น.255 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ; อาจจะมีบางคน เพียงได้ยินหัวข้อนี้แล้วก็ชักจะรวนเร ว่าเอา เรื่องอะไรมาพูด. เพราะว่า ยุคปัจจุบันนี้ คำว่าบุญเสื่อมค่า หรือเสื่อมความหมายลงไปมาก ไม่เหมือนสมัยโบราณ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปรมาณู ยุคอวกาศนี้ คำว่าบุญ เกือบจะหาที่อยู่ อาศัยในโลกไม่ได้; ไม่เหมือนกับครั้งโบราณ ที่คำว่าบุญได้เกิดขึ้นมาในโลก ; เป็นที่ยุติ กันได้ว่า คำว่าบุญ นี้เก่าแก่มาก, เก่าแก่ก่อนพุทธกาลมากทีเดียว. ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก มนุษย์ที่นั่นได้รู้จักใช้คำว่าบุญ ในฐานะเป็นคำสูงสุดที่ปรารถนาอย่างยิ่งของมนุษย์, แล้วก็เป็นดังนี้เรื่อยมา จนกว่าจะถึงยุคแห่งวัตถุนิยม คำว่าบุญ ก็เปลี่ยนความหมาย เปลี่ยนคุณค่า อย่าง ที่รู้สึกกันอยู่. ฉะนั้นขอให้สนใจคำว่าบุญดูไปก่อน ว่ามันยังจำเป็น สำหรับ โลกในยุควัตถุนิยมนี้อย่างไรบ้าง. ๒๑๙
น.256 คำว่า บุญ - บุญ นี้ เมื่อกล่าวโดยเหตุ ก็ได้แก่สิ่งหรือการกระทำ ที่ทำให้เกิดความสุข , และเมื่อ กล่าวโดยผล คำว่าบุญก็เป็นชื่อของความสุข ที่ได้รับนั่นเอง. ส่วน ความหมายเก่าแก่ ดั้งเดิมนั้น คำว่า บุญ หมายถึงสิ่งที่ล้าง บาปได้, หรือ มีไว้สำหรับจะล้างบาป. ถ้ามนุษย์แห่งยุคปัจจุบันมีบาป มันก็ยัง ต้องการสิ่งที่เรียกว่าบุญ แม้ในยุคปัจจุบันนั้นเอง. บุญเป็นเครื่องล้างบาปเป็นเหตุให้เกิดสุข. ขอให้เรามาสนใจคำว่า “บาป" กับคำว่า "ล้างบาป" และคำว่า "ความสุข" อันเกิดจากการหมดบาป นี้กันให้มากเป็นพิเศษ. ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นนี้สักเล็กน้อยว่า บุญที่เป็นผล เป็นชื่อของ ความสุขนั้น มีความหมายเฉพาะ ด้วยเหมือนกัน ; เพราะคำว่า ความสุข นั้นมี อยู่ สองความหมาย คือ ความสุขที่เป็นทาส ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เป็น ขี้ข้า ทาสนี้ไม่ใช่ ธา-ตุ; แต่ เป็นทาส บ่าว หรือ ขี้ข้าของกิเลส . ความสุข ที่เป็นทาสของกิเลส นี้ก็ อย่างหนึ่ง. ความสุขที่อยู่เหนือกิเลส มีอำนาจเหนือ กิเลส นี้ก็ อีกอย่างหนึ่ง. บุญแท้จริงเป็นชื่อของความสุข ชนิดที่จะอยู่เหนืออำนาจของ กิเลส คือเรามีอำนาจเหนือกิเลส ; เหมือนอย่างว่า สมัยนี้เราจะต้องมีอำนาจอยู่ เหนือ สิ่งที่เรียกกันว่าความเจริญ. ถ้าเราตกเป็นทาสของความเจริญ หรือวัตถุ
น.257 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๒๑ เป็นที่ตั้งของความเจริญแล้ว มันจะเป็นความสุขไปไม่ได้, และมันจะเป็นบุญ ไปไม่ได้. ต่อเมื่อเรามีความสุข ชนิดที่เรามีอำนาจเหนือกิเลส คือมีความสุข อย่างถูกต้อง นั่นแหละ บุญจึงจะเป็นชื่อของความสุข ที่พึงปรารถนา ของโลก แห่งยุคปัจจุบัน. สรุปความว่า บุญเป็นเครื่องล้างบาป มันก็เป็นเหตุให้เกิดความสุข, รวมไปถึงความสุข ที่เกิดมาจากการไม่มีบาป ไม่ทำบาป หรือว่าบาปลดลง ๆ. อะไรเป็นเหตุให้เกิดบุญ ? ก็คือธรรมะ ; ฉะนั้นเราจะต้องสนใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. ทีนี้อยากจะให้เข้าใจกัน ถึงคำว่า บุญที่แท้จริง ที่มาจากธรรมะนั้น กันเสียก่อน บุญที่แท้จริงเป็นอย่างไร พูดไปก็มากเรื่อง ; ยิ่งอ้างบาลีแล้วก็ ยิ่งเวียนหัว เพราะมีคำอธิบายมากมายยืดยาว พูดกันตามภาษาชาวบ้าน จะดีกว่า. บุญที่แท้จริงนั้น ไม่เมา, ไม่อาจจะเมา ท่านลองสังเกตดูให้ดีว่า มันต้องเป็นบุญที่แท้จริง, และบุญที่แท้จริงนั้น เมาไม่ได้ ไม่อาจจะเมา. ถ้ามัน เมาได้ ทำให้เกิดปัญหาเนื่องมาจากการเมาบุญ : บุญนั้นไม่ใช่บุญอันแท้จริง เรามาสะสางปัญหา เรื่องบุญชนิดที่เมาได้ กันเสียจะดีกว่า. ทีนี้ บุญนั้นล้างบาป คือ ล้างความเมานั้นได้. บาปเป็นความเมา, ความเมาเป็นบาป; ฉะนั้นบุญจะต้องล้างบาป หรือล้างความเมาเสียได้ จึงจะ เป็นบุญอันแท้จริง.
น.258 บุญอันแท้จริงนั้น ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องใช้เงินมาก จนถึงกับ พูดได้ว่า นิพพานเป็นของให้เปล่า ๆ ไม่คิดสตางค์. บุญที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินมาก ; ยิ่งใช้เงินมาก ยิ่งไม่ใช่บุญ, หรือถึงกับว่า บุญแท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย. บุญต่ำ ๆ อาจจะต้องใช้เงินบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเมา หรือต้องใช้กันมาก. บุญที่แท้จริงนั้น จะไม่ทำให้เสียเศรษฐกิจของประเทศชาติ ท่าน ลองคิดดูเอาเองเถอะ คำนวณดูเอาเองว่า เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจของประเทศชาติ หรือ ของมนุษย์เป็นส่วนรวมทั้งโลกนี้ ได้เสียไปเพราะการเมาบุญกันสักเท่าไร .. ประเทศไหนมีเรื่องบุญ มีการเมาบุญมาก ประเทศนั้นจะเสียเศรษฐกิจ เสียกำลัง งานของชาติ เสียทุนรอนของชาติไปสักเท่าไร ; แต่บุญที่แท้จริงไม่เป็นอย่างนั้น. ท่านอย่าไปให้โทษแก่บุญ ว่าทำให้เสียเศรษฐกิจของชาติ. ขอให้ ถือไว้เป็นหลักเถอะว่า ถ้าเสียเศรษฐกิจของใครก็ตามแล้ว ไม่ใช่บุญ . บุญไม่ ใช่ปัญหา, ไม่ใช่ทำให้เกิดปัญหา ในการเสียเศรษฐกิจของชาติ นี้ดูเลยไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะพบว่า บุญที่แท้จริงนั้นไม่ทำให้เกิดอุปัทว- เหตุ เช่นไปรถคว่ำกันทั้งคัน ๆ ตายเกลื่อน หรือไปเรือล่มกันทั้งลำ ลอยทะเล ลอยแม่น้ำ, หรือว่า บุญอันแท้จริง ไม่เป็นทางให้เกิดการวิวาท แทงฟันกันใน เขตวัด ข้างโบสถ์ ข้างศาลา นั้นเอง. นี่โปรดได้แยกแยะบุญแท้จริง ออกไป ให้เด็ดขาด จากบุญอันไม่แท้จริง แล้วแสวงหากันแต่บุญที่แท้จริงเถิด นี้ บุญที่ แท้จริงนั้น อิ่ม อกอิ่มใจได้ทันที ไม่ต้องรอเกิดใหม่ชาติ หน้า อย่างที่เขาพูด ๆ กัน. บุญอันแท้จริง จะมีความสุขเย็นอกเย็นใจ เหมือน
น.259 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๒๓ กับว่าเราเอาน้ำมาอาบเข้า มันก็เย็นทันที, ไม่ต้องรอไว้พรุ่งนี้มะรืนนี้จึงจะเย็น. บุญที่แท้จริง ทำให้เกิดปีติปราโมทย์ ตั้งแต่ ก่อนทำ กำลังทำ หรือทำเสร็จ, ไม่มีเหตุให้เกิดความเดือดร้อนใจ แม้แต่ประการใด. บุญที่แท้จริงนั้น ทำให้ ยกมือไหว้ตัวเองได้, มีเหตุผลที่จะพอใจตัวเอง หรือเคารพตัวเอง บุญที่แท้จริงนั้น ทำให้เกิดผลเป็นความดีหรือความสุขทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนเองผู้กระทำ และทั้งฝ่ายเพื่อนมนุษย์ ที่อยู่ร่วมกันในโลก. พระพุทธเจ้าท่านทรงย้ำประโยชน์ทั้งสอง คือ ตนเอง และ ผู้อื่น เป็น อย่างยิ่ง. บุญที่แท้จริง ย่อมทำให้ได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนี้. เมื่อบุญที่แท้จริงมีลักษณะอย่างนี้แล้ว ท่านลองน้อมเข้ามาสู่ตัว วัด ดูด้วยตนเองว่า ใครที่รอดชีวิตอยู่ในเวลานี้ ไม่ต้องการบุญ. โรคการเมืองขึ้น สมอง, โรคเศรษฐกิจขึ้นสมอง, หรืออะไรอย่างนี้ต่างหาก ที่จะทำให้คนนั้น เขาไม่ต้องการบุญ ถ้ายังเป็น คนปกติ มองเห็นลักษณะและประโยชน์ ของ บุญอันแท้จริง อยู่แล้ว อาตมาเชื่อว่า ทุกคนจะต้องการบุญ. ธรรมะทำให้เกิดบุญอย่างถูกต้อง. ทีนก็มองดูกันถึง สิ่งที่ให้เกิดบุญ กล่าวคือธรรมะ. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น ก็มีปัญหาสำหรับคนแห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งได้ละเลยธรรมะเสียเป็นส่วน
น.260 มาก, มีการศึกษาอย่างอื่น มีความมุ่งหมายแห่งการศึกษาเป็นอย่างอื่น ไกล จากธรรมะออกไปทุกที. เมื่อกล่าวโดยแท้จริง โดยบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว เราควรจะกล่าวกัน ว่า ธรรมะคือความถูกต้องในการกระทำทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของ มนุษย์เรา. ธรรมะแปลอย่างอื่นได้ อธิบายอย่างอื่นได้ แต่ ที่ถูกที่สมบูรณ์นั้น จะต้องพูดว่า ธรรมะคือตัวธรรมชาติ, ธรรมะคือตัวกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือ หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือผลที่ได้รับจากหน้าที่ อันถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ. สี่ความหมายนี้ สรุป ความสำคัญ ไปอยู่ที่ หน้าที่อันถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ. เมื่อถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็คือ ถูกต้องในทุก ขึ้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือมนุษย์เรา. สิ่งที่มีชีวิต นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมา มันจะต้อง มีความถูกต้อง ตามกฎ แห่งวิวัฒนาการ ทุกขั้นตอน มันจึงจะเกิดขึ้นมาได้ งอกงามเติบโตไปได้. ถ้าผิด กฎของธรรมชาติมันก็ไม่เกิด, หรือเกิดแล้วก็จะต้องตาย, หรือว่าเป็น อยู่อย่าง ไม่น่าจะพอใจ. ธรรมะคือความถูกต้อง ในการประพฤติและกระทำ ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์. เดี๋ยวนี้มนุษย์ได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง ดังนี้หรือเปล่า ? ข้อนี้ก็ต้องตัดสิน กัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สันติภาพหรือสันติสุข ในโลกมนุษย์นั่นเอง. สันติสุข ส่วนบุคคล, สันติภาพของสังคม เป็นส่วนของสังคม, ถ้ามีทั้ง สันติสุขและสันติ- ภาพแล้ว ก็เรียกว่าเรากำลังได้รับผล จากธรรมะอันถูกต้อง ทุกขั้นทุกตอน
น.261 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๒๕ แห่งวิวัฒนาการ. ฉะนั้นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ มันก็ถูกต้อง เรื่องสูง ขึ้นไป กระทั่งเรื่องสูงสุด มันก็ถูกต้อง. นี้คือ ความหมายของคำว่า ธรรมะ คือความถูกต้อง และ ทุกขั้น ตอน จนกระทั่งสมบูรณ์ที่สุด. ฉะนั้น ธรรมะทำให้เกิดบุญ เนื่องมาจาก ความถูกต้อง นั่นเอง. จะยกตัวอย่างสำหรับบุคคล ที่เป็นนักการเมือง ว่า ถ้ าลัทธิการเมือง ทุกระบบประกอบด้วยธรรมะแล้วโลกนี้จะไม่มีปัญหา. ระบบการเมืองบาง ระบบ ไม่คำนึงถึงธรรมะเสียเลย แต่ถ้าธรรมะเข้ามาเจืออยู่ในระบบการเมืองแล้ว ทุกระบบการเมืองจะใช้ได้, ประชาธิปไตย ก็ใช้ได้, แม้เผด็จการ ก็ใช้ได้ ราชาธิปไตยก็ยิ่งดี ถ้ามีธรรมะ. มีธรรมะแล้วทำให้เกิดความถูกต้องทุกขั้นตอน. ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว ไม่มีระบบไหนที่ใช้ได้ ; ถ้ามีธรรมะแล้ว จะ ใช้ได้ทุ กระบบ มันจะต่างกัน เพียงเครื่องมือสำหรับการปฏิบัติ : ประชาธิปไตย ยิ่งโอ้เอ้, เผด็จการที่ประกอบไปด้วยธรรม เสียยังดีกว่า ระบบประชาธิปไตย ที่ ประกอบด้วยธรรมะนั้น ; เป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่สูงสุด ที่จะช่วยมนุษย์ได้ ดังที่ ได้เคยเป็นมาแล้วแต่หนหลัง. ฉะนั้นขอให้เห็นประโยชน์อานิสงส์ของธรรมะ ว่าให้เกิดบุญอย่างนี้ นี่เรียกว่าธรรมะนี้ทำให้ ระบบการเมืองทุกระบบ เป็นสิ่งที่ ใช้ได้ ไม่ว่าระบบไหน ถ้ามีธรรมะ.
น.262 ทีนี้ ธรรมะทำให้ บุคคลรักษาความเป็นมนุษย์ของตน ๆ ไว้ได้ นี้ แยก มาเป็นส่วนบุคคล ธรรมะทำให้บุคคลมีความเป็นมนุษย์, และรักษาความเป็น มนุษย์ของตนไว้ได้, ไม่มีความเป็นสัตว์แฝงอยู่ในร่างของคน. นี้เป็นกฎเกณฑ์ ที่มีไว้สำหรับธรรมะ ว่า ธรรมะทำให้คนแตกต่างจากสัตว์. ทีนี้ ธรรมะทำให้เกิดความรักสามัคคีชั้นสูง คือชั้นเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันโดยแท้จริง ธรรมะทำให้เกิดความรักขั้นพื้นฐาน โดยกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ที่ว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายมันก็อยู่กันเป็นพวกเป็นฝูง มีธรรมะเป็นเครื่องประสานความอยู่กันเป็นพวกเป็นฝูง. ธรรมะทำให้เกิดสังคมสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์ โดยหลักของธรรมชาติ จึงแก้ปัญหาได้โดยแท้จริง. การสงเคราะห์แห่งยุคปัจจุบัน แม้จะเป็นระดับชาติ ระดับโลกมันก็เป็นเรื่องเอาหน้า เป็นเรื่องสนุกสนานตามความพอใจ. สงเคราะห์ เรียกว่า ทำบุญ แต่ทำบุญเพื่อสนองกิเลสของตนเสียมากกว่า คือการเอาหน้า นั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มีการทำบุญ ชนิดที่เป็นธรรมะ, ให้มีธรรมะเป็น เครื่องให้เกิดบุญ. บาป คือผิดธรรมชาติ การไม่สงเคราะห์กันเป็นบาป เพราะผิดธรรม- ชาติ. ธรรมชาติต้องการให้สิ่งมีชีวิตอยู่กันอย่างสังคม อยู่กันตัวคนเดียวไม่ได้. บาปคือความผิดธรรมชาติ, ไม่สงเคราะห์กันเป็นผิดธรรมชาติ ก ระทั่งเรื่อง เล็กน้อย ขี้ปะติ๋วที่สุด ถ้าผิดธรรมชาติมันก็เป็นเรื่องบาป.
น.263 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๒๗ เช่นว่า ร่างกายของคนเรา มันอยู่ดี ๆ ก็ไปเอาบุหรี่มาจุดควัน แล้วก็ รมปอด นี้มันผิดธรรมชาติหรือถูกธรรมชาติ. ดื่มน้ำอะไรเข้าไปก็ไม่รู้ ซึ่งทำ ให้ตับมันแข็งเร็ว. นี้พูดตามหมอเขาพูด ที่หมอเขาพูด มันถูกธรรมชาติหรือ ผิดธรรมชาติ. จิตปรกติเป็นไปตามธรรมชาติ ; พอไปรักอะไรเข้า อย่างนี้มันผิด ธรรมชาติ, หรือเมื่อไปโกรธอะไรเข้า อย่างนี้มันผิดธรรมชาติหรือถูกธรรมชาติ ? ขอให้คิดดูให้ดี ๆ นี่ธรรมะทำให้เกิดบุญคือเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ' ผิดกฎของธรรมชาติแล้ว ย่อมเกิดบาปเป็นธรรมดา ปัจจุบันนี้ โลกมีวิกฤติการณ์อันถาวร . ทีนี้ก็จะมาถึงปัญหา ที่กำลังมีอยู่ในโลกนี้ โลกกำลังมีวิกฤติการณ์ อันถาวร คือมีความวุ่นวายระส่ำระสายเป็นการถาวร ราวกับว่า เรากำลังรับบาป นิรันดร, ที่เป็นบาปนิรันดร ไม่ใช่ความสุขนิรันดร. บาปนิรันดร คือวิกฤติ- การณ์อันถาวร. ไม่มีธรรมะอยู่ในหมู่มนุษย์แล้ว ก็จะเกิดภาระหนักทางสังคม. ภาระหนักนี้ก็ต้องช่วยเหลือแก้ไข ต้องปราบปราม : เขายากจนเราต้องช่วยเหลือ, เขาเป็นอันธพาล เราต้องช่วยกันปราบปราม ; ทำให้เกิดภาระหนักทางสังคม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน. เช่นภาระยาเสพติด เป็นต้น นั้นมันไม่มีธรรมะ มัน จึงเกิดภาระทางสังคม.
น.264 คนยิ่งมีเงิน ยิ่งเป็นทาสของกิเลส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. คนยากคนจนก็ยิ่งเอาอย่าง ; ยิ่งเอาอย่างคนมั่งมี ยื้อแย่งคนมั่งมี จนเกิดลัทธิ ยื้อแย่งคนมั่งมีขึ้นมาในโลก ก็เพื่อจะแย่งกันเป็นทาสของอายตนะ, แย่งกันเป็น ทาสของกิเลส เป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เขาไม่สนใจกับปัญหาที่ เป็นต้นเหตุ ; ไปจัดการกันแต่ปลายเหตุ แล้วก็มักจะทำอย่างเอาเกียรติเอาหน้า, การกุศลระดับชาติก็ยังเป็นเรื่องเอาหน้า. นี่แหละศีลธรรมมันเอาหัวลง, เปลี่ยนเป็นเอาหัวลง กลับตรงกันข้าม เห็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ว่าควรทำ, เห็นสิ่งที่ควรทำ ว่าไม่ควรทำ. แม้ที่สุดแต่ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ มันก็เปลี่ยนไป เช่นว่า ลูกมีบุญคุณต่อพ่อแม่ สมัยก่อนพ่อแม่ มีบุญคุณต่อลูก ; เดี๋ยวนี้ลูกมีบุญคุณต่อพ่อแม่, ไปคิดดูเถิด มันเปลี่ยนเอา มากมาย เปลี่ยนอย่างตรงกันข้าม เป็นปัญหา. คิดดูแล้วก็น่าประหลาด ที่สมัยโบราณ สังคมชุมนุมชนแบ่งเป็นระบบ ขี้ข้า ระบบเจ้านาย ซึ่งเราเกลียดชังกันนัก ; ระบบขี้ข้าก็ให้ถูกเลิกไป. แต่ แล้วมา พิจารณาดูว่า ทำไมในยุคสมัยที่มีขี้ข้า มีเจ้านายนั้น กลับมีธรรมะ : คือว่า ความซื่อตรงก็ดี, การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ดี ในระบบเก่าโน้นมันมีมาก มีความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อกันอย่างยิ่ง มีการช่วยเหลือที่หาได้ง่าย. ครั้น มาถึง ระบบประชาธิปไตย นี้ทำไมความซื่อตรงมันจึงหายไป ? การช่วยเหลือก็เป็น เรื่องเอาหน้า. ขอให้คิดดูเถิดว่า มันขาดอะไรไป มันจึงเป็นอย่างน ? คงจะมีคนด่าอาตมาว่า ชอบระบบขี้ข้า อาตมาก็ไม่ได้ชอบระบบขี้ข้า ; แต่ชี้ให้ดูว่า ในระบบที่ยังมี "ปลาทูอยู่ทะเล ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ซื้อเขาเบาราคา
น.265 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๒๙ ปลาขี้ข้า ใช่ผู้ดี" ; ในระบบขี้ข้ายุคนั้น ยังมีความซื่อตรง เพราะกลัวบาป ทั้งขี้ข้าและทั้งเจ้านายยังกลัวบาป. ฉะนั้นความซื่อตรงในระหว่างเพื่อนมนุษย์ มันยังมี, การช่วยเหลือเพราะอยากจะได้บุญอันแท้จริงจึงมี; เดี๋ยวนี้มันไม่มี มันจึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา. ธรรมะกลับมา, ทุกคนทำหน้าที่เอาบุญ, จะแก้ปัญหาได้. วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้จะมีอยู่อย่างไร ? อาตมาขอยืนยันว่า ธรรมะ ต้องกลับมา, ธรรมะต้องกลับมา, บุญกุศลที่แท้จริงต้องกลับมาให้ครบถ้วน ตามที่ควรจะมี. เราควรจะใช้วิธีที่เรียกว่า ธรรมสหกรณ์ บุญญสหกรณ์โดย หลักของธรรมชาติ, มีสหกรณ์ร่วมกัน ในการสร้างธรรมะ มีธรรมะในการสร้าง บุญกุศล มีบุญกุศล. ทุกคนทำหน้าที่เอาบุญ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อปัจจัยแห่ง กิเลส เหมือนที่เป็น ๆ กันอยู่. ให้ถือเป็นหลักพื้นฐานว่า เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เพื่อจะเอาบุญ, เป็น มนุษย์เพื่อเอาบุญ. พูดอย่างนี้คงมีคนโห่ ; แต่ไม่เป็นไร ? มันเป็นความจริง ควรจะพูดได้ เป็นมนุษย์นี้เป็นเพื่อเอาบุญ เพื่อสร้างสันติภาพลงไปในโลกที่เป็น ส่วนรวม. ขอให้ถือว่า ทุกคนที่ เกิดมาในโลกนี้ เกิดมาเพื่อบำเพ็ญบุญ ! เกิด มาเป็นมหาจักรพรรดิ์ก็เพื่อเอาบุญ, เกิดมาเป็นมหาราชาก็เพื่อเอาบุญ, เกิดมาเป็น
น.266 ประธานาธิบดีก็เพื่อเอาบุญ, เกิดมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดีแต่ละชั้น แต่ละระดับ ก็เพื่อเอาบุญ, เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดก็เพื่อเอาบุญ, เป็นนาย อำเภอก็เพื่อเอาบุญ, เป็นกำนันก็เพื่อเอาบุญ, เป็นผู้ใหญ่บ้านก็เพื่อเอาบุญ, กระทั่งเป็นราษฎรก็เพื่อเอาบุญ. เรามาเป็นราษฎรเพื่อเอาบุญกันเถอะ ปัญหา มันจะหมดไป. จะเป็นชาวนาก็เป็นเพื่อเอาบุญ เพื่อให้โลกนี้มีความสะดวกในการเป็น อยู่ ไม่ต้องทำนาทุกคน. คนมีหน้าที่ทำนาก็ทำนา ; คนมีหน้าที่อย่างอื่นก็ไม่ต้อง ทำนา ก็มีข้าวกิน, เราก็จะอยู่กันเป็นผาสุกในโลกนี้. ฉะนั้น ชาวสวนก็ต้อง ได้บุญ, ชาวนาก็ต้องได้บุญ, กสิกรทุกประเภทก็ต้องได้บุญ, พ่อค้าก็ต้องได้บุญ, ไม่เอากำไรขูดรีดร้อยเปอร์เซ็นต์ สองร้อยเปอร์เซ็นต์ สามร้อยเปอร์เซ็นต์. เอา กำไรสิบเปอร์เซ็นต์ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ โดยหลักทั่ว ๆ ไปก็พอแล้ว, พอค้าทำให้ เกิดความสะดวก ในการถ่ายเทสิ่งของที่จำเป็นแก่ชีวิต พ่อค้าก็ต้องได้บุญ แม้ที่สุดแต่ นักการธนาคาร ก็ทำเพื่อสงเคราะห์มนุษย์ ให้มนุษย์เกิด ความสะดวก มันก็ได้บุญ ; แต่ถ้าเป็นนักการธนาคารขูดรีด มันจะได้อะไร ? ก็ลองไปคิดดู. เป็นทนายความก็ต้องได้บุญ : ให้เกิดความยุติธรรม เป็นไปตาม ความยุติธรรม ไม่ใช่ทนายความขูดรีด. เป็นครูยิ่งได้บุญ เพราะว่าเปิดแสงสว่างในทางวิญญาณ. คนกวาดถนน คนถีบสามล้อ คนแจวเรือจ้าง ก็ได้บุญ ; เพราะว่าเขาช่วยทำให้มันเกิดความ สงบสุขปรกติ มีภาระหน้าที่ตามส่วนแห่งมนุษย์แต่ละอย่าง ๆ ทุกคนจึงได้บุญ.
น.267 ธรรมะในฐานะ สิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง ๒๓๑ ทุกคนก้มหน้าปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่เพื่อโลกเป็นส่วนรวม แล้วก็จะ ได้บุญ ; ทำหน้าที่นิดหนึ่ง ๆ ตามส่วนของตนที่จะพึงกระทำได้ ก็เรียกว่าได้บุญ ; รวมกันเป็นได้บุญส่วนใหญ่ เป็นของโลก. ทุกคนที่ทำหน้าที่ลงไปในโลก ชื่อว่า คนทำบุญ. การปฏิบัติธรรม คือการทำหน้าที่, การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ตรงทำ หน้าที่. อย่าเป็นคนเกิดมาเป็นหมันเปล่าไม่ได้ทำหน้าที่อะไร. ทำหน้าที่แล้ว ก็เกิดบุญ. คำพูดนี้จะบ้าหรือดี ? ขอให้ได้โปรดวิจารณ์กันโดยอิสระ. แล้วคง จะวิจารณ์กันได้มาก. อาตมาถือว่า เป็นหลักที่ควรยึดถือ ถ้ามีจิตเป็นธรรม ก็ จะเห็นด้วยว่า เกิดมาเอาบุญ : เป็นราษฎรเอาบุญ ; แต่ถ้าไม่มีจิตเป็นธรรม ก็จะไม่เห็นด้วย. ขอให้สอนลูกเด็ก ๆ ของเรา ให้มีความรู้สึกอย่างนี้. จัดการศึกษา อย่า ให้เป็นอะไรด้วน, อย่าให้มีอะไรด้วน. อย่าเป็นหมาหางด้วน อย่าเป็นเจดีย์ ยอดด้วน ลูกเด็ก ๆ ลืมตาขึ้นมาในโลก ๒-๓ ขวบ เรียนชั้นอนุบาล สิ่งแรกที่ จะต้องสอนเขานั้น ไม่ใช่ ก. ข. ก. กา. สิ่งแรกที่จะต้องสอนแก่เขานั้นคือ สอน ให้รู้ว่า มารดาคืออะไร ? บิดาคืออะไร ? เราอยู่ได้ด้วยอะไร ? อะไรเป็นสิ่งสูงสุด ของมนุษย์ ? ให้เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าบุญ เป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจเสียก่อน, แล้ว ค่อยเรียน ก. ข. ก. กา กันทีหลังก็จะเป็นมนุษย์ที่ปลอดภัย : ปลอดภัยสำหรับ ตัวเขาเอง, แล้วปลอดภัยสำหรับผู้อื่นด้วยกันทั้งโลก. สอนลูกเด็ก ๆ อย่างนี้
น.268 ให้รู้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเอาบุญ นับตั้งแต่เป็นราษฎรขึ้นไป จนถึงเป็นบุคคล สูงสุด เขาก็เป็นกันเพื่อเอาบุญ มีการศึกษาที่ถูกต้อง : ให้รู้หนังสือ ให้รู้ อาชีพให้รู้ธรรมะสำหรับความเป็นคนให้ถูกต้อง. ธรรมะก็ทำให้เกิดบุญ ทำ ให้โลกนี้มีมนุษย์ ที่อยู่กันเป็นผาสุก อย่างนี้. อาตมาจึงได้กล่าวเป็นหัวข้อยืนยันว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ให้เกิดบุญ โดยแท้จริง. ขอวิงวอนท่านทั้งหลายได้นำไปคิดดู ถ้าเห็นด้วยก็จงช่วยกันทำตาม; แล้วบ้านเมืองของเราก็จะเต็มไปด้วยบุญ, ไม่มีสิ่งที่จะต้องร้อนอกร้อนใจ ; เป็น ภาระที่จะต้องช่วยเหลือบ้าง, จะต้องช่วยกันปราบปรามบ้าง อย่างที่กำลังเป็น ๆ กันอยู่. หวังว่าพุทธบริษัททั้งหลาย จะช่วยกันทำให้บุญกลับมา ด้วยการ ประพฤติธรรมะ, ให้ความฝันของมนุษย์เป็นความจริง คือว่า เกิดมาเพื่อความ สงบสุข ให้ธรรมะกลับมา ให้โลกนี้เอิบอาบไปด้วยบุญ แล้วก็จะหมดปัญหา เวลาสำหรับการบรรยายก็สิ้นสุดลงแล้ว อาตมาขอจบลงด้วยความหวังว่า ขอให้ ธรรมะกลับมา ขอให้บุญกลับมา เพื่อสันติสุขของบุคคล เพื่อสันติภาพของสังคมจงทุก ๆ ประการเถิด.
Buddhadasa