Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๕ — สัมมาทิฏฐิ

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.153 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายของเราในที่นี้ มาถึงครั้งที่ ๕ แล้ว ขอให้ระลึกนึกถึงความหมายของคำว่า โมกขธรรมประยุกต์ ไว้เรื่อย ๆ. ทบทวนครั้ง ๑ - ๔ ขอให้ระลึกนึกถึงความหมายของคำว่า "โมกขธรรมประยุกต์" เพื่อให้จับใจความของเรื่องที่พูดนี้ได้ เข้ารูปกันกับหัวข้อที่ว่า โมกขธรรม ประยุกต์, คือ จะเอาสิ่งที่เรียกว่า โมกขธรรมมาประยุกต์ คือปฏิบัติ ใช้ให้ ได้จริง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงเพศ ว่าเป็นเพศบรรพชิต หรือ เป็นเพศฆราวาส ก็ได้. ๑๒๕

น.154 ในตอนต้น ๆ เราได้กล่าวถึงเรื่องโมกขธรรม โดยหัวข้อว่า ปัญหาของคน เรื่อย ๆ มา ; ขอให้พิจารณาดู ก็จะเห็นว่า มุ่งหมายที่จะให้เป็นประยุกต์. ในครั้ง แรกพูดถึงหัวข้อทั่ว ๆ ไป ว่าปัญหาของคน คืออะไร, มาจากอะไร, อย่างไรเรียกว่า ไม่มีปัญหา, ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนไม่มีปัญหา. ปัญหาของคนก็มีอยู่มาก จึงต้อง แยกออกไปเป็นชนิด ๆ. ปัญหาใหญ่มันก็รวมอยู่ที่ว่า เราไม่ได้รับประโยชน์จากการเป็นคน โดย ถูกต้อง หรือโดยสมบูรณ์ ไม่สมกับที่ว่า มนุษย์ควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วก็แยกออกเป็นปัญหาย่อย ๆ ว่า เพราะเหตุอะไร. สิ่งซึ่งเป็นอุปสรรค หรือสร้าง ปัญหาขึ้นมานี้ ก็มีมาก เราก็ได้พูดมาแล้วตามลำดับ นับตั้งแต่การที่ตามปรกติธรรมดา เราไม่สามารถบังคับความรู้สึกได้ หรือว่าไม่ทัน เพราะความไวของกระแสจิต ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นี่เราก็ต้องรู้เรื่องนี้ให้ถูกต้อง. ในครั้งต่อมา ก็ได้พูดถึง สติ ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น นับตั้งแต่ จำเป็นสำหรับ มีชีวิตอยู่ ทีเดียว ถ้าเราขาดสติ ก็ต้องเป็นเรื่องตายแน่ แม้กระทั่งทางร่างกายนี้ ; คนตาย ทางจิตทางวิญญาณนั้นตายแน่ ยิ่งไปกว่านั้นอีก สตินี้ต้องมีไว้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ามางุ่มง่ามก็ไม่เรียกว่าสติ ถ้าไม่มาเสียเลยก็ยิ่งไม่มีสติ. ตัวสตินั้นประกอบอยู่ด้วยความ รู้ที่ถูกต้อง, และการมาเร็วของความรู้นั้นเรียกว่าสติ คือระลึกถึงความถูกต้องต่าง ๆ ได้เร็วทันแก่เหตุการณ์ แล้วเราก็จะประพฤติปฏิบัติอะไรไม่ผิด ; นี้เรียกว่า คนมีสติ มีความระลึกได้อย่างถูกต้องในทุกเรื่องทุกราว. ต่อมาก็พูดกันถึงเรื่อง ปัญญา หรือความรู้ ที่ต้องมีอยู่เป็นพื้นฐาน สำหรับ จะให้รอบรู้ในทุกกรณี เท่าที่คนเราควรจะรู้ หรือเท่าที่ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ จะต้องรู้ตาม หน้าที่ของเขา, รู้หมดทุกอย่างนั้นก็ไม่จำเป็น แม้จะใช้คำว่า "ทุกอย่าง" ก็ได้เหมือน กัน ; แต่ทุกอย่างที่จำเป็นจะต้องรู้. ปัญญาก็ยังมีเป็นชั้น ๆ สติปัญญาตามธรรมดานี้

น.155 ช่วยไม่ได้เต็มที่ สู้สติปัญญาจากความรู้สึก ที่ได้ผ่านเรื่องนั้นไปแล้วจริง ๆ ไม่ได้. ฉะนั้น คนที่เคยศึกษามาก อายุมาก จึงได้เปรียบกว่า เพราะว่าได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มามากกว่า ก็มี ปัญญากว่า ; ปัญญา นี้ก็มีความหมายว่า รู้อย่างถูกต้อง. สัมมาทิฏฐิเป็นเครือเดียวกับปัญญา ทีนี้ก็มาถึงปัญญาอีกข้อหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ หรือ ความเห็น อันถูกต้อง และได้บอกให้ทราบเหมือนกับบอกล่วงหน้าแล้วว่า "สัมมาทิฏฐินี้เป็นเครือ เดียวกับปัญญา" แต่ท่านให้ความหมายเพี้ยนไปเล็กน้อย เรียกว่า "ความเห็น" ; ใน เมื่อ ปัญญาเป็นความรู้ สัมมาทิฏฐิ เป็นความเห็นชอบ หรือความเห็นถูกต้องก็ได้. คำว่า "สัมมา" นี้ก็คือคำที่ถือเอาเป็นหลัก จะเรียกว่า โดยถูกต้อง โดยชอบ ได้ทั้งนั้น. มีพระพุทธภาษิต ที่เราถือเป็นหลัก สำหรับพุทธบริษัทก็ว่า "คนล่วง ทุกข์ได้ เพราะสัมมาทิฏฐิ" นี้อยากจะขอให้จำไว้ให้แม่นยำ, หรือว่าจะเขียนให้สะดุดตา อยู่ที่ตรงไหนก็ได้ว่า สมมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคํุ - ล่วงความทุกข์ ทั้งปวงได้ เพราะมีสัมมาทิฏฐิ. นี้ก็เป็นอันสรุปได้ที่หนึ่งว่า ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็ล่วงทุกข์ไปไม่ได้ ไม่ว่าความทุกข์ชนิดไหน. สัมมาทิฏฐินี้ก็เหมือนกัน มีความ สำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่. ถ้าเรามีชีวิตอย่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือตรงกันข้าม ทางธรรมะก็ถือว่า มีค่า เท่ากับตายแล้ว หรืออาจจะตายลงมาถึงทางร่างกาย ; พอมีมิจฉาทิฏฐิ เราก็ต้องทำ อะไรผิด ๆ หรือว่ากินอะไรผิด ๆ เข้าไป ด้วยอำนาจของมิจฉาทิฏฐิโง่เขลา ย่อมตายทาง ร่างกายก็ได้ แต่แม้ว่าไม่ได้ทำอย่างนั้น คือไม่ได้ตายทางร่างกาย ตลอดเวลาที่มี มิจฉาทิฏฐินั้น ตายทางวิญญาณ ไม่มีความหมายว่าเป็นมนุษย์. นี่จะต้องพยายาม กันให้สุดความสามารถ ที่จะให้มีสัมมาทิฏฐิ.

น.156 ตามที่กล่าวมาแล้วว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งที่เรียกว่า เครือเดียวกันกับปัญญา แต่มีความหมายเพี้ยนไป ; แทนที่จะเรียกว่า ความรู้ที่ถูกต้อง ก็มาเรียกว่าความเห็น ที่ถูกต้อง. ความรู้กับความเห็นมันต่างกันอย่างไร ใครจะมองในแง่ไหนก็สุดแท้ ; แต่ ในกรณีนี้ เราจะมองกัน ตามหลักธรรมะ ว่า ความเห็น นั่น มาก่อนความรู้. ใน การปฏิบัติ หรือในการใช้งานนี้เราต้องมีความเห็นที่ถูกต้องนำไปข้างหน้า, ในสิ่งที่ยัง ไม่รู้โดยเฉพาะแล้วละก็ ทิฏฐินี้ต้องไปก่อนปัญญา ; เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงได้เอามาเรียงลำดับไว้ เป็นข้อแรกที่สุดขององค์มรรค ๘ ประการ ที่เรียกว่า อัฏฐังคิกมรรค. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องไปศึกษาดู หรือว่าเราจะได้พูดกันให้ละเอียดพอ สมควรในครั้งหลัง ๆ. ท่านเปรียบ สัมมาทิฏฐิว่า เหมือนกับรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของวัน ถ้าเราเห็นรุ่งอรุณฟ้าสาง ก็รู้ได้ว่าเป็นจุดตั้งต้นของแสงสว่าง ; ฉะนั้น ถ้าเรามีสัมมา- ทิฏฐิ ก็เป็นที่เชื่อได้ว่า มัน เป็นจุดตั้งต้นของความรู้ หรือปัญญา หรืออะไรที่จะแจ่ม จ้าออกไป คือความแน่นอนที่ว่าจะต้องถูกต้อง. ขอให้ช่วยจำไว้อีกคำหนึ่ง ต่างหาก จากคำว่า ปัญญา. ทำไมจึงต้องมีสัมมาทิฏฐิ ? นี้ก็เหมือนกับว่าจะมีแสงสว่างสำหรับเดินไป สำหรับคนที่มีลูกตา ถ้ามันมืดคนก็เดินไม่ไหว ; แต่ว่าแม้สว่างแล้ว ก็ยังต้องเดินให้ ถูกทาง มีความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็นอะไรที่ถูกต้องเป็นแสงสว่าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ยิ่งต้องมีสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุว่ามีเรื่องที่จะทำให้ มีมิจฉาทิฏฐินั้นมากเหลือเกิน, มีเรื่องที่มายั่วให้ทิฏฐิออกไปนอกลู่นอกทางนั้นมาก เหลือเกิน.

น.157 ทิฏฐิคือความเห็นนี้มาจากผัสสะ ขอให้สังเกตดูว่า ทิฏฐินี้มันเกิดขึ้นจากอะไร ? ถ้าถือตามหลักของพระบาลี ก็เกิดจากผัสสะ. พวกคุณอาจจะไม่เชื่อ หรือไม่มองเห็น หลักธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ มีอะไรแปลก ๆ บางอย่างต่อบุคคลที่ศึกษากันอย่างสมัยใหม่ ; แต่ถ้าเขาพยายามทำความ เข้าใจ ก็จะเข้าใจได้ แล้วก็จะเห็นด้วย เช่นว่าสัมมาทิฏฐิก็มาจากผัสสะ หรือว่า อะไร ๆ ก็มาจากผัสสะ เป็นส่วนมาก. เรื่องผัสสะนี้ก็ได้พูดกันมาแล้วในครั้งก่อนว่า อายตนะกระทบกันทั้ง ๖ คู่ ; ตากระทบกับรูป หูกระทบกับเสียง กลิ่นกระทบกับจมูก รสกระทบกับลิ้น สัมผัสทาง ผิวหนังมากระทบผิวหนัง ความรู้สึกมากระทบกับจิต ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นคู่สำหรับ ผัสสะ กระทบแล้วก็ เกิดความรู้สึก ทางอายตนะนั้น ๆ คือรู้สึกทางตา รู้สึกทางหู ฯลฯ เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฯลฯ; สามประการนี้ถึงพร้อมกันแล้ว เรียกว่า ผัสสะ. ผัสสะ นี้ให้เกิดเวทนา - ความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ ; รู้สึกเป็น เวทนานี่แหละจะทำให้เราเกิดความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความรู้สึกนั้น เป็นความคิด ใหม่ ๆ ขึ้นทุกครั้งไป สำหรับจะพอใจ หรือไม่พอใจ นี้เป็นส่วนใหญ่. " ถ้ามันถูกกับ ความรู้สึกของเรา หรือว่าพูดโดยตรงก็ว่า ถูกกับกิเลสของเรา เราก็พอใจ ไม่ถูกกับกิเลส ก็ไม่พอใจ; ความคิดเห็นก็เกิดขึ้น เป็นการแบ่งแยกว่าอะไรน่ารักน่าพอใจ, อะไร ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ. ทีนี้ เมื่อเอา ตามความรู้สึกของปุถุชน คนธรรมดา ก็ว่าไปตามภาษาปุถุชน ; ฉะนั้น ปุถุชนจึงมีทิฏฐิ - ความคิดเห็นว่า อะไรน่ารักน่าพอใจ จนกลายเป็นแบบฉบับ ไปเลย นี้ก็ไม่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิเสียมากกว่า. ถ้าพระอริยเจ้า มีสติปัญญา ก็ไม่รู้สึกว่า มันน่ารักน่าพอใจ หรือว่ามันไม่น่ารักไม่น่าพอใจ คือเห็น

น.158 เป็นธรรมดาเสมอกัน ในการที่จะไม่ไปรัก หรือไปพอใจเข้า, และก็รู้ว่าควรจะทำอย่างไร กับสิ่งนั้น. อย่างนี้จะเห็นได้ว่า มิจฉาทิฏฐิก็เกิดมาจากผัสสะ สำหรับทำให้รักให้พอใจ, สัมมาทิฏฐิก็เกิดมาจากผัสสะในเมื่อรู้ถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดความเห็นไปว่า สิ่งใดน่ารักน่า พอใจ หรือไม่น่ารักไม่น่าพอใจ. ถ้าไม่มีผัสสะก็ไม่มีอะไรที่มาทำความรู้สึก คือไม่มีอะไร มาปรุงให้เกิดความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ; ฉะนั้น ผัสสะ จึง เป็นจุดตั้งต้น เป็นตัว ปัญหาสำหรับคนทั่ว ๆ ไป ว่า ถ้าปฏิบัติผิดต่อสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ ก็เป็นผิดไปหมด ปฏิบัติถูกต่อสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ ก็จะเริ่มถูกไปหมด. นี่ทิฏฐิมาจากผัสสะอย่างนี้ เหตุที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ทีนี้ จะพูดถึงมิจฉาทิฏฐิก่อน แล้วก็รู้จักสัมมาทิฏฐิโดยนัยที่ตรงกันข้าม เพราะ ว่าพูดได้ง่ายกว่า ปัญหาของเราก็มีว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีสัมมาทิฏฐิ: นี่เป็นตัว ปัญหาในเรื่องนี้ หรือว่า จะกลับกันเสียว่า ทำอย่างไรเราจะละมิจฉาทิฏฐิได้. ถ้าเรา จะมีสัมมาทิฏฐิเราก็ต้องละมิจฉาทิฏฐิได้ อย่างนี้จะถูกกว่า ที่ว่าจะสร้างสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ได้โดยตรงล้วน ๆ แล้วต้องรู้จักตัวมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมดามีมากขึ้นทุกวัน สำหรับผู้ที่มีการเป็นอยู่ผิด ๆ. เท่าที่มองเห็นกันอยู่ ก็พอจะพูดได้ว่า : มีมิจฉาทิฏฐิ เพราะเราคิดผิด หรือ รู้สึกผิด ไปเอง และมีมิจฉาทิฏฐิเพราะว่าเราได้ รับการอบรมผิด คือสอนผิด แล้ว ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิได้, หรือว่า มิจฉาทิฏฐิเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างข้อปลีกย่อย ที่ควรจะ พูดถึงก็เพราะว่า เรามีโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง ใน ระบบประสาท หรืออะไรก็สุดแท้. บางทีมันมีการ หลอนความรู้สึก ก็เกิดมิจฉาทิฏฐิได้เหมือนกัน ; แต่ไม่ลึกซึ้งเท่ากับ มิจฉาทิฏฐิที่เกิดขึ้นจาก อวิชชา ของคนธรรมดา. ถ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางระบบประสาท ก็แก้ไขได้ทางหยูกยา หรือการปฏิบัติ ซึ่งไม่เป็นปัญหานัก.

น.159 ทีนี้ ในข้อที่ว่า ได้รับการ อบรมผิด คือ ในโรงเรียนสอนผิด หรือว่าใน มหาวิทยาลัยสอนผิด หรือสิ่งแวดล้อมทั่ว ๆ ไป เช่นความนิยมกันทั้งบ้านทั้งเมืองมันผิด อย่างนี้ก็ต้องผิดไปตาม. มิจฉาทิฏฐิอย่างนี้ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย; แต่ก็แก้ไขได้ โดยที่ ไปหาคำสอนเสียใหม่ ให้ถูก หรือหลีกการคบกับพวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นเสีย. ต่อไป ก็มาถึง มิจฉาทิฏฐิที่ร้ายกาจ คือที่เกิดจากผัสสะ ของเราเองโดยตรง. คนเราก็ต้องมีวิตกวิจารณ์ไปตามอำนาจของเวทนา ซึ่งมาจากผัสสะ ; ผัสสะทางไหนก็ตาม ทางตาเป็นต้นก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มีลักษณะอาการที่จะปรุงแต่ง ให้เกิดความรู้สึก ทางจิตใจไม่เพียงแต่เวทนาอย่างเดียว ยังช่วยให้เกิดความรู้สึกที่จะเป็นประเภทความรู้ สติปัญญาด้วยเหมือนกัน. แต่ว่าอันนี้ก็ขึ้นกันอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ เรา เกิดในตระกูลที่มีสัมมาทิฏฐิ ก็นับว่ามีบุญ เพราะจะได้รับการแสดง ให้เห็น หรือแวดล้อมให้รู้สึกมาแต่ในทางถูก แม้จะเป็นเพียงขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม ประจำบ้านเรือน; หมายความว่า บิดามารดา ปู่ย่า ตายายของเรา ก็ไม่ได้เป็นนักศึกษาเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องอะไร แต่ว่ามีวัฒนธรรมประจำบ้านเรือนมา แต่โบราณ เขาให้ทำกันอยู่อย่างถูกต้องอย่างนี้ ; นี้ก็ช่วยได้มาก ที่เด็ก ๆ เขาจะเติบโต ขึ้นมาด้วยหลักเกณฑ์สำหรับคิดนึกที่ดี. เมื่อ แวดล้อมอยู่ในความคิดที่ดี พอมีอะไรมากระทบทางผัสสะ มีเวทนา ความคิดก็ ยากที่จะน้อมไปในทางมิจฉาทิฏฐิ เพราะเขาได้รับการอบรม ให้มีการคิด โดยไม่รู้สึกตัว ไปตามแนวของสัมมาทิฏฐิ. ฉะนั้น คำว่า "ประเพณีขนบธรรมเนียม" หรือที่จะเรียกกันใหม่ว่า "วัฒนธรรมประจำบ้านเรือน" นี้ไม่ใช่เป็นของเล่น. ได้เคยเห็นกลุ่มพุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยอมรับรู้ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณีข้อนี้ แล้วก็ใส่ไว้ในหัวข้อสำหรับกลุ่มนี้จะศึกษา และปฏิบัติ ; ถ้าทำได้จริง จะมีประโยชน์มาก ที่ว่าเราจะมีสัมมาทิฏฐิ. นี้กลัวแต่ว่าจะไปเอาประเพณีมิจฉาทิฏฐิเข้า

น.160 มาเสีย ; ประเพณีหลงใหล เช่นประเพณีรับน้องใหม่ ซึ่งไม่รวมอยู่ในคำพูดที่พูดมานี้ ซึ่งเราหมายถึงประเพณีดั้งเดิม ในบ้านเรือน : ให้อ่อนน้อมถ่อมตัว ให้กลัวบาป ให้ รับผิดชอบอะไรทำนองนี้. คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็คือ ไม่กลัวบาป แล้วไม่รู้ไม่ชี้ว่า อะไรผิดอะไรถูก เอาแต่ตามใจตัวเรื่อย ไม่เท่าไรก็ได้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างเต็มตัว. นี่มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้น เพราะทำผิดมาตั้งแต่ผัสสะ คือการกระทบทางอายตนะ : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ เป็นประจำวัน สะสม เพิ่มพูนมากขึ้น ๆ ; จนเป็นรูปร่างที่มั่นคง นี้ชั้นลึกซึ้ง. ส่วนชั้น ที่พูดกันผิด ๆ สอนกันผิด ๆ ที่หลังนี้ เมื่อเราเติบโตแล้ว หรือว่า เราไปได้ฟังได้ยิน เรื่องลัทธิใหม่ ๆ อะไรมา อย่างนี้ เราจะพลอยผิดพลอยถูกกับเขาไปด้วยหรือไม่; นี่เป็น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่หลัง ; แล้วการสอนในโรงเรียน ซึ่งไม่รับผิดชอบในข้อนี้ ก็ทำ ให้คนหลงใหลในเรื่องวัตถุ ในเรื่องเนื้อหนังก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไป คือหลงในทางวัตถุ นิยมอย่างเป็นบ้าเป็นหลังไปทีเดียว. ส่วนที่เป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรจะแก้ไข ; เมื่อ เรามีสุขภาพทางกายดี สุขภาพทางประสาท ทางจิตดี ได้รับการแวดล้อม สั่งสอนอบรมดี เรามีสติคิดนึกถูกต้อง ก็อยู่ได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ. คือมีชีวิตอยู่ได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ นับตั้งแต่ จุดตั้งต้น แล้วก็ยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่าจะถึงที่สุด. ปัญหาของคนต้องการแก้ทุกข์ จึงต้องมีความเห็นถูกเสียก่อน ทีนี้ ก็มาพูดถึงหลักใหญ่ ๆ ที่เป็นใจความของสัมมาทิฏฐิ ตอนนี้ขอให้คิดดู เสียก่อนว่า มนุษย์เราโดยแท้จริงนั้นมีปัญหาอะไร ? เมื่อตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ซึ่ง ทาง ศาสนา ก็ยอมรับ ว่าเรา มีปัญหาคือความทุกข์, ความที่เราต้องเจ็บปวดทางจิตใจ ทนทรมาน ทนอยู่ไม่ได้ คือปัญหา. ถ้าเราสบายดีจะมีปัญหาอะไร ; ทางกายก็สบายดี ทางจิตก็สบายดี ทางสติปัญญาก็ถูกต้องสบายดี ก็ไม่มีปัญหา.

น.161 เดี๋ยวนี้เรามีปัญหาทางจิตคือ ความทุกข์ ซึ่งมาจากเหตุผลอันอื่นอีกหลายอย่าง เราทนอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหาตรงที่ กำจัดความทุกข์ออก ไปให้ได้. ฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับทิฏฐินั้นจึงเล็งถึงความทุกข์ นี่เป็นตัวประเด็นสำคัญ จะต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง ว่า ความทุกข์คืออะไร ? เกิดมาจากอะไร? ปราศจาก ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ? ทำอย่างไรจึงจะได้ปราศจากทุกข์อย่างนั้น. ตรงนี้ขอพูดแทรกอีกหน่อยหนึ่งว่า ทำไมช่างไม่พูดถึงความสุขกันเสียเลย ! การศึกษาอย่างที่พวกคุณได้รับมาจากมหาวิทยาลัย ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความคิดว่า เรามี ปัญหาที่ความทุกข์ ; มีแต่ที่จะนำไปสู่ความคิดที่ว่า เรามีปัญหาที่ว่า ทำอย่างไรเราจึง จะได้ความสุข โดยที่เชื่อหรือมีความคิดเห็นตายตัวลงไปว่า ความสุขเป็นสิ่งที่มีอยู่สำหรับ มนุษย์. คนมักจะวาดความสุขนั้น ๆ ไปตามรูปของความคิดนึกของชนธรรมดาสามัญ คือ ได้อย่างอกอย่างใจ หรือ ตามที่กิเลสต้องการ ซึ่งไม่พ้นไปจากเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ; เมื่อได้ตามต้องการแล้ว ก็เรียกว่าความสุข เลยไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ที่จะมองเห็น. ส่วนทางธรรมะ หรือทาง หลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะนี้ ไม่หยิบเอาตัวความ สุขขึ้นมา เป็นจุดมุ่งหมาย กลับไปหยิบ เอาตัวความทุกข์ขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ, แล้วก็เอาเพียงว่า ไม่มีทุกข์ แล้วใคร ๆ ก็ไปว่าเอาเองก็แล้วกัน ว่าที่ไม่มีทุกข์นั่นแหละ คือความสุข. แต่ในหลักการที่มีอยู่ หรือวางไว้นั้นจะมีแต่ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความไม่มีแห่งทุกข์ และ ทางให้ถึงความไม่มีแห่งความทุกข์นั้น, ไม่มีคำว่าสุข เลย ; ถ้าจะมีก็โดยสมมุติว่า ที่ไม่มีทุกข์นั่นแหละคือสุข เมื่อดับทุกข์หมดสิ้นนั่นแหละคือสุข อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน. โดยเหตุที่ว่า เราต้องการให้จิตใจ ไม่ไปผูกพันติดอยู่กับสิ่งใด จึงไม่พูดเรื่อง สุขอย่างนั้น ๆ ไม่นิยมพูดอย่างนั้น. เราต้องการให้ดับทุกข์แล้วก็สิ้นสุดกันไปเลย

น.162 ไม่ต้องมีความสุขเหลือสำหรับจิตใจไปหลงใหลพัวพัน ; เพราะจะย้อนกลับไปหาความสุข อย่างที่คนธรรมดาสามัญเขารู้สึกว่าต้องการ. ถ้าเป็นเรื่องดับทุกข์สิ้นเชิง, คือเป็น เรื่องของนิพพาน นี้ ต้องมีจิตใจที่ ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวพัวพันกับความสุขนั้น ๆ หรือ ความรู้สึกเป็นสุขนั้น ๆ. หรืออีกทางหนึ่งที่ถูกกว่า ก็คือว่า ความสุข ชนิดนี้ ชนิด ที่ดับกิเลสตัณหา หมดนี้ ทำให้ปราศจากความรู้สึกที่เป็นตัวฉัน - เป็นของฉน คือ มันว่างไปเลย ; จึงถือว่า ถ้ายังมีสิ่งเหล่านี้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ว่ายเวียนอยู่ ก็เรียกว่ายังทุกข์อยู่. พอ หมดความว่ายเวียนเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกคิดนึก ของอะไรต่างๆ เหล่านี้ : ไม่มี กรรม ไม่มีผลกรรมในความรู้สึก แล้วก็เลยว่างไป. จิตนี้ก็เป็นจิตที่ว่างจากความรู้สึก ว่าตัวฉัน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องการทั้งสุข และไม่ต้องการทั้งทุกข์ : ฉะนั้น การ ที่ประพฤติปฏิบัติจนหมดความทุกข์ ก็จบกันเท่านั้น. ที่กล่าวมานี้คือข้อที่ว่า ทำไมสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธศาสนา จึงได้แจกเป็น ประเภท ๆ ว่ามีอยู่ ๔ อย่าง : คือ มีความเห็นถูกต้องในเรื่องของความทุกข์, มีความ เห็นถูกต้อง ในเรื่องของเหตุที่ให้เกิดทุกข์, ความเห็นถูกต้องในความไม่มีทุกข์, และ ความเห็นถูกต้องในการทำให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้น จึงเป็นหลักใหญ่ ที่วางไว้ใช้ ทั่วไป เป็นเรื่องของชาวบ้านธรรมดาสามัญก็ได้. ความทุกข์มันก็ลดหลั่นลงมาเป็นเรื่อง ความทุกข์อย่างธรรมดาสามัญ : เขยิบให้สูงขึ้นไป เป็นเรื่องความทุกข์ของกิเลส ของ ตัณหา อนุสัย เป็นเรื่องลึกซึ้งออกไปก็ได้ มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน. แม้ในเรื่องปัญหาทางอุดมคติการเมือง มันก็ยังเนื่องกันอยู่กับกฎเกณฑ์ ๔ ข้อ ที่กล่าวแล้วนี้ เช่นพวกวัตถุนิยมก็จะพูดว่า เพราะวัตถุยังไม่สมบูรณ์ เราจึงรู้สึกเป็นทุกข์ ; นี้ก็เท่ากับเขาถือหลักว่า ความไม่สมบูรณ์แห่งวัตถุ เป็นเหตุแห่งความทุกข์ พุทธศาสนา ถือว่า เพราะว่าเรา อยากด้วยความโง่ ต่างหาก เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เรียกว่า ตัณหา

น.163 แปลว่า ความอยากด้วยอำนาจของความโง่, ไม่ใช่ความอยากด้วยปัญญา ; นี้เป็น เหตุแห่งความทุกข์. แต่เอามาจับกันกับระบบวัตถุนิยม เขาก็ว่า ความที่วัตถุมันยัง ขาดแคลน มนุษย์จึงมีความทุกข์ ; ฉะนั้น ต้องเร่งสร้างทางวัตถุ ให้ทุกคนมีวัตถุเพียงพอ. นี่ก็ต้องเตลิดเปิดเปิงไปถึงว่า ต้องฆ่า ต้องทำลาย พวกที่เอาวัตถุไว้มาก เช่นพวกนายทุนเป็นต้น ; นี้เรื่องมันก็เดินไกลออกไปอีกทางหนึ่ง ไม่มีวันจะพบกับ ความสุขได้ ; เพราะว่า ตัวผู้ที่อยากจะทำลายเขานั้น ก็ยัง มีความอยากด้วยความโง่ ต้องการวัตถุมาด้วยอำนาจของความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เมื่อทำตามความต้องการด้วยสติปัญญาชอบจะไม่มีทุกข์ ถ้าว่าถือ ตามหลักธรรมะ แล้ว ก็ต้อง ตัดต้นเหตุของความทุกข์ ตรงที่มี สัมมาทิฏฐิเสียให้ถูกต้องว่า ; อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ : ก็มองเห็นว่า เมื่อเรา อยากด้วยความโง่ มันก็ มีความทุกข์ทุกที. แม้พวกนายทุนชั้นที่เป็นเทวดาแล้ว ถ้าเขาอยากด้วยความโง่ขึ้นมาเมื่อไร เขาก็มีความทุกข์ทันที ไม่ต้องพูดถึงกรรมกร. ถ้า ว่าเป็นชาวนาที่ยากจน แต่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่ได้อยากอะไรด้วยความโง่ กลับจะเป็นสุขยิ่ง กว่าพวกนายทุน ; เพราะว่าระวังวางจิตใจไว้ถูกต้อง อย่างที่ความทุกข์มันเกิดไม่ได้. ทีนี้ก็มี มิจฉาทิฏฐิแทรกเข้ามาว่า ถ้าอย่างนั้นพวกนี้ก็ไม่ทำอะไรซิ, พวกที่ ไม่มีความอยากนั้น ก็ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็จะกินอะไรกัน. นั่นมันเป็นความเห็นผิด แยกแขนงออกไป ไม่ฟังให้ดี. เราก็ได้บอกแล้วว่า อยากด้วยอำนาจของความโง่ ที่เรียกว่าตัณหาบ้าง โลภะบ้าง อะไรบ้าง นี่เป็นทุกข์. ที่ถูก ต้องอยากด้วยสติปัญญา มีความรู้อย่างถูกต้อง ควรจะทำอะไร ก็ทำไปซิ ; ฉะนั้น จึงพอใจ : จะมีทรัพย์สมบัติน้อย หรือจะมีทรัพย์สมบัติมาก ก็พอ ใจทั้งนั้น คือเป็นสุขได้ทั้งนั้น, กระทั่งไม่มีเลย จะต้องตายก็ยังมีความพอใจ หรือเป็น

น.164 สุขได้. แม้จะมีมากจนไม่รู้ว่าจะเอาไปไหน ก็ไม่หลงใหล เพราะเขารู้ว่าไปอยากเข้า ด้วยความโง่ แล้วก็ต้องมีความทุกข์, ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว ความอะไรต่าง ๆ ล้วนมีมูลมาจาก ความอยากด้วยความโง่ทั้งสิ้น. นี่ต้องไปศึกษากันอีกทีหนึ่ง มันเกี่ยวกับแง่ของจิตวิทยา ซึ่งพุทธศาสนา ก็ถือเอาเป็นหลักสำคัญ ว่าปัญหาทางจิตใจ ที่เป็นความทุกข์ทั้งหลาย มาจากความ อยากด้วยอำนาจของความโง่, ความอยากนี้ เราเรียกว่าตัณหา. เราอยากหรือว่า เมื่อมีท่าว่าจะไม่ได้ตามที่เราอยาก เราก็กลัว ; ความกลัวก็มาจากความอยาก. เมื่อ ไม่ได้เข้าจริงๆ เราก็มีความโศกเศร้า, ความโศกเศร้าก็มาจากความอยาก, ทุกอย่างจะ มาจากความอยากในลักษณะอย่างนี้; เพราะฉะนั้น ตัดตัวความอยากเสียอย่างเดียวก็พอ จึงถือว่า ตัณหาเป็นต้นเหตุแห่งความอยาก. ฝึกพิจารณาเป็นสัมมาทิฏฐิทำให้ไม่ผิดและไม่ทุกข์ คนเรา มีสติปัญญา มีกำลังกาย กำลังอะไรไม่เท่ากัน ; ฉะนั้น ต่างคน ก็ต่างทำ ไปตามความสามารถของตน, หาทรัพย์สมบัติ หาอะไรไปเท่าที่จะหาได้ เมื่อเหลือใช้แล้ว ก็ทำประโยชน์ผู้อื่น มันก็มีประโยชน์มากออกไป อย่างนี้เรียกว่าไม่มี ความทุกข์. อย่าไปอยากด้วยอำนาจของความโง่เข้าเป็นอันขาด ; ความต้องการ ก็เป็นไปด้วยสติปัญญาที่ถูกต้อง แล้วก็ทำไป, ได้อะไรมาก็ไม่ยินดี หรือเสียไป หรือ ขาดทุนไป ก็ไม่ยินร้าย เห็นเสียว่า "อย่างนี้เอง". คำว่า "อย่างนี้เอง" ไม่ใช่คำเล่น ๆ พูดเล่นตลก แต่ เป็นคำสำคัญที่สุดใน พุทธศาสนา ที่เขาเรียกว่า อิทัปปัจจยตา หรือสั้นกว่านั้นก็ว่า "ตถตา"; ตถตา แปลว่า "อย่างนั้นเอง". อิทัปปัจจยตา ก็เป็นความหมายของคำว่า "อย่างนั้นเอง" คือ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, หรือเพราะสิ่งนี้หายไป สิ่งนี้จึง หายไป; นี้เรียกว่า "อย่างนี้เอง".

น.165 พิจารณาตามหลักธรรมะอย่างนี้เป็นยอดของสัมมาทิฏฐิ ที่จะทำให้ไม่โง่ไม่ หลง ไม่ตกไปสู่ความคิดผิด เห็นผิด ทำผิด แล้วเป็นความทุกข์ในที่สุด. ถ้าคุณ สามารถถึงกับว่า "อ้าว, อย่างนี้เอง นี่อย่างนี้เอง" นี่คือยอดสุดของสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเรายังไม่ควรพูดถึงกันโดยละเอียดก็ได้ คือมันละเอียด หรือลึกเกินไป. เอาแต่เพียง ให้รู้ว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร เหตุของความทุกข์เป็นอย่างไร ความไม่มีทุกข์นั้น เป็นอย่างไร ; แม้แต่เพียงคำว่า “ความไม่มีทุกข์เป็นอย่างไร" นี้มันก็ยากที่จะเข้าใจ อยู่แล้ว. ไปคิดดูให้ดี ตามธรรมดา คนก็ต้องนึกถึงเรื่องต้องมีนั่นมีนี่ มีอะไรตามที่ กิเลสตัณหาต้องการนั่นแล้ว จึงจะเรียกว่าไม่มีทุกข์ ; นี่มันขัดกัน ในข้อที่ว่า มันเป็น ไปไม่ได้ เพราะ เมื่อไรกิเลสตัณหาต้องการ เมื่อนั้นก็เป็นทุกข์ทันที ; แสวงหา อยู่ก็เป็นทุกข์ ได้มาแล้วก็เป็นทุกข์ บริโภคใช้สอยอยู่ก็เป็นทุกข์ เพราะมันอยากด้วย ความโง่ มันก็ไม่หยุดอยาก. ถ้ามีความรู้ว่า "อย่างนี้เอง" แล้ว ก็ไม่เห็นเป็นของแปลก. ถ้าได้ กำไร ก็ เห็นตามกฎของอิทัปปัจจยตานี้ว่า มันเป็นสักว่า ได้มาเกินทุนเท่านั้นหนอ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากไปกว่านั้น, มันเป็นเพียงการได้มาเกินทุนเท่านั้นหนอ. ถ้าขาดทุน ก็รู้สึกเพียงว่า เป็นเพียงการได้มาไม่ครบทุน หรือไม่เท่าทุนเท่านั้นหนอ ; แล้วก็ไม่ ยินดียินร้าย ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะเหตุที่มีกำไร หรือขาดทุนเป็นต้น. นี้จะเป็น ความสงบสักกี่มากน้อย. คุณลองไปพิจารณาดูเอง. ความไม่มีทุกข์ ความดับทุกข์นี้ คือไม่มีตัณหา ที่เป็นเหตุให้ขึ้น หรือ ให้ลง คือยินดี หรือยินร้าย ; ความไม่มีทุกข์อย่างนี้ ก็คือความไม่มีทุกข์เพราะไม่มี ตัณหา ตามความหมายในพุทธศาสนานี้จึงเป็นความถูกต้องกว่าที่คนจะมาคิดว่า ไม่มีทุกข์ ก็ต้องสมบูรณ์ในเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เป็นต้น.

น.166 ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วจะไม่มีความทุกข์ ทีนี้มาถึงข้อที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ความไม่มีทุกข์ นี้ก็ ทำให้ถูกต้อง นับ ตั้งแต่ มีความคิดเห็นถูกต้อง คือ สัมมาทิฏฐินี้ เป็นต้นไป. ได้พูดแล้วว่า สัมมาทิฏฐินี้ เหมือนรุ่งอรุณ ; ถ้ารุ่งอรุณมาแล้ว กลางวันก็ต้องตามหลังมาเป็น แน่นอน. นี่ถ้า สัมมาทิฏฐิ มาแล้ว สัมมาสังกัปโป คือความต้องการ ใฝ่ฝันถูกต้อง ก็ตามมา, สัมมาวาจา - พูดจาถูกต้อง ก็ตามมา, สัมมากัมมันโต - การทำการงาน ทางกายถูกต้อง ก็ตามมา, สัมมาอาชีโว - ดำรงเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างถูกต้องก็ตามมา, สัมมาวายาโม - พากเพียรพยายามอยู่อย่างถูกต้อง ก็ตามมา, สัมมาสติ - ความรำลึก โดยถูกต้อง ก็ตามมา, สัมมาสมาธิ - กำลังใจที่มั่นคง ก็ตามมา. แต่อย่าลืมว่าในทุก ๆ อย่างนั้น มีสัมมาทิฏฐิเข้าไปเกี่ยวอยู่ทั้งนั้น จึงจะถูก ต้อง ก็เลยเป็นความถูกต้อง ๘ ประการ. เมื่อมีชีวิตอยู่อย่างนี้แล้ว ตัณหาเกิดไม่ได้ ไม่มีตัณหาเกิด ก็ไม่มีเหตุแห่งทุกข์ ; ฉะนั้น เราจึงไม่มีความทุกข์. เราต้องมี สัมมาทิฏฐิในข้อนี้ด้วยว่า จะอยู่อย่างไม่มีความทุกข์นั้นต้องอยู่อย่างมีหลัก ๘ อย่าง ที่กล่าวมานี้ ; ไม่ต้องไปหวังถือลัทธิยื้อแย่งนายทุน หรือว่าบีบคั้นกรรมกรอะไร ซึ่งไม่ถูกทั้งนั้น. "ถ้าอยู่อย่างถูกต้องทุกประการ ก็ทำให้โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์" นี่พูดทีเดียวสูงสุดเลย ; การเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ทำให้โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ คำว่า "พระอรหันต์” นี้กลายเป็นคำที่เข้าใจยากไปเสียแล้ว ; เพราะว่าเมื่อไม่รู้ หรือไม่เข้าใจ ก็คาดคะเนเอาเอง ก็ว่าเอาเอง สำคัญมั่นหมายเอาเอง จนความเป็นพระ- อรหันต์นั้น ดูจะเป็นของลึกลับ แปลกประหลาด เกินกว่าความรู้ของคนธรรมดาไป. ถ้าตามความเป็นจริง เรื่องเป็น พระอรหันต์ นั้น ก็มีแต่เพียงว่า ผู้ที่ปราศจาก ตัณหาโดยประการทั้งปวง เรียกว่าพระอรหันต์ได้, หรือเป็นพระอรหันต์โดยตรง.

น.167 ตามหลักจะไม่มีตัณหา ได้นั้น ก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ หรือการเป็นอยู่ที่ถูกต้องทั้ง ๘ ประการนั้น ตัณหาก็เกิดไม่ได้ เพราะมีการพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ ก็ทำลาย ความโง่ให้หมดไป ให้ความฉลาด หรือวิชชาเกิดขึ้น. ต่อไปนี้อะไรมากระทบเป็น ผัสสะก็ไม่มีปัญหา ไม่มีความคิดผิด เห็นผิด เข้าใจผิด ; จะมีแต่ความคิดถูก เห็นถูก คือ เฉยได้ไปทุกอย่างทุกประการ. นี้ผลของสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างนี้. เมื่อเราเริ่มเข้าใจผิด นับตั้งแต่เข้าใจคำว่า "พระอรหันต์" ผิด มันก็ผิด ๆ ตาม ๆ กันลงมา ทั้งที่ว่าคนก็อยากจะเป็นพระอรหันต์อยู่เหมือนกัน. โลกปัจจุบันตกอยู่ในอำนาจมิจฉาทิฏฐิมาก เดี๋ยวนี้คนมีปัญหามากยิ่งขึ้นทุกที อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ; แม้คน ไทยเรานี้ก็ มีปัญหามาก เกี่ยวกับว่ามีมิจฉาทิฏฐิ : ไปคล้อยตามความนิยมอย่างใหม่ ๆ นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิที่น่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่งอยู่แล้ว ; แม้ที่สุดแต่เรื่องแฟชั่นทั้งหลาย สำหรับผู้หญิงผู้ชายในการแต่งเนื้อแต่งตัว เล่นหัวสำเริงสำราญอะไรต่างๆ นี้ มันก็นำมา ซึ่งมิจฉาทิฏฐิมากขึ้น ๆ ไปดูให้ดี. ถ้าไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความยุ่งยากก็ไม่เป็นไร ก็ลองดู - ลองดู แล้ว มันก็จะตบหน้า ให้หงายหลังกลับมาเอง มาสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องกันได้สักวันหนึ่ง. แต่ เดี๋ยวนี้พูดว่า อย่าต้องไปลองในเรื่องอย่างนี้ จะเป็นสัมมาทิฏฐิมากกว่า. ถ้ากำลังของ มิจฉาทิฏฐิยังมีมากอยู่ ก็ไปลองซิ ไปลองกับความเจริญทางวัตถุทางเนื้อทางหนัง ประดิษฐ์ เป็นแฟชั่นใหม่ ๆ แม้แต่ของกิน จนเงินเดือนไม่พอใช้ อย่างนี้เป็นต้น. ข้อนี้ขอให้เข้าใจว่า อย่าว่าแต่เรื่องกินเล่นทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง, แม้ แต่เรื่องทางจิตใจ มันก็อดที่จะมีมิจฉาทิฏฐิไม่ได้. แม้แต่คำว่าบุญนั่นแหละ ถ้าเราไป เข้าใจผิดต่อคำว่าบุญ แล้วบุญนี้จะกัดเอา จะตบหน้าเอา เพราะว่าเป็นเรื่องของมิจฉาทิฏฐิ ไปแล้ว. ฉะนั้น เราต้องเข้าใจคำว่าบุญ ว่ากุศล ว่าอะไรให้ถูกต้อง ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ

น.168 มีเรื่องจริงที่มีผู้มาเล่าให้ฟัง แต่ไม่ต้องออกชื่อคน หรือที่ไหน ในเรื่อง ชาวนาที่ว่ายากจนกันนัก ที่มารบเร้ารัฐบาลให้ช่วยเหลือเป็นพิเศษนั้น ล้วนแต่มีมิจฉา- ทิฏฐิเป็นรากฐาน อย่างเช่น : - ชาวนาคนหนึ่งมีนา รับมรดกมาจากบรรพบุรุษ พอ ทำกินทำใช้ไปได้. ทีนี้ เขาเกิดความคิดเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ไปเห่อตามเพื่อนบ้าน หรือบางคน ที่อยู่ในฐานะผิดกัน : บวชลูกชายคนหนึ่ง ก็ไปกู้เงินเขามา โดยเอานา เป็นประกันหมื่นบาท เอามาใช้ในการบวชลูกชายตามธรรมดาสามัญ ตามธรรมเนียม บวชสามเดือน สองเดือนอะไรนี้. ที่นั่นเฉพาะค่าไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่อง เสียง คนร้องเพลง คนกล่อมขวัญอะไรกันก็ตาม เหมากันเสร็จ ๒๕๐๐ บาท คือหนึ่ง ในสี่ของเงินที่กู้มา แล้วก็ยังมีการเลี้ยงดูกันอย่างยิ่งอีก, แล้วมีสิ่งที่ต้องใช้ในการบวช โดยตรงอีก อะไรอีกจิปาถะ ก็หมดเงินหนึ่งหมื่นบาท ; แล้วลูกชายก็บวชตามธรรมเนียม สึกออกมาก็ดูยังเป็นทิดอยู่นั้น. ต่อมาถึงลูกชายคนที่สอง ก็ทำอย่างนั้นอีก ; พอถึงลูกชายคนที่สาม ก็ทำ อย่างนั้นอีก ; แล้วนานั้นก็หลุดไปสามหมื่นบาท ก็กลายเป็นชาวนาที่เดือดร้อนอย่างยิ่ง ที่จะต้องมารบเร้ารัฐบาล หรือจะรบเร้าเทวดาที่ไหนก็สุดแท้ เพราะว่ามันเดือดร้อนเหลือ ประมาณ. นี่ขอให้ดูเถิด ถ้าเป็น มิจฉาทิฏฐิ แล้ว แม้แต่เรื่องของสิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" นั้นแหละ ก็ระวังเถอะ เป็นเรื่องผิดได้ เป็นเรื่องทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้. ถ้าเป็น บุญที่ถูกต้อง ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น มันอาจจะไม่ต้องเสียสักสตางค์หนึ่งก็ได้. อย่างเช่น คน ๆ หนึ่งจะบวช ; ถ้าจะบวชจริงมาที่นี่ก็ได้ แล้วไม่ต้องเสีย สักสตางค์เดียว จะช่วยให้ได้บวชทุกอย่าง ตามวิธีการของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่บวช อย่างนั้น แล้วไม่เสียสักสตางค์หนึ่ง ก็ได้. นั่นเขาเสียทีละหมื่น ๆ สามที่หมดเงิน นานั้นหลุดกรรมสิทธิ์ไป.

น.169 ปฏิบัติตามหลักสัมมาทิฏฐิเท่านั้น จะล่วงทุกข์ได้ ไปมองให้ดีว่า มิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ นี่เป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้ พวก นักศึกษาเรากำลังเห่ออุดมคติการเมือง วัตถุนิยม สังคม อะไร ; ระวังให้ดี ถ้าเข้าใจ ผิดแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้าย เพราะคำเหล่านี้กำกวมทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัตถุนิยมแล้ว ก็ใช้ไม่ได้ อย่างที่เราพูดมาแล้วในวันแรก. วัตถุนิยม จิตตนิยม นี้ไม่ใช่พุทธศาสนา; แต่ธรรมนิยม คือ ความ ถูกต้องระหว่างสิ่งทั้งสองนี้ คือพุทธศาสนา, ธรรมนิยมทำให้เราทำผิดไม่ได้ ในเรื่อง ของวัตถุก็ตาม ในเรื่องของจิตใจก็ตาม มันเป็นความถูกต้อง หรือสัมมาทิฏฐิอยู่เรื่อยไป. คำว่า "บุญ" นี้ก็ประหลาด ทำให้คนเข้าใจผิดได้ หลงใหลได้; ทำบุญ เพื่อให้เกิดความทุกข์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ได้, เดือดร้อนเป็นตกนรก ก็ได้ ด้วยคำว่าบุญ เพราะมัน เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เราช่วยกันไปทำความเข้าใจกับคนที่เขาชอบบุญ ; อย่างนี้ จะเป็นการช่วยเพื่อนมนุษย์ ดีกว่าช่วยอย่างการเมืองคลุ้มคลั่ง หรือแม้แต่เรื่องสังคม สงเคราะห์ที่นิยมกันนัก แต่ทำทางวัตถุทั้งนั้น แล้วก็ช่วยไม่ได้. ตามความรู้สึกของผมละก็เห็นว่า ช่วยให้เขามีสัมมาทิฏฐิดีกว่า ประเสริฐ กว่า แล้วก็จะสำเร็จด้วย; สังคมสงเคราะห์นั้นคือ ช่วยให้คนมีสัมมาทิฏฐิ มีความ คิดเห็นถูกต้องว่า อย่างไรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร นั่นแหละดีกว่าเอาของไปแจก ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปอีกทางหนึ่งก็ได้. ขอให้เข้าใจคำว่า มิจฉาทิฏฐิ โดยเคร่า ๆ โดยหลักไว้อย่างนี้ที่ก่อน ; โดยเฉพาะ การเมืองในโลกนี้ ทั้งโลกเวลานี้ มีปัญหาเรื่องนายทุนกับกรรมกร ถ้าพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีมิจฉาทิฏฐิด้วยกัน ทั้งคู่ แล้วก็อย่าได้ไปเข้าฝ่ายไหนเลย จะพลอยเป็น มิจฉาทิฏฐิไปด้วย. พยายามแต่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดนายทุน จะไม่เกิดชน

น.170 กรรมาชีพขึ้นมา นั่นจะถูก, พยายามทำให้มีมนุษย์ที่มีความคิดถูกต้องเป็นสัตบุรุษ ไม่มี วิญญาณแห่งนายทุน ไม่มีวิญญาณแห่งชนกรรมาชีพที่ยังงมงายด้วยอบายมุข นั่นแหละถูก. ถ้านักศึกษาผู้ใด หลงใหลในอุดมคติการเมืองบางอย่างแล้ว ก็ขอให้ไปสอบ สวนแยกแยะ,วิเคราะห์แยกแยะสอบสวน analyse scrutinize, อะไรก็ตามที่จะทำได้ ให้ดี ๆ ว่าอะไรผิดถูกอย่างไร. อย่าให้เกิดมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา แล้วเราก็จะไม่เสียเวลาไป เปล่า ๆ; จะช่วยกันทำบ้านเมือง หรือทำโลกนี้ให้มีความสงบสุขได้ ด้วยอำนาจของ สัมมาทิฏฐิ อย่างที่มี หลักในพระพุทธศาสนาว่า “ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะสมาทาน สัมมาทิฏฐิ" คือมีสัมมาทิฏฐิอยู่ในมืออย่างดีที่สุด ทำอะไรผิดไม่ได้. วันนี้ ผมพูดถึงเรื่องว่า ปัญหาของเราคือมิจฉาทิฏฐิ ทำอย่างไรจึงจะสลัด มิจฉาทิฏฐิออกไปได้ ? ก็คือว่า พอกพูนสัมมาทิฏฐิ เท่านั้นเอง เวลาสำหรับพูดหมด แล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถาม ใครมีอะไรก็ถาม, คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ผมขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ตอนที่ท่านอาจารย์แนะว่า ในการ สังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนทั่วไปนี่ เราควรจะแนะในด้านสัมมาทิฏฐิแก่เขา ผมอยากจะให้ท่าน อาจารย์ช่วยแนะนำว่า เราจะมีวิธีแนะแก่ชาวบ้านได้อย่างไร ? มาก เพราะปัจจุบันนี้งานสังคม สงเคราะห์มีมาก แล้วก็รู้สึกว่าจุดประสงค์อาจจะผิดพลาดอยู่. (ตอบ) เรื่องสังคมสงเคราะห์ที่เราเห็นอยู่ ก็เป็นเรื่องของสงเคราะห์ด้วยวัตถุ เป็นส่วนใหญ่ สงเคราะห์อย่างนี้ มันก็เหมือนกับการเลี้ยงลูกอ่อน ที่ไม่รู้จักโต. ถ้า สงเคราะห์ด้วยสติปัญญา จะทำให้เขาช่วยตัวเองได้ ก็มีอย่างนั้น ; ถ้าเราจะยกกอง ไปทำการช่วยสังคมสงเคราะห์ที่ไหน ก็พิจารณาดูว่า มีปัญหาอย่างไร. เช่นว่า ในหมู่ ชาวนาที่ยากจนนั้น ยากจนเพราะเหตุอะไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ คือ หลงใหลในอบายมุข.

น.171 เดี๋ยวนี้ ผู้ยากจนหลงใหลในอบายมุขมากกว่าผู้มั่งมี เสียอีก ถ้าเทียบส่วน ของรายได้ที่เขาหามาได้ ประจำเดือน ประจำปี. ชนชั้นยากจนจำนวนใหญ่ใช้เงินที่หา มาได้ในทางอบายมุขตั้ง ๓๐ - ๔๐ - ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี ; ส่วนพวกนายทุนเขาใช้เงิน ที่หามาได้ไปในทางอบายมุข ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือหลายแล้ว เพราะเขามี เงินมาก. คุณต้องไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน ว่าคนมีมิจฉาทิฏฐิ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" ไปบูชาอบายมุข โดยดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคน ชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; นี่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงครบทุกข้อในหมู่คนยากจน หรือคนที่กำลังจะยากจนลงไป. ถ้าเขาเว้นอันนี้เสีย ก็จะปิดอุดรูรั่ว ไม่เท่าไรก็จะงอก งามขึ้นมา เต็มขึ้นมา นี่เป็นชั้นแรกที่สุด. ทีนี้ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็ไปสอนให้เขาฉลาดขึ้น ในการที่จะป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บมากกว่าที่จะไปแจกยาเสียตะพึด. เรื่องความทุกข์ร้อนทางจิตใจ ก็ไปช่วย สอนให้เขาเข้าใจถูกในหลักของธรรมะในศาสนา เขาก็จะเป็นคนที่ว่า มีกิน มีใช้ มี ร่างกายสบาย แล้วก็มีจิตใจแจ่มใสปรกติ เรียกว่าสังคมสงเคราะห์ดีที่สุด ก็ควรจะต้องทำ ได้อย่างนี้. เดี๋ยวนี้ที่ทำอยู่นี้ยังไม่ได้ผล มันคล้ายกับเอาของไปให้กิน แล้วเลี้ยงไม่รู้จักโต เพราะเขาจะต้องหวังได้รับช่วยเหลืออยู่เรื่อยไป. ควรจะไปชี้ให้เขาเห็นว่า พวกที่เขา ร่ำรวยขึ้นมา เมื่อก่อนนี้เขาก็จนเหมือนเรา หรือยิ่งกว่าเรา : คนจีนมาจากเมืองจีน ไม่มี ทรัพย์สมบัติติดตัวมาแม้แต่บาทเดียว ; ว่าอย่างนี้ดีกว่า ; ในที่สุดเขาก็มาเป็นคนร่ำรวย. เราอยู่ที่นี่มีนา มีไร่ มีอะไรมาแต่บรรพบุรุษ ทำไมกลับยากจนลง จนจะไม่มีอะไรเหลือ ขอให้ไปดูให้ดีว่า สังคมนี้ หมู่บ้านนี้ เขามีอะไรที่เป็นเหตุให้ยากจน หรือ ทุกข์ยากอย่างไรก็ตาม ต้องช่วยกันแก้ปัญหา นั้น ๆ โดยตรง อย่างลืมหูลืมตา พอ

น.172 เหมาะพอดีและถูกต้อง ; นี้พูดโดยรายละเอียดก็ไม่ได้ ต้องไปดูเอาเอง. แต่สรุปความ ได้ว่า ไปทำให้เขาช่วยตัวเองได้ นี่คือสังคมสงเคราะห์ที่ประเสริฐที่สุด ตามหลัก พระพุทธศาสนา เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสว่า "การปฏิบัตินั้น เธอต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้ชี้ทาง" เพราะเป็นเรื่องที่จะไปทำแทนกันไม่ได้. การปฏิบัตินั้นคือ ไปชี้ทางให้เขารู้จักช่วยตัวเอง เรียกว่า เป็นสังคม สงเคราะห์ ในด้านจิตด้านวิญญาณ ที่ยังขาดอยู่ ซึ่งถ้าทำได้แล้ว เขาจะเป็นคนช่วย ตนเองได้; ถ้าไปช่วยแต่ทางวัตถุ มันก็เลี้ยงไม่รู้จักโต. แต่ถ้าเขามีความเห็นเขว ก็ต้องมีคนช่วย ไม่ช่วยไม่ได้ ไม่ช่วยก็เป็นพิษ อย่างที่เขามาบีบคั้นเอากับคนอื่น หรือ บีบคั้นเอาจากรัฐบาล หรือบีบคั้นเอาจากผีสางเทวดา อะไรก็ตามใจ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูก. (ถาม) ผมอยากจะกราบเรียนถาม คือ อย่างปัญหาที่เกิดขึ้น สมมุติว่า นิสิตนัก ศึกษาออกไปสร้างโรงเรียนให้แก่ชนบทสักแห่งหนึ่ง อย่างนี้ แล้วเรามีความคิดที่จะไปแนะนำเขา อย่างที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์บอก ; แล้วทีนี้ ชาวบ้านส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่ ที่มีอายุมากกว่าเรา แล้วเราเป็นเด็ก จะไปแนะนำเขาทางด้านนี้ เกรงว่า เขาจะไม่ให้ความเชื่อถือ (ตอบ) ถูกแล้ว ปัญหานี้นับว่า practical ที่สุด ต้องมองให้เห็นว่า เราไป สร้างโรงเรียน นี้ก็ส่วนหนึ่ง ; แล้วพร้อมกันนั้น เราจะไปช่วยเขาในด้านจิตใจ ส่วนหนึ่ง แยกออกเป็นส่วน ๆ อย่างน้อยเป็น ๒ ส่วน แล้วด้านช่วยสร้างโรงเรียน นี้เราคง ทำได้แน่ และก็เป็นอุปกรณ์สำหรับให้มีการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของสัมมาทิฏฐิ ก็ได้ เหมือนกัน. นี้เราพูดไปตามหลักทั่วไป ที่ว่า สร้างโรงเรียน ทำให้คนฉลาด อยู่ใน พวกให้ทางธรรมได้ ข้อนี้ไม่มีปัญหา. ปัญหานั้นอยู่ที่ว่า จะไปทำคนแก่ ๆ ให้มีความเห็นถูกต้อง ก็จริง ; ถ้าเรา ยังเป็นเด็กอยู่ ; มิจฉาทิฏฐิของคนแก่จะปฏิเสธไว้ที่ก่อน ว่ายังเด็กนักนี่. ผมก็เคยโดน มาแล้ว อย่าว่าแต่คุณ. เมื่อเขาได้ยินได้ฟังเราพูด เขาเห็นด้วย แต่เขาไม่อยากทำตาม ;

น.173 เคยได้ยินเข้าหูว่า อะไรก็ดูดีทุกอย่าง แต่ ยังเด็กนัก ยังหนุ่มนัก เขาว่าอย่างนี้. นี่คือ ปัญหาทั่วไป แม้พระไปสอนก็เป็นอย่างนี้ ผมก็เคยถูกมาอย่างนี้มันก็ ต้องอดทน ต้อง พยายามพิสูจน์ เรื่อย ๆ ไปว่า เขายังไม่รู้อย่างถูกต้องหรือสมบูรณ์. เราจะต้องฉลาด บ้าง ที่จะหาอะไรมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตัวอย่าง เป็นอุทธาหรณ์ เป็นเหตุผล จนเขา มองเห็นว่า ถูกอย่างของเรา. ยังมีเคล็ด อีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่จะไปสอนเขา, ขออภัยพูดกันตรงไปหน่อยว่า อย่าไปทำเพื่อจะเอาหน้า หรือเพื่อจะเอาเกียรติ หรือเพื่อจะเอาความเคารพนับถือ มาเป็นของเรา. เราต้องใช้ลูกไม้, ผมใช้คำว่า "ลูกไม้" ภาษาโลกโคกธรรมดา ใช้ลูกไม้ให้เขาคิด หรือให้เขารู้สึกว่า เป็นความรู้ของเขา. เรา อย่าไปทำตัวเหมือน กับเราไปสอนเขา แล้วเขาได้ความรู้จากเรา ; เราต้องไปทำตัวเหมือนกับว่า เราไม่รู้ โดยพูดปรึกษาหารือด้วยข้อที่เราต้องการจะสอน จนเขาคิดไปว่า "อ้าว, นี่เรานึกออก เองนี่ เราไม่ไปเชื่อเด็กหนุ่มคนนั้นนี่ เราคิดออกเอง เราไม่ได้ทำตามเด็กคนนั้น" ; นี่เขาก็ตกหลุมพรางของเรา คือทำตามที่เราต้องการให้ทำ. อย่างนี้ มีทางสำเร็จเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์. ถ้าเราจะทำตัวเหมือนกับครูไปสอนเขา ให้เขายอมรับเราว่าเป็นครู หรือเป็น ผู้รู้ อย่างนี้ไม่ค่อยจะมีทางสำเร็จ ; นี้ควรจะสังเกตด้วย. อย่าไปทำตัวเป็นผู้สอน แต่ไป ทำตัวเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วก็ระบายอะไรให้ฟัง จนเขารู้สึก เหมือนกับว่า เขาคิดออกเอง แล้วเขาก็ทำ ก็มีหวังว่า การยกกองออกไปทำสังคม สงเคราะห์นี่จะได้ผลดี. (ถาม) ผมมีความเห็นบางประการ เท่าที่ทราบมา ที่ท่านอาจารย์บอกว่า ชาวนานี้ ยากจนเพราะมีอบายมุข. ผมเห็นว่า ข้ออบายมุขนี้จริง แต่ยังมีเหตุอื่นๆอีก; เหตุผลก็ คือว่า ผลิตผลทางเกษตรนี้ขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ เป็นส่วนมาก แล้วชาวนาก็ไม่ได้มีทุนมีรอน อะไรมาก เพราะฉะนั้น การที่จะหาของมากินในระหว่างที่ข้าวยังไม่ได้มีผลออกมา นี่ก็จำเป็น

น.174 ต้องไปยืมคนกลางก่อน แล้วคนกลางก็ขอของตอบแทนเป็นข้าวซึ่งมันไม่คุ้มกัน. ทีนี้ถ้าเกิดนา ปีนั้นฝนไม่ตก นาก็ล่ม ก็ต้องไปยืมเงินเขามาอีก. พอยืมมาอีก ก็ต้องมีของแลกเปลี่ยน คือ เอานาไปจำนองหรืออะไรไว้. ถ้าอีกปีเกิดน้ำท่วม นานั้นก็หลุดไป. หรืออีกอย่างหนึ่ง คนกลางเป็นคนที่เอาประโยชน์ในการผลิตข้าวไปคนเดียว จาก การที่สำรวจมาแล้ว ปรากฏว่า ราคาข้าวเปลือกถูก แต่ราคาข้าวสารแพง, นอกจากนี้ราคาข้าว ต่างประเทศ ยังแพงกว่าในประเทศมากมาย. ทีนี้ถ้าเผื่อต้องการจะรวยเร็ว แล้วก็จงไปเป็น พ่อค้าข้าวออกไปต่างประเทศจะรวยได้อย่างรวดเร็ว. อีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า คนรวยที่รวยขึ้นมาเพราะขยันขันแข็งนั้น ผมเห็นว่าการรวยที่ รวยขึ้นอย่างทันตาเห็น คือ การกักตุนสินค้า โดยการที่ซื้อมาถูก แล้วก็กักตุน ให้มันขาดแคลน เวลาแพง ๆ ก็ขายออกไป. เรื่องนี้ผมมีข้อเท็จจริงบางอย่าง คือว่ารายได้ของ ประชาชาติของประเทศไทย ปีละ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน นี้เป็นรายได้เฉลี่ย แสดงว่า คนที่ได้น้อย ก็ต้องได้น้อยกว่านี้ นี่ผมไม่ทราบว่าเขาอยู่กันได้อย่างไร ๓,๐๐๐ บาท หรือไม่ถึง ๓,๐๐๐ บาท ต่อบี. ผมว่าภาคใต้นี้อาจจะอยู่ได้ เพราะว่าอุดมสมบูรณ์พอสมควร แต่ภาคอีสานนี้ ผมเห็นว่า อยู่ไม่ได้แน่ ๆ. (ตอบ) สำหรับข้อที่ยกเอาอบายมุขมาเป็นตัวอย่างนั้น มิได้หมายความว่า อย่างอื่นมันไม่มี ; ก็ถูกแล้วมันมีปัญหาอย่างอื่น แต่เดี๋ยวนี้ เราอยากจะชี้ ที่เป็น ปัญหาจริง ๆ ในชั้นรากฐาน ว่ามัน เกี่ยวกับอบายมุข ถ้าเขาไม่ดื่มน้ำเมา แล้วจะรอด ขึ้นมาเท่าไร, ถ้าเขาไม่เที่ยวกลางคืน หรือว่าดูการเล่น ติดมหรสพ, กระทั่งขี้เกียจ ทำงาน ชวนกันสำมะเลเทเมา นี้มันจะรอดขึ้นมาได้สักเท่าไร ; นี่เป็นความผิดพลาดขึ้น รากฐาน ถ้าแก้ปัญหานี้ได้ก่อน โดยไม่ต้องพระเจ้ามาช่วย ก็จะรอดตัวขึ้นมาตั้งครึ่งค่อน. ส่วนปัญหาอย่างที่ว่านั้น เป็นปัญหาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามยุคตามสมัย ; เมื่อก่อนนี้ก็ไม่ค่อยมีนั้นถูกแล้ว. เดี๋ยวนี้ ปัญหาเรื่องนายทุนเอาเปรียบ ก็มีมากขึ้น ๆ นี่ก็ต้องแก้กันไป อีกปัญหาหนึ่ง. คนที่เขาตั้งตัวขึ้นมาร่ำรวยได้ ด้วยการเว้นจาก อบายมุขนั้น เรียกว่า ตั้งตัวด้วยสุจริต, ยกตัวขึ้นมาได้ด้วยสุจริต หรือรวยเร็วอย่าง

น.175 สุจริต, ควรจะถือเอาเป็นสิ่งที่ควรเอาอย่าง หรือถูกต้อง. ส่วนรวยเร็วด้วยการเอา เปรียบหรือคดโกงนั้น เป็นบาปอยู่แล้ว ก็อย่าไปเอาเป็นตัวอย่างเลย อย่าเอามาเป็น เครื่องอ้างเพื่อว่า เราจะเดินตาม. และการค้านี้ก็มีได้ทั้งโดยสุจริต ทั้งโดยทุจริต ; ฉะนั้น เลือกเอาแต่ส่วนที่สุจริต. ชาวนา ยังไม่ขยันขันแข็ง ถึงขนาดที่มนุษย์ควรจะทำได้ ข้อนี้เปรียบได้ กับชาวนาในประเทศอินเดีย กับชาวนาในประเทศไทย ที่ได้ไปเห็นมา; ชาวนาใน ประเทศอินเดียแข็งขันกว่ากันมาก จนตักน้ำรดนาได้ เมืองไทยยังไม่มี ยังไม่เคยพบว่า ภาคไหนตักน้ำรดนา. ชาวนาอินเดียต้อง เป็นอยู่อย่างประหยัด, ชาวนาอินเดีย ไม่เคยไปดูมหรสพ ที่ไหนเลยทั้งปี ๆ ; ชาวนาเมืองไทยจะหัวเดือนท้ายเดือน หรือ หัวสัปดาห์ท้ายสัปดาห์ ไปดูหนังดูละครงานวัดงานวา; อย่างนี้ที่อินเดียสอบถามแล้ว ไม่มี เขาไม่รู้จะไปดูที่ไหน เพราะอยู่ไกลลิบ และไม่มีเวลาที่จะไปดูได้. ชาวนาอินเดียเขาต้องดูวัว ดูบ้าน ดูเรือน ดูกิจประจำวัน, ตอนเย็นลง เขาต้องทำไม้พื้น. "ทำไม้พื้น" คุณคงจะฟังไม่ถูก มันไม่มีไม้ แม้แต่จะติดไฟหุงข้าว จึงต้องทำไม้พื้น : เอาขี้วัวกับเศษหญ้าเศษฟาง ใบไม้แห้ง มาคลุกเคล้ากันเข้า ปั้นเป็น ลูก ๆ กลม ๆ แล้วไปอัดติดไว้กับข้างฝา ให้แบนเป็นข้าวเกรียบติดอยู่ที่ฝา; นั่นผม เรียกว่า ทำไม้ฟืน. เขาต้องทำทุกวัน ถ้าเขามาดูงานที่วัดเสีย มันก็เหลวหมด ล้มละลาย หมด ; แล้วก็หาดูยาก บ้านก็อยู่ไกลเหลือเกิน. ส่วนเราชาวนาไทยอยู่ใกล้ ๆ และวัดก็ชอบจัด สร้างอบายมุขให้แก่ชาวนา ชาวไร่ที่ยากจน, มันผิดต่อ ๆ กันไป. ทางโน้นเขาเก็บหอมรอมริบแม้แต่เศษฟาง เพราะว่าเศษฟางชิ้นหนึ่งคือไม้พื้น, เอามาคลุกกับขี้วัว แล้วเป็นไม้พื้น ; ถ้าเหลือ ก็เอาไปขายเพื่อนฝูงกัน. ฟางข้าวเกี่ยวหมด ไม่มีเหลือในนา เพราะวัวไม่มีหญ้ากิน ต้องเก็บฟางข้าวไว้. พอถึงฤดูไม่มีหญ้า ก็หันฟางข้าวใส่ถั่วบ้าง ใส่เกลือบ้าง ใส่น้ำบ้าง

น.176 ให้วัวกิน, อะไร ๆ มันผิดกันมากกว่าเรา เพราะฉะนั้น เขาจึงอยู่กันได้ ทั้งที่แผ่นดิน แห้งแล้งแร้นแค้นยิ่งกว่าเรา. เขาต้องตักน้ำในบ่อ ซึ่งลึก ๒ เมตรบ้าง ๓ เมตรบ้าง กระทั่ง ๑๐ เมตร กระทั่ง ๒๐ เมตร ก็มี ในบ่อลึก ตั้ง ๑๕ เมตร ๒๐ เมตร เขายังตักน้ำขึ้นมารดนาได้. เราทำได้หรือ ? หรือว่า เคยทำกันที่ไหน ? นี่เขาแข็งขัน ไม่เหมือนเรา. เขาเอารอก แขวนที่เหนือปากบ่อ เอาเชือกคานเข้าไป ผูกกับถุงหนังที่จะใส่น้ำ, แล้วเอาวัวลาก เชื่อกนั้นไปตั้งเส้นหนึ่ง น้ำจึงจะขึ้นมาพ้นบ่อ แล้วก็จะผลักออกไป ให้น้ำหกลงไป ในรางที่เขาทำเป็นร่องทั่วไปตามผืนนา; ทำอย่างนี้แหละตั้งแต่เช้าจนเที่ยง แล้วหยุด ; แล้วทำบ่ายจนเย็นจึงหยุด ; สองคนผัวเมียก็ทำได้ ความขยันขันแข็งของชาวอินเดียเป็นอย่างที่กล่าวมานี้ แล้วไม่มีมหรสพจะดู และไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า เหล้า หรือน้ำเมา นี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น เรา แก้ไขส่วนนี้เสีย ก่อนซิ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานแท้ ๆ ทีนี้ ก็ต้องคิดว่า เราจะต้องมีการเสียหายสามปีครั้ง เราก็ต้องเก็บพืชผลของ สองปี หรือสามปีก็ตามไว้ ให้เหลือพอใช้สำหรับหนึ่งปี หรือสองปีที่ฝนไม่ตก. แต่นี่ ไม่มีการคิดอย่างนี้ ทำปีใช้บี ทำปีกินปี ; แล้วอ้างว่า ยังไม่พอ มันก็ไม่ถูก ; มันต้อง ทำให้พอ ต้องปรับกันให้พอ. ไปพิจารณากันดูเสียใหม่เถิด ผมยังยืนยันว่า จะยกตัวขึ้นมาได้ด้วยสัมมา ทิฏฐิ, ทำให้ถูกต้องและให้จริง ให้ขยันขันแข็งที่ควรกระทำ. เดี๋ยวนี้มันอยู่ในภาวะที่ทรุด หนักจนช่วยตนเองไม่ได้ ; ต้องการให้สังคมช่วย หรือให้รัฐบาลช่วย. มันก็ถูกเหมือนกัน ส่วนนั้นก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ดูจะไม่ใช่ชั้นรากฐาน เหมือนกับชั้นที่ว่า เรามีอบายมุข. ถ้าคุณเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ออกไปช่วยตามชนบท แล้วก็ช่วยทำสถิติ มาดูที ว่าบ้านไหนไม่มีอบายมุข, บ้านไหนมีอบายมุข มากน้อยเท่าไร เป็นรายเรือน รายคนไปเลย ในหมู่ชนชาวนาที่ยากจนเหล่านั้น. บางทีเราจะพบสถิติอันใหม่ พูด กันใหม่. เวลาของเขาเหลือมากในการเล่นหวัว หรือบางทีเขาก็อยากจะขี้เกียจ, ขี้เกียจ

น.177 ทำการงาน ไม่ได้ทำเป็นเกลียวทั้งวัน เหมือนพวกที่เอาจริงเอาจัง อย่างที่ประเทศอินเดีย ไม่มีเวลาพักผ่อน. ชาวนาอินเดีย ไปขายของที่ตลาดก็ต้องไปกลางคืน อย่าให้เสียเวลากลางวัน ; เอาของใส่เกวียน แล้วก็นอนหงายไปบนเกวียน เกวียนแล่นไปตามถนน วัวมันพาไป เองแหละ, ไปถึงตลาดก็ขาย แล้วก็รีบกลับมาบ้าน บางทีไม่ทันสว่างก็ได้ หรือสว่าง บ้างก็ได้ เขาประหยัดเวลาถึงอย่างนี้ ; ส่วนเรายังมีความเห็นผิดเรื่องการใช้เวลา ใช้ แรงงาน ใช้อะไรต่าง ๆ. ทีนี้ ปัญหาสมัยใหม่ ซึ่งมันได้เกิดแล้วจริง เรื่องนายทุนมีอิทธิพลควบคุม การค้า หรือว่าเอาเปรียบได้ นี้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ; เราก็ต้องต่อสู้ไปอีกทางหนึ่ง. แต่ว่า ในทางรากฐานของตัวนั้น อย่าให้มันพังทะลาย ให้ปราศจากอบายมุขเสียก่อนเถิด มันก็สูงขึ้นมาได้ตั้งครึ่งตั้งค่อน, แล้วขยันขันแข็งนั้นก็ไม่ใช่ของเล่น. นี่เรายังไม่ ได้ขยันขันแข็ง มีแต่คำว่า เกียจคร้านทำการงาน คือ อ่อนแอในการทำการงานรวม อยู่ในคำว่า อบายมุข ด้วย. อบายมุข คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน ซึ่งมีมาก ลบคนชั่วเป็นมิตร และ เกียจคร้านทำการงาน, ๖ อย่างนี้คืออบายมุข ทุกคนควรจะจำได้ มีอยู่ในหนังสือนวโกวาท พระบวชใหม่ก็ต้องเรียนอบายมุขนี้. ทีนี้ การที่จะมา รวมหัวกันต่อสู้นายทุนนั้น ก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ: ถ้าทำ ผิดจะยิ่งร้ายไปกว่าเดิม, เขายิ่งจะเล่นงานเอาหนักไปกว่าเดิม. ต้องมีสติปัญญา มี สัมมาทิฏฐิ ทำไปอย่างถูกต้อง, อย่าทำไปอย่างมุทะลุดุดัน ที่จะใช้อาวุธใช้อะไร ซึ่งไม่ ถูกไม่ควร มันมีแต่จะร้ายหนักขึ้น. (ยังไม่จบ แต่เทปหมด บันทึกไว้ได้เพียงเท่านี้)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต