Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๒๑ — ธรรมะ ในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๓

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.296 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะ เครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ. การบรรยายทุกครั้ง มีความรู้สึกอยู่ในใจว่า เพื่อธรรมะกลับมาโลกาจะไม่วินาศ ; ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ. ธรรมะไม่กลับมา สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั่นแหละ จะเป็น สิ่งทำลายโลกเสียเอง ทำให้โลกาวินาศ. ดังนั้นจึงได้บรรยายโดยหัวข้อนี้. ธรรมะสามารถแก้, ป้องกัน, ปัญหาทางเศรษฐกิจได้. ปัญหาเศรษฐกิจนี้, มัน สัมพันธ์กันอยู่กับสันติภาพ ทั้งของเอกชน ทั้งของชาติ และของสังคมโลกทั้งมวล ; ปัญหานี้ เกิดมาจากการขาดศีลธรรม ๒๖๐

น.297 ของคนในโลก. เรื่องเศรษฐกิจก็คือศีลธรรมชนิดหนึ่งแต่ต้องมองกันให้ลึก ; ถ้ามองไม่ลึกก็เห็นเป็นคนละเรื่อง. ถ้ามองลึกแล้วจะเห็นว่า เศรษฐกิจก็คือ ศีลธรรมชนิดหนึ่ง. ศีลธรรมนั้น เป็นการจัดให้มนุษย์อยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้อง ใช้อาชญา. เศรษฐกิจนี้ก็เหมือนกัน : ถ้าจัดโดยถูกต้องแล้ว ก็จะเป็นไป เพื่อมนุษย์อยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. เราควรจะพิจารณาคำว่า เศรษฐกิจนี้ กันให้เป็นที่เข้าใจ. คำว่า "เศรษฐกิจ" นี้ โดยตัวหนังสือ หรือโดยคำพูด ที่เรียกกันว่า โดยพยัญชนะ ในภาษาไทยนั้น หมายถึง การกระทำให้ดีที่สุด ให้ประเสริฐที่สุด ; เพราะคำว่า เสฏฺฐ ในภาษาบาลีก็ดี, ในภาษา สันสกฤตก็ดี, นี้แปลว่า ประเสริฐที่สุด. ฉะนั้น เศรษฐกิจ ก็คือ กิจที่ประเสริฐที่สุด ในฐานะที่จะทำให้มนุษย์เป็นอยู่กันอย่างผาสุก นี้เรียกว่าโดยตัวหนังสือ ถ้า โดยธรรมะ คือโดยอรรถะโดยเนื้อความแล้ว ; คำว่า เศรษฐกิจ หมายถึง การทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า, หรือ ที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก, ลองสังเกตดู. พุทธศาสนา ก็มีเนื้อตัวเป็นเศรษฐกิจ เพราะว่าทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า มีค่าน้อยให้มีค่ามาก หรือบางทีก็ไม่ต้องใช้เงินเลย. ตัวอย่างเช่น ร่างกายเน่า ที่ไม่มีค่าอะไรนี้ ทำให้เป็นที่เกิด ที่ตั้งอยู่ ของความสุข ในระดับที่เรียกว่านิพพาน, หรือว่า นิพพานนี้ เป็นสิ่งที่ได้มา

น.298 โดยไม่ต้องใช้เงิน หรือเรียกกันว่าให้เปล่า นี่มัน เป็นเศรษฐกิจสักเท่าไร ขอให้ลองคิดดู. เศรษฐกิจเป็นศีลธรรม ; ถ้าพลเมืองมีศีลธรรมก็อยู่กันเป็นผาสุก. ถ้าพลเมืองทุกคนไม่มีศีลธรรมแล้ว ไม่มีรัฐบาลไหนจะปกครองให้มีสันติสุข ได้ ต่อให้สิบรัฐบาล ก็ปกครองพลเมืองให้มีความสงบสุขไม่ได้ ; แต่ถ้ามี ศีลธรรมแล้ว ไม่ต้องมีสักรัฐบาลเดียวก็ยังได้ ก็อยู่กันเป็นสันติสุข. นี่ โดย อรรถะ หรือความหมายของคำว่า เศรษฐกิจ มันสูงสุดอย่างนี้ คือ ทำสิ่งที่ไม่มีค่า ให้มีค่า ที่มีค่าน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก. ทีนี้ถ้าดูกัน โดยผล หรือโดยอานิสงส์ของสิ่งสิ่งนี้ ก็คือ สิ่งที่เราหวังที่ จะมี หรือจะใช้กันให้ดีที่สุด เพื่อสันติภาพของมนุษย์. นี่คือผลของสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ ; ถ้าเราสามารถกระทำได้ตรงตามความหมายอันสูงสุดของคำคำนี้. แต่ทีนี้ที่มันมีอยู่จริง ที่ประยุกต์กันอยู่จริงนั้น มนุษย์ในโลก กำลัง เอาสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจ มาใช้เพื่อเอาเปรียบกัน เพื่อทำลายกัน เขาใช้เศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือกันในลักษณะอย่างนี้ มันไม่ตรง ตามความหมายของคำว่า เศรษฐกิจ เลย มันก็เกิดมีปัญหาขึ้นมา ทีนี้เรา จะเอาอะไรมาแก้ปัญหา ? อย่างที่อาตมาขอเสนอว่า ธรรมะ ในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ. ดังนั้น เราควรจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือธรรมะนี้ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกันเสียอีกสักเรื่องหนึ่ง.

น.299 เศรษฐกิจ ธรรม หรือธรรมะ มีหลายความหมาย : เป็นตัวธรรมชาติก็ได้, เป็นตัวกฎของธรรมชาติก็ได้ เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติก็ได้, เป็นผล อันเกิดมาจากหน้าที่นั้นก็ได้. นี้คือธรรมะทั้งนั้น ธรรมะไหนจะสร้างเศรษฐกิจ ให้ดี หรือแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ ก็ควรจะได้พิจารณา. ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาตินั้น มีค่าเท่ากับพระเจ้า ผู้สร้างโลก. โลกเกิดขึ้นตามกฎของธรรมชาติ เป็นอยู่ตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปและจะดับลงก็ตามกฎของธรรมชาติ จึงเป็นเหมือนกับพระเจ้าผู้สร้างโลก. ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ. เราอาจจะพูดได้ว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งขึ้นมาในโลกนี้ จากความไม่มี อะไร ; ก่อนนี้ไม่มีอะไร, พระเจ้าสร้างความไม่มีอะไรขึ้นมาให้เป็นทุกสิ่ง. เศรษฐกิจของใครจะเก่งถึงขนาดนี้ นอกจากเศรษฐกิจของพระเจ้า หรือของ พระธรรม ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ. นี้ก็เป็นธรรมะในความหมายหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูกันให้ดี ๆ ว่ามัน เนื่องกันอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจของมนุษย์. มนุษย์ จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จึงจะสำเร็จประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ. ทีนี้เราก็มาถึงคำว่า ธรรม ในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ เราเห็นได้อยู่ตำตาทุกวัน ตลอดเวลาว่า เราต้องทำอะไรให้ตรงตาม หลักเกณฑ์ ตามกฎของธรรมชาติ, โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เราจึงสามารถ สร้างนั้น สร้างนี่ ประดิษฐ์นั่น ประดิษฐ์นี้ ขึ้นมา อย่างที่เห็นอยู่เต็มไปทั้งโลก.

น.300 หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็ได้รับผลตรงตาม กฎของธรรมชาติ สร้างผลิตผลตามที่มนุษย์ต้องการได้ โดยไม่ยากเลย. นี่แหละ เอาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ มาปรับกันเข้าให้ได้กับปัญหาทาง เศรษฐกิจ. ธรรม คืออำนาจเพื่อเศรษฐกิจ โดยตรงและดีเลิศ และสูงสุด, ในตัวธรรมะนั้นเองมีความหมายแห่งเศรษฐกิจ โดยตรง ดีเลิศ และสูงสุด คือ ทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า ที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก. มีธรรมะแล้ว มนุษย์อยู่กันโดย ไม่มีความยุ่งยากลำบากแม้แต่สักนิดเดียว. ปัญหาเฉพาะหน้าของเราในโลกปัจจุบัน คือปัญหาทางเศรษฐกิจ จะ แก้ได้ด้วยธรรมะ. เมื่อมีธรรมะแล้วปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย. นี่คือสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูกันให้ดีสืบไป. สรุปความว่า ธรรมะ นั้น สามารถที่จะแก้ กระทั่ง ป้องกัน ไม่ให้ เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ. คุณของเศรษฐกิจมีมาก แต่มี โทษมากเป็นคู่กัน. ทีนี้มาดูกันที่ตัวเศรษฐกิจ โดยละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง ว่าเศรษฐกิจ นั้น มันมีความหมายกำกวม ถ้าตามตัวหนังสือก็ว่า ดีที่สุด ทำของมีค่าน้อยให้มี

น.301 ค่ามาก. แต่ครั้นเราเอามาใช้ให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้นแล้ว มันกลับ เ กิดมี โทษขึ้นมาเป็นคู่กัน; อย่างที่เขาพูดไว้ ไม่มีทางจะผิดว่า สิ่งใดจะมีคุณโดย ส่วนเดียว มันก็ไม่มี; มีคุณก็มีโทษ มีโทษก็มีคุณ มันเป็นคู่กันไปดังนี้. ถ้าดู โทษของเศรษฐกิจ หรือความเลวร้ายของเศรษฐกิจ ก็เห็นอยู่ ตำตาอีกเหมือนกันในโลกนี้ว่า เมื่อมีความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้ ลืมตัว, ลืมตัวแล้วก็หลงใหลใ นการกอบโกย. คนคนหนึ่ง หรือคนพวกหนึ่ง กำลังกอบโกยผลในทางเศรษฐกิจ คือเอาเปรียบผู้อื่น อย่างลืมตัว. นี้เราถือว่า มันเป็นโทษของเศรษฐกิจ. เขาใช้เป็นอาวุธล้างผลาญผู้อื่น, บีบคั้นผู้อื่นใน ทางเศรษฐกิจทำลายโลก, ทำลายเพื่อนร่วมโลก ด้วยอาศัยเครื่องมือ คือเศรษฐกิจ นี่คือโทษของมัน ; ทำไมไม่มองดูกันบ้าง ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทำให้มนุษย์เป็นอยู่ด้วยความเกิน โดยไม่รู้สึกตัว. คนที่หาได้มาก ผลิตได้มาก สร้างได้มาก มันก็หลงระเริงใน ความสุขสนุกสนานจนเป็นอยู่อย่างที่เรียกว่า มีความเกิน : กินอยู่ก็เกิน, นุ่งห่ม ก็เกิน, ใช้สอยก็เกิน, เยียวยารักษาโรคก็เกิน, มีสิ่งประเล้าประโลมใจ ก็เป็น ไปในทางเกิน. นี่มันเป็นโทษของเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดความเกินขึ้นไปจนทั่ว ทุกหัวระแหง. พวกอันธพาลเขาก็เอาอย่าง เขาก็ต้องการความเกิน ; เมื่อไม่ได้ ตามที่เขาต้องการ เขาก็ใช้ความเป็นอันธพาลของเขา แสวงหาสิ่งที่มันเกิน เราจึงเห็นอาชญากรรมเต็มไปในบ้านเมือง อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือ ข่มขืน, ข่มขืน แล้วฆ่า, กระทั่งว่าฆ่าบิดามารดาของตนเองก็ยังได้. นี่ความเป็นอันธพาลมันเกิด ขึ้นได้.

น.302 เมื่อเรา ควบคุมสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจไม่ได้ มันก็ เกิดปัญหา ทาง เศรษฐกิจขึ้นมา เรียกว่าอย่างมหาศาลให้มันมีความยุ่งยากลำบากเดือดร้อนอย่าง มหาศาล กว้างขวางทั่วโลกทีเดียว. สรุปสั้นๆ ว่า โทษของเศรษฐกิจ คือมัน ทำให้ลืมตัว, หลงใหล ในความกอบโกย เป็นอยู่อย่างที่ไม่ควรจะเป็น คือเป็นอยู่ด้วยความเกิน ; แล้วก็มีปัญหาต่อเนื่องเป็นชั้น ๆ ๆ ๆ กันไปอีกหลายชั้น, จนโลกนี้ไม่มีสันติสุข หรือสันติภาพ ทั้งโดยบุคคล หรือโดยชาติประเทศ, หรือว่าโดยสังคมโลกทั้งหมด รวมกัน. พุทธบริษัทที่มีคุณธรรมถูกต้องจะแก้ปัญหาได้. ทีนี้ขอให้ดูให้ดี ว่าโทษอันนี้ หรือปัญหาอันนี้ไม่ต้องมีแก่พุทธบริษัท ที่แท้จริง. พุทธบริษัทที่แท้จริงตั้งอยู่ในคุณธรรมของพุทธบริษัทแล้ว จะไม่มี โทษไม่มีปัญหาอันนี้ ; แม้ว่าโลกจะมีสถานการณ์วิปริตทางเศรษฐกิจอย่างไร. พุทธบริษัทที่มีธรรมะของตน ก็สามารถจะแก้ปัญหาได้, จะอยู่ได้ ด้วยสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมนั่นเอง. ยกตัวอย่างด้วยเรื่องในพระไตรปิฎก เ ล่ม ๑ เล่มแรก หน้าแรก ๆ นี่. พระผู้มีพระภาคเจ้าจำพรรษา ณ ที่แห่งหนึ่ง. ผู้ทูลให้จำพรรษาลืมไป ว่าได้ทูล นิมนต์ให้จำพรรษา ไม่ได้เอาใจใส่อะไร ; เป็นเวลาข้าวยากหมากแพง ไม่มี

น.303 อาหารบิณฑบาต. พระพุทธเจ้า และสาวกสงฆ์ มีชีวิตอยู่ด้วยพ่อค้าแบ่งข้าว ตากเลี้ยงม้าถวายองค์ละฟายมือ, ไปทำให้ชุ่มด้วยน้ำ แล้วก็ฉัน ไม่มีแกง ไม่มีกับ ; ทรงอยู่ได้จนตลอดพรรษา. แม้จะมีสาวกบางองค์ขอให้เสด็จหลีกไป จากที่นี่ ก็ไม่ทรงยอม ; เพราะว่าทรงมีความเข้มแข็งมั่นคง, ไม่เห็นว่าเรื่อง ชนิดนี้เป็นปัญหา ดูเถิด พระศาสดา ของเรา อยู่เหนือปัญหาเศรษฐกิจถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นพระสมัยนี้ คงแช่งด่าคนนิมนต์เป็นอันมาก ที่นิมนต์ให้อยู่จำพรรษา แล้ว ไม่ได้เอาใจใส่อะไรเลย. หลักเศรษฐกิจของพระองค์ คำนวณดูได้จากการ ที่ทรงอยู่ได้ ด้วยข้าวตากเลี้ยงม้า วันละฟายมือเดียว, แล้วก็อยู่กันอย่างนั้น ทุกองค์. สมัยนี้เราเลี้ยงพระกันอย่างไร ? มันทำลายเศรษฐกิจอันนี้ของพระองค์ หรือหาไม่ ? ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถิด. ถ้าพบความจริงแล้วก็จะพบว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจต้องไม่มีแก่พุทธบริษัท. ปัญหาทางเศรษฐกิจมีขึ้น เพราะเป็นทาสของอายตนะ. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไป ถึง มูลเหตุของปัญหา, มูลเหตุของปัญหาทาง เศรษฐกิจนั้น อยู่ที่คนนั้น ๆ ไม่มีศีลธรรม อันเกี่ยวกับความอร่อย ; เป็น คำโสกโดก ว่า "อร่อย" เรื่องอร่อยนี้มันเป็นพระเจ้าอยู่บนหัวคนทุกคน. ปัญหา

น.304 เศรษฐกิจเกิดขึ้นมา จากการที่แต่ละคนไม่มีศีลธรรม ที่เกี่ยวกับความอร่อย, คือ เขาเป็นทาสของอาตนะอย่างไม่รู้สึกตัว. คำว่า ทาสของอายตนะ นั้น คือ เป็นทาส ของความอร่อย ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง และทางใจ ๖ ทางด้วยกัน เรียกว่า อายตนะ ๖. เขาเป็นทาสของอายตนะทั้ง ๖ แล้ว โดยไม่รู้สึกตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่ง สร้างปัญหา. นี่คือมูลเหตุของปัญหา. เขาโง่ต่อความจริงของความอร่อย. เขาไม่รู้ว่า ความอร่อยนั้นไม่ต้องมาจากการปรุงแต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมีแต่เกิน มีแต่หลอกลวง. ความอร่อยที่แท้จริงนั้น มาจากความหิว. ความหิวทำให้ อร่อย อร่อยเมื่อหิว ; ดังนั้นไม่ต้องเป็นของแพงเลย. ขอความเป็นธรรมแก่ ข้อเท็จจริงข้อนี้บ้างว่า ความอร่อยนั้นเมื่อหิว เพราะฉะนั้นต้องทำให้พอเหมาะ พอดี, มีความหิวแล้วจึงรับประทานแล้วก็จะอร่อย. อาตมาอยากจะพูดว่า ได้เคยลองฉันข้าวคลุกน้ำปลา โดยเฉพาะน้ำปลา ซีอิ๊วเล็กน้อย ; แล้วก็รับประทานกับถั่วกับผักสด ที่มีกลิ่นหอม ในเมื่อมันหิว มันก็อร่อยเหลือประมาณ ; แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วรับประ- ทานอาหารอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากน้ำปลา ถั่วคลุกข้าวกับถั่วลิสงคั่ว มันเป็นค่า ไม่กี่สตางค์เลย มันกลับอร่อย มันกลับอยู่สบาย. ในบางคราวเอาน้ำปลามา คลุกข้าว, ทำเป็นกับ, แล้วก็หยิบเล็กน้อย, มากินกับคำข้าว, กินข้าวกับกับ คือข้าวที่คลุกน้ำปลา. ถ้าอร่อยก็เมื่อหิว ; เมื่อหิวก็อร่อย. ขอให้ลองคิดดู. นี่ขอให้ศึกษา ความอร่อย นี้กันให้ถูกต้อง ว่า มันมีได้เมื่อหิว.

น.305 ถ้าคนในกรุงเทพฯ ๕ ล้านคน ลองรับประทานอาหารด้วยความหิว, และอร่อยแบบนี้พร้อมกันทุกคน คือข้าวคลุกน้ำปลา, ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง ; ไม่ต้องไปตลาด ๙ วัน ๑๐ วัน, ตลาดก็ ขายอะไรไม่ได้ตั้ง ๙ วัน ๑๐ วัน, จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เท่าไร. จะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของตนได้ ไม่ต้องมานั่งด่ารัฐบาลให้มันหนวกหู. ขอ ให้ชาวกรุงเทพฯ ๕ ล้านคน ลองดูวิธีเศรษฐกิจอย่างนี้บ้าง จะแก้ได้อย่างที่ เรียกว่า บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น. นี่ มูลเหตุที่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ข้อที่ ๑. คือเขาไม่รู้เรื่อง ของความอร่อย ไม่มีศีลธรรมของความอร่อย. แล้ว ข้อที่ ๒. ถัดไป ก็คือ บูชาส่วนเกิน : กินเกิน, อยู่เกิน, นุ่งห่มเกิน, อะไรเกิน เรา เป็นอยู่กันอย่างบูชากิเลสในส่วนเกิน. เรายังมี ความเสื่อมทางศีลธรรม ไม่มีศีลธรรมของสังคม ; มีการ ได้ของตนนั่นแหละเป็นความเป็นธรรม เราได้แล้วก็มีความเป็นธรรม หรือ ยุติธรรม. เราไม่ได้ ก็ไม่มีความยุติธรรม, ไม่มีศีลธรรมของสังคม ก็เกิดปัญหา ทางเศรษฐกิจ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยทำให้ศีลธรรมกลับมา. ทีนี้จะแก้ปัญหากันอย่างไร ? อาตมาพูดคำเดียวว่าศีลธรรมกลับมา, ศีลธรรมกลับมา. ศีลธรรมกลับมา นี้มีได้ ๒ แบบ คือกลับมาในรูปของ

น.306 ศีลธรรม : ธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม, ธรรมะกลับมาในรูปของศีล- ธรรม ; หรือ ธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม มีอยู่เป็น ๒ แบบ. ธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม ก็ไม่มีความผิดพลาดในเรื่อง ของความอร่อย ; แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งของสังคม หรือของโลก. เรา ดำเนินกิจกรรมที่ต้องการศีลธรรม เช่นสหกรณ์ได้ เดี๋ยวนี้ตั้งสหกรณ์ไม่ได้ มันมีคนไม่มีศีลธรรม มีแต่สหโกง หรือถ้ามีศีลธรรมแล้ว ไม่กินเกิน, ไม่ใช้ เกิน, ไม่อยู่เกินแล้ว, ประเทศก็ไม่ต้องเสียดุลย์การค้า ที่เสียอยู่อย่างมากมาย, มีศีลธรรมในผู้ผลิต ในผู้ซื้อ ในผู้ขาย ในคนกลาง และผู้ส่งออก. นี่ขอให้คิด ดูว่า มีศีลธรรมแล้ว มันจะมีความถูกต้องในผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย คนกลาง และส่ง ออก. เรื่องวุ่นวายในเรื่องของแพงมันก็ไม่มี; สามารถจะผลิตสินค้าราคาถูก ส่งขายต่างประเทศ. อาตมาเคยคุยกับผู้ขายแท่นพิมพ์ ว่าทำไมคุณขายแท่นพิมพ์จากฮ่องกง ของคุณถูกกว่าแท่นพิมพ์ของฝรั่งมากนัก ; เมื่อคุณอ้างว่ามันมีคุณค่า คุณ ประโยชน์เท่ากัน. จีนคนนั้นเขาบอกว่า พวกฝรั่งเขานอนเตียง กินหมูกินไก่ พวกเรานอนกับพื้น กินหัวผักกาด ; ฉะนั้นเราก็ผลิตแท่นพิมพ์เหมือนฝรั่งได้ ในราคาที่ต่างกันมาก. นี่คิดดูเถอะว่า เรื่องศีลธรรมในการกินนี้ จะช่วย เศรษฐกิจของชาติได้อย่างไร. พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงประสงค์ ให้เราทำอะไรที่ทำลายเศรษฐกิจ การสร้างโบสถ์วิหารสวย ๆ ที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลนี้ ทำลายเศรษฐกิจหรือไม่ ?

น.307 เศรษฐกิจ คิดดู เลี้ยงพระเลี้ยงเจ้า แบบกินกันอย่างในเมืองสวรรค์นั้น มันทำลายเศรษฐกิจ หรือไม่ ? ขอให้คิดดู. ถ้าธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม จะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ อย่างไร นี้ข้อหนึ่ง. ถ้าธรรมะกลับมาในรูปปรมัตถธรรมสังคมโลกยังมีความสงบ. ทีนี้ ถ้าธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม; ทุกคนมีธรรมะ ชั้นสูงอยู่ในจิตใจ. คนเหล่านั้นก็จะมีจิตใจชนิดที่เศรษฐกิจทำอะไรไม่ได้ รู้จัก ปรับปรุงในทางจิตใจไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นเลย ; ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไป อย่างไร จิตใจยังคงเป็นปรกติ มีความสุข : เพราะว่าแม้แต่ความตายก็ไม่มี ความหมาย, ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความหมายแก่ผู้มีธรรมะ คือไม่มาขู่ มาทรมานบุคคลผู้มีธรรมะ. เขาอาจจะพอใจในชีวิตที่มีธรรมะ แม้ทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่กลางทุ่งนา เขาก็ยังมีความสุข ; เพราะการปรับปรุงจิตใจ อย่างถูกต้อง มีธรรมะชนิดปรมัตถธรรมอยู่ในจิตใจ. ถ้าสูงขึ้นไป ก็จะได้ บรรลุมรรค ผล นิพพาน มีความสุขประเภทสูงสุด ; ถึงแม้ไม่เป็นพระอรหันต์ จะเป็นเพียงโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็เป็นสังคมโลกที่มีความสงบสุขอย่างยิ่ง นี้เราเรียกว่า เศรษฐกิจทางวิญญาณ ของมนุษย์ในโลก. เศรษฐกิจทางวัตถุ นั้นก็เห็น ๆ กันอยู่ รู้กันอยู่ก็ต้องแก้ด้วยธรรมะ, คือ มีธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม ดังที่กล่าวแล้ว.

น.308 ถ้า ธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม เป็นเศรษฐกิจในทาง วิญญาณ คือ ทำจิตใจให้หมดปัญหาทางเศรษฐกิจ อยู่ในโลกนี้ได้; แม้ว่า สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์ แม้กระทั่งว่าจะต้อง รับประทานอาหาร ด้วยข้าวตากเลี้ยงม้าฟายมือเดียว แช่น้ำพอชุ่ม ไม่ต้องมีแกง มีกับ อย่างนี้ก็ยังอยู่ได้ และเป็นสุข, ยังยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นสุข, และไม่ทำ อะไรให้นอกรีดนอกรอยของธรรมะ. นี่ การแก้ปัญหาของเศรษฐกิจ ทั้งในทางวัตถุ ทั้งในทางวิญญาณ จะต้องแก้ได้ด้วยการที่ธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม ก็ดี, ในรูปของ ปรมัตถธรรม ก็ดี. ขอร้องให้ท่านทั้งหลาย จงได้สนใจเป็นพิเศษ อย่ามัวนั่งแช่งด่ารัฐบาล แช่งด่าคนนั้นคนนี้. แช่งด่าคนผลิต, แช่งด่าคนซื้อ, แช่งด่าคนขาย, แช่งด่า คนส่งออกนอกอยู่เลย. จงปรับปรุงในภายใน ให้มนุษย์มีศีลธรรมแล้ว เราก็จะมีผู้ผลิตที่ดี ผู้ซื้อที่ดี ผู้ขายที่ดี คนกลางที่ดี ผู้ส่งออกที่ดี ก็จะไม่มีปัญหา อะไร. ในที่สุดนี้ ขอให้มองเห็นความดี หรือความประเสริฐที่สุด ของสิ่งที่ เรียกว่าเศรษฐกิจ ; เพราะคำว่า เสฏฐ นั้นแปลว่า ประเสริฐที่สุด อยู่แล้ว. เรา จงทำให้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด กันให้ได้โดยแท้จริง. อย่าให้กลายเป็น เครื่องเอาเปรียบผู้อื่น, ทำลายผู้อื่น, หรือทำลายโลก กันอีกต่อไปเลย. ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว ; ไม่ เพียงแต่ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหาอะไรทุกอย่างทุกประการในโลกนี้ แก้ได้

น.309 เศรษฐกิจ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว. มีธรรมแล้วทำให้ไม่เห็นแก่ตัว; มัน เห็นแก่ตัวไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ในการที่จะไม่รักผู้อื่น : จะรักผู้อื่น จะทำหน้าที่ ด้วยความพอใจ สนุกเป็นสุขในการได้ทำหน้าที่. แม้เหงื่อไหลอยู่มันก็ยังเป็นสุข เพราะเคารพตัวเองว่าได้ทำหน้าที่, ทำหน้าที่ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ในฐานะที่ว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ธรรมะช่วยให้เกิดความรู้สึก ว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; เอาเปรียบกันไม่ลง, ทำอันตรายกันไม่ลง. นี่เพราะ มีสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ แล้วปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร. อย่าว่าแต่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว ; ต่อให้ ปัญหาทุกอย่าง กี่ร้อย อย่าง กี่สิบอย่าง ในโลกนี้ จัก ลุล่วงไปได้ด้วยการประพฤติสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว. เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ก็สิ้นลงแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายครั้งนี้ ด้วยการอ้อนวอนท่านทั้งหลายว่า จงได้พิจารณาดูสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้นให้ถูกต้อง ตามความหมายอันแท้จริงของคำ ๆ นี้, แล้ว ใช้มัน ให้เป็นประโยชน์โดยส่วนเดียว. อย่าให้มีโทษเกิดขึ้นแม้แต่เล็กน้อยเลย. ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต