาตุเป็นคำกว้าง เป็นธาตุฝ่ายจิต ฝ่ายมโนฝ่ายวิญญาณชนิดหนึ่ง ซึ่งจะไป develop ให้มันไปทางไหนก็ได้ ในรูปไหนก็ได้. นี่ก็ควร ต้องไปศึกษา เป็นพิเศษ เกี่ยวกับคำว่า ขันธ์ ว่า ธาตุ ว่า อายตนะ เสียก่อน แล้วจะเข้าใจได้เอง.

น.201 (ถาม) ขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับความหมายของนิพพานธาตุ ในความหมายคือชื่อของมันเลย. นิพพานธาตุในความหมายไหน แล้วก็ภาวะจิตซึ่งถึงอาการที่ ความโกรธดับลง อย่างนี้เราจะเรียกว่า ภาวะจิตตรงนั้นเป็นนิพพานหรือเปล่า หรือว่าภาวะก่อน ที่มันจะเกิดความโกรธขึ้นจะเป็นนิพพานหรือเปล่า แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับนิพพานธาตุหรือเปล่า มันแยกกันหรือเปล่า หรือว่าเป็นอย่างเดียวกัน ? (ตอบ) คำถามชนิดนี้ จะกินความคาบเกี่ยวไปถึงคำอื่นตั้งหลายคำหลายชั้น กลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงสรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ ว่า นิพพานธาตุ นั้นเขากล่าวถึง นิพพาน ในฐานะที่เป็นธาตุ ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่จริงเหมือนกัน เป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งปวง. คำว่า สังขาร คือ กิริยาอาการที่ปรุงแต่ง หรือสร้างขึ้น, ปรุงแต่ง ของสิ่งต่าง ๆ ทุกชนิด ; ถ้า ปรุงแต่งกันขึ้น เป็นของใหม่ขึ้นมา อย่างกิริยาอาการ นี้ เรียกว่าสังขาร, ถ้า หยุด กิริยาอาการ นี้ เรียกว่านิพพาน. การนิพพานมีได้โดยเหตุที่ว่า มีธาตุชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า นิพพานธาตุอยู่ ในโลกนี้ หรือนอกโลกนี้ หรือในที่ทั้งปวงก็แล้วกัน เป็นธาตุอันเป็นที่ดับของสิ่งที่ก่อ สิ่งทั้งหลายมีการก่อ มีหน้าที่แห่งการก่อ หรือปรุงแต่ง นั้นมีอยู่พวกหนึ่ง ก็เรียกว่า สังขารธาตุ เป็นต้นเหตุให้มีการปรุงแต่ง, แล้วก็มี วิสังขารธาตุ หรืออสังขารธาตุ แล้วแต่จะเรียก มีอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมันจะตรงกันข้าม หรือให้หยุดเสีย. บางทีก็เรียกว่า นิโรธธาตุ - ธาตุเป็นที่ดับ. ธาตุเป็นที่ดับ ความหมายกว้าง คือกินความทั้งฝ่ายที่ดับชั่วคราว และ ดับสนิทดับสิ้นเชิง ; เราใช้คำว่า นิพพานธาตุ หรือ นิโรธธาตุ ก็ได้ มีอยู่ในที่ใด ที่นั้นก็มีการดับปรากฏ : ให้รู้เถิดว่า ในที่นั้น นิพพานธาตุ หรือนิโรธธาตุมันทำ หน้าที่ ในกรณีใดเล็งถึงนิพพานอันแท้จริงและถาวร ก็ให้รู้ว่าในกรณีนั้นเขาหมายถึง อย่างนั้น.

น.202 ในกรณีที่ การปรุงแต่งทางขันธ์ ทาง ธาตุ ทาง อายตนะ กรณีใดกรณีหนึ่ง ดับลงไปนี้ มันก็ ดับลงไปด้วยนิโรธธาตุ ส่วนน้อยส่วนชั่วคราว ; มันก็เลยลึกซึ้ง และซับซ้อน เมื่อพูดถึงคำเหล่านี้. แต่อยากจะบอกให้ทราบไว้ด้วยว่า สิ่งที่เรียกว่า ธาตุ ในคัมภีร์ พระบาลี ในพระไตรปิฎก ประมวลดูแล้ว มีตั้งหลายสิบธาตุ อะไร ๆ ก็ เป็นธาตุไปหมด คล้าย ๆ กับว่า เอาเปรียบ เช่น ธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุมโน นี้คุณไม่เคยได้ยินใช่ไหม ? แต่มันมี, ว่า ธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส ธาตุโผฏฐัพพะ ธาตุธัมมารมณ์ ก็มี, เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ ก็มี ; มีชื่อธาตุเหล่านี้เป็นหลายสิบหรือตั้งร้อยกว่า ถ้าจะสำรวจกันให้หมด จริง ๆ : - เช่น เพราะมีธาตุตา สำหรับเห็นอยู่ นี้จึงมีสมรรถภาพในการเห็น ท่านพูด อย่างนี้ เดี๋ยวจะว่ากำปั้นทุบดิน, หู อวัยวะนี้ได้ยิน ก็เพราะมีโสตธาตุ คือธาตุหู เป็นธาตุสำหรับได้ยิน มีอยู่แล้วมันทำหน้าที่ จึงได้ยิน. ถ้าผมพูดอย่างนี้ เดี๋ยวค่ำลงก็ไม่จบ แล้วก็จะเลยพื้นเผื่อไปก็ได้ ให้สรุปเสีย แต่เพียงว่า นิโรธธาตุ หรือ นิพพานธาตุนั้น ทำหน้าที่ดับ ; ดับอะไร ? ก็ดับสิ่งที่ เกิด; เกิดชั่วคราวก็ได้ ก็ดับไปชั่วคราว. ถ้าดับหมด มันก็ดับต้นเหตุ ดับอวิชชา ดับตัณหา ดับอุปาทาน. นี้ไม่รู้สึกว่ามีการเกิดอีกต่อไป หรือมีการเกิดอยู่ ก็เรียกว่า มันดับชนิดลึกซึ้งสิ้นเชิง. เราจะไม่แนะนำ ไม่ชักชวนให้ศึกษาอย่างเลยขอบเขต มันยุ่งยาก และไม่ จำเป็น ; เอาแต่ว่า ทำอย่างไร เราจึงจะเกิดเกลียดกลัวความทุกข์ แล้วก็ดำรงตนอยู่ใน ลักษณะที่ความทุกข์เกิดไม่ได้ ก็พอแล้ว ในนั้นแหละจะมีนิพพานธาตุรวมอยู่ด้วยเสร็จ (ถาม) ขอกราบเรียนถาม ท่านอาจารย์ ว่า เรื่องปัญหาความทุกข์เป็นเรื่องที่ยอก ย้อน. สมมุติว่า เราทุกข์อย่างหนึ่งขึ้นมา พอความทุกข์บีบคั้นเราแล้ว เรามักจะหาสิ่งอื่น ซึ่ง เป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่งมากลบเกลื่อนทันที ; แล้วก็ความต่อเนื่องกันของการที่เอาสิ่งหนึ่งมา

น.203 สนองอีกสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลานั้น มันเป็นเหตุทำให้เรามองไม่เห็นว่า อะไรคือความทุกข์ที่แท้จริง, แล้วก็ไม่เกิดความรู้สึกว่า เกลียดทุกข์ หรือว่าอะไร เพราะว่ามัวแต่สนองตอบต่อความทุกข์ โดยเอาสิ่งอื่นมากลบเกลื่อนอยู่ตลอดเวลา. อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ควรจะทำ อย่างไร ในกรณีเช่นนี้ ให้มองเห็นตัวทุกข์จริง ๆ ? (ตอบ) คำถามอย่างนี้เป็นคำถามที่มีประโยชน์ หรือว่า ควรจะหยิบขึ้นมา วินิจฉัย, แล้วก็ดูจะมีคำตอบอยู่ในคำพูดตอนท้ายสุดแล้ว ว่า ทำอย่างไรจึงจะมองเห็น ตัวความทุกข์จริงๆ ? ก็คือ การมองเห็นตัวความทุกข์จริง ๆ นั้นแหละ มันก็ไม่อยาก จะกลบเกลื่อนไว้ด้วยสิ่งกลบเกลื่อน. คนเราในโลกโดยเฉพาะโลกสมัยปัจจุบัน มีสิ่ง กลบเกลื่อนความทุกข์ร่ำรวยเหลือเกิน ; ความทุกข์เกิดขึ้น ก็ กลบเกลื่อนความทุกข์ คือเอาสิ่งอื่น ซึ่งที่แท้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์เหมือนกัน มากลบเกลื่อนความทุกข์ราย นี้ไว้ ไปสนใจอย่างอื่น เป็นเหตุให้ ไม่มองเห็นความทุกข์ตัวจริง. นี้ก็เป็นปัญหา ควรจะถือว่าเป็นปัญหาของคน โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ มีมาก เป็นมาก ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เครื่องทำให้เนิ่นช้า เป็นธรรมะประเภทหนึ่ง เขาเรียกว่า เครื่องทำให้เนิ่นช้า ให้ติดอยู่ที่นี่นาน. การที่เอาอะไรไปกลบเกลื่อนเสีย ดึงความสนใจไปสู่เรื่องอื่น เดี๋ยวก็มีความ ทุกข์อีก แล้ว กลบเกลื่อนเสียอีก มันก็ ทำให้ติดอยู่ในกองทุกข์นาน. แต่เมื่อคน เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เรื่องนี้ เขาก็จะคงทำอย่างนั้น แล้วก็กำลังทำอยู่เป็นประจำ : มีความ กลุ้มใจขึ้นมา ก็ไปดูหนังเสีย เบื่อหนังขึ้นมา ก็ไปกินเหล้าเสีย, กินเหล้าแล้วไม่สบาย ขึ้นมา ก็ไปทำอย่างอื่นเสีย ซึ่งมันมีให้เปลี่ยนเรื่อยไป เป็นบาป หรือว่าเป็นโรคร้าย ของคนสมัยนี้ ซึ่งมีเครื่องกลบเกลื่อนมาก. ถ้าเป็น พุทธบริษัทที่ซื่อตรง จะต้องดู ลงไปที่ ต้นเหตุของความทุกข์ แล้ว กำจัดเสีย ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อเครื่องกลบเกลื่อนเหล่านั้น ก็เลยเหมือนอย่างที่คุณว่า คือ ดูตัวความทุกข์จริง ๆ. อย่าไปกลบเกลื่อนมัน อย่าไปคิดกลบเกลื่อน เพราะสิ่งกลบเกลื่อน นี้เป็นเครื่องทำให้เนิ่นช้า. ความทุกข์มีสิ่งกลบเกลื่อน ทำให้เนิ่นช้า นี่เราไม่อยากจะ เสียเวลา ก็ค้นลงไป : -

น.204 อะไรเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ รายนี้ ! สิ่งแรกก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น, หาให้พบก่อน แล้วค้นต่อไปว่า ยึดมั่นถือมั่นในอะไร ? พบสิ่งนั้นว่า ยึดมั่นด้วยอะไร ? วิธีใด ? ต่อไปอีก ; เดี๋ยวก็จะเกิดความระอา เลิกความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น. ความ ทุกข์ก็ดับไปในกรณีหนึ่ง ก็ไปเข้าเรื่องของสติ ที่เราพูดกันมาอย่างยืดยาววันแรก ๆ : มีสติรู้ทันท่วงที ว่า อันนี้เป็นความทุกข์ ที่เราต้องถอนรากถอนโคน, ไม่ใช่เป็นเรื่อง ที่เราจะไปมัวเป็นทาสมันด้วยการกลบเกลื่อน. ขอให้ถือหลักอันนี้อย่างนี้ ตามสามัญสำนึกอย่างนี้ ไม่ต้องมีอะไรมาก เพราะผู้ถามก็มองเห็นดีอยู่แล้ว, เห็นอยู่แล้วว่ากำลังกลบเกลื่อนเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลิกกลบเกลื่อนเสียซิ. (ถาม) ขอให้ท่านอาจารย์ ช่วยขยายความอีกสักหน่อย เกี่ยวกับความทุกข์ทาง ร่างกาย. (ตอบ) ความทุกข์ที่เกิดแก่ร่างกาย ตามธรรมดาสามัญที่สุด ที่ต้องเปลี่ยน อิริยาบถ ไม่ได้กินความไปที่ว่า อิริยาบถปิดบังความทุกข์. ดูให้ฉลาดหน่อย ก็ดูว่า ที่เรา ไม่ค่อยรู้สึกความทุกข์ทางร่างกายนี้ ก็เพราะว่า เราเปลี่ยนอิริยาบลอยู่โดยไม่ รู้สึกตัว : เดี๋ยวเรานั่ง เดี๋ยวเรายืน เดี๋ยวเราเดิน เดี๋ยวเรานอน อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เปลี่ยนอยู่โดยไม่รู้สึกตัว มันก็กลบเกลื่อนความทุกข์ทางร่างกายไว้โดยไม่รู้สึกตัว. ถ้าถามว่า อะไรปิดบังทุกข์ ? ควรจะตอบว่า อวิชชา ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัส เป็นหลักทั่ว ๆ ไป, แล้วอิริยาบถบีดบังทุกข์ มันเป็นความทุกข์ในความหมาย ที่แคบ แล้วก็อย่างธรรมดาสามัญ ที่เราไม่ค่อยรู้สึกทางกาย เพราะอิริยาบถมันเปลี่ยนอยู่ เองเรื่อย. คำว่า อิริยาบถมันมีความหมายแต่อย่างนี้ คำว่าอิริยาบถที่มีความหมายอย่างอื่น เรายังไม่พบ. อิริยาบถ แปลว่าเครื่องไปของอวัยวะคือ เดี๋ยวเดิน เดี๋ยวยืน เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวนอน เดี๋ยวเหยียด เดี๋ยวคู้ เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ฯลฯ ก็แล้วแต่ นี่ขีดบังความทุกข์ ทางร่างกายได้. (เทปหมดเพียงนี้)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต