Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๑๗ — ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องมีมิใช่เพียงแต่เรียนรู้

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.243 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะ สิ่งที่ต้องมี มิใช่เพียงแต่เรียนรู้. นี้หมายความว่า เรากำลังมีปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ ในข้อ ที่ว่า เราเรียนธรรมะ รู้ธรรมะ แต่ไม่มีธรรมะ สันติสุขในโลกจึงไม่มี ทั้งส่วนตนและส่วน สังคม. พวกเรากำลังเป็นกันเช่นนี้ทั้งเมือง ทั้งประเทศ ทั้งโลก และเป็นกันทุก ๆ ลัทธิศาสนา ในโลกปัจจุบัน. คนรู้ธรรมะมากกว่ามีธรรมะ. คนรู้ธรรมะแต่ไม่มีธรรมะย่อมไม่กลัวบาป. ขอให้ช่วยฟังดูให้ดี ๆ ว่า เรารู้ธรรมะมาก แต่ว่าธรรมะที่มีจริงๆ นั้น น้อย, หรือบางคนไม่มีธรรมะเลย ทั้งที่รู้ธรรมะมาก. ขอให้เข้าใจปัญหานี้ก่อน. ๒๐๗

น.244 การรู้แต่ธรรมะ แล้วไม่มีธรรมะนั้นเป็นได้อย่างไร ? ก็ขอให้ดูที่ตัวจริงที่ปัญหาจริง ๆ ในโลกเรียนรู้ธรรมะ รู้เรื่องศาสนา รู้เรื่องศีลธรรม ปรัชญาของศีลธรรม มีความรู้แทบจะล้นฟ้า ท่วมหัวท่วมหู. แต่ ธรรมะตัวจริง ศีลธรรมตัวจริง หรือ การปฏิบัติศาสนาโดยแท้จริงนั้นหายาก ; และที่น่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือว่า ยุวชนหรือเด็ก ๆ ของเรา ก็กำลังเป็นอย่างนี้ และจะเป็นอย่างนี้มากขึ้นทุกที. เขาเรียนรู้ธรรมะในฐานะวิชา หรือวิชาบังคับชนิดหนึ่ง ; แต่ไม่มีการอบรมให้เขามีธรรมะ ตามที่เรียนรู้. ยุวชนถือว่า ธรรมะคือคำสั่งสอน เขาก็จำคำสั่งสอนไว้ ; เพราะว่าธรรมะเป็นเพียงคำสั่งสอน ; ไม่ได้รู้สึกว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว. ยุวชนของเราจึงยังไม่กลัวบาป ทั้งที่รู้ธรรมะ, ไม่กลัวบาป ทั้งที่รู้ว่าบาปเป็นอย่างไร นี่เพราะว่ามีแต่เรียนก็พอแล้ว. เด็ก ๆ ยังจับพ่อแม่ใส่นรกของตนอยู่ ; นี่คือว่า ทำให้พ่อแม่ร้อนใจ น้ำตาไหล , และเด็ก ๆ ของเรายังมีธรรมะน้อย อาจจะฆ่าพ่อแม่ก็ได้ ถ้าหากว่าพ่อแม่ขัดขวางสิ่งที่เขาต้องประสงค์ ตามความเจริญแห่งสมัยใหม่. ฟังแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ; เพราะว่ายุวชนของเรารู้ธรรมะ แต่ไม่มีธรรมะนั่นเอง. ต้องอบรมให้มีธรรมะเริ่มแต่เด็ก. ขอให้เราหวังกันอย่างยิ่งเถอะ ว่าเด็ก ๆ ของเราควรจะเป็นอย่างไร. อาตมามองเห็นว่า เด็ก ๆ ของเรา ควรจะประกอบไปด้วยองค์คุณ ๗ ประการ เหล่านี้ :-

น.245 ๑. รัก ซื่อสัตย์ กตัญญู ต่อบิดามารดา แม้เสียสละชีวิตเพื่อบิดามารดา ก็ยังได้. ๒. เคารพเชื่อฟัง ครูบาอาจารย์ ตลอดถึงพระเจ้า พระสงฆ์. ๓. รักเพื่อน อย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความเห็นแก่ตัว เพราะมีความรักเช่นนั้น. ๔. กล้าบุญ กลัวบาป เกลียดบาป ขยะแขยงต่ออบายมุข. ๕. บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ ที่เป็นกิเลสได้ และ ถนอมความรู้สึกฝ่ายสูง ไว้ได้อย่างบริบูรณ์. ๖. ถือว่า การทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องครบถ้วน นั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรม ที่เขาเริ่มจะสนใจกันขึ้นมา. ๗. เข้าถึงหัวใจ ของสิ่งที่เรียกว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนฝังแน่นอยู่ในจิตในวิญญาณ. เจ็ดประการเหล่านี้ เป็นอุดมคติ หรือเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ สำหรับเด็ก ๆ ของเรา. แต่ถ้ายังมีแต่การเรียนรู้ธรรมะ ก็ยังไม่มีธรรมะเหล่านี้ ; เราควรจะถือว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่งแห่งยุคปัจจุบัน. ต้องรู้จักคำว่า รู้ธรรม กับ มีธรรมให้ถูกต้อง. ทีนี้ก็จะได้กล่าวต่อไปถึงคำว่า รู้ธรรมะ และคำว่า มีธรรมะ ว่านี่มันเป็นอย่างไรกัน ? โดยที่แท้แล้ว ต่างกันเป็นคนละอย่าง.

น.246 คำว่า รู้ หรือ เรียนรู้ นั้น เรียนเก่ง พูดเก่ง สอบไล่ได้; แต่ดู แล้วไม่มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว. อย่างที่ มีธรรมะ ก็มีธรรมะท่องจำ, เรียนรู้ คิดนึก โดยเหตุผลชั่วครู่ชั่วขณะ อย่างนี้เรียกว่ารู้ หรือเรียนรู้ ส่วนคำว่า “มี” คือ มีธรรมะนั้น ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อยู่ที่ เนื้อที่ตัว ที่ชีวิต ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ. ในบางกรณีมีธรรมะได้ โดยไม่ต้องเรียน อย่างที่กำลังเรียนกันอยู่ในโรงเรียน, คือ มีธรรมะเกิดขึ้น ด้วยการมีสิ่งแวด- ล้อมที่ดี . สำหรับ ผู้ที่เกิดขึ้นมาในตระกูลที่ดี เป็นตระกูลมีธรรมะ มีวัฒนธรรมสูง ทุกคนในบ้านนั้น ประพฤติธรรมะอยู่เป็นนิสัย ; เด็กทารกเติบโตขึ้นมา ท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ก็ค่อย ๆ มีธรรมะขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องมีการเรียน การสอน ทางปาก ทางหนังสือหนังหา, นับว่าเป็นธรรมะพื้นฐาน ฝั่งอยู่ในนิสัยสันดาน; เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่า มีธรรมะชนิดที่สมบูรณ์ ; มีธรรมะคือมี อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่ชีวิต ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ที่มีอย่าง สมบูรณ์ นั้น ก็คือ กำลังปฏิบัติธรรมะนั้นอยู่อย่างพอใจ อย่างเป็นสุขสนุก สนานในการปฏิบัติธรรมะนั่นเอง, หรือว่า กำลังเสวยผลของการปฏิบัติอยู่, หรือว่า กำลังชักชวนช่วยเหลือผู้อื่นให้มีธรรมะอยู่, หรือว่า กำลังมีความ กล้าหาญ ร่าเริงในทางธรรม ต่อสู้เพื่อให้มนุษย์เรามีธรรมะ อยู่อย่างเข้มแข็ง เหล่านี้เรียกว่า มีธรรมะชนิดที่สมบูรณ์.

น.247 เหตุที่รู้ธรรมแต่ ไม่มีธรรม. ทีนี้ก็จะได้พิจารณากันต่อไป ถึงข้อที่ว่า ทำไมรู้ธรรมะ แต่ไม่มี ธรรมะ ? นี่ก็ เพราะว่าขาดสิ่งสำคัญ คือการบังคับตนเอง, ขาดความละอาย ต่อบาป, ขาดความกลัวต่อบาป. ภาษาบาลี ก็เรียกว่า ขาดทมะ คือการบังคับ ตัวเอง, ขาดหิริ คือความละอายต่อบาป, ขาดโอตตัปปะ คือความกลัวต่อบาป. นี่แหละเรารู้ธรรมะกันได้มากมาย ; แต่ ถ้าขาด ทมะ หิริ โอตตัปปะ แล้ว ก็ เป็นอันว่า ไม่มีธรรมะ. เดี๋ยวนี้เรามียุวชน เรียนจบมัธยมศึกษา หรือ ม.ศ. ๕ ปีละสองแสน คนเศษ, เศษของสองแสนก็อาจจะได้เรียนต่อไป ในการศึกษาระดับสูง อีกสอง แสนคนนั้นไม่มีทางไป ก็ต้องจบการศึกษา. การศึกษาที่จบมาเพียงรู้ธรรมะ และไม่มีธรรมะนี่แหละจะเป็นปัญหา. เขารู้ธรรมะ แล้ว ไม่มีธรรมะ เมื่อเกิดความขัดข้องขึ้นมา เขาจะ หาทางออกกันอย่างไร ? เขาก็หาทางออก ชนิดที่เป็นวิธีการของคนที่ไม่มีธรรมะ. ถ้าคนจำนวนเหล่านี้เกิดเป็นอันธพาลขึ้นมา จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะว่าเขา มีความรู้มากแต่ในทางที่จะไม่มีธรรมะ, ทำไปอย่างไม่มีธรรมะ ภายใน ๑๐ ปี เราก็จะมีปัญหา เป็นจำนวนคนตั้งสองล้านคน ; ปีละสองแสนคน สิบปีก็ สองล้านคน แล้ว ปัญหาจะมีสักเท่าไร ? ก็ลองคิดดู.

น.248 การมีธรรมะแท้จริง แม้ไม่ต้องเรียน ก็มี ได้. เอาละ, ทีนี้เราพิจารณากันต่อไปจะดีกว่า คืออาตมาอยากจะเสนอว่า มีธรรมะชนิดที่ง่ายกว่าเรียนรู้ธรรมะ. ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ, บางคนจะไม่เชื่อ ; การเรียนจะเรียนกันอย่างนกแก้วนกขุนทอง มันก็ไม่ยาก แต่ถ้าเรียนให้รู้จริง มันก็ยังต้องยากหรือลำบากลงทุนมาก. ส่วนการมีธรรมะนั้น ง่ายกว่านั้น ; ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ การมีธรรมะที่แท้จริงนั้น คือทุก ๆ คนทำหน้าที่ของตน ๆ อย่างถูก ต้องและสมบูรณ์. ทำหน้าที่ของตน ๆ ตามที่ตนมีหน้าที่อย่างไร ? ขอให้ทำ ความเข้าใจกันด้วยเรื่องจริง ๆ คนในโลกมีหน้าที่อย่างไร ? ชาวนา ชาวสวน ลูกจ้าง กรรมกร พ่อค้า นักธนาคาร ข้าราชการ ทหาร เป็นต้น, หรือว่าจะดูกัน ถึงกิริยาอาการที่ทำ ว่าคนกวาดถนน บุรุษไปรษณีย์ คนแจวเรือจ้าง สูงขึ้นไป ถึงข้าราชการ กระทั่งเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดี เป็นต้น, แต่ละคน แต่ละท่าน มีหน้าที่อย่างไร? ขอเพียงแต่ ทำหน้าที่ของ ตนอย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ครบถ้วนเท่านั้น. นั่นแหละคือการ ปฏิบัติธรรมะ, หรือการมีธรรมะอย่างแท้จริง ซึ่งอาตมากล่าวว่า มีธรรมะนี้ ยังง่ายกว่าการเรียนธรรมะ ซึ่งมันมีมาก; มีธรรมะก็เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ ของตน ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์. ขอ ทบทวน คำว่า ธรรมะ ๔ ความหมาย อีกสักนิดหนึ่งเถอะ ว่า ธรรมะ นั้นคือ ปรากฏการณ์ ธรรมชาติทั่วไป หนึ่ง, ธรรมะนั้นคือ กฎของธรรมชาติ ที่มี

น.249 อยู่ในสิ่งทุกสิ่งหนึ่ง, ธ รรมะนั้นคือ หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้น ๆ หนึ่ง, และ ธรรมะคือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น หนึ่ง รวมเป็น ๔ ความหมาย คำว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ นั่น- แหละคือธรรมะที่สำคัญที่สุด ประเสริฐที่สุด ในบรรดาความหมายของคำว่า ธรรมะ. เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตนถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติแล้ว ก็เรียกว่า มีธรรมะ. คำว่า "หน้าที่" นี้จะแยกออกเป็น หน้าที่ส่วนตน , หน้าที่ส่วนรวม. เมื่อเรามีความสุขและเพื่อนมนุษย์ของเราก็มีความสุข นี่เรียกว่า หน้าที่นั้น สมบูรณ์. หน้าที่นั้นมีอยู่สองชั้น คือว่า หน้าที่เพียงให้รอดชีวิตอยู่ได้ นี้เป็น ธรรมชาติแท้ๆ ต้องหากิน ต้องบริหารกาย กระทั่งทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ นี้เป็น หน้าที่อันหนึ่ง ชั้นหนึ่ง ระดับหนึ่ง. และหน้าที่ ระดับที่ ๒ ก็คือ ทำให้ได้ รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ จนกระทั่งถึง บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งจะต้องถือว่า เป็นหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน ; มิฉะนั้นก็จะเสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วได้พบพระพุทธศาสนา. หน้าที่เพื่อรอดก็ขึ้นอยู่กับอาชีพ, หน้าที่ที่ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของ มนุษย์ ก็เป็นเรื่องทางจิตใจ . แต่ถ้าว่าเราจะทำหน้าที่โดยแท้จริง ตามธรรม- ชาติของตนแล้วจิตใจก็จะรอด คือว่าจะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ชนิดที่ไม่เห็นแก่ ตัวเรื่อย ๆ ไปจนหมดความเห็นแก่ตัว. จิตที่หมดความเห็นแก่ตัวย่อมรอดจาก

น.250 ความบีบคั้นของกิเลส, เป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยความหมาย กว้าง ๆ. อาตมาขออภัยที่จะพูดว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังขี้เกียจในการทำหน้าที่ของ ตน, ผื่นทำงานอย่างจำใจ. ทุกคนทำงานเห็นได้ว่าทุกคนทำงาน แต่ดูให้ดีว่า ทำงานทำไม ? ทำด้วยความจำใจ เพราะว่าต้องการเงิน หรือต้องการประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง; โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้รักที่จะทำงาน ไม่ได้สนุกในการ ที่จะทำงาน. พอเห็นงานก็เบื่อ ก็บ่น ไม่มีใครสุดปากด้วยความดีใจ เมื่อเห็นว่ามี งานมาให้ทำ; เป็นงานมาก เป็นงานยาก เป็นงานหนัก ไม่มีใครสูดปากเมื่อ เห็นงาน. เพราะว่า โดยเนื้อแท้นั้น ไม่มีใครอยากจะทำงาน เพราะไม่มี ธรรมะในข้อที่ว่า การทำงานนั่นแหละคือ การปฏิบัติธรรม. คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ทำหน้าที่การงานอย่างปฏิบัติธรรม. คุณค่าสูงสุดของมนุษย์ ก็คือ การทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างถูกต้อง. เรามีหน้าที่จะต้องทำอย่างไรในโลกนี้ ก็ทำด้วยความพอใจ ด้วยความสนุก, ยิ่งเห็น งานมาก งานยาก ก็สูดปาก เหมือนกับจะได้กินของที่เอร็ดอร่อย. ถ้าเรารู้ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม เราก็จะรู้ต่อไปว่า การ ทำงานนั่นแหละคือ บุญกุศลที่แท้จริง และถึงที่สุด. การทำหน้าที่ถึงที่สุด

น.251 นั้น คือการทำบุญกุศลที่แท้จริง : มีหน้าที่กวาดถนน ก็กวาดถนน, มีหน้าที่ แจวเรือจ้าง ก็แจวเรือจ้าง, มีหน้าที่ถีบสามล้อ ก็ถีบสามล้อ, อย่างนี้เรื่อยไป ทุกอาชีพ ทุกชนิดของการงาน. ปฏิบัติหน้าที่ของตนในโลกนี้ ให้มันมีครบ ถ้วน, ช่วยกันสร้างโลกให้ครบถ้วนไปด้วยหน้าที่การงาน ซึ่งอำนวยความ สะดวกสบาย แก่ทุกคนที่มีอยู่ในโลก. นี้แหละเรียกว่าบุญกุศล ไม่ต้องเกี่ยวกับวัดวาอารามก็ได้. คำพูดนี้ดู จะหยาบคายไปสักหน่อย ; แต่ขอให้พวกเรามามองดูกันเสียใหม่ ให้เห็นว่า คำว่า วัด - วัด นี่อยู่ที่วัดก็ได้ ; แต่อาตมาเห็นว่า อยู่ที่ที่ทำงาน หรือที่ออฟฟิศที่ทำงาน ก็ได้. ขอให้ทำงานในหน้าที่ของตน อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์เถิด ที่ ออฟฟิศทำงานก็กลายเป็นวัด คือเป็นที่ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง. ทำให้เกิด บุญกุศลขึ้นมาอย่างแท้จริง นี้เรียกว่า วัดอยู่ที่ที่ทำงาน. ถ้าดีไปกว่านั้นอีก สิ่งที่เรียกว่า วัด นั้นอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเราเอง เนื้อตัวที่ยาวประมาณสักวาหนึ่ง หนาสักคืบหนึ่ง ตามที่เขาพูดกัน. นี้จะเป็น วัดขึ้นมา ถ้าว่าได้ประพฤติให้มีความถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา และทางใจ. ตัวเรานั่นแหละจะกลายเป็นวัดขึ้นมา, เป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้า ของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ อยู่ที่เนื้อที่ตัว. นี่วัดวาอารามที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ที่ทำงาน, ถ้าทำนาก็อยู่ที่นา, ถ้าทำ สวนก็อยู่ที่สวน, ทำอะไรก็อยู่ที่นั่น, ในเมื่อมีการประพฤติหน้าที่ของตนอย่าง แท้จริง ; นี้เรียกว่า วัดวาอารามที่แท้จริง. วัดวาอารามชนิดนี้ ไม่ต้อง

น.252 ประกอบพิธีรีตองอะไร ไม่ให้โอกาสแก่การที่จะไปเรือล่มจมน้ำตาย หรือขว้าง ระเบิดใส่กันเมื่อกำลังประชุมกัน ยิงพันกัน เมามายแล้วทำร้ายกัน. นี้คือ วัดที่แท้จริง อยู่ตรงที่ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน อันเป็นหน้าที่ ของตน, เกิดบุญ เกิดกุศลที่แท้จริง. บุญกุศลที่แท้จริงนั้น เมาไม่ได้ ; ถ้าเมาได้ยังไม่ใช่บุญกุศลที่แท้จริง. ขอย้ำอีกทีว่า บุญชนิดที่เมาได้นั้น ไม่ใช่ บุญที่แท้จริง. บุญที่แท้จริงเมาไม่ได้. ใครกำลังเมาบุญก็ลองคิดดูเถิด ที่ไหน มีการเมาบุญที่นั้นจะเสียเศรษฐกิจของประเทศชาติ; เป็นที่หัวเราะเยาะเย้ย ของพวกอื่นหรือลัทธิอื่น. บุญที่แท้จริงเมาไม่ได้ นี่ขอโปรดช่วยจำกันไว้ด้วย บุญที่แท้จริงคือ การทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วน ตามที่มีสิทธิที่จะอยู่ในโลกอย่างไร, ด้วย อาชีพอะไร. ทุก ๆ อาชีพอาจจะทำให้เป็นบุญขึ้น มา นับตั้งแต่อาชีพกวาด ถนน แจวเรือจ้าง ถีบสามล้อ ขึ้นไปถึงอาชีพประธานาธิบดี ; ถ้าทำหน้าที่ของ ตนดี ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านทั้งหลาย ชักชวนกัน ทำงานเอาบุญ : ทำราชการ เอาบุญ ทำนาเอาบุญ เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่า ราชการ เป็นอธิบดี เป็นรัฐมนตรี เพื่อเอาบุญ. ทำอะไร ๆ ขอจงทำเพื่อ เอาบุญกันเถิด; เงินเดือนนั้นไม่ไปไหนเสีย ถือว่าเป็นเครื่องที่เขาบูชา คุณของเรา ก็แล้วกัน.

น.253 งานที่ทำเพื่อเอาบุญนั้น ย่อมดีกว่างานที่ทำเพื่อเอาเงิน : โลก ทั้งโลกจะมีสันติภาพ เพียงแต่ทุกคนทำงานเอาบุญ คือทำตามหน้าที่ของตน ๆ อย่างบริสุทธิ์ถูกต้อง. นั่นแหละคือศาสนาอันแท้จริง คือพระเจ้าอันแท้จริง ที่เราทำให้มีขึ้นมาได้ และอยู่กับเรา ในใจของเราโดยแท้จริงไม่เป็นหมัน เหมือน กำลังเป็นอยู่. ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า โลกนี้เป็นสมบัติของส่วนรวม เป็นบุญญ- สหกรณ์ คือทุกคนในโลกทำบุญร่วมกัน ให้เป็นโลก, เป็นธรรมสหกรณ์ คือ ทุกคนประพฤติธรรมร่วมกัน ให้โลกนี้เป็นโลกที่ประกอบไปด้วยธรรม. นี้คือการทำบุญที่สูงสุด คือทำชีวิต แรงงาน ให้เป็นประโยชน์ ถูกต้อง ตามหน้าที่ของตน ๆ. บาปที่แรงร้ายที่สุดนั้น คือการที่ไม่ทำหน้าที่ของตน. สัตว์ที่มีชีวิตต้องทำหน้าที่ของตน ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้นคือการทำบุญ มนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น มีหน้าที่อย่างไร ทำลงไป เพื่อให้โลกนี้ครบถ้วน บริบูรณ์ ไปด้วยสิ่งที่ควรจะมี. ฉะนั้น อาชีพของมนุษย์จะมีกี่อย่าง กี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่าง ล้วนแต่ถือว่าจำเป็นทั้งนั้น. ทุกคนทำหน้าที่ เพื่อให้ส่วนรวม บริบูรณ์ สมบูรณ์ไปด้วยสิ่งที่ควรจะมี แม้ที่สุดแต่การค้าขาย ขอยกตัวอย่างว่า ถ้าทำก็ทำเพื่อให้มนุษย์มีความ สะดวก ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยแห่งตน ; ตนเอาประโยชน์ตามสมควรที่จะกระทำ แม้ที่สุดแต่นักการเงิน, นักการธนาคาร, ถ้า ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติ ก็ไม่ใช่ทำเพื่อจะเอากำไร ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสน เท่า; เอากำไรตามสมควร ที่ว่าการค้าควรจะมีกำไรสักเท่าไร. ผลก็เกิด

น.254 ขึ้นมา เป็นความสะดวกสำหรับมนุษย์ที่อยู่กันในโลก, ไม่มีปัญหายุ่งยากลำบาก เกี่ยวกับการใช้เงิน มีเงิน หาเงิน เป็นต้น. กิจกรรมทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ จึงกลายเป็นบุญเป็นกุศล. ขอสรุปความว่า การทำหน้าที่ของตนนั้นคือการปฏิบัติธรรม เป็น บุญเป็นกุศลอยู่ในตัว. บาปที่แรงร้าย ร้ายแรงเลวทรามที่สุดนั้น คือการ ที่ไม่ทำหน้าที่ของตน. นี่แหละคือธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องมี คือการปฏิบัติ หน้าที่ของตน อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง. ธรรมะต้องมี ไม่ใช่เพียงแต่จะเรียนรู้, สอนหรือเรียนกันอย่างบ้า น้ำลาย. ขอให้มีธรรมะกันจริงๆ โดยเร็วเถิด โลกนี้ก็จะหมดปัญหา ; จะมี แต่สันติสุขส่วนบุคคล มีสันติภาพส่วนสังคม เป็นโลกที่น่าอยู่ เป็นโลกของพระ- เจ้า สมกับที่พระเจ้าอุตส่าห์สร้างมาสำหรับมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีใจสูง จะได้อยู่ กันด้วยความผาสุก. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดลงแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายนี้ ด้วย ความหวังว่า ท่านทั้งหลายทุกคนจะช่วยกันประพฤติกระทำให้มีธรรมะ แทนที่จะ รู้ธรรมะเฉย ๆ แล้ว ปัญหาทุกอย่างในโลกก็จะหมดไป เพียงแต่ว่าทุกคนทำ หน้าที่ของตน ๆ เท่านั้น. ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต