Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๑๓ — ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องรีบกลับมาสู่โลกปัจจุบัน

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.189 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะ สิ่งที่ต้องรีบกลับมาสู่โลกปัจจุบัน. ข้อนี้ย่อมหมายความว่า อาตมากำลังยืนยันอยู่ว่า โลกปัจจุบันกำลังขาดธรรมะ, มีความวินาศเพราะขาดธรรมะ, มีความวินาศในทางจิตใจ เพราะจิตใจขาดธรรมะ. เมื่อ มีความวินาศในทางจิตใจมาเรื่อยๆ ก็จะมาถึงความวินาศในทางร่างกาย หรือทางวัตถุ คือ ตัวโลกนั่นเอง ; หมายความว่า เมื่อมนุษย์ไม่มีธรรมะแล้ว ก็ทำอะไรตามกิเลส ก็จะประหัต ประหารกัน อย่างไม่มีขอบเขตอย่างที่เรียกกันว่ามิคสัญญี. เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำลายโลก แม้ส่วนที่เป็นวัตถุ คือทำลายตัวมนุษย์ ทำลายตัวโลกนี่คือโทษที่เกิดจากการขาดธรรมะ. เรา ต้องรีบทำให้ธรรมะกลับมา. ๑๕๓

น.190 ในวันนี้จะพูดกันถึง เหตุผลที่ว่า ธรรมะต้องกลับมา; แต่จะให้ กลับมาอย่างไรนั้น มีรายละเอียดมาก จะไว้พูดกันคราวอื่น. ในวันนี้จะพูดถึง เหตุผลที่ต้องกลับมา : แต่ก่อนที่จะพูดถึง เหตุผลที่กลับมานั้น ก็อยาก จะพูด ถึงเหตุที่ทำให้ธรรมะหายไปแต่โดยย่อ เหตุที่ธรรมะหายไปจากโลก. เราดูกันแต่โดยย่อ พอเป็นเครื่องสังเกตหรือเข้าใจว่า ธรรมะหาย ไปจากโลกก็เพราะว่า : - ข้อที่ ๑. โลกมีความก้าวหน้าทางวัตถุ อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เกือบจะไม่ต้องอธิบาย, ก้าวหน้าในการประดิษฐ์สิ่งยั่วยวน , และการประดิษฐ์ สิ่งยั่วยวนนั้น ถึงขนาดเป็นอุตสาหกรรม. โลกมีอุตสาหกรรมผลิตสิ่งที่จะทำลายมนุษย์ คือการยั่วยวนให้หลง ผิดไปในความเอร็ดอร่อยสนุกสนานทางเนื้อหนัง คนซึ่งพอกพูนความเห็นแก่ตัว อย่างยิ่ง ; มีความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งแล้ว ก็มีกิเลส ที่จะช่วยกันทำลายโลกเมื่อ ไรก็ได้. นี่เรา มีสิ่งยั่วยวน หรือสิ่งที่เกินความจำเป็นที่จะต้องมี ทำให้มี ความเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจ, มีความเสื่อมเสียทางจิตใจ อย่างนี้เต็มไปหมด ทั้งโลก. นี้เป็นเหตุให้ธรรมะหายไป เพราะมาเป็นทาสของสิ่งที่ยั่วยวน.

น.191 ทีนี้ ข้อที่ ๒ ต่อไปอีก ที่ต้องมอง ก็คือว่า พลโลกเพิ่ม เพิ่มมากจน เกินการควบคุมทางศีลธรรม ทางศีลธรรมมีน้อยอยู่แล้ว; เพราะไม่มีการสั่ง สอนอบรมทางศีลธรรม ซึ่งก็มีน้อยอยู่แล้ว แล้วพอคนในโลกมากขึ้นมันก็ ยิ่งควบคุมไม่ไหว ; แล้วก็ ไม่มีใครที่จะทน หรือ อดทนอยู่อย่างมีศีลธรรมได้ มันก็ต้องละ ทิ้งศีลธรรมไปยึดเอาตามประโยชน์ของตน โดยไม่ต้องคำนึงถึง ศีลธรรม. นี้เรียกว่า คนยิ่งมาก ก็ยิ่งเกิด อุปัทวะได้โดยง่าย ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัส เหมือนกัน ว่าเมื่อคณะสงฆ์ยังมีจำนวน น้อย ยังไม่มีอุปัทวะ; เมื่อคณะสงฆ์มากเป็นปึกแผ่นขึ้น ก็เริ่มมีอุปัทวะ. อุปัทวะ นั้น ถ้าพูดเป็นไทย ๆ ธรรมดา ก็คือคำที่เราพูดกันว่า อุบาทว์ หรือ เสนียด หรือ จัญไร นั่นเอง. เมื่อคนยังน้อยมันก็ไม่มี หรือมียาก พอคนมีมากมันก็มี คนเห็นแก่ตัวมาก ควบคุมกันไม่ไหว อุปัทวะก็เกิดขึ้น. อุปัทวะนี้ได้เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ เมื่อมีจำนวนมากหนาแน่นขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเองอย่างนี้ เราก็ถือเป็นหลักได้เลยว่า การที่พลโลก มีเพิ่มขึ้นนั่นแหละทำให้ขาดศีลธรรม เพราะควบคุมกันไม่ไหว. ทีนี้ ข้อที่ ๓. ดูไปอีกทางหนึ่ง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า สื่อมวลชนทุก ชนิดในโลกนี้ เป็นสื่อที่ส่งเสริมกิเลส; ไม่ได้ส่งเสริมความมีศีลธรรม. แต่ เป็นสื่อที่ส่งเสริมกิเลส ยิ่งขึ้น ๆ, ยิ่งกว่าสมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา อย่างที่จะ เปรียบเทียบกันไม่ได้. สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ไม่มีสื่อที่ส่งเสริมกิเลสมาก มายอย่างนี้ขอให้มองกันอย่างนี้.

น.192 ทีนี้ ข้อที่ ๔. ก็มาเพ่งดูไปยังระบบการศึกษาในโลก ซึ่งอาตมาได้ กล่าวมา ในโลก ซึ่งอาตมาได้กล่าวมา ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ เป็นที่ ประจักษ์แล้วว่า การศึกษาในโลกยังขาด, เป็นระบบสุนัขหางขาด. ถ้าพูด ว่า หมาหางด้วนมันหยาบคาย คนเขาโกรธ ก็พูดว่า สุนัขหางขาด ก็ยังมีคนโกรธ; จนเดี๋ยวนี้อาตมาต้องพูดว่า สุนัขหางหาย. มันมีระบบเหมือนกับสุนัขหางหาย ก็หมายความว่า การศึกษาของเรา ไม่มีการศึกษาที่เป็นศีลธรรมรวมอยู่ด้วย ; ให้เรียนแต่หนังสือ, ให้เรียนแต่อาชีพ. คนก็เก่งสำหรับจะรวย, ยิ่งรวยก็ยิ่ง เห็นแก่ตัวไม่มีธรรมะ. นี่การศึกษาหันไปรับใช้เศรษฐกิจ, การศึกษาหันไปรับใช้กิเลส ของมนุษย์. โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง : การศึกษาไปเป็นทาสช่วงใช้ รับใช้ เศรษฐกิจ การเมือง, หรือ รับใช้กิเลส ไม่รับใช้ธรรมะ, ไม่รับใช้ศีลธรรม, ไม่รับ ใช้มนุษยธรรม อย่างที่เคยมีมาแต่ก่อน. การศึกษาไม่ได้ทำให้คนมีการบังคับ ตัวเอง เพื่อความมีศีลธรรม; ฉะนั้น จิตใจของคนเหล่านี้จึงวินาศ คือ ปราศจากศีลธรรม ; เรียกว่าเป็นความวินาศทางจิต วินาศทางวิญญาณ. เมื่อมันวินาศทางจิต ทางวิญญาณ มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่เท่าไร ไม่ ต้องกลัว จะเกิดความวินาศทางวัตถุทางกาย ทางแผ่นดินโลก นี่แหละ. เมื่อ จิตของมนุษย์ ไม่มีธรรมะแล้ว ความวินาศนั้น จะเกิดขึ้นแก่แผ่นดินโลก มนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมนี้ จะทำลายแผ่นดินโลก ให้วินาศไปอย่างไม่มีเหลือ. นี้สรุปความว่า มันมีเหตุที่ทำให้ธรรมะหายไปอย่างนี้ ศีลธรรมหาย ไปอย่างนี้ ศีลธรรมหายไปอย่างนี้. ในโลกมีความวินาศทางจิตหรือทางวิญญาณ

น.193 เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่น่ากลัว. น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง, ว่า เรา จะต้องช่วยกันทำ ให้ธรรมะกลับมา, รีบช่วยกันทำให้ธรรมะกลับมา. นี้คือความมุ่งหมายของ การบรรยายในวันนี้ เรียกว่า ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องรีบกลับมาสู่โลกปัจจุบัน พูด ให้ชัดแล้วว่า สำหรับโลกปัจจุบันและสิ่งที่ต้องรีบกลับมานั้น คือธรรมะ ธรรมะหายไป แล้วเกิดโทษอย่างไรแก่โลก. ขอให้ดูเถอะว่า มันกำลังมีความเลวร้ายอย่างไร, มีอุปัทวะ เสนียด จัญไรในโลกนี้อย่างไร ; คือวิกฤติการณ์ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อน ระส่ำระ สาย หาความสงบสุขไม่ได้. บุคคลหาสันติสุขไม่ได้ สังคมก็หาสันติภาพไม่ได้. ดูกันเป็นอย่าง ๆ ไปว่า มัน มีโทษอย่างไร ในการที่ขาดธรรมะ ? ข้อที่ ๑. อาตมาอยากจะเรียกว่า โลกเรานี้อยู่ในศตวรรษแห่งความ เครียด. โลกกำลังมีความเครียดครัดอยู่ในจิตในใจของคนทุกคน. ถ้าพูด อย่างพุทธศักราช ก็เป็นศตวรรษที่ ๒๖, พูดอย่างคริสตศักราช ก็เป็นศตวรรษ ที่ ๒๐. นี่หมายความว่า มันมีความเครียดมา ๒๐ กว่าปีแล้ว จนถึงวันนี้มันก็ เครียดที่สุดแล้ว. หรือจะพูดว่า ๒๒ ปี-๒๓ ปีมาแล้ว มันก็เครียดมากถึงขนาดนี้ แล้ว มันเป็นศตวรรษแห่งความเครียด. มนุษย์อยู่ด้วยความเครียด : เครียดด้วยความอยาก, ด้วยความ หิว ความกระหาย ความทะเยอทะยาน ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล.

น.194 มันเป็นจิตใจที่เครียด มัน มีความกลัวอยู่เป็นส่วนใหญ่, รู้สึกในความไม่ปลอด ภัย ทุกแห่งเต็มไปด้วยอาชญากรรม, อยู่ด้วยความหวาดเสียว, เศรษฐกิจก็บีบคั้น. ผลสะท้อนจากสงครามก็มีมาก ; แม้วันนี้ก็เครียดกันอยู่ด้วยความ กลัวสกายแล็บ เห็นไหม ? นี่มนุษย์เครียดกัน จนจะไม่เป็นมนุษย์กันอยู่อย่างนี้ แล้ว. นี่โทษของการที่ขาดธรรมะ. ประชาชนก็เครียดตามแบบของประชาชน, ประเทศชาติหรือรัฐบาล ซึ่ง รับผิดชอบ ก็เครียดไปตามแบบของประเทศชาติ ของรัฐบาล : เครียดด้วย การเมือง เครียดด้วยสงคราม, รัฐบาลพูดกันไม่รู้เรื่องกับราษฎร นี้มันเครียด สักเท่าไร ; มีการตั้งใจจะโค่นรัฐบาลปัจจุบันลงมา เพื่อพวกนั้นจะได้เป็นรัฐบาล เสียเอง. นี้เครียดทั้งฝ่ายผู้คิดโค่น. และเครียดทั้งฝ่ายที่จะต้องต่อต้านหรือ รักษาไว้. มันเป็นความเครียดอย่างนี้ ยังมีปัญหาดินฟ้าอากาศตามธรรมชาติ มา ประสมโรงเข้าอีก มันก็ยิ่งมีความเครียด. ทีนี้ ข้อที่ ๒. ต่อไปนี้ ก็อยากจะว่า มัน เป็นศตวรรษแห่งโรค ประสาทหรือโรคจิต ; ตามรายงานของแพทย์ก็แสดงชัดอยู่แล้วว่า โรคจิตโรค ประสาททวีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ; เมื่อเทียบส่วนกันแล้ว มันทวีอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนจะต้องกินยาระงับประสาททุกชั่วโมงอยู่แล้ว ซึ่ง ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราไม่ เคยเป็นอย่างนี้. ปัญหาทางศีลธรรมเกิดขึ้น แต่เขาเห็นเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ไป หมด ; แก้ไม่ตก มันก็เป็นโรคจิตโรคประสาทกันมากขึ้น. พูดว่าเศรษฐ-

น.195 กิจบีบคั้น จนเป็นโรคเส้นประสาท; ที่จริงไม่ใช่ มันขาดศีลธรรม. ถ้ามี ศีลธรรม ก็ทนได้, ไม่ต้องเป็นโรคประสาทเลย. เขาเข้าใจคำว่า "ธรรมะ" ผิดหมด แต่ไปเข้าใจคำว่า เศรษฐกิจนั้นถูกมากเกินไป จะดีหรือบ้า ก็ลองคิดดู. นี่ธรรมะหายไปๆ เพราะเหตุอย่างนี้ จนจะพูดได้ว่า จะหาธรรมะ มาทำยาหยอดตา ก็แทบจะไม่ได้เสียแล้ว ยาหยอดตานี้มันต้องการนิดหน่อย เล็กน้อยเหลือเกิน แล้วก็ยังหาไม่ได้เสียแล้ว. นี้เรียกว่า เป็นโทษของการที่ ไม่มีธรรมะ, กลายเป็นศตวรรษแห่งโรคประสาทหรือโรคจิต. โลกนี้ก็กลาย เป็นโลกแห่งโรคประสาท หรือโรคจิต. ทีนี้ ข้อที่ ๓. อยากจะให้มองว่า ยิ่งก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่าไร โลกยิ่งต้องการธรรมะมากเท่านั้น. นี่ไปขยับขยายเทคโนโลยีมาก จนไม่มี ธรรมะ, หรือธรรมะตามไม่ทัน, หรือจะเรียกว่าไม่มีธรรมะเสียมากกว่า, ก็ไม่ มีอะไรที่จะควบคุมความก้าวหน้าของเทคโนโลยี. มนุษย์ก็เป็นทาสของวัตถุ ที่ผลิต ขึ้นมาโดยวิชาเทคโนโลยี. สิ่งยั่วยวนมีมากเท่าไร คนก็เห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น, ยิ่งมีปัญหาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น. เดี๋ยวนี้พวกชาวไร่ชาวนา เป็นหนี้ผ่อนส่งค่าวิทยุโทรทัศน์ กันทุกหัว ระแหง ที่ไฟฟ้าไปถึง. เมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้า ชาวนาไม่มีโอกาสจะมีโทรทัศน์ ; พอให้มี ไฟฟ้าไปถึง ก็มีผลเกิดขึ้นมาว่า ชาวนาเหล่านั้นเป็นหนี้ ค่าผ่อนส่งเอา เครื่องโทรทัศน์มาดู ; แล้วมัน ได้ผลอะไรเกิดขึ้น นอกจากจะทำให้จิตใจรวนเร ฟุ้งซ่าน ไม่เป็นจิตที่ประกอบด้วยธรรมะ, ไม่มีความหนักแน่นในการทำมาหากิน มันรวนเรไป ตามแบบของผู้ที่หลงใหล ในเรื่องความสุขสนุกสนานทางวัตถุ.

น.196 นี้ดูเอาเถอะ ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นี้; อย่างมีไฟฟ้าทั่วทุก หมู่บ้านอย่างนี้ ก็คือ ทำให้เป็นหนี้ ค่าผ่อนส่งโทรทัศน์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เดี๋ยวนี้แม้แต่ชาวนา ก็จะหุงข้าวด้วยหม้อข้าวไฟฟ้าแล้วนะ ลองคิดดูแล้วมันจะ สมดุลย์กันได้อย่างไร ในทางเศรษฐกิจ. ที่นี้ดู กิจกรรมทางอวกาศ ไปอวกาศ ไปในอวกาศมันให้ผลในทาง สันติภาพอะไรบ้าง ? กิจกรรมปรมาณูกิจกรรมอวกาศนี้ มัน ให้ผลเป็นสันติภาพ อย่างไรบ้าง ? มองไม่เห็นเลย ยังมองไม่เห็นเลย เสียเงินมากมาย เอาเงินเหล่า นั้นมาแก้ปัญหาคนยากจน คนมีความทุกข์ในโลกกันเสียดีกว่า. ความก้าวหน้าในกิจกรรมประเภทนี้ มันเพิ่มความวิกฤต คือ ความ ยุ่งยาก ลำบาก เดือดร้อน ระส่ำระสาย จึงพูดว่า ยิ่งก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เท่าไร ก็ยิ่งต้องเอาธรรมะมาควบคุม ให้มากเท่านั้น, ควบคุมพิษ สงของ เทคโนโลยี. เทคโนโลยีกำลังสร้างพิษสงขึ้นมาอย่างนี้ ต้องมีธรรมะมากพอ สำหรับมาควบคุมเทคโนโลยี ขอให้สังเกตดูให้ดี. ทีนี้ ข้อที่ ๔. โทษต่อไป ก็คือว่า พลเมืองเพิ่มมาก ควบคุมกันไม่ ไหว ยิ่งมาก ยิ่งมีอุปัทวะ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็ไม่มีการคุมกำเนิดโดยอาศัย ธรรมะ, ไปควบคุมด้วยสิ่งที่ส่งเสริมความไม่มีศีลธรรม. เครื่องมือคุมกำเนิด ถูกใช้ไปในทางที่ส่งเสริมความไม่มีศีลธรรม. เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวนี่ ในกระเป๋าก็ มีเครื่องคุมกำเนิด ; นี่ไม่ได้มีใช้ในทางตรงตามวัตถุประสงค์. แต่ได้ใช้ไปใน ทางที่ไม่ส่งเสริมศีลธรรม หรือทำลายศีลธรรม ; มันก็ไม่มีศีลธรรมยิ่งขึ้น กำเนิดก็คุมไม่ได้.

น.197 ทีนี้ ดูต่อไป ข้อที่ ๕. ยิ่งจัดการศึกษาแบบที่ไร้ศีลธรรม ก็ยิ่งเพิ่ม อันธพาล; ให้การศึกษาที่ไม่ประกอบไปด้วยศีลธรรม ก็ยิ่งสร้างอันธพาลที่ ปราบยาก. เราดูผู้ก่อการร้าย หรือโจรขโมยอะไรก็ตาม ที่มันมีการศึกษาทำให้ ฉลาด แล้วไม่มีศีลธรรมควบคุม มันก็เป็นผู้ก่อการร้าย หรือขโมยที่ปราบยาก. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเป็นคนป่า ไม่เคยเรียนหนังสือ ; แต่กลับ อยู่กันเป็นผาสุก. ส่วนเราเรียนหนังสือมาก ยิ่งมีปัญหามาก, ยิ่งเดือดร้อน มาก ยิ่งกว่าคนป่า บรรพบุรุษสมัยโน้น นี่เราเรียนหนังสือมากกว่าคนป่า สมัยโน้น; แต่เรากลับลำบากยุ่งยาก หรือเรียกว่าแย่มากเลวมากในทางศีลธรรม กว่าคนป่า สมัยที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เราไม่ต้องจัดให้ทุกคนได้เรียนในมหาวิทยาลัย, มันไม่จำเป็น ที่จะต้อง ทำอย่างนั้น. ถ้าเราไม่มีธรรมะพอ, ไม่จัดให้มีธรรมะพ อ แล้วการศึกษาระบบ มหาวิทยาลัยนั่นแหละ จะสร้างปัญหา หรือจะทำลายโลก ได้แยบคาย ประณีต ยิ่งกว่า เมื่อไม่เกี่ยวกับการศึกษาระดับนี้. ฉะนั้น การศึกษาแบบที่ ไม่มีธรรมะ นี้ จะไม่ทำให้เกิดประชาธิปไตยอันแท้จริงขึ้นมาได้ ; มีแต่จะเกิดประชาธิป- ไตยกอบโกย ไม่มีประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วยธรรม หรือมีจิตเป็นธรรม เมื่อในโลกมีแต่ประชาธิปไตยกอบโกย ใครมือยาวสาวเอา แล้วมันจะเป็นโลกที่มี สันติสุขหรือสันติภาพได้อย่างไรกัน ? ขอให้ลองคิดดู. ทีนี้ ข้อที่ ๖. จะมาดูเจาะจงลงไปในข้อที่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว เรา ทำอะไรไม่ได้; ถ้าพลเมืองไม่มีธรรมะแล้ว รัฐบาลจะดีอย่างไร ? ก็ปกครองไม่ได้.

น.198 ถ้าพลเมืองไม่มีศีลธรรมแล้ว รัฐบาลจะวิเศษอย่างไร ก็นำไปตามความต้อง การของรัฐบาลไม่ได้ ; ก็จะเป็นคู่ทะเลาะวิวาทกับรัฐบาล. สมมติว่า หัวหน้าดีคนเดียว ประธานาธิบดีคนเดียวดี นายกรัฐมนตรี คนเดียวดี; แต่คณะรัฐมนตรีไม่มีธรรมะ แล้วจะทำไปได้อย่างไร, จะทำสิ่งที่ ต้องการจะทำได้อย่างไร ; หรือว่าดีทั้งคณะ รัฐมนตรีดี มีธรรมะทั้งคณะ แต่ คนที่รองลงมาไม่มีธรรมะเลย. อย่างนี้จะปฏิบัติหน้าที่ ที่มอบหมายให้นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร ? หรือว่าดีลงมาจนถึงระดับอธิบดี ทุกคนก็ดี แต่ต่ำ กว่านั้นไม่ดี จะทำไปได้อย่างไร ? หรือแม้แต่ว่า ดีลงมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ ทุกคนดี แต่ประชาชนไม่มีธรรมะ มีแต่ความเห็นแก่ตัวแล้ว จะ ปฏิบัติหน้าที่ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ได้อย่างไร ? นี่แหละคือ พื้นฐานโดยแท้จริง จะต้องมีธรรมะ ; พลเมืองต้องมี ธรรมะ จึงจะจัดประเทศให้มีสันติสุขได้ สมัยนี้ถือเอาแต่ ได้ ไม่รู้จักบุญ - บาป. ทีนี้ อาตมาก็อยากจะพูดเสียเลยว่า มีคนเขาแย้งเขาค้านว่า สมัย ก่อน ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาก็ ไม่ต้องพูดถึงธรรมะกัน เขาก็ยังอยู่กันได้, หรือ ในเมื่อหลายสิบปีมานี้ ก็ไม่ได้พูดถึงธรรมะเลย เขาก็อยู่กันได้. นี้จริงที่สุดเลย. เมื่อหลาย ๆ ปี หลายสิบปีล่วงมาแล้ว ไม่ได้พูดกันถึงเรื่องธรรมะเลย แต่บ้าน

น.199 เมืองก็อยู่ได้ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่ามันมีธรรมะอยู่ในสายเลือดของ ประชาชน, ในขนบธรรมเนียมประเพณีมันมีธรรมะ. คนมีธรรมะเหมือนกับเงาตามตัว : เขาเกิดมาในตระกูลที่มีธรรมะ พ่อแม่ตั้งครรภ์ลูก โดยเป็นคนมีธรรมะ, คล้าย ๆ กับว่า ลูกจะมีธรรมะมาตั้งแต่ ในท้อง, โตขึ้นมาก็ได้เห็นตัวอย่างที่ดี รู้จักกลัวบาป รู้จักกล้าบุญ. ยุวชนสมัยนี้ ไม่มีคำว่าบุญ ไม่มีคำว่าบาป. เขาไม่ถือบุญถือบาป ; เขาถือแต่ได้ก็แล้ว กัน. ยุวชนสมัยก่อน พอทักขึ้นว่า บาป นี้มันสะดุ้ง แล้วมันหยุด. ยุวชน สมัยนี้ พอทักว่า บาป มันก็แลบลิ้นหลอก ; มันไม่มีธรรมะในสายเลือด อย่างนี้แหละ. ฉะนั้นใน สมัยก่อน นั้น ไม่ต้องพูดถึงธรรมะ คนต่างก็มีธรรมะ ประชาชนมีธรรมะรองรับความประสงค์ของรัฐบาล ก็ทำไปได้โดยที่ไม่ต้อง ตะโกนถึงเรื่องธรรมะ. เดี๋ยวนี้มันไม่มีธรรมะ แล้วมันก็กลับตรงกันข้าม. เดี๋ยวนี้เขาพูดกันว่า ลูกนั้นมีคุณแก่พ่อแม่ ใครยังไม่รู้ ก็รู้เสียเถอะ เป็นเรื่องจริง : ลูกสาวไปเรียนมาจากเมืองนอก มีเกียรติยศสูง ; พอกลับมา ถึงบ้าน ก็จัดให้ลูกคือตัวเองนั่นแหละ มีบุญคุณแก่พ่อแม่. พ่อแม่บ่นว่าอะไร ไม่ได้ เขาจะตวาดพ่อแม่ว่า พ่อแม่ช่างไม่รู้จักคุณของฉันเสียเลย ฉันมีบุญคุณแก่ พ่อแม่. นี่ศีลธรรมมันกลับหัวลงอย่างนี้. ถ้าเป็น สมัยโน้น คนมีธรรมะมีศีลธรรมอยู่ในสายเลือด ในการ ประพฤติกระทำประจำวัน มาถึงสมัยนี้มันไม่มี แล้วมันยังกลับเอาหัวลงเสียอย่าง นี้อีก.

น.200 นี่เรียกว่าสมัยนี้ ต้องพูดกันมาก ต้องถึงกับตะโกน กันทีเดียวว่า “ธรรมะจงกลับมา, ธรรมะจงกลับมา" เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน อยู่ใน หัวใจของประชาชน สำหรับเราจะรักใคร่กันทั้งประเทศ, แล้วก็จะช่วยให้ ประเทศนี้ตั้งอยู่ได้ โดยความสงบสุข นี่คือโทษของการที่ไม่มีธรรมะ : มันเป็นศตวรรษแห่งความเครียด มัน เป็นศตวรรษ แห่งโรคประสาทหรือโรคจิต, มันเป็นศตวรรษที่ เทคโนโลยีกำลัง ทำลายมนุษย์, ทำลายศีลธรรมของมนุษย์, มัน เป็นศตวรรษแห่งการศึกษาที่ไร้ ธรรมะ, ยิ่งเรียนยิ่งเป็นอันธพาล ที่เฉลียวฉลาด; เพราะว่าเรียนหนังสือมาก ก็ฉลาดมาก จึงเป็นอันธพาลที่ฉลาด. ผู้ที่จะบังคับบัญชาคนที่ไม่มีธรรมะนั้น มันเป็นไปไม่ได้. นี่คือโทษอันร้ายกาจ. เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับเสียเถอะว่า เรามาถึงยุคถึงสมัย ที่ ต้องช่วย กันทำให้ธรรมะกลับมาโดยด่วน. โลกในปัจจุบันนี้อยู่ในฐานะ ที่จะต้องมี ธรรมะกลับมาโดยด่วน, มาช่วยโลกนี้ให้พ้นภัย. โลกนี้วินาศทางจิตใจเข้าไป ตั้งครึ่งตั้งค่อนแล้ว; แล้วมันก็จะออกมาเป็นความวินาศทางวัตถุ หรือทางร่าง- กาย ยุคมิคสัญญีก็จะเกิดขึ้น ในระยะอันใกล้นี้เอง. ฉะนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลาย ทำจิตใจให้เที่ยงตรงให้เป็นธรรม ไม่เข้า ข้างตัว. มองดูเถอะว่า มันมีข้อเท็จจริงอย่างนี้หรือไม่? มีปัญหาเฉพาะหน้า อย่างนี้หรือไม่ ? ถ้าเห็นด้วยแล้ว ก็มาช่วยกัน, ช่วยกัน ๆ ทำให้ธรรมะรีบ กลับมาสู่โลกแห่งยุคปัจจุบัน ทั้งโลกเลย.

น.201 ในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นพุทธบริษัท มีประเทศไทยเป็นที่ตั้ง ที่อาศัย ก็ ควรจะทำได้ดีกว่าประเทศอื่น. เรามีพุทธศาสนาประจำชาติ มี บรรพบุรุษที่เคยหนักแน่นด้วยธรรมะ, สร้างประชาชนให้เป็น ประชาชนที่มี ธรรมะถึงกับ มีรอยยิ้มเป็นสัญญลักษณ์ของคนไทย. เพราะว่าได้เคยมีธรรมะ มาเป็นศตวรรษ ๆ หายใจเป็นความเมตตา กรุณา, รักผู้อื่น ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็น เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. จงสร้างจิตใจที่มีเมตตากรุณา จนกระทั่งแสดงออกมาทางหน้า ทาง ตา ทางกิริยา กาย วาจา อ่อนช้อยนิ่มนวล; เราเรียกว่าคนไทย มีลักษณะ อาการเหมือนกับช้าง แช่มช้า นิ่มนวล. พวกที่ไม่มีธรรมะ มีอาการเหมือน กับลิงเมาเหล้า. ดนตรี ไทยมีลักษณะเหมือนช้างที่เดินอย่างนิ่มนวล, ดนตรี ต่างประเทศมีลักษณะเหมือนลิงเมาเหล้า. นี่คือความแตกต่างกัน ระหว่างมีความ เป็นไทย กับมิใช่ความเป็นไทย. ความเป็นไทยต้องมีธรรมะ ลักษณะของ ความเป็นไทยอยู่ที่มีธรรมะ. ขอให้ธรรมะรีบกลับมาสู่ประเทศไทย มาสู่ประชาชนคนไทย ซึ่ง เป็นประเทศพุทธบริษัท ให้ทันแก่เวลา ให้พ้นจากความวินาศ ทั้งทางกาย ทั้ง ทางจิต คือพ้นทั้งทางวิญญาณและทางวัตถุ ; ก็จะไม่เสียทีที่ว่า เราได้เป็นพุทธ- บริษัท ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะอยู่ในฐานะที่ต้องรีบกลับมาสู่โลก ปัจจุบัน ส่วนจะกลับมาโดยวิธีใดนั้น จะพูดกันในคราวหลัง ถ้ามีโอกาส. ในวันนี้เวลาก็หมดแล้ว ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต