น.123 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การพูดกันด้วยเรื่องธรรมประยุกต์ ในวันนี้เป็นครั้งที่ ๔ ผมจะได้พูดโดยหัวข้อย่อยว่า ปัญหาของคนต่อไปตามเดิม. ปัญหาของคน ที่จะพูดต่อไปนี้ เป็น ปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องปัญญา ซึ่ง ทำให้เกิดปัญหาว่า เราจะมีปัญญาได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางธรรม หรือทางศาสนา. ที่เอาเรื่องนี้มาพูดกันก็เพราะว่า ได้มองเห็นว่า มันมี ปัญหาอยู่จริง ๆ ; ทุกคนรู้สึกตัวเองอยู่ ว่ามีปัญญา แต่แล้วก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้ ; เพราะฉะนั้น จะต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่า ปัญญานี้คืออะไร เท่าไร หรือเมื่อไร. ๙๕
น.124 ในสตินั้นมีปัญญารวมอยู่ สุดแต่จะเป็นปัญญาชนิดไหน ในครั้งที่แล้วมา เราพูดถึงสติ ที่คิดว่า เราจะมีสติได้อย่างไร, แล้วในสิ่ง ที่เรียกว่าสตินั้นมีปัญญารวมอยู่ด้วย. สติที่ปราศจากปัญญา ไม่อาจจะเรียกว่าสติ หรือไม่อาจะสำเร็จประโยชน์อะไร เพราะ สิ่งที่ระลึกได้นั้น ก็คือ ปัญญา หรือความรู้ นั่นเอง ที่ระลึกเอามาได้ ; ถ้าเราไม่มีปัญญา สติก็ไม่มีความหมาย, นี่หมายถึงสติ ในขั้นที่สูงขึ้นไป ที่จะแก้ปัญหาในระดับสูงขึ้นไป ; ฉะนั้น จึงเห็นว่า ควรจะพูดเรื่อง ปัญญากันเสียที. ข้อที่จะต้องเตือนไว้เสมอ มีอยู่ข้อหนึ่ง คือข้อทวา ภาษาที่ใช้พูดกันอยู่นี้ มันกำกวม หรือถึงกับสับปลับ คือมันดิ้นไปในทางที่ทำให้เกิดความลำบากในการใช้ ภาษาไทยก็มีด้วยกันทั้งนั้นในเรื่องความสับปลับแห่งภาษา. ทีนี้เมื่อมีการถ่ายภาษาสู่ ภาษานั้นภาษานี้ ก็ยิ่งมีอาการอย่างนี้มากขึ้น หรืออีกทีหนึ่งก็พูดได้เหมือนกัน ว่า ภาษา มี ไม่พอปัญหาจึงเกิดขึ้น ; ในการที่จะพูดจาให้เข้าใจกัน ไม่มีคำพอที่จะใช้เรียกสิ่ง ต่าง ๆ ให้เป็นที่แน่นอน ก็ใช้รวม ๆ กันไป. แม้คำว่า "ปัญญา" นี้ก็เหมือนกัน ปัญญาที่ทำให้เอาตัวรอดได้ ก็มี, ปัญญา ที่ฉลาดเสียเปล่า ๆ เอาตัวไม่รอด ก็มี ; และแม้คน มีปัญญาในความหมายหนึ่งนั้น ก็กระโจนไปสู่นรก อบาย หรือคุก ตะราง ก็มี; เพราะว่า คำว่าปัญญาในภาษาไทย นี่มันกำกวม หรือถึงกับสับปลับ. แต่ถ้าเราเอา ภาษาบาลี เป็นหลัก หรือตามที่ใช้กัน อยู่ในภาษาบาลีแล้ว คำว่า ปัญญา นี้มีความหมายจำกัด พอที่จะทำความปลอดภัย ให้ได้ ; แต่ในทางภาษาไทยแล้ว ยังไม่แน่นอน เพราะภาษาของเรายังไม่รัดกุมพอ. สิ่งแรกที่เราจะต้องนึกถึงคือ คำว่า "ฉลาด" ซึ่งคู่กันอยู่กับคำว่า เฉลียว, ฉลาดเฉลียว หรือเฉลียวฉลาด ; แม้ว่าคำนี้เป็นภาษาไทยแท้ ๆ มันก็ยังไม่ปลอดภัย :
น.125 เฉลียวฉลาดอย่างเป็นพาล ก็ได้. ขอให้ระวังให้มาก อย่าเฉลียวฉลาดในลักษณะที่ เป็นพาล ; แม้จะเป็นความเฉลียวฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนการใช้เหตุผล หรืออะไร ก็ตามเถิด ความเฉลียวฉลาดนั้นยังไม่แน่ว่า จะเป็นไปในทางบุญกุศล หรือทางที่ ถูกต้องอย่างเดียว ; ฉะนั้น คนฉลาดอาจไปเป็นโจรก็ได้. ถ้าเทียบกันกับ ภาษาบาลี คำว่า "ฉลาด" นี้คือคำว่า "ปัญญา" เป็น อย่างอื่นไปไม่ได้, คำว่า เฉลียว นี้คือคำว่า สติสัมปชัญญะ ; แต่เรื่องที่แท้จริงนั้น เราจะพูดกันเรื่อง ปัญญา หรือ ความฉลาด. ในชั้นแรกนี้ จะบอกให้ทราบถึงภาษา บาลี ที่ว่ามันมีความรัดกุม หรือพันเผื่อน้อย. ในภาษาบาลี เมื่อพูดถึงคำว่า ฉลาด อย่างธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับผิด ถูก ดี ชั่ว ก็มีอยู่ระดับหนึ่ง เขาเรียกว่า เฉโก คือ คนฉลาด, โกวิโท -คนปราดเปรื่อง อะไรก็แล้วแต่จะพูด ; เฉกตา โกวิทตา - ความฉลาดปราดเปรื่อง นี้ไม่แน่ว่าจะไป ในทางถูก หรือ ทางผิด ; เพราะฉะนั้นต้องมีสิ่งที่กำกับไว้อีกทีหนึ่งว่า มันเป็นไป ในทางไหน. ถ้าฉลาดปราดเปรื่องไปในทางธรรมะ ก็เรียกว่า ไม่ผิด, ถ้าฉลาด ปราดเปรื่องไปในทางตรงกันข้าม ก็จะลำบากอยู่เหมือนกัน. ภาษาฝรั่งที่มีอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า intellect เรียกกันในภาษาไทยว่า สติปัญญา คำนั้นก็ไม่ใช่แน่นอนว่า จะเอาเป็นที่พึ่งได้ หรือเอาตัวรอดได้ เพราะ intellect นี้ไป ในทางผิดก็ได้ ; มันเป็นเพียงแต่ปราดเปรื่อง เฉลียวฉลาดอะไร ถ้าเดินผิด มันก็ผิด ยังไม่ใช่ปัญญาแท้ ; นี้ก็ไปอยู่ในพวกเฉโก หรือ โกวิโท. พิจารณาความหมายของคำให้ถูกต้องเสียก่อน ทีนี้พอมาถึงคำว่า ปัญญา คำนี้แปลว่า รู้ทั่ว หรือ รู้รอบ คล้าย ๆ กับคำว่า ปริญญา แปลว่า รู้รอบ หรือ รอบรู้. ถ้าเป็น ภาษาบาลี ละก็ เขาจำกัดไว้แต่
น.126 ในทางฝ่ายถูก หรือฝ่ายดี, แต่ในภาษาไทยนี้ปล่อยไว้กลาง ๆ. คำว่า ปัญญา ในภาษาไทย หรือแม้คำว่า ปริญญา ในภาษาไทยก็เหมือนกัน คือปล่อยไว้กว้าง ๆ มีความรู้ขนาดปริญญา แล้วไปทำบาปก็ได้ ไปทำผิดก็ได้ ; แต่เท่าที่ใช้อยู่ในภาษา บาลีเท่าที่เห็นอยู่ เมื่อใช้คำว่า ปัญญา หรือ ปริญญาแล้ว ไม่มีใช้ไปในทางผิดเลย, ใช้ไปในทางถูกต้อง ที่จะดึงไปนิพพานท่าเดียว. ฉะนั้นจึง ต้องพูดกันให้ชัดลงไปว่า หมายถึงปัญญาในความหมายของภาษาไหน กันมากกว่า. ทีนี้ ก็จะพูดเลยไปถึงคำว่า วิชชา ซึ่งเป็น ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ในภาษา บาลีเขาหมายถึงรู้ถูก และรู้ชนิดที่จะตัดกิเลสได้เลย. แต่คำนี้เมื่อถ่ายออกมาเป็นภาษา ไทยว่า "วิชา" ก็ดูวิชา ในภาษาไทย คำนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นวิชาอะไร อาจจะเป็น วิชาขโมยของของเขาก็ได้ ; ไม่ตรงกับคำว่า วิชชา ทั้งที่เป็นคำ ๆ เดียวกัน. ฉะนั้น ต้องรู้เท่าไว้ อย่าให้ภาษามันเล่นตลก หลอกลวงเราได้ ถ้าพูดถึง วิชชา ซึ่งตามธรรมดา ก็มักจะเขียนตัว ช สองตัวบ้าง ช ตัวเดียว บ้าง ก็หมายถึง รู้เรื่องที่ลึกซึ้ง ที่จะตัดกิเลสได้ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ; นี้ก็ เป็นปัญญา ในระดับที่จะตัดกิเลสได้สูงไปกว่าปัญญาธรรมดา. แต่ในภาษาไทย ก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะใช้วิชาในความหมายที่กว้างเกินไป; เช่นวิชาเลข วิชาวาดเขียน วิชาใช้อาวุธศาสตรา อะไรนี้. มีคำอีกคำหนึ่ง ที่ว่าเป็น ยอดสุดของปัญญา ก็คือ ตรัสรู้ ซึ่งเป็นภาษาไทย แปลว่า ตรัสรู้ อย่างนี้ไม่เคยใช้ในทางผิดเลย ; ภาษาไทยที่ตายตัวเหมือนกัน ใช้แต่ ในทางถูก นี้ก็หมายถึง ตรัสรู้เป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นพระพุทธเจ้า ตามปรกติใช้ อย่างนี้. การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คือ มีปัญญาถึงที่สุด ขนาดตรัสรู้แล้วก็เป็น พระพุทธเจ้า.
น.127 ในภาษาบาลี ความรู้มีอยู่หลายคำ แต่ก็จะแปลกหู สำหรับนักศึกษาทั่วไป อย่างนี้ ; นี่ก็ไม่ต้องเอามาพูดถึง ให้ยุ่ง หรือรำคาญ ใช้แต่คำว่า ตรัสรู้ นั่นแหละ เป็นการรู้แจ้งแทงตลอด, เป็นการรู้อย่างแทงตลอด, แล้วก็จะหมายถึงความรู้ที่ผ่าน ไปในความรู้สึก แล้วเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นไปอย่างถึงที่สุด. "ความรู้" ในภาษาบาลี เราหมายถึงความรู้ ที่เราอ่านหนังสือ ก็มี, แล้ว ได้ยินได้ฟังมา หรือค้นคว้าอะไรได้มา ก็เป็นความรู้ ; แต่ไม่เคยรู้แจ้งแทงตลอด คือไม่เคยผ่านสิ่งนั้น. เช่น เราเรียนเรื่องมรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ เราเรียนด้วย ตัวหนังสือได้ ; แต่จิตไม่เคยผ่านความหมดกิเลส หรือนิพพาน, เป็นแต่ความรู้ชนิด ที่เราได้ยินได้ฟัง หรือว่า เราคิดนึกคำนวณเอา. แต่ที่พูดถึง ตรัสรู้ในที่นี้ ก็หมายถึง ผ่านไปด้วยจิตใจจริงๆ ในเรื่องนั้น ในสิ่งนั้น. นี่อาการของคำว่า รู้แจ้งแทงตลอด. จะยก ตัวอย่าง ง่าย ๆ ที่สุด ก็เช่นว่า เกลือนี้ เมื่อเรายังไม่ได้กิน เราได้ยิน แต่เขาบอกว่ามันเค็ม เราก็ได้แต่ความรู้ ว่าเกลือมันเค็ม ; มันเป็นความรู้ที่เลื่อนลอย หรือฝันไปเท่านั้น ว่าเกลือมันเค็ม จนกว่าเมื่อไรเราได้กินเกลือเข้าไปจริงๆ ก็จะรู้ว่า เค็ม คืออย่างนี้ ๆ. ถึงแม้ว่าเราได้เคยกินเกลือมาแล้ววันหลังเราพูดถึงคำว่า เค็ม หรือ คำว่า เกลือ อีก เราก็ยังไม่ค่อยจะรู้สึกความเค็มซึ่งเป็นรสของเกลือ มากเท่ากับที่เกลือ กำลังอยู่ในปาก. นี่ไปคิดดูให้ดี ความรู้มันเกิดเป็นหลายระดับขึ้นมา ความรู้ที่มาจากความ รู้สึกผ่านไปโดยตลอดนี้ คือ ความตรัสรู้ - รู้แจ้งแทงตลอด, เป็นปัญญาสูงสุด แล้ว ก็ เป็นไปแต่ในทางดี อย่างเดียว. ถ้าเรามองดูมาในขั้นต่ำ ๆ เช่นความเฉลียวฉลาดอย่างธรรมดาสามัญ อย่างที่ เรียกกันว่า intellect อย่างนี้ นี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปผิด หรือเป็นไปถูก, แล้วส่วนมาก ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องผ่านไปในความรู้สึก, เป็นเรื่องที่เราศึกษาเล่าเรียน คิดนึก ทบทวน
น.128 ใช้เหตุผล ; หรือจะผ่านไปบ้าง, ที่ว่า มีความเจนจัด มันก็เป็นอย่างผิวเผิน ไม่ถึง ความหมายอันแท้จริงของสิ่งนั้น ก็พอจะเรียกว่ามี intellect หรือความเฉลียวฉลาดได้. ที่พูดนี้ ไม่ใช่อะไรมากมายไปกว่าที่ว่า ขอให้ ระวังให้ดี อย่าได้จัดตัวเอง ให้เป็นคนมีปัญญา หรือ รอบรู้อะไรนัก ก่อน, อาจจะเป็นเพียงความเฉลียวฉลาด หรือถึงกับปราดเปรื่อง ก็ได้ ในความหมายของคำว่า เฉโก ในความหมายของคำว่า โกวิโทนี้. คนฉลาดปราดเปรื่อง ยิ่งเฉโก ในภาษาไทยแล้ว ยิ่งใช้ไม่ได้ คล้าย ๆ ฉลาด ในทางหลอกลวง ; แต่คำนี้เป็นคำบาลี มาจากภาษาบาลี. . คำเฉโกในภาษาบาลี ก็หมายถึง ฉลาดที่เป็นกลาง ๆ จะไปเลวก็ได้ ไปดีก็ได้. ความฉลาดปราดเปรื่องนี้ เราอาจจะมี ได้ด้วยการเรียน เพิ่มเข้ากับ กรรมพันธุ์, ที่มีความเฉลียวฉลาดมาโดย ทางกรรมพันธุ์ แล้วก็มาเรียนเพิ่มเข้า ก็ย่อมเฉลียวฉลาดมากขึ้นไปอีก ก็สำเร็จอยู่แต่ เฉโก โกวิโท, สำเร็จแต่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นบุคคลที่มี intellect ; แต่ แล้วไม่สำเร็จในการรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งธรรม ในการรู้ธรรมะ นั้น เขาหมายถึง ปัญญาที่รู้ ด้วยการผ่านไปในสิ่งนั้น ๆ ด้วยจิตใจจริงๆ นั่นคือ ปัญญาจริง ๆ ซึมซาบ รู้แจ้ง ประจักษ์ ผ่านไปแล้วด้วยจิตใจ เช่นว่า เราได้ผ่านโลก หรือชีวิตอย่างโลก ๆ มาแล้ว อย่างถูกต้อง อย่างโชกโชนนี้ ก็เกิดความรู้ความเข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ; นี้จะเป็นพวกปัญญาประเภทรู้แจ้งแทงตลอด คือมันเลยไปกว่าสติปัญญา ที่เป็นเพียงความเฉลียวฉลาดของคน ซึ่งตามธรรมดาสามัญ ก็มักจะมีด้วยกันทั้งนั้น เมื่อมีการอบรมเพียงพอ. ควรสอบตนเองดูว่า มีตนปัญญาชนิดไหน ทีนี้ตัวปัญหาของคนเรา มันก็อยู่ที่นี่ ว่า เราจะมีปัญญากันอย่างไร ? เรามี ปัญญาแล้วหรือยัง ? แล้วก็ถามตัวเองเถอะ เรามีปัญญาแล้วหรือยัง ? แล้วก็แยกแยะดูว่า
น.129 ปัญญาในความหมายไหน ? ถ้าปัญญาในทางภาษาไทยธรรมดาสามัญ ที่คนชาวบ้านเขา พูดกันอยู่ แล้วเราก็อาจจะเป็นผู้มีปัญญาได้จริง, แล้วมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยอะไร ทำนองนี้ด้วย ก็ยิ่งมีปัญญา. แต่ถ้า ปัญญาในทางธรรม ที่ใช้อยู่ในทางพุทธศาสนาแล้ว ดูจะยังไม่เกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาธรรมดา การทำตัวให้เจริญมีปัญญา ก็มีระบบของการกระทำ ตามหลักแห่งพระพุทธ- ศาสนา เรียกว่า สิกขา คือ สิ่งที่จะต้องรู้ แล้วผ่านไป; แบ่งเป็นชั้น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าเป็นประเภทก็ได้ ถ้าเราไม่อยากจะทำให้ลดหลั่นกัน : ประเภทศีล ก็ทำ ให้ถูก ให้ดี ที่กาย ที่วาจา, ประเภทสมาธิ ก็ทำให้ถูก ให้ดี ที่ตัวจิต, ประเภท ปัญญา ก็ทำให้ถูก ให้ดี ที่ตัวปัญญา คือวิชาความรู้ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ อะไร. บางคนมีสมาธิมาก มีกำลังจิตสูง แต่เขาไม่มีปัญญา ก็มี, ไม่มีปัญญาเรื่องรู้ ความทุกข์ หรือเหตุให้เกิดทุกข์ก็มี ; มันเป็นคนละเรื่อง. ปัญญาตามหลักพุทธศาสนามีหลายระบบ ปัญญาในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าสิกขา นี้ ต้องหมายถึง ปัญญารู้ ความจริง ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ความทุกข์ หรือ ดับทุกข์ เท่านั้น ไม่ได้ลงมาถึงรู้หนังสือ รู้ตรรก รู้ปรัชญา อย่างที่เขารู้ ๆ กันอยู่. ปัญญาจะรู้ความจริงในด้านลึก ของสิ่ง ทั้งปวง ที่มันหลอกลวงเราให้หลง ; เช่นเรื่องลาภ เรื่องยศ เรื่องเกียรติ เรื่อง อะไรก็ตาม มันหลอกให้คนหลง. คนมีปัญญาธรรมดาก็หลง : หลงลาภ หลงเกียรติ หลงยศ แล้วเขาก็แสวงหามันมาได้ด้วยปัญญา อย่างชาวบ้านเขาใช้กันอยู่. นี่คือปัญญา เฉโก โกวิโท อะไรก็ตาม. คำว่า "ปัญญา" ในไตรสิกขา นั้น รู้ความจริงสูงขึ้นไป ถึงว่าลาภ เกียรติยศนี้ เป็นเรื่องหลอก ๆ คือเป็นเรื่องให้เกิดความรู้สึกที่พอใจ ให้หลงใหล ให้ ยึดถือ ให้วุ่นวาย, แล้วก็หยุด หยุดไปหลงใหลมันเสีย ; ถ้ามีก็มีอย่างไม่มีความ หลงใหล ไม่ได้บูชาเรื่องเกียรติ เรื่องกาม เรื่องอะไรทำนองนี้.
น.130 ถ้ามี ปัญญาตามความหมายในพุทธศาสนา ก็คือ รู้ความจริงของสิ่งที่ทำ ให้เกิดความทุกข์ แล้วก็รู้วิธีที่จะเอาชนะมันให้ได้ด้วย, แล้วในที่สุดก็รู้จริง ๆ กัน ตรงที่ว่า ละมันได้แล้วจริงๆ, ไม่มีความทุกข์จริง ๆ รู้รสของความไม่ทุกข์ หรือรู้รส ของพระนิพพานโดยจริงๆ ; นี่เป็น ปัญญาสูงสุด อยู่ที่นี่. ในชั้นแรก ก็รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ รู้ความไม่จริง ความ หลอกลวงของสิ่งที่เราไปหลงมันอยู่, ไปรักไปชอบสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่ตลอดเวลา. ฉะนั้น ระวังให้ดี ถ้าขาดปัญญาข้อนี้มากเกินไป เราก็จะมีความเป็น อยู่อย่างมีความทุกข์ แม้ชนิดที่ไม่รู้สึกตัว. ขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าพวกคุณ ไม่รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเงิน ของทรัพย์สมบัติ ของเกียรติยศชื่อเสียงอะไร ที่คุณ กำลังหลงกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็แปลว่า หลงไปในสิ่งเหล่านั้น ; อย่างนี้คือยังไม่มีปัญญา. ถ้าว่ากันโดยที่จริงแล้ว บางคนอาจจะมีปัญญาตามแบบพระพุทธศาสนาชนิดนี้ ได้บ้างเหมือนกัน ; เช่นไม่ได้หลงในผลที่มุ่งหมายของการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือ อะไรนั้น. อาจจะมองเห็นเพียงว่า มันเป็นเพียงให้เครื่องยังชีพอยู่ได้ แล้วเราก็ควรจะทำ อะไรสักอย่างหนึ่งที่ดีที่สุด ; แต่บางทีก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร. เดี๋ยวนี้กลัวอยู่แต่ว่า อย่างมากจะ รู้เพียงว่า นี่วิเศษที่สุด เราจะเรียนให้จบ แล้วเราก็จะได้อาชีพที่ทำเงินได้มาก ; เราก็จะสะสมเงินไว้ให้มาก เป็นกำลังปัจจัย สำหรับซื้อหาความสุขสนุกสนาน เป็นอยู่อย่างแข่งกันกับเทวดาในวิมาน. ถ้าเป็นอย่าง นี้แล้ว นี่คือไม่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่เป็นยอดปราถนา ของ ตัวเองเลย. พูดอีกทางหนึ่ง คนไม่รู้จักความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของวิมาน ของการอยู่ในวิมาน หรือของความเป็นเทวดานี้ ; ในพุทธศาสนาสอนให้มีปัญญาขนาดนี้,
น.131 เห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของมนุษย์โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก ไปเลย คือโลกที่วางมาตรฐานกันไว้ว่า มีความสุขอย่างยิ่ง ถึงที่สุด. มีคำอยู่คำหนึ่ง ถ้ารู้ไว้บ้างก็ดี คือคำว่า มารโลก - โลกของมาร นั้นคือ สวรรค์ชั้นสูงสุดเป็นที่อยู่ของมาร เรียกว่า ชั้นปรนิมมิตวสวัตติ. มารที่มาประจญ พระพุทธเจ้าก็มาจากสวรรค์ชั้นนี้ ; สูงสุดของกามารมณ์ ก็ที่เรียกว่า มารโลก. ถ้า เลยไปจากนั้น ก็ไม่มีกามารมณ์ ก็เรียกว่า พรหมโลก. นี่มีอยู่หลายอย่างเหมือนกัน. แต่ทั้งมนุษยโลกเทวโลก มารโลก พรหมโลก ก็ตาม เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แล้วทำไมถึงหลงกันนัก ชาวบ้านเขาทำบุญอะไรสักนิด ก็ อธิษฐานให้ไป เกิดสวรรค์ ; นี่ก็ เพราะไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์. ทีนี้ ผลในโลก นี้ ที่เราจะได้รับจากเงิน ของเรานั้น มันคงจะไม่ถึงกับ สวรรค์ในความหมายนั้น ; เพราะฉะนั้น ควรจะมองดูให้ดี ๆ อย่าได้หลง. ถ้ามีปัญญา จริงก็จะมองเห็นว่า มัน เป็นที่ตั้งแห่งความหลง แล้วมันก็ได้หลงกันอยู่จริง ๆ แล้ว ตายไปกับความหลง ; อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีปัญญาในชั้นมาตรฐาน ในพระพุทธศาสนาเลย. คุณเรียนจบ ได้งานทำแล้ว มีรายได้ดี สะสมไว้ได้มาก มีทรัพย์สมบัติ มีบ้าน มีเรือน มีอะไรทุกอย่าง มีเกียรติยศชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา มันก็จบกันแค่นั้น. นี่มันจะดีที่สุดที่ตรงไหน ? ลองพิจารณาดูให้ดี. ถ้าหาความสงบ หรือความพักผ่อน ไม่ได้ นั่นคือนรถ ชนิดหนึ่งนั่นแหละ, สิ่งเหล่านั้นมันเป็นนรกชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ ปวดหัวอยู่ตลอดเวลา หรือมันทำให้วิตกกังวล จนเป็นโรคเส้นประสาทไปในที่สุด ไม่มี ทางที่จะเรียกว่า ความสุข หรือสูงสุดอะไรได้. ถ้าได้พบกับความสงบแห่งจิตใจ แม้ไม่ต้องมีเงินมากเท่านั้น ไม่มีฐานะ อย่างนั้น ก็เรียกว่ายังมีความสุข มีความสงบ. พวกฤๅษี โยคี มุนี เขามองเห็น อย่างนี้ เขาจึงไม่ไปเยื่อใยกับเรื่องชนิดนั้น, เขาไปอยู่ป่า เขาหาความสงบได้ อย่างนี้ก็มี.
น.132 ที่นี้คุณก็จะเห็นว่า มันเกินไป; แต่พวกฤๅษี มุนี นี้เขาก็เห็นว่า พวก ที่มัวเมาอยู่ในบ้านในเรือนนั้นก็เกินไป. นี่ก็ เกิดความเกินขึ้นทั้งสองฝ่าย : ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา, ฝ่ายหนึ่งหลงใหลในกามเกินไป, อีกฝ่ายหนึ่งหลงใหลในการทรมานตนให้ แห้งแล้งเกินไป. นี่ก็ยังไม่ใช่ปัญญาด้วยกันทั้งนั้น; ต่อเมื่อทำให้ถูกต้อง ไม่มี ความทุกข์เลย นั่นแหละ จะเรียกว่าปัญญาได้. นี่ผมพูดคล้าย ๆ กับว่า ปริทรรศน์ กว้าง ๆ ทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่า ปัญญา นับตั้งต้นมา : ตั้งแต่ปัญญาอย่างชาวบ้าน, ปัญญาที่เราทำให้เกิดขึ้น ให้เจริญขึ้น จน กระทั่งสูงสุด. ส่วนที่เป็นสัญชาตญาณ ที่จริงก็เป็นปัญญาเหมือนกัน แต่เราไม่เรียก ว่าปัญญา. การที่สัตว์ หรือคนก็ได้ ฉลาดอยู่ รู้สึกได้เองตามสัญชาตญาณ, ยิ่งของ สัตว์เดรัจฉานแล้ว บางทีก็ยิ่งน่าอัศจรรย์. ดูนกบางชนิดทำรัง ดูสัตว์บางชนิดมัน เลี้ยงลูก เหล่านี้ล้วนแต่เต็มไปด้วยปัญญา ซึ่งเป็นสัญชาตญาณ ; อย่างนี้ไม่นับเอามา รวมไว้ในกลุ่มนี้. ปัญญาอันถูกต้องช่วยดับทุกข์ได้ เอาละ เป็นอันว่า ปัญญานี้ ถ้ามีความหมายถูกต้อง และบริสุทธิ์นั้น ต้องช่วยดับความทุกข์ให้ได้จริง. ถ้ายังอยู่ในขั้นที่ไปทำให้หลงใหลในความทุกข์ หรือโง่ไปเอากงจักรเป็นดอกบัวเสียเอง, เอาความทุกข์ เอาความชั่ว มาเป็นที่พอใจเสีย แล้ว นี้ก็ไม่ใช่ปัญญา ไม่มีทางที่จะเป็นปัญญา ; มันเป็นความรู้อย่างโลก ๆ. เป็น ความฉลาดปราดเปรื่องอย่างโลก ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ขอให้ระวังให้ดี ๆ ให้รู้จักแยกออกไปให้เด็ดขาด, แล้วเรา อย่าได้ไปเสีย เวลาหลงบูชาความฉลาดปราดเปรื่อง ชนิดนี้ ; เพราะมันยังไม่สำเร็จประโยชน์ แล้ว มันมีอันตราย คือจะทำให้อวดดี จองหอง ยกหูชูหาง.
น.133 คุณจะไม่สังเกตเห็นบ้างหรืออย่างไร คนที่เฉลียวฉลาด เขายกหูชูหางอยู่มาก และมักเป็นไปในทำนองนั้น และเขาภาคภูมิในความเฉลียวฉลาดนั้น เขาเข้าใจผิดไปว่า นี่ดีที่สุดแล้ว. มันก็ เหมือนแมลงป่อง มีพิษนิดเดียว ก็ยกหางร่า คล้าย ๆ กับบอกว่า มีพิษมาก. คนที่เฉลียวฉลาดแต่ในทางโลก นี้ ยังไม่มีปัญญาที่แท้จริง หรือถูกต้อง จึงมัก จะอวดดี หรือ ยกหูชูหาง แล้วในที่สุดก็วอดวายวินาศไป ด้วยอำนาจของปัญญา ชนิดนี้ ก็เลยเห็นได้ว่า ไม่เอาตัวรอด. ผู้มีปัญญาแท้ต้องเอาตัวรอดได้ นี่ผมก็อยากจะจำกัดความตามหลักของภาษาบาลี ว่า ผู้มีปัญญาอันแท้จริง เขาเรียกว่า บัณฑิต, ปัณฑา หรือ ปัญญานี้ เขาแปลว่า ความรู้ที่ช่วยให้เอาตัวรอดได้, คำ อิตะ เอามาต่อท้ายเป็น บัณฑิตะ นี้แปลว่าผู้มีปัญญา ; บัณฑิตะ - ผู้มีปัญญา ที่เป็นเครื่องช่วยให้เอาตัวรอดได้. คุณเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ได้ปริญญา แล้วก็เรียก ว่าบัณฑิตนั่น บัณฑิตนี่ นี้ไปยืมเขามา ; ความหมายอันแท้จริงของคำว่า "บัณฑิต" นั้นหมายไปถึง เอาตัวรอดได้จากกิเลส บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ; นั่นแหละคือ บัณฑิตที่เอาตัวรอดได้จริง. เดี๋ยวนี้ เราเอาตัวรอดได้แต่ในบางอย่าง บางสิ่ง แล้วก็บางระดับเท่านั้น ; เช่นว่าสอบได้ปริญญา เป็นบัณฑิต วิศวกรรมบัณฑิต อะไรบัณฑิต นี้ก็เอาตัวรอดได้ จากความโง่บางระดับ, รอดจากความไม่สามารถบางระดับ ; เอาตัวรอดมาได้เท่านั้น ก็เรียกว่าบัณฑิต แต่แล้วก็มักจะยกหูชูหางกันเสียแล้วมันยังไม่ถึงไหนสักที. ต้องเอา ตัวรอดให้ได้ต่อไปอีก ; ออกไปประกอบอาชีพการงาน เอาตัวรอด : พันฝ่าอุปสรรค เรื่อยไป จนถึงกับว่า สูงอายุแล้ว มีทรัพย์สมบัติพอตัวแล้ว มีเกียรติยศชื่อเสียงพอตัว มีอำนาจวาสนาพอตัว มีครอบครัวที่ดี มีมิตรสหายที่ดี ; อย่างนี้ก็พอจะเรียกได้เหมือน กันว่า เอาตัวรอดได้ เมื่อมาถึงขั้นนี้ แต่ก็ยังไม่ใช่ที่สุด ไม่ใช่ถึงขั้นที่สุด.
น.134 อีกอย่างหนึ่ง ความรู้วิชาสามารถ ของพวกที่จบปริญญามาจากมหาวิทยาลัยนั้น จะส่งไปถึงไหนอีก มันก็ดูจะอยู่ที่นั่น หยุดอยู่ที่นั่น ; เพราะฉะนั้น ปริญญา หรือ ปัญญาอย่างนี้ ก็เรียกว่าอย่างโลก หรืออย่างโลกิยะ คืออย่างที่ยังวนเวียนอยู่ในโลก เรียกว่า เป็นโลกิยปัญญา ก็แล้วกัน. ทีนี้ ถ้าสมมติว่า คนนั้น ที่เขามาถึงขั้นโลกิยะนี้แล้ว รู้สึกว่ายังไม่ไหว แค่ นี้เอง ยังหลอกลวง ; เขาเดินต่อไปตามทางของศาสนา พบปัญญาในระดับสูง ทำ ให้ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดทั้งสิ้น ที่เคยหลงใหลอย่างเต็มที่มาแต่กาลก่อน แล้ว จิตอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น เป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบ, คำว่า "สงบ" นั่นคือไม่ มีทุกข์ เป็นอิสระ นี่เขาเรียกว่า เอาตัวรอดในขั้นสูงสุด; แล้ว ปัญญา นี้ก็เลยเรียก กันเสียใหม่ว่า โลกุตตรปัญญา - ปัญญาที่จะทำให้อยู่เหนือความบีบคั้นของโลก หรือเหนือปัญหานานาชนิดของโลก. ถ้าเรามีปัญญาชนิดโลกุตตระนี้ เรา จะอยู่เหนือปัญหาทุกอย่างในโลก เหนือการบีบคั้นของความทุกข์ทั้งหลายในโลก ; ถ้าเรามีปัญญาอย่างโลกิยปัญญาแล้ว ก็ยังต้องทนการบีบคั้นของโลก เพราะเราชอบความเป็นโลก หลงใหลในโลก หลงรส อร่อยในโลก แต่ก็เป็นปัญญาเหมือนกัน. เรื่องเป็นบัณฑิตนี้ ก็มีอยู่ ๒ ชนิดตามเคย : เป็นบัณฑิตอย่างชาวบ้านก็ เหมือนที่เราเห็น ๆ กันอยู่, มีปริญญามีอะไรนั้น; เป็นบัณฑิตอย่างของพระอริยเจ้า ในพระศาสนา จะเป็นบัณฑิตต่อเมื่อ ละกิเลสได้เป็นลำดับไป จนหมดกิเลส นี้เรียกว่า บัณฑิตอีกแบบหนึ่ง. แม้พระพุทธเจ้าเองก็มีคำว่า บัณฑิต : เป็นบัณฑิตหรือเป็น จอมของบัณฑิต เป็นยอดสุดของบัณฑิต. ฉะนั้น ถ้าเราผู้ที่จะชอบเรียกตัวเองว่าเป็น บัณฑิต ๆ กัน ก็ควรจะนึกถึงพระพุทธเจ้าบ้าง ที่ไปมีจอมบัณฑิตอยู่ที่พระพุทธเจ้า.
น.135 ที่ผมพูดมานี้ ก็เป็นอันว่า พอจะหมดเค้าเงื่อน หรือเรื่องคร่าว ๆ ของสิ่งที่ เรียกว่าปัญญา และผู้มีปัญญา. ขอเตือนให้รู้ว่า มันเป็นความสับปลับเล่นตลกของ ภาษา ที่เราใช้กันอยู่ ทำให้เราเข้าใจสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ไม่สำเร็จประโยชน์เต็มตามที่ควรจะมี การฝึกมีปัญญา ต้องมีปฏิภาณด้วย ทีนี้ ยังมีอีกคำหนึ่ง ที่อยากจะพูดเสียเลยในเรื่องเกี่ยวกับปัญญา ภาษาไทย ก็มีพูดว่า ปัญญาไว ภาษาบาลีเขาเรียกว่า มีปฏิภาณ นั้นคือ มีปัญญาทันควัน ในการ พูดจา หรือแม้จะไม่ใช่ในการพูดจาก็ใช้ได้ คือ ทันควันในการที่เผชิญหน้ากันเข้ากับ ปัญหา หรืออันตราย หรือความทุกข์ ; ถ้าปัญญามีมาทันควันอย่างนี้ ก็เรียกว่า ปฏิภาณ. แต่คำนี้เขาใช้ในการพูดจา. ถ้าเรามีปัญญาเพียงพอจริง และเป็นปัญญาไวเหมือนสายฟ้าแลบ มาทันเวลา ที่จะพูดจา จะโต้เถียง หรืออะไร ก็เรียกว่า มีปฏิภาณ, คือปัญญาสำหรับจะให้พูด โต้ตอบ หรือกระทำโต้ตอบ. บางคนมีปัญญามาก แต่อืดอาด พอถึงคราวพูด ก็พูด ไม่ได้ นึกไม่ออก พูดช้า พูดงุ่มง่าม ; อย่างนี้ขาดปฏิภาณ คือขาดปัญญาที่ไว หรือ ว่าจะขาดความไวของปัญญา ก็แล้วแต่จะเรียก. ในเรื่องของ ปัญญา นี้ นอกจากจะฝึกฝน ให้มีความรู้จริง แล้ว ยังต้อง ฝึกฝน ให้ไวด้วย ; เช่น พอรับข้อสอบมา นึกไม่ออก หรือว่าปัญญาความรู้ ไม่รู้ว่า ไปไหนเสียหมด นึกไม่ออก มันก็ขาดปฏิภาณ. เมื่อไปโต้เถียงกัน ในการโต้วาทีนี้ ยิ่งยากกว่าตอบข้อสอบ เพราะตอบข้อสอบเรามีเวลาสำหรับคิดนึกนาทีสองนาที หรือห้า นาทีสิบนาทีก็ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องโต้วาทะกันแล้ว ไม่มีเวลาจะคิดนึก พอถามจบต้อง ตอบทันที อย่างนี้ ต้องมีปฏิภาณที่ไวมาก. แม้แต่จะเทศน์ จะพูด จะแสดงปาฐกถานี้ ก็เหมือนกัน ถ้ามีปฏิภาณ คือ ปัญญาไว นี่ก็จะแสดงปาฐกถาพูดจาอะไรได้ดี ไม่ใช่มีความรู้ สอบได้ปริญญาวิชาความรู้
น.136 ได้แล้วจะพูดได้ดีไปเสียหมด นี่ก็ไม่ใช่ ; บางคนพูดไม่ได้เลยก็มี ถึงเขาจะเรียนอะไร มามาก รู้อะไรมาก แต่ก็ไม่มีปฏิภาณ ก็ได้. ฉะนั้น การที่จะพูดได้แล้วเจื้อย พูดได้ เร็วๆ นี้ก็ต้องมีปฏิภาณ, จะตอบปัญหาได้ดี ก็ต้องมีปฏิภาณ, จะโต้วาทะกันไปมา ก็ต้องมีปฏิภาณ. ปัญญาที่ถูกกระทำให้ไวนี้ เขาต้องฝึกกันในส่วนนี้ อีกส่วนหนึ่ง คือ หัดพูด หัดโต้ตอบ หัดอะไรก็ตาม เพื่อฝึกปฏิภาณ หรือปัญญาไว. สรุปกันเสียทีหนึ่ง ก็คือว่า เมื่อเรา มีความรู้ ที่จะแก้ปัญหา อะไรได้ชั้น หนึ่งแล้ว ก็พอจะเรียกได้ว่า มีปัญญา แต่ก็ยังแบ่งเป็นหลายผักหลายฝ่าย จะถูกหรือจะผิด หรือจะอะไรก็ได้; แต่ในชั้นเด็ก ๆ ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ ก็มีปัญญาขั้นต่ำ ๆ มีปัญญาอย่าง เด็ก ๆ ซึ่งก็ต้องเรียกว่า เขามีปัญญา, ปัญญานี้มันสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปจนแก้ปัญหา ได้หมด ก็เรียกว่าปัญญาแท้จริงในพุทธศาสนา คือดับทุกข์ได้. มีคำแทนชื่ออีกมากมาย หลายคำ เช่นคำว่า ญาณ - ความรู้, คำว่า จักษุ แปลว่า ดวงตา นี้ก็เป็นชื่อของปัญญา, คำว่า อาโลกะ แปลว่า แสงสว่าง นี้ก็เป็นชื่อ ของปัญญา ตลอดถึงคำว่า ทัสสนะ - ความคิดเห็น ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของปัญญาทั้งนั้น ตามมากตามน้อย. กรรมพันธุ์ ส่งให้มีปัญญา เราจะมีปัญญาได้อย่างไร ? ถ้าดูกันให้กว้าง ก็มีกรรมพันธุ์ : พืชพันธุ์ ที่ไวต่อการรู้ จะเรียกว่า เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งก็ได้ ที่ได้มีมาอย่างดี แล้วถ่ายมาทาง กรรมพันธุ์ของพ่อแม่ นี้เป็นจุดแรก, แล้วเขามีร่างกายดี มีการบริหารร่างกายถูกต้อง เป็นร่างกายดี เป็นที่ตั้งของความรู้แบบกรรมพันธุ์ หรือสัญชาตญาณ. นี้เขาก็เกิดมาแล้ว ได้รับการแวดล้อมที่ดี ไม่ผิดพลาดไปในทางร่างกาย ไม่ผิดพลาดไปในทางจิตใจตลอด จนถึงระบบต่าง ๆ ที่มันเกี่ยวกันอยู่กับจิตใจ หรือร่างกาย เช่นระบบประสาทเป็นต้น ; เขาก็เจริญเติบโตขึ้นมาทุก ๆ วัน แล้วศึกษาจากสิ่งแวดล้อม.
น.137 เมื่อมี ปัญญาชั้นกรรมพันธุ์นี้ดี ถูกแวดล้อมดี ก็จะเจริญเร็ว; เพราะว่า ถ้ามีปัญญาในชั้นที่เป็นพืชพันธุ์ เป็นเมล็ดพืชที่จะงอกงามออกไป เป็นต้นปัญญาที่สมบูรณ์ ถ้าเขามีพืชพันธุ์อันนี้อยู่ เขาก็จะเป็นคนช่างถาม เป็นคนอยากรู้ เป็นคนไม่ยอมให้ผ่าน ไปโดยไม่รู้ ; ฉะนั้น เราจึงมองเห็นเด็กที่ช่างถาม ซึ่งแทบทั้งหมดนั้น เป็นเด็กที่มี ปัญญา. นี้เรียกว่า เขาอบรมปัญญากันมาโดยธรรมชาติ โดยไม่รู้สึกตัว. ต่อไปจากมีปัญญาโดยธรรมชาติ ก็เป็นหน้าที่ของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ จะช่วยเหลือ ให้เขาได้มีโอกาสได้พอกพูนปัญญา ในชั้นการศึกษาเล่าเรียนใน โรงเรียน ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ให้ได้ผ่านไปด้วยดี ก็จะมีปัญญาในขั้น intellect มากขึ้น. ทีนี้ เขาก็จะได้ เรียนรู้ในเรื่องปัญญาทางพระธรรม คือ เกี่ยวกับความทุกข์ ความดับทุกข์ เพิ่มขึ้น ; นี้ก็เกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งแทงตลอดกันจริงๆ เป็นตัวปัญญา จริง ๆ บางคนก็ใช้เวลาไปบวช เพื่อจะฝึกศึกษาอบรมฝึกฝนเฉพาะส่วนที่เป็นปัญญา จริง ; ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นความเฉลียดฉลาดปราดเปรื่อง, เป็นปัญญาจริง เกี่ยวกับ ความจริงของชีวิต ความจริงของความทุกข์. เรื่องเหล่านี้ก็เป็นปัญญาจริงมากขึ้น ๆ จนถึงขนาดเป็นปัญญาที่จะทำให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน. การเจริญแห่งปัญญา มีแนวของมันมาอย่างนี้ ทีนี้เรา จะทำให้ปัญญาเกิด ขึ้นได้อย่างไร ? แนวปฏิบัติ ในการทำให้เกิดปัญญา ๑. อาศัยความไม่ประมาท ก็อย่าเป็นผู้อวดดี ยกหูชูหาง ; มองดู ตัวของตัวให้ดี ๆ ว่าอยู่ในสภาพเช่นไร อะไรรู้ อะไรยังไม่รู้, และส่วนที่รู้แล้วนั้น อะไรมีค่า อะไรไม่มีค่า; ใช้คำว่าอย่างนี้ ก็ได้ : อะไรเป็นความรู้ชนิดที่ไม่มีค่า หรือมีค่าน้อย ไม่แก้ปัญหาอะไรได้. นี้ก็รีบเปลี่ยนเสีย ไปหาความรู้ชนิดที่มีค่าจริง ๆ มากขึ้น และจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้.
น.138 ผมจะพูดได้โดยไม่กลัวเขาโกรธ หรือเขาด่า คือจะพูดว่า : การศึกษาที่เขา จัดให้กุลบุตรศึกษาเล่าเรียนในเวลานี้ ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก หรือโดยเฉพาะประเทศไทย นี้เป็นการศึกษาผิด, ไม่ทำให้เกิดปัญญา ในส่วนที่ควรจะได้ หรือจะมี; แต่ ไปทำให้เกิดปัญญาในส่วนเพ้อเจ้อ หรือเพื่อ ฉลาดปราดเปรื่องไปในทางที่จะให้หลงใหล ลืมตัวไปเสียหมด. ฉะนั้น เราจึงมีปัญหายุ่งยาก มีวิกฤติการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้นในโลก เพราะไม่มีปัญญาที่จะดับทุกข์ หรือแก้ปัญหาได้จริง เพราะว่าการศึกษาจัดผิด เราไม่มีปัญญาที่จะไปเปลี่ยนให้การศึกษาถูกได้ เราจึง เปลี่ยนเฉพาะตัวของ เรา ซึ่งเป็นของเราคนเดียว เราทำได้ เราเปลี่ยนได้ เราจัดได้ ; เราก็ไปตรวจดู เราก็ไป เปลี่ยนแปลงไปปรับปรุงอะไรให้มันถูกกับเรื่อง ที่เราเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น คือ ให้ดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน, ให้เป็นผู้ที่เป็นปรกติอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ; ไม่ต้อง หัวเราะในสิ่งที่ถูกใจ หรือหัวเราะเหมือนกับเป็นบ้า, แล้วก็ไม่ต้องร้องไห้ในเมื่อไม่ ถูกใจ หรือถึงกับฆ่าตัวตายในที่สุด. คนที่มีปริญญาการศึกษายาวเป็นหาง ก็ยังเป็นบ้า ยังฆ่าตัวตาย ยังประกอบ อาชญากรรม ; เราควรจะหยิบสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาดูให้ดีว่า เขามีปัญญาอย่างไรกัน, แล้วเราก็จะได้ปรับปรุงการศึกษา หรือการพอกพูนปัญญาของเรา ให้ถูกทาง. ผมไม่ พูดได้โดยรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องเฉพาะคนเกินไป; พูดได้แต่เป็นหลักใหญ่ ๆ เป็นแนวทางที่ว่าจะต้องไปทำกันอย่างไร จึงจะมีสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาแล้วก็จะเอาตัวรอดได้ ; ปัญญามีค่ามาก ตรงที่ทำให้เอาตัวรอดได้. ๒. ขอพูดพาดพิงไปถึงคำว่า ปัญญาไว แล้วก็พาดพิงไปถึงคำว่า สติ คือสิ่ง ที่สำคัญอันหนึ่ง ที่จะขนเอาปัญญามาทันท่วงที ในเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา. ให้เป็นผู้มีสติ ปัญญา และปฏิภาณ แล้วก็พอ ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น, ให้ทุกอย่างจริงไปหมด : มีสติ ที่แท้จริง มีปัญญา ที่แท้จริง มีปฏิภาณ ที่เพียงพอจริง ๆ ; ปัญหาของเราก็หมด
น.139 จะให้ทำอะไรก็ได้, จะให้ทำงานอย่างโลก ๆ ก็ได้ ทำงานอย่างธรรมะ ศาสนาอะไรก็ได้, บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ได้. นี้คือเรื่องของปัญญา มีอยู่ระบบหนึ่งซึ่งจะต้องพิจารณาดูให้ดี ๆ ศึกษาให้ดี ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง. ๓. ถ้าต้องการจะผ่านโลกิยะ คือผ่านเรื่องโลก ๆ ไป ก็ผ่านไปถูกต้องด้วย ปัญญาอย่างโลก ๆ ; ถ้า จะไปให้ถึงโลกุตตระ ก็เสริมต่อไปอีก. แต่พร้อมกันนั้น อาจจะทำได้ โดยที่เมื่อเราอยู่ในโลกนี้ เราดูโลกในแง่ลึกอยู่บ่อย ๆ เดี๋ยวก็จะพบเรื่องที่ เป็นโลกุตตระ มันก็ง่ายในตอนท้าย ตอนปลายที่เหลือ มีปัญญาในขั้นโลกุตตระได้. ๔. ขออย่าได้ไปหลงใหลในเหยื่อของโลก ซึ่งเรียกว่า โลกามิส โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ กามารมณ์ ; ถ้าหลงใหล ก็ดูมันไม่ออก ก็เลยถูกฝังอยู่ในนั้น เรียกว่า ไม่มีปัญญา เอาตัวไม่รอด. ฉะนั้นพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้หลุดมาเป็น เปราะ ๆ ๆ เป็นลำดับ ๆ ไป เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญาเอาตัวรอดได้. ขอให้พอกพูนปัญญา ให้เจริญก้าวหน้า ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. ที่จริงเดี๋ยวนี้ ธรรมชาตินั้นจัดมาให้ดีแล้ว กรรมพันธุ์ก็ดีพอสมควร แต่เรามา ทำผิดบิดเบ้ไปทางนั้นทางนี้ในตอนหลัง มันก็เอาตัวไม่รอด หรือบางที ก็พลัดลงไป ในเหว เพราะปัญญาชนิดที่เป็นความฉลาดปราดเปรื่อง แต่ไม่ประกอบไปด้วยธรรม รวมความแล้ว ต้องเป็น ปัญญาที่ประกอบไปด้วยความถูกต้อง หรือ ธรรมะ แล้วก็ เอาตัวรอดได้ อย่างที่หลักในพระพุทธศาสนาก็สรุปไว้อย่างนี้ว่า สมฺมาทิฏฺฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺข์ อุปจฺจคํ - คนล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะ สมาทานสัมมาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ นั้นก็คือ ปัญญา นั่นเอง จะมีความหมาย หรือ ความมุ่งหมายเป็นพิเศษโดยตรงดิ่งไปทางหนึ่ง ที่จะดับทุกข์โดยตรง. วันหลังเราค่อย พูดกันเรื่องสัมมาทิฏฐิก็แล้วกัน.
น.140 วันนี้จะยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ คือหมดเวลาสำหรับพูด เหลืออยู่แต่ เวลาสำหรับให้ถาม - ตอบ. ใครมีปัญหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือเรื่องปัญญา เรื่อง อื่นไม่เอา ; ยังสงสัย ยังคลุมเคลืออยู่ ในข้อไหนแง่ไหน มุมไหนก็ถามได้เลย. คำอธิบาย ตอบปัญหา (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ผมมีความคิดเห็นว่า ปัญญาเป็นวิวัฒนา- การอย่างหนึ่ง ในช่วงชีวิตของมนุษย์แต่ละคน. อย่างเช่น ในภาพเด็กตามรอยโคตัวหนึ่ง แล้ว ในที่สุดก็จะพบว่า ชีวิตมันไม่มีอะไร นอกจากความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะนั่นเป็นเหตุให้เกิดความ ทุกข์ขึ้นมา. อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า มันจะเป็นการเห็นช้าหรือเปล่า ? เพราะบางคน อาจจะชิงตายเสียก่อนที่จะรู้ หรือเข้าใจ ว่าชีวิตมันเป็นอย่างไร และจะจัดการกับชีวิตอย่างไร. อยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่า มีวิธีการอะไรซึ่งไม่ทำความเห็นช้า กว่าจะเรียนรู้ได้ จะตายเสียก่อน หรือว่าตายเสียก่อนที่จะรู้ ? (ตอบ) คำถามสรุปได้ตรงที่คำว่า สิ่งที่ทำความเนิ่นช้าให้แก่การก้าวหน้า ของปัญญา. นี่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ถึงแม้ในพระคัมภีร์ ในพระบาลีก็มีพูดถึงสิ่ง นี้มาก เขาเรียกว่า สิ่งที่ทำความเนิ่นช้าแก่การที่จะก้าวหน้าไปสู่ความดับทุกข์ คือนิพพาน. เขาก็ระบุไปถึง ความหลงอยู่ในเหยื่อในโลก นี้นานเกินไป เรียกว่าความเนิ่นช้า ; มันมีความเหนียวแน่นเกินไป เป็นมิจฉาทิฏฐิบ้าง เป็นสัญญาวิปลาสบ้าง ก็ทำความ เนิ่นช้า. สำหรับ รูปภาพเกี่ยวกับเรื่องจับวัว” นั้น ผู้ที่เขียนภาพนี้เขามุ่งหมายจะให้ เป็นเรื่องจบสมบูรณ์ทันแก่เวลา สำหรับบุคคลที่มีปัญญา ที่พอจะเรียกได้ว่า มีปัญญา. นี่ก็เห็นได้ชัดว่า พูดไว้เป็นเรื่องสำหรับคนธรรมดา ที่เกิดมาไม่มีปัญญา ; ไม่ต้องเป็น คนมีปัญญาชั้นพิเศษอะไร แต่ก็ต้องไม่เป็นคนที่เรียกว่า โง่เง่า บ้าใบ้. ฉะนั้น เขาจึง วางระยะไว้ว่า : - ๑. ดูภาพนี้ได้ จากหนังสือธรรมโฆษณ์บางเล่ม เช่น บรมธรรม.
น.141 ภาพที่ ๑. เขียนเป็นเด็ก เกิดมาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หันหน้าหันหลังอยู่ อย่าง ไม่รู้อะไร จะไปทางไหน. แต่ต้องเข้าใจว่าในเด็กคนนี้ก็ต้องมีปัญญา พืชแห่ง ปัญญา มีกรรมพันธุ์ หรือมีอะไรที่ถ่ายมาแล้ว มีพืชแห่งปัญญาแล้ว. ภาพที่ ๒. ถัดไปก็เห็นภาพรอยวัว ที่ดินเป็นแนว เป็นสายอะไรไป : นี่คือการศึกษาที่เด็ก ๆ ได้รับ จนรู้ว่า เราจะต้องไปทางไหนกัน ไม่ได้หมายถึงศึกษาใน โรงเรียน หรือในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ แต่เป็นการศึกษาโดยธรรมชาติ นั่นแหละเป็น ส่วนใหญ่. อยากจะให้มองเห็นกันเสียว่า การศึกษาที่แท้จริง และที่ยิ่งใหญ่ คือ การ ศึกษาจากธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม ; การศึกษาในโรงเรียนกลายเป็นอุปกรณ์ สำหรับจะได้ใช้ศึกษาจากธรรมชาติที่แวดล้อม. ฉะนั้น คนเราเมื่อมีชีวิตล่วงมา ๆ ตั้งแต่ เด็กจนหนุ่มนี้ก็พอจะรู้ได้จากการที่ผ่านไป ผ่านนั้นผ่านนี่ ผ่านผิด ผ่านถูก ผ่านอะไรไป ก็ได้ความรู้จากชีวิตที่ผ่านมา. การศึกษาในสถาบันการศึกษานั้นมาประกอบก็ทำให้รู้ มากขึ้น ; อีกทางหนึ่งก็คือตัวอย่าง เราอยู่ในโลกนี้ มันเต็มไปด้วยตัวอย่าง ทีนี้ เรามันโง่ ไม่มีตาที่จะมองเห็นตัวอย่าง ที่มีอยู่รอบด้าน. ในเมื่อเขามีครบ คือมีปัญญา ที่เป็นพืชพันธุ์ มีการศึกษา ศึกษาจาก ธรรมชาติแวดล้อม ซึ่งเต็มไปด้วยตัวอย่าง มันก็เหมือนกับเห็นรอยวัว ; ที่เดินตาม รอยวัวไปด้วยความแน่ใจ ก็ใกล้ตัววัวเข้าไป. นี่คือจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างโลก ๆ. ภาพต่อ ๆ ไปพอถึงระยะหนึ่ง ก็เห็นกันวัว, อีกทีหนึ่งจึงเข้าไปจนถึงตัววัว ประชิดตัว แล้วก็ต่อสู้ จับวัว คล้องวัว ตีวัว. นี่คงเป็น จุดสูงสุดที่มนุษย์จะต่อสู้ จากการศึกษา จากหน้าที่การงาน อาชีพอะไรต่าง ๆ เป็นจุดสูงสุดที่นั่น ; ก็ได้ใช้ ปัญญาที่มีมาโดยกำเนิด กรรมพันธุ์ และได้ศึกษาเพิ่มเติมอะไรหมด เรียกว่าใช้ปัญญา กันหมดเลย ต่อสู้กับวัวนั้นอย่างอุดตลุด จนเอาชนะสิ่งที่เขาวางไว้อย่างที่ชาวโลกควรจะ
น.142 ปรารถนา คือทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจวาสนา ความพรั่งพร้อมไปด้วยผู้คน ที่แวดล้อม. นี่ก็เรียกว่า จับวัวได้ แล้วจูงวัวกลับบ้าน คือมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในครอบครอง. ครั้นอยู่กับสิ่งเหล่านั้นนานเข้า ๆ ก็มีภาพหนึ่งซึ่ง เป็นภาพ ที่ลอดเข่าแหงน มองไปข้างบน ; นั่นคือหมายความว่า ที่อยู่ข้างล่าง หรือข้าง ๆ รอบตัวนี้ ไม่มีรส ชาติ มันจืดชืดจึงแหงนไปข้างบน ก็คือทิ้งวัว ไม่สนใจกับวัว, บางภาพก็มีถึงขนาด เป่าปี่ขี่วัว ; นี่ก็สนุกกันใหญ่ละในเรื่องมีวัว. แต่ในที่สุดจะเป่าปี่ขี่วัวอยู่ตลอดไปไม่ได้ มันก็เอือมการเป่าปี่ เอือมการขี่วัว. แหงนไปข้างบนไปพบว่า ไม่มีวัว หรือไม่เป่าปี่ นี้ดีกว่า. นี่คือ เบื่อระอาต่อเหยื่อในโลก ก็หยุดสนิท ไม่ดื่ม ไม่กิน ไม่อะไรใน รสของโลกนั้นอีกต่อไป ; ก็เรียกว่า หมดตัวตน ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปาทานในสิ่งใด คือหมดตัวตน. ภาพนั้นเขาเขียนเป็นภาพว่างเป็นภาพที่ ๗ หรือ ๘ ไปดูเอาเอง. ทีนี้ เรื่องตัวตนหมด ก็ขึ้นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องผู้อื่น เขาจึงเขียน ภาพต่อ ไปอีก เป็นการผลิออกไปในแนวใหม่ มียอดหน่อไม้อะไรผลิตออกไปในแนวใหม่. แล้วเป็นภาพ แจกของส่องตะเกียง คือช่วยผู้อื่นให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างเดียวกันอีก คือซ้ำรอยผู้นั้นมาก็แล้วกัน. แจกของ นั้นคือ ช่วยเขาด้วยวัตถุ, ส่องตะเกียง คือ ช่วย เขาในทางสติปัญญา. คนที่ได้รับการช่วยเหลือ ก็เดินมาตามแนวที่คน ๆ นี้เคยเดินมา ก็มาเป็นอย่างเดียวกันอีก. การแสดงภาพที่ว่ามานี้ ควรจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องของปัญญา เป็นพวง มาลัยของปัญญาที่แสดงมาตามลำดับ. เราไม่อาจจะทำให้มันเร็วอย่างชิงสุกก่อนห่ามได้ ; แต่เราจะมัวอืดอาดจน ไม่แก่ ไม่ห่าม ไม่มีโอกาส สุก ก็ไม่ได้. มันอยู่ที่ทำให้พอดี ๆ คือเราจะกระโดดพรวดไปว่าเอาเองว่า ไม่เอา - ไม่เป็น - ไม่ต้องการอะไรนี้ มันก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้รสของสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ; ฉะนั้น ในวัยที่ศึกษาก็ศึกษา ในวัย หนุ่มสาวก็ถือเอาการศึกษาที่สมบูรณ์ แล้วก็ไปต่อสู้กับชีวิต ซึ่งตามปรกติก็เป็นเรื่อง
น.143 ชีวิตคู่ มีภรรยา สามี มีความเป็นบิดามารดา มีลูกมีอะไรไปให้ครบหมด, แล้วก็ต้อง ไปถึงจุดที่สุดที่ว่า มีครอบครัวแล้ว มีทรัพย์สมบัติแล้ว มีเกียรติยศชื่อเสียงแล้ว ถ้าไม่โง่ เกินไป ก็คงทำทันในระยะที่เรียกว่า อายุขัย เดี๋ยวนี้เขาก็ยังถืออายุขัย ว่าเป็นร้อยปีกันอยู่ คือยุคนั้นเหมา ๆ กันว่าคนมี อายุขัย ๑๐๐ ปี แม้จะลดลงมาสัก ๘๐ ปี ก็ยังพอจะทำทัน. แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้ทำไป อย่างที่จะก้าวหน้าเรื่อย มันไปติดหล่มติดบ่วง ไปติดอะไรอยู่นานเกินไปในที่บางแห่ง ; ฉลาดไม่พอ ปัญญาไม่พอ. ถ้ามีปัญญาพอ และ ฉลาดในการใช้ปัญญา แล้ว ก็คง จะเดินเรื่อย ไม่มีหยุด ; เมื่อเดินไปเรื่อย คือเปลี่ยนไปเรื่อย มันก็ทันแก่เวลา. อายุ ๖๐ ปีนี้ เขาถือกันว่า เป็นยุคเกษียณ ก็เหมาะที่สุดแล้ว ; ยุคเกษียณเรื่องทางโลก ; ที่เหลือ อีก ๒๐ - ๓๐ - ๔๐ ปีก็ตามใจ เป็นเรื่องของผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น แจกของส่องตะเกียง เป็นแสงสว่างของลูกหลานต่อไป, เป็นบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย อะไรที่สมบูรณ์ แล้ว เป็นแสงสว่างของลูกหลานเหลนต่อไป. ภาพของชีวิต นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม ; ฉะนั้น คุณสนใจภาพชุดนี้ก็นับว่าดีมาก ผมเห็นด้วย. ไปสนใจสิ่งที่ควรสนใจ แล้วก็ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไม่ทัน โดยที่เราอย่าไปตกบ่ออะไรให้มันนานนัก ให้มีสติปัญญา พอกพูนเพิ่มเติมอยู่เสมอ. มันมีข้อเท็จจริงแฝงอยู่อีกอันหนึ่งที่ว่า แรงเหวี่ยงมันก็เท่ากันทั้งสองฝ่าย : ถ้าทำผิดไปมาก มันก็คงจะถูกมาก, ถ้ามันพุ่งไปเร็ว มันก็คงจะกลับมาเร็ว. คนที่ เขามีปัญญาไว เขาก็ลงไปในโลกลึก แต่ไม่ใช่ลึกอย่างติด ; นั่นแหละลึกสำหรับจะรู้ แล้วก็ถอนออกมาได้เร็ว เวลาก็พอ. ถ้าเรียกตัวเองว่าบัณฑิตแล้ว ก็ต้องใช้เวลาพอ สำหรับชีวิตหนึ่ง ; ใช้เวลาชีวิตหนึ่งไม่พอสำหรับสูตรเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ใช่บัณฑิต
น.144 (ถาม) ผมเคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์ แล้วพบอันหนึ่งบอกว่า มนุษย์จะมีการ เลื่อนชั้นของตัวเองตามธรรมชาติ คือ เป็นวิวัฒนาการเข้าสู่ประตูของพระนิพพาน ถ้าหากว่าเป็น อย่างนั้นจริงๆ มนุษย์ก็ควรจะมีการพอกพูนปัญญาของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ แต่สภาพปัจจุบัน ที่เราพบ ทำไมจึงเป็นตรงกันข้ามกันเช่นนั้น ? (ตอบ) เรื่องที่พูดไว้นั้นเป็นหลักทั่วไป โดยถือเอาตามธรรมชาติเป็นหลัก พูดว่าวิวัฒนาการทั้งหลายมีจุดจบ ; ถ้าเป็นเรื่องจิตใจ มันก็เป็นจุดจบสูงสุด ที่รู้แจ้ง แทงตลอด จนไม่ไปหลงในอะไร ไม่ต้องไปมีความทุกข์เพราะอะไรอย่างนี้ จิตใจมัน ควรจะไปได้อย่างนั้น มีจุดจบอยู่ที่พระนิพพาน. ทีนี้ มันมีอะไรที่แทรกเข้ามา ทำให้ไม่ไปในทำนองนั้น ไปจมอยู่ที่ไหน นานบ้าง เป๊ะ ๆ ปะ ๆ ข้างๆ คู ๆ บ้าง มันก็ต้องช้า. พอมาถึงตอนช้านี้ มันมีความ หมายในทางคำพูดที่น่าหวัวเหมือนกัน ว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกหลายร้อยหลายพันชาติ จึงจะไปพบนิพพาน ; ภาษาชาวบ้านคนธรรมดาเขาก็เข้าใจว่า เข้าโลงแล้ว เข้าโลงอีก ไปอีกหลายร้อยหลายพันชาติ จึงจะพบนิพพาน. แต่ผมสังเกตดู คำว่า "ชาติ" ในกรณีอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้อง เข้าโลง : มีชาติในวันหนึ่ง ๆ ได้หลายชาติ หลายสิบชาติ คือ ตัวกูเกิดครั้งหนึ่ง ทำผิดทำถูกอะไรไปครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง แล้ว, แล้วมันดับไป ก็ทำเรื่องใหม่อีก ก็ชาติหนึ่งอีก. วันหนึ่งมีได้หลายสิบหลายร้อยชาติ เดือนหนึ่งก็หลายหมื่นหลายแสนชาติ ปีหนึ่งมือสงไขยชาติ ก็ได้ ; นี่ทำผิดได้จนเพียงพอ พอแก่ที่จะรู้ว่าอย่างไรถูกในที่สุด มันก็ต้องมาถูก. ถ้าเราไม่มีอะไรมาแทรกแซงขัดขวาง ก็ต้องเชื่อว่า อายุขัยมันจะพอ สำหรับรู้ และปล่อยวางความทุกข์ หยุดด้วยความดับทุกข์ได้. เดี๋ยวนี้มันเป็นโรค หรือว่าเป็นราศี หรือว่าเป็นจังหวะอะไรก็ตาม ซึ่งไม่ ทราบว่าจะเรียกอะไรดี ที่โลกเราหมุนไปนิยมความสุขทางเนื้อหนัง, ไม่ชอบความสุข
น.145 ทางสงบ ทางวิญญาณ ก็ไปหลงวัตถุที่ให้ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานนั้นมาก ๆ ; นี่เป็น เรื่องทำให้เนิ่นช้า. ที่เรียกว่า สิ่งที่ทำให้เนิ่นช้านั้นมีมาก มันก็แทรกแซงเข้ามา สะกัดกั้น กระแสแห่งวิวัฒนาการตามปรกติ ทำให้ไปไม่รอด ไหลไปไม่ได้ ก็เลยตายด้าน, หรือ บางทีร่างกายนั้น ก็ตายแตกดับเข้าโลงไปเสียก่อน ; บุคคลนั้น หรือว่าชีวิตนั้น ๆ เลย ไม่เข้าถึงจุดหมายปลายทางของวิวัฒนาการ หรือปัญญา. ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ต้องใช้คำพูดอีก คำหนึ่งว่า ให้ลูกหลานสืบต่อไป จนกว่าจะถึง, แล้วก็เปลี่ยนคำว่ามนุษย์เป็นมนุษยชาติ คือมนุษย์ทั้งหลายทุกกาละ ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน เรียกว่ามนุษย์มีอยู่ - มีอยู่, ให้ มนุษยชาตินี้ไป ๆ ไป ๆ จนถึงนิพพาน ; คนนี้ไม่ได้ ก็หมายความว่ามนุษยชาตินั้นคือ ทุกคน แล้วลูกหลานก็ทำต่อไปจนถึงนิพพาน. เดี๋ยวนี้วัตถุนิยมกำลังเดือดจัด มันก็เหวี่ยงกันไปพักหนึ่ง ; เดี๋ยวมันก็พ้น ไปอีก กลับไปหาเรื่องถูกอีก มนุษยชาติก็คงจะพบกับยุคที่ถูกต้อง บรรลุนิพพานกันอีก เหมือนอย่างครั้งพุทธกาล อย่างนี้. นี้ก็ถือว่าไม่เป็นหลักที่ผิด เป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ตลอด ไปว่า วิวัฒนาการของชีวิตนี้จะต้องไปจบที่นิพพาน ; ถ้าไม่อย่างนั้น มันกลิ้งไปเรื่อย หมุนไปเรื่อย จบไม่ได้ เพราะมีที่จบแต่เพียงแห่งเดียวอย่างเดียว. วิวัฒนาการทั้งหลายต้องไปจบลงที่นิพพาน คือ หยุด หรือ ดับสนิท ; ฉะนั้น ผมก็ยังยืนยันคำพูดนี้อยู่ การที่อะไรจะมาเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้เนิ่นช้า มันก็ มีอยู่. เราจะต้องไปเนิ่นช้ากันทำไม ให้ชีวิตจิตใจนี้ คนนี้ ได้ลิ้มรส ได้ชิมรสของ ความสงบเสีย ไม่ต้องฝากไว้กับลูกหลานให้ทำต่อ หรือเพื่อนมนุษย์คนอื่นทำต่อ ; อย่าเหลวไหล มีสติปัญญาพอตัว ก็แน่นอนจะพบความสงบทันในชีวิตนี้, ความหยุด ความไม่ปรารถนาอะไร ที่เป็นความเร่าร้อน หมายความอย่างนี้ สงสัยอย่างไรถามอีก ก็ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้.
น.146 (ถาม) ผมไม่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่อยากจะถามปัญหาอีกข้อหนึ่งว่า การ จะมีปัญญาของมนุษย์ จะต้องขึ้นอยู่กับชาติพันธุ์ของเขาเอง ที่ท่านอาจารย์บอกว่า นั่นคือ heredity แล้วก็สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ. ผมสงสัยว่า ถ้าหากบังเอิญว่า ถ้ามีการถ่ายทอดทางชาติ พันธุ์ที่ไม่ดี คือปัญญาไม่ดี อย่างมนุษย์ทั่วไป แล้วเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เลว แล้วลูกหลาน ต่อ ๆ ไปคือ offspring ของเขา ก็คงจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับธรรมะเลย อย่างนั้นหรือ ? (ตอบ) ไม่อย่างนั้น: สติปัญญาที่อบรมแล้ว ก็มาจากพืชของปัญญาที่ เป็นกรรมพันธุ์ เป็นอะไรนี้. สัญชาตญาณนั้นมีระดับของมันอยู่ระดับหนึ่ง ไม่เลวเกินไป ไม่ดีเกินไป แต่ตรงตามหน้าที่ ; หมายความว่า อยู่ในลักษณะที่อบรมได้ หรืออบรมได้ จึงจะเรียกว่า สัญชาตญาณ ; ไม่ได้เลวจนถึงอบรมไม่ได้, แล้วก็ไม่ใช่ดีมากจนถึง กับว่า ไม่ต้องอบรม. สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ นั้นคือ ความรู้ตามที่มันจะมีให้แก่ สิ่งที่มีชีวิต. ทีนี้ ความรู้ หรือญาณ นี้ เป็นธาตุ อันหนึ่ง, ธ - า - ต = element อันหนึ่ง เมื่อพูดถึงหลักธรรมะในพุทธศาสนา มันเป็นธาตุอันหนึ่ง เป็นนามธาตุ มโนธาตุ ; สิ่งนี้มันมีคุณสมบัติที่ต้องรู้ เพราะมันเป็นธาตุสำหรับรู้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี้มันมีหน้าที่อย่างอื่น ; แต่มโนธาตุ วิญญาณธาตุ นี้มีหน้าที่ สำหรับจะรู้ เราจึงเรียกว่า พืชแห่งปัญญา. เมล็ดพืชแห่งปัญญา. แต่ที่ จะเพาะขึ้น หรือไม่ขึ้นนั้น ก็แล้วแต่สิ่งแวดล้อมที่หลัง. มโนธาตุ นี้โดยพื้นฐานแท้ ๆ ไม่ต้องมีอะไรเข้ามานั้น มันก็ เป็นสิ่งที่จะ ต้องอบรมได้, อบรมให้รู้ได้ คือพัฒนาได้ นี่เป็นหลักทั่วไป. ส่วนที่จะได้อบรม หรือไม่ได้อบรมนั้น มันอีกเรื่องหนึ่ง ; ถ้าไม่มีโอกาสจะอบรม; เช่นว่าตายเสียก่อน หรือได้รับการอบรมที่เลวเกินไป มันก็ช้าหน่อย. แต่ว่าก็ไม่แน่ ความช้านี้กลับไป กลับมาได้ มันแล้วแต่สิ่งแวดล้อมอย่างอื่นอีก.
น.147 บางที ความผิดพลาด นั้นแหละกลับ เป็นครูอาจารย์ที่ดี, ความทุกข์นั้นเอง เป็นครูบาอาจารย์ที่ดี ทำให้ลืมตาโพลงขึ้นมาได้ เหวี่ยงกลับทีเดียวไปสิบ ไปเลย ; ความสุขเสียอีก ทำให้หลง วนเวียนอยู่ที่นั่นนาน ๆ. มันต้องมีความทุกข์บ้าง ความสุข บ้าง เจือกันไป พอที่จะทำให้มโนธาตุ หรือที่เรียกว่าสัญชาตญาณนี้มันวิวัฒนาการทัน, ไม่ทิ้งกันจนถึงกับว่า อันหนึ่งได้ อันหนึ่งไม่ได้ นี่ในกรณีปรกติ. ถ้าในกรณีพิเศษ ก็เอามาเป็นหลักไม่ได้ ; เกิดมาไม่ได้รับการอบรม หรือ ตายเสียก่อน หรืออะไรก็สุดแท้, หรือว่าได้รับการอบรมผิดจนตลอดอายุขัย. ถ้ามี ก็มีผลอย่างนั้นจริง ; แต่ที่จริงไม่ควรจะมีอย่างนั้น หรือมีไม่ได้ เพราะมันเป็นธาตุรู้ เป็นธาตุที่ดิ้นรนที่จะรู้ จะรู้ให้ถูกอยู่เรื่อยไป, แล้วธาตุรู้นี้จะดิ้นรนไปหาที่ดีกว่าอยู่เสมอ เพราะเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง ที่มันจะเอาดีกว่าเสมอ. ฉะนั้น ไม่ต้องกลัว หลักก็มี อยู่อย่างนี้ มันเปลี่ยนไม่ได้ โดยคำว่า "สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย. ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่สังขาร คือมิใช่สิ่งที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ; เพราะฉะนั้นมัน ก็ไปตามเหตุตามปัจจัย. เรื่องในโลกนี้เป็นอย่างนั้น กว่าจะถึงที่สุดคือนิพพานคือมิใช่ สังขาร. ไปคิดเอาเองก็เข้าใจได้. (ถาม) ถ้าหากว่า สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดความรู้ทางด้านปัญญาแล้ว ; จะ เป็นไปได้ไหมว่า ทฤษฎี dialectic materialism ของมาคซ์นี้จะถูกต้องสำหรับใช้ในปัจจุบัน โดยสร้างสิ่งแวดล้อมขึ้นมากำหนดจิตใจขึ้นก่อน แล้วเสริมความรู้ในด้านจิตใจเข้าไปที่หลัง ? (ตอบ) นี่เขามองเฉพาะเหตุการณ์ เฉพาะปัญหาของเขา แล้วก็เป็นปัญหา ทางสังคม ไม่ใช่ปัญหาส่วนปัจเจกชน. ลัทธินั้นก็คงจะต้องเหมาะสำหรับแก้ปัญหาส่วน สังคม ในแง่หนึ่ง ในความหมายหนึ่ง และในสมัยหนึ่ง, ทั้งโลกไม่ได้เป็นเหมือน กันหมด, มนุษย์ไม่ได้เป็นเหมือนกันทุกคน. ที่ต้องแก้ปัญหาทางวัตถุด้วย ระบบนั้น มันก็ได้ สำหรับประเทศที่จะต้องแก้ด้วยระบบนั้น ; แต่อย่าเข้าใจว่า ทุกประเทศ หรือทุกคนจะต้องแก้ด้วยปัญหาระบบนั้น.
น.148 ระบบนั้นเขาให้ใช้วัตถุเป็นหลัก อย่างจะมีผลดีสูงสุด มันก็ แค่เจริญด้วย วัตถุ ที่จะมีจิตชนิดที่ปล่อยวาง หลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นคงไม่ได้ ; มันจะสูงสุด อยู่แค่วัตถุนั่นเอง แล้วก็เป็นเรื่องในโลก เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แขนงหนึ่ง ซึ่งจะต้อง เป็นไปในโลก ก็ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคนบางพวก และบางยุค บางสมัย, ประเทศ ที่จะใช้ dialectic materialism เมื่อก่อนนั้นก็ไม่ต้องใช้, แล้วเดี๋ยวนี้สมมุติว่า ได้ใช้และ สำเร็จ แล้วต่อไป ก็ไม่ต้องใช้ ; เพราะ ยอดสุดของวิวัฒนาการ อยู่ที่จิตใจสูงสุด จนไม่ต้องการอะไร. นี้เราไม่ถือว่า เป็นเรื่องถูกต้องล้ำยุค หรือว่าจะต้องใช้ลัทธินี้แก้ปัญหาทั้งปวง เดี๋ยวนี้ก็ยัง มีคนส่วนมาก หรือจะมากกว่า ที่เขา ยังต้องการธรรมะ ความสงบทาง จิตใจ แก้ปัญหาของเขา แล้วสร้างสังคมขึ้นมาได้ เป็นสังคมที่เยือกเย็นกว่า สังคม ที่สร้างด้วย dialectic materialism. (ถาม) ตั้งแต่ผมได้มาศึกษาที่นี่ ผมก็ได้เชื่อมโยงสังคมกับพุทธศาสนาให้เข้ามา ด้วยกัน ด้วยการที่ท่านอาจารย์ได้พูดอยู่เสมอว่า ความเจริญทางวัตถุ ทำให้จิตใจของคนเสื่อมลง ; แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ผมก็พอจะมองเห็นได้ว่า ถ้าเผื่อในโลกนี้มีบุคคลบางกลุ่มที่เป็นเจ้าของ กิจการอะไรมากมาย ที่เราเรียกว่า นายทุนนั่น เขาเป็นผู้ผลิตของอะไรขึ้นมา แล้วเขาต้องการจะ ขายของสิ่งนั้นให้ได้ เขาก็พยายามโฆษณานำให้คนอื่นนิยมวัตถุตามเขาไปด้วย ทำให้เขาขาย สินค้าได้ เพราะฉะนั้น เราก็ยิ่งนิยมวัตถุขึ้นไปทุกวัน. แต่ถ้าเผื่อเป็นสังคมนิยม ผมว่าเป็นก้าวแรกของการให้คนเราถือหลักการ ให้เฉลี่ย ความสุขไปทั่ว ๆ กัน แล้วการผลิตในระบบสังคมนิยมนั้น ผลิตเพื่อความจำเป็นต้องใช้ ไม่ใช่ผลิต มาพร่ำเพรื่อ ผลิตมาเพื่อกำไร. ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่า จะกำหนดให้คนนิยมวัตถุน้อยลง คือจะมีของเท่าที่จำเป็น แล้วเราจะใช้พุทธศาสนาในตอนนั้นได้ คือเป็นขั้น ๆ ให้เขาบำบัด ทุกขเวทนาของเขาก่อน แล้วจึงให้ความรู้ทางจิตใจแก่เขาทีหลัง ผมมีความคิดเห็นอย่างนี้. (ตอบ) นี่คือ ความกำกวมของคำพูด คำว่า "สังคมนิยม" เป็นคำที่กว้าง และกำกวม สังคมนิยมเป็นวัตถุนิยมก็ได้, เป็นจิตตนิยมก็ได้ หรือ เป็นทั้งสองอย่าง
น.149 เจือกันไป ก็ได้ คำพูดมันเล่นตลก ; แต่เราจะเอาความหมายของคำนี้เพียงว่า ลัทธิที่จะ ช่วยสังคมให้รอดไปได้ เรียกว่า สังคมนิยม ในทางวัตถุก็ต้องมีพอ ถูกต้อง ในทาง จิตก็ต้องมีพอ ถูกต้อง สังคมจะรอดไปได้ ทีนี้ สังคมนิยมที่จะหนักไปในทางวัตถุท่าเดียว ดิ่งไปในทางวัตถุท่าเดียว, แล้วจะช่วยคนทั้งโลกให้รอดได้; นี้มันขัดกันอยู่ในตัว เพราะคนเรา จะรอดไม่ได้ โดยลำพังมีวัตถุสมบูรณ์, มันก็คงจะอิ่มเกินไปจนทำอะไรไม่ได้อีกนั่นแหละ ; มันต้อง พอดี และมีความคิดที่จะทำอะไร. ไปพิจารณาความหมายของคำว่า วัตถุนิยม จิตตนิยม สังคมนิยม กันเสียใหม่ให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้มักจะยกข้ออ้างที่ว่า โลกยังหิวอยู่ มนุษย์ในโลกยังหิวอยู่ ถ้าไม่ทำ ให้อิ่มเสียก่อน เขาจะไม่ก้าวหน้าทางจิตใจ ; นั่นเพราะไปแยกกายกับจิตใจออก เป็น คนละเรื่อง จนถึงกับว่า ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันก็ได้ ; ที่จริงมันเป็นไปไม่ได้ ต้องมี ความถูกต้องควบคู่กันไป ทั้งเรื่องกายและจิตใจ ; และให้รู้เถอะว่า ที่หิวทางวัตถุ ขาดแคลนทางวัตถุนั้น เพราะว่าทำผิดทางจิตใจ ; ถ้าทำถูกในทางจิตใจคือมีธรรมะ ประพฤติธรรมะแล้ว จะไม่เกิดความขาดแคลน หรือความไม่พออย่างรูปนี้. ทีนี้ ทำผิด, และปัญหาส่วนใหญ่ พวกคนจนนี้ ก็เพราะว่า ประพฤติผิด ในด้านจิตใจ ไปหลงใหลในรสของวัตถุ เสียตั้งแต่เริ่มแรก เลยสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จัก เก็บหอมรอมริบ ไม่รู้จักตั้งเนื้อตั้งตัว. อย่าลืมว่า พวกนายทุน เขาก็มาจากคนจน เขาก็คือคนจน ที่ตั้งเนื้อตั้งตัวขึ้นมาได้ ; คนจนที่ตั้งตัวไม่ได้ส่วนใหญ่ก็เหลืออยู่เป็น คนจน. เขาต้องทำถูกต้องตามความจริงของเรื่องนั้น ๆ ; ฉะนั้น เราจะมีนายทุน ก็ไม่ถูก จะมีคนจน ก็ไม่ถูก ก็ต้องมีคนดี ๆ ที่อยู่เหนือความหมายของคำว่า มีหรือจน. คนที่ไม่ค่อยจะมีทรัพย์สมบัติอะไรเช่นภิกษุอย่างนี้ ก็ไม่ควรจะเรียกว่า คนจน เพราะรู้จัก ทำจิตใจให้อิ่มได้.
น.150 คนมั่งมีก็ควรจะมีความสุขได้เหมือนกัน มีเรื่องทางจิตใจที่สมบูรณ์ได้, แล้ว เป็นคนมั่งมีที่มีประโยชน์ คือเป็นคนมั่งมีที่พร้อมที่จะช่วยคนจน เอาธรรมะ พระธรรม นี้แหละ ใส่เข้าไปก็แล้วกัน ที่คนมี ก็ได้ ที่คนจน ก็ได้ ; ธรรมะจะเกลื่อน ให้กลายเป็นคนดี ได้พอดี, ไม่เป็น "มี" ไม่เป็น "จน", ให้เป็นคนดีพร้อมที่จะ รักใคร่กัน เมตตากรุณาซึ่งกันและกัน. นี่คือความถูกต้องระหว่างเรื่องวัตถุนิยม กับ จิตตนิยม จนมันกลมกลืนกันไป เรียกว่าพระธรรม หรือธรรมะ คือความถูกต้อง ระหว่างทุกสิ่ง ซึ่งเรามาแยกออกเป็นสองฝ่าย : วัตถุ กับ จิตใจ. คนหิวนั่นแหละ จะหายหิว ลาทำจิตใจให้ถูกต้อง แต่ถ้าไปมัวหลง เป็น ทาสของวัตถุแล้วจะหิว ไม่มีวันอิ่ม จะให้วัตถุเท่าไร ๆ ก็อิ่มไม่ได้ ถ้าไปเป็นผู้หลง วัตถุ ; เพราะฉะนั้น นายทุนก็อิ่มด้วยวัตถุไม่ได้, จะสร้างนายทุนให้เต็มโลก ก็คง ทำไม่ได้ และนายทุนเองก็ไม่มีความอิ่ม ยังหิวอยู่เรื่อย หิวทางจิตทางใจ แล้วก็ออกมา หิวทางวัตถุ ที่จะเล่นงานคนอื่น ที่จะเอาเปรียบคนอื่น. ไปหาลัทธิที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายอิ่มได้ แก้ปัญหาทั้งทางจิตและทางวัตถุพร้อม กันไปในตัว แล้ววัตถุทั้งหลาย ที่เป็นทรัพยากรของธรรมชาติในโลกนี้จะพอ หรือจะ เหลือใช้ จะรู้สึกว่าเหลือใช้. เดี๋ยวนี้มีความต้องการมากเกินไป จนรู้สึกว่าไม่พอ ; เพราะความอยากมีมากเกินไป เอาไปทำลายเสียโดยไม่จำเป็นจะต้องทำลาย นี่มันมาก เกินไป. ถ้าอยู่แบบวัตถุนิยมก็แปลว่า บุคคลคนหนึ่งกว่าจะตายนี้ ก็แสวงหาความสุข จากวัตถุโดยทำลายวัตถุ ซึ่งเป็นทรัพยากรของธรรมชาติ มีค่าเป็นล้าน ๆ ทีเดียว ตามอุดมคติที่วางไว้. ทีนี้ไม่ต้องถึงอย่างนั้นประมาณว่าคน ๆ หนึ่งอยู่ในโลกกว่าจะตายนี้ ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติคนหนึ่งสักหมื่นสองหมื่นก็พอ นับตั้งแต่อะไรที่กินเข้าไป เครื่องใช้ไม้สอยที่เอามาใช้ ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ; เป็นอยู่แบบหนึ่ง ชีวิตหนึ่ง
น.151 ไม่ต้องใช้น้ำมันเบนซินสักลิตรหนึ่งก็ได้. ส่วนที่เป็นอยู่แบบหนึ่งชีวิตหนึ่ง ใช้น้ำมัน เบนซินเป็นหมื่นลิตร แสนลิตร ล้านลิตร ก็ไม่แน่. เรื่องนี้ต้องจัดให้ถูก คือให้ถูกในทางวัตถุ ; ทางวัตถุจะถูก ก็เพราะ ถูกในทางจิตใจก่อน : ก็ใช้ความรู้ด้านจิตใจ แก้ความจนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า, แล้วก็สร้างความถูกต้องพอดีขึ้นในระหว่างทุกคน, เลยไม่เรียกว่าวัตถุนิยม หรือจิตตนิยม ก็เรียกว่า ความถูกต้อง คือพระธรรม เป็นธรรมนิยม (ถาม) มีปัญหาอีกข้อหนึ่ง เท่าที่ท่านอาจารย์บรรยายมา พอจะสรุปได้ไหมว่า ปัญญาจะไม่เกิดแก่ผู้ ไม่เพ่งพิจารณา, แล้วก็อยากจะเรียนถามว่า การเพ่งนั้นเพ่งอย่างไร ? เพ่ง โดยวิธีใด ? แล้วก็เพ่งอะไร ? (ตอบ) ปัญญาเกิดจากการเพ่งพินิจ หรือการเพ่งพินิจนั้น ก็คือการ กระทำ; เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า ทำวิปัสสนา ทำกรรมฐาน. ถ้าถามว่าเพ่งอย่างไร ? เมื่อพูดโดยรายละเอียดแล้วละก็ วันหนึ่งก็คงจะพูดไม่จบ เพราะมีรายละเอียดมาก ถ้าพูด ให้สรุปสั้น ๆ ในชั้นแรก ก็คือ เพ่งจิตไปที่สิ่งใด สิ่งหนึ่ง ให้จิตรวมกำลัง เป็น จิตที่มีกำลังแรง เป็นสมาธิ, จิตมีกำลังแรง ว่องไวในการคิดนึก ; นี่เพ่งที่หนึ่ง เรียกว่า เพ่งทางสมาธิ ทีนี้พอมีจิตอย่างนี้แล้ว เอาจิตที่เก่งถึงขนาดนี้แล้ว เพ่งลงไปที่ความจริงของ สิ่งที่เราต้องการจะทราบความจริง ผลก็จะออกมาเป็นความรู้ คือวิปัสสนาเห็นแจ้งในสิ่ง นั้นๆ: นี่เราเพ่งทางปัญญาโดยสมบูรณ์. เพ่งสมาธินั้น เพ่งไปที่ตัววัตถุล้วน ๆ ไม่แสวงหาความจริง เพื่อรวมกำลังจิต ฝึกจิตให้มีการรวมกำลัง. พอได้จิตอย่างนี้แล้ว ก็มาเพ่งลงไปที่ความจริง หรือข้อเท็จจริง หรือสิ่งลึกลับอะไรก็ตาม เพื่อให้ออกมาเป็น ความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ.
น.152 เรื่องเพ่ง มีอยู่ ๒ เพ่ง เรียกว่าเพ่งทั้งนั้น ; ใช้คำว่าฌานเหมือนกัน คือ เพ่ง : เพ่งไปที่วัตถุ ก็เกิดสมาธิ, เพ่งไปที่ข้อเท็จจริงของวัตถุ หรือของอะไร ก็ตาม ก็ เกิดปัญญา ; มีรายละเอียดมากมาย เป็นพระคัมภีร์เป็นเล่ม ๆ เกี่ยวกับการ เพ่งฌาน เพ่งสมาธิ หรือเพ่งวิปัสสนา. ต้องปิดประชุมกันที่ เพราะหมดเวลา.
Buddhadasa