Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๑๕ — ธรรมะ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.214 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะใน ฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งโดยภาษาคน และภาษาธรรม. ในปัจจุบันนี้ ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องกลับมา. โลกอยู่ในฐานะที่ใกล้ความวินาศ เพราะปราศจากธรรมะ; ธรรมะจะต้องกลับมาเพื่อช่วยโลก. การที่จะทำให้ธรรมะกลับ มา เราจะต้องรู้จักธรรมะกันให้เป็นอย่างดี. ข้อนี้เราจะต้องศึกษาให้รู้ธรรมะ อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ ; นั่นคือรู้ธรรมะ อย่างถูกต้อง ทั้งโดยภาษาธรรม และภาษาคน. ๑๗๘

น.215 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๗๙ พึงรู้จักธรรมะทั้งภาษาคน - ภาษาธรรม คำว่า ภาษาคน ภาษาธรรม นี้ บางคนก็เคยได้ฟังมาแล้ว มีความเข้าใจ อยู่บ้างแล้ว ; แต่บางคนก็ยังไม่เคยฟัง จึงขอจำกัดความของคำว่า “ภาษาธรรม - ภาษาคน" ตามที่สมควร. ธรรมะที่พูดไปตามที่ตาเห็น คือตาเนื้อมองเห็น ข องบุคคลที่ยังไม่ รู้ธรรมะ นี้เรียกว่า ธรรมะในภาษาคน ; เพ่งเล็งไปยังวัตถุไปยังบุคคล หรือ ไปยังปรากฏการณ์. ส่วน ธรรมะในภาษาธรรมนั้น คือธรรมะที่กล่าว หรือ พูดตามที่ดวงตาปัญญา หรือดวงตาธรรมะมองเห็น ; เพ่งความหมายไปใน ทางธรรม ในลักษณะที่ลึกซึ้ง, เป็นสันทิฏฐิโก คือ บุคคลนั้นจะเห็นได้ด้วยตนเอง, เป็น อกาลิโก - เห็นว่า ธรรมะนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา เป็นอิสระแก่เวลา : ทำเมื่อไร ได้รับผลเมื่อนั้น, มีลักษณะเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ คือแม้ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน รู้แทนกันไม่ได้, หรือจะบอกกล่าวกันก็ยังจะไม่ได้ ต้องให้ไปมีธรรมะเอง แล้วก็ รู้เห็นของตนเอง ธรรมะในภาษาคนนี้ เคยเรียกกันว่าบุคคลาธิษฐาน, ธรรมะในภาษา ธรรม นั้น เ คยเรียกกันมาว่า ธรรมาธิษฐาน. ภาษาคนก็พูดไปตามวิชาฝ่ายฟิสิกส์ ในฝ่ายภาษาธรรมก็พูดไปตามวิชาฝ่าย เมตาฟิสิคส์ มีลักษณะตรงกันข้าม หรือ คนละแง่คนละมุม. เราจะต้องรู้จักธรรมะ ทั้งโดยภาษาคน และโดยภาษา ธรรม จึงจะสามารถทำให้ธรรมะกลับมา.

น.216 อาตมามีความเห็นว่า จะอธิบายเรื่องนี้พร้อมกันไปกับตัวอย่าง ยกมา เป็นอย่าง ๆ พร้อมกันไปจะดีกว่า คือจะเข้าใจง่าย และเป็นการประหยัดเวลา. ธรรมะข้อแรก หรือ คำที่ ๑ ที่จะยกมากล่าวในที่นี้ก็คือคำว่า พุทธะ หรือ พระพุทธเจ้า ; เมื่อกล่าว โดยภาษาคน พระพุทธเจ้าก็เป็นบุคคลในประวัติ- ศาสตร์, นิพพานแล้ว, ถวายพระเพลิงแล้ว ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว คือไม่มี อยู่แล้วในบัดนี้ โดยภาษาคน. แต่ถ้ากล่าว โดยภาษาธรรม แล้ว พระพุทธเจ้ายังอยู่, ยังอยู่ตลอดกาล, ยังอยู่กับเราได้. เราสามารถน้อมนำเข้ามาไว้ในใจ ตลอดเวลาได้ ; อย่างที่ พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม. ธรรม ในที่นี้ ประสงค์เอาเรื่องความทุกข์ และความดับสนิทแห่งความทุกข์ โดยรายการอันละเอียดที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ดังนั้นจึงมีคำตรัสว่า ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็น ธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ดังนี้. การ รู้จักพระพุทธเจ้ากันแต่ในภาษาคนนั้น มีเรื่องที่เห็นว่า เป็น เรื่องน่าอับอาย ดังจะเอามาเล่าให้ฟังว่า : - ในสมัยที่ มิชชันนารี่คริสเตียน เข้ามาสู่ประเทศไทยใหม่ ๆ คณะ มิชชันนารี่เขาถามพุทธบริษัทไทย ว่า เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ? พุทธ- บริษัทคนนั้นก็ตอบอย่างพาซื่อว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว. พวกมิชชัน- นารี่จึงถามว่า ท่านทั้งหลาย ต้องการจะมีที่พึ่งพิงในบุคคลที่ตายแล้ว หรือใน

น.217 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๘๑ บุคคลที่ยังอยู่ ? พระเจ้าของเรายังอยู่ตลอดกาล, ยังอยู่กับเรา อยู่กับเราได้เสมอ ไป ท่านจะพึ่งคนตายแล้วหรือพึ่งคนที่ยังอยู่ ? พุทธบริษัทผู้นั้นก็ถึงกับงง และ รู้ความที่ตนเองมีปมด้อย อย่างน่าละอาย อย่างนี้ ขอให้เราทุกคน จงรู้จักพระพุทธเจ้าทั้งโดยภาษาคนและภาษาธรรม. เราต้องการพระพุทธเจ้า ที่ยังอยู่กับเราได้ตลอดไป. นี่คือคำอธิบาย เกี่ยว- กับภาษาคนและภาษาธรรม ในเรื่องของพระพุทธเจ้า ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๒. พระธรรม. พระธรรม ในภาษาคน ก็เล็งถึง วัตถุ คัมภีร์ เสียงที่แสดงธรรม. ลูกเด็กๆ ของเราได้รับคำสั่งสอนว่า พระ- ธรรม คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. นี้เป็นเรื่องภายนอก เป็นภาษาคน. ถ้าเป็น ภาษาธรรม คำว่า พระธรรม หมายถึง ความถูกต้องแห่งความรู้ และ การปฏิบัติของมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ; เป็นธรรมะที่ ไม่อยู่ในตู้ หรืออยู่ที่เสียงของผู้พูด. แต่เป็นธรรมะที่สามารถน้อมนำเข้ามาสู่จิตใจ, ประดิษฐานไว้ในใจ ในลักษณะที่รู้สึกได้ด้วยใจ, เป็นสันทิฏฐิโก เป็นต้น ต รงกับ พระพุทธภาษิตที่ว่า : เห็นธรรมะคือเห็นตถาคต, เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ. หรือถ้าจะกล่าวโดยหลักวิชา ให้กว้างออกไป ก็กล่าวได้ว่า ธรรมะ นั้นมีอยู่ ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, และ ผลที่ได้รับจากการ ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ หรือตามหน้าที่อย่างหนึ่ง เป็นสี่ความหมายด้วย กันอย่างนี้. นี้ก็ เป็นธรรมในภาษาธรรมคือละเอียดอยู่มาก ; จะต้องเห็น ด้วยตาปัญญา หรือตาธรรม, ธรรมจักษุ

น.218 ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๓. ว่า พระสงฆ์. พระสงฆ์ในภาษาคน หมายถึง บุคคลที่บวชมาเป็นบรรพชิต, หรือหมู่คณะของบุคคลเช่นนั้น เรียกว่าพระสงฆ์. ส่วน พระสงฆ์ในภาษาธรรม นั้น หมายถึง คุณธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจของผู้ ประพฤติธรรม บรรลุมรรค ผล ตามลำดับไป จนกระทั่งมรรค ๔ ผล ๔. เป็น คุณธรรมอยู่ในจิตใจ ที่ใคร ๆ ก็สามารถจะน้อมนำเข้ามา ใส่ไว้ในจิตใจของตน ๆ ได้, มีลักษณะเป็นนามธรรมอย่างนี้. ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๔. ว่า ศาสนา เมื่อกล่าว โดยภาษาคน ตามที่คน ทั่วไปรู้สึกกันอยู่ แม้แต่ลูกเด็กๆ คำว่า ศาสนา ก็เล็งไปถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์, ปฏิมา- กรรมศักดิ์สิทธิ์, โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ ผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เหลืองอร่ามไปหมด, นี้เขาเรียกว่าศาสนา. ที่จะดูศาสนาเจริญหรือเสื่อมก็ดูกันที่นี่. แต่ว่า โดยภาษาธรรม แล้ว ศาสนา นั้น ได้แก่สิ่งที่สามารถเป็นที่ พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง, ระบบปฏิบัติที่เอามาใช้เป็นที่พึ่งได้จริง, นี้คือตัวศาสนา. เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า พรหมจรรย์ คือการประพฤติอันประเสริฐ มีความ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย. ศาสนามิได้อยู่ที่โบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม ; ศาสนาในภาษาธรรม นั้น อยู่ในใจของคน ไม่มีใครทำลายได้รักษาไว้ได้ ; แม้ว่าศาสนาภายนอก คือโบสถ์ วิหารเป็นต้น จะถูกเผาผลาญหมดสิ้นไป : ศาสนาจริงในภายในก็ยัง อยู่ในจิตใจของบุคคล.

น.219 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๘๓ ฉะนั้นเราจึงเห็นว่า ศาสนาที่แท้จริง นั้น ไม่มีใครทำลายได้ อย่างที่ เรากลัวว่า คอมมูนิสต์มา เผาวัดวาอารามหมด มันก็หมดไปแต่เปลือกของศาสนา ; ส่วนตัวศาสนาจริง ๆ อยู่ในหัวใจคน. คอมมูนิสต์ก็ทำอะไรไม่ได้ ขอให้รู้จักศาสนา ชนิดที่แท้จริง และคงกระพันชาตรีอย่างยิ่งกันในลักษณะนี้เถิด ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๕. ว่า พระเจ้า หรือ พระเป็นเจ้า. พระเจ้าใน ภาษาคน นั้น เขาสอนกันว่า เป็นรูปร่างอย่างคน, มีอารมณ์รัก มีอารมณ์โกรธ เหมือนคน, อะไร ๆ ก็เหมือนคน ; อย่างนี้นักวิทยาศาสตร์ยอมรับไม่ได้ กลืน ไม่ลง, แล้วก็น่าหัวที่ว่า เดี๋ยวนี้มีคนพูดว่า พระเจ้าตายแล้ว, พระเจ้าตายแล้ว ไม่มีใครนับถือพระเจ้าแล้ว นั่นเป็นพระเจ้าในภาษาคน. ครั้นมาถึง พระเจ้าในภาษาธรรม, คำว่า พระเจ้านี้หมายถึง กฎแห่ง วิวัฒนาการของธรรมชาติ. ท่านจงจำไว้ให้มั่นคงว่า กฎแห่งวิวัฒนาการของธรรม- ชาติ อันนี้แหละไม่รู้จักตาย มีสมรรถภาพ ทำหน้าที่ ตามที่กล่าวไว้ ว่า เป็นคุณ- สมบัติของพระเจ้าได้. นักวิทยาศาสตร์ยินดีรับ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด. สูงสุด ก็คือ สามารถสร้างสิ่งทั้งปวง, ควบคุมสิ่งทั้งปวง, ทำลายสิ่งทั้งปวงได้จริง. ยุติธรรมที่สุดอย่างยิ่ง มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เป็นพระเจ้าที่เราต้องรู้จักแล้วต้อง ประพฤติให้ตรงตามความประสงค์ คือถูกต้องตามกฎแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติ นั่นเอง. คนทุกคน มีพระเจ้าของตน ๆ อยู่โดยสัญชาตญาณ ; ไม่มีใคร ที่เว้น ว่าไม่มีพระเจ้า. เขาต้องมีพระเจ้าเพราะเขารู้สึกว่า ต้องมีสิ่งสูงสุดที่จะ ช่วยเขา ; ถ้าเขาไม่รู้จักพระเจ้าโดยแท้จริง เขาก็เอาสิ่งที่เขาคิดว่า จะช่วยเขาได้

น.220 นั่นแหละเป็นพระเจ้า. ดังนั้น จึง มีคนบางคนเอาเงินเป็นพระเจ้า : พระเจ้าเงิน พระเจ้าเงินตรา ช่วยเขาได้สารพัดอย่าง. เขาหารู้ไม่ว่า เงิน นั้นใน ภาษาโลก ๆ ก็เป็นของสารพัดนึก ช่วย ได้จริง; แต่ใน ภาษาธรรมะ แ ล้ว เงินนั้นเป็นสารพัดพิษ คือมีพิษอันร้ายกาจ ในทุกแง่ทุกมุม ทำให้โลกหาความสงบสุขไม่ได้. คนที่ถือเงินเป็นพระเจ้า ก็จะ ต้องประสบปัญหาอย่างนี้. ขอให้รู้จักพระเจ้าจริง, พระเจ้าไม่จริง, โดยภาษาคน หรือโดยภาษาธรรมกันเสียให้ถูกต้อง. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๖. ว่า โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็น วัตถุศักดิ์สิทธิ์ โบสถ์ วิหาร ก็คือโบสถ์ วิหาร ที่เราเห็นอยู่. พระเจดีย์ ก็คือ ยอดแหลม ๆ สล้างไปหมดที่เราเห็นอยู่, ต้นโพธิ์คือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูก ประจำวัด. นี้กล่าว ตามภาษาคน. ถ้ากล่าวโดย ภาษาธรรม แล้ว โบสถ์ วิหาร นั้นจะได้แก่ร่างกายของ เรา นี่แหละ. เราจะต้อง ปรับปรุง ร่างกายของเราให้เหมาะสม ที่จะเป็นที่ ประทับอยู่ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือของพระเจ้า ก็ได้ ถ้าถือ พระเจ้าก็ให้ร่างกายนี้ดีพอ ที่จะเป็นที่อยู่ของพระเจ้า ; ถ้ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต้องทำให้ร่างกายนี้เหมาะสม ที่จะเป็นที่ประดิษฐานอยู่ของพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ตามวิธีปฏิบัติของตน ๆ. โบสถ์ วิหาร ในภาษาคน ก็เป็นเรื่องวัตถุไป โบสถ์ วิหาร ในภาษา ธรรม ก็กลายเป็นร่างกาย ที่ประพฤติอย่างบริสุทธิ์สะอาด ถูกต้อง เหมาะสม สำหรับจะเป็นที่สิงสถิตแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นเอง.

น.221 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๘๕ พระเจดีย์ที่ยอดสล้างไสวไปหมดนั้น เป็นภาษาคน เป็นอิฐเป็นปูน พระเจดีย์ที่แท้จริงในภาษาธรรม คือ ความจำไว้อย่างมั่นคง ถึงคุณงามความดี ของบุคคล ของพระธรรม หรือสิ่งที่ควรจดจำอันสูงสุด. พระเจดีย์จึงได้แก่ จิตใจที่มีความทรงจำ ในสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด. นี้เรียกว่าพระเจดีย์ในภาษาธรรม เมื่อพูดถึง ต้นโพธิ์ ภาษาคนก็คือต้นโพธิ์ที่ปลูกอยู่ตามวัด ต้องรดน้ำ กันบ่อย ๆ; แต่ ต้นโพธิ์ในภาษาธรรม นั้น ก็คือ โครงสร้างแห่งโพธิปัญญา นับตั้งแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นไปถึงมรรค ผล นิพพาน. นี้เป็นโพธิพฤกษา ความเจริญงอกงามแห่งโพธิ เป็นต้นไม้ปลูกอยู่ในจิตใจ ไม่ต้องรดน้ำ อย่างที่ รดกันตามธรรมดา ; แต่ต้อง รดด้วยน้ำพิเศษ เช่นความเสียสละ ความขยัน หมั่นเพียร เป็นต้น. ทีนี้ มาถึง คำที่ ๗ ว่า อบายภูมิ หรือ สบายภูมิ อบายภูมิ ในภาษาคน หมายถึงนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มีลักษณะอย่างที่บอกเล่าต่อ ๆ กันมา หรือเขียนอยู่ตามผนังโบสถ์ : นรกก็มีการทรมาน ถึงต่อตายแล้ว, เดรัจฉานก็อยู่ ตามทุ่งนา, เปรตก็อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่เชื่อว่ามี ผอม ท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็ม, อสุรกายก็เป็นผีชนิดหนึ่ง นี้พูดตามภาษาคน. ถ้าพูดโดย ภาษาธรรม แล้ว นรกคือความร้อนใจ เหมือนกับไฟลุกอยู่ ในใจ, เดรัจฉานคือความโง่ อย่างที่ไม่ควรจะโง่, เปรตก็คือ ความหิวระหาย ด้วยอำนาจของกิเลส อสุรกาย ก็คือ ความขี้ขลาดอย่างไม่มีเหตุผล. นี่ภาษา ธรรมก็กล่าวกันอย่างนี้.

น.222 ทีนี้ สบายภูมิ สุคติ มีสวรรค์ หรือ มนุษย์ที่ดี หรือ สวรรค์ตามภาษาคน ก็อยู่ที่โลกมนุษย์, หรือ อยู่ในสวรรค์ที่จะถึงต่อตายแล้ว. ถ้าเป็น ภาษาธรรม ก็อยู่ในจิตใจ เมื่อจิตใจปรกติยินดี ตัวเองนับถือตัวเอง ไหว้ตัวเองได้ มันก็เป็น สวรรค์ ถ้ามีกามารมณ์เป็นที่มุ่งหมาย ก็เป็นสวรรค์กามาวจร, ถ้าสงบสุข อยู่ในรูปฌาน ก็เป็นพรหมโลกชนิดที่มีรูป, ถ้าไม่มีรูป ก็เรียกว่า พรหม- โลกชนิดที่เป็นอรูป. นรก สวรรค์ อยู่ในใจของคน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ตรง ๆ ว่า นรกทางอายตนะเราเห็นแล้ว, สวรรค์ ทางอายตนะเราเห็นแล้ว ; หมายความว่ามีอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ เข้ามากระทบแล้ว ประพฤติผิดก็เป็น นรกที่นั่น, ประพฤติถูกก็เป็นสวรรค์ที่นั่น. ขอให้รู้จักอบายภูมิ และสบายภูมิ โดยทั้งสองภาษาอย่างนี้เถิด ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๘. ความเกิด ความเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ ชนิดที่ จริงนั้น เป็นความเกิดในภาษาธรรมเป็นสันทิฏฐิโก : เกิดเป็นสัตว์นรกเมื่อมี จิตใจเร่าร้อน, เกิดเป็นมนุษย์ก็อย่างที่มีจิตใจเหมือนมนุษย์ธรรมดา, เกิดเป็น เทวดา ก็เมื่อสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์, เกิดเป็นพระอรหันต์ ก็เมื่อหมดกิเลส, เกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เมื่อตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ; ไม่ต้องรอให้ตายเสีย ก่อนแล้วจึงเกิด, เกิดใหม่ได้โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย. นี้เป็นการเกิดในภาษา ธรรม. ภาษาคนเกิดจากท้องแม่ ; ใคร ๆ ก็เห็นอยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๙ ว่า นิพพาน นิพพานในภาษาคน ก็เหมือนที่ ลูกเด็ก ๆ ได้รับคำสั่งสอนในโรงเรียน ว่า คือความตายของพระพุทธเจ้า. หรือ

น.223 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๘๗ ของพระอรหันต์ หมายถึงความตาย. ลูกเด็ก ๆ เขาเข้าใจกันอย่างนี้. คนทั่วไปที่ได้รับคำสั่งสอนตามภาษาคน ก็ว่า นิพพานนั้น เราจะมีตัวมีตน เข้าไปสู่เมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระนิพพาน , แล้วก็ต่อตายแล้ว ไม่รู้จักอีกกี่ร้อยชาติ กี่พันชาติ จึงจะไปถึง. นี้คือนิพพานในภาษาคน. ส่วน นิพพานในภาษาธรรมนั้น ต้องว่างจากตัวตน, หมดกิเลส ไม่มีตัวมีตน ความดับไปแห่งตัวตน หรือกิเลสนั่นแหละ เรียกว่าพระนิพพาน ถึงได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้, เย็นถึงที่สุด กันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. ความทุกข์มีที่ไหนก็ดับทุกข์กันที่นั่น. วัฏฏสงสารมีที่ไหน ก็ดับวัฏฏสงสารเสีย ก็มีนิพพานที่นั่น. ความดับแห่งกองทุกข์, ความสิ้นสุดแห่งวัฏฏสงสาร, นั่น-แหละคือนิพพาน ในภาษาธรรม. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๐ ว่า ความสุข ถ้า ความสุขภาษาคน ก็คือ เป็นทาสของกิเลส ได้เหยื่อของกิเลส เอาเหยื่อมาบำรุงกิเลส. นี้เรียกว่า ความสุขในภาษาคน คือเป็นทาสของกิเลส. ส่วน ภาษาธรรมนั้น ความสุขเกิดมาจากการ ทำลายกิเลสหมดสิ้น, ไม่ต้องหาเหยื่อมาเลี้ยงกิเลสอีกต่อไป, เป็นผู้อยู่เหนือกิเลส, เป็นนายของกิเลส, มันตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้. ขอให้รู้จักความสุขทั้งโดยภาษาคนและภาษาธรรมเถิดจะแก้ปัญหาเรื่องความสุขได้เป็นอย่างดี. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๑ ว่าบุญกุศล. ภาษาคน บุญกุศลก็เป็นเครื่องฟู ใจ, ทำใจให้สบาย ก็หลงใหลกันใหญ่และเมาได้. บุญกุศลในภาษาธรรม นั้นตรงกันข้าม คือ เป็นเครื่องล้างบาป เป็นพาหนะข้ามวัฏฏะ บุญภาษาคน ทำให้จมอยู่ในวัฏฏะ ; บุญภาษาธรรมทำให้ข้ามจากวัฏฏะ.

น.224 ทีนี้มาก็ถึงคำที่ ๑๒. ว่า ทาน ในภาษาคน เป็นการลงทุนค้าเอาผล กำไร มากเกินไป. คำว่า ทาน ในภาษาธรรม หมายถึง การกระทำด้วเมตตา บริสุทธิ์ไม่หวังผลตอบแทนอะไร ; มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๓ ว่า สิ่งเสพติด ภาษาคนเล็งถึงสิ่งเสพติดทางวัตถุเช่นเฮโรอีนเป็นต้น ; แต่ในภาษาธรรม นั้น สิ่งเสพติดคือความเอร็ดอร่อยทางกิเลส. คนติดความเอร็ดอร่อยทางกิเลส มีโทษร้ายกาจยิ่งกว่าสิ่งเสพติดในทางวัตถุเป็นไหน ๆ ; แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญก็เถอะ ถ้าถึงขนาดเมาและติดแล้ว ก็เป็นสิ่งเสพติดยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ มีผลร้ายทำลายเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก. ขอให้รู้จักสิ่งเสพติดที่น่ากลัวกว่า ที่เรากำลังกลัวกันอยู่. ในภาษาธรรมนั้น การร้องเพลงคือการร้องไห้, การเต้นรำนั้นคือ อาการของคนบ้า, การหัวเราะนั้นเป็นอาการของเด็ก, พึงรู้กันไว้อย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๔. คำว่า วรรณะ ๔ : วรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร. ภาษาคนถือว่าต่างกัน , ต่างกันมาจนไม่คบค้าสมาคมกัน . หน้าที่การงานต่างกัน เขาบัญญัติว่า อาวุธเป็นทรัพย์สมบัติของวรรณกษัตริย์ การรับไทย-ทานเป็นทรัพย์สมบัติ ของพวกวรรณะพราหมณ์ . การทำมาหากินเป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะแพศย์ . ไม้คานกับเคียวเป็นทรัพย์สมบัติของพวกวรรณะศูทร . แต่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราบัญญัติโลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะทั้งสี่.

น.225 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๘๙ นี้กลายเป็นว่า โ ดยภาษาธรรมแล้ว วรรณะทั้งสี่ ไม่แตกต่างอะไร กันเลย ตามกฎแห่งกรรม : ทำดี - ดี, ทำชั่ว-ชั่ว ด้วยกันทั้งนั้น, มีโอกาส ที่จะได้รับโลกุตตรธรรม เป็นทรัพย์สมบัติด้วยกันทั้งนั้น, มันจึงไม่ต่างกัน. มันต่างกันแต่ในภาษาคน ที่บัญญัติไปตามความรู้สึกของคน ; ไม่ต่างกันโดย ภาษาธรรมที่บัญญัติตามกฎของธรรมชาติอันแท้จริง. ทีนี้ มาถึง คำที่ ๑๕. คำสุดท้ายของการบรรยายในวันนี้ ก็คือคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันทั้งสามที่สูงสุด เมื่อกล่าวโดย ภาษาคน ก็หมายถึง ประเทศ, หมายถึง วัตถุในศาสนา, หมายถึง พระมหากษัตริย์ ที่เป็นบุคคล ตามที่รู้สึกกัน ที่สอนลูกเด็ก ๆ ให้รู้จักชาติ ศาสนา พระมหา- กษัตริย์ ; อย่างนี้รู้กันแต่ในฐานะเป็นวัตถุหรือเป็นบุคคล. อย่างนี้เป็น สถาบันในภาษาคน. ถ้า ภาษาธรรม ชาติ หมายถึง คุณสมบัติอันสูงสุดของความมีชาติ หรือความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ. ศาสนา หมายถึง คุณค่า และความจำเป็นแห่ง ศาสนาที่เราจะต้องมี. พระมหากษัตริย์ คือ คุณค่า หรือความจำเป็นที่จะ ต้องมีพระมหากษัตริย์. ชาติเปรียบเหมือนร่างกาย, ศาสนาเปรียบเหมือนจิตใจ, พระ- มหากษัตริย์เปรียบเหมือนระบบประสาท ที่ทำความผูกพันระหว่างร่างกายกับ จิตใจ , ทำให้ร่างกายและจิตใจมีอยู่ได้ หรือมีคุณค่าขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงเป็น สิ่งที่ต้องมีอยู่พร้อมกัน เป็น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ; ขาดไปเสียอย่าง แล้ว ก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ได้.

น.226 เมื่อกล่าวโดย ภาษาคน ก็หมายถึงตัวบุคคล หรือ ตัวแผ่นดิน หรือ ตัวโบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม. แต่ถ้ากล่าวโดย ภาษาธรรม หมายถึงคุณค่าอัน สูงสุด และ ความจำเป็นอันสูงสุด ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจ; ฝั่งอยู่ ในจิตใจ : ช าติก็ฝังอยู่ในจิตใจ ศาสนาก็ฝังอยู่ในจิตใจ พระมหากษัตริย์ก็ฝั่ง อยู่ในจิตใจ; "ไม่ใช่อยู่ในภายนอกในรูปแบบของวัตถุ หรือบุคคลที่เป็น รูปธรรม. เราไม่ได้สั่งสอนลูกเด็กๆ ของเรา ให้รู้จักสถาบันทั้งสามนี้อย่าง ถูกต้อง. เราสอนให้เขาท่องเขาบ่นก็แต่เรื่องทางวัตถุ ปฏิญาณก็เอาวัตถุเป็น หลัก. ลูกเด็ก ๆ ของเราจึงไม่มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยแท้จริงอยู่ใน ภายใน ; เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ลูกเด็ก ๆ ของ เราก็จะฝังชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ในจิตใจ เป็นสถาบันอันแท้จริง. เมื่อลูกเด็ก ๆ เขา ไม่รู้จัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยภาษา ธรรม ก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้โดยถูกต้องได้. เขาจึงไม่สามารถจะประพฤติตน ให้ ได้รับประโยชน์ผลตามที่ควรจะได้รับ จึงมีลูกเด็กๆ หรือว่ายุวชน ที่หลีก เข้าป่า ปฏิเสธชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วก่อปัญหาขึ้นมาอย่างยืด ยาว; ก็ลองคิดดูเถิดว่า เพราะว่าเขาไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยภาษาธรรม รู้แต่โดยภาษาคน เท่านั้น. ต้องรู้ธรรมะทั้งภาษาคนภาษาธรรมจึงจะแก้ปัญหาได้. เวลาก็หมดแล้ว ขอสรุปความว่า ภาษาคน คือพูดไปตามที่ตาเนื้อ มองเห็น, เพ่งเล็งไปยังวัตถุและบุคคล เป็นบุคคลาธิษฐาน. ส่วน ภาษา

น.227 ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งโดยภาษาคนและโดยภาษาธรรม ๑๙๑ ธรรมนั้น พูดไปตามที่ปัญญาจักษุมองเห็น หรือธรรมจักษุมองเห็น, เป็น นามธรรมอันลึกซึ้ง , พูดกันได้แต่ผู้รู้ธรรม ในลักษณะเป็นธรรมาธิษฐานอัน ลึกซึ้ง. ภาษาคนนั้น สำหรับคนไม่รู้ธรรมะพูด ; ภาษาธรรมเป็นภาษาสำหรับ คนรู้ธรรมะพูด ; ต่างกันอยู่อย่างนี้ เราต้องรู้ธรรมะโดยสองความหมาย จึงจะสามารถจัดการให้ธรรมะ กลับมา ทันเวลา ที่โลกต้องการธรรมะอย่างยิ่ง. เวลาสำหรับการบรรยายหมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายปาฐกถาธรรมในวัน นี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต