Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ ๑ — ปัญหาของคน

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.44 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบวชระหว่างปิดภาคเรียน เพื่อมีโอกาสศึกษาธรรมะ เป็นพิเศษเช่นนี้ ก็เป็นการดีอย่างยิ่ง. สำหรับการบรรยายนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ให้ เหมาะสมกับโอกาสอันสั้น และเหมาะสม กับ สถานะ หรือ ภาวะ ของผู้ต้อง การจะศึกษา. ผมจึงเลือกดูว่า จะพูดกันด้วยเรื่องอะไร โดยหัวข้อว่าอะไร ; สำหรับคราวนี้ นึกไปนึกมาก็คิดว่า อยากจะพูดโดยหัวข้อว่า โมกขธรรม ประยุกต์. ๑๖

น.45 ความหมายของโมกขธรรมประยุกต์ คำว่า "โมกขธรรม" หมายถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของผู้ออกบวช แม้ในครั้งพุทธกาล ; หมายความว่า เขาออกบวชเพื่อหาโมกขธรรมกันทั้งนั้น ซึ่งย่อม หมายความอยู่ในตัวว่า การเป็นอยู่ในฆราวาสนั้น เหมือนกับถูกกักขัง. เมื่อออกไปก็ ออกไปแสวงหาความรอด หรือที่เขาชอบเรียกกันสมัยนี้ว่า "การปลดปล่อย" ; คำว่า "โมกข" นั้นก็มีความหมายอย่างนั้น. ทีนี้ เรื่องมันก็จะน่าหวัวอยู่บ้าง ที่ว่า ผู้บวชระหว่างปิดภาคเรียนนี้ จะอาจ เอื้อมถึงกับแสวงหาโมกขธรรมได้อย่างไรกัน ? แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว ก็เห็นว่า ยังใช้ได้ อยู่นั่นเอง ในการที่คนจะออกบวช แม้ชั่วคราวนี้ ก็จะต้องศึกษาเรื่องโมกขธรรม ; เพราะว่ามิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องของการบวช ไม่ใช่เรื่องหัวใจของศาสนา. ศาสนา ทุกศาสนามุ่งหมายโมกษะ ทั้งนั้น ศัพท์ที่พวกคริสเตียนเขาใช้กันว่า salvation พวกนี้ก็คือ โมกขะ มีความหมายเป็นโมกขะ, รากศัพท์เป็น โมกฺข คือ หลุดรอดพ้น ; แล้วเรานี่จะ บวช กันชั่วคราว หรือไม่ชั่วคราว ก็มีความสำคัญอยู่ ที่จะต้องรู้เรื่องโมกษะ และต้องปฏิบัติให้ได้. นี่เป็นเหตุให้ผมคิดว่า พูดเรื่อง โมกขธรรมกันดีกว่า. มีปัญหาว่า แล้ว ทำไมจะต้องพูดว่า "ประยุกต์" หรือ apply ? นี้หมาย ความว่าจะพูดกันแต่เฉพาะที่ปฏิบัติได้ หรือควรปฏิบัติ เพราะว่าพูดทั้งหมดไม่ไหว มันมากเกินไป. เรื่องของธรรมะนี้มีมากเกินไปในส่วนทฤษฎี หรือส่วนอื่น ๆ ที่เนื่องกัน เช่นประวัติของพระศาสดา เป็นต้น. บัดนี้เราจะเว้นเรื่องเหล่านั้นเสีย คงเหลือแต่วิธีการ ที่จะปฏิบัติ และหลักเกณฑ์บางอย่างบางประการ ที่เนื่องกันอยู่ อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ; จึงเป็นอันว่า เราจะพูดกันถึงเรื่อง โมกขธรรมประยุกต์.

น.46 ต้องรู้จักว่า คน คืออะไรก่อนรู้ปัญหาของคน สำหรับหัวข้อในวันแรกนี้ จะพูดกันโดยหัวข้อย่อยที่ว่า "ปัญหาของคน" ; เราจะต้องพูดกันเป็นข้อแรกถึงคำว่า "คน" แล้วจึงจะทราบสิ่งที่เป็นปัญหาของคนได้ ไม่อยาก. ขอให้สังเกตให้ดีว่า พอเราพูดถึงคำว่า "คน" คืออะไร? อย่างนี้ บางคน จะคิดว่ามันง่ายนิดเดียว ที่จะตอบว่า คนคืออะไร ; แต่ตามความจริงแล้ว มันยากที่คน นั่นเองจะรู้ว่า คนคืออะไร. ขอให้ไปสังเกตดูให้ดี. ถ้าเรารู้ว่า คนคืออะไรจริง ๆ แล้ว ปัญหาจะหมดไปตั้งครึ่งตั้งก่อน. เดี๋ยวนี้คนเราไม่รู้โดยแท้จริงว่า "คน" นี้คือ อะไร ทั้งที่เรียนมามาก ; เพราะว่าเราเรียกกันแต่ในแง่อื่น ไม่ใช่ในแง่ที่เกี่ยวกับ ธรรมะ หรือเพื่อจะดับทุกข์. เรื่องที่เราเรียนกันนั้น เราเรียนกันในแง่ของภาษาเสียมากกว่า หรือแม้ที่สุด ก็จะเรียนในแง่ของชีววิทยา หรือเรื่องวิทยาศาสตร์ สรีรศาสตร์ กายวิภาค ฯลฯ ; จริงอยู่ เหล่านี้ ก็เป็นเหตุให้รู้เรื่องคนเหมือนกัน แต่เกือบจะไม่มีประโยชน์ หรือไม่ค่อยจะมี ประโยชน์ สำหรับจะรู้ธรรมะที่เป็นความดับทุกข์. ตามตัวหนังสือ "คน" ก็แปลว่า สัตว์ที่มิใช่สัตว์เดรัจฉาน อย่างนี้ก็ค่อย ยังชั่ว ถ้าจะมองกันในแง่นี้, หรือจะมองกันในแง่ของชีววิทยาว่า คนคือสัตว์ที่วิวัฒน์ ขึ้นมามากแล้ว กว่าจุดเริ่มต้นของสิ่งที่มีชีวิต; นี่ในทางชีววิทยา จนถึงกับครึ่งคน ครึ่งสัตว์ แล้วก็เป็นคนตามสมบูรณ์ ตามแง่ของชีววิทยาที่บัญญัติขึ้น โดยคนที่เขารู้เพียง เท่านั้น. แต่ทางธรรมะ หรือทางศาสนานี้ ไม่ต้องการเพียงเท่านั้น ; ต้องการจะ รู้เรื่องอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบทางจิตใจ ว่า ความเป็นคนนั้นหมายถึงภาวะของ จิตใจ ตลอดถึงคุณค่าที่มากเป็นพิเศษของจิตใจ ไม่ใช่ของร่างกาย ; ฉะนั้น เราจึงมี ความหมายของคำว่า คน นี้ต่าง ๆ กัน. งบกระแส เงินสด จากกันขโมย

น.47 ปัญหาของคน ความหมายของ "คน" ในทางศาสนา ในวันนี้ เราจะพูดถึงปัญหาของคน แล้วก็หมายถึง "คน" ตามหลักของ ธรรมะ ที่หยิบขึ้นมาพิจารณา ในฐานะเป็นเรื่องทางธรรมะ หรือเรื่องทางศาสนา หรือ เรื่องทางจิต ทางวิญญาณ, ไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ แม้แต่ทางชีววิทยา เป็นต้น. คำว่า "คน" ถ้าในทางธรรมะ อาจจะเล็งไปในทางภาวะอันแท้จริง ของสิ่ง ที่เราเรียกกันว่า "คน" ; ดังนั้นอาจจะหมายถึงการจมปลักอ้อแอ้อยู่ในกองทุกข์ ที่สัตว์ ชนิด "คน" นั้นจะจมอยู่ได้อย่างไร. ความเป็นคน ในความหมายนี้ ก็คือ จมอยู่ ในกองทุกข์ ที่เขาไม่รู้จัก มองไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่อยากจะออกจากกองทุกข์ ; นี่คือ คน ธรรมดาสามัญที่สุด ที่เราเรียกกันว่า ปุถุชน. พวกคุณอาจจะได้ยินคำว่า "ปุถุชน" มาหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่อาจ จะรู้สึกความหมายในประการอื่น ซึ่งมันก็คล้ายๆ กัน. ปุถุชน คือ คนธรรมดาสามัญ ยังดิบอยู่ ; ตามตัวหนังสือ ก็ว่า ยังหนาอยู่, คำว่า ปุถุ แปลว่า หนา, ปุถุชน ก็แปลว่า คนหนา - หนาไปด้วยเครื่องหุ้มห่อ คืออวิชชา หรือ ความโง่. เขาพูด เป็นภาพพจน์หน่อยหนึ่ง เขาก็พูดว่า มีผ้าในดวงตาหนา นั่นแหละคือปุถุชน คือ คน ที่มีผ้าในดวงตาหนา. ลองไปจัดพิจารณาดูกับตัวเอง ว่า ตัวเองมี ฐานะเป็นอะไร ? เป็นปุถุชน หรือเปล่า ? ถ้าเป็นปุถุชนแล้ว เป็นมาก หรือเป็นน้อยเท่าไร ? นี่เราจะต้องตั้งต้นปัญหา กับที่นี่ จึงจะพูดกันได้ในแบบของมนุษย์ คือ สามารถที่จะเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้ หรือปฏิบัติได้. เราต้องรู้จัก "คน" ตามความหมายในทางธรรม ซึ่งเล็งถึงจิตใจอยู่ใน สภาพอย่างไร แล้วก็แจก "คน" เหล่านั้นเป็นพวก ๆ ไป ตามสภาพของความสูงต่ำของ

น.48 จิตใจนั่นเอง ; แล้วจึงมี "คน" ที่เป็นคนธรรมดาที่สุด คือ ปุถุชน อย่างยิ่ง, แล้วก็ มาถึง ปุถุชนชั้นดี เรียกว่า กัลยาณปุถุชน. นี้ก็ยังดีมากดีน้อย ในฐานะเป็นปุถุชน. ถ้า สูงขึ้นไปอีก ก็จะ ละความเป็นปุถุชน 'ไม่เป็นพระอริยเจ้า, อริย หรืออริยเจ้า แล้วแต่จะเรียก เรียกว่า อริยชนก็พอ. คำว่า "อริย" นี้ก็มีความหมายหลายซับหลายซ้อน : ทีแรก จะหมายถึง พวกที่เจริญด้วยอารยธรรม กว่าคนทั่วๆไป นี้เรียกว่า อารยชน ; แล้วก็ถือเอา คนป่าคนเถื่อนเป็นคนที่มิใช่อารยชน เป็นอนารยชน. ต่อมา คำว่า อารยชน หรือ อริยชน นี้ ให้ความหมายสูง เป็นไปทางจิตใจ, หรือว่า เมื่อเกิดบุคคลที่สูง มีความประเสริฐ ในทางจิตใจขึ้นมา ไม่มีคำอะไรจะเอามาเรียก ก็เลยยืมคำว่า อารยะ หรือ อริยะนี้มาเรียก เลยกลายเป็นอริยชนขึ้นมา ทีนี้ ถ้าดูตามหลักของพุทธศาสนา อริยชน ก็มีความหมายเฉพาะ ในวงของ พระพุทธศาสนา. อริยชน นี้ไม่เพียงแต่เจริญด้วยอารยธรรมวัตถุ ยังต้อง เจริญด้วย จิตที่สะอาด สว่าง สงบ, อย่างน้อยที่สุด ก็มีความรู้ชนิดที่ออกจากทุกข์ได้โดยแน่นอน ; เช่น พระโสดาบัน เป็นอันดับแรกของ อริยชน ก็รู้ทางมาทางไป ไม่หลงทางอีกต่อไป เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพานเป็นแน่นอน. นี้ก็เรียกว่า พระโสดาบัน เป็นอริยชน อันดับแรกในพระพุทธศาสนา. ถ้าเป็น ปุถุชน ก็ยังดิบยังหนา ไม่รู้ทิศทางที่จะต้องไป, ไม่รู้ว่าตัวเอง กำลังจมอยู่ในอะไรด้วยซ้ำ คือไม่รู้ว่า ต้องไป ; ถ้าไม่ต้องการความเจริญ ต้องการจะ จมอยู่ที่นั่น อย่างปุถุชนคนธรรมดาสามัญ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ปัญหาของ "คน" จึงตั้งต้นลง ที่อยากจะให้ดีกว่าธรรมดา ; จะวางระดับธรรมดากัน อย่างไรก็สุดแท้ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่พ้นระดับของปุถุชน คือ คนที่ไม่รู้ว่า "คน" คือ อะไรโดยแท้จริง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร ให้ดียิ่งขึ้นไป.

น.49 พอเกิดความคิดขึ้นว่า จะต้องทำอะไรให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ ให้เป็นผลดีกว่านี้ ให้ประเสริฐกว่านี้ มันก็มีปัญหาขึ้นมาทันที, คือพบปัญหานั่นแหละมากกว่า ว่า การ เป็นคน นี้จะเป็นกันอย่างไรจึงจะดีที่สุด. แต่ที่จริงก็ยังไม่รู้ว่า จะดีไปทางไหน, ดีเท่าไรก็ยังไม่รู้ ; หากแต่เริ่มมีปัญหาขึ้นมาแล้วว่า มันมีส่วนหรือมีทางที่ว่า เราจะดีกว่า ที่กำลังเป็นอยู่ ตามความหมายของคำว่า ดี - ดี หรือ ประเสริฐก็สุดแท้ ; เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักคำว่า "คน" ให้ถูกต้อง ว่า คนนั้นคืออะไร แล้วเราจะรู้จักปัญหาของคน. ปัญหาที่ ๑. ปัญหาของคน คือความทุกข์ เมื่อตั้งเป็นปัญหาที่ ๑. ขึ้นมาว่า คน คืออะไร? ก็ตอบว่า คนคือสัตว์ที่ยัง จมอยู่ในกองทุกข์ ตามธรรมดาสามัญ แล้ว ปัญหา ของเขาโดยตรงก็ คือความทุกข์ นั่นเอง. อย่ามองไปในทางทฤษฎี หรือทางอะไร ให้มันยุ่งยากลำบากเกินจำเป็น ; ปัญหาของคน ก็คือ ความทุกข์ที่เขากำลังได้รับอยู่. ลองไปคิดดูเอาเองว่า มีอะไรอีก ที่จะเป็นปัญหายิ่งไปกว่านี้. ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ ความทุกข์ในหลาย ๆ ความหมาย ที่เขากำลังได้รับอยู่ นี่เรียกว่าปัญหาของคน ; แต่เขาจะรู้จักมัน หรือไม่รู้จัก ก็ไม่เป็น ประมาณ. เมื่อคน จมอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่รู้จักความทุกข์ นี้ก็เป็นของธรรมดาอย่างยิ่ง ; คนที่ฉลาด เขาจึงเปรียบเทียบด้วยภาพพจน์อันอื่น ให้เข้าใจง่ายขึ้นมาอีก ว่า "นกไม่ เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนไม่หื่นเดิน หนอนไม่เห็นคูณ, หรือ คนก็ไม่เห็น ตัวเอง หรือไม่เห็นโลก". ฉะนั้น การจมอยู่ในกองทุกข์ ซึ่งตัวเองก็ไม่เห็น จึงเป็น ปรกติภาวะของคนธรรมดาสามัญ ที่เรียกว่า ปุถุชน. สรุปกันให้สั้นก็ว่า ปัญหาก็คือ ความทุกข์เฉพาะหน้า ทุกข์เท่าไรก็เป็นปัญหา มากขึ้นเท่านั้นตามลำดับ ๆ จนกว่าจะทำลายความทุกข์ให้หมดสิ้นไป ไม่มีอะไรเหลือ

น.50 จึงจะหมดปัญหา ; ฉะนั้น ถ้าหมดปัญหาก็คือถึงนิพพาน เป็นอริยชนกันไปตามลำดับ ๆ จนเป็นอริยชนชั้นสูงสุด คือผู้บรรลุนิพพาน. ในเรื่องแรก ที่ว่า ปัญหาของคน คืออะไร ; นั้นก็คือความทุกข์ ที่เขา เผชิญอยู่โดยไม่รู้จัก ; ถ้ามากไปกว่านั้น ก็เห็นเป็นความสุขไปเสีย ที่เขาเรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว. ฉะนั้น ปุถุชนคนธรรมดา จึงเห็นกามารมณ์เป็นสรณะ เป็น ที่พึ่ง เป็นของดี เป็นของวิเศษประเสริฐ หรือเห็นความร่ำรวย เห็นอำนาจวาสนาเป็นต้น ไม่ได้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ทำความยุ่งยาก ก็ยิ่งพอใจในความทุกข์ นี่เรียกว่าไม่เห็นทุกข์ อย่างยิ่ง. เมื่อพูดถึงความทุกข์ มันยังแบ่งออกเป็น ความทุกข์ทางกาย ล้วน ๆ, เป็น ความทุกข์ทางจิต ล้วน ๆ, แล้วก็เป็น ความทุกข์ ที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ผมก็เลยเรียก ว่า ทางวิญญาณ คือทางสติปัญญา : ไม่ใช่เป็นเรื่องของกายล้วน ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่อง ของจิตล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของสติปัญญาความคิดความเห็น. นี่มีความทุกข์ซับซ้อน กันอยู่หลายชั้น เราค่อยพูดกันวันอื่น. ปัญหาที่ ๒. ต้นเหตุของความทุกข์ ซึ่งเป็นปัญหาของคน ทีนี้ เมื่อพบว่า ปัญหาของคน คือ ความทุกข์ที่เผชิญกันอยู่ ก็จะมองดูต่อไป ถึงเรื่องที่ ๒. ว่าอะไรเป็น ต้นเหตุ หรือเป็น ที่มาของปัญหานั้น ? ถ้าทุกคนจะสังเกตดูสักหน่อย ก็คงจะตอบได้เองว่า อะไรเป็นต้นเหตุ ของ ปัญหานั้น ; เพราะมันติดอยู่ที่นั่น และอยู่ที่ตรงนั้น คือ ความที่เขาไม่รู้จักว่าอะไร เป็นอะไร, ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรไปทุกสิ่งทุกอย่าง : ที่เขาควรจะรู้ เท่าที่ควร จะรู้ หรือที่จำเป็นจะต้องรู้ เขาก็ไม่รู้จัก ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่รู้, เป็นอวิชชา คือ ปราศจากความรู้.

น.51 ทีนี้ จิต นั้นอยู่นิ่งไม่ได้ เช่นว่ามันจะต้องอยาก หรือปรารถนา ดิ้นรน ต่าง ๆ มันก็ดิ้นรนไปตามอวิชชา ตามความไม่รู้ ; นี่เรียกว่าปัญหาได้ตั้งต้นขึ้น แล้วก็เดินไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะมีอวิชชาคือ ความไม่รู้ เป็นเหตุให้เกิด ความรู้สึกอื่น ๆ อีก มากมาย เช่น ตัณหา - ความอยาก, อุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่น ; ล้วน แต่เป็นความทุกข์ เมื่อเรามองดูที่ต้นเหตุของปัญหา ก็จะพบว่า อวิชชา คือ สภาพที่จิตปราศจาก ความรู้ที่ถูกต้อง ; รู้ผิดนั้นมีค่าเท่ากับไม่รู้ ฉะนั้น อย่าพูดถึงดีกว่า ถ้ารู้ผิดแล้ว ไม่เรียกว่าความรู้, ถ้าปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ก็เรียกว่าอวิชชา. หรือถ้าถามให้ไกล กว่านั้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันตั้งต้นมาจากอะไร เราก็ตอบด้วยคำว่า อวิชชา อีกเหมือนกัน แต่มันเป็นอีกความหมายหนึ่ง. อวิชชา ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่เรายังไม่รู้ หรือไม่อาจจะรู้ แต่บางคนเขาเรียก สิ่งนั้นว่า พระเป็นเจ้า หรืออะไรก็มี. สำหรับเรานี้ควรจะสารภาพเสียเลยดีกว่า ว่า ไม่รู้ ว่าจะเรียกว่าอะไร แล้วไม่จำเป็นจะต้องรู้ถึงขนาดนั้น, จะให้ยอมเชื่อว่าเป็นพระเป็นเจ้า ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องต้องเชื่อ ไม่ใช่เรื่องรู้. เมื่อถามว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งต้นมาจากอะไร? ก็ตอบว่า มาจาก อวิชชา ในความหมายที่ว่า ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ; แล้วก็ไม่สำคัญที่จะหยิบมาเป็นปัญหา ก็มา หยิบเอาตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้เรามีความทุกข์ มีปัญหาเฉพาะหน้า ก็พยายามที่จะรู้ว่า ปัญหา หรือความทุกข์เฉพาะหน้านี้ มันมาจากอะไร ; แล้วก็จะพบว่า อ้าว, มันมาจากอวิชชา คือความไม่รู้ หรือความโง่เขลาของเราเอง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ และทุกครั้งที่มันทำหน้าที่ ของมัน แล้วต้องไม่ถือว่า อวิชชานี้มีอยู่ตลอดเวลา. เราถือว่า อวิชชา นี้ ปรากฏขึ้นทุกๆ ครั้ง ที่เราไม่รู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งมาถึงเข้า เป็นเรื่อง ๆ ไป วันหนึ่งกี่เรื่องก็ได้ ; เราอาจจะไม่รู้โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้

น.52 ว่าเราไม่รู้, หรือเราอาจจะรู้ว่าเราไม่รู้ โดยที่เรารู้สึกตัวอยู่ คือเราคิดเท่าไร มันก็คิด ไม่ออก อย่างนี้ก็ได้. ตัวอย่าง เช่น ตาของเราเห็นรูปสวยงามของเพศตรงกันข้าม, หรืออะไร อันหนึ่งผ่านมา; ในขณะนั้นอาจจะเกิดอวิชชาขึ้นมา คือความไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ก็ปล่อยให้ความคิดไหลไปตามอวิชชา ซึ่งส่วนมากมันก็เป็นไปในทางให้เกิดกิเลส เกิดความ รัก ความพอใจ หรือความไม่รัก ความไม่พอใจ ตามอำนาจของอวิชชา นี้โดยไม่รู้ สึกตัว, หรือในบางกรณี เราพยายามจะเข้าใจ ก็เข้าใจไม่ได้ เรียกว่าอวิชชาเหมือนกัน. อวิชชา นี้ ทำให้เกิดความอยาก ไปตามอวิชชา ; ครั้นอยากแล้วก็มีความ รู้สึก เป็นตัวกูผู้อยาก เป็นอุปาทาน เป็นความยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็มีตัวฉันขึ้นมา หนักอึ้งด้วยภาระ. ความรู้สึกก็เป็นของหนัก ชีวิตก็เป็นของหนัก เป็นปัญหาขึ้นมา อย่างนี้. เราต้องถือว่าอวิชชานี้ มันก็เป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไปตามกรณี ในวันหนึ่ง ๆ ที่ มันจะมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเรา. นี่ยุติเรื่องที่ ๒. นี้ว่า ต้นเหตุของปัญหาก็คือ อวิชชา มันก็ไม่รู้เป็นต้นเหตุ ให้เกิดปัญหา, หรือว่า เพราะอยากจะรู้ มันก็เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหา การขวนขวายที่จะรู้ ปัญหาที่ ๓. ความปราศจากทุกข์ คือไม่มีกิเลส เรื่องที่ ๓. ความปราศจากปัญหา คือความไม่มีทุกข์ ไม่มีปัญหา นั้นคือ อย่างไร ? เมื่อถามขึ้นมาอย่างนี้ แม้ในพระคัมภีร์ ในพระพุทธวจนะ ก็ตอบคล้าย ๆ กับว่า ไม่มีทางผิด เหมือนกำปั้นทุบดิน คือมีหลักว่า ; เมื่อความทุกข์ หรือปัญหา มาจากอวิชชา หรือกิเลสแล้ว ความไม่มีทุกข์ ไม่มีปัญหา ก็คือ ความไม่มือวิชชา หรือ ไม่มีกิเลส นั่นเอง. อย่างนี้ไม่มีใครค้านได้ อาจจะยอมรับเพราะเข้าใจ ; แต่ก็ ยังมองไม่เห็น ยังมืดตื้อว่า ทำอย่างไรมันจึงจะสิ้นปัญหาได้ หมดปัญหาได้ คือหมดอวิชชา หรือหมดกิเลสได้ ยังมืดตื้ออยู่.

น.53 เอาละ เป็นที่ยอมรับเสียทีก่อนว่า ต้องเพราะไม่มีอวิชชา ไม่มีกิเลส ไม่มี ตัณหาจึงจะดับทุกข์ หรือดับปัญหาได้ ; ฉะนั้นจึงมองเห็นชัดแจ๋วอยู่เพียงครึ่งเดียว ว่าความไม่มีทุกข์ ไม่มีปัญหา นี้ ต้องมาจากความหมดต้นเหตุ ของมัน คือ อวิชชา หรือ ตัณหา ตอนนี้เห็นชัดใสแจ๋ว แม้แต่โดย logic ก็ไม่มีใครจะค้านได้. แต่ว่าไป ติดอยู่ที่ว่า ทำไมเล่าจึงจะหมดปัญหาถึงขนาดนั้นได้ ? นี้จึงกลายเป็นเรื่องที่ ๔ ซึ่งมีหัว ข้อว่า วิธีปฏิบัติเพื่อให้หมดปัญหานั่นเอง. ปัญหาที่ ๔. วิธีปฏิบัติ เพื่อให้หมดปัญหา ทบทวนดูให้เห็นชัดเนื่องกัน ก็คือว่า ปัญหาของคนเป็นเรื่องแรก, และ มูลเหตุให้เกิดปัญหาเรื่องที่ ๒, ความไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ ๓. เรื่องที่ ๔ คือ วิธีที่ จะให้ถึงความไม่มีปัญหา หรือความหมดปัญหา คืออะไรต่อไป ก็คือ การประพฤติ ปฏิบัติ หรือที่เรียกว่า เป็นอยู่ หรือมีชีวิตอยู่, หรือเขาจะใช้คำพูดให้ไพเราะแบบนัก ประพันธ์ก็ได้เหมือนกัน ; แต่รวมความแล้วก็คือ การเป็นอยู่ที่ไม่อาจจะเกิดปัญหา. การเป็นอยู่ ที่ไม่อาจจะเกิดปัญหาเป็นอย่างไร? ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ก็ตอบอย่างนี้ว่า : เรามีชีวิตอยู่ให้ถูกต้อง ชนิดที่ไม่อาจจะเกิดปัญหา. พูดอย่างนี้ มันก็ทิ้งไว้ให้ถามต่อไปว่า เป็นอย่างไร ? นี้ก็ต้องอาศัยหลักในพระพุทธวจนะ ก็ว่าต้องมี ความถูกต้อง ที่เราเจริญพอกพูนให้งอกงามขึ้นมาเรื่อย ๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือเรา เพิ่มความถูกต้องขึ้นในสิ่งต่าง ๆ : ในการศึกษา ในการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ นี้ให้มากขึ้น ๆ. ถ้าถือ ตามอริยมรรคมีองค์ ๘ คือหนทางอันประเสริฐมีองค์ ๘ ก็ได้แก่ : ถูกต้องในความคิดเห็น, ถูกต้องในความปรารถนา, ถูกต้องในการพูดจา, ถูกต้องใน การกระทำทางกาย, ถูกต้องในการเลี้ยงชีวิตเป็นอยู่, ถูกต้องในความพยายาม, ถูก ต้องในความมีสติ เครื่องกำหนด, ถูกต้องในความมีจิตมั่นแน่วแน่เป็นสมาธิ, ก็เรียก ว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ.

น.54 ไปหาหนังสือศึกษาดูจากเรื่องเหล่านั้น ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือต่าง ๆ มากอยู่แล้ว. เดี๋ยวนี้เราจะระบุถึงในฐานะเป็นวิธีที่จะดับปัญหา จะตัดหนทางแห่งปัญหา จะไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นมา. ถ้าพูดให้แคบเข้ามา ก็คือ การศึกษาที่ถูกต้อง ; ในทางภาษาบาลี การ ศึกษาเขา หมายถึงรู้ และประพฤติ กระทำอยู่ ไม่ใช่เรียนแต่หนังสือ ไม่ใช่เรียนแต่ ทฤษฎี. การศึกษาในพระพุทธศาสนา เรียกว่า ศีลสิกขา - รู้และประพฤติ และ กระทำ อยู่อย่างถูกต้อง ในส่วนที่ เกี่ยวกับ กาย วาจา, จิตตสิกขา - รู้อย่างถูกต้อง กระทำอยู่อย่างถูกต้อง เกี่ยวกับจิต, ปัญญาสิกขา - รู้อย่างถูกต้อง กระทำอยู่อย่าง ถูกต้องในทางปัญญา ; เมื่อขยายออก ก็เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘. สิ่งที่เราจะสรุปเรียกสั้น ๆ ว่า ความถูกต้องของการมีชีวิตอยู่ คือหายใจอยู่ใน โลกนี้ อย่างที่ประกอบด้วยความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ ทางสติปัญญา ; เมื่อเรียกสั้น ๆ ก็จะต้องเรียกว่า มีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง แล้วก็ไม่มีทางที่จะเกิดปัญหา. ธรรมประยุกต์คือใช้ข้อธรรมะเกี่ยวกับชีวิต ของคนปฏิบัติให้มีผล ทีนี้ ที่จะเรียกว่าประยุกต์นี้ ประยุกต์สักกี่มากน้อย ? พวกคุณก็เคยเรียน เรื่องอริยสัจจ์ ๔ แต่ไม่เคยมองเห็นในลักษณะที่เป็นปัญหาของคน เพราะฉะนั้นจึงไม่ ประยุกต์. เราจะเรียนเรื่องอริยสัจจ์ ๔ โดยรายละเอียดปลีกย่อยให้หมดทั้งพระไตรปิฎก มันก็ยังไม่ประยุกต์ นอกจากประยุกต์ให้เวียนหัว. ถ้าเรามาดูอริยสัจจ์ ๔ ในแง่ที่เป็นเรื่องของคนโดยตรง อย่างที่ผมพูดไปแล้ว ว่า ปัญหาของคนในชีวิตประจำวัน มีอยู่อย่างไร, แล้วมันเกิดมาจากอะไร, ถ้าหมด ปัญหาจะเป็นอย่างไร, ทำอย่างไรจึงจะหมดปัญหา, อย่างนี้จึงจะประยุกต์ คือว่า เอา

น.55 ธรรมะเข้ามาเกี่ยวกับเนื้อกับตัว กับชีวิตของคนโดยตรงทันที และชนิดที่ขาดเสียไม่ได้. ถ้าขาดก็จะเป็นบุถุชน คนหนา คนดิบ เป็นคนอย่างที่ไม่น่าดู; ถ้าเอามาใส่เข้า ก็จะ เป็นคนที่เจริญขึ้น ๆ จนเป็นอริยชน. เรื่อง ธรรมะ นั้น ใคร่ขอบอกเสียเลยว่า ประยุกต์ได้ ทั้งนั้น คือ เอามา เท่าที่จำเป็น ที่มนุษย์จะต้องมี จะต้องรู้ จะต้องเรียน จะต้องปฏิบัติทุกเรื่องไป. แต่ เรามักไม่ได้จับฉวยมาในลักษณะอย่างนั้น ; เราจับฉวยธรรมในลักษณะวิชา ความรู้ที่ ไม่ค่อยรู้จักจบจักสิ้น, แล้วไม่ค่อยรู้ว่าไปในทิศไหนทางไหน กระทั่งเป็นนักปราชญ์ แตกฉานในเรื่องนั้น ๆ ในทฤษฎีนั้น ๆ; อย่างนี้ก็ดับทุกข์ไม่ได้ ซึ่งก็มีอยู่มาก ก็เรียกว่า ทรงพระไตรปิฎก แล้วก็เป็นบุถุชน ดับทุกข์ไม่ได้ อย่างนี้ก็มี. ทีนี้ ถ้าว่า ไม่ต้องเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก แต่เอาเรื่องเหล่านี้มาใช้ได้ แล้วดับทุกข์ได้ ; อย่างนี้กลับเป็นผู้ที่ถึงพระพุทธเจ้า มากไปเสียกว่าคนที่ทรงพระไตร- ปีฎก. นี่เป็นโอกาสที่ว่าคุณจะต้องฉวยเอา โดยทำให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง คือ ประพฤติปฏิบัติได้ ในลักษณะที่แก้ปัญหาในเนื้อในตัวในชีวิตของเราได้จริง. ในชั้นนี้ คือในชั้นแรกหรืออันดับแรกนี้ เราพูดกันถึงปัญหาของคน : ปัญหาของคนคืออะไร, ปัญหาของคนมาจากอะไร, ปัญหาของคนหมดแล้วจะเป็นอย่างไร, แล้วทำอย่างไรจึงจะหมดได้, เมื่อหมดได้ก็เรียกว่า โมกขะ ; เรื่องปฏิบัติเพื่อโมกขะนี้ ก็เรียกว่า โมกขธรรม. สถานที่นี้ เราเรียกชื่อว่าสวนโมกข์ ซึ่งผมก็ได้อธิบายให้ เป็นที่เข้าใจกันแล้วในวันแรกที่คุณมาถึง เมื่อพูดจาในฐานะเป็นการต้อนรับแสดงความ ยินดีว่า เมื่อคุณมาที่สวนโมกข์นี้ คุณจะทำอย่างไรจึงจะถึงสวนโมกข์ หรือได้รับประโยชน์ จากสวนโมกข์. ถ้าสรุปความที่พูดวันนี้ ก็ต้องตอบข้อถามข้างต้นว่า ต้องมีความสนใจใน โมกขธรรม คือธรรมะที่จะทำให้เกิดโมกขะ เป็นความหลุดพ้นรอดเกลี้ยงออกไปจาก

น.56 ปัญหาต่าง ๆ, เป็นผู้หมดปัญหา. ชั่วบวชระยะหนึ่งนี้ จะแสวงหาโมกขธรรมได้สัก เท่าไร ? มันก็อยู่ที่ว่า เราจะเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติดูให้สุดความสามารถ ในทุกเรื่องที่ เกี่ยวกับโมกขะ หรือโมกษะ แล้วแต่เราจะชอบใช้คำไหน คำบาลี หรือคำไทยที่มาจาก คำสันสกฤต. เมื่อจะเอาโมกขธรรมมาทำให้ประยุกต์กันได้ในชั่วเวลาอันเล็กน้อย ก็ต้องตั้ง ต้นปัญหาอย่างนี้เป็นธรรมดา แล้วก็ไม่ยอมให้เป็นเรื่องหนังสือ หรือตำรา ; แต่ เอา มาทำให้เป็นเรื่องของคนจริงๆ ซึ่งรวมถึงเราด้วยคนหนึ่ง. เราจะไม่ทำกับสิ่งนี้ใน ฐานะเป็นตำรา หรือเป็นทฤษฎี อันไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่จะเอามาเป็นเรื่องปฏิบัติ ใน ชีวิตประจำวันทุก ๆ วันไปทีเดียว. สำหรับในวันนี้ ผมก็จะพูดแต่หัวข้อเดียว คือ หัวข้อว่า "ปัญหาของคน" ; แล้วก็ขอถือเอาว่า พวกคุณทุกคนเป็นตัวปัญหา หรือเป็นเจ้าของปัญหา ฉะนั้น ใครมี ความสงสัยอย่างไร ก็ขอให้มาพูดกันในเรื่องนี้ ให้ถามอยู่ในขอบเขตของหัวข้อนี้ แล้วผม ก็จะตอบอยู่แต่เพียงในขอบเขตของหัวข้อนี้ เพื่อทำความแจ่มแจ้งในหัวข้อนี้อย่างเดียว คำว่า "ปัญหาของคน". คำอธิบาย ตอบ "ปัญหา" ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาสำหรับถามแล้วตอบ ใครมีปัญหาก็นิมนต์ ไม่ต้องเกรงกลัว หรือเกรงใจอะไร มีข้อสงสัยก็ถามได้ตามความรู้สึก. (ถาม) ผมอยากจะย้อนกลับไปยังวันแรกที่มาถึงที่นี่ ท่านอาจารย์บอกว่าเมื่อได้มา ถึงสวนโมกข์ก็ให้มาปฏิบัติธรรม โดยจะต้องทำความรู้จักกับธรรมชาติให้มากที่สุด แล้วก็อยู่กับ ธรรมชาติ เป็นอยู่กับธรรมชาติ ผมอยากจะทราบว่า ประโยคนี้กินความหมายอย่างไรครับ ? (ตอบ) นี่เป็นปัญหาย้อนไปหาข้อความในวันแรก เป็นอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ขนาดที่เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ นี่ก็มุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือให้คนเรารู้จักธรรมชาติ

น.57 ซึ่งเป็นที่ตั้งของกฎเกณฑ์ หรือความจริง หรือความรู้ หรืออะไรต่าง ๆ. ถ้ามีปัญหาเกี่ยว กับข้อนี้ ก็ต้องเรียกว่า ทำผิดธรรมชาติ ฉะนั้น จึงได้เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา. ถ้าเรารู้ และกระทำอย่างคล้อยตามธรรมชาติ มันก็ไม่เกิดปัญหาขึ้น. ธรรมชาติแท้จริงก็เป็นเรื่องของความสงบ หรือ ปราศจากกิเลสตัณหา. ทีนี้การที่คนเรามีกิเลสตัณหาเกิดขึ้นนี้เป็นของใหม่ หรือก็ว่ามันผิดจากธรรมชาติเดิม ๆ อันเป็นธรรมชาติแท้. ที่ว่ามาถึงสวนโมกข์ให้ถือโอกาสเป็นเกลอกับธรรมชาติ คือใกล้ ชิดธรรมชาติ แล้วธรรมชาติที่เราใกล้ชิดกับมันนั้น มันมีอิทธิพลที่จะแวดล้อมเรา หรือ ความคิดนึกของเรา ไม่ให้เกิดกิเลส; นี้พูดง่าย ๆ ก็ว่า มานั่งอยู่ที่โคนไม้แถวนี้ จะเกิด กิเลสยากกว่าไปอยู่ที่ย่านตลาด หรือที่ที่มีอารมณ์ยั่วยวน, และยิ่งกว่านั้นก็ทุกอย่าง ดูเอาเถิด ต้นไม้ก้อนหินอะไรก็ตาม โดยรอบ ล้วนแสดงนิมิตแห่งความหยุดนึ่ง. คุณลองเหลียวไปทางไหน ก็จะเห็นแต่เครื่องหมาย หรือนิมิตแห่งความ หยุดนิ่ง แม้ที่สุดแต่ว่า ใบไม้ไหวเพราะลมพัด มันก็ยังมีความหมายแห่งความหยุดนิ่ง คือ ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ในใบไม้ที่มันแกว่งไกวอยู่ ; ฉะนั้น อิทธิพล ทุกกระเบียดนิ้ว ที่ออกมา จากธรรมชาติ มันบีบบังคับจิตใจของมนุษย์นี้ ให้หยุด ให้เย็น ให้นึ่ง เราก็เลยได้ชิมรสอันใหม่ คือ รสของความนิ่ง หรือความหยุด หรือความเย็น. เราได้รู้จักรสชาติของภาวะที่ปราศจากปัญหา คือปราศจากความทุกข์นั้นได้ เหมือนกับเราเข้าถึงอริยสัจจ์ที่ ๓. คือ ทุกขนิโรธ - ความดับแห่งทุกข์ โดยบังเอิญ หรือโดยฉับพลันแล้วจริงๆ, จริงอย่างที่เรียกว่า มันประจักษ์แก่ใจ ในลักษณะรู้ เป็น realize ในลักษณะรู้สึกเป็น experience เลย ทุกอย่างเลย เป็นความจริง ทั้งที่เรา ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร. ความสงบอันนี้ เรียกว่าอะไร เราก็ไม่รู้ แต่มันรู้สึกอยู่ในใจเป็นอย่างนี้ เลยได้แสงสว่างอันใหม่ตื่นโพลงขึ้นมาว่า อ้าว, อย่างนี้มันมีอยู่นี่, ภาวะอย่างนี้ หรือ

น.58 สภาพอย่างนี้มันมีอยู่ แล้วก็แปลกเหลือเกิน ที่ทำไมหยุด ทำไมเย็น ทำไมนึ่ง ทำไม ไม่มีความทุกข์เลย. นี้เราเข้ามาให้ธรรมชาติสอนเราอย่างแท้จริง คือ ไม่ใช่สอนอย่างสอนหนังสือ แต่สอนให้เราซึมซาบกับตัวจริงนั้นเลย ; เหมือนกับเอาน้ำมารดเข้า มันก็เย็น. ประโยชน์ ของการที่จะมาพักอยู่ในสถานที่อย่างนี้ หรือสวนโมกข์นี้ ก็ให้ใกล้ชิดธรรมชาติ เดิมแท้ เดิม ๆ นั้น ซึ่งมันไม่มีอะไรปรุงแต่งมากมาย ก็จะไปพบสภาพที่ว่า จิตไม่มีปัญหา คือ ไม่มีความทุกข์ ได้ง่ายขึ้น, แล้วก็ถือเอาเป็นเงื่อนต้น สำหรับศึกษาต่อไปอีก ก็จะ เป็นไปได้ง่ายขึ้นอีก. แต่ยังมีผลพิเศษบางอย่างมากกว่านั้นอีก คือ ถ้าคน มีจิตใจสงบ เพราะ ธรรมชาติอย่างนี้แล้ว เป็นสมาธิใหม่ขึ้นมา จะเกิดปัญญาชนิดที่ทำให้รู้แจ้งแทงตลอด หรือ บรรลุมรรค ผล ได้ง่าย กว่าที่เรากำลังนั่งนอนอยู่ในสภาพอย่างอื่น ; ก็คือ อย่าง ที่บอกแล้วในวันนั้นว่า พระศาสดาของทุกศาสนา ล้วนแต่ตรัสรู้ในป่า ไม่เคยพบว่า ศาสดาของศาสนาไหน ตรัสรู้บนตึก บนวิมาน บนอะไรทำนองนั้นมิได้มี อย่างน้อยก็ ในสถานที่อันสงบ ไม่มีใครรบกวนนั่นแหละ. ฉะนั้น ขอให้เราถือโอกาสที่จะใกล้ชิด ธรรมชาติชนิดนั้น คือชนิดที่ไม่มีอะไรรบกวน ในระหว่างที่อยู่ในสวนโมกข์. ผมไม่ใคร่อยากแนะนำเรื่องการอ่านหนังสือ เพราะจะอ่านที่ไหน เมื่อไรก็ได้ ; แต่ขอแนะนำว่า ให้พยายามใกล้ชิดธรรมชาติ ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นเกลอกัน ปัญหา ต่าง ๆ จึงจะไม่เกิด. เราก็จะได้ชิมรสของความไม่มีปัญหา เป็นจุดตั้งต้น เพื่อเข้าใจ พระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งมีอยู่เพียง ๔ เรื่องคือ เรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุให้ เกิดความทุกข์, เรื่องภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย, เรื่องวิธีปฏิบัติให้ถึงภาวะนั้น. ทั้งหมดในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๔ เรื่องเท่านั้น แล้วศึกษาได้จากธรรมชาติ โดยตรงอย่างเดียวกันกับที่บุคคลในสมัยโบราณ ในสมัยพุทธกาล เมื่อยังไม่มีพระไตรปิฎก สักคำหนึ่งสำหรับเล่าเรียนหรือสอนกัน เขาก็เป็นพระอรหันต์กันได้

น.59 เขาเป็นพระอรหันต์กันได้มากมาย ก่อนแต่มีสิ่งที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ; เดี๋ยวนี้ ยิ่งมีพระไตรปิฎก ยิ่งพาให้เวียนหัว ก็เลยต้องหาทางออก หนีไปหาวิธีเดิม ๆ ครั้ง โบราณ ครั้งพุทธกาล : เข้าถึงตัวธรรมชาติ นี้เป็นขั้นแรก, แล้วพระสงฆ์ก็เป็น ตัวเดียวกันเสียเลยกับธรรมชาติ ซึ่งมีความว่าง มีความหยุด ความเย็น ความไม่เปลี่ยน แปลงอะไร มันง่ายกว่า. ที่กล่าวมาแล้วนี้ คือ คำอธิบายถึงเรื่อง อยู่อย่างเป็นเกลอกับธรรมชาติ และเนื่องกับคำพูดในวันนี้ ว่า เป็นการง่ายที่จะรู้จักปัญหา หรือความไม่มีปัญหาโดย ธรรมชาติช่วย ซึ่งไม่มีใครจะช่วยได้มากเท่าธรรมชาติ นี่มันเป็นอย่างนี้. ต่อไปนี้จะมีปัญหาอะไรอีก หรือจะซักข้อนี้อีกก็ได้ จะพูดกันในส่วนไหน ก็ว่าไป. (ถาม) ผมอยากจะเรียนถามต่อว่า ในเวลากลางวัน สมมุติว่า เราอยู่ในสถานที่นี้ แล้วเกิดความสุขสงบจริง. แต่พอเรามานั่งอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ในตอนกลางคืนมันจะไม่เป็น อย่างนั้น จะมีความหวาดระแวง แล้วมีความกลัวต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสถานที่เดิม ทำไม จึงเป็นอย่างนั้น ? (ตอบ) เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ถ้าสังเกตดูสักหน่อยก็จะเข้าใจ ได้เอง : เราเคยอยู่ในที่ ที่เขาเรียกว่าอบอุ่น คือเต็มไปด้วยการคุ้มครอง ซึ่งเรียกว่า อบอุ่นอยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะ เป็นเด็ก ๆ แล้วก็รับการคุ้มครองอย่างอบอุ่น มันก็เสียนิสัย คือต้องการความคุ้มครอง. พอรู้สึกว่าปราศจากการคุ้มครองมันก็กลัว กลัวผี กลัวอะไร ก็ไม่รู้ กระทั่งกลัวความมืด กระทั่งกลัวความเงียบ นี่ก็เพราะเสียนิสัยเพราะเคยอยู่ในความ คุ้มครองอย่างอบอุ่น. แต่ถ้าเราถูกอบรมมาอย่างตรงกันข้าม เราก็จะไม่มีนิสัยอย่างนี้ ก็จะสะดวกดี. เดี๋ยวนี้ เป็นอันว่าเราหลีกไม่พ้นแล้ว เราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการคุ้มครอง พอรู้สึกว่าปราศจากการคุ้มครอง จึงกลัว และกลัวมากด้วย. แต่เรื่องนี้มันเปลี่ยนได้ ไม่ต้อง

น.60 วิตก ; เราตั้งใจไว้ให้แน่วแน่ว่า เราจะต่อสู้ เกิดความกลัวขึ้นมา ก็อยู่กับความกลัวนั้น แล้วดูมัน ดูว่าจะกลัวไปถึงไหนกัน เดี๋ยวมันก็จะหายไปในไม่กี่วัน ไม่เกิน ๑๕ วัน คนเราก็จะชินกับความเงียบ ความมืด หรือชินกับบ่า นั่งอยู่คนเดียวก็ไม่กลัว. ตอนแรก ๆ นี้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องกลัว แม้ว่าเราจะได้เตรียมจิตใจมาเป็น อย่างดี เราจะมานั่งอยู่ในป่าเป็นครั้งแรก คนเดียว ในที่สงบสงัด กระทั่งกลางคืนด้วย นี้มันก็ต้องกลัว เพราะว่า เคยชินแต่ในความอบอุ่นมากเกินไป. ทุกคนก็เคยผ่านมาโดยรูปนี้ แม้พระพุทธเจ้าเอง เราอ่านเรื่องของพระพุทธเจ้า แล้ว เราจะรู้ว่า อ้าว, เรื่องของเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน : ในการที่เราจะปลีกออก ไปอยู่คนเดียวเป็นครั้งแรก มันก็กลัว แล้วก็เป็นอยู่ไม่กี่วัน. พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้ ในเรื่องที่ท่านเคยประสบมาแล้ว จะเลยเล่าเรื่อง ให้ฟัง : เมื่อความกลัวเกิดขึ้นในขณะที่ยืน ก็ยืนอยู่ที่ตรงนั้น ไม่ไปไหน, เมื่อ ความกลัวเกิดขึ้นในขณะที่นั่ง ก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ลุกไปไหน, หรือว่านอนอยู่ หรือเดินอยู่ ก็เดินอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่หนีไปไหน. เดี๋ยวความกลัวก็หายไป เพราะ มันเป็นของหลอกชนิดหนึ่ง. ที่กล่าวมานี้ หมายถึง ความกลัวที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก เช่นกลัวผี กลัว อะไรก็ไม่รู้ โดยเฉพาะ ก็กลัวความมืดในเวลากลางคืน หรือเสียงกระโตกกระตากอะไร ออกมา เป็นเรื่องเบื้องต้น แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก พอแก้ไขไปได้. ส่วนเรื่อง ความกลัวที่มีอยู่จริง เช่น กลัวเจ็บไข้ กลัวตาย กลัวสัตว์ร้าย ที่มาอยู่เฉพาะหน้า นี้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกระดับหนึ่ง ต้องไปแก้ไขต่อสู้กันโดย ธรรมะที่สูง ไปกว่า กระทั่งไม่มีตัวตน ไม่มีความตาย ที่นี้ก็จะไม่กลัวอะไรเลยทุกอย่างไป.

น.61 ปัญหาอย่างของคุณในสวนโมกข์ สมมุติว่า คืนนี้คุณจะมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว ดึก ๆ นี่คุณก็จะต้องกลัว ทั้งที่ไม่มีอะไรมาทำให้ตาย มันก็กลัว ; แต่รวมความมันก็ อยู่ที่ กลัวตาย เหมือนกัน. ต้องลองทำไป คือต่อสู้ไปสักพักหนึ่งแล้วก็จะหาย เปลี่ยน นิสัยให้เร็วเข้า เราก็ ต้องเสียสละ. คำว่า "เสียสละ" คำนี้วิเศษประเสริฐสูงสุด ยิ่งกว่าที่คนโดยมาก หรือพวก คุณรู้จัก เพราะว่ายังไม่เคยเสียสละ หรือว่าเคยเสียสละมา แต่ว่าเล็กน้อย. คำว่า ‘เสียสละ" จะต้องตั้งต้นมาด้วยการเสียสละชีวิต. เช่นเรามานั่งตรงนี้ เราต้องการจะ นั่งเพื่อประโยชน์ที่สูงขึ้นไป ; ถ้าหากเกิดความกลัวขึ้นมา ซึ่งมาจากความกลัวตาย เราก็จะต้องเสียสละชีวิต แล้วก็นั่งเพื่อจะเอาสิ่งที่ต้องการให้ได้. อย่างนี้เสียสละอย่างที่ เรียกว่า มุทะลุดุดัน ความกลัวมันก็หายไปได้เหมือนกัน. ความเสียสละ ในกรณีทั่ว ๆ ไป สำหรับทุก ๆ คน ในที่ทุกหนทุกแห่งนั้น ก็คือว่า ตัดออกไปเสียจากความรู้สึก : พอเรารู้สึกเป็นห่วง วิตก กังวล รำคาญ หนักอกหนักใจ ด้วยเรื่องอะไร เราก็บัดออกไปว่า "ช่างหัวมัน" เพราะว่า เราไม่ต้อง การความทุกข์ จะไปมัวมีทุกข์อยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. แม้ที่สุดแต่ว่า มันจะเสียชื่อ เสียง ก็บัดชื่อเสียงออกไป ไม่ต้องเป็นทุกข์กังวล, จะเสียสิ่งของที่รัก ที่พอใจ เสีย บุคคลที่รักที่พอใจ ก็สลัดออกไป, ความหนักใจนั้นจะหายไปทันที โดยยอมสละสิ่งนั้น สลัดสิ่งที่กำลังทำให้เราวิตกกังวล กลุ้มใจ หนักอกหนักใจนั้น ออกไปเสียทันที ; นี้ก็ เรียกว่า เสียสละ คือสลัดออกไป. เราต้องสลัดชีวิตออกไปเสีย เมื่อนั่งอยู่ตรงนี้เราก็ไม่กลัว จิตใจก็ได้เป็น อิสระ ผ่องแผ้ว ทำให้เป็นสมาธิ ทำให้เป็นวิปัสสนาได้; นี้เป็นบุพกิจเบื้องต้นด้วย เหมือนกัน. สำหรับผู้ที่จะนั่งอยู่ในที่สงบ สงัด ให้ลึกเข้าไปถึงธรรมชาติอันสงบสงัด แล้วเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่เหลือวิสัย ถ้ารู้จักอุบายที่ดีหน่อย ก็ยิ่งทำง่ายและเร็ว สำเร็จ ได้เร็ว.

น.62 (ถาม) อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ เนื่องด้วยปัญหาแรก ท่านอาจารย์บอกว่า ธรรมชาติในสวนโมกข์นั้น มันสามารถกำหนดให้เรามีกิเลสน้อยลง มากกว่าธรรมชาติในเมือง หรือว่า สภาพแวดล้อม ซึ่งแวดล้อมเราอยู่ในกรุงเทพฯ หรือที่ไหนตามเมืองต่างๆ. ทีนี้จาก ประสพการณ์ที่ผ่านมานั้น สำหรับนักศึกษาที่มาบวชนี้ ทุกคนส่วนใหญ่จะต้องออกไปเผชิญกับ ชีวิตในเมือง ; ฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะกำหนดสิ่งแวดล้อมในเมือง ให้เหมือนกับในสวนโมกข์ นี้ได้ มันจึงอยู่ที่ว่า ธรรมชาตินี่กำหนดให้เราทำ หรือว่าเราอยู่ใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ; อยาก จะถามท่านอาจารย์ว่า เราจะปฏิบัติอย่างไรในสังคมเมือง อย่างให้มีกิเลสน้อยที่สุด. (ตอบ) เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เคยอธิบายไว้อย่างละเอียด ในการบรรยายครั้ง หนึ่ง นึกไม่ออกแล้วว่าในครั้งไหน อยู่ในหนังสือเล่มไหน พิมพ์แล้วหรือยัง คือเรื่อง การบวชชั่วคราว. ได้ชี้ให้เห็นว่า การบวชชั่วคราวนั้นมันมีประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือน กับว่า เราหลีกออกไปหาโอกาสฝึกฝนสมรรถภาพของเราให้สูงสุด ในที่อันสงบสงัด เช่น เรียกว่าบ่านี้ ป่าไหนก็ได้ ไม่ใช่จำเป็นจะต้องเป็นสวนโมกข์. ถ้าป่าแล้วมันก็ต้อง เหมือนกันทั้งนั้น เพื่อเป็นโอกาสฝึกของจิตใจ ฝึกความมีกำลังจิตสูง คือมีสมาธิภาวนา ฝึกสติสัมปชัญญะ ความคงเนื้อคงตัวเอาไว้ ไม่ให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์. การฝึกในที่อื่นมันไม่สะดวก ต้องไปฝึกที่ในป่า พอฝึกเสร็จแล้ว จึงจะ ออกไปสู้กันกับปัญหาที่ในเมือง ; อย่างนี้มีส่วนหนึ่งที่ได้เปรียบ เหมือนกับว่า เราไป เรียนวิชาความรู้ที่ในมหาวิทยาลัยเพราะมันสะดวก แต่พอไปปฏิบัติหน้าที่ หรืออาชีพของ เราที่ในมหาวิทยาลัยนั้นแหละ แต่ก็ไปปฏิบัติตามสถานที่ ที่มันมีเรื่องที่จะต้องไปปฏิบัติ นี้ก็เป็นอย่างเดียวกัน. เขาไปเรียนศิลปศาสตร์ที่เมืองตักศิลา แล้วก็มาเป็นพระเจ้า แผ่นดินที่ประเทศของตัว ที่เมืองพาราณสี นี่ ซึ่งมันคนละทิศคนละทาง. ขอให้มอง เห็นข้อเท็จจริงอันนี้. ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ที่ว่า ไปในที่ ๆ สะดวก สำหรับจะเรียนนี้อย่างหนึ่ง และ ไปในที่ ๆ จะฝึกกำลังจิตได้สูงนี้อย่างหนึ่ง ; สองอย่างนี้ก็พอแล้ว สะดวกที่จะเรียนก็คือ

น.63 เพราะมีอะไรแวดล้อม กระทั่งบุคคล ครูบาอาจารย์อะไรก็ตาม มันสะดวก, แล้ว ก็ฝึก กำลังจิตใจได้สูง ในที่สงบสงัด ความคิดฉะลึกซึ้งแยบคาย กว้างขวางทั่วถึง. ฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องนี้ ขอให้ฝึกให้หมด และให้สูงสุด ในส่วนที่ฝึกได้ ในที่อันสงัด แล้วก็เอาไปรวมกันเข้ากับส่วนที่เราฝึกในเมือง ในที่ไม่สงบสงัด ก็เลยได้ถึงสองเท่า สองสถาน เหลือสามารถ. เดี๋ยวนี้เราฝึกในส่วนภายในมากกว่า คือฝึกทางกำลังจิตใจ ให้เกิดกำลังจิต แล้วก็ฝึกในส่วนปัญญา เพราะเมื่อเราอยู่ที่นี่ ในที่สงบสงัด ในป่าอย่างนี้ เรากลับจะ อ่านมนุษย์ที่อยู่ในเมืองได้ออก หรือได้ดีกว่า ที่เรากำลังจมอยู่ในท่ามกลางพวกนั้น. นี้เหมือนกับที่เขาเปรียบไว้ว่า ขึ้นบนยอดภูเขาให้สูง แล้วมองดูคนข้างล่าง อย่างนี้ จะเห็นชัดกว่า ถนัดกว่า ถ้าเราอยู่ระดับเดียวกันจะเห็นไม่ถนัด ไม่ชัด การที่เราขึ้นไปให้สูงกว่า แล้วมองดูข้างล่าง เห็นชัดกว่า ถนัดกว่า นี้เป็น เรื่องทางวัตถุ. เรื่องทางจิตก็เหมือนกัน เรามาทำจิตให้สูงกว่า แล้วไปมองดูคนที่มีจิต ต่ำกว่า จะเห็นได้ง่าย, แล้วก็จะรอบรู้ ในการที่จะแก้ปัญหาของคนที่จิตต่ำกว่า คือ ประชาชนที่ว่า อยู่ในบ้านในเมือง. มันง่ายอย่างนี้; เราจึงแสวงหาโอกาสที่จะอยู่ใน ที่สงบสงัด ฝึกฝนจิตใจเป็นพิเศษเฉพาะส่วนนี้ แล้วก็ไปหาความชำนาญทั่วไปในทุกชนิด ในทุกแง่ทุกมุม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ที่ยาก หรือว่า ใหญ่หลวง ให้ลุล่วงไปได้โดยง่าย. มองเห็นประโยชน์ของป่าเสีย ในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็จะเป็นเหมือนที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ในป่า แล้วท่านไปสอนคนในเมือง (ถาม) อยากจะเรียนถามอีกข้อหนึ่งว่า ปัญหาของมนุษย์ หรือของคน นี้เป็น ปัญหาของแต่ละบุคคล หรือว่าเป็นปัญหาร่วมกัน ? (ตอบ) ถ้าเราใช้คำว่า "มนุษย์" หรือ "คน" เราก็จะหมายความถึงปัญหา ที่เหมือนกันทุกคน ; ส่วนปัญหาของปัจเจกชนนั้น มันมีปลีกย่อย มีข้อแตกต่างกัน โดยส่วนปลีกย่อย โดยรายละเอียดปลีกย่อย แต่เนื้อหาสาระนั้นจะเหมือนกัน.

น.64 ความหมายอันแท้จริงของปัญหาจะเหมือนกันทุกคนก็ว่าได้ เพียงแต่รูปร่าง ของปัญหาไม่เหมือนกัน ; แต่ว่าเนื้อในของปัญหา ความหมายของปัญหานั้นเหมือนกัน เช่น คนนี้เขามีความทุกข์เพราะสิ่งนี้ คนโน้นมีความทุกข์เพราะสิ่งโน้น แต่แล้วมัน เหมือนกัน ตรงที่ว่า เขาไปยึดถือสิ่งนั้น มันเหมือนกนอย่างนี้; นี่ปัญหาของมนุษย์ ก็คือ ความหนักอกหนักใจ. ความทุกข์ที่เกิดมาจากความหมายมัน ความยึดถือ เหมือนกันทุกคน แต่ วัตถุสำหรับยึดถือนั้นไม่เหมือนกัน : เด็กก็ยึดถือไปอย่าง ผู้ใหญ่ก็ยึดถือไปอย่าง คน มั่งมี คนยากจน ก็ยึดถือไปคนละอย่างสองอย่าง ; แต่ว่าเป็นความยึดถือเหมือนกัน คือความมีอวิชชา แล้วก็หลงยึดถือว่า เป็นตัวเราบ้าง ว่าเป็นของเราบ้าง. (ถาม) ในเมื่อเป็นปัญหาของแต่ละบุคคลด้วย ก็อยากจะเรียนถามอีกว่าความสิ้นไป แห่งปัญหานั้น เป็นหน้าที่ของแต่ละคน, หรือว่า เราจะไปช่วยคนอื่นให้ด้วย หรือว่าต่างคนต่าง จะต้องจัดการกับตัวเองเท่านั้น ? (ตอบ) ถ้าในเรื่องของธรรมะของศาสนา หรือว่าในเรื่องของจิตนี้ มันเป็น เรื่องที่ว่า แต่ละคนต้องจัดการของตัวเอง. ที่พูดว่า เราไปช่วยเขา ก็ไปช่วยเขา ให้ เขาจัดการของตัวเอง. นี่เป็นหลักธรรมที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือจะว่าพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสอย่างนี้ อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง. เดี๋ยวนี้คนในโลกปัจจุบันนี้อาจจะโง่มาก ๆ เกี่ยวกับข้อนี้ คือไปช่วยคนอื่น อย่างไปยกเขาขึ้นมา อุ้มเขาขึ้นมา : เอาเงินไปแจกเขา อย่างนี้ก็ไม่ถูกกับเรื่อง. เราไปช่วยเขา ให้เขารู้จักหาเงินเองดีกว่า คือเราดับทุกข์ของเราได้ แล้วไป ช่วยคนอื่นให้เขาดับทุกข์ของเขาได้ โดยตัวของเขาเอง นั่นแหละเป็นเรื่องถูกต้องตาม หลักของธรรมะ. สำหรับเรื่องทางวัตถุนั้นไปช่วยกันได้ เอาเงิน เอาอะไรไปให้ก็ได้ แต่เรื่องของความทุกข์ในใจ ช่วยเขาไม่ได้ ต้องคนนั้นทำเอง ; ดังนั้นจึงมีหลักว่า เราช่วยเขาก็คือ ช่วยให้เขาช่วยตัวเองได้.

น.65 การไป เที่ยวสั่งสอน โปรดสัตว์ ในทางธรรมนั้น ก็ไปช่วยโปรดสัตว์ให้ ฉลาด ให้ช่วยตัวของตัวเองได้; วิธีการอันนี้ ก็ควรจะเอามาใช้ แม้ในเรื่องทาง วัตถุ ในเรื่องการเมือง ในเรื่องบ้านเรื่องเมือง. อย่าไปช่วยคน อย่างชนิดที่หลับหู หลับตา เอาอะไรไปให้ เอาอะไรไปแจกเสียตะพืด; มันไม่ถูก ต้องไปช่วยให้เขา สามารถช่วยตัวเองได้. นี่คือการช่วยอย่างแท้จริง อย่างถูกต้อง และยั่งยืนกว่า. อยากจะ พูดว่า แม้ช่วยกันในทางวัตถุ ในทางสังคมนี้ ก็จงช่วยให้เขารู้จักช่วยตัวเองเสมอ. (ถาม) ผมยังสงสัยอยู่นิดหนึ่ง ที่ท่านว่า ปัญหาของมนุษย์ คือ ความทุกข์ของคน, ทุกข์นี้หมายถึง รวมทั้งทุกข์ทางจิตใจ กับทุกข์ทางวัตถุ หรือว่า ทุกข์ทางจิตใจอย่างเดียว ใน ความหมายที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายมา ? (ตอบ) ควรจะใช้คำพูดว่า "ทุกข์ทางกาย" แทนคำว่า ทุกข์ทางวัตถุ ; ทุกข์ เพราะขาดแคลนวัตถุ มันก็เนื่องอยู่ที่ร่างกาย หรือว่า จะไปถึงจิตใจก็ได้. เราต้องแยก ออกเป็นเรื่องความทุกข์ที่ปรากฏที่กาย เป็น ความทุกข์ทางกาย, หรือมีกายเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์โดยตรง, แล้ว ความทุกข์ทางใจ ก็คือว่า ใจมันเข้าไปยึดถือเอามาเป็น ของหนัก และเป็นความทุกข์ แม้ร่างกายสบายดี. ความทุกข์ทางวัตถุ เพราะยากจน นี้ก็กระจายออกไปได้ว่า บางทีก็ลำบาก ทางกาย เพราะเจ็บไข้ บางทีก็เดือดร้อนใจ เพราะไม่มีอะไรจะกินจะใช้ ฉะนั้น ทุกข์ทางกายนี้ เขาเรียกว่า ทุกข์ธรรมดา เราเรียกว่า ทุกขเวทนา ดีกว่า เช่นไปหยิกเข้า ก็เจ็บ นี้เรียกว่ามันเป็นทุกขเวทนา ; นี่ก็ไม่เท่าไร ไม่ใช่ปัญหาที่หนัก หรือมากมาย อะไร. ยังมีทุกข์อีกอันหนึ่ง เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน ; ทุกขเวทนา คือความรู้สึก ว่าเป็นทุกข์. ทุกข์อุปาทาน คือ ความยึดถือเอาเป็นความทุกข์, อันนี้ร้ายกาจมาก ที่อยู่ก็มี เงินก็มี ฯลฯ เป็นมหาเศรษฐีด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังมีความทุกข์ ทั้งที่มีทรัพย์สมบัติ

น.66 มีอำนาจวาสนา มีเงินมีอะไรทุกอย่าง ก็ยังมีความทุกข์ เพราะว่าไปยึดถือเอาอะไรอย่าง โง่ ๆ เข้า ล้วนเป็นเรื่องยึดถือ เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน. ในบางกรณีมันเข้ามาแฝดกันเป็นสองชั้น เช่นว่า เรามีบาดแผล เจ็บ นี่ เป็น ทุกขเวทนา อย่างนี้ก็เจ็บไปในระดับหนึ่ง ในความหมายหนึ่งเท่านั้น. ทีนี้เราโง่ด้วย อวิชชา ยึดถือเอาด้วยอุปาทานว่า ความเจ็บของกู กูจะตาย ; ส่วนความโง่ที่มาเพิ่มขึ้น ว่าความ เจ็บของกู กูจะตาย นี้ทุกข์มากกว่า ทุกข์ลึกซึ้งกว่า ทุกข์ละเอียดกว่า ทุกข์ เผาลนมากกว่า ; อย่างนี้เรียกว่า ทุกข์อุปาทาน. ทุกขเวทนาอย่างแรก พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เหมือนกับลูกศรเล็ก ๆ ไม่มี ยาพิษอะไรมาแทงเข้าไป. ทีนี้มันโง่ อย่างที่ว่า มันก็เหมือนกับลูกศรอีกอันหนึ่ง ซึ่ง ใหญ่มาก คมมาก และอาบยาพิษ อย่างแรงกล้าด้วย มาแทงเข้าไปอีก. นี่คนเรานั้น โง่จนถูกลูกศรดอกที่ ๒ นี้เสมอไป, เกิดอะไรขึ้นสักนิด ก็ถูกลูกศรทั้ง ๒ คอก; ส่วน พระอริยเจ้าพระอรหันต์ ท่านจะถูกแต่ดอกเดียว : ถ้าว่ามีแผล เช่น เจ็บเนื้อที่มีแผลอยู่ มันก็เจ็บเท่านั้น, ที่จะไปว่า ความเจ็บของกู กูจะตาย นั้นไม่มี ; แต่คนเรามักถูก ทีเดียวพร้อมกันทั้ง ๒ ดอก และไม่เห็นว่าเป็น ๒ ดอก. คนธรรมดานี้ บางทีไม่มีลูกศรดอกแรกด้วยซ้ำไป ก็คิดสร้างลูกศรดอกใหญ่ คือ อุปาทานความคิด ความนึก ความยึดมั่น วิตกกังวล, ไม่มีเรื่องก็มาคิดให้มีเรื่อง จนเป็นทุกข์ จนเป็นบ้า เป็นโรคเส้นประสาท ; ความทุกข์จึงมีเป็น ๒ ชั้นอย่างนี้. ทุกข์ทางเวทนา นี้ เนื่องด้วยวัตถุ ด้วยกาย : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็สุดแท้ ; แต่ว่า ทุกข์ทางอุปาทาน ละก็ มาในรูปของจิตล้วน ๆ. แม้ว่ามันจะ เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทีแรก มันก็เปลี่ยนสภาพเป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ ยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นทุกข์ ; นี้เรียกว่า ทุกข์ใหม่, ทุกข์อันใหม่ที่ไม่ควรจะมี, ทุกข์

น.67 เสียเปล่า ๆ เพราะความโง่. ส่วนทุกขเวทนานั้นมันต้องมี เพราะว่า เราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นไป. อย่าได้ไปโง่ เอาความเกิดมาเป็นความเกิดของกู ,ความแก่มาเป็นความแก่ ของกู เอาความตายมาเป็นความตายของกู ; นี้มันจะทุกข์หนัก ทุกข์อย่างลูกศรลูกที่ ๒. ความทุกข์อย่างที่ธรรมชาติมันเป็นอยู่เอง นี้ไม่เท่าไร ความทุกข์ที่คนไปโง่ผิดธรรมชาติ ไปยึดถือเอามาเป็นของกู เข้ามาแล้วนี้เป็นทุกข์มากกว่า. เรื่องนี้สำคัญมาก ขอให้ทุกคนจำไปคิด สังเกตดูให้ดีๆ แล้ว เราจะมีความ ทุกข์อย่างหลังนี้ โดยมาก. แม้เรากลัวว่าจะเรียนไม่สำเร็จ จะสอบไล่ตก นี้ก็เป็น ความทุกข์ขึ้นมาจากความโง่ ที่สร้างขึ้นมาด้วยอุปาทาน; ถ้าขืนเป็นอย่างนั้นมันก็จะ เรียนไม่ได้จริง ๆ ด้วย จะสอบตกเอาจริง ๆ ด้วย. ความทุกข์นี้แยกออกเป็น ๒ พวก ดังกล่าวมา : ทุกขเวทนาพวกหนึ่ง, ทุกข์อุปาทานพวกหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ คนในโลกรู้จักกันแต่ทุกขเวทนา, ส่วนทุกข์อุปาทาน นี้ร้ายกว่า ที่เป็นปัญหากว่า เขาไม่รู้ เขาจึงแก้ปัญหาไม่ได้ เขาจึงทะเลาะกันแต่เรื่องปากเรื่องท้อง. พวกชนกรรมาชีพ และนายทุน เขาทะเลาะกันอยู่ ด้วยปัญหาที่มาจากทุกขเวทนา ไม่รู้จัก ทุกข์อุปาทาน ที่มันเหนือกว่า และกำลังเหยียบย่ำกันอยู่ทั่วไป. ควรจะไปสอนกัน ให้รู้จักความทุกข์ชนิดหลังเถิด จะค่อยเพลามือในเรื่องทางวัตถุ แล้วก็มาเอาจริงกัน ในเรื่องทางจิตใจ. ใครมีปัญหาอะไรอีกก็ถามได้ เมื่ออยู่ในห้องเรียนคุณมีปัญหามาก พอมา สวนโมกข์ปัญหาไม่มี เห็นไหมตั้งหลายสิบคนไม่เห็นมีใครถาม ; นี่ก็อำนาจของธรรมชาติ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหา. ผู้ที่ใคร่ศึกษา นั่งให้ใกล้ ๆ หน่อย จะได้ถามได้ง่าย. (ถาม) ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า การอยู่กับธรรมชาติ ดีกว่าการอ่านหนังสือ จะเป็น หนังสือเกี่ยวกับธรรมะ. ถ้าเช่นนั้นการนั่งสมาธิในท่ามกลางธรรมชาตินั้น ท่านอาจารย์คิดว่า

น.68 เพื่อจุดประสงค์อันใด แล้วการนั่งสมาธิ เราควรจะกำหนดความคิดของเราไปทางใด, และถ้า เราไม่มีความรู้ ซึ่งอาจจะต้องได้รับจากทางหนังสือบ้าง เราจะมีความรู้ ในการใช้ประโยชน์จากการ นั่งสมาธิได้อย่างไร ? (ตอบ) ก็เห็นแล้ว ที่ถามมานี้ คือว่า เราอ่านหนังสือเล่ม ๆ นั้นก็อย่างหนึ่ง แล้วหนังสือที่ดีกว่านั้นก็คืออ่านจากธรรมชาติ ได้แก่ร่างกาย จิตใจของเรา หรือทุกสิ่งที่ มันเนื่องกันอยู่ เลยให้คำพูดคำใหม่กันลืม เพราะจำง่ายว่า "อ่านหนังสือทางวิญญาณ" กันเสียบ้าง. อ่านหนังสือในกระดาษสมุดเล่ม ๆ นั้น เป็นการอ่านหนังสือทางวัตถุ ; ทีนี้อ่านหนังสือทางวิญญาณ นั่นคือทำสมาธิ ทำวิปัสสนา : ทำจิตให้เป็นสมาธิ สามารถ อ่านหนังสือธรรมชาติด้วยวิปัสสนา นี้ก็เป็นการอ่านหนังสือ, น่าอ่านกว่า สนุกกว่า มีประโยชน์กว่า. เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือเล่ม ๆ กันจนเฟ้อมาก จนเวียนหัว จนฟั่นเฝือ ก็ลอง มาอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่ง : หนังสือตัวธรรมชาติ ตัวร่างกายจิตใจนี้ ให้พอ ๆ กัน, แล้วหนังสือเล่ม ๆ ที่เป็นตำรานั้น มันก็สอนวิธีที่จะอ่านหนังสือธรรมชาติอันลึกซึ้งได้ เช่นเรียนพระไตรปิฎก นี้ก็เพื่อจะรู้วิธีที่จะอ่านชีวิต อ่านนามรูป ขันธ์ อายตนะ. เพราะ เหตุนี้เราจึงควรถือว่า มันเป็นอุปกรณ์ของกันและกัน, หรือเป็นบุพภาคของกันและกัน. ในทางการศึกษาด้วยการอ่าน การฟัง ทางหู ทางตานั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำ ในชั้นแรก, บางที หรือ บางสมัย เราไม่มีหนังสือเล่ม ๆ อ่าน แต่เราต้องฟังเขาพูด ทางหู นี้ก็มีผลเท่ากับอ่าน ก็เรียกว่าอ่านทางวัตถุ. พอเสร็จแล้วเรามาอ่านทางวิญญาณ คือ จิตที่เป็นสมาธิดี สอดส่องไปในความจริงของนาม และ รูป, เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เป็นการอ่านหนังสือของธรรมชาติ, อ่านตัวธรรมชาติเหมือนเป็นหนังสือ เป็นอันว่า เราไม่ต้องรังเกียจการอ่านหนังสือชนิดไหน ทำให้พอดี ทำให้ ถูกเรื่อง ; อยู่ที่สวนโมกข์นี้ ก็อ่านหนังสือเล่มที่ ๒ ให้มาก คือหนังสือจากธรรมชาติ

น.69 เมื่ออยู่ที่บ้านที่โรงเรียน ได้อ่านหนังสือทางวัตถุมาก แล้วอ่านที่บ้านก็ได้ เอาเวลาไว้ อ่านธรรมชาติที่สวนโมกข์เมื่ออยู่ที่สวนโมกข์นี้ ดีกว่า เพราะว่ามีเวลาน้อย. แท้จริง แม้จะอ่านหนังสือเล่ม ๆ มาอ่านในที่อย่างนี้ ก็ยังได้ความดีกว่า อ่านในที่ที่อัดแอ ; ฉะนั้นควรจะอ่านหนังสือทั้ง ๒ เล่ม : ทั้งหนังสือเล่ม ๆ และ หนังสือในจิตใจนี้ ให้ละเอียดลออ ให้แยบคายยิ่งกว่าที่แล้ว ๆ มา. นี่มีความจริงเพียงเท่านี้ มีปัญหาเท่านี้ คงอ่านหนังสือต่อไปทั้ง ๒ เล่มเถิด. (ถาม) ความรู้สึกในขณะที่เข้าใจบางเรื่อง เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่ถ้าเรา เข้าใจดีแล้ว จะอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้. ทีนี้ ภาวะที่เป็นพระอรหันต์ หรือนิพพานไปแล้วนี่มัน เป็นความรู้สึกที่อยู่ในสติปัญญา หรืออธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ หรืออย่างไร ?. (ตอบ) อธิบายอย่างเหตุผลนั้นมันคนละอัน ความรู้สึกที่แท้จริงนั้น ไม่ต้อง อธิบายด้วยเหตุผล ; ฉะนั้นจึงอธิบายไม่ได้ เขาจึงไม่อธิบาย, ไม่อธิบายตัวธรรมะ ที่เป็นการบรรลุ มรรคผลด้วยวาจา หรือด้วยเหตุผล เพราะมันจะเหมือนกับเต่า จะพูด เรื่องบนบกให้ปลาฟัง, จะเป็นอย่างนั้นเพราะไม่รู้จะใช้เหตุผลอย่างไร, ใช้เหตุผลเท่าไร ๆ ปลานั้นก็ฟังไม่ถูก. ฉะนั้น พระอรหันต์จึงไม่พูดเรื่องนี้กับบุคคล ; ท่านจะพูดแต่ เรื่องว่า ทำอย่างนั้นซิ, ทำอย่างนั้นซิ เท่านั้น, แล้วก็ไปรู้เอาเองว่าเป็นอย่างไร. ในโลกปัจจุบันนี้ คนหลงใหลในเหตุผลมากเกินไป; เรื่องการบรรลุธรรม นั้นอยู่เหนือเหตุผล, หมายถึงเหตุผลในการพูดจา เป็นเหตุผลตามธรรมชาติที่จะต้องรู้ แล้วก็ไม่ยึดถือ ในสิ่งที่เป็นเหตุผลจึงจะหลุดพ้นจากอำนาจของเหตุผล. เห็นว่ามัน เป็นแต่เพียง สิ่งที่เป็นเหตุบ้าง สิ่งที่เป็นผลบ้าง ไม่มีสาระอันแท้จริงที่ควรยึดถือได้ ก็เลยไม่ยึดถือ ; แล้วก็เรียกว่ามันพ้นอำนาจของเหตุผล ที่จะไปทำให้คิดนึกอย่างไร. การปฏิบัติธรรม นี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เหตุผล แต่ต้อง เป็นความจริงที่แท้ การถึงตัวความจริงทีแรก เรียนด้วยเหตุผลก็ได้ แต่ว่าแล้วจะต้องเลยผ่านเหตุผลไป.

น.70 อย่างในกาลามสูตรที่ว่า มา ตกฺกเหตุ, มา นยเหตุ ซึ่งแปลว่า จะเชื่อลงไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าตามหลักแห่งตรรก หรือตามหลักแห่งนัย คือเหตุผล. เรายิ่งพูดเหตุผล ก็ยิ่งเป็นปรัชญา ไม่เป็นธรรมะ หรือเป็นศาสนา; ฉะนั้น เราจะไม่ยุ่งกับเหตุผล เราเอาความรู้สึกจริงๆ เช่นทุกข์ ก็ต้องมีความทุกข์จริง ๆ อยู่ในจิตใจจริงๆ แล้วก็มอง เห็นอยู่ : อ้าว, มันมาจากความโง่อันนี้เอง ไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรแล้ว ก็เห็นชัดอย่างนี้ ถ้าไม่มีเหตุอันนี้ ก็ไม่ทุกข์ มันก็ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมาอ้างอิง. สมัยนี้ เขาทำเป็นรูปปรัชญากันเสียหมด ก็เลยไปยุ่งกันแต่เรื่องการใช้เหตุผล ซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่ง. เรื่องของฝ่ายธรรมะนี้ เราอยากจะอยู่เหนือเหตุผล ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่ต้องอาศัยเหตุผล จิตจึงจะหลุดพ้น. คำว่า "หลุดพ้น" หมายความว่า รวมทั้งหลุดพ้นจากการที่จะต้องเป็นทาส ของเหตุผล, เป็นทาส หรือเป็นบ่าวนั้นแหละ. อย่าเป็นทาสของเหตุผล, ในชั้นแรก มันก็ไม่มีเหตุผล แต่มันมีอีกความหมายหนึ่ง. อย่างมงายนั้น คือ อย่าเป็นคนงมงาย ไร้เหตุผล, มันมีเหตุผล เพื่อจะเลือกเอามาทางนี้ ๆ ; แล้วต่อมามันปืนขึ้นพ้นเหตุผล อยู่เหนืออำนาจ หรืออิทธิพลของเหตุผล นั่นแหละจิตนั้นจึงจะเรียกว่า เป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องการอะไรที่เป็นเหตุ หรือเป็นผล ต้องการแต่ความว่าง ซึ่งไม่เป็นเหตุและไม่ เป็นผล. นี้เป็นการกล่าวทีเดียวหมด อาจจะฟังยากก็ได้ แต่เรื่องทั้งหมดมันเป็น อย่างนี้ ; ถ้ายัง "เหตุผล" อยู่ ก็คลานต้วมเตี้ยมอยู่กับเหตุผล. มันต้องไปสูงขึ้นไป ๆ เป็นเหตุผลที่ดีที่สูงขึ้นไป จนไม่มีเหตุผล ไม่ต้องเกี่ยวกับเหตุผล. (ถาม) ตามที่ผมเข้าใจ ว่าพระอรหันต์นี่คือเป็นผู้ที่มีปัญญาอย่างสูงสุดแล้ว, ปัญญา สูงสุดนี้ผมเข้าใจว่า สามารถดับความทุกข์ทางกายได้ พร้อมทั้งดับความทุกข์ทางจิตใจได้ด้วย. สมมติว่า ถ้ายืนอยู่ในที่ร้อน ๆ นี้ก็เป็นทุกข์ทางกาย เราก็หลบซ่อนเสีย หรือถ้าหนาวเราก็คลุมเสีย

น.71 ให้เพียงพอเท่านั้น. แต่ผมสงสัยเรื่องการทำสมาธิถึง ๑๖ ขั้น ๑๖ ตอนนั้น มันจะมากเกินไป หรือเปล่า ? หรือว่าการทำ ๑๖ ขั้น ๑๖ ตอน ที่ทำให้ปัญญาสูงสุดถึงขั้นนั้น จึงเป็นพระอรหันต์ ? (ตอบ) ข้อแรก เป็นไปไม่ได้ ที่จะเอาเหตุผลไปวัดพระอรหันต์ ; ถ้าคุณ กล้าวัดพระอรหันต์ด้วยเหตุผล ผมก็ตอบไม่ได้. ทำสมาธิ ๑๖ ขั้น ๑๖ ตอนนั้นเขา หมายถึงการปฏิบัติ ซึ่งจะแบ่งเป็นกี่ร้อยขั้น กี่ร้อยตอนก็ได้ ให้ปฏิบัติได้ก็แล้วกัน, แบ่งให้ เห็นง่ายแก่การศึกษาและปฏิบัติ. สิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยนแปลงไปตามกฎแห่งเหตุผล เราไป ทำให้ถูกเรื่องของมัน จนในที่สุดอยู่เหนือเหตุผล ก็ต้องการอย่างนั้น. เรื่องของ พระอรหันต์ อย่าเพ่อพูด แล้วก็อย่าเอาเหตุผลไปใช้วัดพระอรหันต์ ท่านเป็นคนที่อยู่ เหนือเหตุผล.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต