น.228 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การแสดงปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า "ธรรมในฐานะสิ่งที่ ต้องศึกษา ทั้งอย่างมีตัวตนและอย่างไม่มีตัวตน." ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ว่า อาตมากำลังกล่าวว่า ธรรมะนั้นต้องศึกษา; จะ ต้องศึกษาทั้งชนิดที่มีตัวตน และชนิดที่ไม่มีตัวตน เป็นสองอย่างกันอยู่. ปัญหามันมีอยู่ว่า คนจำนวนมาก แม้ที่เป็นพุทธบริษัทกำลังสงสัยอยู่ ว่า "จะเอาอย่างไรกันแน่ จะว่ามีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ? ๑๙๒
น.229 ศึกษาให้รู้จักคำ "มีตน, ไม่มีตน." นี่เป็นสิ่งที่ไขว้เขว ซ่อนเร้น หรือสับสนกันอยู่ แม้ในพระพุทธ- ภาษิต ที่ปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน ก็มีอยู่ทั้งสองอย่าง เช่น ตรัสว่า " อฺตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" แปลว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" และติด ๆ กันนั้น ในคัมภีร์เดียว กันนั้นก็ยังมีว่า "อตฺตา หิ อตฺตฺโน นตฺถิ" แปลว่า "ตนของตนนั้นไม่มี", "กฺโต ปุตฺโต กฺโต ธนํ" แล้ว "บุตรของตน ทรัพย์ของตน จะมีมาแต่ไหน’ อย่างนี้เป็น ต้น, ในพระพุทธภาษิตเองก็ยังมีอยู่ทั้งสองอย่าง. เดี๋ยวนี้ เราได้รับคำสั่งสอนว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มีตัวตน เป็น ความจริง. เรื่องไม่มีตัวตนนักศึกษาชาวต่างประเทศทั้งโลกก็พูดกัน เป็นที่ยอมรับ เป็นเสียงเดียวกันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่อง อนัตตา คือไม่มีตัวตน, ผิดจากศาสนาอื่น ๆ ก็ที่ตรงนี้เอง. เป็นอันว่า โดยหลักใหญ่ยอมรับกันทั่วไปทั้งหมดว่า พุทธศาสนาสอน เรื่องไม่มีตัวตน หรือ มีอนัตตา นั่นแหละเป็นหลักของพระพุทธศาสนา. นี่ปัญหามีอยู่อย่างนี้ เราจะต้องมองดูให้เห็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง ก็ปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงสอนทั้งชนิดที่มีตัวตน และ ไม่มีตัวตน. ทำไมจึงเป็น อย่างนั้น ? ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ หรือเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลนั้น ก็มี อยู่ว่าพระองค์ได้ตรัสรู้ขึ้นมา ในหมู่ชนที่ถือลัทธิว่ามีตัวตนกันอยู่เป็นประจำ ;
น.230 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิอุปนิษัท ที่สอนว่า มีตัวมีตนเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป ๆ ค่อยบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนกว่าจะไปเป็นอัตตาใหญ่ อัตตาถาวรไม่เวียนว่ายอีกต่อไป. นี่ประชาชนทั้งหมด หรือแทบทั้งหมดได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้อยู่ เป็นพื้นฐาน อันแน่นแฟ้นที่สุด. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง คนเร าตามความรู้สึกโดยสัญชาตญาณ ก็ มีความรู้สึก ว่า มีตัวตน ได้เอง และรุนแรงฝั่งเหนียวแน่นอยู่ในใจ; สองแรงรวมกันเข้าคือ แรง ที่ได้รับคำสั่งสอน, และแรงที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ สัตว์ทั้งหลายก็รู้สึกว่า มีตัวตน. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริง เรื่องไม่มีตัวตน ขึ้นมาในท่ามกลางหมู่ ชนเช่นนี้ ; ท่านก็ ทรงท้อพระทัย จนคิดว่าจะไม่สั่งสอนแล้ว มันคงจะเข้าใจ กันไม่ได้. แต่ทีนี้ ก็ มีความคิดแทรกแซงขึ้นมาว่า คนที่ยังพอจะเข้าใจได้ก็ยังมี อยู่ ; เพราะฉะนั้น ก็ควรจะสอน ก็ตัดสินพระทัยที่จะสอน, ก็เป็นอันว่า ต้องสอน เรื่องไม่มีตัวตน แก่มหาชนที่ยึดถือเรื่องตัวตน. แล้วมันจะเป็นอย่างไร? ท่านก็จะ ต้องสอน ชนิดที่มีตัวตน ให้เป็นประโยชน์แก่คนที่ยึด ถือว่ามีตัวตน ; นี้จะเรียกว่าธรรมะจำเป็นก็ได้. พระองค์ทรงทราบเรื่องไม่มี ตัวตน. แต่จะต้องสอนแก่คนที่มีตัวตน ก็ต้องสอนอย่างมีตัวตน ดังนั้นจึงสอน คำสอนประเภทที่ว่ามีตัวตนด้วย. สรุป ความว่า สอนให้ทำตัวตนให้ดี ดี-ดี-ดี จนถึงที่สุด ; เมื่อ เอือมระอาต่อความดี ก็จะต้องเลิกมีตัวตน จึงจะดับทุกข์ได้, หรือจะอยู่เหนือ ความดี.
น.231 ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การสอนเรื่องมีตัวตน ก็สอนเพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับจะไปไม่มีตัวตนในกาลข้างหน้า; ทั้งนี้เพราะเหตุว่า มันต้องรู้จักตัวตน ก่อน, แล้วก็ทำตัวตนให้ดี. เมื่อดีเท่าไร ๆ ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ มันจึง ต้องเลิกตัวตน ; มีความรู้เรื่องทำให้ไม่มีตัวตนก็หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ. ตอนนี้แหละเป็นตอนที่เป็นคำสอนโดยแท้จริงของพระองค์ คือ เป็น ตัวพุทธศาสนา ; แต่เมื่อต้อง สอนเรื่องตัวตนไปก่อน แก่คนที่ติดแน่นในตัว ตน ก็สอน เพื่อเขาจะได้อยู่ดี : เวียนว่ายดี, เวียนว่ายตายเกิดชนิดดี จน กว่าจะเอือมระอา. จึงสรุปความได้ว่า คำสอนเรื่องตัวตน ก็เป็นบุพพภาค สำหรับ จะ ให้รู้เรื่องไม่มีตัวตน นั่นเอง ไม่ขัดอะไรกัน, และจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น คือ สอนให้มีตัวตนที่ดี. เมื่อเอือมระอาตัวตนที่ดี ก็สอนไปในทางที่หยุดมีตัวตน คือหลุดพ้นจากตัวตน หรือหลุดพ้นจากความทุกข์. สำหรับในประเทศไทยเรานี้ ก็มีปัญหาทำนองนั้น คือว่าลัทธิของ ศาสนาพราหมณ์ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อนพุทธศาสนา. ครูบาอาจารย์ที่ เป็นพราหมณ์ ก็มาสอนเรื่อง "อัตตา" หรือ มีตัวตน เจตภูต วิญญาณ เวียนว่าย ตายเกิด อย่างเดียวกับที่สอนกันอยู่ในอินเดีย ประชาชนคนไทยก็มีลัทธิฝั่งแน่น เรื่องมีตัวตน. ทีนี้ ประกอบกับว่า สัตว์ ประชาชน พวกไหนก็ตาม ; ตามสัญชาต- ญาณย่อมรู้สึกว่ามีตัวตน นี้ก็บวกเข้าอีกแรงหนึ่งก็เป็นสองแรง คือ คำสอนก็สอน
น.232 ว่ามีตัวตน. สัญชาตญาณก็บอกมาในทางที่มีตัวตน. ประชาชนคนไทยก็มีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องตัวตน ยากที่จะรับคำสั่งสอนเรื่องไม่มีตัวตน ; ดังที่กล่าวปรากฏอยู่ในคัมภีร์ว่า การที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระเถระมาสอนศาสนาทางสุวรรณภูมินี้ ก็ต้องมาปราบยักษ์ปราบมารปราบผีอะไรต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกให้ราบคาบไปเสียก่อน จึงจะสอนพระพุทธศาสนาโดยถูกต้องได้. นี้ก็คือต้องมาทำความเข้าใจ กับพวกที่ยึดถือเรื่องตัวตนอย่างหนาแน่นอยู่ก่อน จึงจะสอนเรื่องไม่มีตัวตนได้. ขอให้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้. ขอให้เห็นใจผู้สอน หรือให้เห็นพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่จำเป็นอย่างไร ที่จะมา สอนเรื่อง "อนัตตา" ไม่มีตัวตน แก่สัตว์ทั้งหลายที่ติดแน่นอยู่ในอัตตา มันก็เหมือนกับว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขา. ทีนี้ พวกเราลูกศิษย์สมัยนี้จะทำอย่างไร ? ก็ต้องเรียนรู้ทั้งสองเรื่อง คือเรื่อง "อัตตา" อันเป็นสมบัติเดิม, และเรื่อง "อนัตตา" อันเป็นสมบัติใหม่ ที่จะได้รับจากพระพุทธเจ้า. มองดูไปยังสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" ในพระพุทธศาสนานี้ ก็มีอยู่เป็นสองอย่าง :- สัมมาทิฏฐิ ในเบื้องต้น เรียกว่า "โลกิยสัมมาทิฏฐิ" ก็ได้. นี้ก็สอนเรื่องมีตัวตน มีสัตว์ มีบุคคล มีบิดามารดา มีโลกนี้มีโลกอื่น มีการทำบุญให้ทาน ; อย่างนี้เป็น สัมมาทิฏฐิชนิดที่มีตัวตน.
น.233 ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ที่สูงขึ้นไป อย่างไม่มีตัวตน จะไม่สอนอย่างนั้น, จะไม่พูดอย่างนั้น ; จะพูดแต่เพียงว่า "นี้ความทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ คือ เรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง". ที่สอนยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีคู่สุดโต่ง มีแต่ตรงกลางที่เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ไม่พูดว่ามีหรือไม่มี : มีแต่พูดว่ามีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, ไม่มีสัตว์บุคคล, แล้วก็ไม่ใช่ไม่มีอะไรเสียเลย แล้วก็ไม่พูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ซึ่งเป็นความเห็นผิดทั้ง ๒ อย่าง แต่พูดอยู่ตรงกลางว่า "มันแล้วแต่เหตุปัจจัย" หรือ "อิทัปปัจจยตา" มันไม่มีคน ตัวตน ; มันมีแต่อิทัปปัจจยตา มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา. เราสมมติว่ามีคน สมมติส่วนนั้นว่าเกิด, สมมติส่วนนี้ว่าตาย. โดยเนื้อแท้แล้ว มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามกฎของธรรมชาติ. สัมมาทิฏฐิอย่างมีตัวตนนั้น ทำให้เวียนว่ายไปในวัฏฏะอย่างดี. สัมมาทิฏฐิอย่างไม่มีตัวตนนั้น ทำให้หยุดเวียนว่ายโดยประการทั้งปวง. รู้จักตัวตนก่อนแล้วจึงจะรู้จักอนัตตา. ทีนี้ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต่อไป ก็คือ ตัวตนเป็นที่ตั้งแห่งความดี ความชั่ว มันมีตัวตน มันจึงมีดีได้หรือชั่วได้ ; ก็เวียนว่ายไป ด้วยอำนาจของ
น.234 ความดี. ถ้ายังไม่เอือมระอา ก็ยังสร้างเหตุปัจจัยนี้สำหรับเวียนว่ายต่อไป. ถ้า มองเห็นโทษของการเวียนว่าย ก็ต้องการจะหยุดเวียนว่าย. ดังนั้น หลักพระ- พุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" จึงแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ :- - ละชั่วเสีย ขั้นตอนหนึ่ง ; - ก็ทำความดีให้เต็ม นี้ขั้นตอนหนึ่ง ; แล้วก็ - ทำจิตให้บริสุทธิ์ อยู่เหนืออิทธิพลของความชั่วและความดี ; ไม่ ต้องมีปัญหาเรื่องความชั่วความดีอีกต่อไป. ตอนนี้ แหละเป็นตอนที่เรียกว่า สอนเรื่อง อนัตตา เพื่อจะหยุดเสียซึ่ง ความยึดถือ ว่าตัวตน หรือ ว่าดีว่าชั่ว. ในตอนต้นก็ต้องสอนอย่างมีตัวตน มีดีมีชั่ว ทำให้ถึงที่สุดเสียก่อนใน เรื่องของความดี จึงจะสามารถยกตนขึ้นเหนือความดี, คือยกจิตใจขึ้นอยู่เหนือ ตัวตน, หรือเหนือความดีความชั่วของตัวตน. พูดง่าย ๆ ก็ว่า ละตนชั่วเสียแล้ว ก็มีตนดี. ทีนี้ ก็มาถึงเหนือตนหรือ หมดตน เหลืออยู่แต่อะไร? ก็เหลืออยู่แต่ ร่างกาย จิตใจ ที่บริสุทธิ์สะอาด เกลี้ยงเกลา จากความโง่เขลาว่า มีตัวตน, เป็น ความเห็นแจ้งที่ถูกต้องว่า ไม่มีตัวตน ; แต่ก็มิใช่จะไม่มีอะไรเสียเลย มันก็มี กายมีใจตามธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ ; มันบริสุทธิ์ สะอาด เพราะว่า ไม่มีความหลงว่าตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลส.
น.235 อะไรคือความจริง ? มันก็จริงทั้งสองอย่าง คือ ความรู้สึกว่าตัวตน มันก็มีอยู่จริง ; แต่มันเป็นความโง่. โดยที่แท้ แล้ว สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมิใช่ ตัวตน ; พุทธศาสนาจึงสอนว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ใช่ตน. มันก็มีอยู่จริง แต่มิใช่ตน, จะเป็นสังขารร่างกายชีวิต จิตใจนี้ก็มีอยู่ จริง แต่เป็นกระแสอิทัปปัจจยตา ตามกฎของธรรมชาติ ; ไม่ใช่ตัวตน, ไม่ควร จะยึดถือว่าตัวตน. ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ก็มีอยู่จริง แต่มิใช่เป็นตัวตน มันเป็นสิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ถ้ายังยึดติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ก็ต้อง เวียนว่ายต่อไป และมีความทนทรมาน, ต้องสลัดสิ่งเหล่านี้ออกไป จิตใจจึงจะ บริสุทธิ์หลุดพ้น ไปสู่พระนิพพาน นี้คือ ความจริง ตัวตนเป็นความรู้สึกเดิมที่เป็นมายา. ถ้าถามว่า "ตัวตน" คืออะไร? ก็จะต้องดูให้ดีว่า ตัวตนนี้ เป็นสมบัติ เดิมที่เป็นมายาหลอกลวง ที่เรามีอยู่กันทุกคน, มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือว่า เด็กอยู่ใน ท้องแม่ ไม่มีความรู้สึกเรื่องตัวตน พอคลอดออกมาจากท้องแม่ พบของ เอร็ดอร่อยสวยงาม ก็ติดในรสของความเอร็ดอร่อยสวยงาม มีความอยากในสิ่งที่ อร่อย. นี้ก็มีความอยากขึ้นมาแล้ว. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความอยากเกิดขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ต้องเกิด, และเกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ; ไม่ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหน มัน เป็นจิตใจที่
น.236 รู้สึกได้, มันก็ รู้สึกไปตามการปรุงแต่งของธรรมชาติ มันจึงอยากในสิ่งที่ตัว ชอบ. ความอยาก นี้เอง ทำให้เกิดความ รู้สึก ถัดขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือรู้สึกว่า "ฉันเป็นผู้อยาก". ความรู้สึกว่า ตัวตน หรือฉันนี่ มัน เกิดทีหลังความอยาก. เด็ก ออกมาจากท้องแม่ ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากไปกว่ารู้ว่า อะไรอร่อย, อะไรไม่อร่อย, อะไรถูกใจ, อะไรไม่ถูกใจ, แล้วมันก็อยากเป็นของมันเอง มันมีความอยากได้เอง. เมื่อมีความอยากแล้ว ความอยาก นี้ก็ จะปรุงให้เกิด ความรู้สึกที่ ถัดมาว่า "กูผู้อยาก" ; นี้ตัวตนก็เกิดเมื่อเด็กรู้ประสีประสาต่อสิ่งเอร็ดอร่อย สวยงาม ; ความอยากก็เกิด, ตัวตนก็เกิดแล้วก็เกิดมากขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่มเป็น สาว. นี้เรียกว่า สมบัติเดิม ที่เราได้มา ได้รับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่. ส่วน อนัตตา นั้น เป็นความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น ว่า นั่นมัน เป็นอย่างนั้น เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ; ไม่ใช่ตัวตนอะไรที่ไหน นี่ ตัวตนคือสมบัติเดิม ที่ติดอยู่ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต กว่าจะได้รับ สมบัติใหม่ของพระพุทธเจ้า คือ เรื่องความจริงอันไม่มีตัวตนนี้ มันแสนยาก อย่างนี้. สรุปความว่า ตนนี้, ตัวตนนี้ มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น "เป็น เพียงความรู้สึกเท่านั้น". ขอให้สังเกตดูให้ดี และ รู้สึกด้วยอวิชชา คือความโง่, ตัวตนซึ่งเป็นผู้อยากนั้นคลอดออกมาจากความอยาก.
น.237 จงเรียนพุทธศาสนาที่นี่ อย่าเรียนจากตำรับตำราอะไรที่ไหนเลย มัน จะไม่รู้ มันต้องรู้ เมื่อเรียนจากตัวความรู้สึกในใจโดยตรง มีความอยาก มี ความรู้สึกว่า "กูผู้อยาก" แล้วมันก็เห็นแก่กู, เห็นแก่ตน, ก็ทำความชั่วได้ ตามอำนาจของความเห็นแก่ตน. ตนชั่วก็เห็นแก่ตน ก็เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ; ถึงแม้ตนดี เมื่อยึดถือมันก็หนัก และเป็นความทุกข์. คนรู้จัก "ตน" ตามความรู้สึกจึงยึดมั่น, แก้ยาก. คนต้องเป็นทุกข์ เพราะความดี เพราะยึดถือความดี เพราะแบก ความดี ; ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเรื่องความดี นี้ก็มีอยู่มาก ; เพราะว่า ความ ยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนนี้ละได้แสนยาก, มันเหนียวแน่นเหลือประมาณ. อย่างว่า คนรู้ว่าภรรยามีชู้ ไม่ซื่อสัตย์ต่อเราแล้ว ก็ยังตัดความอาลัยอาวรณ์นั้นได้ยาก, ยากที่จะหย่าขาดกับเขาได้, หย่ากับเขาแล้วก็ยังไปนึกถึงด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่. นี้เรียกว่า ความยึดถือมันเหนียวแน่น อย่างนี้ แม้รู้สึกว่าชั่ว ไม่น่ายึดถือ มันก็ยังละไม่ได้; เช่น พระโสดาบัน มีความเห็นว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แต่ความเห็นนี้ยังน้อย ยังละความยึดถือไม่ได้ , ทั้งที่มีความเห็นว่า ขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทิฏฐิ มองเห็น ; แต่อุปาทานยังละไม่ได้ เพราะมีความยึดถืออันเหนียวแน่น นั่นเอง.
น.238 ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า เรากำลังเป็นอย่างนี้กันทุกคน : สามียากที่จะ ตัดขาดจากภรรยา, ภรรยาก็ยากที่จะตัดขาดจากสามี. แม้รู้ว่าเล่นไม่ซื่อแล้วก็ยัง ตัดยาก เพราะมีความยึดถือว่าตัวตน หรือของตน มันเหนียวแน่น. ศึกษาตามหลักพุทธศาสนา จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ. ทีนี้ ก็มาดูพระพุทธศาสนาด้วยหลักธรรมะ ที่เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนาบอกว่า มัน ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าตัวตน มีแต่ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นไปภายนอก, ภายใน คิดนึกได้ แล้วก็คิดนึกไปในทางโง่จนมีตัวตน ; เลิก โง่เมื่อไร มันก็ไม่มีตัวตน, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีปัญหา เรื่องตัวตน, ไม่มีปัญหาเรื่องตายแล้วเกิด; เพราะว่า มันไม่มีคน มันมีแต่สิ่งที่ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของธรรมชาติ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ, ๖ อย่างนี้ ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สัตว์บุคคล" แล้วก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันอยู่ด้วยอวิชชา มัน ควบคุมอยู่ด้วยอวิชชา จึงมีตัวตน. พุทธศาสนาต้องการให้ทราบ เรื่องนี้ เ ลิกคิด เลิกยึดถือ เลิกโง่ ว่ามีตัวตน ให้มีอยู่แต่ธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ : มีร่างกาย จิตใจอันสะอาด, ควบคุมอยู่ด้วยวิชชา คือ ความรู้ตามที่เป็นจริง แล้วกิเลส ทั้งหลายก็เกิดไม่ได้. เราก็อยู่เป็นสุขด้วยกันทั้งหมดทุกๆ ฝ่าย.
น.239 ทีนี้ ก็มาถึง ระบบการศึกษา ใ นโลกนี้ไม่มีคำสอนเรื่องไม่มีตัวตน, มี แต่สอนเรื่องมีตัวตน. สอนยุให้มีตัวตนหนักขึ้นไป ๆ; เราจึงมีแต่คนเห็นแก่ ตนเต็มไปทั้งโลก, ขจัดความทุกข์ยาก ที่เกิดมาจากการเบียดเบียนไม่ได้ ; เพราะ ว่า คนมีแต่ความเห็นแก่ตัวตนกันทั้งโลก. โลก ควรจะศึกษาสัจจะของพระ- พุทธเจ้า เรื่องไม่มีตัวตนนี้กันเสียให้ถูกต้อง. ตัวตนเป็นความรู้สึกของจิตโง่. จิตที่โง่จึงจะคิดว่ามีตัวตน จิตที่ฉลาด แล้ว มองเห็นทุกสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติไม่ใช่ตัวตน. ตัวตนนี้ เป็นของมายา เหลวคว้าง, ไม่เป็นวิทยาศาสตร์, ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวตนนั้นเลย ; แต่ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ในความรู้ว่าไม่มีตัวตนนี้เป็นวิทยาศาสตร์, คือเป็นความ จริงของธรรมชาติ ; ว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ ไม่มีตัวตน. เรื่องอนัตตา เป็นความจริงตามวิทยาศาสตร์. ฉะนั้น เรื่องไม่มีตัวตน จึงเป็น วิทยาศาสตร์ หรือมีวิทยาศาสตร์ ; เข้าถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์. มีชีวิตอยู่ได้ไม่ตาย ; แต่เต็มไปด้วยปัญญา ที่ทำ ให้ตัวเองก็ไม่เป็นทุกข์, ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์. ลองคำนวณดูว่า ถ้าในโลกนี้ สัตว์ในโลกมีความรู้สึกถูกต้องเรื่องไม่มีตัวตน ก็คือ มีปัญญาสูงสุดก็ไม่ มีความเห็นแก่ตน แล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน ; มีแต่ความรักผู้อื่นได้โดย อัตโนมัติ.
น.240 อัตโนมัติ นี้ ฟังดูให้ดีว่า มัน ไม่ต้องพยายามอะไรมาก ; เพียงแต่ เรารู้สึกว่าไม่มีตัวตนเท่านั้น เราก็ไม่เห็นแก่ตัว. การเบียดเบียนผู้อื่นก็มีไม่ได้ การเบียดเบียนผู้อื่นนั้น มีเพราะความเห็นแก่ตัว ; พอหมดความเห็นแก่ตัวมัน ก็เกิดความรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ถ้า ความรู้เรื่องอนัตตา เข้ามาเป็นแสงสว่างในจิตใจ ของคนทุกคน แล้ว; คนก็หมดความเห็นแก่ตน ทำไปด้วยสติปัญญา, รู้หน้าที่ที่ควรกระทำ เขาก็ทำการสงเคราะห์กันและกัน เพราะมีความเห็นแก่ธรรมะ คือความจริง, คือ เห็นว่า ร่างกายจิตใจกลุ่มไหน ก็ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องความทุกข์. เรามา ช่วยกันดับความทุกข์ ; ความรักผู้อื่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ, เสนียดจัญไร ของโลกก็หมดไป. เสนียดจัญไรของโลก ก็คือ ความเห็นแก่ตนนั่นเอง เสนียดจัญไร นี้หมดไป คนก็รักกัน โลกพระศรีอาริยเมตไตรยก็เกิดขึ้นทันที. ศ าสนาพระศรีอาริยเมตไตรย คือ ศาสนาแห่งเมตตา ; รักผู้อื่นสูงสุด และอย่างดีเลิศ จึงได้เรียกว่า "ศรีอาริยะ" "เมตฺเตยฺย" คือ ความเมตตา ความรักผู้อื่นเป็นโดยอัตโนมัติ ; เพราะธรรมะอันสูงสุด คือความไม่มีตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตน. สรุป ความว่า อัตตา ตัวตน นี้คือ สมบัติโง่ที่เรามี กันอยู่ ตั้งแต่ คลอดออกมาแล้วตลอดเวลา, กำลังมีอยู่ในจิตใจของทุกคน เป็นสมบัติประจำตน ; แต่มันเป็นของเท็จของไม่จริง.
น.241 ส่วน อนัตตา นั้น คือ ความจริงของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีอยู่เบื้องหลังของตัวตนที่เป็นความโง่ความเท็จ ความโง่ ความเท็จ เกิดขึ้นเพราะอวิชชา; เรามีไว้เป็นสมบัติ หอบหิ้วหาบหามกันอยู่ พะรุงพะรังเต็มตัวด้วยกันทุกคน. แต่เบื้องหลังนั้น มี ความจริงเรื่องอนัตตาว่า มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นอนัตตา. นี้สมบัติใหม่ที่พระ- พุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำมาประทานให้แก่เรา, เพื่อจะดับเสียซึ่งความทุกข์ อันเกิดจากความเห็นแก่ตน เพราะมีตัวตน. อนัตตา นั้น เป็นความจริงของธรรมชาติ, ควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้ง บ่วงทั้งหมดทั้งสิ้น ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วก็มิใช่ ตัวตน. ความจริงที่ว่า มิใช่ตัวตนนี้ ควบคุมอยู่ในทุกสิ่ง ; แต่เราโง่ เรา ไม่เห็น. เราเอาทุกสิ่งมาเป็นตัวตนมาเป็นของตน เราต้องทำบาป ทำผิด, เรา ต้องรับบาป ต้องสนองบาป ด้วยความทนทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในตัวตน หรือใน สิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน มารู้เรื่องนี้แล้ว ก็สลัดความคิดอันนี้ออกไปเสีย ; เราก็เป็นอิสระ ที่เรียกว่า "หลุดพ้น" , ไม่ถูกผูกพันบีบคั้นอยู่ด้วยเรื่องของตัวตน หรือเรื่องของ ความดีความชั่ว; ขึ้นเหนือความดีความชั่ว ที่เรียกว่า "เหนือโลก", เป็น "โลกุตตระ" บรรลุมรรคผล นิพพาน.
น.242 รู้จัก "อัตตา - อนัตตา" จะไม่หลงผิด. เรื่อง อัตตา มีอยู่จริง เป็นสมบัติโง่ ที่เรากำลังมีอยู่ เรื่อง อนัตตา เป็นสมบัติใหม่ ที่ยังไม่ได้รับ ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่ง- หมายจะให้ได้รับ แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยยอมรับ เพราะมันติดแน่นในตัวตน ยาก ที่จะหย่าขาดกันได้ ขอให้มีความรู้เรื่อง "มิใช่ตน" นี้ให้เพียงพอ แล้วก็จะหย่าขาดกันได้ จากความโง่ความหลง ว่ามีตัวตน เพราะเหตุฉะนี้เอง เป็นการแสดงให้เห็นชัด แล้วว่า พุทธศาสนาหรือพระธรรมนี้ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา และต้องศึกษาทั้งสอง ชนิด คือ :- ชนิดที่มีตัวตน ให้รู้ความจริงของความมีตัวตนซึ่งเป็นเพียงผลของ อวิชชา. และ ให้รู้ความจริงเรื่องอนัตตาเป็นความจริงแท้ของธรรมชาติ ; เราก็จะหมดปัญหา อันเกี่ยวกับตัวตน, เกี่ยวกับชีวิตจิตใจ, เกี่ยวกับความสุข ความทุกข์ทุกอย่างทุกประการ อาตมาจึงขอร้องท่านทั้งหลายว่า “ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งอย่าง ชนิดที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน" โดยประการฉะนี้. เวลาสำหรับการบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้ ด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะมีความรู้ประจักษ์แจ้ง ทั้งอย่างชนิดที่มีตัวตน และไม่มี ตัวตนนี้ จงทุกประการเถิด.
Buddhadasa