Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๒ — ปัญหาของคน (ต่อ)

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.72 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, วันนี้เป็นการพูดกันครั้งที่ ๒. ในเรื่องโมกขธรรมประยุกต์. เมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึงสิ่งนี้โดยหัวข้อย่อยว่า ปัญหาของคน ; จากข้อความ ที่พูดไปแล้วนั้น. เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า หลักสำคัญในพระพุทธศาสนา ก็คือ การกล่าวถึงปัญหาของคน และการที่จะสะสางปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป. ทีนี้เราไปเรียกชื่อเป็นภาษาบาลี เช่นเรียกว่า อริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น และการ อธิบายแนะนำ ก็พูดกันแต่ในเรื่องทฤษฎี หรือตัวหนังสือที่เฟ้อ ก็เลยไม่ ได้รับประโยชน์. ๔๔

น.73 (ต่อ) การบวชที่แท้จริง ควรแสวงหาโมกขธรรม เดี๋ยวนี้ เราจะทำให้ได้รับประโยชน์ทางพระพุทธศาสนา อย่างที่เรียกว่า ประยุกต์, และสิ่งที่จะทำนั้นก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "โมกขธรรม" ; เพราะว่า การบวช ที่แท้จริง ไม่ใช่บวชเพียงระยะสั้น ก็ไม่มีอะไรนอกจากแสวงหาโมกขธรรม; นี้เป็น หลักเกณฑ์ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีมาแล้วแต่ครั้งพุทธกาล. พวกเรานี้ แม้จะบวชกันสักหนึ่งเดือน ถ้าเป็นการบวชจริง ก็ควรต้องเป็นการแสวงหา และพบ ได้บ้าง ใช้เป็นประโยชน์ได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าโมกขธรรม ; เพราะฉะนั้น ผมจะ พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า โมกขธรรมประยุกต์นี้เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะรู้สึกว่าเพียงพอ, และก็ ไม่ต้องประหลาดใจ ที่จะพูดเรื่องเดียวกันนี้ต่อไปอีก และแม้ในวันนี้ ก็จะได้กล่าวโดย หัวข้อย่อยว่า ปัญหาของคน ต่อจากครั้งที่แล้วมา. คนที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไปหาหมอ นี้มันก็คล้ายกับละเมอ ; คนที่ไม่มี ปัญหาในเรื่องของชีวิตจิตใจ จะมาศึกษาธรรมะ หรือมาบวช ก็เรียกว่า ละเมอพอ ๆ กัน. ฉะนั้น จุดตั้งต้น มันตั้งต้นที่ปัญหา คือเราต้อง มีปัญหา แล้วก็ จะแก้ปัญหา นั้น ; ถ้าคนเราไม่มีปัญหา ก็ไม่ควรจะยุ่งให้เสียเวลา ให้ป่วยการ. เดี๋ยวนี้ เรามีปัญหา อยู่นิ่งไม่ได้, แล้วปัญหานี้ก็มีมากมายหลายระดับ หลายชั้น ตามวัยตามสถานการณ์แวดล้อม แล้วยังมีที่เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับผู้อื่น ล้วนแต่เป็น ปัญหาทั้งนั้น. แต่ทางศาสนาเรา ไม่ค่อยจะย้ำมาก ในส่วนที่เกี่ยวกับสังคม หรือผู้อื่น โดยหวังอยู่ว่า เมื่อบุคคลแต่ละคน ไม่มีปัญหาแล้วสังคมก็ไม่มีปัญหา คือมันเกลี้ยงไปจาก ปัญหา ; ฉะนั้น จึง พยายามทำคนแต่ละคนให้หมดปัญหา ; แม้ว่าคนจะเพิ่มมาก ขึ้นจนอะไร ๆ มีไม่พอ แต่ถ้าคนเป็นคนดี เป็นคนไม่มีปัญหาแล้ว คนก็แบ่งกันเอง ไม่มีปัญหาที่จะต้องทะเลาะวิวาทกัน.

น.74 แต่ละคน ไม่รู้จักปัญหาของตัวเอง ทุกวันนี้ คนในโลก ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักปัญหาของตัวเอง แล้วก็ไปทำ ปัญหาให้มีมากขึ้น โดยไม่จำเป็น ; ฉะนั้น เราจึงมาพูดถึงปัญหาของคน โดยเฉพาะ ปัญหาอย่างปัจเจกชน คือคน ๆ เดียวไปก่อนดีกว่า. เมื่อวานก็ได้พูดมาแล้วถึง ปัญหาของคน คือความทุกข์, ความทุกข์ใน ที่นี้มีความหมายว่า สิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่หมายความเฉพาะแต่ว่า มันเจ็บปวดเหลือ ทรมาน เพราะถือเอาตามหลักที่ว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์" ; ฉะนั้น เพียง แต่สิ่งนั้นมันเปลี่ยนแปลง หรือมันหลอกลวง ก็เรียกว่า เป็นความทุกข์ได้. ด้วยเหตุนี้ "ความสุขของคนโง่ จึงเป็นความทุกข์ของเขานั่นเอง" ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง, แล้วเราถือเอาตัวปัญหาที่ความทุกข์ ก็ขอให้เข้าใจความทุกข์ในความหมายที่กว้าง หรือ เพียงพอ อย่างนี้. อย่าถือเอาแคบ ๆ เพียงว่า เจ็บปวด ทรมาน ทนไม่ได้ แล้วก็เป็น ความทุกข์ นั้นก็เป็นอีกความหมายหนึ่ง ; แม้การเจ็บปวดทรมานนั้น ก็เป็นสิ่งที่ น่าเกลียดน่าชัง. ทีนี้ สิ่งที่ไม่ทุกข์ทรมาน แต่แล้วมันเปลี่ยนแปลง หลอกลวง มายา นี่ก็เป็น สิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง ; เราจะทำความรู้สึกน่าเกลียดน่าชังนี้ให้หมดไป. ปัญหาของคน ก็อยู่ที่คนนั้นมีความทุกข์ หรือมีอาการ มีสภาพที่น่าเกลียดน่าชังในทุกความหมาย ปัญหาของคน อยู่ที่ บังคับตัวเองไม่ได้ มาดูที่ ตัวปัญหา มันก็คือ ตัวความน่าเกลียดน่าชังนั้นเอง : เราบังคับตัว เราไม่ได้ ; นี่ก็เป็นความน่าเกลียดน่าชัง, แล้วเป็นตัวปัญหาอย่างยิ่ง. วันนี้เราจะพูด กันถึงส่วนนี้ ให้ละเอียดออกไป ว่าปัญหาของเราคือ ความที่เรา บังคับตัวเองไม่ได้, สิ่งต่าง ๆ ยังไม่อยู่ในภาวะที่เราควบคุมได้ โดยเฉพาะทางจิตใจ.

น.75 (ต่อ) ที่ว่า เราควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้นั้น เราเอาแต่เพียงว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่รบกวนเรา หรือรบกวนเราไม่ได้ ก็เท่ากับเราควบคุมได้ รวมทั้งเราเฉยได้ต่อสิ่งต่าง ๆ; เดี๋ยวนี้ เราควบคุมไม่ได้ แม้แต่ร่างกายของเรา หรือจิตใจของเราเอง. ที่เป็นกรณีใหญ่ ๆ ก็เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เหล่านี้ เราควบคุมไม่ได้ ; หมายความว่ากลุ่มนี้ คือร่างกายนี้ จิตใจนี้ ที่รวมเรียกกันว่า "เรา" นี้ ไม่สามารถจะควบคุมความโลภ ความโกรธ ความหลง ของตนเองได้. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? มีคำตอบหลายชั้น เราจะต้องพูดกันทีละชั้น ต้นเหตุที่บังคับตัวเองไม่ได้ คืออวิชชา ถ้าจะประมวลเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มา มันก็ มีปัญหาเกี่ยวพันไปถึง สิ่งที่เรียกว่า อวิชชา อย่างที่พูดแล้วเมื่อวานว่า ความทุกข์นั้นเกิดมาจากอวิชชา. ที่พูด กันว่า ความทุกข์เกิดมาจากตัณหานั้นก็ถูก คือเอาตอนหลัง เมื่อ อวิชชาให้เกิดตัณหา แล้ว ; หรือถ้าพูดอย่างประยุกต์ในระยะอันสั้นก็ว่า ความทุกข์นี้เกิดมาจากอุปาทาน ซึ่งเกิดมาจากตัณหา อีกต่อหนึ่ง. เราจะเห็นง่ายที่สุด ที่ติดแฝดกันอยู่กับตัวความทุกข์นี้ คือสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ด้วยความรู้สึกเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. ทีนี้อุปาทานนั้นมา จากตัณหา หรือความอยาก, แล้วตัณหา คือ ความอยากนั้นมาจากอวิชชา จึงว่า ต้นตอที่สุดอยู่ที่อวิชชา. ตรงนี้ขอเตือน ขอแทรกเป็นการเตือนอยู่เสมอว่า ที่ว่า ความอยาก นี้ต้อง เป็นความอยากที่มาจากอวิชชา ; ไม่ใช่ความต้องการที่มาจากสติปัญญา. ที่เรียกว่า ยึดถือก็เหมือนกัน ต้องยึดถือด้วยอำนาจของอวิชชา. ภาษาไทยมันเล่นตลกได้ แต่ ภาษาบาลีเล่นตลกไม่ได้. ภาษาบาลี เขาใช้คำว่า ตัณหา นี้หมายถึงแต่ความอยากที่มา

น.76 จากอวิชชา ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็เรียกชื่ออย่างอื่น. คำว่า อุปาทาน - ความยึดถือ ในที่นี้ก็เหมือนกัน ต้องยึดถือด้วยอวิชชา มีมูลเหตุมาจากอวิชชา. ต้นตอที่สุด นั้นคือว่า จากอวิชชา นี้จึง เกิดตัณหา. สำหรับ อวิชชา นี้ ก็มีอยู่ ๒ ระยะ คืออวิชชาที่เราไม่มีความรู้อันถูกต้องในกรณีนั้น ๆ ที่เกิดขึ้น นี้ก็เรียก ว่า อวิชชาเกิดในกรณีนั้น ๆ, และอวิชชาอีกความหมายหนึ่งเป็นต้นตอของอวิชชา ทั้งหลาย ก็คือ สิ่งที่ยังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร ; คือถ้าเมื่อถามว่า อวิชชามาจากไหน ? ก็ตอบว่า อวิชชามาจากอวิชชา - มาจากอวิชชา - มาจากอวิชชาอยู่เรื่อยไป. ไปจบ อันสุดท้ายที่ไหน ? ก็คือสิ่งที่เรายังไม่รู้จักว่า มันคืออะไร. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องถาม ไปถึงนั้น รู้แต่เพียงว่า อวิชชาในกรณีนี้ของเราในปัจจุบันนี้คืออะไร เฉพาะเรื่องอย่างนี้ ดีกว่า. การที่มี อวิชชา นี่ มีเสียจนเคยชินเป็นนิสัย ก็เรียกว่า อวิชชานุสัย อีก ทีหนึ่ง ; เมื่อเราไม่รู้สึกตัว ไม่เข้าใจในสิ่งต่างๆ แม้ที่เป็นตัวเรา ที่เกี่ยวกับตัวเรา จนเคยชินเป็นนิสัย อย่างนี้เรียกว่า อวิชชานุสัย. ครั้นพิจารณาไป ๆ ก็จะพบว่า นี้เอง เป็นตัวมารร้าย หรือตัวการที่ทำความร้ายให้แก่เรา คือความไม่รู้จนเคยชินเป็นนิสัย ; เมื่อ ไม่รู้สึกตัว เพราะไม่รู้ ก็ไม่รู้สึกตัว ก็ควบคุมไม่ได้. การเกิดทุกข์ เป็นไปเพราะคนไม่รู้ความจริง อาการที่ไม่รู้สึกตัว หรือไม่รู้ความจริง ในเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ได้ เป็นไปจนเกิดความทุกข์ขึ้น เป็นเรื่อง ๆ ไปแต่ละวัน ๆ นี้เอง ที่กำลังมีอยู่แก่พวกเรา ; อาการที่เป็นอย่างนี้ ก็คือ อาการที่เรียกด้วย ภาษาบาลีว่า ปฏิจจสมุปบาท ; พูด อย่างนี้ เราก็ฟังไม่ถูก แล้วก็ป่วยการ ที่จะไปเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท, แต่เราก็ไม่รู้ ว่าจะเรียกมันว่าอะไร ก็ต้องเรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท"

น.77 (ต่อ) คำว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ถ้าเป็นคำใหม่แปลกสำหรับผู้ใด ก็ต้องไปพยายาม สนใจให้รู้ว่า คืออะไร ; แต่ถ้าพูดกันแบบประยุกต์ ก็คือ ปัญหาของคนที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เป็นทุกข์ในเรื่องหนึ่ง ๆ นั่นแหละคือปฏิจสมุปบาท ซึ่งมีกันทุกคน วันละหลาย ๆ เรื่อง. ถ้าเกิดความทุกข์ในอาการ ที่เจ็บปวดทรมานก็ดี ในอาการที่ หนักอึ้ง, หรือในอาการที่มันหลอกลวงไม่ให้รู้ ทั้งที่มันเป็นความทุกข์ ก็ดี นี้ก็เรียกว่า เป็นการเกิดแห่งความทุกข์ ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท แล้วก็มีอยู่จนเคยชินเป็นนิสัย. เราต้องรู้จักแยกคำสองคำ คือว่า การกระทำ คำหนึ่ง, แล้วก็ การเพิ่ม ความเคยชินจนเป็นนิสัย นั้นอีกคำหนึ่ง, เป็นสองความหมาย. นี้ให้เรารู้ไว้ว่า ถ้าเราทำอะไรลงไป ส่วนที่เป็นการกระทำนั้น มันก็เป็นอยู่ส่วนหนึ่ง, อีกส่วนหนึ่ง มันเป็นการเพิ่ม ให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัยขึ้นมา อีกส่วนหนึ่ง. เช่น เราทำเลว เราก็มีความเลว นั้นส่วนหนึ่งต่างหาก ; แล้วก็มีความเคยชิน ในการที่จะทำเลวเพิ่มขึ้น, มี ความเคยชิน เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง. ส่วนหลังนี้ คือ ส่วนที่เรียกว่า อนุสัย, ส่วน แรกนั้นเรียกว่า การกระทำ ทุก ๆ วัน เรามีการกระทำที่เป็นความทุกข์ แล้วก็เพิ่มความเคยชิน ที่จะ ทำอย่างนั้นขึ้นทุกคราวไป ที่มีการกระทำอย่างนั้น วันหนึ่งมีหลายครั้ง, เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ก็หลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง ก็เลยมีแต่ความเคยชินที่จะเป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นทุกข์ง่ายเหลือเกิน คือไวต่อการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ด้วยความโลภ บ้าง ด้วยความโกรธ บ้าง ด้วยความหลง บ้าง ; เพราะเราทำกับมันจนชินเป็นนิสัย. ต้องรู้กลไกของ "ตัวคน" เพื่อรู้จักปัญหา ทีนี้ เราจะดูให้ชัดยิ่งขึ้นไป ในส่วนที่ไวต่อการเกิดทุกข์ นี้ยากตรงที่เราบังคับ มันไม่ได้ เพราะว่าเรามีความเคยชิน เป็นนิสัยที่จะเป็นทุกข์. เมื่อจะศึกษาเรื่องนี้ ก็ต้องตั้งต้นไปตั้งแต่เรื่องของคน ๆ หนึ่งอีกตามเคย เพราะว่าเรากำลังพูดถึงปัญหาของคน.

น.78 อย่าลืมว่า เรากำลังพูดถึง ปัญหาของคน เรามีตัวคน นั่นแหละ เป็นตัว ปัญหา. คนเรานี้ประกอบอยู่ด้วยส่วนสำคัญก็คือ ร่างกาย กับ จิตใจ ; สิ่งทั้งสองนี้ ต้องไปด้วยกัน จึงจะเกิดค่าของมันขึ้นมา. ถ้าร่างกายไม่มี จิตมันก็ทำอะไรไม่ได้. ถ้าจิตไม่มี ร่างกายก็ไม่มีอะไรจะปรากฏออกมาได้ คือเป็นไปไม่ได้; เพราะฉะนั้น ต้องบวกกันสองอย่าง เป็นกาย + ใจ หรือใจ + กาย แล้วแต่จะเรียก. อย่าไปแยกออก เป็น ๒ ส่วน แล้วแยกกันอยู่ มันต้องอยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งเดียว ; แต่ว่าแต่ละส่วนมัน ก็ทำหน้าที่ต่างกัน. ร่างกายนี้ เป็นเหมือนภาชนะใส่อะไร สักอย่างหนึ่ง เท่านั้นเอง ทำหน้าที่ ไปตามหน้าที่ของร่างกาย ที่จะอำนวยให้เกิดผลทางจิตใจ; ฉะนั้น จิตใจ นี้เป็นเหมือน กับว่าเจ้าของเรื่อง คือ เป็นผู้รู้สึก แล้วก็ สั่งให้ร่างกายทำ. ให้ร่างกายมันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไป; โดยเนื้อแท้แยกกันไม่ได้ : การทำก็ทำด้วยกัน, การเคยชินเป็นนิสัย ก็เป็นด้วยกัน. ทีนี้ มีเรื่องที่ ๓ อีก นั่นก็คือเรื่องข้างนอก คือสิ่งที่จะมากระทบกันเข้ากับกาย และใจ ; ถ้าพูดตามคัมภีร์พุทธศาสนา เขาก็เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ รวม ๖ อย่าง เป็นวัตถุข้างนอก ที่จะ มากระทบกับกาย และใจข้างใน : รูปกระทบตา, เสียงกระทบหู, กลืนกระทบจมูก, รสกระทบลิ้น, สัมผัสทางผิวหนังมา กระทบผิวหนัง, อารมณ์ความรู้สึกมากระทบจิต, นี้รวมเป็น ๖ คู่. การศึกษาเช่นนี้ ต้องเล็งถึงตัวจริง ไม่ใช่ตัวหนังสือ. เมื่อผมพูดอะไรไป พวกคุณต้องรู้จักตัวจริงของมัน ว่า ผมกำลังพูดถึงอะไร ที่กำลังมีอยู่ในตัวคุณ : พอพูดว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องรู้ว่า เรามี อันนี้ เป็นเครื่องมือ สำหรับรับอารมณ์ข้างนอก, แล้วมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ อยู่ข้างนอก สำหรับมาสัมผัสกับเครื่องรับข้างใน.

น.79 (ต่อ) ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันก็มีทั้งที่กาย และใจ ; เช่นว่า ตา นี้ ก็มี เนื้อตา, แล้วก็ มีจิตส่วนที่จะรู้ทางตา ทำหน้าที่อยู่ที่ตา มันจึงจะเป็นตา ขึ้นมาได้. หู ก็เหมือนกัน ไม่ใช่หมายถึงแต่ว่า เนื้อหนังที่ประกอบกันเป็นหู หรือเพียงเครื่องทำ หน้าที่ทางหู มันต้องมีส่วนที่เป็นความรู้สึก ที่เป็นจิตเป็นอะไรนี้ มารวมเข้าด้วย จึงเรียก ว่าหู : จมูก ลิ้น กาย ก็เหมือนกัน กระทั่งใจเอง. ในวันหนึ่ง ๆ เรามีอะไรมากระทบตา หรือกระทบหู กระทบจมูก ฯลฯ นี้เข้าใจได้เอง ไม่ต้องอธิบาย. ทีนี้พอมันมากระทบเข้าแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้น จึงมาเข้า เรื่องเมื่อตะกี้ ! ก็คือ อวิชชา : ถ้ามีการกระทบ กันเข้าแล้ว ไม่มีความรู้ ความฉลาด ในเรื่องนั้นๆ การกระทบนั้นก็ เป็นการกระทบตามอำนาจของอวิชชา. ยกตัวอย่างทางตาก่อน : มีตา แล้วก็มี รูป ที่มากระทบตา เพราะมันมา ถึงกันเข้า, เกิดความรู้สึกทางตา เรียกว่า วิญญาณทางตา ; นี่ของ ๓ อย่างนี้ ถึงกัน เข้า แล้ว ก็ เรียกว่าผัสสะ คือการกระทบโดยสมบูรณ์. ตอนผัสสะนี้เอง ถ้ามีความรู้ ความเข้าใจแจ่มแจ้งในความจริงของสิ่งนั้น ๆ อยู่ การกระทบนั้นก็เป็นการกระทบด้วยวิชชา ; อย่างนี้จะไม่เป็นไปเพื่อเกิดทุกข์. ทีนี้ โดยมากไม่เป็นอย่างมีวิชชา ในขณะของการกระทบนั้น ขาดความรู้ มีความไม่รู้ หรืออวิชชาอยู่แทน ; ดังนั้นมันจึงเป็นไปในทางที่จะให้เกิดทุกข์อย่าง แน่นอน เพราะว่าไม่รู้, หรือว่าอาจจะมีความรู้ แต่มาไม่ทัน เพราะไม่มีสติ ก็เหมือนกัน มีค่าเท่ากัน. เพราะว่า ไม่รู้เสียเลย มันก็อวิชชา, เพราะว่า รู้อยู่บ้าง แต่ในขณะนั้น ไม่เกิดความรู้อันนี้ เพราะไม่มีสติ นี้ก็เรียกว่า มีอวิชชาเหมือนกัน. เป็นอันว่า การ กระทบนั้น กระทบด้วยอวิชชา คือ การกระทบกันซึ่งมีอยู่ในร่างกาย หรือจิตใจของ คนนั้น ซึ่งกำลังเป็นคนโง่ ในกรณีนั้น.

น.80 เมื่อ มีการกระทบ เกิดขึ้นแล้ว ก็มีเวทนา คือความรู้สึก เรียกว่าเวทนา. เวทนานี้แยกออกเป็น ว่าน่ารัก น่าพอใจ ให้เกิดความยินดี ก็มี, ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ ไม่ให้เกิดความยินดี ก็มี, หรือมันไม่มีความหมายใน ๒ ประการนั้น ทำให้โง่ หรือหลง หรือสงสัยอยู่ ก็มี. ถ้าการกระทบนั้นเป็นไปในขณะที่ไม่มีวิชชา คือ มือวิชชา แล้ว เวทนาที่เกิดขึ้น ก็กลายเป็นเวทนาที่มาจากอวิชชาด้วย คือ เป็นเวทนาสำหรับจะโง่ ต่อไปอีก จะให้เกิดตัณหา ต่อไป. เวทนาที่มาจากการกระทบด้วยอวิชชา ทำให้เกิดตัณหา คือความอยาก ด้วยความโง่. อย่าลืมว่าข้อนี้สำคัญ ถ้าอยากด้วยวิชชา ไม่เรียกว่าตัณหา ; พออยาก ด้วยอวิชชา - ความโง่ ก็เรียกว่าตัณหา. ฉะนั้น ตัณหา คืออยากด้วยความโง่ ก็เกิด ขึ้นในเวทนานั้น ๆ ที่ปรุงออกมาจากผัสสะ ที่เป็นอวิชชา แล้วอะไรที่น่ารัก ก็จะโง่ ไปรัก, ที่น่าโกรธ ก็จะโง่ไปโกรธ, ที่น่าสงสัย ก็จะโง่ไปสงสัย ตอนนี้มีหลักที่แน่นอนอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อได้รับเวทนาที่น่ารักน่าพอใจ เป็น สุขเวทนา มันก็ เพิ่มราคานุสัย คือความเคยชินที่จะรัก, ถ้าได้รับ ทุกขเวทนา ที่ไม่ น่ารัก ไม่น่ายินดี มันก็ เพิ่มปฏิมานุสัย คือ ความเคยชินที่จะโกรธจะเกลียด จะเคียด แค้น, ถ้าได้รับ อทุกขมสุขเวทนา มันก็สลัวไป แต่ไม่ได้สร้างปัญญา หรือวิชชาขึ้น, เพราะฉะนั้น มันก็เพิ่ม อวิชชานุสัย คือ เพิ่มความเคยชินในการที่จะโง่ ที่จะไปสนใจ ในสิ่งที่ไม่ต้องสนใจก็ได้. นี่ดูให้ดี ๆ ว่า เรา วันหนึ่ง ๆ นี้ มีการเพิ่มให้โง่ กี่มากน้อย, หรือ เพิ่ม ให้เกิดราคานุสัย - ไวต่อการที่จะรัก, หรือ เกิดปฏิฆานุสัย - ไวต่อการที่จะเกิด ความรู้สึกเกลียด, ก็มีอยู่อย่างนี้. อันนี้แหละเป็นตัวสำคัญ ที่จะทำให้เราบังคับอะไร ไม่ได้ ในเรื่องต่าง ๆ ที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งเนื่องกันมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มีการ กระทบ. ถ้าเกิด กระทบด้วยอวิชชา คือในขณะนั้นไม่มีวิชชา ก็จะเกิดเวทนา

น.81 (ต่อ) สำหรับจะให้เกิดความอยากด้วยความโง่ ทั้ง ๓ ชนิด. สุขเวทนา ก็เกิดโง่ไปอย่าง หนึ่ง, ทุกขเวทนา ก็เกิดโง่ไปอย่างหนึ่ง, อทุกขมสุขเวทนา ก็เกิดโง่ไปอีกอย่างหนึ่ง. การเพิ่มความโง่ นี้ ทำกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันก็เลย ชินเป็นนิสัย และเป็นความไวที่จะเกิดความรู้สึกอย่างนั้น ; นี่คือตัวปัญหา ที่มีอยู่จริง มันตั้งต้นที่ ตรงนี้; เราไม่อยากจะโลภ ไม่อยากจะโกรธ ไม่อยากจะหลง ก็ทำไม่ได้ เพราะว่า เราพอกพูนความเคยชินอย่างนี้มาเรื่อย. ทีนี้ พอเกิดตัณหา คือ ความอยากไปตามความโง่ ในเวทนานั้นๆ อย่างใด อย่างหนึ่งแล้ว จะเกิดอุปาทาน หรือยึดมั่นในลักษณะเป็นตัวเรา เป็นของเรา; อันนี้ ก็สำคัญมาก ถ้าคุณเป็นนักศึกษาจริง ๆ คุณจะสังเกตเห็น ข้อที่ขัดแย้งในทางตรรกของ คนเขลา ๆ ในโลกนี้ เพราะเขาไม่รู้เรื่องนี้ ว่าทำไมจึงเกิดความอยาก ก่อนเกิดผู้อยาก ; นี้เพราะว่า มันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ. "ผู้อยาก" นี้เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เมื่อเกิดตัณหา ความอยากอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจึงจะเกิดความรู้สึกว่า ฉันอยาก หรือ กูอยาก ทีหลัง ซึ่งเรียกว่า อุปาทาน ; ฉะนั้น ตัวกู ที่เรียกว่า เป็นอุปาทาน นั้นเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ มันจึงเกิดได้ทีหลัง ความอยาก เพราะเป็นเพียงนามธรรมด้วยกัน. ทีนี้เราเคยเรียนแต่เรื่องวัตถุ มันก็มี เรื่องตรรก หรือ logic แต่ทางวัตถุ ว่าต้องมีผู้กระทำก่อนซิ จึงจะเกิดการกระทำ. นี่ทำ ไม่จึงเกิดมีการกระทำก่อน แล้วจึงเกิดตัวผู้ทำ? ก็เพราะว่าเป็นเรื่องจิตใจ ที่เป็นมายา เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ เกิดตัณหาความอยาก แล้วก็เกิดอุปาทาน ความยึดมั่น เป็นตัวกู ผู้อยากผู้ต้องการ. ต่อไปนี้ เกิดสิ่งที่เรียกว่า ภพ - ความเป็น ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงว่า ตัวกู ว่าเป็นคน ๆ หนึ่งในกรณีนั้น. ถ้าศึกษาอย่างนี้แล้ว เข้าใจแล้ว จะพบว่า "คน" นั้นไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา ; ถ้าพูดทางวัตถุ เอาวัตถุเป็นหลัก เขาถือว่า "คน"

น.82 เกิดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจากท้องแม่ จนกว่าจะเข้าโลง ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา ; ถ้า พูดอย่างภาษาธรรม จะว่า "คน" เกิดต่อเมื่อมีความรู้สึกว่า กูเป็นกู หรือว่า กูต้องการอะไร กูทำอะไร กูได้อะไร กูเสียอะไร นั่นแหละ. ตอนนี้แหละจะเรียก ว่า เกิด "คน" ขึ้นมา แล้วก็หายไป ตายไป ในเมื่อกรณีนั้น ๆ ผ่านไป จนกว่าจะเกิด กรณีใหม่ผ่านมาอีก นี้เขาเรียกว่า ภพ คือ ความเป็นขึ้นมา. จากภพ ก็เกิดชาติ คือความสมบูรณ์แล้วที่จะยึดถือ ว่า "เกิด" โดย สมบูรณ์แล้ว : เกิดคน เกิดทุกข์ เกิดทุกอย่าง ก็มีความแก่ เจ็บ ตาย เป็นปัญหา โดยทั่วไป, แล้วก็มีความรู้สึกว่า กูเกิด กูแก่ กูเจ็บ กูตาย เป็นปัญหาที่ยืนพื้นอยู่, แล้ว เกิดปัญหาคือ ไม่ได้อย่างใจ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เป็นความทุกข์ที่ทำความทรมานให้ โดยตรง. ที่กล่าวมานี้ คือ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ; แต่เราไม่อยากเรียกว่า ปฏิจจ- สมุปบาท ให้มันลำบาก เราจึงเรียกว่า ปัญหาของคน คือมันมีแต่อย่างนี้ แล้วเคยชิน แต่อย่างนี้ จนเราบังคับตัวเราเองก็ไม่ได้ ; เพราะว่าตัวเราเองก็มิได้มี มันมีแต่กลุ่ม ของกาย ของใจ ของอะไร ที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน. เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว คุณควรจะรู้จักตัว อวิชชา กันได้แล้ว คือ ความไม่รู้ ความปราศจากความรู้ นี้มันคอยอยู่ทุกแห่งทุกหน เพราะว่าคนสร้างกันมาแต่เรื่อง อวิชชาทั้งนั้น. พอรูปกระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก ฯลฯ มันก็คอยแต่ จะไปในทางอวิชชา คือว่าโง่ไปหลงรักเวทนาที่เป็นสุข ไปเกลียดเวทนาที่เป็นทุกข์ ไป สงสัยในเวทนาที่ไม่ชัดลงไปว่า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์. เราพูดกันแล้วว่า เราพูดเรื่องประยุกต์ พูดเรื่อง apply โมกขธรรมประยุกต์ ; คุณอย่าให้กลายเป็นเรื่องเสียง เรื่องตัวหนังสือ เรื่องอะไร ที่คุณจดไว้ในกระดาษ

น.83 (ต่อ) นั่นมันไม่ถูก ที่จดนั้นเพื่อกันลืมได้ แต่แล้วต้องเข้าใจว่า ผมกำลังพูดถึงอะไร ที่มีอยู่ จริงในตัวของคุณ แล้วมันก็เป็นไปตามหน้าที่ของมันทุก ๆ วัน. ทบทวนอาการของความไม่รู้จริงในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทบทวนกันอีกทีหนึ่ง เผื่อว่าจะจดผิดไป ว่า : ข้างนอกมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, ข้างใน มีเครื่องรับอารมณ์นั้น ๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; พอคู่ของมันพบกันเข้า เช่น รูปกระทบตา ก็ เกิดความรู้สึกทางตา ก็เรียกว่า จักษุ วิญญาณ, ถ้าเป็นทางหู ก็เรียกว่า โสตวิญญาณ, ถ้าทางจมูก ก็เรียกว่า ฆานวิญญาณ ฯลฯ ภาษามันยุ่งไปเปล่า ๆ ; เรียกว่า ความรู้สึกทางตา ความรู้สึกทางหู ความรู้สึกทาง จมูก ความรู้สึกทางลิ้น ความรู้สึกทางผิวหนัง ความรู้สึกทางใจ เป็น ๖ อย่าง, ทีนี้อย่างใดอย่างหนึ่งมันเกิดขึ้น ในกรณีหนึ่งมันจะมีอย่างหนึ่งเท่านั้น จะมีครบทั้ง ๖ อย่างไม่ได้, มันต้องเกิดคนละที. ยกตัวอย่างในทางตา มีรูปมากระทบตา แล้วเกิดความรู้สึกทางตา ก็เลย กลายเป็นของสามสิ่ง คือ รูปมากระทบกับตาที่รับการกระทบ แล้วก็ความรู้สึกทางตาที่เกิด ขึ้นที่ตา สามอย่างนี้สมบูรณ์แล้ว ถึงกันแล้ว เรียกว่าผัสสะทางตา ; ในขณะแห่ง สัมผัสนั้น เป็นคนโง่ หรือเป็นคนฉลาด มีปัญหาอยู่ที่นี่. ถ้าเป็นคนโง่อยู่ตามเดิม มันก็สัมผัสด้วยอวิชชา, ถ้าเป็นคนฉลาด หรือมีสติสมบูรณ์ ก็มีความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือรู้อย่างที่ควรจะรู้ อย่างอื่นขึ้นมาในขณะนั้น. ใน ขณะสัมผัส ถ้ามีสติ ก็เป็นสัมผัสของคนฉลาด; สัมผัสของคน ฉลาดนั้นไม่เป็นไร มันจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่เป็นทุกข์. คนฉลาดสัมผัสอารมณ์แล้ว รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ควรจะทำอย่างไร ควรจะทำเท่าไรก็ทำ ไม่ต้องทำก็ไม่ทำ, หรือ ว่าอย่างมากที่สุดมันก็กลายเป็นการศึกษาไป : รู้ว่า นี้คืออะไร นี้คืออย่างไร แล้วก็เลิก กัน ไม่ต้องมีความทุกข์, แล้วก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้น มันก็มีความเคยชิน ที่จะรู้เพิ่มขึ้น ตามแบบของผู้มีวิชชา.

น.84 ทีนี้ ในทางที่ตรงกันข้าม คือ คนโง่ สัมผัสอารมณ์ ก็เป็นการสัมผัสของ คนโง่ ไม่มีความรู้ และไม่มีสติที่จะพาความรู้มาได้ทันท่วงที, เวทนาที่เกิดขึ้น ก็กลายเป็นเวทนา สำหรับเป็นที่ตั้งแห่งความอยาก หรือความยึดมั่นถือมั่นไปเสีย ไม่เป็น การศึกษาเลย. ฉะนั้น จึงมีสุขเวทนาสำหรับให้รักจนเกิดความเคยชินในความรัก, ให้มี ทุกขเวทนาสำหรับให้โกรธ, แล้วจึงเพิ่มความเคยชิน สำหรับที่จะโกรธแรงขึ้นเร็วขึ้น, มีทุกขมสุข สำหรับให้หลงใหล หรือว่าสนใจหรืออะไร ไปตามเรื่องของมัน คือจะโง่ มากขึ้น ในเรื่องของเวทนานั้น ๆ. เรามีเวทนาอย่างไร บ้างในวันหนึ่ง ๆ ล้วนแต่จะต้องแยกดู ว่า เป็นเวทนา ในขณะที่เรามีความฉลาด หรือเป็นเวทนาในขณะที่เรามีความโง่. อยากจะพูดว่า เดี๋ยวนี้ มันมีแต่เวทนาในทางที่จะให้โง่ หรือเป็นเวทนาของคนโง่ เพราะไม่เคยรู้ ไม่เคยศึกษา ไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องนี้; ฉะนั้น เราจึงเกิดตัณหา คือ ความอยากด้วยความโง่ ตามสมควรแก่เวทนานั้น ๆ. ตัวอย่างเช่น สุขเวทนา ก็เกิดความอยากที่จะเอา จะมี จะได้ จะสะสม, ถ้าเกิด ทุกขเวทนา ก็จะโกรธ จะเกลียด จะอยากไปในทางที่จะฆ่ามันเสีย ทำลายมันเสีย. นี่คนเราจะทำลายศัตรู ก็เพราะรู้ว่าเป็นอุปสรรคต่อความอยากของเรา จึงรบราฆ่าฟันกัน เพราะความอยากที่ไม่ตรงกัน. นอกจากนั้น ก็ยังมีความอยากที่ละเอียดประณีตขึ้นไป ในทางจิตใจ ซึ่งยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปนึกถึงก็ได้. เราต้องนึกถึงแต่ความอยาก ที่มันกำลังเป็นปัญหาขบกัดเราอยู่นี่แหละ ; อยากที่จะได้นี้ก็เป็นความโลภ, อยากที่จะทำลาย เมื่อเราไม่ชอบใจ ก็เป็นความ โกรธ, อยาก ด้วยความพะวงสงสัยพัวพัน มัวเมาอยู่ แต่ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ อย่างนี้ ก็เป็นความหลง, เรียกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีมูลมาจากความอยาก ด้วยอำนาจของความโง่.

น.85 (ต่อ) ความอยากนั้น พออยาก อย่างใด ก็จะยึดถือ อย่างนั้น : ได้ของรักของ พอใจ ก็อยากไปในทางที่จะมี จะยึดครอง จะบริโภค จะเสวย, แล้วก็มีความรู้สึกว่า กูได้แล้ว กูกิน กูใช้ กูยึดครองเป็นไปอย่างนี้ เรียกว่า อุปาทาน หมายมั่นเป็นตัวเรา เป็นของเราขึ้นมาในกรณีนั้น ๆ, เดี๋ยวมันก็ดับไปแล้ว. แต่อย่าลืมว่า ในกรณีหนึ่ง ๆ นั้น มันพอที่จะทำให้ตกนรกหมกไหม้หลายชั่วโมงก็ได้. ที่เป็น ภพ คือ เป็นตัวคนสมบูรณ์ ขึ้นมา เป็นนาย ก นาย ข อะไรก็ตาม ที่เป็นอย่างนั้นขึ้นมาโดยสมบูรณ์ ก็มีปัญหาเรื่องความทุกข์ เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตาย, หรือในทุกสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ตัวต้องการ. เพราะไม่รู้จักอาการของปฏิจจสมุปบาท คนจึงมีทุกข์ ที่พูดมาเสียยืดยาว ก็เพื่อจะชี้ให้รู้นิดเดียวว่า เราบังคับมันไม่ได้ เพราะเรา ไม่รู้ ; ปัญหาหนักอกหนักใจของเรา ก็คือ การที่เรา บังคับไม่ได้ ที่จะไม่ให้ความ ทุกข์เกิดขึ้น. เรามันโง่เกินกว่าที่จะโง่ แล้วจะไปบังคับกันอย่างไรได้ ; เมื่อบังคับ ไม่ได้ ก็เกิดปัญหาขึ้นมา เป็นความทุกข์ขึ้นมา. อย่างนี้ผมเรียกว่า ปัญหาของคนใน ชีวิตประจำวัน เรื่องหนึ่ง กรณีหนึ่ง เขาเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ฯ; แล้วก็เป็นปัญหาของคน คือว่า จะต้องเป็นทุกข์แล้ว มันอยากจะไม่ทุกข์ ก็ทำไม่ได้ ก็ต้องทนทุกข์ รับทุกข์ไป. อารมณ์ทั้งหลาย ที่จะเข้ามาทำให้เกิดปัญหา เกิดเรื่องนี้เข้ามาได้มาก : ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม, จะเรียกว่าอะไรก็ตาม, แต่เราจะ สรุปเท่าที่เป็นปัญหาอยู่จริงแก่คนในโลกนี้ เวลานี้ ก็คือ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ. เราอยากจะพูดอักษรย่อกับเขาบ้างเหมือนกัน จะพูดว่า สาม ก. ก. กิน ก. กาม ก. เกียรติ นั่นแหละ คือปัญหา ที่กำลังมีอยู่.

น.86 สรุปปัญหาที่เกิดแก่คน ได้แก่เรื่อง สาม ก. ฟังแต่ชื่อ สาม ก. ก็ไม่ค่อยน่ากลัว หรือร้ายกาจอะไรนัก แต่ไปดูตัวจริง มันเถอะ ; ปัญหาเรื่องกิน รัฐบาลก็แก้ไม่หวาดไหว, ปัญหาเรื่องกินของประชาชน ก็มีมากขึ้น, มีกินแล้วยังไม่พอ ยังอยาก เรื่องกาม อีก ก็สร้างปัญหาอะไรขึ้นมาอีก เช่นอาชญากรรมทั้งหลาย, แล้วยังมี เรื่องเกียรติ คนยังจะแย่งกันครองเมืองทั้งนั้น ก็ว่ากันไป ไม่มีที่สิ้นสุด เลยมีแต่ปัญหา. ส่วนตัวบุคคลหนึ่ง ๆ ก็มีปัญหา ส่วนสังคม ก็มีปัญหา เรียกว่าปัญหาของคน. เราต้อง รู้จักตัวปัญหา นี้ก่อน จึงค่อยพูดกันถึงการแก้ปัญหา ; แล้วเรา ก็จะพบได้เองว่า พระธรรม หรือพระพุทธศาสนาก็คือ สิ่งที่เขาได้ค้นคว้ามาแล้วอย่างถูก ต้องและเพียงพอ สำหรับจะแก้ปัญหาเหล่านี้. พวกคนโง่เหล่านั้น เขาไม่สนใจ ; เพราะเขาไม่รู้จักปัญหา เขาก็ถลำลึกลงไปในตัวปัญหา เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ กันเสียตะพึด ไม่เคยโผล่ศีรษะขึ้นมาชะเง้อหาวิธีแก้ปัญหา. เขา ต้องการ แต่จะให้ได้ กิน ให้ได้ถาม ให้ได้ เกียรติ เขาต้องการแต่เท่านั้น. ปัญหาไปตกอยู่ที่การยื้อแย่งกัน ทำลายล้างกัน เพื่อประโยชน์แก่การ ได้สิ่งเหล่านั้น ; ไม่มีใครมองเห็นว่า นี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องช่วยกันแก้. นี่คือ ปัญหาของคน มีอยู่ในรูปนี้ ในเวลานี้; ฉะนั้น โลกนี้ก็มีปัญหามากขึ้น แล้วใครจะ ไปแก้ ในเมื่อคนในโลกเป็นตัวปัญหาเสียเอง เป็นผู้ทำปัญหาเสียเอง. จะต้องมีคน บางคน ที่เขามองเห็นสิ่งเหล่านี้ ที่จะกระเด็นออกมา เป็นผู้แก้ปัญหา ; คนนอกนั้น ก็รวมอยู่ในกลุ่ม ที่จะสร้างปัญหาให้แก่คนทั้งนั้น เรามาพยายาม ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "คน" และเกี่ยวกับคำว่า ปัญหา ของคน กันให้เพียงพอ. เมื่อวานนี้ก็พูด วันนี้ก็พูดขยายความคำว่า ปัญหาของคนนั้น ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก, แล้วเราก็จะได้พูดกันถึงการแก้ปัญหา ให้เป็นที่เข้าใจกันได้

น.87 (ต่อ) ขณะนี้เราศึกษารู้จักตัว ตัวปัญหา กันก่อน ว่ามีมาอย่างไร ? ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ก็มา จากความไม่รู้ มาจากอวิชชา มาจาก กิเลส. เมื่อจะดูกันให้ละเอียด ว่ามันมาอย่างไร มันมีกรรมวิธีของมันอย่างไร ? เราก็พูดอย่างที่กำลังพูดเมื่อตะกี้นี้ ; แล้วปัญหาเฉพาะหน้าของเรา ก็คือว่า เรายังเอา ชนะมันไม่ได้ เราต้องการจะให้เป็นอย่างนี้ มันก็ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราเลย เป็นผู้เสวยทุกข์, ถ้ามีมาก ๆ ก็เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น ถ้าไม่มากนัก ก็เป็นมนุษย์ที่ทน ทุกข์, เป็นสัตว์มนุษย์ที่กำลังทนทุกข์ตามธรรมดาสามัญ, ถ้าขนาดหนักก็เรียกว่า ตกนรก เป็นสัตว์นรกไปเลย. เราอยู่ในรูปร่างของคน แต่ในความหมายที่แท้จริงนั้น เป็นสัตว์นรก เพราะ ว่าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ร้อนระอุเหมือนไฟสุม. มีพระพุทธภาษิต ที่พระพุทธเจ้าท่าน ใช้คำว่า อาทิตฺตํ : จกฺขุ อาทิตฺตํ แปลว่า ตาก็ลุกไหม้ หูก็ลุกไหม้ จมูกก็ลุกไหม้ ลิ้นก็ลุกไหม้ ผิวหนังก็ลุกไหม้ ใจก็ลุกไหม้ ; ในอาทิตตปริยายสูตรว่าอย่างนั้น นั่นแหละคือตัวปัญหาที่แท้จริง แต่มองไม่เห็น. พวกคุณมองเห็นไหม ว่า ตาลุกไหม้ได้อย่างไร ? หูลุกไหม้ได้อย่างไร ฯลฯ ? นี่มองไม่เห็น ; แล้วได้อุตส่าห์พูดกัน ก็เพื่อให้มองเห็นว่า มัน ลุกไหม้อยู่ทุกเวลาที่มี การสัมผัสด้วยอวิชชา. เมื่อตาลุกไหม้ หูลุกไหม้ ฯลฯ แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ มันก็ลุกไหม้, วิญญาณที่ไปรู้จักสิ่งเหล่านี้ก็ลุกไหม้ กระทั่งไปถึง ผัสสะ เวทนา ตัณหา ก็เป็นตัวความลุกไหม้ไปหมด เขาเรียกว่า เราอยู่ในกองไฟที่มีความลุกไหม้. นี่คือปัญหา : เราไม่เคยคิดว่า เราลุกไหม้ ; เราไม่เคยคิดที่ว่า เราจะ ดับไฟ; ก็ยิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้นไปอีก คือเป็นปัญหาของคนที่ไม่รู้ว่ามีปัญหา. สรุปความสำหรับการพูดในวันนี้ก็ว่า เรา ไม่สามารถจะบังคับ ตัวเรา ใน สภาพที่ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะว่า เรานั้น เคยชินแต่ในทางที่จะเป็นทุกข์. มีความ

น.88 คิดแต่ที่เป็นอวิชชา อยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชา มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วก็ไปหลง ในเวทนา มันก็มีปัญหาเรื่อยไป ; จนกว่าเมื่อไรจะรู้เรื่องนี้ แล้วจึงควบคุมมันได้, คือควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อจะสัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; ถ้ามีความรู้ มีสติปัญญา ก็จะควบคุมได้. เดี๋ยวนี้ เราควบคุมไม่ได้ แล้วก็ถือว่าเป็นตัณหา ; กล่าวสั้น ๆ คือว่า ปัญหา เฉพาะหน้า ของเรา คือการที่เราควบคุมความรู้สึกในจิตใจไม่ได้ และรวมทั้งควบคุม ทางกายไม่ได้. เป็นอันว่า ควบคุมไม่ได้ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ; เป็นปัญหา ที่ใหญ่หลวงที่สุด ที่น่ากลัวที่สุด ที่เรียกว่าเป็นปัญหาของคน ในความหมายที่ชัดเจน ละเอียดยิ่งขึ้น กว่าที่พูดมาแล้วเมื่อวานนี้. ผมจะยุติส่วนที่จะต้องบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ต่อไปนี้เป็นโอกาสสำหรับใครสงสัย อย่างไรจะได้ถาม, และให้ถามเฉพาะในขอบเขตของปัญหานี้ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ; ไม่ยอมให้ถามปัญหาอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเราไม่มีเวลาพอ ใครมีความสงสัย ก็ถามได้. ปัญหาของคน คือ การที่เราอยู่ด้วยความโง่ ไม่สามารถบังคับอะไรได้ ในระบบจิตใจ ที่จะถูกปรุงแต่งไปในทางที่จะให้เกิดทุกข์. คำอธิบายตอบปัญหา ไม่มีใครถามหรือ ไม่มีใครยกมือสลอนเหมือนในห้องเรียน. สวนโมกข์นี้ ศักดิ์สิทธิ์ มันกวาดปัญหาไปเสียจากจิตใจคน เลยไม่มีปัญหา ไม่มีใครสงสัย. ลองคิดดู ใครก็ได้ ฆราวาสก็ได้ สงสัยก็ถาม. (ถาม) ผมอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ตามที่ท่านอาจารย์พูดถึงวงของปฏิจจ- สมุปบาท ที่กล่าวมา หมายความว่า ผัสสะนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราบังคับไม่ได้ ; แต่วิชชาเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดเป็นเช่นนั้นใช่ไหม ?

น.89 (ต่อ) (ตอบ) ฟังออกแล้ว ว่าถามอย่างไร ? ผัสสะเป็นสิ่งที่ต้องมี ถ้าเรายังมี ชีวิตอยู่ เราหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ ไม่ได้ เพราะเรายังมีตา มีหู อยู่ อารมณ์ก็มีอยู่ : ฉะนั้นมันต้องมีสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ แล้วก็ถือเอา ผัสสะเป็นจุดตั้งต้น ที่จะเกิด ปัญหา หรือไม่เกิดปัญหา. ถ้าเราจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะถูกต้อง ปัญหาก็ไม่เกิด จัดการ ผิดปัญหาก็เกิด ; จัดการผิด คือ ในขณะแห่งผัสสะนั้น ไม่มีความรู้ ไม่มีสติปัญญาเข้า มาเกี่ยวข้อง มันก็กลายเป็นผัสสะด้วยอำนาจของอวิชชา อย่างนี้มีปัญหาเรื่อยไป จนเป็น ความทุกข์. ถ้าเผอิญในเวลานั้น เรามีความรู้เกิดขึ้นก็ดี หรือว่า มีสติดึงเอาความรู้ที่เรา เคยฝึกฝน อบรมศึกษามาได้ทันท่วงทีก็ดี ก็เรียกว่ามีวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องในขณะนั้น และอวิชชาก็ไม่มีโอกาส; ฉะนั้น ผัสสะนั้นก็เป็นผัสสะของวิชชา. ผัสสะของวิชชาไม่นำไปสู่ความทุกข์ มันจะนำไปให้รู้หน้าที่ ที่ควรทำ, และถ้าไม่มีหน้าที่ก็ไม่ต้องทำ ; แต่มันก็ให้เกิดการศึกษา หรือสติปัญญาในส่วนนี้เพิ่มขึ้น. มันจะเพิ่มความเคยชินในทางตรงกันข้าม คือความเคยชินที่จะเข้าใจถูก จะรู้ถูก จะไม่โลภ จะไม่โกรธ จะไม่หลง ยิ่งขึ้น. ฝ่ายนี้จะเพิ่มความเคยชินทางฝ่ายวิชชา, ฝ่ายโน้นจะเพิ่ม ความเคยชินทางฝ่ายอวิชชา. ที่คุณถามว่า อวิชชาเป็นสิ่งที่จะต้องคอยกำจัด นั้นก็ถูกแล้ว, ต้องคอย ป้องกัน อย่าให้เกิด. แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ว่า อวิชชาคืออะไร มันก็ไม่สามารถที่จะ ป้องกัน เพราะเราไม่รู้ว่า นี้เป็นข้าศึกแล้วเราก็เคยชินแต่ที่จะมีอวิชชา ; ถ้าห้ามกันไว้ ไม่ได้ มันก็เกิดอวิชชาในขณะนั้น แล้วทำไปด้วยอำนาจอวิชชา. หน้าที่ของเรา ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ก็คือ พอกพูนวิชชา อยู่เป็น ประจำ ; อย่างว่าให้ทำวิปัสสนา ทำกรรมฐาน ทำอะไรต่าง ๆ ก็คือพอกพูนวิชชาไว้ เป็นประจำ ให้มีความรู้มากขึ้น แล้วมีสติปัญญาเอาไปใช้ได้ทันท่วงที ในขณะที่ผัสสะ เกิดขึ้น ; อย่างนี้ก็ไม่มีปัญหา หรือว่า ไม่มีความทุกข์. การที่เรา จะป้องกันอวิชชา

น.90 เฉย ๆ ไม่มีทางทัน นอกจากจะเพิ่มพูน พอกพูนวิชชา เท่านั้น, แล้วทำความเคยชิน ในการที่จะเกิดวิชชา ฝึกฝนให้มีความแคล่วคล่องที่จะมีสติสัมปชัญญะ เพื่อกันอวิชชา ออกไปเสีย. สติ ไม่อาจจะฆ่าอวิชชา แต่ว่าเป็นเครื่องมือ ที่จะกันอวิชชาไป ไว้เสีย ทางอื่น หรือหยุด สำหรับ เป็นโอกาสของปัญญา หรือวิชชา ที่จะเข้ามาทำลายอวิชชา อีกต่อหนึ่ง. บางทีก็มีสติไว้เป็นเพียงสะกัดกั้นความรู้สึก คิดนึก ที่ปรุงแต่งเสียเท่า นั้นก็พอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ; แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ก็ต้องไปดึงเอา วิชชามา เพื่อจะทำลายอวิชชาในกรณีนั้น. หน้าที่ ที่เกี่ยวกับอวิชชาก็คือ อย่าให้อาหารแก่มัน ให้มันผอมลง ๆ. พระ พุทธเจ้าท่านตรัส, หรือพระสาวก หรือคนอื่น ๆ ก็กล่าวไว้ ตรงกันว่า อวิชชานี้เกิด มาจากอาสวะ ; แล้วอวิชชานี้มีนิวรณ์ ๕ เป็นอาหาร. อาสวะ นี้ก็คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ; นี่ก็มีอวิชชาอยู่ อีกตัว นั่นแหละ, ความหมักหมมแห่งอวิชชา นี้แหละ เป็นที่เกิดของอวิชชา ใน กรณีหนึ่ง ๆ เป็นประจำวัน คือเราหมักหมมอวิชชาไว้แต่อ้อนแต่ออก. ทีนี้พอมันเกิด ออกมาแล้ว มัน ได้อาหารหล่อเลี้ยงคือ นิวรณ์ มันจะหล่อเลี้ยงความหมักหมมแห่ง อวิชชา นั่นแหละมากกว่า. นิวรณ์ ๕ ก็ควรจะรู้ ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นประจำวัน ได้แก่ กามฉันทะ - ครุ่นไปในกาม, พยาบาท - กรุ่นไปในทางประทุษร้าย, ถีนะมิทธะ - จิตหดหู่ซึมเขา คือแฟบลงไป หรือ ความที่จิตละเหี่ยแฟบลงไป, อุทธัจจะกุกกุจจะ คือ จิตที่ฟุ้งซ่านขึ้นมา, วิจิกิจฉา - คือความที่คิดลังเล ไม่มีความแน่นอนอะไรลง ไปได้ ; ๕ อย่างนี้ เขาเรียกว่า นิวรณ์. ขืนปล่อยให้นิวรณ์เป็นของมีอยู่ละก็ เรียกว่า เป็นการให้อาหาร เพิ่มอาหารให้แก่อวิชชา อวิชชาก็จะแรงกล้า.

น.91 (ต่อ) จงพยายามที่จะ กำจัดนิวรณ์ ในวันหนึ่ง ๆ แล้วก็มีสติสัมปชญฺญะ อย่าให้ อวิชชาเกิดออกมาในกรณีหนึ่ง ๆ ที่ตากระทบรูปเป็นต้น. เมื่อเราไม่ให้อาหารแก่อวิชชา อยู่ตลอดเวลาแล้ว อวิชชาสวะจะค่อย ๆ น้อยลง ๆ ค่อยถูกขุดถูกทำลายให้น้อยลง ให้เหลือ น้อยลง ; ฉะนั้น จึงเห็นจริงกับข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อยู่ให้ถูกต้อง เป็นอยู่ให้ถูก ต้อง โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์" ‘เป็นอยู่ให้ถูกต้อง" ก็คือ อย่าให้มีโอกาสที่จะเกิดนิวรณ์นั้นก่อน เป็น ประจำวัน, นิวรณ์ทั้ง ๕ อย่าให้เกิด แล้วก็อย่าให้มีผัสสะด้วยอวิชชา. ถ้าเรา อยู่ อย่างอริยมรรคมีองค์ ๘ จะทำให้เป็นอย่างนี้จริง คือ ไม่อยู่ด้วยนิวรณ์ ไม่อยู่ด้วยผัสสะ ด้วยอำนาจของอวิชชา ; อวิชชาก็ผอมลง ๆ วันหนึ่งก็สิ้นไป ก็เรียกว่ามีการบรรลุ พระอรหันต์. เรื่องอวิชชาโดยย่อ ก็มีอยู่อย่างนี้. (ถาม) สำหรับปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งยังจะต้องเกี่ยวข้องกันกับ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ กระผมเห็นว่า เรื่องกิน เรื่องกามนั้นผมเองปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะว่ามันมีแต่จะ เรื้อรัง ออกนอกลู่นอกทางออกไปทุกที ; แต่พูดถึงเรื่องเกียรติ ผมมีความคิดเห็นว่า มันเป็น nature อันดั้งเดิมของมนุษย์อันหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า เราไม่ควรปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เราน่า จะประยุกต์สิ่งที่มีอยู่แล้ว ให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม เช่นว่า เกียรติ แห่งความเป็นคนดี, เกียรติแห่งการเคารพตนเอง เกียรติแห่งการเคารพเวลา; อันนี้น่าจะ เป็นการประยุกต์มากกว่า แทนที่จะปฏิเสธโดยสิ้นเชิง. ผมอยากเรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับ เรื่องเกียรติอันนี้ ได้กรุณาขยายให้ลึกซึ้งละเอียดลงไปสักนิดหนึ่ง. (ตอบ) ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ที่คุณว่า ยังมีแต่ ปัญหาสุดท้าย คือเรื่องเกียรติ เรื่องสองอย่างข้างต้นไม่ใคร่จะมีปัญหา, แล้วถือว่า เรื่องเกียรติ หรือเรื่องฝ่ายเกียรติ เป็นเรื่อง nature ซึ่งคุณคงจะหมายถึงสัญชาตญาณ หรือว่า instinct ของคน. แต่เท่าที่ผมใคร่ครวญดูแล้ว รู้สึกว่าทั้ง ๓ อย่างนั้นเป็น nature หรือ instinct ของสัตว์; เพราะเรื่องกินนั้น เป็นเรื่องที่ต้องกิน เพราะมีชีวิตอยู่

น.92 อย่างนี้ก็เป็น instinct ที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่, จึงต้องกิน ต้องหากิน ; แต่ว่าต้อง ทำให้ถูกต้อง หรืออย่าให้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา เป็นความทุกข์ขึ้นมา. เรื่องกาม นี้ก็ต้องถือว่าเป็น instinct หรือเป็น nature ซึ่งก็ต้องควบคุมไว้ ให้ถูกต้อง จึงจะไม่เป็นปัญหาขึ้นมา: เรื่องกามนั้นลึกลับซับซ้อนมาก คุณอย่าไปมอง ว่า เป็นเรื่องง่าย ๆ หรือจะบัดอะไรออกไปได้ง่าย ๆ มันเป็น instinct ของการสืบพันธุ์ ; ธรรมชาติต้องการให้สืบพันธุ์. เราพูดคล้าย ๆ กับว่า ธรรมชาติเป็นตัวตน หรือพระเจ้า ต้องการให้มีการสืบพันธุ์ อย่าให้มนุษย์สูญหายไปจากโลก. แต่ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว มันฟลุค บังเอิญมาอยู่ในรูปที่ว่า มันต้องมีความรู้สึกชนิดนี้ มี instinct ชนิดนี้ มีอุปกรณ์ ความรู้สึกอันนี้ คือต่อม gland ต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์เรามีความรู้สึกทางการสืบพันธุ์ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะไม่สืบพันธุ์. ฉะนั้น จึงมีปัญหาไปในทางที่ว่า จะมีการ สืบพันธุ์อย่างไร โดยที่ไม่ต้องเกิดความยุ่งยากขึ้นมา. ผมสังเกตเห็นว่า กำลังมีผู้เข้าใจผิด หรือศาสนาบางศาสนา กำลังตีความผิด อยู่ด้วยซ้ำไป แต่อย่าออกชื่อดีกว่า ; โดยการที่ไปเอากามารมณ์ ไปรวมกันเข้ากับการ สืบพันธุ์. กามารมณ์ไม่ใช่การสืบพันธุ์ การสืบพันธุ์ไม่ใช่กามารมณ์ ; ที่แท้นั้น การสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ ไม่เกิดปัญหาเป็นความทุกข์ขึ้นมานั้น พระเจ้าต้องการ และเป็น การปฏิบัติที่ถูกต้อง และควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง. ส่วนกามารมณ์นั้นมันไม่สืบพันธุ์ก็ได้ ไม่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ก็ได้ เป็นความโง่ความหลงของอวิชชา ; แต่ว่าธรรมชาติมัน ฉลาดกว่าเรา ก็เอากามารมณ์มาจ้างคน ให้ทำหน้าที่สืบพันธุ์ที่น่าขยะแขยง ไปเอามารวม กันเสีย. อันหนึ่งเป็นเครื่องบังหน้าหลอกคนโง่ ๆ จ้างคนโง่ ๆ ด้วยกามารมณ์ ให้ทำ การสืบพันธุ์.

น.93 ๖๕ ปัญหาคนของ (ต่อ) นี้ก็มีปัญหาว่า ถ้าเมื่อมีกามารมณ์ over มันก็ต้องมีปัญหา มีความทุกข์ที่เหลือ ออกไปจากที่จำเป็น จากส่วนที่จำเป็น. ถ้ามีการสืบพันธุ์ล้วน ๆ และบริสุทธิ์ และ ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาแล้วก็ดี จะได้มีมนุษย์ที่ดี ที่ฉลาดเหลืออยู่ต่อไป เพื่อความมี อยู่แห่งโลกที่งดงาม ที่น่าจะอยู่ เพราะถ้าขาดสิ่งนี้เสียแล้ว ก็จะไม่มีใครเกิดมา โลกนี้ มันก็สูญหายไป ; โลกมนุษย์นี้จึงต้องมีอยู่ด้วยการสืบพันธุ์ ที่ถูกต้องบริสุทธิ์. นักสอนศาสนาบางศาสนา อธิบายกามารมณ์เป็นอันเดียวกันกับเมตตา นั้น ผิดอย่างยิ่ง; ที่พระเจ้าต้องการนั้น คือ ความรักซึ่งกันและกัน นั่นไม่ใช่กามารมณ์ กามารมณ์ไม่ใช่ความรัก. นักศึกษาเหล่านี้ รู้จักกันเสียบ้างว่า กามารมณ์นั้นไม่ใช่ ความรัก มันเป็นอีกอันหนึ่งต่างหากจากความรัก. ถ้าจะพูดว่าเป็นความรักก็คือความโง่ ที่สุดของความรัก ; แต่ก็ไม่ใช่ความรัก กามารมณ์นี้เป็นความคิดปรุงแต่ง อีกอันหนึ่ง เลยเถิดเตลิดไปในด้านการ ยั่วยุอวัยวะหรือว่าต่อมแกลนด์ ที่รู้สึกทางเพศนั้นเกินเหตุเลยเถิดไป. เดี๋ยวนี้คนในโลก ก็กำลังเอามาปนกันในเรื่องกามารมณ์ กับเรื่องการสืบพันธุ์ จนเป็นปัญหายุ่งยากมากมาย. ถ้าจะพูดถึง instinct ในทางกามารมณ์ ก็เป็นอีกอันหนึ่งต่างหากจาก instinct ทางการสืบพันธุ์. ที่เราเห็นชัดง่ายๆ ก็คือ สัตว์เครัจฉานสืบพันธุ์ โดยไม่มีความ หมายทางกามารมณ์ แต่มนุษย์นี้มีความหมายทางกามารมณ์ แม้ไม่มีการสืบพันธุ์ เพราะว่ามนุษย์โง่มากเกินไปกว่าสัตว์ ไปหลงใหลในกามารมณ์ทั้งคืนทั้งวัน ทั้งเดือนทั้งปี นั่นแหละเป็นปัญหาทางกามารมณ์คืออย่างนี้ ที่จะต้องไปดูให้ดี. ปัญหาทางเกียรตินั้น ถูกแล้ว มันเป็น instinct เหมือนกัน, มันเป็นของ ประหลาดอย่างยิ่ง สำหรับสิ่งที่เรียกว่า จิต และสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ - ญาณคือ ความรู้, ความรู้ที่เกิดเอง เรียกว่าสัญชาตญาณของจิต, จิตย่อมมีความรู้สึกที่เกิดเอง หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ทาง ; แล้วทางหนึ่งก็คือ รู้สึกว่ามีเกียรติ เช่น ชนะ หรือว่า

น.94 ไม่มีอุปสรรคศัตรูมาต่อต้าน นี่ รู้สึกว่ามีเกียรติ ซึ่งเป็นเหตุให้มีความรู้สึก เป็นตัวกู ตัวกูนั่นแหละเป็นเรื่องของเกียรติมากที่สุด. สิ่งที่เรียกว่าตัวตน ความหมายแห่งตัวตน หรือตัวกู ตั้งอยู่ด้วยความรู้สึก หรือสัญชาตญาณอันนี้; ในบาลีมีคำอยู่คำหนึ่งเรียกว่า อหังการ มมังการ มานานุสัย, ชื่อมันยาวหน่อย : อหงการ มมงการ มานานุสย คือการสะสมความเคยชินในความ รู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกู. อหงฺการ - ความรู้สึกว่า กู, มมฺงการ - ความรู้สึกว่า ของกู, มานานุสย - การหมักหมมสะสมเคยชิน แห่งความรู้สึกว่า กู ว่าของกู เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง ; ถ้าละได้ก็เป็นพระอรหันต์. เดี๋ยวนี้ เราก็อยู่ใต้สัญชาตญาณที่กล่าวมานั้น ทั้งนั้น เราจึงชอบเกียรติมาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก : เด็กเล็ก ๆ ก็อยากให้ผู้ใหญ่ยกยอ หรือพอได้ยกยอก็เป็นสุข ; เพราะฉะนั้น เกียรติ ก็เป็นทางมาแห่งความรู้สึกที่เป็นปัญหา ยกตัวอย่าง ปลาตัวหนึ่ง เลี้ยงไว้ในตู้ตัวเดียว ไม่เคยรู้เรื่องอะไรกับใคร มันก็สบัดหู สบัดหาง สบัดเนื้อสบัดตัว, พอไปมองมัน มันก็มีท่าทางเหมือนกับว่า จะเล่นงานเรา. มันทำไปทำไมเหนื่อยเปล่า ๆ; นี่ด้วยอำนาจสัญชาตญาณแห่งตัวกู หรือรู้สึกว่า กู. รู้ว่ามีเกียรติ ; ฉะนั้นมันจึงกัดกัน. ถ้าเอาอีกตัวหนึ่งใส่ไป มันจะ กัดกัน ด้วยความมีเกียรติ ด้วยความรักษาเกียรติ ถนอมเกียรติ ว่านี่เป็นของกู, บริเวณนี้ เป็นของกู, หรือตัวกู ต้องเป็นตัวกู ใครเข้ามาไม่ได้. นี่ เกียรติ ที่มันเตลิดเปิดเปิงออกไป ในรูปของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ; ฉะนั้น ที่พูดมาเมื่อตะกี้นี้ ยังเป็นส่วนน้อยของสิ่งที่เรียกว่า เกียรติ. ถ้าว่าที่จริงแล้ว มันอาจจะใช้เป็นเครื่องล่อ เครื่องดึง เครื่องจูง ได้ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งเกียรติ, ทั้งสามอย่างนี้จะเป็นเครื่องช่วยดึงไปหาที่ว่า ดีกว่า : กินให้ดีกว่า

น.95 (ต่อ) มีกามารมณ์ที่ดีกว่า และมีเกียรติที่สูงกว่า ; แต่สองอย่างนั้นมันต่ำกว่า มันดักอยู่ข้างหน้า ถ้าผ่านพ้นไปได้ ก็ไปติดด่านหลังสุด คือความเห็นแก่ตัวกู หรือเกียรติ. มันก็ดีอยู่ ที่ว่าเราจะเอาเกียรตินี้เป็นบันได สำหรับหน่วงขึ้นไปทีละขั้นจนในที่สุด มันก็อยู่เหนือ เกียรติจึงจะได้, ต้องไปถึงขั้นที่อยู่เหนือความรู้สึกว่าเกียรติ. เดี๋ยวนี้ใช้กันแต่เพียงว่า ในโลกนี้เราจะดึงคนขึ้นมาสู่สถานะอนสูง โดย ใช้ความนิยมในทางเกียรติเป็นเครื่องล่อ ก็ได้เหมือนกัน ; แล้วก็ดีกว่า. แต่ เดี๋ยวนี้ คนโง่มากจนถึงกับเอาเรื่องกิน เรื่องกามมาเป็นเครื่องล่อ. สนใจขวนขวายกัน แต่เรื่องกิน เรื่องกาม แล้วใช้สองสิ่งนี้เป็นเครื่องล่อ จนในโลกนี้หาคนมีเกียรติทำยายาก มีแต่คนทุจริตต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะพวกนักการเมืองที่มีเกียรติแห่งความคดโกง ไม่ใช่เกียรติอันบริสุทธิ์ แล้วคนพวกนี้ก็ใช้เรื่องกิน เรื่องกาม ตกเบ็ดคนอื่น ทำให้โลก ปั่นป่วนไปหมด, ทีนี้ ในเมื่อเราว่าจะแยกตัวออกมา ในฐานะเป็น พุทธบริษัท ; ผมว่าไม่ ควรจะมุ่งหมายใช้เกียรติอย่างเดียว ในการที่จะมีการกระทำอันถูกต้อง, มัน ต้องถูกต้อง ไปตั้งแต่เรื่องกิน แล้วก็เรื่อง ถาม แล้วก็เรื่อง เกียรติ ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญชาตญาณ ด้วยกันทั้งนั้น, มีอวัยวะ มีองค์ประกอบ มีต่อมแกลนด์อะไรต่าง ๆ สำหรับที่จะให้ เกิดปัญหาทั้ง ๓ นี้ ระวังให้ดี ให้ถูกต้อง. เรื่อง กิน ถ้า เลยความหมาย ของการบำรุงร่างกาย ก็เลย กลายเป็นเรื่อง กาม. เรื่อง กาม นี้ ถ้า เลยความหมาย ของการสนองความอยากของกิเลสแล้ว มันก็ กลายเป็นเรื่องเกียรติ. ทีนี้พอมาถึงเรื่องเกียรติ มันจะไปกันถึงไหน มันก็หลายชั้น หลายระดับ. ฉะนั้น การสอนในเบื้องต้น ก็สอนให้รักษาเกียรติ ให้เห็นแก่เกียรติ โดยไม่ต้องเห็นแก่เรื่องกิน เรื่องกาม ; แต่ถ้าไปทำผิด เรื่องกิน เรื่องกาม มันก็ ไม่มีเกียรติ, จะเป็นเกียรติไปไม่ได้.

น.96 ถ้าหมดปัญหาเรื่องกิน เรื่องกามแล้ว ก็คงเหลือเรื่องสุดท้าย ซึ่งเหนียวแน่น ที่สุดก็คือเรื่องเกียรติ ก็เหลืออยู่แต่ว่า ให้เป็นเรื่องเกียรติที่ถูกต้อง ; อย่าให้เป็นเกียรติ ปลอม เกียรติหลงใหล แล้วมันจะไปสู่ จุดสุดท้าย คือเหนือเกียรติ มีจิตอยู่เหนือค่า ของเกียรติ เหนือค่านิยมของเกียรติ ก็คือหมดตัวกู ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่เหนือเกียรติ หากยังมีตัวกูหราอยู่ แล้วยังมีเกียรติ มีค่าของเกียรติ. การละอหังการ มมังการ มานานุสัย นี้จะละได้ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ (ถาม) กราบเรียนท่านอาจารย์ คนเรานี้มีปัญหา ก็เพราะว่ามีอวิชชา และถ้า เราจะแก้ปัญหา เราก็ต้องสร้างวิชชาขึ้นมา. แต่เท่าที่ผ่านมา ในสมัยพุทธกาลจนถึงเท่าปัจจุบันนี้ คนที่สำเร็จพระอรหันต์ได้ ก็มีเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นเอง. จะเป็นไปได้ไหมว่า วิชชา ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้น เหมาะสมแต่กับคนเพียงนิดเดียว แล้วจะมีวิชชาอันไหนซึ่งเหมาะสำหรับ คนส่วนใหญ่ ซึ่งจะได้มีเพื่ออยู่เป็นสุข ? (ตอบ) เอ้า, ฟังถูกแล้ว คือว่า วิชชาในที่นี้ มันมีความหมายคลุมไปหมด ไม่ใช่จะเอากันแต่เพียงว่า ชั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์. วิชชา นี้ยัง มีประโยชน์ ต่ำลงมา ถึงเรื่องโลก ๆ ก็มี. คำว่า วิชชา นี้หมายถึง ความรู้ ในตัวความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความ ไม่มีแห่งความทุกข์, และ ทางให้ถึงความไม่มีแห่งความทุกข์, ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ นั่น ก็เรียกว่า วิชชา ; วางหลักใหญ่ ๆ ไว้อย่างนี้. ถ้าเหลือสั้น ๆ ก็ว่า รู้ในสิ่งที่คนควรรู้ สิ่งที่ควรจะ รู้ก็เรียกว่า วิชชา ; ฉะนั้น หลักเกณฑ์ ที่กล่าวไว้นั้นไม่ผิด. วิชชา ชั้นสูงสุดที่ทำให้เป็นพระอรหันต์ ต้องยอมรับว่า มีน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่มีเสียเลย ; เพราะ ว่าคนส่วนมากจะเป็นพระอรหันต์กันทั้งหมดไม่ได้ จะเป็นได้แต่ส่วนน้อย. แต่รอง ๆ ลงมา เช่น อนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน นี้ก็ยังมีอีกมาก มากกว่าที่เรารู้ว่ามี, ความ เป็นพระโสดาบันนี้ยังมีอยู่มาก. ทีนี้ ลดลงมาถึงบุถุชนธรรมดา ก็ยังมีวิชชาอยู่ระดับหนึ่ง ที่เขาจะต้องรู้ สำหรับทำโลกนี้ให้มีสันติภาพ หรือทำปัจเจกชนให้มีสันติสุข. เดี๋ยวนี้เราขาดวิชชาส่วน

น.97 (ต่อ) นี้แหละ บุคคลไม่มีสันติสุข โลกไม่มีสันติภาพ ; ฉะนั้นอย่าไปรังเกียจคำว่า วิชชา ในพุทธศาสนา เป็นอย่างโลกิยะ คือว่า ยังเกี่ยวกับเรื่องโลก ๆ ไม่เหนือโลกนี้ก็มี. แต่ถ้ามันเป็นไปถึงที่สุด มันก็เหนือโลก ปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่มี. ขอให้พยายามเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า วิชชา นี้ให้ถูกต้อง แล้วก็สูงขึ้นไป ตามลำดับ ๆ แต่อย่าลืมนึกถึงคำว่า วิชชาจรณสมฺปนฺโน พระพุทธเจ้าท่านเป็นวิชชาจรณ- สัมปันโน คือ สมบูรณ์ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ. คำนี้ขยายลงมาต่ำถึงชั้นคนต่ำ ๆ ก็ได้ ตรงที่ สมบูรณ์ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ. จรณ คือ ปฏิบัติ, วิชชา นั้น ต้องปฏิบัติ ได้จึงจะเกิดผล. เดี๋ยวนี้ในการศึกษาก็ทำอยู่มากแล้ว สมบูรณ์ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ; แต่ว่าเป็นไปเพื่อเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไม่เป็นไปเพื่อเรื่องสันติ หรือนิพพาน. (ไม่มีใครถามปัญหาต่อไป ท่านอาจารย์กล่าวสรุป) สรุปว่า คน ไม่รู้จักตัวปัญหา ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหา ; ฉะนั้น เป็น การถูกต้องแล้ว ที่เรามาตั้งต้นกันใหม่ เพื่อจะรู้จักคน และปัญหาของคน. ถ้ายังเป็น คนมีปัญหา ; ถ้าเป็นคนมากขึ้น ๆ ก็พ้นความเป็นคน แล้วก็หมดปัญหา จะเรียกว่า เป็นอะไรก็แล้วแต่จะเรียก, "เหนือความเป็นคน" เพราะว่าโดยที่แท้ก็มิได้มีคนมีอะไรอีก มีแต่ธรรมชาติ. ถ้ายังรู้สึกเป็นคนอยู่ ก็คือความไม่รู้ คืออวิชชา อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำ ให้รู้ว่าเป็นคน แล้วก็ทำผิดเป็นประจำวัน ในเมื่อเกี่ยวข้องกันกับอารมณ์ที่มากระทบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ; นี้คือปัญหาของคนเมื่อคนยังโง่มาก ใน การที่จะจัดการกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ที่เข้ามากระทบ. การที่เขา ไม่สามารถจะบังคับตัวเอง หรือจะให้ต่อสู้ หรือให้แก้ไขในเรื่องนี้ให้เป็นผลดีได้ นี้คือปัญหาของคน. ที่เราจะพูดกันต่อไป ก็คือว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีวิชชาและ มีสติ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต