น.269 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะ ที่เป็นพระเป็นเจ้า. เหตุที่พูดเรื่องพระเจ้า. ความคิดในการบรรยายครั้งนี้ เกิดมาจากการที่ สังเกตเห็นว่า โลก กำลังขาดพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้า หรือขาดผู้ที่ทำหน้าที่อย่าง พระเป็นเจ้า ; เพราะว่าชาวโลกเหไปในทางที่ตรงกันข้าม จากการที่จะมีพระเป็นเจ้า ในความ หมายเดิม ๆ ที่ถูกต้อง. เขาไปมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระ เป็นเจ้า ; ถ้าใครมามัวถือพระเจ้าอยู่ก็ถูกประณาม อย่างที่เคยมี ในบทกลอน ของเด็ก ๆ ว่า :- ๒๓๓
น.270 "ที่ชื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปู่ปลา. นี่เขาถือว่าคนที่ยังถือพระเจ้า นั่น เป็นคนโง่เง่า เหมือนเต่าปูปลา, ว่า "ใบ้บ้า สาระยำ" คนเหล่านั้นไม่ถือพระเจ้า แล้วบ้านเมืองนั้นก็วินาศในที่สุด. เดี๋ยวนี้โลกเราก็กำลังมีลักษณะอย่างนี้ : เห็นคนมีพระเจ้าว่าเป็น คนโง่ โลกก็ขาดพระเจ้า ; โลกก็เดินไปสู่เหวแห่งความวินาศของมนุษย์ คือ ไม่มีมนุษยธรรม มีแต่วิกฤติการณ์อันถาวรเพิ่มขึ้น ๆ เพราะว่า ขาดพระเจ้า คือ ขาดการปฏิบัติตามพระเจ้า, ขาดความรู้สึกว่ามีพระเ จ้ า แล้วก็ เกิดลัทธิใหม่ ๆ ขึ้นมา ในทางตะวันตกโน้น ว่า เดี๋ยวนี้พระเจ้าตายแล้ว, พระเจ้าตายแล้ว ไม่มีใคร นับถือแล้วก็ตายไปแล้ว, ศาสนาไม่จำเป็น ; กระทั่งมาถึงเมืองไทยเรา ว่าธรรมะ ไม่จำเป็น. ลัทธินี้กำลังระบาด ; เ มื่อลัทธินี้ระบาดไปถึงที่สุดแล้ว โลกก็ไม่มี พระเจ้าเอาจริง ๆ. นี่คือสิ่งที่น่าวิตก อาตมานึกถึงข้อนี้ แล้วก็มาบรรยายปาฐกถาธรรม ในวันนี้ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า. เราจะได้มีพระเป็นเจ้า ชนิด ที่เป็นที่พึ่งได้, และเป็นพระเป็นเจ้า ชนิดที่มีอยู่ในศาสนาทุกศาสนา ไม่ยกเว้น ศาสนาไหนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใคร่ครวญพิจารณากัน อย่างละเอียดลออ ต่อไป; โดยตั้งคำถามขึ้นมาเป็นข้อแรกว่า พระเจ้าคืออะไร ? ต้องรู้จักความหมายของพระเจ้าเสียก่อน. เมื่อตั้งคำถามอย่างนี้แล้ว มันก็มีทางที่จะทะเลาะกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในระหว่างสังคมที่ถือศาสนาต่าง ๆ กัน. ศาสนาหนึ่งก็มีพระเจ้าไปรูปหนึ่งแบบ
น.271 หนึ่ง ; เมื่อใครไม่มีพระเจ้าอย่างของตน ก็หาว่าพวกนั้นไม่มีพระเจ้า. นักศึกษา นักปรัชญา หรือผู้มีปัญญา อะไรก็แล้วแต่จะเรียก เขาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ อ้าง ตัวเองเป็นผู้รู้ แล้วก็ บัญญัติว่า ศาสนานั้นมีพระเจ้า , ศาสนานั้นไม่มีพระเจ้า, นี้มันล้วนแต่ตามความคิดนึกรู้สึกของเขาทั้งนั้น ไม่ตรงต่อความจริง ; เพราะเขายัง ไม่รู้ว่า พระเจ้าที่แท้จริงนั้นคืออะไร ? ถือเอาตามตัวหนังสือบ้าง ถือเอาตามความ นิยมสืบ ๆ กันมาบ้าง ก็มีพระเจ้าต่างกันกระทั่งว่าไม่ใช่พระเจ้าไปเสียก็มี .! ถ้าจะพูดกันโดยคำพูด ; คำพูดคำนี้เป็นภาษาไทย ใช้สำหรับเป็น คำแปล ให้แก่คำต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาสู่เมืองไทย แล้วไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็ยืมคำไทยไปใช้ ก็ได้คำพระเจ้า, หรือ พระผู้เป็นเจ้าไป เพราะว่าในเวลา นั้น ในที่นั้น คำว่า "พระเจ้า" หรือ "พระผู้เป็นเจ้า" เป็นคำสูงสุด หมายถึงสิ่ง สูงสุด ; แต่อย่าลืมว่า ในภาษาไทยเรานี้ คำว่า "พระผู้เป็นเจ้านั้น มีความ หมายชั่วยุคชั่วสมัย, เช่นใน กฎหมายเก่า ๆ ยุคนั้น ใช้คำ "พระผู้เป็นเจ้า" หมายถึงพระภิกษุ เท่านั้น แม้จะเพิ่งบวชวันเดียว ก็เรียกว่า พระผู้เป็นเจ้า. ในกฎหมายใช้คำอย่างนั้นกับพระภิกษุ ; เช่นว่า พระผู้เป็นเจ้าสึกออกมาก็คงได้ รับมรดก, พระผู้เป็นเจ้าถูกเกณฑ์ไปรบทัพจับศึก กลับมาก็ต้องมีสิทธิทุกอย่าง ทุกประการ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น ถ้าถือเอาพระบวชใหม่เช่นนี้ เป็นพระผู้เป็นเจ้าแล้ว มันก็ตี กันยุ่งกับความหมายเดี๋ยวนี้ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าหรือพระเจ้านี้ เราหมายถึงสิ่ง สูงสุด ผู้สูงสุด : เพราะฉะนั้น เราจะเอาคำพูด หรือ เอาความนิยมสืบ ๆ กันมาเป็น หลักนั้นไม่ได้ ; ต้องเอาความหมายที่แท้จริง สาระที่แท้จริง สาระที่แท้จริงของ คำๆ นี้. หน้าที่ของสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า หรือคุณค่าอัน สูงสุด ของสิ่ง ๆ นี้ หรือ
น.272 สมรรถนะอันสูงสุดของสิ่ง ๆ นี้ว่า พระเจ้านั้นคืออะไร แล้วเอามารวมกันหมดทุก ศาสนาก็ยังได้ ที่เขาพูดถึงพระเจ้า. พระเจ้านั้น ความหมายที่ ๑ ต้องมีความหมาย หรือว่า คุณลักษณะ เป็นปฐมเหตุ : ปฐมเหตุคือเหตุแห่งสิ่งทั้งปวงเป็นที่ออกมา ไหลออกมาแห่งสิ่ง ทั้งปวง. นี้เรียกว่าปฐมเหตุ อะไรเป็นปฐมเหตุให้สิ่งทั้งปวงออกมา สิ่งนั้น เรียกว่า พระเจ้า. ทีนี้ ก็เกิด ความหมายที่ ๒ ต่อมาว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง, คือสามารถจะสร้างสิ่งทุกสิ่งขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิต หรือไม่มีชีวิต. ที่นี้ ก็มีหน้าที่สืบต่อออกมาเป็น ความหมายที่ ๓ อีกว่า เมื่อสร้างสิ่ง ทั้งปวงแล้ว ก็สามารถควบคุมสิ่งทั้งปวง , ควบคุมโลกทั้งปวง, ที่พระเจ้าสร้าง ขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น. แล้วก็ ความหมายที่ ๔ . ยังมีหน้าที่ว่า จะต้องยุบ จะต้องทำลาย จะต้องเพิกถอนโลก หรือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมานี้เป็นคราว ๆ. ดังนั้น เราจึงได้หน้าที่ของ พระเป็นเจ้าผู้สร้าง สิ่งทั้งปวง ผู้ควบคุม สิ่งทั้งปวง ผู้ทำลาย ล้างสิ่งทั้งปวง ; อย่างที่เรียกว่า ตรีมูรติ ในศาสนาฮินดู เป็นต้น.
น.273 นี่ขอให้พิจารณาดูใจความเสียสักทีหนึ่งก่อนว่า พระเจ้าคือปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทุกสิ่ง จึงได้นามว่า เป็น ผู้สร้าง สิ่งทุกสิ่ง; แล้วก็ สามารถ ควบคุม สิ่งทุกสิ่ง สามารถทำลายล้าง สิ่งทุกสิ่ง ตามยุคตามสมัย เพื่อจะให้ เกิดใหม่ สร้างใหม่กันต่อไป. คุณสมบัติของพระเจ้าอีกทางหนึ่ง. ทีนี้ มองดูคุณสมบัติอีกทางหนึ่ง ก็พบว่า พระเจ้านั้นใหญ่กว่าสิ่งทุกสิ่ง เป็น Omnipotent คือใหญ่กว่าสิ่งทุกสิ่ง เหนือสิ่งทุกสิ่ง, แล้วพระเจ้านั้น รู้ทุกสิ่ง เป็น Omniscient, แล้ว พระเจ้านั้นอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็น Omnipresence อะไร ที่จะใหญ่กว่าทุกสิ่ง รู้สิ่งทุกสิ่ง แล้วอยู่ในที่ทุกแห่ง ก็คิดดูเอาเอง ถ้าเห็นจริง ก็จะเห็นจริง. เดี๋ยวนี้อะไรเป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง พวกที่ถือศาสนาอย่างพระเจ้า เป็นบุคคล ก็เรียกว่า มีพระเจ้า ที่เรียกว่า God เป็นต้น เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง หรือ สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง แล้วใหญ่กว่าทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง แล้วก็ อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; ซึ่งจนจะมีคนล้อว่า ถ้าอย่างนั้นในกองมูลสุนัข ก็มีด้วย ; ก็จริงซิ มันมีอยู่ด้วย เพราะว่ามันก็อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า หรือ พระเจ้าควบคุมได้ ทุกสิ่ง.
น.274 ธรรมะเป็นพระเจ้าได้ในความหมายเดียวกันทุกศาสนา. ทีนี้ ธรรมะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร ? ขอย้อนไปถึงความหมายของธรรมะ ๔ ประการ อีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า "ธรรม" หรือ ธัมมะนี้ หมายถึง สิ่งที่เป็นธรรมชาติ, แล้วหมายถึง กฎของธรรมชาติ, หมายถึง หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ หมายถึง ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่. ความหมายที่ ๒ ที่ว่า ธรรมะคือกฎของธรรมชาตินั่นแหละ มีความหมายเหมือนกับพระเจ้า กฎเช่นกฎวิวัฒนาการ ของสิ่งทั้งปวง, หรือว่า กฎปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนานี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง. กฎของธรรมชาติมีอยู่ ไม่ให้สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งอยู่ ให้สิ่งทั้งปวงเป็นไปมันก็มีอะไรออกมา ออกมา ด้วยอำนาจของกฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎแห่งวิวัฒนาการ. นี่ ปฐมเหตุในพุทธศาสนาเรา ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ ; แล้วก็ เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง. เพราะว่ากฎนี้ได้ทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต, แล้วก็ ควบคุมสิ่งทั้งปวง โดยกฎของธรรมชาติอันนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ว่ามีอยู่อย่างไร. สิ่งนี้ก็ ทำลายไปตามยุคตามสมัย จึงถือว่ามันใหญ่กว่าทุกสิ่ง มันรู้ทุกสิ่ง ; เพราะว่าบรรดาอะไร ที่ว่าเป็นหลัก เป็นวิชา เป็นความรู้ มันก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากกฎของธรรมชาติ.
น.275 ฉะนั้นกฎของธรรมชาติจึงเหมือนกับความรู้ทุกสิ่ง, ถ้าเป็นพระเจ้า ก็เป็นผู้รู้ทุกสิ่ง เป็นดิคชันนารี่ (Dictionary) ของทุกๆ สิ่งทุกๆ คำ ที่มนุษย์จะรู้จักพูดกัน, มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง คือ เราไม่สามารถจะอยู่ในที่ใด ที่พ้นไปจากอำนาจกฎของธรรมชาติได้. นี่ ธรรมะ ในลักษณะนี้ จึงเป็นพระเจ้า ในความหมายเดียวกัน ในทุก ๆศาสนา, เป็นพระเป็นเจ้า ที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับโดยสมัครใจ. นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับพระเจ้าอย่างบุคคล, ที่มีความเป็นอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล, แถมมีรูปร่างอย่างบุคคล หนวดยาวถือไม้เท้า แล้วก็จะมาทำหน้าที่สร้างโลก ควบคุมโลก มีอยู่ในที่ทั้งปวงอย่างนี้ เขายอมรับไม่ได้. แต่ ถ้าเป็นพระเจ้าอย่างที่ว่า คือธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของ ธรรมชาติ ; เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง ตามยุค ตามสมัย ใหญ่กว่าทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง อยู่ในที่ทุกแห่ง ; อย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้ โดยสมัครใจ, คือไม่ต้องเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเป็นบุคคล ไม่ต้องเป็นจิตเป็นวิญญาณอย่างบุคคล ; แต่เป็นอะไรซึ่งบอกไม่ได้ ซึ่งปากของมนุษย์บอกไม่ได้ ว่าพระเจ้าเป็นอะไร. บอกได้แต่เพียงว่า เป็นพระเจ้า ตามแบบของพระเจ้า ซึ่งไม่เหมือนใคร. พระเจ้าที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ หรือเล็งถึงคุณสมบัติอย่างนี้ อย่าไปเล็งเปลือกนอกแล้วจะมีอยู่ในทุก ๆ ศาสนา และเหมือนกันทุกศาสนา. ในทุก
น.276 ศาสนามีพระเจ้าเหมือนกัน คือ มีปฐมเหตุ มีผู้สร้าง มีผู้ควบคุม มีผู้ทำลาย ใหญ่กว่าทุกสิ่ง, รู้ทุกสิ่ง, อยู่ในที่ทุกแห่ง. ในพุทธศาสนาเรามีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม คำเดียวเท่านั้น อย่างที่ได้ กล่าวมาแล้ว ; ว่า ธรรมในฐานะเป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นต้นเหตุแห่ง สิ่งทั้งปวง ครบทุกกระบวนความ ที่เป็นความหมายของพระเจ้า. นี้ทำให้มอง เห็นได้ว่า พระเจ้าลักษณะนี้ มีอยู่ในทุกศาสนา. แต่คนบางคนสมัยนี้ มีปัญญามากเกินไป จนจัดให้พุทธศาสนาไม่มี พระเจ้า เพราะว่าเขามีแต่ดวงตาเนื้อ ๆ เห็นแต่พระเจ้าที่เป็นบุคคล ; เมื่อมอง ไม่เห็นก็ว่าไม่มี. เขาไม่มีปัญญา ไม่มีตาธรรมะ ไม่มีตาปัญญา จึงไม่มองเห็น พระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่จริง มีหน้าที่ มีสมรรถนะอย่างนี้จริง; แล้วคน พวกนี้ก็มาโมเมเอาเอง จัดพุทธศาสนาว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า. ยิ่งไปกว่า นั้นอีก ก็ว่าเมื่อไม่มีพระเจ้า ก็ไม่เป็นศาสนา เรื่องมันก็ไปกันใหญ่ จนพูดกัน ไม่รู้เรื่อง. พระเจ้านั้นไม่มีรูปร่างที่เป็นรูปธรรม และไม่มีรูปร่างแม้ที่เป็น นามธรรม คือเป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ ; คือไม่เป็นทั้งรูปธรรม ไม่เป็น ทั้งนามธรรมที่เป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ, เป็นสิ่งที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอะไรทุก ๆ ประการ นอกจากจะกล่าวว่าเป็นพระเป็นเจ้า. นี่คำนี้ต้องยกไว้ให้พระเป็นเจ้า คำเดียว ผู้เดียว ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนอะไร นอกจากเหมือนพระเป็นเจ้า.
น.277 ทีนี้ พระเป็นเจ้านี้อยู่ที่ไหน ? ต้องตอบว่า อยู่ในทุกสิ่งที่ท่านสร้าง ขึ้นและควบคุมอยู่. กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้า ฉะนั้นพระเจ้าจึงอยู่ใน ทุกสิ่ง ที่กฎของธรรมชาติสร้างขึ้น และควบคุมอยู่ ; อย่างนี้นักล้อจึงมาล้อว่า แม้ในกองแห่งมูลสุนัข ไม่ยกเว้นถึงขนาดนี้ ก็แปลว่าไม่ยกเว้นที่ใดเลย และ พระเจ้ามีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ในทุกสิ่ง ฉะนั้นในแต่ละคน ซึ่งเป็นธรรมชาติ มีดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พระเจ้า สร้างขึ้นมาโดยกฎของธรรมชาติ ก็มีพระเจ้าอยู่ในนั้น. เพราะว่าที่ใดเป็น ธรรมชาติ ในที่นั้นมีกฎของธรรมชาติ, ในเนื้อตัวของเรา มันก็เป็นธรรมชาติ มันก็มีกฎของธรรมชาติ; ฉะนั้น กฎของธรรมชาติในฐานะพระเป็นเจ้าก็ ควบคุมอยู่ในตัวเรา, ควบคุมให้สิ่งต่างๆ ในตัวเรา เป็นไปตามกฎของพระ- เจ้า; จึงพูดว่า พระเจ้าอยู่ในที่ทุกแห่ง. แม้จะมีคนไม่รู้จักพระเจ้า และไม่ นับถือพระเจ้า ก็มีพระเจ้าอยู่ในนั้น นี่ พระเจ้าคืออย่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะคำเดียวสั้น ๆ. ปฏิบัติตามธรรมะแล้วจะมีพระเจ้าสถิตอยู่. ทีนี้ มีปัญหาต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะมีพระเจ้า เล่า? ก็ตอบว่า มีธรรมะซิ ; มีความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ ; ให้ร่างกายของเรานี่มีความถูกต้อง จนกลายเป็นวิหาร บ้านเรือน สำหรับพระเป็นเจ้าสิงสถิตอยู่.
น.278 พระเจ้าอยู่ในที่ทั่วไป จริงแล้ว แม้เราจะไม่ขวนขวายอะไร พระเจ้า ก็อยู่ในเรา อยู่ในที่ทั่วไป; แต่ถ้าว่าเราจัดเนื้อตัวของเรา กาย วาจา ใจ ให้ดี เนื้อตัวนี้ก็กลายเป็นที่อยู่ของพระเจ้า ชนิดที่มีประโยชน์ มีประโยชน์อย่างยิ่ง. เราทำร่างกายเรา ให้เป็นพระวิหารสำหรับพระเจ้าจะประทับ , คือมีพระธรรม ประทับอยู่. ถ้ามีพระธรรมแล้วไม่ต้องสงสัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็มาด้วย หรืออะไร ๆ ก็มาครบ. เราจะ ต้องมีการนับถือ และ มีการอ้อนวอน พระเจ้า. นับถือนั้น ไม่ต้องอธิบาย รู้กันทุกคน ; ถ้านับถือแล้วก็เป็นเหตุให้ปฏิบัติตาม. ทีนี้คำว่า "อ้อนวอน" นี้มีสองภาษา : อ้อนวอนอย่างคนธรรมดา เหมือนกับขอของ เท่านี้ก็เรียกว่าอ้อนวอน. นี่ อ้อนวอนในภาษาคน เขาก็มี ทำกันอยู่เพื่ออ้อนวอนพระเจ้า. ทีนี้ อ้อนวอนในภาษาธรรม ก็คือ ทำให้ตรง ตามความประสงค์ของผู้นั้น. พระเจ้าประสงค์อย่างไร เราทำให้ตรงตาม ความประสงค์นั้น . นั่นแหละเป็นการอ้อนวอนพระเจ้า ที่ถูก ที่จริง ที่แท้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี การอ้อนวอนอย่างพิธีรีตองนั้น มันก็ชักจูงไปให้สู่ การปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการอ้อนวอนในทางภาษาธรรมอยู่นั่นเอง. นับว่าการ อ้อนวอนนี้ก็ใช้ได้ : อ้อนวอนเพื่อจูงใจตัวเอง ให้ปฏิบัติตามความประสงค์ของ ผู้เป็นใหญ่ ของพระเจ้า. ในพุทธศาสนาก็มีการอ้อนวอน คือการพยายามปฏิบัติให้ตรงตาม กฎของพระเจ้า คือพระธรรม. นี่คือการที่เราประจบนบนอบ อ้อนวอน พระธรรม มีผลดีเต็มที่.
น.279 สรุปความว่า มีธรรมะจึงจะมีพระเจ้า , มีธรรมะให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะทุก ๆ ปี และทุก ๆ ปีใหม่ก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในระยะที่เป็นปีใหม่ ฉะนั้นเรามีอะไรให้ใหม่ ให้ใกล้ชิดพระเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ อาตมาอยากจะเสนอ หัวข้อ ที่เป็นวิธีลัดที่สุด ง่ายที่สุด แต่ว่า เพียงพอและสมบูรณ์ที่สุด ; คือว่าขอให้พวกเราทุกคน รู้จักตัวเอง ให้มากกว่า ปีเก่า, เชื่อตัวเอง ให้มากกว่าปีเก่า, บังคับตัวเอง ให้มากกว่าปีเก่า, พอใจตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า, เคารพนับถือตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า, รวมเป็น ๕ หัวข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑. รู้จักตัวเอง มากกว่าปีเก่า คือรู้ว่า เราคืออะไร, เกิดมาทำไม, นี่แหละ ให้มากกว่าปีเก่า ทีนี้ก็ ข้อที่ ๒ . เชื่อตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า : เราก็คนเขาก็คน ; เมื่อเขาทำได้ เราต้องทำได้ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ทำไปในทางที่ดีมีประโยชน์ ; เราทำไปในทางเอาเปรียบกัน ข่มเหงแย่งชิงกัน. ถ้าเขาก็คนเราก็คน ก็ชิงกัน ทำในทางที่จะถูกตามประสงค์ของพระเจ้า : เชื่อธรรมะยิ่งกว่าปีเก่า เชื่อพระเจ้า ยิ่งกว่าปีเก่า เมื่อเราก็เป็นคนคนหนึ่ง เราก็ทำได้เหมือนกับทุกคนที่เขา ทำได้. ข้อที่ ๓. บังคับตัวเอง ให้มากกว่าปีเก่า. อย่ามัวคัดค้านว่า การ บังคับตัวเองนี้ไม่สนุกเลย ไม่อร่อย ไม่สนุกสนานเลย. เราไม่อยากจะบังคับ ตัวเอง เราอยากจะปล่อยไปตามกิเลส ; อย่างนี้ยิ่งไกลจากพระเจ้า. เราต้อง บังคับตัวเองมากกว่าปีเก่า ให้ทำตามที่เราเชื่อว่า เราทำได้และควรจะทำ.
น.280 ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๔ . ความพอใจตัวเอง เราทำได้อย่างนี้ บังคับตัวเอง ได้อย่างนี้ ก็มีอะไรที่น่าชื่นใจในตัวเรามากขึ้น. เราก็ชอบใจตัวเองมากขึ้น นั่นแหละคือความสุข ความสุขที่แท้จริงเกิดมาจากความพอใจ ที่รู้สึกว่า ตนได้ ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว. ความสุขกามารมณ์ ความสุขโลก ๆ นั้น เป็นสุก ก สะกด : เผาให้ ร้อน ต้มให้สุก . ความสุขที่แท้จริงต้องเย็น พอใจ เป็นปีติในธรรม, รู้สึกว่าได้ ทำความถูกต้องแล้วมีความพอใจ นั้นเป็นตัวความสุข ; ไม่ต้องเสียสตางค์เลย ยิ่งเป็นพระนิพพานด้วยแล้ว ไม่ต้องเสียแม้แต่สักสตางค์เดียว เย็นได้ หยุดได้ สงบได้ โดยไม่ต้องเสียสตางค์เลย แล้วเป็นความสุขถึงที่สุด ควรจะพอใจถึงที่สุด. ทีนี้ ข้อที่ ๕ . ข้อสุดท้าย ก็ เคารพตัวเอง มากกว่าปีเก่า พอใจตัวเอง มากกว่าปีเก่าแล้วก็เคารพตัวเองได้มากกว่าปีเก่า. ตัวเองมีสิ่งที่น่าชื่นใจ มาก, ดูแล้วก็น่า ชื่นใจไปเสียทั้งนั้น , ก็เกิดความเคารพนับถือตัวเองมากขึ้นกว่าปีเก่า เดี๋ยวนี้ใครบ้างที่เคารพตัวเองได้ ยกมือไหว้ตัวเองได้ พิจารณาตัวเองแล้ว ไม่ กินแหนงเกลียดชังตัวเอง ไม่ระอาแก่ตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเองได้ ขอให้ท่านทั้งหลายแต่ละคน ทุกคน จงสำรวจดู ความข้อนี้ว่า เรายกมือ ไหว้ตัวเองได้สนิทไหม ? ได้ลงคอไหม ? ; ไม่มองเห็นความผิดพลาด สกปรก เศร้าหมองแล้วยกมือไหว้ตัวเองได้ลงคอ ใครทำได้ นี่เคารพตัวเองมากกว่าปีเก่า ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า รู้จักตัวเอง ให้มากกว่าปีเก่า ว่าเราคืออะไร, เกิดมาทำไม. แล้วก็ เชื่อตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า เราเป็นคน เขาก็คนเราก็คน
น.281 เราก็ต้องทำดีได้ด้วยกันทุกคน เชื่อธรรมะเชื่อพระเจ้า , บังคับตัวเอง ให้ เป็นไป ตามบทบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งที่แท้ก็เป็นกฎของธรรมชาติ ในฝ่าย ที่ถูกที่ควร ที่จะสร้างสันติภาพขึ้นมาในหมู่มนุษย์. เราก็ พอใจตัวเอง ก็ เคารพ หรือไหว้ตัวเองได้ ในที่สุด. ห้าข้อนี้เป็นหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา แต่เขายืมเอาไปใช้ เป็น หลักจริยธรรมสากล คือธรรมสากลก็ได้เรียกว่า รู้จักตัวเอง self knowledge, รู้จัก ตัวเองแล้วก็เชื่อตัวเอง self confidence, แล้วก็บังคับตัวเอง self control. แล้วก็ พอใจตัวเอง self contentment , แล้วก็นับถือตัวเอง self respect, เป็นหลักจริยธรรม ซึ่งตรงกันกับหลักพระพุทธศาสนา. ความเชื่อ คือ ศรัทธา, รู้จักตัวเ อง คือ สัมมาทิฏฐิ . เชื่อตัวเอง คือศรัทธาในหลักที่ถูกต้อง ทุกอย่างทุกประการ, และเชื่อว่าตัวเองปฏิบัติได้ บังคับตัวเอง คือ ทมะ หรือ ทโม - บังคับกาย วาจา ใจ บังคับอินทรีย์ , บังคับ ทุกอย่างที่ต้องบังคับ. พอใจตัวเอง คือ ปีติในธรรม ปีติที่เกิดมาจากอย่างอื่น ใช้ไม่ได้; ต้องเกิดมาจากธรรม ปีติในธรรม. แล้ว เคารพตัวเอง คือ ความรู้สึกมีความดีอยู่ในตน มีความถูกต้อง มีสิ่งสูงสุดอยู่ในตน, มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตน ก็เคารพตนได้ มีตนเป็นที่พึ่งได้ หลักจริยธรรมสากล ก็ตรงกับหลักในพระพุทธศาสนา พวกฝรั่ง ในยุคโน้นเขาถือหลักทั้ง ๕ ประการนี้ แล้วก็มาโอ้อวดคนไทย คนไทยยอมรับ นับถือ เพราะว่าเขายึดถือในหลัก ๕ ประการนี้ แต่เดี๋ยวนี้ก็หาทำยาหยอดตายาก
น.282 นี่โลกทั้งโลกสูญเสียความรู้จักตัวเอง สูญเสียความเชื่อตัวเอง สูญเสีย การบังคับตัวเอง สูญเสียการพอใจตัวเอง สูญเสียการเคารพตัวเอง ไม่มีพระเจ้า. ฉะนั้น ขอให้บังคับตัวเองเป็นข้อใหญ่ แล้วอะไร ๆ ก็จะตามมา ; บังคับกิเลส, บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ, มีพระธรรมเป็นพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นพระธรรม. ทุก ศาสนามีพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้ ต้องกลับมาคุ้มครองโลก ในเวลาอันควร หรือ ทันแก่เวลา. ขอให้ถือว่า ชีวิตนี้ผลิตขึ้นมาจากพระเจ้า ผลิตขึ้นมาจากพระธรรม ด้วยอำนาจแห่งพระธรรม, หรือ โดยวิธีของธรรม คือกฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะกฎวิวัฒนาการ หรือ อิทัปปัจจยตา. เราจะต้องมีธรรมะให้เหมาะสม กับการที่ธรรมะสร้างเรามา : มีสุทธิ คือความบริสุทธิ์, มีปัญญา คือความรอบรู้ มีเมตตา รักผู้อื่น, และมี ขันตี อดกลั้นอดทน ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน. ปีใหม่ขอให้มีมากกว่าปีเก่า อาตมาขอแสดงความหวังอย่างนี้ และขอกล่าวจะเป็นคำอวยพร หรือ อะไรก็แล้วแต่จะเรียกเถอะว่า สรุปเป็นคำกลอน สำหรับสอนใจว่า :- อันชีวิต ผลิตขึ้นมา จากพระธรรม ด้วยพระธรรม โดยพระธรรม นำวิถี สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตี ปีใหม่มี มากกว่าเก่า พวกเราเอย. ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ ไว้เพียงเท่านี้. ---------------
Buddhadasa