น.98 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, เราได้พูดกันถึงโมกขธรรมประยุกต์มาถึงครั้งที่ ๓ ในวันนี้ แล้วก็พูดโดยหัวข้อย่อยตอนนี้ในครั้งที่ ๑ ว่า เป็นปัญหาของคน. ในครั้งที่ ๑ นี้ ก็พูดเป็นโครงเรื่องคร่าว ๆ ทั่วไป ว่า ปัญหาของคน คืออะไร ? ปัญหาของคนเกิดมาจากอะไร ? ความไม่เป็นปัญหานั้นเป็น อย่างไร ? ทำอย่างไรจึงจะไม่มีปัญหา ? ในตอนนี้สรุปได้แต่เพียงว่า ปัญหา ก็คือ ความทุกข์ เพราะว่า ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่มีปัญหาอะไร. เราไม่ต้องกิน ต้องใช้ก็ได้ ถ้าไม่มีความทุกข์. ๗๐
น.99 เดี๋ยวนี้ มีความทุกข์ เพราะไม่มีกิน ไม่มีใช้ ; ถ้าไม่มีทุกข์ เสียอย่างเดียว แล้วก็เรียกว่า ไม่มีปัญหา. ที่ยังมีปัญหาเหลืออยู่ ก็เพราะว่ามีความทุกข์กันอยู่หลาย ๆ แง่ หลายๆ มุม, เหตุให้เกิดความทุกข์ก็เพราะว่า ไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงได้เป็นทุกข์ หรือว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่มีความทุกข์. ที่นี้สำหรับเรื่องทางจิตใจโดยเฉพาะนั้น ก็มีเรื่องความอยากโดยไม่รู้นั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เราต้องอยู่ด้วยวิธีที่จะรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าให้เกิดความอยาก หรือการกระทำโดยความไม่รู้ แล้วปัญหามันก็ไม่มี คือไม่มีความทุกข์. ในครั้งที่ ๒ เราก็พูดโดยหัวข้อว่า ปัญหาของคนอีกนั่นเอง เป็นการ พูด ต่อเรื่องปัญหาของคน ในแง่มุมอื่นๆ เช่นว่า เราไม่สามารถจะบังคับความรู้สึกของเราได้ เพราะมีอวิชชา ความไม่รู้คอยเป็นเจ้ากี้เจ้าการเสียในทุกกรณี ที่เรามีการสัมผัสโลกนี้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเอง แล้วเราก็ทำผิดจนเคยชินเป็น นิสัย ที่เรียกว่าอนุสัย เพราะฉะนั้น เราจึงมีความรู้สึกเร็ว ในการที่จะรัก หรือในการที่ จะโกรธ หรือเกลียด หรือกลัว กระทั่งสงสัย ลังเล วิตก กังวลอะไรต่าง ๆ, เรารู้สึก ว่า มันมีแต่การพ่ายแพ้ คือ มีความทุกข์ ; น้อยครั้งที่เราจะไม่พ่ายแพ้. เราบังคับ จิตให้อยู่ในความถูกต้องไม่ได้ หรือไม่ค่อยจะได้ นี่ก็เรียกว่าเป็นปัญหาอันหนึ่ง. ขอให้ มองดูให้พบตัวปัญหา ที่เกิดอยู่แก่เราจริงๆ อย่าให้มันเป็นเรื่อง ในพระคัมภีร์ หรือเป็นตัวหนังสือล้วน ๆ; อย่างน้อยที่สุด เราต้องรู้จักมันจริงๆ แล้ว กำลังพยายามแก้ไขอยู่ จึงจะเรียกว่าประยุกต์ หรือเรียกตามธรรมดาสามัญในวัดในวานี้ เราก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรม หรือ บำเพ็ญสมณธรรม. นี้ก็เลยหยิบเอาตัวปัญหาขึ้นมาดู ว่ามันเกิดจากอะไร ; ถ้ามันเกิดจากการที่ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ไม่ได้ ก็พยายามที่จะควบคุมไว้ให้ได้ ให้ทันท่วงที. สิ่งที่จะควบคุมอายตนะให้ทัน ได้แก่สติ ทีนี้ การบรรยายเป็นครั้งที่ ๓. อยากจะพูดถึงสิ่งที่จะช่วยให้สามารถควบคุม ให้ได้ทันท่วงทีโดยตรง ฉะนั้น เราจะแก้ปัญหานี้ ด้วยการศึกษาให้รู้จัก สิ่งที่จะควบคุม
น.100 ให้ทันท่วงที เพื่อแก้ปัญหาของคนต่อไป. สิ่งที่ตั้งใจจะพูดในวันนี้ ก็คือสิ่งที่จะเรียก กันสั้น ๆ เพียงคำเดียว ว่า สติ. สิ่งที่เรียกว่า สติ มีประโยชน์ จนไม่รู้ว่าจะพูดกันอย่างไร ให้หมดสิ้นได้ ; แต่แล้วก็ดูคล้าย ๆ กับว่า สตินี้มันอาภัพอับโชคอะไรก็ไม่รู้ คือไม่ค่อยจะมีใครยกขึ้นมา เป็นเรื่องสูงสุด ประเสริฐใหญ่หลวง. เขาพูดถึงกันแต่ปัญญา แต่สมาธิ ถึงอะไรอื่นกัน เสียมาก, แล้วก็มักจะอวดกันด้วยเรื่องมีสมาธิวิเศษวิโส อย่างนั้น อย่างนี้ แล้วก็มี ปัญญาสูงสุด ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่สติ ด้วยคำพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าสติ ให้สมกับที่ว่าสติ มีความสำคัญ. อนึ่ง อยากจะบอกให้ทราบอีกอย่างหนึ่งว่า ความยุ่งยากลำบากก็มีอยู่เหมือน กัน เกี่ยวกับคำพูด ที่เป็นชื่อของธรรมะเหล่านี้ ; คำพูดมันเผื่อ คือมันเกี่ยวเนื่อง โยงกัน, ไม่มีธรรมะอะไรที่จะทำหน้าที่ได้ตามลำพังแล้วสำเร็จประโยชน์. ธรรมะ หลายข้อล้วนแต่เนื่องกัน แล้วทำหน้าที่ได้สำเร็จประโยชน์, จึงเป็นเหตุให้ความหมาย หรือค่าของมันคาบเกี่ยวกัน. โดยเฉพาะคำว่า สติ นี้แล้ว จะมีความหมายที่คาบเกี่ยวไปรอบด้าน ; เราจะมองความสำคัญของสติให้มากเป็นพิเศษ เพราะว่า โดยข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้น คือว่าถ้า ปราศจากสติแล้ว ปัญญา หรือ สมาธิ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร; ยิ่งปัญญา แล้วดูจะยิ่งไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีสติที่จะดึงเอาปัญญามา หรือความรู้นั้นมาใช้ ใน กรณีที่มีเหตุเกิดขึ้น. สมาธิก็เหมือนกัน ถ้าปราศจากสติแล้ว สมาธิก็กวัดแกว่ง จะ กระจัดกระจาย หรือใช้ไม่ได้. ทุกอย่างเป็นดังที่พูดมาแล้วว่า ถึงอย่างไรธรรมะแต่ละชื่อก็ทำหน้าที่ตามลำพัง ไม่ได้ ; ฉะนั้น เราจะพูดว่า สตินี้ทำหน้าที่อะไรเป็นส่วนใหญ่. เพื่อจะให้เป็นธรรม แก่ชื่อธรรมะเหล่านี้ จะต้องนึกให้กว้าง ว่า ธรรมะชื่อหนึ่ง ๆ หรือข้อหนึ่ง ๆ นี่มีหลาย
น.101 ระดับ นับตั้งแต่ธรรมดาสามัญที่สุด จนกระทั่งเราจะมองลงไปถึงว่า แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็มี ถ้าเราจะเอาความหมายของสิ่งที่เรียกว่า สติโดยตรง มาพิจารณาดูให้ดี สติก็มี ลงไป กระทั่งถึงสัตว์เดรัจฉาน : บางทีมันก็มีเป็นสัญชาตญาณน้อย ๆ แฝงอยู่ หรือ เป็นสัญชาตญาณสำคัญ ที่ถูกขีดบังอยู่. ทำไมสัตว์เดรัจฉานมันก็มีความรู้สึกระลึกอะไร ได้ทันท่วงที ในการที่จะต่อสู้ หรือป้องกันภัย หรือแม้ที่สุดแต่เรื่องหาอาหาร ในบาง อย่างคนก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์ ถ้าพูดถึงในขั้นต่ำ ๆ. คนธรรมดาทั่วๆ ไป จะต้องอยู่ด้วยสติ ในความหมายกว้าง ถึงกับเป็น พื้นฐาน ซึ่งเราเรียกกันมากในภาษาไทยว่า สมประดี, สมปฤดี สมฤติ ในภาษา สันสกฤต ซึ่งออกมาเป็นภาษาไทย. และขอแนะเป็นพิเศษว่า ให้รู้จักไว้เสียด้วยเลย ว่า ภาษาไทยนั้นออกมาจากสันสกฤตแทบทั้งนั้น คือไม่นิยมใช้ภาษาบาลีมาแต่เดิม ; พวกที่ ใช้ภาษาสันสกฤต เขาเข้ามาเป็นครูบาอาจารย์เสียก่อนแต่ที่ภาษาบาลีจะเข้ามาสู่ประเทศไทย คือพวกพรามหณ์ทั้งหลาย เขาใช้ภาษาสันสกฤต แล้วก็มาบัญญัติลงในหมู่คนไทย ภาษา ไทยจึงเป็นภาษาสันสกฤตล้วน ที่เป็นคำที่สูงขึ้นมา. คำว่า สติ เป็น ภาษาบาลี, คำว่า สมฤติ เป็น ภาษาสันสกฤต แล้วเราก็รู้ ว่า นั่นแหละเป็นสิ่งที่สำคัญ ว่าเราจะต้องมีสิ่งนี้ ; มิฉะนั้นแล้วเราก็เท่ากับคนบ้า หรือ ว่าเท่ากับคนตาย. สิ่งที่เรียกว่าสติ เป็นพื้นฐานทั้งหมดของความรู้สึก ; ปราศจาก สมปฤดีแล้วก็จะสลบไป หรือว่าเป็นบ้า หรือว่าตายแล้ว ; ความหมายพื้นฐานเป็นอย่างนี้. คำว่า สติ ตามตัวหนังสือ นี่แปลว่า แล่นไปแห่งความคิด ที่เรามาเรียก กันสั้นๆ ว่าระลึกได้ แล้วความคิดมันแล่นไปได้ นั่นก็คือระลึกได้. สติ คือ ความ ระลึกได้ จะเรียกว่า แล่นไป หรือ แล่นมา ก็ได้ ทั้งนั้นแหละ. ภาษาพูดมันดิ้นได้
น.102 อย่างนี้ ; ฉะนั้นการเข้ามามีสติ ก็หมายความว่าเรายังจำอะไรได้อยู่ แล้วความคิดมันก็ แล่นไปตามเรื่อง ที่มันจะต้องคิด หรือจะต้องรู้สึก เมื่อคนคลอดออกมา ก็ มีการสัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็ จำสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนั้นไว้ได้ เพิ่มมากขึ้น ๆ ; นี่เป็นสิ่งที่ว่ามีการ สะสม เอาไว้ สำหรับเป็นความรู้ เป็นการศึกษาโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ. ครั้นต่อมา มีอะไรเกิดขึ้น ที่ความคิด หรือจิต หรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ; จิตจะต้องแล่นไปยัง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันก็แล่นไปยังสิ่งนั้น. เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ความรู้สึกนี้ก็แล่นไปทันเวลา และถูกต้องตามเรื่องตาม ราว; เพราะฉะนั้นเราจึงทำอะไรถูกมากขึ้น ๆ และสามารถที่จะระลึกนึกได้ว่าอะไร เป็นอย่างไร, อะไรเป็นอย่างไร, จนกระทั่งว่า มันถึงขนาดมาตรฐานของมัน, ระบบหนึ่ง เรียกว่า สมปฤดีของคนเรา มีอยู่อย่างนี้เราต้องไม่ขาดในส่วนนี้. ความเป็นอยู่ ในชีวิตประจำวัน ย่อมเต็มไปด้วยสติ หรือ สมปฤดี พูดถูก คิดถูก ทำถูก แม้แต่เดิน ก็จะไม่ตกล่อง ไม่สะดุดหกล้ม หรือไม่อะไร ทุกอย่าง. นี่ไม่ใช่ว่า จะทวงบุญคุณ ให้แก่สิ่งที่เรียกว่าสติ ; แต่แท้จริงมันมีบุญคุณ มากอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ค่อยจะขอบคุณมัน เราเป็นสัตว์เนรคุณเสียเอง แล้วมันก็ไม่ช่วย เรามาก เท่าที่ควรจะช่วย เราเลยกลายเป็นผู้ขาดสตินั้นเสีย เป็นส่วนมาก. ขอให้พิจารณาดูให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสติ ในเรื่องเป็นอยู่อย่างธรรมดาสามัญ ในชีวิตประจำวัน ของสิ่งที่มีชีวิตทั่ว ๆ ไป จะต้องมีสติ แล้วจึงจะสูงขึ้นมาถึงระดับ มนุษย์ผู้มีปัญญา ก็ต้องยิ่งมีสติมากขึ้น. ถ้าสูงขึ้นไปถึงกับการที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ต้องมีสติที่ดีกว่านั้นมาก, สมบูรณ์ หรือรวดเร็ว หรือว่องไวยิ่งกว่านั้นมาก ; ตั้งแต่ต้นจนปลาย นี้ก็คือเรื่องของสติ.
น.103 ที่เขาพูดไว้เป็นหลักธรรมก็มี ว่า พระอรหันต์คือผู้ที่มีสติสมบูรณ์ ผิดไม่ ได้ในเรื่องของสติ แต่ว่าเรื่องนี้ยังสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ยากที่จะเอามาพูดในเวลาอันสั้น ว่ามีสติสมบูรณ์โดยแท้จริง หรือเป็นพระอรหันต์นั้น คือ อย่างไร ถ้าจำเป็นก็เอาไว้พูด กันวันอื่น เพราะยาวเกินไป. บัดนี้จะพูดกันแต่เพียงว่าในกรณีธรรมดาสามัญ นี้แหละ เรายังมีสติไม่พอ แล้วเราก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่สติ หรือปรับปรุงในส่วนที่เรียกว่าสติ ; เราไปชอบ สิ่งที่หรูหรา มีหน้ามีตาหรูหรา เช่นคำว่า ปัญญา อย่างนี้เป็นต้น. นี้ไปคิดดูเอาเอง ให้เห็นเถิด แม้เราจะมีความรู้วิเศษวิโสอย่างไร ถ้าไม่สามารถเอามาใช้ให้ทันท่วงที และ ให้ถูกต้องพอเหมาะพอดีแล้ว ความรู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร. สิ่งที่ไปเอาความรู้มา ทันท่วงที และทำให้พอเหมาะพอดี และให้ถูกเรื่องถูกราวนั้น คือสิ่งที่เรียกว่าสติ สติ มีพร้อมทั้งสัมปชัญญะ และปัญญาทันท่วงที มีคำพูดที่เรียกเป็นคู่แฝดกันว่า สติ และปัญญา คล้าย ๆกับว่า มีน้ำหนัก เท่า ๆ กัน ; แต่ผมก็ยังเห็นว่า มันสู้สติไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า สตินั้น ก็มิได้ขาดสิ่ง ที่เรียกว่าปัญญา มันเป็น ปัญญาที่พอดี เป็นปัญญาที่มาทันท่วงที เป็นปัญญาที่ถูกนำ มาใช้รวดเร็ว นั้นแหละคือ สติ อีกคำหนึ่ง เรียกว่าสัมปชัญญะ ซึ่งคู่กันกับคำว่าสติ คือสติสัมปชัญญะ. สัมปชัญญะนี้เขามักจะจัดให้เป็นพวกปัญญา ก็ได้เหมือนกัน ; แต่ สัมปชัญญะ นั้นคือ สิ่งที่สติเอามาตั้งไว้ เป็นหลักสำหรับต่อสู้ หรือสำหรับแก้ปัญหา. นี้ก็ได้พูดแล้วว่า สตินี้คือ ความระลึกได้ ไประลึกเอาความรู้มา เฉพาะความรู้ที่จำเป็นแก่กรณีเท่านั้นแหละ ไม่ต้องเอามาตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์อะไร, แล้วทำให้ความรู้นั้นคงอยู่ตลอดเวลา ที่ยังต้องใช้ความรู้นั้น เขาก็เรียกว่าสัมปชัญญะ
น.104 ถ้า ขาดสติ เสียแล้ว สัมปชัญญะก็ไม่มี เพราะไม่มีใครวิ่งไปเอาความรู้มา ; และถ้าสติวิ่งไปเอาความรู้มาได้ทันท่วงที แต่แล้วรักษาไว้ไม่ได้ สัมปชัญญะมันก็ไม่อยู่ มันหายไป ก็เลยไม่สำเร็จประโยชน์อีกเหมือนกัน. ฉะนั้นเราจึงมองเห็นภาพพจน์ของสติ ว่าไปเอาความรู้มา แล้วก็ใช้อยู่ตลอดเวลาที่มีปัญหา หรือมีเรื่องราว. พึงรู้ไว้ว่า สติ คือ เอามา, เอาความรู้ คือ ปัญญา สำหรับดูดเอามา, แล้วก็มี สัมปชัญญะ คือ คุมไว้อยู่ตลอดเวลา ; คล้ายกับสามเรื่อง จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ในการที่คนจะมีสติ สำหรับจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ในการป้องกันอันตราย หรือว่าในการแสวงหาประโยชน์ หรือว่าในการบริโภคผลของการงาน. การที่ ธรรมะ ของเรา ต้องเนื่องกันนี้ อย่าลืมเสีย จะได้ไม่พูดผิด ๆ เพราะ อาศัยความไม่รู้ แล้วก็ไปยกย่องธรรมะข้อนั้นข้อนี้เพียงอย่างเดียว. )สิ่งที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่นว่า ขวาน มันจะสำเร็จประโยชน์ได้อย่างไร ถ้าไม่มีด้าม; ถ้าขวานไม่มีด้าม มันก็ เป็นขวานที่ทำหน้าที่อย่างขวานไม่ได้. นี่สติ ถ้าไม่มีสัมปชัญญะ ก็เหมือนกัน จะทำ หน้าที่ไม่ได้ •และยังจะต้องมีคนที่จะหยิบขวานขึ้นมาพันลงไป ซึ่งเหมือนกับปัญญา ขวานนั้นจึงจะเป็นขวานที่สำเร็จประโยชน์ หรือทำหน้าที่. ความเนื่องกันอย่างนี้แหละ มีอยู่ในธรรมะทั้งหลาย จึงเป็นเหตุให้ยากหน่อย หรือไม่ง่ายนัก ในการที่เราจะมีธรรมะ. ถ้าขาดสติ จะเกิดความประมาทเสียหายมาก เพื่อเข้าใจคำว่า "สติ" ดี เราก็ดูไปยังสิ่งที่เรียกว่า ขาดสติ ในกรณีทั่ว ๆ ไป ก็เรียกว่า มีความประมาท หรืออวดดี เมื่อมีความอวดดีก็คือประมาท ; เมื่อประมาท ก็ขาดหลาย ๆ อย่างในความอวดดี ในความประมาท : มีความสะเพร่าเสียเป็นส่วนใหญ่ มีความรู้ไม่พอ ขาดความรู้ แล้วมีกิเลสอย่างอื่นเข้ามากลุ้มรุม แล้วดึงไป จูงไป แล้ว ก็เกิดความประมาท เกิดความอวดดี ; อย่างนี้แหละคือ สิ่งที่เรียกว่าขาดสติ คือไม่มี ความระลึกอย่างถูกต้อง, อยู่ในความอวดดี หรือความประมาท
น.105 เมื่อมีความไม่รู้ ก็เป็นเหตุให้ไม่รู้ตัว ; ไม่มีสัมปชัญญะ ก็คือไม่รู้ตัว ขาด ความรู้และขาดความรู้ตัว. จะดูที่คนบ้าก็ได้ ง่ายดี เห็นชัดดี. ทีนี้ยังไม่ถึงกับบ้าหรือคลั่ง แต่เป็นคนอวดดี เป็นคนขี้อวดสนุกสนานอยู่ด้วยความอวด ก็เลยไม่รู้ว่า มันผิดหรือถูก หรือมันพอดีอย่างไร ก็คือความไม่มีสติ ; เอามาเทียบเคียงกันดู ก็จะรู้จักความมีสติ. ปัญหาในการขาดสติ จำต้องมีวิธีแก้ไข ทีนี้ ก็มาถึงตัวปัญหา ที่ตั้งใจจะพูด ว่า เรามักขาดสติ กันเสียเรื่อย เป็น ความยากลำบากเหลือเกินที่จะมีสติ; จะทำอย่างไร เราจึงจะแก้ปัญหานี้ได้ คือมี สติที่เพียงพอ ตามสมควรแก่กรณี ในทุก ๆ กรณีไป ? เรื่องนี้ถ้าจะพูดกันให้หมด คงพูด ไม่ได้ใน ๒ - ๓ ชั่วโมง ; แต่นี่เราจะพูดให้รู้จักกันได้ภายในเวลาอันสั้น มันก็ต้องรวบรัด พอสักว่าเป็นเค้าโครง และเป็นหัวข้อ : - ๑. อย่างที่ได้พูดมาแล้วว่า สตินั้นมันเนื่องถึงความระมัดระวัง ; เราก็หามา ที่ไม่รู้ก็เรียนให้รู้. พอรู้แล้วก็ มีความระมัดระวัง อย่าให้พลาด หรือ ทำผิดใน โอกาสที่จะต้องใช้ความรู้ แล้วเราก็ ต้องมีอุปกรณ์อื่นๆ คือธรรมะอื่นๆ; เช่น ความกลัว หรือ ความละอาย ซึ่งเรียกว่า หิริ แปลว่า ความละอาย, โอตตัปปะ แปลว่า ความกลัว นี้เป็นเครื่องช่วยให้ไม่ขาดสติอย่างยิ่งทีเดียว ; ถ้าลงว่า คนเรา ไม่กลัวหรือไม่ละอายแล้ว มันก็ไม่มีความสำรวม ในการที่จะมีสติ, เราจะต้องรู้จักสิ่งที่ ควรละอาย หรือควรกลัว มาช่วยกันเข้ากับความรู้. ๒. อีกอย่างหนึ่งก็อย่าไปทำสิ่งที่เป็นเครื่องทำลายสติ อย่าไปหลงกับเหยื่อ ล่อ อะไรต่าง ๆ ที่ไปทำให้เกิดความเผลอสติ โดยทั่ว ๆ ไปก็คือ สิ่งมึนเมา : จะมึนเมา ในทางกาย ทางวัตถุ ทางร่างกาย หรือมึนเมาทางจิตทางวิญญาณ ชนิดไหนก็ตาม ; ถ้าเป็น เรื่องเหยื่อล่อ เป็น เรื่องให้มึนเมา แล้ว ก็ เป็นเครื่องทำให้ขาดสติทั้งนั้น. ฉะนั้น อย่าให้มันเข้ามา พยายามที่จะ หาอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยให้มีสติ นี้ให้ครบถ้วน.
น.106 ถ้าเอาพระมาแขวนคอ ก็อย่าแขวนอย่างงมงาย ต้องให้เป็นอุปกรณ์ที่จะมีสติ นึกวูบเดียวออกไปถึง วิชชา ความรู้, แล้วก็เป็นหนทางที่จะให้วิชชา ความรู้นี้มาช่วย อย่างนี้ก็จะสำเร็จประโยชน์ในการที่เรามีอุปกรณ์ สำหรับทำให้เกิดสติ ๓. เมื่อพูดโดยหลักทั่วไป เราต้องมีความรู้ก่อนว่า อะไรเป็นอะไร, และเราก็ต้องขยันที่จะศึกษาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเก็บไว้ในคลังของเรา ที่เขาเรียก ว่า สัญญา - ความจำได้หมายรู้ อะไรทำนองนี้; ดังนี้ การศึกษาจึงเป็นสิ่งแรกที่จะ ต้องมี ให้มีความรู้เป็นพื้นฐาน. ทีนี้ก็ฝึกฝนการที่จะนึกถึงความรู้ คือตัวสตินั่นเอง ว่าจะ เอาความรู้ข้อไหนมาใช้ ในกรณีอย่างไร, แล้วยังต้องฝึกหัดให้เร็วด้วย. ถ้าไม่เร็ว แล้ว ก็ไม่ทันกับข้าศึกคือกิเลส ซึ่งมันเร็วมาก ไวมาก ; อย่างที่ได้พูดแล้วเมื่อวาน ในเรื่องของอนุสัย คือมันหมักหมมไว้ ซึ่งความเคยชินแห่งการเกิดของกิเลส มันเร็วมาก ในการที่จะเกิดกิเลส. ฉะนั้น สติก็จะต้องไวกว่า จึงจะป้องกันการมาของกิเลสได้. ๔. การทำให้ชำนาญ นี้เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ภาวิตา - ทำให้มีขึ้น, พหุลีกตา - ทำให้มาก ทำให้ชำนาญ ; นี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของความไม่ประมาท. การศึกษาเล่าเรียนการปฏิบัติกรรมฐานอะไรก็ตาม มันอยู่ใน ความหมายนี้ คือทำให้มาก ทำให้ชำนาญไว้เรื่อย ในส่วนวิชชาความรู้ ตลอดถึงการมีสติ ก็ฝึกกันถึงขนาดที่เรียกว่า จะไม่ทำอะไรก่อนมีความรู้สึก การฝึกรู้สึกตัวก่อนกระทำใด ๆ ช่วยให้มีสติมั่น การที่เขามีวิธีฝึก ที่เรียกว่า สัมปชัญญะปัพพะ - จะเคลื่อนไหวอิริยา- บถใด ก็ให้รู้สึกตัว มีสัมปชัญญะทุกๆ อิริยาบถ ก็มุ่งหมายอันนี้คือว่า เราจะไม่ ยอมให้ กาย หรือวาจานี้ หรือจิตก็ตามไหวไป เคลื่อนไป ทำหน้าที่ไป โดยปราศจาก ความรู้สึกตัวเสียก่อน ; ฉะนั้น จึงขยายมากออกไป จนดูคล้าย ๆ กับว่า น่าหวัว หรือ ว่าบ้า ๆ บอ ๆ อะไรนี้ ดังเช่น : -
น.107 เราจะยกเท้าขึ้น จะก้าวเท้าไป จะเหยียบเท้าลง ก็ระลึกว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ นี้ไม่ใช่เป็นเรื่องงมงาย ; เป็นเรื่องที่จะฝึกบทเรียน ที่ว่า จะมีสัมปชัญญะ ก่อนที่จะกระดิกอะไรออกไป. ในที่สุดจะได้ผลถึงกับว่า ไม่คิดอะไร ลงไป ก่อนที่จะรู้สึกตัวเสียก่อนว่า เราจะต้องคิดเรื่องอะไร, ไม่ทำ ไม่พูด ก่อนที่จะ รู้สึกตัวเสียก่อน ว่าเราจะทำอะไร, แล้วก็จะเป็นการจำได้แม่นยำ มั่นคง ว่า เราได้ ทำอะไร. คนที่ลืมของ ก็คือคนที่ไม่มีการฝึกอย่างนี้ ไม่มีสติอย่างนี้ ไม่มีสติส่วนนี้, คนที่ลืม ว่าใส่กลอนประตูหน้าต่างแล้วหรือยัง นี้ก็เป็นห่วง วิตกกังวลอยู่ ; เพราะว่า ไม่มีสติในข้อนี้เมื่อก่อนแต่ที่จะปิดประตู หรือใส่กลอนนั้น. ถ้าเป็นคนที่ฝึกมาในรูปนี้ แล้ว เขาจะปิดประตู หรือใส่กลอนลงไปด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วก็ไม่ลืม ไม่ลืมแน่นอน และก็แน่ใจ หรือว่า พอนึกขึ้นมาก็นึกได้ว่า เราได้ใส่กลอนแล้ว ได้บิดประตูแล้วอย่างนี้. ทีนี้เรื่องใหญ่ ๆ ก็ยิ่งต้องการมาก. ขอให้ฝึกสติในลักษณะที่ว่า รู้สึกตัวก่อนเสมอ เมื่อจะมีการเคลื่อนไหว ทางกาย ทางวาจา ทางใจ. การเคลื่อนไหวไปนั้น เคลื่อนไหวไปอย่างถูกต้อง ด้วยความรู้ ที่เราได้ศึกษาอบรมว่า จะต้องทำอย่างไร. ถ้าเป็นเรื่องบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ทำสติปัฏฐานเป็นความรู้ เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่จนเคยชิน ; นี่ก็ จะมีความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วิ่งเข้ามาทันท่วงที ที่สัมผัสกันเข้ากับอารมณ์ นี้คือ วิชชาวิ่งมาทันท่วงที ด้วยอำนาจของสติ ในขณะที่มันสัมผัสกันเข้ากับอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี้. ที่กล่าวมานั้น หมายความว่า โดย ลับหลังกิเลส ลับหลังข้าศึกนี้ เขา ต้อง เตรียมพร้อมด้วยการฝึกสติ; พอเกิดเรื่องขึ้นมาก็สามารถที่จะใช้สติ ที่สมบูรณ์ ด้วยความรู้ และความระลึก ในการใช้ความรู้ให้ถูกต้อง ให้ทันแก่เวลา. ฉะนั้น
น.108 จึงฝึกกันในทุกอิริยาบถ ฝึกกันในทุกแขนงของสิ่งที่จะต้องเกี่ยวข้อง, แล้วส่วนใหญ่ที่ สุดก็คือ เรื่องที่จะทำให้เกิดกิเลส และความทุกข์. นี่ถือว่า เป็นปัญหาสำคัญที่สุด ไม่ใช่มาฝึกแต่เพียงว่า เดินไม่สะดุด เดินไม่หกล้ม เดินไม่ตกล่อง นี้มันน้อยเกินไป .. มีความละอายและกลัว จะช่วยให้มีสติมากขึ้น พอทำพลาดไป ก็ละอายเกินกว่าที่จะละอาย ; ถ้าเราได้ เผลอจนกิเลสเกิดขึ้น เป็นความรักก็ดี เป็นความโกรธก็ดี จะต้องมีความละอายเหลือที่จะกล่าวได้. ตอนนี้ คงจะยาก ที่จะสร้างความละอายให้มีมากพอ เพราะว่าไม่มีใครมารู้มาเห็นการกระทำ ของเรา และเมื่อเรามีสันดานแห่งคนพาล คนคดโกง มันก็ไม่ละอาย ; ฉะนั้นจึงต้อง การความซื่อตรงต่อธรรมะ ต่อตัวเอง แม้ไม่มีใครรู้ ก็ยังละอาย ; ยิ่งละอายมากเท่าไร มันก็ยิ่งเผลอยากเท่านั้นสำหรับครั้งต่อไป. ทีนี้ก็เลยไปถึง ความกลัว ถ้าพูดอย่างภาษาวัด ๆ นี้ก็ว่า กลัวภัยในวัฏฏ- สงสาร ; พวกคุณก็อาจจะหัวเราะเยาะ เมื่อเราพูดว่า กลัวภัยในวัฏฏสงสาร. นี้หมาย ความว่า ในการมีชีวิตอยู่วันหนึ่ง ๆ นั้น คือการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร ; มีความ ต้องการ - มีการกระทำ - มีการได้ผลของการกระทำ - เสวยผลของการกระทำ, แล้ว ก็อยากทำ - แล้วก็ทำ - แล้วก็เสวยผลของการกระทำ อย่างนี้ตลอดวัน ; นี่เรียกว่า วัฏฏสงสาร. เรา กลัวภัยในวัฏฏสงสาร ก็คือกลัวความทุกข์ ที่เกิดขึ้นมาจากการทำ ผิดพลาดในวัฏฏสงสารนั้น เพราะขาดสติ ถ้าเรามีความกลัวมาก ก็ป้องกันได้มาก ; เดี๋ยวนี้เราไม่กลัว เพราะมัน เป็นเรื่องอยู่ในใจ ใคร ๆ ก็ไม่เห็น, หรือมันจะร้อนเป็นไฟอย่างไร เราก็หน้าด้านทนได้ ไม่กลัวข้อนี้ แล้วก็ไปหาอะไรมากลบเกลื่อนกันไป ตามเรื่องตามราว จนเรื่องของ กิเลสกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง, เรื่องของบาปกลายเป็นเรื่องของดีไปเสีย ; ฉะนั้น สติก็ ไม่ถูกฝึก ไม่เพิ่มความเคยชินในการที่จะมีสติ แล้วจะไปโทษใคร.
น.109 เดี๋ยวนี้ก็มาบ่นกันแต่ว่า เรามีสติไม่พอ. ทำไมเราจึงมีสติไม่พอ ? ก็ได้ แต่บ่นไปเท่านั้น, ไม่พยายามสอดส่อง ให้พบว่า ทำไมจึงมีสติไม่พอ, แล้ว แก้ไขเสีย ให้พอ. ความไม่มีสติเป็นความประมาท ความไม่มีสติ เรียกว่า ความประมาท ; พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความ ประมาทคือความตาย, คนที่ประมาทแล้ว คือคนตายแล้ว ; แต่มันก็ตายในภาษา ของพระพุทธเจ้า ซึ่ง คนธรรมดา ก็ไม่ค่อยจะพังถูก หรือไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ยอมรับ ฉะนั้น คนที่ปราศจากสติ ประมาท ขี้เมา หรืออะไร เขาจึงไม่ยอมรับว่า นี้เป็นความตาย หรือเป็นความสูญเสียความเป็นมนุษย์ ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง. เมื่อพูดถึงว่า "ความประมาท คือความตาย, ความไม่มีสติ คือความ ตาย" นี้ ต้องทราบกันไว้ว่า เขาพูดในภาษาอื่น จากภาษามนุษย์ธรรมดา ; และก็ อยากจะบอกไว้เสียเลยว่า บางคนยังไม่ทราบว่า ในพระบาลีไป ๆ มา ๆ ก็พบคำ ๒ คำว่า “ทิฏฐธรรม" คือในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว, แล้วก็ "สัมปรายิกะ" คือ อันอื่น ๆ, อันอื่นไปจากที่สัตว์ธรรมดาเห็น. สัมปรายิก อย่ามีความหมายแต่เพียงว่า ภพหน้า ชาติหน้าอะไร ; ถูกแล้ว ภพหน้า หรือชาติหน้า หลังจากเข้าโลงแล้ว มันก็ไม่มี ใครเห็น ก็เรียกว่าอันอื่น จากที่มนุษย์เห็น ก็ได้เหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้ คำทั้งสองที่กล่าว มิได้ใช้อย่างนั้น : ทิฏฐธัมมิกะ หมาย ความถึง ที่คนธรรมดาฝั่งได้ถูกทันที พูดกันได้ทันที รู้เรื่องกันได้ทันที ; นี่เรียก คำพูดชนิดนี้เป็น ทิฏฐธัมมิกะ, ส่วน สัมปรายิกะ นั้น เป็นคำพูดประเภทที่ต้องศึกษา โดยผู้รู้ จากผู้รู้ หรือว่าผู้ที่รู้เขามองเห็น, แล้วเขาเอามาพูดมาสอน. เช่นคำที่พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ความประมาทเป็นความตาย" อย่างนี้ : -
น.110 "ความตาย" คำนี้ เป็นภาษาสัมปรายิกะ ที่คนธรรมดาจะไม่มองเห็นเอง หรือไม่มองเห็นได้ทันที ; จะต้องรู้ ต้องศึกษา. เราก็ควรจะศึกษาคำชนิดนี้ไว้บ้าง เพราะว่ามันจะช่วยได้ ; เราจะได้กลัวความตาย ที่ตายแล้วตายอีก, ตายแล้วตายเล่าอยู่ เป็นประจำวัน. พอ ขาดสติทีหนึ่ง ก็ถือว่า เป็นความตายที่หนึ่ง, พอ มีสติอยู่ก็ เรียกว่ามีชีวิตอยู่. รู้จักความตายชนิดนี้กันเสียบ้าง แล้วก็จะกลัวความตาย, หรือว่า จะเกิดความละอาย ว่าเราเป็นคนตาย ก็ละอายเพื่อนกัน, หรือกลัวความทุกข์ทั้งหลาย ที่เกิดขึ้น. มีความละอายและความกลัวให้มาก จะไม่ประมาท เท่าที่ผมสังเกตเห็น รู้สึกว่าคนยังขาดอยู่ในส่วนนี้มากกว่าส่วนอื่น คือ ขาด ความละอายและความกลัว ; ในเมื่อทำผิดพลาดลงไปเกี่ยวกับสติ ก็ไม่ค่อยละอาย และไม่กลัว เราจึงไม่มีสติให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ความรู้นั้นจะพอมีได้ แต่ว่าก็เหยียบ ความรู้ไปเสียด้วยความประมาท ด้วยความไม่ละอาย และด้วยความไม่กลัว. ฉะนั้น ขอให้ตั้งต้นกันใหม่ด้วยเรื่องของความละอาย และความกลัวต่อผลที่จะเกิดขึ้น จากการ ไม่มีสติ, จากความพลาดในเรื่องของสติ ; แล้วเราก็จะมีสติดีขึ้น ในเรื่องโลก ๆ เราละอาย เราก็ไม่กล้าทำผิด เช่นไปเดินหกล้มให้เพื่อน หัวเราะ หรือว่าตกท่อถนนให้เขาพากันหัวเราะ หรือว่าไปทำผ้าหลุดให้เขาโห่ อย่างนี้ มันละอาย ; ความละอายอย่างนี้เป็นได้, กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ และก็อายกันจริงๆ ด้วย. แต่ที่เรื่องที่จิตที่ใจจะตกเหว ตกนรก ตกอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เกิดความกลัว ไม่ละอาย ; ซึ่งที่ถูกมันน่าละอายกว่ามาก. ถ้า พูดกันในภาษาสัมปรายิกะ คือภาษาของพระอริยเจ้า ที่คนธรรมดาฟัง ไม่ค่อยรู้เรื่อง นี้ น่าละอายที่สุด คือความปราศจากธรรมะ หรือปราศจากสติ ฉะนั้น ขอให้สนใจในส่วนนี้ แล้วก็สร้างให้เกิดความละอายความกลัว ในภาษาธรรม,
น.111 ภาษาสัมปรายิกะนี้ เรียกว่า ภาษาธรรมก็ได้ ; ส่วนอีกอันหนึ่งก็เป็นภาษาคน คือภาษา ธรรมดา ทิฏฐธัมมิกะ เด็ก ๆ ก็พังออก. ขอให้กำหนดเอาหัวข้อไว้ให้ครบถ้วนให้ดี ๆ ว่า ผมเอาเรื่องที่จะต้องพูดกัน หลายวันจบ มาพูดกันในครึ่งชั่วโมง. คุณจะต้องเก็บเอาหัวข้อให้ดีๆ ให้ถูกต้อง ว่า สติ นี้คือตัวชีวิตนั้นเอง ในทางคุณค่าของมัน ; ปราศจากสติเมื่อไรก็ตาย ตายใน ทางร่างกายนี่แหละ ไม่ใช่ตายทางภาษาสัมปรายิกะอะไร. ลองปราศจากสติ มันก็ชนต้นไม้ตายตรงนี้แหละ, ลองดูก็ได้ เดี๋ยวอาจ จะพลัดตกตลิ่งนั่นลงไปตาย. นี่ตายทางร่างกาย เพราะว่าขาดสติ ; เดี๋ยวนี้ ส่วนนี้ ไม่ค่อยขาด เพราะเป็นธรรมดาสามัญ. แม้แต่ลิงที่มันกระโดดอยู่บนต้นไม้ มันก็ยังไม่ ขาดสติ ; ฉะนั้น คนก็พอจะมีสติในส่วนนี้ ว่าตัวสตินั่นแหละ คือตัวประคองชีวิตอยู่ ; ปราศจากสติถึงขนาดสุดเหวี่ยงอย่างนั้นแล้ว มันต้องตายแน่. เพื่อไม่มีความทุกข์ ต้องมีสติสูงขึ้นโดยลำดับ สติอีกชั้นหนึ่ง ชั้นที่สูงขึ้นมาเมื่อเรามีสติในส่วนที่ไม่ต้องตายแล้ว เหลืออยู่ มีชีวิตอยู่จะต้องทำอย่างไรต่อไป ชีวิตนี้จึง จะไม่มีความทุกข์ หรือจะไม่ชอกช้ำระส่ำระสาย โกลาหลวุ่นวาย ต้องเป็นสติที่สูงขึ้นมา สำหรับมนุษย์ในชั้นดี. ทีนี้ ก็ยังมีอันตราย คือกิเลส อันเป็นข้าศึกแฝงอยู่อย่างลึกลับ ; ต้องมีสติ อีกประเภทหนึ่งเพื่อ ต่อสู้ และ กำจัดกิเลส ประเภทนี้. ถ้าทำได้ดี ก็เป็นการ บรรลุมรรค ผล นิพพาน คือ เป็นมนุษย์ชั้นสูงสุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะพึงได้รับ ก็เพราะมีสติในระดับสูงสุด. สติ นี้คืออะไรก็ไม่รู้ ถ้าพูดภาษาศาสนา เรียกว่าเป็นธรรมอันหนึ่ง, เป็น ธรรมข้อหนึ่ง สิ่งหนึ่ง ชื่อหนึ่ง สำหรับ นำมาซึ่งความรู้ที่ถูกต้อง ทันแก่เวลา
น.112 พอเหมาะ พอดี ตรงตามปัญหาที่มันเกิดขึ้น, แล้วแก้ปัญหานั้นได้ คือ ดับความทุกข์ได้. นี่เราต้องมีปัญญา คือสิ่งที่ สติจะได้ขนเอาไปใช้แก้ปัญหาให้เพียงพอ แล้วก็มีการ บังคับควบคุมที่ดี ที่ถูกต้อง ให้โอกาสแก่สติ ที่มันจะทำหน้าที่ของมันให้ลุล่วงไป. โดย หลักใหญ่ ๆ โดยส่วนรวม มันก็เป็นอย่างนี้ ถ้าพลาดเผลอไปก็อย่าประมาท คือ ไปถือเสียว่า "ไม่เป็นไร ๆ" แล้วทีหลัง มันก็จะพลาดอีก แล้วก็จะพลาดง่ายยิ่งขึ้น. เราจะต้องถือว่า "เป็นไร" ทีเดียว เป็น เอามาก ๆ ด้วย จะไม่เห็นว่าเป็นของเล็กน้อยเลย ; เป็นผู้ขาดสติไปเพียงนิดเดียว แม้ยังไม่ได้เสียเงินเสียทอง หรือเสียหายอะไรมากมาย ก็เสียใจมาก ละอายมาก กลัวมาก ว่านี้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับจะฉิบหายแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้ว. ขอให้ถือว่า แม้แต่ลืมปิดประตู ลืมใส่กลอนประตู นิดเดียวเท่านั้น ก็ถือว่า มันเป็นจุดตั้งต้น สำหรับจะเป็นคนไม่มีสติ แล้วก็จะทำอะไรเสียหายต่อไป. เดี๋ยวนี้ ทำแก้วน้ำตกแตกไป ก็ไม่เห็นรู้สึกอะไร ; นี้มันคือ ความด้านต่อการที่จะมีสติ. ต้องไปฝึกหิริโอตตัปปะ - ความละอาย และความกลัว ในเมื่อมีการขาดสติ ; ในที่สุด ก็จะแก้ปัญหาของตนได้ ในข้อที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีสติ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เรากำลัง มีปัญหา คือขี้มักจะขาดสติ, หรือขาดสติอยู่เป็นประจำ. ที่กล่าวมานี้ โดยสังเขปโดยย่อ เมื่อกล่าวถึงเรื่องของสติ ซึ่งก็มีอยู่อย่างนี้ ได้พูดพอได้ใจความของเรื่องสติแล้ว. ทีนี้ผมก็จะต้องหยุดพูดให้คุณถาม เพื่อความ เข้าใจที่สมบูรณ์ ; ฉะนั้น ยังไม่เข้าใจส่วนไหนก็ขอให้ถาม, ถามอยู่แต่ในขอบเขตของ เรื่องที่เกี่ยวกับสติ. นิมนต์ได้. คำอธิบายตอบปัญหา (ถาม) ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์บอกว่า การเป็น คนขาดสติก็คือความประมาท และความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ก็หมายความว่า เรา
น.113 ตายแล้ว, แล้วท่านอาจารย์เคยบอกว่า "นิพพานคือตายเสียก่อนตาย" อยากจะให้ท่านอาจารย์ อธิบายความหมายคำว่า ตายทั้งสองคำนี้ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ? (ตอบ) นี่นอกเรื่องแล้ว นอกเรื่องของสติแล้ว ไปเอาเรื่องธรรมะอย่าง ชั้นอื่นมาถาม ; แต่เพราะเหตุว่า พูดถึงตายก็ดีเหมือนกัน, ถามแล้วจะไม่ตอบ เดี๋ยว จะว่าอย่างนั้นอย่างนี้. ถ้าถามอย่างนี้ ผมก็ตอบว่า เรามีสติที่จะตายเสียก่อนตาย มากกว่า; เพราะว่า ตายเสียก่อนตาย ในความหมายนี้นั่นแหละ คือผลของการมีสติ ที่สมบูรณ์. ที่นี้ก็มีสติ อย่าให้เกิดรู้สึกเป็นตัวกู - ของกูขึ้นมา ; เมื่อไม่เกิดรู้สึกเป็น ตัวกู - ของกูขึ้นมานี้ก็เรียกว่า ตัวกูมันตาย. ของกูมันตาย, ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ เราทำลายความรู้สึกว่า ตัวกู - ของกู ให้หมดไปเสียก่อน นี่เรียกว่า ตัวกู - ของกูมันตาย ไปหมด ก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย, ก็หมายความว่า เรามีสติสมบูรณ์ ไม่เปิดโอกาสให้ ตัวกู - ของกูเกิดขึ้น อย่างนี้จะเป็นพระอรหันต์. ถ้า ตัวกู - ของกูตาย ได้จริง คือตายได้จริงก่อนตาย นั้นคือความเป็น พระอรหันต์ ไม่มีตัวกูที่เป็นอุปาทานเหลืออยู่ มันก็ละอหังการ มมังการ มานานุสัยได้, แล้วเป็นพระอรหันต์. นี้เป็นภาษาสัมปรายิกะอีกคำหนึ่ง ที่ว่า "ตาย" คือตายแห่งตัวกู ไม่ใช่ตายแห่งโวหารธรรมดา. ที่ว่า ความประมาทคือความตาย นั้นมันคือ ตายแห่ง ภาษาธรรมดา อีกชั้นหนึ่ง ; ถ้ามาเทียบกับตายอย่างนี้ มันก็คนละเรื่อง. ถ้ามีสติสมบูรณ์จริง เมื่อกระทบกับอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็จะไม่เกิดความผิดพลาด ที่จะเป็นสัมผัส เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ตายอยู่เรื่อย และไม่ เกิดเลย ; "ตายอยู่เรื่อย" ในความหมายนี้ คือว่า ตัวกูไม่รู้จักผุดจักเกิดเลย มันก็ ไม่ได้เกิดเลย จึง ไม่มีความทุกข์. เรื่องไม่ผุดไม่เกิดนี้ มีคนด่าพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าสอนนี้สอนลัทธิ ไม่รู้จักผุดรู้จักเกิด ; เพราะคนในอินเดียสมัยนั้น เขาถือกันว่า คนไม่รู้จักผุดรู้จักเกิด
น.114 เป็นคนบาปหนา กรรมหนา. นี้เขาค่าพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้สอนลัทธิไม่รู้จักผุดรู้จักเกิด. พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า "จริงซิ ฉันก็สอนลัทธินี้จริง แต่ว่า ไม่รู้จักผุดจักเกิด ในอย่างนี้ ๆ, แล้วท่านก็บอกว่า คือ ไม่เกิดเป็นตัวกู - ของกู เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร สำหรับ ทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปนี้". นี่ตายอย่างไม่รู้จักผุดจักเกิด ตายแห่งตัวกู - ของกูที่ เป็นอุปาทาน เกิดขึ้นด้วยอำนาจของอวิชชา ตัณหา เป็นคนละคำ ความหมายคนละ ระดับ. (ถาม) ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ลำพังสติอันเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือว่า จะต้องประกอบไปด้วยปัญญาเข้าไปด้วย ; หมายถึงว่า สมมติว่าบางครั้ง เวลาจะเกิดกามราคะ ขึ้นมา เรามีสติอยู่ แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะกำหนดได้ว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ. (ตอบ) เมื่อตะกี้นี้ได้บอกแล้วว่า ธรรมะนี้ทำงานร่วมกัน เป็น team work เสมอ. ปัญญาจะต้องมี เพื่อจะรู้ว่า กามคืออะไร, ราคะคืออะไร, อารมณ์คืออะไร, กิเลสคืออะไร, อย่างนี้จึงจะรู้เรื่องของกามราคะ เป็นปัญญาความรู้ เกี่ยวกับเรื่อง กามราคะ. ทีนี้สติมันก็เกิดขึ้นทันควัน เร็วที่จะมีความรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกามราคะ ในขณะที่เราไปเผชิญหน้ากันกับอารมณ์ ที่จะทำให้เกิดกามราคะ. นี่ก็เห็นชัดแล้วว่า ต้องมีความรู้ แล้วต้อง มีการนำมาซึ่งความรู้นั้น แล้วก็ มีการรู้จักใช้ ให้ถูกต้อง ให้พอเหมาะ ให้พอดี ให้สำเร็จประโยชน์, และยังมีเรื่อง อื่น ที่จะต้องผนวกเข้ามาช่วยกัน คือว่า ความอดทน ความเข้มแข็ง การต่อสู้ เช่น ขันตี เป็นต้น ก็จะต้องมี จึงจะสู้ไปได้จนตลอด จนระงับกามราคะนี้ได้ กระทั่งนึกถึง ความละอาย น่าเกลียดน่าชัง น่าอะไรต่างๆ เป็นหิริโอตตัปปะ เกิดขึ้น แล้วก็ต่อสู้ กามราคะได้. ขอให้จำไว้แต่เพียงว่า ธรรมะจะต้องทำหน้าที่สัมพันธ์กันกับธรรมะอื่น ที่จำเป็นจะต้องเนื่องกัน ตามมากตามน้อย ตามสัดตามส่วนเสมอ. เดี๋ยวนี้เราพูดถึงสติ
น.115 ในฐานะเป็นตัวการสำคัญ คือผู้ที่จะนำอาวุธ หรือนำอะไรมาใช้ทันท่วงที แล้วก็ใช้ให้ เป็นด้วย; เช่นจะให้ใช้ให้ถูก ใช้ให้ตรง นี้ก็เป็นหน้าที่ของสติ ที่จะต้องระลึกถึง ความถูก ความตรง ความอะไรต่าง ๆ ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น มันจึงไม่มีอะไรที่จะ ไม่ต้องใช้สติ เพราะว่าสติเป็นผู้ใช้เครื่องมือเรื่อยไป. เดี๋ยวนี้มีปัญหาอยู่ที่ว่า สติไม่ค่อยจะมี ไม่ค่อยจะมา หรือมาช้าเกินไป จนไม่ สำเร็จประโยชน์เลย. คำพูด เขาเรียกว่า "สติ" สั้น ๆ แต่มันมีอะไรหลายอย่างอยู่ในนั้น มีธรรมะหลายอย่างอยู่ในคำว่า สติ; เมื่อมีการใช้สติ เท่านั้น ก็จะมีการใช้อะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง รวมอยู่ในการใช้สติ. (ถาม) ขอเรียนถามท่านอาจารย์อีกข้อหนึ่ง คือการสำรวมอินทรีย์นั้น จัดอยู่ใน การเจริญสติหรือไม่ ? (ตอบ) การสำรวมอินทรีย์ เป็นการกระทำอันหนึ่งของการ ทำให้มีสติด้วย, แล้วก็ใช้สติด้วย พร้อมกันไปเลย. ที่เราจะสำรวมอินทรีย์นี้ เราต้องมีสติเป็นเครื่องช่วย ให้สำรวมอยู่แล้ว ; พอสำรวมได้ มันก็ยิ่งจะมีสติต่อไปอีก เพิ่มขึ้น สูงขึ้นไป มีผล เป็นการไม่ขาดสติอย่างยิ่ง. ถ้าจะดูให้ต่ำลงมาอีก การสำรวมอินทรีย์ ในบางความหมาย คือเป็นการ ป้องกันการเสียสติ หรือเป็นการเอาเปรียบไว้ก่อน ในการที่จะมีสติ ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า คำว่า "สำรวมอินทรีย์" นั้น มีหลายความหมาย บางความหมายจะไปถึงหมดกิเลส บรรลุ มรรค ผล ไปเลย. ตามความหมายธรรมดานี้ เขารวมอยู่ในพวกกลุ่มสมาธิ มีจิตที่ตั้งไว้ดี ไม่เกิดความผิดพลาดในทางอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือตั้งจิตไว้ในลักษณะที่ถูก ต้อง ที่กิเลสเกิดไม่ได้ ความหมายของคำ ๆ นี้เป็นอย่างนี้ ตั้งจิตไว้ถูกต้อง ไม่ให้กิเลส เกิดขึ้นมาได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางจิต นี้คือการสำรวมอินทรีย์. ถ้าถามว่า ตั้งจิตไว้ในลักษณะอย่างนั้นได้ด้วยอะไร ? มันก็กลายเป็นด้วยสติ. ทีนี้เมื่อทำอย่างนั้นได้ ก็คือความมีสติที่สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
น.116 นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ธรรมะนอกจากจะทำงานเป็น team work แล้ว ยังส่ง เสริมกันให้เกิดอันใหม่ต่อไปอีก เป็นการก้าวหน้า. . การสำรวมอินทรีย์ บางทีก็จัด เป็นศีล, เป็นเรื่องของศีลก็มี ; โดยเนื้อแท้นั้นเป็นเรื่องของสมาธิ เป็นเรื่อง ของ สติ เป็นเรื่องของ ปัญญา เข้ามาปนอยู่มาก. ต้องมีความรู้เพียงพอด้วยเหมือนกัน ที่จะรู้เท่าทันอารมณ์ต่าง ๆ ได้. (ถาม) เท่าที่บรรยายมา รู้สึกว่า ยังเป็นทฤษฎีอยู่ อยากจะให้ท่านอาจารย์เน้น หลักปฏิบัติ อย่างที่จะต้องพบเห็นในชีวิตประจำวัน ว่ามันสมกับเป็นโมกขธรรมประยุกต์ ที่เรา จะต้องเผชิญอยู่ทุกลมหายใจว่า จะตั้งสติอย่างไร ? ถึงแม้ว่าตอนนี้เราทราบหลักทฤษฎีแล้ว เรา อาจจะทำไม่ได้เลย พอหลังจากจบชั่วโมงนี้แล้ว ก็เผลอสติอยู่เหมือนอย่างเก่า. (ตอบ) ผมก็พยายามพูดให้เข้าใจว่า จะต้องทำอย่างไร ; มัน ไม่ใช่เป็น ทฤษฎีล้วน ๆ แต่เป็นคำพูดที่บอกให้ไปทำอย่างนั้น ๆๆ. แล้วก็มีเหตุผลเพียงพอที่ว่า จะทำอย่างนั้นทำไม, หรือว่า จะทำได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน. ถ้าจะแสดงวิธีปฏิบัติ ก็ต้องแสดงด้วยการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่ใช่โอกาสอย่างนี้ แล้วก็มีหลายเรื่องเหลือเกิน หลาย ระดับ หลายเรื่อง ต้องทำไปทีละเรื่อง ๆ; แม้ที่สุดแต่บอกว่า อย่าทำแก้วตกแตก อย่ามีการลืมใส่กลอนประตู หรืออะไรทำนองนี้ มันก็เป็นการปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียง ตัวอย่างทางทฤษฎี ที่จะต้องปฏิบัติกันจริงๆ ก็คือว่า เรามีหน้าที่ประจำวันอย่างไร แล้วเรา ทำหน้าที่นั้นได้เรียบร้อยหรือเปล่า. ต้องตั้งต้นกันที่หน้าที่ ที่จำเป็นจริงๆ ที่เราจะ ต้องทำ; แล้วทำไม่ได้ เพราะว่าขาดอะไร, เพราะความผิดพลาดเกิดมาจากอะไร. ต้องยกตัวอย่างเป็นเรื่อง ๆ ไป : ที่เรา แสดงด้วยการปฏิบัติจริง ๆ มันก็ เป็นเรื่อง สติปัฏฐาน ไปเลย เป็นเรื่อง อานาปานสติ ตามแบบสติปัฏฐานไปเลย ; ไม่ใช่สาธิต ด้วยเรื่องต่ำกว่านั้น หรือว่าเรื่องธรรมดาสามัญ. นี้มันก็น่าหวัวแล้ว เพราะทำยาก ; ถึงแม้จะพูดเรื่องสติปัฏฐาน เดี๋ยวก็จะกลายเป็นทฤษฎีไปอีก ก็กลายเป็นว่า ต้องไปทำเอง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ค่อยมาพูดกัน.
น.117 ที่เรียกว่า ประยุกต์โมกขธรรม นี้ก็คือ ไม่พูดด้วยหลักที่เขาวางไว้สำหรับ เรียนปริยัติ ตามทางปริยัติ ; เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ก็ท่องกันเป็นนกแก้วนก ขุนทอง แต่ก็ไม่รู้. นี่มาทำประยุกต์เพื่อให้เห็นว่า วันหนึ่งเรามีความผิดพลาด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างไร ; นี่เป็นเรื่องประยุกต์เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท. สำหรับในวันนี้ ให้รู้จักสติ นับตั้งแต่ตามธรรมดาสามัญของสิ่งที่มีชีวิต แล้วสูงขึ้นมาคือมนุษย์ที่เจริญแล้ว กระทั่งสูงสุดเป็นพระอริยเจ้า เป็นการตั้งต้นแก้ปัญหา ชั้นรากฐาน. ถ้ามีสติสมปฤดีดีแล้ว คนเราก็ดีเท่านั้นเอง คือมันจะเคลิ้มอยู่ตลอดเวลา ; แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่า เราจะดำรงหลักธรรมอะไรไว้. นี่เราก็ต้องเรียนบ้าง, ต้องเรียน หลักธรรมะบ้าง ; เช่นเรียนให้รู้ว่า ยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์, ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เป็น ทุกข์ นั้นคืออย่างไร ; ส่วนเรื่องจริงก็คือ เรื่องปฏิบัติ อยู่ตรงที่ "อย่าเผลอ ไป ยึดมั่นถือมั่น". ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ปล่อยให้ธรรมชาติสอน ; เมื่อไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว มันก็กัดเอา มันก็เผาเอา มันก็ตีเอา อะไรอย่างนี้. ถ้ารู้จักเข็ดหลาบ สติก็มา เร็วเข้า หรือไม่กล้าไปจับเข้า ไม่กล้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า ; เหมือนกับไปจับไฟ พอ ไฟไหม้ทีหนึ่งแล้ว ทีหลังก็มีสติระวังที่จะไม่ไปจับไฟอีก หรือไม่เผลออีก. การที่จะให้ประยุกต์ธรรมะ เหมือนกับประยุกต์ทางวัตถุ นี้ทำไม่ได้แน่, แม้แต่ทางกาย ทางวาจา นี้ก็ยังทำยาก ; ก็เป็นเรื่องที่ต้องประยุกต์เอาเอง. ตลอด เวลาที่พักอยู่ที่นี่ พวกคุณจะ ตั้งหลักว่า จะไม่เผลอสติในทุกอย่าง แม้ที่สุดแต่ทำฝา บาตรตก ซึ่งได้ยินแทบจะทุกวัน อย่างนี้ อย่าให้มันมีขึ้น อย่างนั้นแหละ ; นั่นคือ ประยุกต์อย่างยิ่ง, แล้วยังมีอีกเหลือหลาย. ที่สูงขึ้นไปก็คือว่า มีอะไรมาทำให้ขบขัน หน่อย ก็หัวเราะเหมือนลูกเด็ก ๆ หัวเราะมากเกินไป ; อย่างนี้ก็คือ ความไม่มี
น.118 สติอย่างยิ่ง, หรือมีอะไรมาขัดใจหน่อย ก็โกรธมาก ๆ เหมือนคนอันธพาล โกรธ อันธพาลด้วยกัน อย่างนี้ นี่คือความไม่มีสติอย่างยิ่ง. นี่จึงขอให้กำหนดไว้ดี ๆ ว่า ระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ จะไม่มีความเผลอสติ ; อย่างนี้ก็ลองทำสถิติดูว่า มันน้อยลงหรือเปล่า? ในเมื่อมันแก้ไม่ตกตามลำพัง ก็ค่อยมา พูดกันเป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไปก็ได้ เกี่ยวกับสตินี้ มีเรื่องมาก สมกับที่ว่า เป็นธรรมะที่ประเสริฐที่สุด มีคุณค่า มากที่สุด จนถึงกับมีหลักกล่าวไว้ว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา - สติเป็นธรรมะที่จำต้อง ปรารถนาในทุก ๆ กรณี หรือในทุกสิ่ง : ปตฺถิยา คือ สิ่งที่ต้องปรารถนา ต้องมี ต้องใช้, สพฺพตฺถ - ในทุกกรณี ในทุกสิ่ง ในทุกกาลสมัย ในทุกอะไร. พูดเรื่อง สติแล้วเรื่องมันก็มาก จะพูดวันเดียวจบ นี้ก็ยังไม่ไหว ต้องแบ่งเป็นชั้น ๆ พูดไปตามชั้น และตามความจำเป็นแห่งบุคคล. ฉะนั้น ในวันนี้พูดครึ่งชั่วโมงนี้ ก็พูดแต่หลักที่เกี่ยว กับสติ ไปจับเค้าเงื่อนเอาเองไปประยุกต์เอาเอง ไม่มีใครจะช่วยประยุกต์ให้ใครได้. (ถาม) ในขณะใดขณะหนึ่งนี้ เราจะรู้สึกได้ ต้องมีประสาทหลายอย่างสำหรับจะ รับรู้ความรู้สึกต่างๆ เสร็จแล้ว ถ้าเราไปฝึกโดยวิธีที่ว่า ตั้งสมาธิให้อยู่ ทำอะไรอย่างใด อย่างหนึ่ง เลยทำให้เสียสติควบคุมการงานด้านอื่นไป. (ตอบ) นี่คือไม่เข้าใจคำอธิบายเกี่ยวกับการฝึก หรือการปฏิบัติธรรมะ. ขอให้มองให้เห็นเสียว่า ปัญหามันมีอยู่อย่างนั้น และในการแก้ปัญหานั้น ก็มองดูว่า จุดไหนเป็นจุดสำคัญ แล้วก็ไปฝึกในส่วนนั้น ไปศึกษาในส่วนนั้น ก็จะใช้แก้ปัญหา ได้จริง. การฝึกสติ นี้ไม่ใช่จะทำให้ขาดสมรรถภาพ ในเรื่องอื่น ๆ แต่เป็นการ ทำให้มีสมรรถภาพ ในทุกเรื่อง หรือในทุกสิ่ง, หรือว่าจะฝึกสมาธิกันก็ได้. การ ฝึกสมาธิ ทำให้จิตเป็นสมาธินี้ ไม่ใช่ว่าจะมามัวเป็นสมาธิตายด้านอยู่ที่นี่ ; จิตที่ได้ฝึก
น.119 ถูกต้องตามหลักของสมาธิแล้ว มันเป็นจิตที่มีสมรรถภาพในการที่จะทำการงาน ไม่ว่า การงานอะไร งานผิด ๆ ก็ได้ งานถูก ๆ ก็ได้ ใช้เป็นอันธพาลก็ได้. สมาธินี้ทำจิต ให้มีกำลังสูง และทำจิตให้ไวในการที่จะทำหน้าที่ของมัน และเข้มแข็ง ทำได้มาก ; มันเป็นกลาง ๆ อย่างนี้. จะเอาไปใช้ในการเรียนก็ได้ ในการทำงานก็ได้ ในการทำ อะไร ๆ ก็ได้ การรบราฆ่าฟันอะไร ๆ ก็ได้ ; จิตที่เป็นสมาธินั้น มันมีสมรรถภาพมาก กว่าจิตที่จะปล่อยไปตามธรรมดา ที่ไม่มีการฝึกให้เป็นสมาธิ ขอให้มองอย่างนี้กันดีกว่า ว่าในบรรดาสิ่งที่มีชีวิต นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาเลย มันมีชีวิต แล้วมันก็ต้องมีความรู้ คือมันมีความรู้สึก. ทีนี้สัตว์เดรัจฉานก็มีความรู้ ประเภทความรู้สึก ประเภทความรู้และบางอย่างก็รู้อย่างไม่น่าเชื่อ ; แต่มันเป็นความรู้ อย่างสัญชาตญาณ. ถ้าปราศจากความรู้อย่างสัญชาตญาณชนิดนี้แล้ว มันตายหมด ไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้. การที่มีชีวิตรอดอยู่ได้เท่านั้น นี้ยังไม่พอ มันต้องทำดี ไปกว่าที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้. ฉะนั้น เราใช้สัญชาตญาณทั้งหลาย มาเป็นวัตถุสำหรับ ปรับปรุง สำหรับ develop มัน ซึ่งเราจะเรียกสั้น ๆ ว่า ภาวิตญาณ ; ส่วนสัญชาตญาณ คือเกิดอยู่เอง แล้วมันถ่ายทอดได้จากชีวิตไปสู่ชีวิตเช่นว่า ลูกเกิดมาทำอะไรได้ตาม สัญชาตญาณ โดยที่แม่ไม่ต้องสอนก็ได้ ผมจะชี้ตัวอย่างสักอันหนึ่งว่า ปลานั้นพอโตขึ้น มันก็ออกไข่ แล้วก็เลี้ยง ลูกอย่างมีเทคนิค ยิ่งกว่าคนจะรู้เสียอีก. ไปดูปลาบางชนิด ในการเลี้ยงลูกของปลานั้น มันเป็นเทคนิคเหลือประมาณเกินกว่าที่คนจะรู้เสียอีก จนคนต้องเรียนเทคนิคจากปลา. เทคนิคนี้ไม่ใช่ของมนุษย์ เป็นความรู้ของธรรมชาติ หรือของพระเจ้า หรือของอะไรก็ สุดแท้ แล้วมนุษย์เพิ่งไปค้นพบทีหลัง ; ฉะนั้น เทคนิคทั้งหลายไม่ใช่สติปัญญาของ มนุษย์ แต่มนุษย์ไปค้นพบความรู้ของธรรมชาติ ที่มันมีของมันอยู่เอง. ทีนี้ เราจะเรียกว่าอะไร ; เราเป็นผู้ เอาเทคนิคมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ ก็เอามาปรับปรุงให้แปลกออกไป ตามที่เราประสงค์เท่านั้น ก็เป็นส่วนปลีกย่อย.
น.120 นี่ภาวิตญาณทุกอย่างเป็นอย่างนี้ ; สัญชาตญาณทุกอย่างเอามาทำ ภาวิตะ คือ ทำให้ เจริญขึ้น ให้มากขึ้น ให้แปลกขึ้น. อย่างเช่นสติตามธรรมชาติ ก็เป็นสัญชาตญาณ นี้มาทำให้มันมากกว่านั้น ให้มีประโยชน์กว่านั้น พ้นจากความเป็นสัญชาตญาณ ก็มาเป็น ภาวิตญาณ ; มนุษย์จึงดีกว่าสัตว์ทั้งหลาย หรือว่าดีกว่ามนุษย์ที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม ในทางนี้. เมื่อมองเห็นข้อนี้แล้วจะรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางความเจริญ ในการที่ เราจะศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ทำความก้าวหน้าในทางธรรมะ มีแต่จะเพิ่มให้มันสูง ขึ้นไป ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นไป ให้มันเต็มยิ่งขึ้นไปในที่สุด. ขอให้มีหลักอย่างนี้ไว้ที่ก่อนเถิด คือคล้าย ๆ กับขอร้องว่า ให้มีหลักอย่างนี้ ไว้ก่อน จะไปเข้ารูปเข้าเรื่องได้ง่ายเข้า ให้ไปสังเกตดูเอาเอง มันจะมาในรูปนี้ทั้งนั้น ; ไม่มีอะไรที่จะเป็นการขัดขวาง หรือทำให้ถอยหลังกลับ. เราจะทำภาวนา, ภาวนา แปลว่า develop ที่มันยังเป็นเพียงดิบ ๆ อยู่ ให้สุกขึ้นมา, ที่เป็นเพียงสัญชาตญาณนี้ ให้ เป็นภาวิตญาณขึ้นมา คือภาวนาแล้ว, ภาวิตะแล้ว, ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ไม่มุ่งหมาย อะไรมากไปกว่านี้. ถ้าเกิดมองเห็นว่า มันเป็นอุปสรรค หรือเสียเวลาไม่คุ้มค่า นี้ก็ไปดูเสียใหม่ เถิด. เรามองธรรมะนี้ผิดเสียแล้ว, ไปมองเสียใหม่ให้ถูก : ธรรมะนั้นมีขึ้นมาได้ หรือว่ายังเหลืออยู่จนบัดนี้ ก็เพราะว่า มีประโยชน์ ในส่วนที่คนธรรมดาทำไม่ได้ หรือไม่รู้ ในการที่จะพัฒนาจิต พัฒนาร่างกาย พัฒนาอะไรก็ตาม กระทั่งพัฒนาวัตถุ ถ้า ปราศจากสติ แล้ว ไม่มีทางที่จะพัฒนาอะไรได้ เพราะไม่รู้ว่าจะไป ทางไหน, ไม่รู้ว่าจะทำให้สำเร็จได้ทันแก่เวลาอย่างไร. บางทีเราไม่ได้ระลึกถึงความ เป็นมนุษย์ของเราด้วยซ้ำไป เราจึงทำอะไรผิดจากการที่มนุษย์ควรจะทำ. เดี๋ยวนี้มนุษย์ ในโลกกำลังทำอะไรผิด ๆ ไปจากที่มนุษย์ควรจะทำ มันจึงมีแต่วิกฤตการณ์ถาวร ไประลึก กันเสียใหม่.
น.121 (ถาม) อย่างการสร้างสตินี้, อยากจะสร้างสติให้เพิ่มขึ้นนี้ เราจะเริ่มต้นจากการ ทำสมาธิดี หรือว่าจากการฝึก อยากทราบว่าจะเริ่มจากจุดไหน. (ตอบ) นั่นแหละเป็นคำพูดที่กำกวมและกว้าง. ถ้าว่า ปฏิบัติสมาธิที่ถูก แบบถูกวิธี แล้ว จะเป็นการฝึก หรือว่า พัฒนาพร้อมกันไปหมด ทั้งสติทั้งปัญญา ทั้งทุกอย่าง ; ที่เขาถือเป็นหลักสำคัญ ก็คือว่า ทั้ง ศรัทธา ทั้งวิริยะ ทั้งสติ ทั้ง สมาธิ ทั้งปัญญา ที่เรียกว่า อินทรีย์ หรือ พละ. พอไปฝึกสมาธิ ก็จะพร้อมทั้ง ๕ อย่าง ; แต่มีคำว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ไปศึกษาอย่างว่า ฝึกอานาปานสติ ๑๖ ขั้น จะพบว่า มันถูกพัฒนาพร้อมขึ้นมาหมดทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรสักอย่างเดียว ที่ไม่ถูกพัฒนา, คือ ธรรมะที่เป็นประโยชน์จะถูกพัฒนาพร้อมขึ้นมาทุกอย่าง ; แต่เขา มักจะชี้เป็นกลุ่ม ๆ ที่เด่น ๆ เช่นว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ถูกพัฒนา, หรือว่า อิทธิบาท ๔ ถูกพัฒนา หรือว่า โพชฌงค์ ๗ ถูกพัฒนา ; แต่ที่จริงนั้น ถูกพัฒนาทั้งหมด. นี้หมายความว่า สมาธิแบบที่ตรัสไว้ดี กล่าวไว้ดี กล่าวไว้ถูกต้อง ; ไม่ได้ หมายความว่า สมาธิแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปหมด เพราะว่า สมาธิแบบที่งมงาย เต็มไปด้วย อวิชชา ก็ยังมีเหมือนกัน. ขอให้ทราบไว้เสียด้วยว่า คำพูดที่เป็นชื่อของธรรมะนี้ เรา ยังไม่รู้โดยถูกต้อง หรือสมบูรณ์ ; เพราะฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น และชวนให้ สงสัยในคำว่า สมาธิ นี้ว่า จะเสียเวลาเปล่า หรือว่ามันจะพ้นสมัย หรือว่ามันจะอะไรไป แล้วก็ได้. แต่ที่จริง สมาธิเป็นเรื่องตามธรรมชาติ ที่จำเป็นจะต้องพัฒนาให้มีใน บุคคลนั้นๆ ให้มีคุณสมบัติในส่วนนี้ให้มาก แล้วก็จะทำหน้าที่ของตนได้ดีที่สุด แล้วก็ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกว่าจะถึงที่สุด. ถ้ายังสงสัยว่า ธรรมะข้อไหนมันพ้นสมัย ล้าสมัย ครึคระ หรือเป็นอุปสรรค ขัดขวางความเจริญแล้วละก็ ไปถามได้, ถามผู้รู้เขาจะบอกให้ได้ ว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น, แล้วจะชี้วิธีที่จะใช้ธรรมะ หรือฝึกธรรมะข้อนั้นๆ ให้ถูกต้องได้ด้วย.
น.122 (ถาม) ที่กล่าวว่า ก่อนที่เราจะนอน ให้กำหนดสติ ว่า เราจะตื่นเวลานั้น เวลานี้ อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ขณะที่เรานอนนั้น ยังมีสติอยู่ด้วยหรือ จึงสามารถจะกำหนด หรือว่ารู้เท่าทันว่าขณะนั้นถึงเวลานั้นแล้ว เราจะต้องตื่นได้ ? ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบาย. (ตอบ) เรื่องอย่างนี้ ยังเป็นปัญหาที่น่าสงสัยจริงๆ แต่แล้วการตอบนี้ ก็อาจจะตอบไม่ได้ คือไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ อย่างโดยตรง ; แต่ว่าพิสูจน์ได้อย่างยิ่ง อย่างโดยอ้อม หรือจะเรียกว่า โดยตรงก็ได้เหมือนกัน. คุณลองไปฝึกเถอะ, ลองไป ฝึกเถอะจะทำได้. ทุกคนที่เคยฝึกมาแล้ว ได้ทั้งนั้น จะตื่นนอนให้ตรงเป๋งไม่ผิด แม้ แต่หนึ่งนาทีก็ยังได้ ขอให้ฝึกจริง ๆ เถิดจะได้. ผมเองก็ยืนยันได้ ว่าเคยฝึกได้เมื่อตั้งใจ จะฝึก นี่คือข้อพิสูจน์ ; แต่จะพิสูจน์ในทางจิตวิทยา ในทางวิทยาศาสตร์ ในทางนั้น จะต้องพูดกันมาก ก็พูดไม่ไหว, และบางอย่างเป็นเรื่องที่เอามาดูไม่ได้ ด้วยเป็นเรื่อง ของจิต เป็น subconcious เป็นอะไรต่าง ๆ ซึ่งเอามาให้ดูไม่ได้ แต่บทฝึกหัดที่เขาวาง ไว้นั้น มันเป็นผลของการที่เขาค้นคว้ามาแล้ว ผ่านมาแล้ว ซึ่ง เป็นได้. ยังมีเรื่อง อื่น ๆ อีกมาก หรือว่าน่าอัศจรรย์กว่านี้มาก ไม่เพียงแต่ตื่นนอนได้ตรงเวลา. ทีนี้มาถามกันใหม่ในทางภาษาธรรมว่า สิ่งนั้นเรียกว่า สติ หรือ ? มันก็ต้อง เป็นสติในความหมายอื่น หรือว่า เป็นสติในประเภทใต้สำนึก ก็ยังเรียกว่า สติ อยู่ดี เพราะว่าพิจารณาดูแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีคำอื่นคำใดมาใช้แทนคำนี้ได้. เช่นว่า เราฝึกสติ ก่อนแต่ที่จะนอน หรือว่ากำหนดสติในการที่จะลุกขึ้นให้ตรงตามกำหนดเวลา ต้องใช้คำ ว่า สติ อยู่ดี; จะใช้คำว่า จิตก็ได้ แต่คงไม่ถูกมากเท่ากับใช้คำว่าสติ, หรือถ้าจะ เอาเปรียบหน่อย ก็ต้องใช้คำว่า ระบบสติ ฝึกระบบสติ ซึ่งมันกินความกว้างไปได้ หลาย ๆ สิ่ง ; แต่รวมกันแล้วเป็นระบบของสติ ที่จะต้องฝึกระบบนี้ แล้วก็จะมีผลออก มาอย่างนี้ ก็จะมีสติที่เฉียบขาด หรือว่ารวดเร็ว หรือว่า แน่นอนออกมา. ผมยอมรับว่า ไม่มีคำอื่นดีกว่าใช้คำว่า สติ แม้ในการที่จะฝึกให้ตื่นนอน ตรงตามเวลา. เวลาก็หมดพอดี บีดประชุม วันนี้.
Buddhadasa