Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๑๔ — ธรรมะ เป็นสิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.202 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะเป็น สิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา. ในครั้งที่แล้วมาได้พูดกันโดยละเอียด ในข้อที่ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ ต้องกลับมาสู่โลกนี้ ในสถานการณ์เช่นทุกวันนี้. ส่วน ในครั้งนี้จะได้กล่าวถึงวิธีที่จะทำ ให้กลับมา ; แม้มิใช่กลับมาอย่างสัตว์เลี้ยงที่หายไป ; แต่ก็มีใจความคล้ายกัน เหมือนอย่าง ว่า สุนัขหายไป แมวหายไป ไปตามตัวกลับมา มันก็มีผลที่ว่า เราได้มีกันใหม่. ส่วนธรรมะ นั้นเรามีวิธีกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หายไปนั้น จะได้กลับมา. การกลับมาแห่งศีลธรรมมี ได้ด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ. การกระทำให้กลับมา นี้ อยากจะ สรุปเป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่ากลับมา ด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ . พุทธบริษัทยึดถือสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" เป็น ๑๖๖

น.203 สิ่งที่สำคัญที่สุด ดัง พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสว่า สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพิ ทุกข์ อุปจฺจฺ - คนเราล่วงพ้นความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ ; หมาย ความว่า เมื่อมีสัมมาทิฏฐิเป็นหลักยึดแล้ว ก็ก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้ คือ ก้าวล่วงปัญหาทั้งปวงได้ ทุกอย่างทุกประการ สัมมาทิฏฐินั้น ตรัสเรียกว่า เป็นรุ่งอรุณ คือ เป็นแสงสว่างในเบื้องต้น ที่จะสว่างยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ จนถึงที่สุด. ถ้าไม่มีรุ่งอรุณ ก็ไม่มีอะไรเป็นจุด ตั้งต้น สำหรับแสงสว่าง คือความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อีกประการหนึ่งนั้น สัมมาทิฏฐิ มีความสำคัญตรงที่ว่า กระทำให้เกิด สัมมาสังกัปโป คือ ความต้องการที่ถูกต้อง. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง, แล้วก็ทำให้เกิดความต้องการที่ถูกต้อง, แล้วก็จะได้ทำให้ได้รับผลที่ควรจะได้รับ เดี๋ยวนี้ โลกนี้กำลัง ขาดอยู่ทั้งสองอย่าง คือ ขาดสัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสัง กัปโป. คำว่า "สัมมาทิฏฐิ" นั้น ขอให้ถือเอาความหมายให้สมบูรณ์. สัมมา- ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง ความเชื่อ ที่ถูกต้อง. เราจะต้องใช้สัมมาทิฏฐิ ในกรณีที่จะทำให้ธรรมะกลับมา และ สัมมาทิฏฐินี้ เราแยกออกไปได้หลายแขนง ดังที่จะได้แยกแยะให้เห็น. สัมมาทิฏฐิข้อที่ ๑ เพื่อการกลับมาแห่งธรรมะนั้น จะสรุปเป็นถ้อย- คำว่า ขึ้นทางไหนให้ลงทางนั้น. คำนี้ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็ได้พูดไว้ อย่างตรงกับพระพุทธวจนะ. "ขึ้นทางไหน ลงทางนั้น" เป็นคำพูดธรรมดา ๆ ;

น.204 อย่างกับว่า ขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วไม่ลงกลับมาทางที่ขึ้นไป มันก็มีแต่กระโจนจาก ยอดไม้ลงมาตาย เท่านั้นเอง. พระพุทธองค์ตรัสการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ; แล้วก็ตรัสการดับลงแห่งความทุกข์ในลักษณะที่ถอยหลังลงมา. นี้เรียกว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ก็พูดเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าขึ้นทางไหน ให้ลง ทางนั้น. เดี๋ยวนี้เราไม่ทำอย่างนั้น ปัญหาของศีลธรรมแท้ๆ เราไม่ได้แก้ ปัญหาด้วยศีลธรรม; แต่ไปแก้ด้วยวิธีเศรษฐกิจบ้าง การเมืองบ้าง การทหาร บ้าง. มันไม่เป็นการแก้ที่ถูกจุด หรือถูกต้นเหตุ ต้นเงื่อนของปัญหา เราจึง แก้ไม่ได้. ฉะนั้นเรา จะต้องใช้ศีลธรรม เป็นเครื่องแก้ปัญหาทางศีลธรรม ให้มันถูกฝาถูกตัว และถูกเรื่อยไปตามลำดับ. เราจะต้องพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า วัฒนธรรมมันเปลี่ยนไป เป็นวัตถุ- นิยม จนไม่มีศีลธรรม. เราไม่มีวัฒนธรรมอย่างบริสุทธิ์ ที่จะทำให้มนุษย์มีความ สะอาด สว่าง สงบ. เราชวนกันเปลี่ยนไปเป็นวัตถุนิยม ถือวัตถุเป็นหลัก มุ่ง ผลทางวัตถุ ; อย่างนี้เรื่องมันก็สับสนกันหมด. รับโทษของวัตถุนิยม แล้วก็ ไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร. เรามีค่านิยมที่เปลี่ยนไปโดยไม่รู้สึกตัว. เดี๋ยวนี้เราบริโภคสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจของกิเลส ที่ตั้งรากฐานอยู่บนวัตถุนิยม. เรากินอะไรกันอย่างกิน

น.205 เหยื่อ ไม่ใช่กินอย่างกินอาหาร ; กินอย่างกินเหยื่อ มันก็กินเพื่อความเอร็ด อร่อย. ถ้ากินอย่างกินอาหาร มันก็เพื่อประโยชน์แก่ร่างกายอย่างถูกต้อง. เมื่อ กินอย่างกินเหยื่อ ไม่ได้กินอย่างอาหาร มันก็เกิดอาการที่เรียกว่า อาหารไม่พอ ที่จะกินกัน. เราควรจะเปลี่ยนเป็นกินอย่างกินอาหาร. อย่ากินอะไรในโลกนี้ กันอย่างกินเหยื่อต่อไปอีกเลย ; แล้วอาหารมันก็พอที่จะกินกัน. เราเข้าใจต้นเหตุแห่งปัญหา แล้วเราก็สามารถที่จะแก้ปัญหานั้น ได้ ในลักษณะที่เรียกว่า ขึ้นทางไหนก็ลงทางนั้น นี้เป็นสัมมาทิฏฐิในแง่หนึ่ง ซึ่งจะต้องมองให้เห็นและนำมาใช้. สัมมาทิฏฐิในข้อที่ ๒ ต่อไป คือ จะต้องมองให้เห็นว่า การศึกษา ในโลกนี้ไม่สมบูรณ์ ; สอนให้รู้กันแต่หนังสือกับอาชีพ แล้วก็ ขาดวิชาที่จะ เป็นมนุษย์ หรือเป็นคนกันให้ถูกต้อง คือวิชาธรรมะ, หรือศีลธรรมนั่นเอง เรารู้กันแต่หนังสือ รู้แต่วิชาชีพ ไม่รู้ว่าจะเป็นคนกันอย่างไร ? เกิดมาทำไม ? ควรจะได้อะไร ? เราก็ไม่รู้. นี้เรียกว่า การศึกษานั้นขาดส่วนที่จำเป็น, คือ ขาดส่วนที่เรียกว่าธรรมะ หรือศีลธรรม. ถ้าเหลือวิสัย ที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือเจ้าหน้าที่จัดการศึกษาจะ ทำได้ ก็ควรจะแบ่งเบาภาระไปให้วัดวาอาราม ช่วยจัดในส่วนที่ยังขาดอยู่นี้ เหมือน อย่างแต่ก่อน ที่เคยใช้วัดเป็นแหล่งอบรมศีลธรรม ก็คงจะสมบูรณ์ได้. เรา ต้องจัดให้ลูกเด็ก ๆ ของเรา อย่างน้อยที่สุดก็คือ กลัวบาป และ กล้าบุญ

น.206 อาตมาอยากจะพูดว่า เพียงเท่านี้ก็พอ ; ไม่ต้องเอากันให้มากมาย เหมือนที่กะแผนการ วางหลักสูตรยืดยาวสำหรับพูดเก่ง สำหรับรู้เก่ง ; แต่แล้ว ก็ไม่มีน้ำใจ ที่ว่า กลัวบาป หรือกล้าบุญ. เรื่องกลัวบาปนี้ ไม่อาจจะทำได้ ด้วยการสอนให้เรียน ให้ท่อง ให้จัดไว้ ในสมุดเหมือนที่กำลังคิดว่าจะทำกัน. เราจะต้องคิดดูให้ดีว่า เด็กๆ ของเรา กลัวผี กลัวจิ้งจก กลัวกิ้งกือ ชนิด ที่โตแล้วก็ถอนไม่ออก ยังคงกลัวอยู่นั่น นั่นมัน เกิดมาจากอะไร ? เกิดมาจาก การที่ผู้ใหญ่ได้ทำอะไร โดยไม่รู้สึกตัวตาม ๆ กันมา จนเด็กเกิดกลัวผี กลัวจิ้งจก กลัวกิ้งกือ เหล่านี้เป็นต้น. เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนเป็นว่า เราจะทำให้เขากลัวบาปในลักษณะอย่าง นั้นเท่านั้น ฝังแน่นลงไปในสันดาน จึงจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้, คือมีความถูก ต้องทางศีลธรรม เป็นปึกแผ่นแน่นหนา อยู่ในยุวชนของเรา. ลองเปรียบเทียบกันดู เด็กสมัยก่อนกับเด็กสมัยนี้ในเรื่องบาป - บุญ เด็กสมัยก่อนกลัวบาป พอได้ยินว่าบาปก็สะดุ้ง ; เด็กสมัยนี้ถ้าใครไปทักว่าบาป ก็แลบลิ้นหลอก. คำว่าบุญ สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรู้จักกันก็จริง แต่ทุกคน ปรารถนา เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็อยากจะมีบุญ, อยากจะทำบุญ. สำหรับ เด็กสมัยนี้ บุญไม่มีความหมายอะไร. ได้ต่างหาก, ได้อะไรตามที่เขาต้องการต่างหาก จึงจะเรียกว่าดี. ความรู้สึกต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็แตกต่างกัน อย่างลิบลับ สมัยก่อนเคารพนับถือบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ราวกับว่าเป็นบุคคลพิเศษ

น.207 อยู่เหนือศีรษะ อยู่เหนือเกล้าเหนือหัว. เด็กสมัยนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น ; เพราะว่าการศึกษาอบรมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น อาตมาเห็นว่า ไม่รู้หนังสือก็ได้ ขอให้มีศีลธรรมก็แล้วกัน. ท่าน ลองเปรียบเทียบกันดูว่า อย่างไหนจะปลอดภัย ? คนไม่รู้หนังสือแต่มีศีลธรรม, กับคนรู้หนังสือแต่ไม่มีศีลธรรม, อันไหนจะเป็นที่น่าปรารถนากว่า ? สมัย โบราณไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้หนังสือ แต่อยู่กันได้ดีอย่างมีศีลธรรม มีความ สงบสุขในสังคม. นี้เรา ควรจะถือเป็นหลักว่า มนุษย์เราจะรอดได้เพราะ ศีลธรรม ; ไม่ใช่รอดได้เพราะรู้หนังสือ หรือแม้แต่วิชาชีพ นี้ก็เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ที่จะต้องนำมาใช้ให้ถูกต้อง ต้องมีความ เข้าใจอย่างถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จัดให้เป็นไป คือให้มีความรู้สึกในทางจิต สูง โดยหลักว่ากลัวบาปและกล้าบุญ. อย่าไปมัวกลัวกันอยู่แต่ว่า "คอมมูนิสต์มา ศาสนาหมด" ; ควรจะกลัวไปถึงว่า "คอมมูนิสต์ ไม่ทันมา ศาสนาก็หมดเสีย แล้ว" พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะหรือศาสนาจะหมดไป ก็เพราะพวก พุทธบริษัททั้งสี่นี้เอง. พวกที่อยู่ข้างนอกวงนี้ ไม่มาทำให้ศาสนาหมดได้, ฉะนั้น เราควรจะระวังในการที่จะไม่ทำให้ศาสนาหมดไป ด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ของ เราเอง. เราต้องมีศาสนาที่ถูกต้องมั่นคง สำหรับรับหน้าคอมมูนิสต์. ถ้า เรามีศาสนามั่นคง เราสามารถที่จะรับหน้าคอมมูนิสต์, มีธรรมะรับหน้าคอมมูนิสต์

น.208 เราไม่รู้จักใช้ศาสนา กลับไปทำให้ศาสนาอ่อนแอ ไม่สามารถจะต้านทานอะไรได้ เลย. ขอให้ใคร่ครวญดูอีกทีหนึ่ง อย่างที่อาตมาก็เคยกล่าวมาแล้ว ในคราว ก่อน ๆ ว่า คอมมูนิสต์เกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้ เพราะศาสนาหมด มันว่างอยู่ ในที่ แห่งหนึ่ง ในยุคหนึ่ง ; ที่นั่นไม่มีศาสนา คนเห็นแก่ตัว เกิดนายทุนกระดาษซับ ขูดรีด มันจึงเกิดลัทธิคอมมูนิสต์ขึ้นมาในโลก. ถ้าไม่มีระบบนายทุนกระดาษซับ คอมมูนิสต์ก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นมาในโลกได้. เพราะศาสนาหมด เกิดความเห็นแก่ตัว ขนาดเป็นนายทุนกระดาษ ซับ ก็นายทุนกระดาษซับนั่นเอง สร้างคอมมูนิสต์ขึ้นมาในโลก เพราะว่าไม่มี ศาสนา หรือศาสนามันหมด. ถ้าศาสนามีอยู่อย่างเข้มแข็ง นายทุนกระดาษ ซับก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลกนี้ได้เหมือนกัน ; คอมมูนิสต์ย่อมไม่มีโอกาสที่ จะเกิดขึ้น. ขอให้ใคร่ครวญให้ดี ๆ นี้ก็เป็นสัมมาทิฏฐิที่จะต้องหาให้พบ คือความ เข้าใจอย่างถูกต้อง ว่ามันมีมูลเหตุอย่างไร ? เราไป กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว แล้ว ไม่กลัวในสิ่งที่ควรกลัว. ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ ๓. ก็จะดูต่อไป ว่า โลกปัจจุบันมีอารยธรรม ที่ทำลายวัฒนธรรม ความดีงามทางจิตใจถูกทำลายหมดไป โดยอารยธรรมเนื้อ หนัง เดี๋ยวนี้บูชาอารยธรรมเนื้อหนัง วัฒนธรรมส่วนจิตใจก็หมดไป; เรากำลัง หลงอารยธรรมเนื้อหนัง. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา มีอารยธรรมที่ส่งเสริม

น.209 ศีลธรรม. เรา บัดนี้มีอารยธรรมเนื้อหนัง ที่ทำลายศีลธรรม: เราไม่ทำตาม รอยบรรพบุรุษของเราเลย. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก ยาเสพติด ที่ร้ายกว่ายาเสพติด ที่เรากำลังกลัวกัน อยู่ : นั่นคือสิ่งมอมเมา ที่เราเผยแพร่กันไปในสื่อมวลชนทุกชนิด ให้ยุวชน ของเราเป็นทาสกามารมณ์, อันนี้เป็นยาเสพติด ยิ่งกว่ายาเสพติด ที่กำลัง กลัวกันอยู่เป็นไหน ๆ จงรู้จักยาเสพติด ที่ร้ายกว่ายาเสพติด ที่เรากำลังกลัวกันอยู่ ยุวชนถูกมอมเมา ไปในทางอารยธรรมเนื้อหนัง อย่างนี้ มันเป็น ความเสียหายแก่ความเป็นมนุษย์ของเขา สิ่งที่เขานึกถึงทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งวันทั้งคืน ก็คือสถานกามารมณ์นั่นเอง. หรือเขาระลึกถึงวันล็อตเตอรี่จะออก แทนที่เขาจะนึกถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ อยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก หรือทั้งวันทั้งคืน. เดี๋ยวนี้สิ่งที่คนเขาชูขึ้น เหนือเกล้า เหนือเศียร เหนือหัว ทุกคราวที่ ประกอบกิจสำคัญนั้น คือแก้วเหล้า ; แทนที่จะเป็นพระรัตนตรัย หรือเป็น พระเจ้า มันเป็นแก้วเหล้า. ขอให้คิดดูเถิดว่า มันเปลี่ยนไปอย่างไร ? แล้วมัน จะไปสู่ทิศทางไหน ? ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ของสิ่งที่ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิเข้ามา แก้ไข ให้รู้โดยถูกต้อง แล้วก็ขจัดความผิดพลาดให้หมดไป. ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ ๔. อาตมาอยากจะชวนให้ท่านทั้งหลายเหลียว ไปอีกทางหนึ่ง คือเหลียวไปทางยุวชน ให้มีการปรับปรุงยุวชนของเราให้ถูก ต้อง, ให้เกิดเด็กที่ดีอย่างที่เราต้องการ ว่าเด็กดีคืออนาคตของชาติ, เด็กสมัย

น.210 ก่อนสะดุ้งกลัวต่อบาป แม้ว่าเขาจะโง่กว่าเด็กสมัยนี้, โง่ขนาดกลัวผีหลอกมากกว่า เด็กสมัยนี้. เด็กสมัยนี้สามารถจะแลบลิ้นหลอกบาป; เขาฉลาดกว่า รู้หนังสือ มากกว่า. เด็กสมัยนี้กลัวคำว่า ซวย มากกว่าที่จะกลัวคำว่าบาป. เขาไม่รู้จัก บาป เขารู้จักคำว่า ซวย คือมักจะไม่ได้อะไร ตามที่เขาต้องการ. เรา จะต้องรีบจัดการศึกษา ให้เด็ก ๆ ของเรากลัวบาปกล้าบุญ เท่านี้ก็พอ; สอนวิชาหนังสือหนังหาอาชีพกันเท่าไร เด็กก็ไม่กลัวบาป; แม้ จะสอนธรรมะอย่างที่ตั้งใจว่าจะสอนกัน เป็นหลักสูตรใหญ่โต ก็ยังไม่แน่นอนว่า เด็กจะกลัวบาป. เราสอนในแง่ของจริยธรรมมากกว่าในแง่ของศีลธรรม. จริยธรรม ในที่นี้คือ หลักวิชาที่เป็นรูปของปรัชญา อันเกี่ยวกับศีลธรรม ; ส่วน ศีลธรรมนั้นคือ ระบบการประพฤติปฏิบัติลงไปตรง ๆ. จริยธรรมคือ philosophy of morality ศีลธรรมนั้นคือตัว morality นั่นเอง. เราสอนกันแต่ จริยธรรมเพ้อเจ้อ มันก็ไม่มีศีลธรรมได้. ไปคิดดูให้ดี ๆ : มีแต่คนพูดได้ ; ไม่ประพฤติปฏิบัติ, ไม่มีศีลธรรมแล้ว ก็จะมีแต่นักธรรมอยู่ในคุกในตะราง, จะมีคนเก่งขนาดพระวิษณุกรรม อยู่ในคุกในตะราง. เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีธรรมาสน์สานด้วยหวายอย่างประณีต อย่างไม่น่าคิด ว่าคนจะทำได้ ส่งมาที่วัด ชาวบ้านมาเห็นเข้าแล้วก็ว่า นี่คนทำหรือพระวิษณุ- กรรมทำ ก็บอกว่า ถูกแล้ววิษณุกรรมทำ เดี๋ยวนี้วิษณุกรรมอยู่ที่ไหน ? ก็ ตอบเขาว่า อยู่ในตะราง ในคุกลหุโทษที่กรุงเทพฯ นี่มันหมายความว่า เขามี ความรู้ในทางอาชีพ สามารถขนาดนี้. ศิลปกรรมที่ทำด้วยหวาย ก็ดี, ทำด้วย ไม้ดำประดับมุก ก็ดี, ด้วยลงรักลายทอง แกะสลัก ก็ดี, ทำได้ในคุกในตะราง ;

น.211 เพราะว่า คนมีอาชีพถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ ไม่มีศีลธรรมก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ในตะราง. ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเรามัวสอนกัน แต่เรื่องหนังสือและอาชีพ ไม่สอน ศีลธรรมแล้ว ไม่เท่าไรพระวิษณุกรรม ก็จะไปรวมกันอยู่ในคุกในตะราง ; แม้คนที่มีปริญญายาวเป็นหาง ก็มีโอกาสที่จะไปอยู่ในคุกในตะราง ถ้าเขาละเลิก ศีลธรรมเสียเมื่อใด. ผู้พิพากษาไม่กินสินบน ก็เพราะว่าเขามีศีลธรรม; ไม่ใช่เพราะ เขารู้กฎหมาย ว่าสินบนกินไม่ได้กฎหมายห้าม ; แต่แล้วก็มีผู้พิพากษากินสินบน. ผู้พิพากษาที่ไม่กินสินบนนั้น เพราะมีศีลธรรม ลองไม่มีศีลธรรม เขาก็กินสินบน. ต้องช่วยกันแก้ทุกทางให้ศีลธรรมกลับมา. ขอให้เรานึกถึง วิชาที่จะทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์ ตามความหมาย สูงสุด อาตมาเคยระลึกได้ว่า สมัยเป็นเด็ก ๆ ได้ยินคำพูดคำหนึ่ง ที่ยังติดใจอยู่ กระทั่งบัดนี้ คือคำว่า "อัธยาตมวิทยา" ในหนังสือแบบเรียนเล่มไหน ก็ลืม เสียแล้ว; แต่พูดถึงอัธยาตมวิทยา คือเป็นวิชานอกไปจากหนังสือและอาชีพ ถ้าถือตามตัวหนังสือ คำนี้ก็แปลว่า วิทยาอันจะสร้างสรรค์ซึ่งอาตมาอันยิ่ง ; อัธ- ยา-ต-ม คือ อธิ กับ อาตมา อาตมะอันยิ่ง, ตัวตนอันยิ่ง วิทยาที่จะทำให้เกิดตัว ตนอันยิ่ง ก็คือวิชาศีลธรรม นั่นเอง. เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว ไม่ได้ยินคำ ๆ นี้.

น.212 ขอให้เราดึงกลับมาใหม่ ว่ามีวิทยาที่จะสร้างคนที่ยิ่งกว่าธรรมดา, ให้ มีค่านิยมทางมารยาท ทางศีลธรรมกันเสียใหม่. สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย หญิงสาว วัยรุ่นคนไหนหัวร่อคิก ๆ เนื้อตัวสั่นรัวเหมือนกับกระจ้อนตัวเล็กๆ ซึ่งเมืองไชยานี้ เรียกกันว่า นะแหล. เด็กหญิงชนิดนี้จะถูกถือว่า เป็นตัวกาลกิณี ไม่มีใครอยาก จะรับมาเป็นสะใภ้เลย. เดี๋ยวนี้เห็นหัวเราะเช่นนั้น ริก ๆ รัว ๆ เช่นนั้นเป็นของ น่ารัก. คนเหล่านี้นิยมเต้นรำเร่าร้อน ก็ขอให้คิดดูเถอะว่า มีจิตใจต่างกัน อย่างไร ? ขอให้เด็ก ๆ ของเรา รู้จักคำว่าบุญว่าบาปอย่างถูกต้อง, ให้รู้จัก พระพุทธเจ้า, รู้จักนรก รู้จักสวรรค์ รู้จักนิพพาน คือ รู้จักพระพุทธเจ้าใน ภาษาธรรม ว่าพระพุทธเจ้ายังอยู่กับเรา ไม่ได้นิพพานไปแล้ว เหมือนอย่างที่ เขาว่า. นรก นั้น คือ ความร้อนใจ, สวรรค์ คือ ความสะดวกใจสบายใจ, นิพพาน คือ จิตไม่มีอะไรรบกวน. รู้นรกอย่างนี้แล้ว ตายไปก็ไม่ตกนรกชนิดไหน, ได้ สวรรค์อย่างนี้แล้ว ตายไปก็ได้สวรรค์ทุกอย่างที่ควรจะได้ นิพพานนี้ควรจะตั้งต้นที่นี่ ไม่ใช่รอไว้อีกหลายสิบ หลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นชาติ แล้วจึงจะถึงนพพาน. ถ้าเรา รู้จักนรก สวรรค์ นิพพาน ในลักษณะนี้ ก็จะเกิดการกลัวบาปและกล้าบุญ. เด็ก ๆ เขา จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการเคารพตัวเอง ว่าเรา เกิดมาเป็นคน ต้องทำอย่างคน. เขาต้องเชื่อถือตัวเองว่า เมื่อคนอื่นทำได้,

น.213 เราก็ต้องทำได้. เขาต้องบังคับตัวเอง ให้ทำตามที่ควรจะทำได้ จึงจะได้ชื่อว่า ได้มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง สำหรับจะช่วยกันสร้างโลกนี้ให้งดงาม ไม่มี ปัญหาที่เป็นวิกฤติการณ์แต่อย่างไร. ขอให้ปรับปรุง เกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้อง, ให้มีการปรับปรุง เกี่ยวกับยุวชนอย่างถูกต้อง แล้วศีลธรรมก็จะกลับมา ; จะกลับมาเหมือนกับว่า ของที่หายไปกลับมา, สัตว์ที่หายไปกลับมา, ลูกเล็กเด็กแดงที่หายไปกลับมา, ญาติ ทั้งหลายที่หายไปแล้วกลับมา, ทุกอย่างที่พึงปรารถนาหายไปแล้ว ได้กลับมา. ทั้งหมดนี้ ขอให้วงการที่ทรงอำนาจ เช่นรัฐบาลเป็นต้น ดำเนิน- การเพื่อให้ศีลธรรมกลับมา. อย่าเห็นว่ามันจะเป็นเรื่องที่นานเกินรอ; รอไม่ ไหวก็ไม่อยากจะทำ, และอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลองเลย. เหมือนกับ ว่าเรือออกไปถึงปากน้ำ เห็นพายุพัดมาอย่างอันตรายแล้ว ก็ถอยหลังเข้าคลอง เพื่อ ความปลอดภัย. อย่างนี้การถอยหลังเข้าคลองไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด หรือน่าละอาย แต่ประการใด, เป็นการถอยเข้าไปหาความถูกต้อง แล้วศีลธรรมก็จะกลับมา. ธรรมะเป็นสิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา โดยลักษณะย่อ ๆ ดังกล่าวมา แล้วนี้. เวลาสำหรับการบรรยายนี้ก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในครั้งนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต