Buddhadasa.org

โมกขธรรมประยุกต์ ครั้งที่ พิเศษ — ปฐมนิเทศ เพื่อการพำนักในสวนโมกข์

โมกขธรรมประยุกต์ — คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงเรียนหิน ไหล่เขาพุทธทอง สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๘ · วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๑๘

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.29 วันนี้เป็นเพียงโอกาสแรกที่ได้พบกัน ไม่ได้คิดว่า จะพูดอะไรกันมากมาย นอกจาก ขอแสดงความยินดี และจะได้ปรับความเข้าใจกันบางอย่าง. ขอแสดงความยินดี ในข้อที่ว่า การกระทำนี้มันจะช่วยให้มีผลแก่ ทุกคน หรือแก่ประเทศชาติศาสนา ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม. เมื่อมีผู้สนใจ ที่จะศึกษา จะปฏิบัติพระพุทธศาสนามากขึ้น ก็ย่อมมีผลดี ที่ทำให้ศาสนา ยังมีอยู่ แล้วก็มีบุคคลที่ได้รับประโยชน์ และเป็นตัวอย่างต่อ ๆ กันไปด้วย. ๑

น.30 ขอแสดงความยินดี ในข้อที่ว่า พวกคุณคิดใช้เวลาปิดภาคเรียน หรือที่จะ เรียกว่าเวลาว่างในลักษณะอย่างนี้ ; นี่รู้สึกว่า เป็นความคิดที่ดี หรือถ้าพูดตามความ รู้สึกจริงๆ แล้ว ก็รู้สึกว่าดีมาก ดีที่สุด เดี๋ยวก็จะบอกให้ทราบว่า ทำไมมันจึงเป็น อย่างนั้น .. สำหรับข้อที่ว่า จะทำความเข้าใจกันบางอย่าง เกี่ยวกับการกระทำระหว่าง ที่มาพักอยู่ที่นี่นั้น ก็ด้วยหวังว่าจะให้พวกคุณ ได้รับประโยชน์มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ : ฉะนั้นขอให้พยายาม ให้สำเร็จตามที่หวังอย่างนี้. ในข้อที่ว่า ยินดีที่มีผู้สนใจในพระธรรม ในพระศาสนา นี้ก็มิใช่กล่าว ในฐานะ ที่ว่าผมชอบสิ่งนี้ หรือพยายามทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมะ หรือศาสนาอยู่ แล้วก็จะได้ เป็นพรรคพวกกัน อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ; อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่มันยังมีอะไรมากกว่านั้น. เดี๋ยวนี้คนเรามีการศึกษามาก แต่มันมากไปในทางที่จะไม่ทำให้มีสันติภาพ หรือสันติสุข มันกลับมากไปในทางที่ให้มีอะไรยุ่งเหยิงมากกว่า ; เพราะว่า การศึกษา ที่เขาให้กันในโลกเวลานี้ มีแต่ ทำให้คนฉลาดในการหาประโยชน์อย่างวัตถุ, หรือ แม้ที่ทำให้ฉลาดในความหมายทั่ว ๆ ไป เขาก็มิได้ใช้ความฉลาดนั้นไปในทางของสันติภาพ หรือสันติสุข เพราะว่าความฉลาดนั้นเป็นเครื่องมืออันหนึ่งเท่านั้น ยังไม่แน่ลงไปว่า จะผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว. ต้องใช้ความฉลาดนั้นให้ถูก จึงจะถูก ; ใช้ความฉลาดนั้น ให้ดี จึงจะดี. เดี๋ยวนี้ ทุกคนในโลก ที่มีการศึกษามาก ศึกษาดีที่สุดที่จะศึกษาได้นั้น เขา ใช้ความฉลาดไปในทางแสวงหาประโยชน์ของตัว เพื่อกอบโกยประโยชน์มาให้ แก่ตัว ที่พูดว่า ทำเพื่อประเทศชาติ หรือเพื่อมนุษย์นั้น เป็นเรื่องพูดกันแต่ปาก ; ที่ทำอยู่จริงนั้น เป็นการทำเพื่อตัว เพื่อประโยชน์ของตัว. นี่ขอยืนยันไว้อย่างนี้ ให้ไป ทดสอบกันดูเถิด.

น.31 ๓ ปฐมนิเทศ คำที่กล่าวมาแล้วนี้ ไม่ใช่เฉพาะพวกคุณ จะกล่าวสำหรับคนที่เป็นนักศึกษา ทั้งโลก : ยิ่งศึกษา ยิ่งฉลาด ยิ่งฉลาดแล้วยิ่งน้อมไป ในทางเห็นแก่ตัว ; แม้ว่า จะทำเพื่อผู้อื่น มันก็ทำเพื่อให้ตัวได้รับเกียรติ หรือได้รับอะไรทำนองนั้น. อย่างนี้ไม่ ใช่ทำเพื่อผู้อื่นเสียแล้ว แต่ทำด้วยหวังว่า ตัวจะได้รับเกียรติเป็นอย่างน้อย; ยิ่งกว่านั้น ก็เพื่อรับประโยชน์ตน. ถ้าโลกนี้มีการจัดการศึกษา น้อมไปในทางเห็นแก่ตัวกัน อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป โลกนี้ต้องวินาศแน่. เลิกจัดการศึกษาแบบนี้กันเสีย จะดีกว่า ; แล้วไปจัดการศึกษา ที่ ทำให้คนฉลาด พร้อมกันกับการเสียสละความเห็นแก่ตัว. การเสียสละความเห็นแก่ตัวนี้ ไม่มีในหลักสูตร ของพวกคุณ หรือของ นักศึกษาทั้งโลก ; ยิ่งจัดการศึกษาให้มันมากเข้า ก็ยิ่งทำให้โลกเต็มไปด้วยผู้เห็นแก่ตัว มากเข้า เท่านั้นเอง. ผมไม่รู้สึกเลื่อมใส หรือพอใจ หรือสบายใจ เมื่อได้ฟังเขาพูดถึงเรื่อง การ จะขยายจำนวนโรงเรียน ขยายมหาวิทยาลัย เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย อะไรก็ตาม, กระทั่งค้นคว้าวิธีการที่จะมาสอนกันใหม่ ๆ ให้ได้ผลเร็ว; นี้ ผมกลับเห็นว่า เป็นภัย อันตราย, แล้วยิ่งเปิดโรงเรียน เปิดมหาวิทยาลัย มีการสอนอย่างนี้กันมากเท่าไร ก็ทำ ให้คนฉลาดในทางที่จะเอาประโยชน์ให้แก่ตัว ด้วยความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น. ถ้าหยุด หรือบีดโรงเรียนชนิดนี้เสียยังดีกว่า ไปอยู่กันอย่างงมงาย เหมือน สมัยโรงเรียนตามวัดวาอาราม เมื่อร้อยปีมาแล้วก็ยังจะดีกว่า เพราะไม่มีอาชญากรรม อาชญากรเลวร้ายมากเหมือนสมัยนี้ ที่การศึกษาเจริญ, แล้วในโลกก็ยังไม่มีการคิดล้าง ผลาญกันอย่างใหญ่หลวงเหมือนเดี๋ยวนี้ เพราะยังทำไม่เป็น เพราะว่ายังโง่ แต่ว่าอยู่กัน ด้วยความสงบ.

น.32 ความเป็นอยู่สมัยโน้น นอนไม่ต้องขีดประตูเรือน นอนใต้ถุนก็ได้ นอน จนสว่างอยู่ใต้ถุนเรือน วัวควายก็ปล่อยไว้ในทุ่งนาได้. เดี๋ยวนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้ ; ดูเถิดความเจริญของมนุษย์. ปล่อยวัวควายไว้ตามทุ่งนา ก็ถูกขโมยหมด นอนใต้ถุน เรือนก็มีคนมายิงตาย, แม้ว่านอนบนเรือน เขาก็ยังพยายามที่จะไปยิงไปฆ่า, แม้กลาง นครหลวง กลางวันแสกๆ ในกรุงเทพฯ คุณไปดูเถิด มันปลอดภัยไหม ? เมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว ผมเคยไปกรุงเทพ ฯ ก่อนบวช, ดึกตีสองตีสาม ก็ ปลอดภัย, ไปสถานีคนเดียวก็ไปได้ โดยไม่มีอันตราย ; เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วสภาพอย่างนี้ ในยุคที่เรียกว่า การศึกษาเจริญ อะไรเจริญก้าวหน้า, เดี๋ยวนี้กลับไม่มีอย่างนั้น กลับ เป็นว่า กลางวันแสก ๆ ก็ไม่ปลอดภัยในท้องถนนหลวง. ครั้นไปมองดู อ่านดู เรื่อง ราวในประเทศอื่น ในประเทศที่ว่าใหญ่โตนัก เจริญนัก รุ่งเรืองนัก มีอำนาจมาก อะไร ๆ ก็ยิ่งเลวร้ายเหมือนกัน ขนาดที่ต้องระวังกระทั่งบนที่พัก บนโรงธรรม ก็ไม่มี ความปลอดภัย. ที่พูดมามากมาย ก็เพื่อจะชี้นิดเดียวว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง : สมัยหนึ่งเขาเรียนศาสนากัน แล้วก็เรียนอย่างไม่เป็นล่ำเป็นสันเหมือนเดี๋ยวนี้ ; แต่เขา เรียนตัวศาสนา คือ อบรมทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ให้กลัวบาป ต้องการบุญ และช่วยผู้อื่นด้วย น้ำใสใจจริง, มีหลักว่า ทุกคนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. เดี๋ยวนี้หาทำยาไม่ได้ ในเรื่องคนที่จะมีจิตใจคิดว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ; สมัยก่อนนั้นมีแต่คนอย่างนี้ มันจึง ไม่มีภัย ไม่เป็นอันตราย แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน ก็แล้วกัน. ทีนี้ ก็จะพูดตรงที่ว่า ยินดีในการที่คุณใช้เวลาว่าง มาศึกษาธรรมะ มาศึกษาศาสนา ;

น.33 ๕ ปฐมนิเทศ นี่ก็เพื่อไปเติมส่วนที่ยังขาดอยู่ บกพร่องอยู่ แหว่งอยู่ ให้มันเต็ม; คือ คุณ จะได้ศึกษาพระธรรม หรือพระศาสนา จนสามารถจะใช้ปฏิบัติให้อยู่ที่เนื้อที่ตัว คือที่กาย วาจา ใจ อยู่เป็นประจำ อันจะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราใช้ความฉลาดไปในทาง ของความเห็นแก่ตัว แต่จะใช้ความฉลาดไปในทางที่ถูกต้อง ซึ่งมีความถูกต้องอย่างไร ก็จะใช้ไปอย่างนั้น, แล้วธรรมะ หรือ ศาสนานี้จะช่วยให้หยุดความอยาก หยุดความ ทะเยอทะยาน ที่เพ้อเจ้อ ที่เพื่อ ที่ไม่รู้จักจบนั้น เสียบ้าง. การมาศึกษาธรรมะ นี้ หมายความว่า เราจะได้มีผู้ที่มีการศึกษาดี มีความ ฉลาด และมีธรรมะ หรือมีศาสนา สำหรับจะควบคุมความฉลาดนั้นให้ปลอดภัย. นี่ใจความมีอย่างนี้ ที่ว่าผมรู้สึกยินดีในการที่พวกคุณมาแสวงหาวิชาความรู้ทางธรรม ทาง ศาสนา ในเวลาว่างจากการเรียน ซึ่งมีแต่ทำให้พวกคุณฉลาด และทั้งหมดก็เพื่ออาชีพ หรือเพื่อประโยชน์ทั้งนั้น. อีกข้อหนึ่งที่ว่า เราควรจะพูดกันถึงการมาอยู่ที่นี่นั้น จะถือเอาประโยชน์ ให้ได้มากอย่างไร. บางคนอาจจะเข้าใจแล้วก็ได้ แต่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ, คือบางคน อาจจะคิดว่า มาฟังให้มาก ๆ มาจดไปให้มาก ๆ แล้วก็จะเป็นการดีที่สุด อย่างนี้ก็ไม่ถูก. คุณซื้อหนังสือไปอ่านยังจะดีกว่า สะดวกกว่า, หนังสือเขาพิมพ์ขายที่กรุงเทพ ฯ มากมาย เรื่องอะไรก็ได้; แต่มันก็จริงอยู่บ้าง ที่ว่ามาฟังโดยตรงนั้น จะมีประโยชน์กว่าอ่าน หนังสือตามลำพัง ; แต่ก็ยังไม่มาก ไม่ใช่มีประโยชน์อะไรมากมายนัก. ที่ว่า มีประโยชน์มากมาย ก็คือว่า ระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ ขอให้ เป็นอยู่ให้ ใกล้ชิดธรรมชาติ ให้มากที่สุด จนเรียกว่า เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ เหมือนอย่าง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือพระศาสดาในศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น.

น.34 ถ้ายังไม่ทราบ ก็ทราบเสียทีว่า พระพุทธเจ้าท่านประสูติ กลางดิน, ท่านตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้านั้นก็ กลางดิน, เมื่อประทับนั่งก็อยู่ กลางดิน, เมื่อท่านนิพพาน ท่านก็ นิพพาน กลางดิน, สอนสาวกทั้งหลายส่วนมากก็สอน กลางดิน, เพราะว่าโรงประชุม มันก็เป็น กลางดิน, ที่ไหน ๆ ท่านก็สอน : ที่โคนไม้ ที่ตรงไหนกระทั่งเดินทางอยู่ท่าน ก็สอน ก็เรียกว่าสอนกันกลางดิน. กุฏิของพระพุทธเจ้าก็เป็นพื้นดิน ; ไปดูซาก โบราณสถานในประเทศอินเดียเห็นแล้วก็ต้องว่าท่านอยู่กลางดิน นี่คือความหมายของคำว่า "เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ" , อยู่ใกล้ชิดกันกับธรรมชาติ จึงได้รู้เรื่องของธรรมชาติ การตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้านั้น มิใช่อะไรอื่น นอกจาก รู้เรื่องของธรรมชาติ ในส่วนที่ควรจะรู้ ที่มีประโยชน์ที่สุด อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด ; นี้เรียกว่า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีอะไร นอกไปจากเรื่องธรรมชาติ ; ฉะนั้น เราอยากจะ ได้อะไรมาก ๆ เร็ว ๆ จากธรรมชาติ ก็ควรพยายามอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ให้เป็นเกลอ กันกับธรรมชาติ เราควรจะพอใจ ที่ว่า เดี๋ยวนี้เรากำลังนั่งกันอยู่กลางดิน เป็นอนุสรณ์แก่ พระพุทธเจ้า ผู้ที่ถ้าเราพูดอย่างธรรมดาสามัญ ก็ว่า ท่านเกิดกลางดิน ท่านตรัสรู้กลางดิน ท่านตายกลางดิน ท่านสอนกลางดิน ท่านอยู่กลางดิน อย่างนี้. ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหน ตรัสรู้บนกุฏิ หรือบนวิมาน เว้นแต่พวกสาวกเดี๋ยวนี้ ที่อยากอยู่บนวิมาน อยากอยู่ บนตึก อยากอยู่บนอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่กลางดิน ; แล้วคิดดูเถิดว่าความคิดมันจะไปพบ กันได้อย่างไร. ความคิดของคน ผู้เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ อยู่กลางดิน กับความ คิดของตนที่เกลียดธรรมชาติ อยากจะอยู่บนวิมาน นี้จะไปพบกันได้ที่ไหน. ฉะนั้น ป่วยการ ที่จะอ่านมากๆ หรืออะไรมาก ๆ นั้นมันยังไม่แน่ มันต้องอยู่ใกล้ชิด ธรรมชาติ แล้วธรรมชาติจะสอนให้เองอย่างลึกซึ้ง.

น.35 ๗ ปฐมนิเทศ คำว่า "ใกล้ชิดธรรมชาติ" นั้น คือให้ไกลจากที่มนุษย์เขาขยายความต้อง การ หรือความเพลิดเพลิน ความสนุกสนาน ความหลงใหลออกไป จนไกลจากธรรมชาติ กลายเป็นผู้บูชาเนื้อหนังไป คือกามารมณ์ ; ถ้าอย่างนั้นละก็ ยิ่งไม่พบกับธรรมะ. ฉะนั้น การบวชจึงมีการเริ่มเตือน เริ่ม สอน เรื่องปัญจตจะกัมมัฏฐาน อะไรต่าง ๆ เพื่อให้มีจิตใจหลีกเลี่ยงจากกามารมณ์ ซึ่งกำลังเป็นที่หลงใหลกันในโลก, ให้มีจิตใจ ปรกติ; จิตใจปรกตินี้จะเข้าถึงธรรมชาติได้โดยง่าย ไม่เชื่อก็ลองดู. เมื่อมาบวชเช่นนี้ อย่ามาหวังเรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องเล่น เรื่องหวัวอะไร ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ; กิน หรือ อยู่ หรือใช้อะไร ก็ให้เป็น เพียงแต่พอดี, หรือพูดอีกทีว่า เท่าที่จำเป็น. เมื่อเป็นเช่นนี้จิตใจไม่ไปหลงสิ่งเหล่านั้น มันก็ว่างมากพอที่จะไปคิดนึกศึกษา หรือรู้สึกธรรมะอันลึกซึ้งได้. นี้เรียกว่า เราเป็นอยู่ ให้ถูกกับเรื่องของการอยู่ที่นี่, จะได้ประโยชน์มากในตัวการเป็นอยู่ ให้ใกล้ชิดกับ ธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติ ; ส่วนที่ได้ยินได้ฟัง ได้อะไรนั้น เป็นเรื่องเล็กกว่า. ขอให้ทำตัวเหมือนกับเครื่องรับที่ดี ที่ธรรมชาติจะพูดให้ จะสอนให้ ; ถ้าเราทำตัวเราผิด คือไม่เป็นเครื่องรับที่ดี มันก็จะไม่ได้ยิน, ไม่ได้ยินเสียงที่ธรรมชาติ จะพูดให้. ข้อนี้หมายความว่า ธรรมชาติ ทั้งหลาย ที่เราเห็นอยู่ในที่นี้ ; ต้นไม้ ทั้งหลาย ก้อนหิน ก้อนดิน อะไรทุกอย่าง ในสภาพอย่างนี้ มัน จะบีบบังคับจิตใจ ให้หยุด ให้ เย็น ให้ ยอม ให้สงบ, ยิ่งเรามาทำตัวใกล้ชิด เป็นเกลอกันมาก ๆ แล้ว ยิ่งเป็นมาก. การที่จะได้ ชิมรส ของ ความเย็น ความ หยุด ความ ยอม ความสงบ เช่นนี้ จะหาอ่านจากหนังสือไม่ได้ ; การหาอ่านจากหนังสือนั้น ถูกละ ก็หาได้ แต่มันเป็นตัวหนังสือ มันไม่ใช่ความรู้สึกอันแท้จริง. ต้องมีความรู้สึกอันแท้จริง เปิด ใจเอาไว้ให้ดีๆ รับเอารสอันนี้ไว้ให้ได้ คือรสที่ธรรมชาติจะบีบบังคับให้ ใส่ให้ ;

น.36 หมายความว่า ถ้าเราใกล้ชิดธรรมชาติอย่างนี้แล้ว ความคิดจะไม่แล่นไปทางอื่น หรือ อย่างอื่น. ความคิดจะแล่นไปสู่ความสงบ กระทั่งคลำพบ, หายโง่ คือพบว่า อ้าว, พอไม่เห็นแก่ตัว พอลืมตัวกู - ของกู แล้วก็สบาย บอกไม่ถูก. ถ้าใครรู้สึกสบาย บอกไม่ถูกขึ้นมาในที่อย่างนี้ ก็ค้นดูให้ดีเถิด ; เมื่ออยู่ ที่ตรงนั้น เวลานั้น เราไม่มีความรู้สึกประเภทตัวกู - ของกูที่เห็นแก่ตัว. นี่คือบทเรียน ที่ดีที่สุด ที่สำคัญที่สุด ที่จะก้าวหน้าเร็วที่สุดในทางของธรรมะ ที่จะบรรลุ มรรค ผล หลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องพ้นจากอำนาจแห่งตัวกู - ของกู. เมื่อก่อนนี้จิตของเรา หรือชีวิตของเราก็ตาม ถูกบีบคั้นอยู่ด้วยความรู้สึกที่ เป็นกิเลส ที่เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู - ของกู มาจับเอาชีวิตจิตใจไว้ ให้ เป็นไปตามความต้องการแห่งกิเลส คือ ตัวกู - ของกู. ถ้าเรามาในที่อย่างนี้ ธรรมชาติ จะช่วยป้องกันให้ความคิดประเภทนั้นมันซาไป หรือบางทีมันหยุดไปบางครั้งบางคราว ; เราก็เหมือนกับว่า พบชีวิตอันใหม่ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี จะได้รู้ว่า ชีวิตอีกชนิดหนึ่ง มันแปลกกันอย่างไร. มีหลายคน พอเข้ามาถึงตรงนี้ ที่คุณนั่งอยู่แถวนี้; พอนั่งลง เขาบ่นว่า "ทำไมจึงรู้สึกสบายจริงๆ สบายบอกไม่ถูก" ก็มีอยู่อย่างนี้ ที่แล้ว ๆ มา. นี้ก็ เพราะว่าขณะนั้นเขาถูกความครอบงำของธรรมชาติ คือ ธรรมชาติ ยึดไว้, ยึดจิตใจเอา ไว้ ด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์, ความคิดประเภทตัวกู - ของกู, โลภ โกรธ หลง อะไร เกิดไม่ได้ จิตว่างไปพักหนึ่ง เขาจึงสบาย บอกไม่ถูก. ขอให้ทุกคนได้อ่านความรู้สึกอันนี้ ให้เข้าใจธรรมะทีเดียวมากมายมหาศาล ว่า ความทุกข์เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตน - ว่าของตน. ความไม่มีทุกข์นั้นจะมีได้ เมื่อไม่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน - ว่า เป็นของตน ; เห็นได้ง่าย ๆ เวลาไหน เรามีความหนักอกหนักใจ กระวนกระวาย

น.37 ๙ ปฐมนิเทศ ระส่ำระสาย ก็หมายความว่า เวลานั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกู, บาง เวลาเราไม่มี ความรู้สึกเช่นนั้น เราก็รู้สึกสบายเหมือนกัน ได้พักผ่อนเหมือนกัน. เราไปเที่ยวชายทะเล หรือบนภูเขา ถ้าเรารู้จักจัด อย่าให้มันเป็นเรื่องที่บ้าน ขึ้นมาที่นั่นอีก ก็จะพบรสใหม่ที่ว่ามาแล้วนั้น ; ฉะนั้น โอกาสนี้ คือ โอกาสที่จะรับ สัมผัสกับธรรมชาติล้วน ๆ แต่ถ้าคุณทำไม่ถูกเรื่อง มาเล่น มาหวัว มาอะไรกัน เหมือนกับอยู่ที่กรุงเทพ ฯ อีก มันก็ไม่พบอีกเหมือนกัน. ต้องตั้งใจดีๆ ว่าเรากำลัง จะรู้จักสิ่งใหม่สิ่งหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด ; ต้องระวังเอาเอง. ให้เตรียม พร้อมอยู่เสมอ ที่จะพบกับความว่างตามธรรมชาติ. การเตรียมใจให้พบความว่างตามธรรมชาติ จะมีผลมากกว่าที่เราจะนอนหลับ หรือว่าพักผ่อนแบบนั้น ; อย่างนั้นก็ว่างจากตัวกู - ของกูเหมือนกัน แต่ไม่เยือกเย็น เท่ากับ ว่างจากตัวกู - ของกู ชนิดที่ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ช่วยให้พบ ; แล้วเราก็ไม่ ต้องนอน ไม่ต้องหลับ ไม่ต้องง่วงนอน, เรามีความรู้สึกเยือกเย็นในใจ ไม่มีความทุกข์. ภาวะอย่างที่กล่าวมา ผมเรียกเอาเองว่า "นิพพานชิมลอง" หรือการชิมลอง ซึ่งรสของพระนิพพานสักนิดหนึ่ง พอให้รู้ว่า พระนิพพานมีรสชาติอย่างไร ; ถ้าเป็น ได้อย่างนั้นตลอดไป ไม่มีเปลี่ยนแปลงอีกก็เป็นนิพพานจริงเหมือนกัน. แต่ทีนี้เรารู้สึก ชั่วคราวชั่วขณะ แล้วความรู้สึกเปลี่ยนไปเสีย ก็ถือว่า เป็นนิพพานชิมลอง, ความสงบ ชิมลอง หรือว่า ความสุขแท้จริง เป็นการชิมลอง ; แต่อย่าทำเล่นกับการชิมลอง ถ้าเกิดชอบขึ้นมา แล้วคนก็ติดพันในสิ่งนั้นจนได้มาเต็มตามความต้องการได้เหมือนกัน. ขอให้ พยายามที่จะชิมลอง รสชาติของความสงบ ความสะอาด ความ บริสุทธิ์ ความว่าง อะไรตามธรรมชาติ ชนิดที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ หรือหาได้ ลำบากในกรุงเทพฯ; แต่หาได้ง่ายตามป่า ตามคง ตามธรรมชาติ ที่ยังเหลืออยู่เหมือน

น.38 ธรรมชาติเดิม ๆ. นี่จึงเรียกว่าโชคดี หรือโอกาสดี ของการที่มาพักอยู่ที่นี่สักชั่วระยะหนึ่ง คือสิ่งนี้; ส่วนนอกนั้นเป็นประโยชน์ที่รอง ๆ ลงไปทั้งนั้นแหละ. คุณจะฟังบรรยาย หรือคุณจะดูภาพในตึกในอะไร ที่มีไว้นั้น มันก็ดี ก็มี ประโยชน์ ; แต่ผมผู้จัดขึ้นไว้เองนั้น จะยืนยันว่า ยังไม่มีประโยชน์ เท่ากับชิมลองให้ รู้จักความสงบของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ. ที่นี่ ในสวนโมกข์นี้ เขาเรียกว่า มีมหรสพทางวิญญาณ คือ สิ่งที่ทำให้เกิด ความเพลิดเพลินสนุกสนานในการศึกษาธรรมะ หรือปฏิบัติธรรมะ ; มีตึกหลังนี้ก็เพื่อจะ สะดวกแก่การศึกษาธรรมะโดยรูปภาพ. นี่มนุษย์สร้างขึ้นล้วน ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับธรรมชาติ, ตึกทั้งหลัง และ ภาพเขียน ยังไม่ใช่ธรรมชาติ ถ้าเรานั่งอยู่ตรงนี้, ตรงนี้แหละเรียกว่าธรรมชาติ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ต้นไล่ นี่ธรรมชาติ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์, หรือ บางแห่งครึ่งธรรมชาติ ครึ่งมนุษย์สร้าง ได้แก่สระนาฬิเกร์ที่ตรงโน้น สร้างขึ้นมาด้วยอาศัยตัวธรรมชาติ ปรับ ปรุงเป็นรูปภาพขึ้นมา : มีต้นมะพร้าวกลางสระน้ำ เหมือนกับนิพพานกลางวัฏฏสงสาร. นี้ก็ยังดีกว่าสิ่งที่สร้างขึ้นล้วน ๆ หรือแม้ที่สุดแต่หนังสือตำรับตำรา ; คือว่า ถ้าไปเข้าใจ เรื่องนั้นแหละ เรื่องที่ว่า "ต้นมะพร้าวกลางทะเลขี้ผึ้ง" จะเข้าใจอะไรลึกเกี่ยวกับชีวิต กล่าวคือ รู้จักหาความดับทุกข์พบได้ ในตัวความทุกข์นั้นเอง เมื่อก่อนนี้ เราโง่ขนาดไปหาความดับทุกข์ที่อื่น ไม่ได้หาที่ตัวความทุกข์ วิ่งไปที่นั่น วิ่งมาที่นี่ เพื่อหาความดับทุกข์ นั้นคือ คนโง่. ถ้าคนฉลาดเขาก็ หาที่ ตัวความทุกข์ ดับลงไปที่ตัวความทุกข์ แล้วก็พบความดับทุกข์. ที่นี้ วิธีที่จะดับทุกข์ ก็ต้องดูที่ตรงความทุกข์จนเข้าใจว่ามัน เป็นอย่างไร จึงเกิดขึ้นมา.

น.39 ๑๑ ปฐมนิเทศ ถ้าจะไปถามเขาว่า เรียนพระไตรปิฎกนั้นเรียนอะไรบ้าง นั้นก็เป็นวิธีที่บอก ไว้อย่างทฤษฎี, แล้วก็มักจะมากเกินไป พร่าเกินไป กว้างเกินไป. ถ้าพยายาม ดูที่ตัว ความทุกข์ จะพบเร็วกว่า ; พิสูจน์ได้ตรงที่ว่า พระอรหันต์แต่กาลก่อนโน้น ท่าน เป็นพระอรหันต์กันได้ โดยไม่ต้องมีพระไตรปิฎก. คุณย่อมจะพอฟังออก ในสมัยนี้ เต็มไปด้วยพระไตรปิฎก แต่ก็หาบุคคลที่ เป็นพระอรหันต์ยาก เพราะว่าไปติดตัวหนังสือเสียทำนองนี้. พระไตรปิฎกนั้นมีประโยชน์อีกทางหนึ่ง ; อย่าง พระไตรปิฎก พระ- คัมภีร์ นี้ก็ สืบอายุพระศาสนาทางทฤษฎีไว้ให้เรื่อยไป ไม่สูญหาย ไปไหนเสีย นับ ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งทางหนึ่งเหมือนกัน, แต่ยังไม่พอ เพราะเราต้องการความดับ ทุกข์โดยตรง. เราต้องมาเป็นเกลอกันกับธรรมชาติ ให้เข้าใจธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัว เจ้าของธรรมะ ; เพราะว่าธรรมะนั้นคือเรื่องของธรรมชาติ หรือเรื่องที่เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. ฉะนั้นถึงตัวธรรมชาติเสียเลยดีกว่า จะได้ชื่อว่า เราเป็นอัน เดียวกันกับธรรมะเสียเลย, ไม่แยกออกเป็น ๒ เรื่อง ๒ ฝ่าย ๒ คน อะไร ; ให้มาเป็น ตัวธรรมะไปเสียเลยดีกว่า คือ ทำให้เข้าไปในตัวธรรมชาติเสียเลย. การเข้าไปอยู่ด้วยธรรมชาติ ที่เป็น ความว่าง ความปกติ ความหยุด ความเย็น ความปราศจากตัวกู - ของกู นี้คือข้อแนะที่อยากจะแนะ ในระหว่างที่พักอยู่ ที่นี่ ; เป็นอย่างนี้ จะได้รับประโยชน์มากที่สุด คุ้มค่าของเวลา เรี่ยวแรง ทรัพย์สิน อะไรต่าง ๆ ที่ต้องเสียไปเพื่อการมาพักอยู่ที่นี่ ชั่วระยะหนึ่ง. ฉะนั้นขอให้ระวังให้ดี ก็คือ อย่าประมาท อย่าพูดมาก อย่าฟุ้งซ่าน ; พูดมากจะต้องเผลอ ต้องประมาท ต้องเตลิดเปิดเปิง. ขอให้พยายาม ฟัง สิ่งที่ควรจะฟัง แล้ว พินิจพิจารณาให้มาก ; ที่จะต้อง ทำให้มากที่สุดนั้น คือการสังเกต การพิจารณา ให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้. เดี๋ยวนี้อ่าน

น.40 หนังสือกันมาก ไม่รู้กี่ร้อยเล่ม แล้วก็ไม่มีการพิจารณา ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความเข้า ถึงเนื้อความเหล่านั้น .. เมื่อมาอยู่ที่นี่ เรามาเรียนหนังสือเล่มที่เรียกว่าสำคัญที่สุดกันดีกว่า คือ ตัวธรรมชาติ: ถ้าใครอ่านหนังสือเล่มนี้ออก หรือผ่านไปได้ ก็จะเรียกได้ว่า เป็นผู้ ตรัสรู้. ขอยืนยัน หรือแนะนำว่า ที่นี่เป็นโอกาส หรือง่าย ในการที่จะอ่านหนังสือ เล่มนี้ ซึ่งง่าย หรือสะดวกกว่าที่กรุงเทพฯ. ฉะนั้นขอให้มุ่งหมายให้ได้สิ่งนี้ ให้รู้จัก กันเข้ากับสิ่งนี้. นี่เป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนหัวใจ. ทีนี้ คุณต้องปรับปรุง ทุกอย่าง เพื่อให้เหมาะสมที่จะรู้จักกันกับสิ่งนี้ แล้วก็ เลิกละสิ่งที่ไม่จำเป็นเสีย. เรื่องกิน เรื่องเล่น เรื่องสรวลเสเฮฮา เรื่องอะไร ต่าง ๆ นั้นหยุดเสีย ; เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้หยุดเสียก่อน, เรื่องการบ้านการเมือง เรื่องอะไรต่าง ๆ หยุดไว้ก่อน เพราะว่าเราจำเป็นจะต้องได้ "สิ่งนี้" หรือเข้าใจ "สิ่งนี้", แล้วยังจะได้ชื่อว่า เป็นสาวกที่ดีของพระพุทธเจ้า ไม่เสียที. แม้ว่าบวชเพียงเดือนหนึ่ง สองเดือน สามเดือน ก็ยังเป็นสาวกที่แท้จริง ที่ดี ที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ ของพระพุทธเจ้า ; แม้เท่านี้ก็มีค่าเหลือหลาย เหลือที่จะกล่าวได้แล้ว. การมาบวชครั้งหนึ่ง เป็นเวลา ๑ เดือนก็ตาม ๒ เดือนก็ตาม ให้ได้เป็น สาวกที่ดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์ ตามหลัก เกณฑ์ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสสอนไว้ คือ เป็นอยู่อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างที่ ว่ามาแล้วนั้น แล้วเป็นธรรมอยู่ในตัว. น้ำหนักจะลดไปบ้าง สัก ๕ - ๖ ก.ก. ก็ไม่ เป็นไร อย่าไปกลัว, จะผอมลงนิดหน่อย ก็ไม่เป็นไร ; แต่จะต้องได้อะไรในทางจิต ทางวิญญาณ มาชดเชยคุ้มกัน หรือเกินกว่า เป็นกำไรมหาศาล. ผมหวังที่สุด ใคร่จะให้ทุกคนที่มาที่นี่ ได้รับประโยชน์สูงสุด ที่ดีที่สุด ให้มากที่สุดด้วย ; แต่แล้วก็ไม่ใคร่จะสมหวัง ; ที่แล้ว ๆ มาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะ

น.41 ๑๓ ปฐมนิเทศ มีมากรูป มากคน หรือหลายองค์ ที่ไม่สนใจรับเอาสิ่งนี้, ผู้ที่จะรับเอาสิ่งนี้ เข้าถึงสิ่งนี้ จริง ๆ มีน้อยองค์ น้อยรูป หรือน้อยคน ; แม้พวกชาวบ้านก็เหมือนกัน ที่มา ๆ กันนั้น เขาได้รับอะไรน้อยนัก ไม่เต็มตามที่เราเตรียมไว้ให้ หรือเราจัดไว้ให้ ขอให้คุณดูรูปภาพโมเสค (mosaic) ที่ทำไว้ที่ฝาผนังตึกนั้น : ภาพแจกลูกตา ไม่มีใครรับเอากี่คน. เขายอมวิ่งหัวขาดกลับไปบ้าง ไม่ได้รับลูกตาไปด้วย ; มีเพียง ๒ - ๓ คนได้รับลูกตา. นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นในความรู้สึกอย่างนี้ ผมจึงให้ทำรูปภาพ นั้นขึ้น จากความรู้สึกในใจจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องแจกลูกตา แล้วไม่ใคร่มีใครรับ, หรือว่า เรามีมหรสพทางวิญญาณให้ดู แต่แล้วก็ไม่มีใครจะดู. ผมอยากจะกระซิบบอกพวกคุณสักหน่อยว่า คุณมาอยู่เดือนสองเดือน หรือ ไม่กี่วัน ขอให้ทำดีเต็มที่ จะได้รับประโยชน์มากกว่าบางคน ที่โง่ ที่อยู่ที่นี่เป็นปี ๆ แล้ว ก็ไม่ได้รับอะไร. คุณมาเพียงเดือนเดียว สองเดือน ทำให้ดี จะได้รับมาก ก็ได้ มัน ไม่แน่ ; ข้อนี้สำคัญอยู่ที่ว่า ต้องการ หรือไม่ต้องการ, เอาจริงหรือไม่เอาจริง. ถ้าทำถูก ทำดี เอาจริง มันก็ไม่กินเวลามากมายอะไร ไม่เหน็ดเหนื่อยมากมายอะไร ; เพราะว่า เราทำจริง แล้วก็ทำในลักษณะที่ถูกต้องและพอดี ไม่ใช่จริงอย่างเป็นบ้าเป็น หลัง หรือไม่ใช่จริงอย่างอวดคน, ไม่ใช่จริงอย่างชนิดที่มันไม่จริง มันจริงที่ไม่จริง ก็เรียกอย่างนี้ก็มี จงทำให้จริง ให้บริสุทธิ์ ให้จริง แล้วก็ ฉะไม่เสียทีที่ได้มาที่นี่, แล้วก็ ไม่เป็นการหลอกลวงผู้อื่น ไม่หลอกลวงญาติโยม ที่เขาอุตส่าห์ลงทุนบวชให้พวกคุณ. ในการบวชนี้ ผู้ที่เป็นบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์เขาก็ต้องลงทุน ; ถ้า เราไม่จริง ก็คือหลอกคนเหล่านั้นเล่นสนุก ๆ ไม่มีใครได้รับประโยชน์อะไร. อย่าทำให้คนเหล่านั้น ผิดหวัง เขากำลังหวังอยู่ทุกคนว่า คุณมาที่นี่ ต้องได้รับประโยชน์อะไรเป็นแน่นอน, ประโยชน์ทางธรรมะ ทางศาสนา นั่นแหละ. ฉะนั้นอย่าให้เขาผิดหวัง แม้เราจะบวช เพียงชั่วขณะ แล้วก็จะกลับไปอีก.

น.42 ถ้าหวังว่าจะได้อะไร ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นให้เต็มที่ ; ก็เหมือนอย่างที่ผมพูด มาแล้วว่า ให้พบกับความรู้ ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ทางธรรมทางศาสนา ที่จะกำจัด ความเห็นแก่ตัว ที่จะทำให้มนุษย์นี้ไม่เป็นภัยแก่มนุษย์ด้วยกัน ; เช่นที่ว่า : มีแต่ การศึกษาอย่างเดียว แล้วก็ฉลาดที่สุด แล้วก็เห็นแก่ตัวที่สุด และเป็นภัยแก่มนุษย์ด้วยกัน เป็นโลกที่ต่อสู้ทำลายล้างกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. อย่างว่า ปัญหาระหว่างนายทุน กับชนกรรมาชีพนี้ก็เหมือนกัน เกิดขึ้นมา เพราะการศึกษาสมัยนี้ไม่ดี เป็นการศึกษาหลอกลวง ; วิกฤตกาลชนิดนี้ไม่เคยมีในครั้ง พุทธกาล หรือครั้งกระโน้น ; เพราะว่า การศึกษาของเขานั้นบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ แม้ไม่มากมาย. ถ้าใครยังมีความคิด ที่จะไม่ไปร่วมมือการแก้ปัญหาวิกฤตกาลของโลก ที่มีอยู่ในระหว่างนายทุนและขนกรรมาชีพ แล้วช่วยศึกษาเรื่องนี้ให้ดีๆ ศึกษาธรรมะ ให้ดีๆ : เพราะว่า ธรรมะนี้ไม่ทำให้เกิดนายทุน หรือเกิดชนชั้นกรรมาชีพ อย่างที่ เป็นปัญหาอยู่เดี๋ยวนี้. ธรรมะทำให้เกิดสัตบุรุษ หรือมนุษย์ที่ดี ที่ ไม่มีทางที่จะเป็น ศัตรูแก่กันและกัน มีแต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. ที่พูดมานี้ ผมพูดแถมพกสำหรับบางองค์ ผมเชื่อว่า ยังมีความคุกรุ่น ในการ ที่จะไปร่วมมือแก้ปัญหาทางการเมืองของโลก : เรื่องสังคมนิยม หรือเสรีนิยมอะไรนี้อยู่ ; ก็ขอให้ตั้งใจศึกษาธรรมะเสียก่อนเถอะ. เมื่อเข้าใจธรรมะแล้วจะไปแก้ปัญหาเหล่า นั้นได้ แล้วจะถูกตรงตามที่เป็นจริง ๆ ; มิฉะนั้นแล้ว มันจะผิด มันจะไขว้กันอยู่ มันจะกลับหน้ามือเป็นหลังมืออะไรกันอยู่ อย่างที่มันไม่มีทางที่จะเป็นประโยชน์ได้ แล้วเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นบีดไว้ที่ก่อน มาศึกษาธรรมะกันที่ก่อน. เมื่อเข้าใจธรรมะดีแล้ว จะแก้ปัญหา ดังกล่าวเหล่านั้นได้ โดยให้มนุษย์ เหล่านั้นในโลกนี้ ได้ชื่อว่ามีความรู้ทั้งสองฝ่ายพอเหมาะพอดีกัน : ความรู้เพื่อประโยชน์ ทางวัตถุนี้อย่างหนึ่ง, ความรู้เพื่อประโยชน์ทางจิตใจนี้อย่างหนึ่ง. เพราะว่า คนเรามี

น.43 ๑๕ ปฐมนิเทศ ทั้งร่างกายและจิตใจ แล้วต้องมีสิ่งที่จะสนองความสุข ความเจริญของมันเป็น ๒ ฝ่ายอยู่ คือฝ่ายวัตถุ และฝ่ายจิตใจ ที่พอเหมาะพอดีกัน เท่านั้น. พระพุทธศาสนานี้ มีธรรมะ คือความพอเหมาะพอดี ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ที่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน. อย่าหลงแต่เพียงวัตถุด้านเดียว หรือว่า อย่าหลงแต่ เรื่องจิตใจ ความรู้ ความฉลาดด้านเดียว ; ต้องให้เป็นความถูกต้องของทุกสิ่ง. ที่กล่าวมานี้ คือ ข้อแนะนำ ในการที่พวกคุณจะมาพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง, นี้เป็นข้อแนะนำ ที่ผมคิดว่าดีที่สุดแล้ว เท่าที่จะนึกได้ แล้วก็มีอยู่เท่านี้ ในการทำความ เข้าใจกัน ในวาระแรกที่ได้พบกัน. ต่อไปนี้ก็ขอให้แต่ละองค์ แต่ละรูปนี้ขวนขวายให้สำเร็จประโยชน์ ตามที่ว่า มาแล้วนั้นทุก ๆ ประการ. ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ สำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต