Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๑ — สัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๔ มกราคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.30 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์ในวันนี้ เป็นการบรรยายวันแรก แห่งงวดนี้รอบนี้ ซึ่งเรียกว่ารอบมาฆบูชา, ตลอด ๓ เดือนนี้ก็เป็นการบรรยายงวดหนึ่ง ๆ ประมาณ ๑๓ เรื่อง บางทีก็ถึง ๑๔ เรื่อง นับเป็นงวดหนึ่ง.ในคาบสมัยมาฆบูชานี้ เราก็จะมีงวด หนึ่ง, แล้วก็จะตั้งต้นงวดนี้เป็นงวดใหม่แห่งปีนี้, แล้วก็เป็นการบรรยายครั้งแรกของงวด นี้ในวันนี้ เป็นอันว่าจะตั้งต้นเรื่องใหม่สืบต่อไป, ขอให้กำหนดไว้ ว่าจะเป็นการบรรยาย เรื่องใหม่ของชุดใหม่. ที่นี้การบรรยายชุดนี้จะให้ชื่อชุดว่า ชุดธรรมะกับสัญชาตญาณ, ธรรมะกับ สัญชาตญาณ. คำว่า สัญชาตญาณ เป็นคำแปลก สำหรับพุทธบริษัทโดยมาก, บางคน ที่เคยศึกษากว้างขวางก็จะเคยได้ยินมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มองเห็นหรือรู้จักในลักษณะที่ เพียงพอ จึงเห็นเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องผิวเผินไปเสีย. เดี๋ยวนี้อาตมาจะนำเอา

น.31 เรื่องนี้ คือ เรื่องสัญชาตญาณ มากล่าวในฐานะ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่พุทธบริษัท ก็จะต้องรู้จัก ต้องทราบ ต้องเข้าใจ, แล้วปฏิบัติตนให้ได้ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ. บางคนอาจจะคิดไปเสียว่า เป็นคำพูดไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา หรืออยู่ นอกวงของพุทธศาสนา, นั้นก็จริงอยู่ ที่ในบัดนี้เขาพูดกันอยู่พวกหนึ่ง ในพวกนักวิทยา- ศาสตร์ฝ่ายชีววิทยา พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับชีวิต. ในพุทธศาสนาไม่มีคำว่าสัญชาตญาณ แต่ มันมีสิ่งซึ่งเรียกกันในวงวิทยาศาสตร์ว่า สัญชาตญาณ. ฉะนั้นขอให้ฟังให้ดี บางทีจะ เข้าใจเรื่องของตัวเองได้มากขึ้น เราจะทำความเข้าใจระหว่างพุทธศาสนากับวิทยา- ศาสตร์ แล้วเราจะต้องเข้าใจเรื่องนี้. ความรู้เกี่ยวกับสัญชาตญาณ. สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นนะ ในพุทธศาสนาจะเรียกว่าอะไร ก็นึกไม่ค่อย จะออก เพราะมันไม่มีคำเรียก ; แม้ว่าคำว่าสัญชาตญาณจะเป็นคำบาลี แต่ก็ไม่มีในคำ ของธรรมะที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป แต่สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ นั่นแหละ เป็นตัวเหตุ เป็นตัวการ ที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาสำหรับมนุษย์ คือมนุษย์จะทำอะไรไปตาม สัญชาตญาณ แล้วมันก็ เกิดเป็นกิเลสหรือเป็นปัญหา ขึ้นมา ทำให้เกิดความทุกข์. ที่นึกได้ก็คำหนึ่งคือคำว่า อัสมิมานะ, อัสมิมานะ ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ คน หลายคนก็ได้เคยผ่านคำนี้ คือประโยคที่ว่า อสฺมิมานสฺส วินฺโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - การ กำจัดอัสมิมานะเสียได้ มันเป็นสุขอย่างยิ่งเน้อ, กำจัดอัสมิมานะเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง เน้อ. เราก็เคยพูดถึงเรื่องอัสมิมานะกันมาบ้างแล้วพอสมควร ; ถ้าใครยังจำได้อยู่ก็เอา

น.32 สัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ๓ มาสำหรับ จะถือเป็นหลักไปที่ก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณตามหลักฝ่ายพุทธศาสนาเรา นั้น จะต้องได้แก่ คำว่า อัสมิมานะ. คำว่า สัญชาตญาณฝ่ายการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนั้นเขามีมาก ชื่อ : เป็นสัญชาตญาณแห่ง การแสวงหาอาหาร, สัญชาตญาณแห่ง การกินอาหาร , สัญชาตญาณแห่ง การต่อสู้, สัญชาตญาณแห่ง การป้องกันตัว, สัญชาตญาณแห่ง การสืบ พันธุ์, สัญชาตญาณแห่ง การสงวนชีวิต, มากมายหลาย ๆ สัญชาตญาณ. แต่ ในพุทธศาสนาเรากลับมีสัญชาตญาณรวบยอด คือสัญชาตญาณ แห่งความรู้สึกว่ามีตน ; อัสมิมานะ แปลว่า ความสำคัญว่าตนมีอยู่, ความสำคัญว่า เรามีอยู่. เราจึงมีเพียงสัญชาตญาณเดียว เป็นแม่บท, แล้วก็คลอดออกมาเป็น สัญชาตญาณต่างๆ อย่างที่เรียกกันในชีววิทยาสมัยใหม่ ; หมายความว่า สัญชาต- ญาณแห่งการแสวงหาอาหาร ก็มาจากสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่ามีตัวตน, สัญชาตญาณ แห่งการกินอาหาร ก็มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน, สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ ก็มันต่อสู้ เพื่อตัวตน ก็มาจากสัญชาตญาณแห่งตัวตน, สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ก็เพราะว่า มันไม่อยากให้สูญพันธุ์ มันอยากจะให้พันธุ์เหลืออยู่ ก็เพราะว่ามีความเห็นแก่ตัวตน เพราะตัวตนไม่อยากสูญพันธุ์ จึงมีสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์. สัญชาตญาณแห่ง การอะไรก็ตามเถอะ เราจะพูดกันโดยละเอียดในการบรรยายครั้งหลัง ๆ. ในการบรรยายครั้งแรกนี้ จะพูดแต่ที่มันเป็นหัวข้อ เพื่อจะจับใจความสำคัญ ของเรื่องทั้งหมดให้ได้เสียก่อนว่า เรามีคำว่าสัญชาตญาณในพุทธศาสนาเพียงคำเดียว คืออัสมิมานะ ; มานะ ก็แปลว่า ความรู้สึก หรือความสำคัญ, อัสมิ ว่า เรามีอยู่, อัสมิ มานะ ก็สัญชาตญาณนั้นเป็นเหตุให้รู้สึกว่า เรามีตัวตนของเราอยู่ ; นี้ก็ขยายออกไปจาก

น.33 อัสมิมานะนี้ เป็นความรู้สึก, เป็นความต้องการ, เป็นการกระทำ, เป็นการอะไรต่าง ๆ มากอย่างได้เหมือนกัน, คือ ครบจำนวนตามที่กล่าวไว้ในวิทยาศาสตร์ชีววิทยา. นี่ เรามาทำ ความเข้าใจกันก่อน เดี๋ยวจะหาว่าในพุทธศาสนาไม่มีสัญชาตญาณ, จริง, ไม่มีคำว่า สัญชาตญาณในคัมภีร์พระไตรปิฎก แต่มันก็มีอะไร ๆ ที่ตรงกับที่เรียกว่าสัญชาต- ญาณ หรือ instinct, instinct ในตำราฝ่ายชีววิทยา เป็นอันว่า เราจะปรับความเข้าใจกันระหว่างคัมภีร์พุทธศาสนา กับ ตำราชีววิทยา ก็ได้, หรือจะกล่าวให้กว้างออกไป ก็ว่าจะปรับพุทธศาสนากันกับวิทยา- ศาสตร์ลองดู ว่ามันจะเป็นไปได้กี่มากน้อย. แต่ก็ไม่ใช่เพื่อจะปรับเปล่าดอก ปรับ เพื่อจะนำมาใช้เป็นประโยชน์; พวกหัวเก่าก็จะได้เข้าใจพวกหัวใหม่, พวกหัวใหม่ ก็จะได้เข้าใจพวกหัวเก่า, นี่มันดีอย่างนี้. ถ้าเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณอย่างถูก ต้อง ครบถ้วน จ นมองเห็นว่า ในหลักพุทธศาสนาก็มีอยู่อย่างเป็นเรื่องสำคัญ, ใน ฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็มีอยู่ ในฐานะเป็นเรื่องสำคัญ, ทำความเข้าใจกันได้ ก็จะเข้าใจ ธรรมะได้ดี. ต้องควบคุมหรือถอนฤทธิ์สัญชาตญาณ. ฟังดูให้ดี ๆ ว่า จะเข้าใจธรรมะได้ดี ถ้าเรามีความรู้เรื่องสัญชาตญาณ ; เพราะว่าธรรมะ ธรรมะ ก็คือระบบปฏิบัติเพื่อควบคุมสัญชาตญาณนั่นเอง, ธรรมะ คือระบบปฏิบัติ ที่ปฏิบัติเพื่อควบคุมสัญชาตญาณนั้นเอง อย่าให้มันเกิดเป็นโทษ เป็นภัย เป็นทุกข์ขึ้นมา, และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า จะเปลี่ยนกระแสอันเลวร้ายของมัน ให้เป็นไปในทางดี ให้ใช้สำเร็จประโยชน์ได้. เช่นสัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัวนี้, สัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัวนี้ ถ้าปล่อยไปโดยไม่มีการควบคุมมันก็เป็น

น.34 สัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ๕ อันตราย : เป็นผู้เบียดเบียน เป็นผู้เอาเปรียบ เป็นผู้อะไร ก็เป็นผู้อันตราย ; แต่ ถ้าควบคุมได้ เห็นแก่ตัวแต่ในทางที่ถูกต้อง ก็คือจะพยายามปฏิบัติ ยกตัวให้สูง ให้ดี ให้ยิ่งขึ้นไป. ความเห็นแก่ตัวมันก็เลยมีความหมายเป็น ๒ แง่ ๒ มุม : เห็นแก่ตัว ตามสัญชาตญาณล้วน ๆ มันก็ ต้องเป็นผู้ทำอันตรายตนเองและผู้อื่น ; ถ้า เห็นแก่ตัวด้วย ธรรมะ เข้าไปควบคุมสัญชาตญาณ มันก็เห็นแก่ตัวไปในทางที่ถูกที่ควร มันก็ ทำให้ตัวเอง ดีขึ้นมาๆ : นี่เรียกว่าเปลี่ยนกระแสที่ชั่วร้ายให้กลายเป็นดีเสีย. อยากจะใช้คำเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีคำว่า ควบคุม หรือว่า ถอน, ถอนฤทธิ์ อำนาจของมันเสียได้ จะเรียกว่า eliminate, eliminate ในที่สุด ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์. คนธรรมดาไม่สามารถจะห้ามอำนาจสัญชาตญาณ หรือ เพิกถอนอำนาจสัญชาต- ญาณ ก็ทำได้แต่เพียงควบคุม หรือ sublimate เปลี่ยนแปลงให้เป็นเรื่องของดี เป็น ไปในทางดีเสีย, ในที่สุด เมื่อเป็นพระอรหันต์ ก็จะถึงกับว่าถอนได้หมด มีความหมาย เท่ากับพระบาลีว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ - ถอนอัสมิมานะเสียได้เป็นสุข อย่างยิ่งเน้อ. นี่ ขอให้จับใจความสั้น ๆ โดยสังเขปแต่ทั้งหมดว่า ชีวิตหรือสิ่งที่มีชีวิตนี่ มีสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณติดมาด้วยเสร็จ เราไม่สามารถจะเพิกถอนมันได้ ถ้าเรา ยังเป็นคนธรรมดา, เราก็ได้แต่ควบคุมดูแลอย่าให้มันเกิดเป็นพิษเป็นภัยขึ้นมา, เอามาใช้ในทางให้เป็นประโยชน์ : เหมือนกับว่าสัตว์อันดุร้าย เช่นช้าง เช่นควายมี กำลังนี้ ปล่อยไปตามเรื่องก็เป็นอันตราย, แต่เอามาควบคุมให้ได้ แล้วก็ใช้เป็นประโยชน์ ให้ได้ มันก็ไม่เป็นอันตราย มันกลับได้ประโยชน์. อย่างนี้เรียกว่า เราเปลี่ยนกระแส

น.35 แห่งการเป็นไปของมันมาสู่ทางที่เป็นประโยชน์, แทนที่จะปล่อยไว้ตามธรรมชาติเดิม แล้วก็เป็นอันตรายไป. สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้นมันเป็นอย่างนี้ ถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็เป็นอันตราย, ถ้าควบคุมได้มันก็เป็นประโยชน์, และถ้าสามารถถอนได้หมดจดสิ้น เชิงมันก็หมดปัญหา คือเป็นพระอรหันต์. ขอให้จำคำว่า สัญชาตญาณ สัญชาตญาณ เอาไว้อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ประจำ มาในสิ่งที่มีชีวิต, สิ่งที่มีชีวิตทุกระดับแหละ : ชีวิตเป็นมนุษย์ เป็นคนก็ได้ ชีวิตเป็น สัตว์เดรัจฉานก็ได้ ชีวิตเป็นต้นไม้ก็ได้, มัน มีความรู้สึกตามสัญชาตญาณ คือเกิด ได้เองไม่ต้องสอน ติดมาในตัว เพราะว่าธรรมชาติใส่มาให้เสร็จ. ถ้าเขาเชื่อ พระเจ้าเขาก็ว่าพระเจ้าใส่มาให้เสร็จในชีวิต สัญชาตญาณน่ะ หรือถ้าเชื่อผีสางเทวดา อย่างที่ชาวบ้านจะพูดกัน ก็ผีมันใส่มาให้เสร็จ, ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณมันมีอยู่ใน ชีวิตมาแล้ว. ยกตัวอย่างเช่นสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ เป็นสิ่งที่ใส่มาในชีวิตเสร็จแล้ว พอชีวิตนั้นโตถึงขนาด ก็รู้จักการสืบพันธุ์เอง โดยไม่ต้องมีใครสอน ; เช่นจะเอาเด็กๆ หญิงชายไปปล่อยไว้ที่เกาะที่ไม่มีใครสอน พอมันโตขึ้นมาถึงระดับ มันก็ทำการสืบพันธุ์ กันได้เอง โดยไม่ต้องมีใครสอน. ความรู้สึกที่เกิดได้เองอย่างนี้เรียกว่า สัญชาตญาณ, หรือว่าเด็กเล็ก ๆ ถ้ามีเรื่องมาให้โกรธ มันก็โกรธเป็นเอง เป็นสัญชาตญาณ เป็นความ รู้สึกที่เกิดขึ้นเอง จะเรียกอย่างนี้ก็ได้. แต่เป็นภาษาไทยมันก็ยืดยาวยุ่งยาก, เลยขอเรียก ด้วยคำบาลีที่เขาใช้เรียกกันอยู่แล้วว่า สัญชาตญาณ : สัง แปลว่า เอง, ชาติ แปลว่า เกิด, ญาณ แปลว่า ความรู้ หรือ ความรู้สึก, ความรู้สึกที่เกิดเอง ; สัตว์เดรัจฉานก็มีความรู้สึก ประเภทที่เกิดได้เองแม้แต่ต้นไม้ต้นไล่ ก็มีความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์, แต่ว่าเราไม่ได้เรียน พูดแล้วก็จะเชื่อยาก ถ้าเรียนเรื่องต้นไม้ให้ละเอียดลออก็จะรู้ว่า ต้นไม้นี้พอเจริญเติบโต ถึงระยะที่จะสืบพันธุ์ มันก็ออกดอกมา มีเกษรทั้งตัวผู้และตัวเมีย, ดิ้นรนเพื่อการสืบพันธุ์

น.36 สัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ๗ ดิ้นรนเพื่อให้ธรรมชาติทำให้เกิดการสืบพันธุ์ ; เช่นให้แมลงบินไปบินมา ล่อแมลงให้ บินไปบินมา คลุกเคล้าเกษรให้เกษรมันผสมกัน เป็นความต้องการอย่างยิ่ง และคงจะ เป็นความรู้สึกที่พอใจอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน เหมือนกับการสืบพันธุ์ของสัตว์เดรัจฉาน หรือคนเรา, รู้ไว้แต่คร่าว ๆ เพียงเท่านี้ก่อนว่า สัญชาตญาณคือสิ่งที่เกิดได้เองในชีวิต. ที่สำคัญที่สุดก็เพราะว่าชีวิต หรือร่างกาย, ร่างกายนี้มัน สร้างอวัยวะ สำหรับการสืบพันธุ์มาด้วยเสร็จ ความรู้สึกเกิดจากต่อมแกลนด์ระบบประสาทหรือ อวัยวะนั้น ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่สมควร, เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา ก็เริ่มค่อยรู้, รู้ได้เองถึงที่สุด เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ. ดูให้ดี ดูให้ดีว่ามันมีอำนาจ เท่าไร สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ของหญิงและชายนี้ มันมีอำนาจเท่าไร ; ถ้าควบคุม ไม่ได้มันเกิดความวินาศเท่าไหร่ ถ้าควบคุมไม่ได้, ถ้าควบคุมได้มันก็เป็นผลดี หรือ ปลอดภัย ไป, ถ้าเพิกถอนเสียได้มันก็หมดปัญหาเลย. สัญชาตญาณมีอยู่ในชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เองในชีวิต ; เพราะ สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี่ ธรรมชาติได้ใส่มาให้เสร็จ สำหรับมีสัญชาตญาณ, จะเรียกว่า กฎของ อิทัปปัจจยตา ก็ได้ แต่ต้องลึกไปถึงส่วนที่ว่ามันสร้างมาพร้อม ปรุงแต่งมาพร้อม, แล้ว ก็ ปรุงแต่งมาตามลำดับ ๆ ตามลำดับ ถึงวัยที่เป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มที่ ก็มีความคิดและมี การกระทำเช่นนี้ได้เอง โดยอำนาจของสัญชาตญาณนั้น. เข้าใจว่า กล่าวมาเพียงเท่านี้ ก็พอจะรู้จักความหมายของคำว่าสัญชาตญาณ ได้พอสมควร, แล้วเราก็จะได้พูดกันให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. แต่ในวันนี้วันแรกนี้ ต้องการให้สนใจว่า เรื่องสัญชาตญาณนี้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ เพราะว่ามันทำให้เกิด ความทุกข์, และมันมีมาแล้วในชีวิตชนิดที่เอาออกไม่ได้, ได้แต่มาต่อสู้กัน.

น.37 ทีนี้วิธีที่จะควบคุมและจะต่อสู้กัน ก็คือเรื่องธรรมะนั่นเอง ธรรมะทั้งหมด ในพระพุทธศาสนานั่นเอง, สรุปเหลือเพียง ศีล สมาธิ ปัญญาก็ได้ ว่า ธรรมะนี้ก็เพื่อจะ ควบคุม ต่อสู้ หรือจะ ป้องกันการกระทำอันเลวร้ายของสัญชาตญาณ ก็ยังได้, มัน ก็เลยเป็นคู่กันกับธรรมะ ; สัญชาตญาณมีมาให้ตามธรรมชาติ แล้วจะควบคุมได้อย่างไร, ก็ควบคุมได้โดยการมีธรรมะ นี่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ สิ่งนี้ เป็นระบบขึ้นมา ว่าประพฤติปฏิบัติอย่างไร กิเลสจึงจะไม่เกิด หรือว่ากิเลสจะหมดสิ้นไป, ท่านไม่ได้ใช้คำว่าควบคุมสัญชาตญาณ ท่านกลับไปใช้คำว่ากิเลส. ทีนี้ บรรดากิเลส ทั้งหลายนี่ มันมาจากกิเลสแม่ คืออวิชชา ในข้อที่ว่า ไม่รู้ตามที่เป็นจริง แล้วมันก็ รู้ผิด ๆ ว่ามีตัวตน มีตัวตน. ฉะนั้น อัสมิมานะความ สำคัญว่าตนนี้ มันก็มีอยู่ในชีวิตทุกชีวิต : ชีวิตคนก็ได้ ชีวิตสัตว์ก็ได้ ชีวิตต้นไม้ ก็ได้ : เมื่อมีความสำคัญว่าตน มันก็ต้องป้องกันตน มันก็ต้องต่อสู้, มันอยากจะมี ชีวิต ไม่อยากจะสูญเสียตนไป; ดังนั้นมันจึงมีอะไร ๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมาย มาจาก สัญชาตญาณมูลฐาน คือความสำคัญว่ามีตัวตน. อย่าลืมว่าอาตมาถือว่า ในพุทธศาสนาเรามีเพียงสัญชาตญาณหนึ่งเดียว คือความสำคัญว่ามีตัวตนหรือเป็นตัวตน. แต่คำว่าสัญชาตญาณในตำราชีวะวิทยาทาง วิทยาศาสตร์นั้นเขาแจกไว้มาก เพราะเขามองไปทีละแง่ ๆ ทีละแง่ ๆ จนเห็นเป็นคนละ เรื่อง : แต่เราชาวพุทธจะมองว่า ทั้งหมดนั้นมาจากเรื่องเดียว คือมาจากอัสมิมานะ -ความเข้าใจสำคัญว่ามีตัวตน. ทุกอย่างมันก็จะเนื่องอยู่กับความสำคัญว่ามีตัวตน

น.38 สัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ๙ จะเรียกว่าลูกน้อง สัญชาตญาณลูกน้องมากกว่า. เราศึกษาแต่เพียงสัญชาตญาณ ที่เป็นประธาน คือสัญชาตญาณว่ามีตัวตนก็พอ, แล้วแยกออกไปเป็นกี่สาย ๆ ก็ได้ ค่อยว่ากันวันหลัง. วันนี้จะพูดให้เข้าใจเรื่องว่า มัน มีสัญชาตญาณประจำอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต, ในลักษณะอย่างนี้ ถ้าเราควบคุมไม่ได้เราจะต้องเป็นทุกข์, และจะเป็นทุกข์ อย่างยิ่งถึงกับวินาศไปเลย จึงมาพูดกันบ้าง. เราพูดกันในขอบเขตของ พุทธศาสนา โดยไม่ต้องใช้คำว่าสัญชาตญาณ ก็พูดกันมามากแล้ว. ที่นี้ก็จะปรับให้เข้ากันกับคำ ๆ นี้ เพราะเป็นคำสากล, ในการศึกษาแบบสากลศึกษาชีววิทยาหลาย ๆ แขนง แล้วก็มีแขนงที่ สำคัญก็เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ. มนุษย์เกิดมามีทุกข์เพราะควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้. ทีนี้จะเริ่มต้นปัญหาของมนุษย์ เราเป็นมนุษย์นี้มันอยู่ในสภาพที่จำยอม ต้องเป็น จำยอมต้องเป็น นี่เป็นความจริงอันหนึ่งซึ่งทุกคนจะต้องมองให้เห็น. ที่ว่าจำ ยอม ๆ นั้น ก็หมายความว่า เราไม่ได้ต้องการจะเกิดมานี่, เราไม่ได้ต้องการจะเกิดมา แต่ว่ามีการกระทำการปรุงแต่งอย่างอื่น ตามธรรมชาติ ธรรมดา มีบิดามารดาเป็นเหตุให้ เกิดมา, แล้วก็ไม่ใช่เจตนาของเราที่จะเกิดมา. นี้เราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา แต่มันก็ได้ เกิดมาแล้วนี่จะทำอย่างไร, จะปฏิเสธได้อย่างไร, มันก็ได้เกิดมาแล้ว ทั้งที่เราไม่ได้ ตั้งใจจะเกิดมา. ใคร ๆ ทุกคนก็ลองคิดดูให้ดี ว่าเราไม่ได้มีความรู้สึกมาตั้งแต่ในท้อง หรือก่อนเข้าท้องหรือว่ามีตัวตนสำหรับจะคิดว่า กูจะเกิด กูจะมา, กูจะเกิดมานี้มันไม่มี ; แต่มันก็ได้มีการกระทำตามธรรมชาตินี้ให้เกิดออกมา. ครั้นเกิดมาแล้วมันก็ต้องเผชิญกัน เข้ากับทุกสิ่งที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเกิดมา, หรือเกี่ยวกับการเกิดมาแล้ว.

น.39 เราไม่ควรจะถูกถามว่า เกิดมาทำไม, เพราะเราไม่ตั้งใจจะเกิดมา เราไม่ควร จะถูกถามว่าเราเกิดมาทำไม. อาตมาก็เคยตั้งปัญหาอย่างนี้ เคยวางหัวข้อบรรยายอย่างนี้ว่า เกิดมาทำไม ไปแล้วเหมือนกัน ; แต่มาบัดนี้จะมาบอกความจริงให้รู้ว่า เราไม่ได้ตั้งใจ จะเกิดมา แต่มันเกิดมาแล้ว, มันจึงมีปัญหาที่ควรจะถามว่า เกิดมาแล้วจะต้องทำ อย่างไร. เกิดมาทำไมไม่ต้องตอบ เพราะว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา ; แต่ เดี๋ยวนี้เราก็ ได้เกิดมาแล้ว เราก็จำยอมรับสภาพที่ว่าเกิดมาแล้ว, แล้วก็ต้องจำยอมรับว่า เรา จะต้องทำอย่างไ รเมื่อได้เกิดมาแล้ว. ทีนี้พอเรา เกิดมาแล้ว ปัญหามีว่ามันมีความทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะ การบังคับสัญชาตญาณไม่ได้, เราเกิดมาแล้ว เรามีความรู้สึกเห็นแก่ตัว, เราทำนั้น ทำนี่ไปตามความเห็นแก่ตัว, แล้วเราก็เป็นทุกข์. เราเกิดมาแล้ว เราก็ต้องเป็นทุกข์, เราก็ ต้องยอมรับสภาพจำยอม อีกครั้งหนึ่งว่า เราจะต้องต่อสู้กับความทุกข์, เราจะ ต้องพยายามดับทุกข์ให้ได้. ทีนี้เอาความจริงในแง่นี้กันว่า เราเป็นทุกข์เพราะเราควบคุมสัญชาตญาณไม่ ได้, เราควบคุมความรู้สึกเห็นแก่ตัวไม่ได้, ความรู้สึกอยากสืบพันธุ์ไม่ได้, ความรู้สึก ต้องการอาหาร กินอาหาร แต่งเนื้อแต่งตัวนี้ เราควบคุมไม่ได้, มันก็มีปัญหาและมันก็มี ความทุกข์. ฉะนั้น ความทุกข์มันจะหมดไป ก็ต่อเมื่อเราสามารถควบคุมสัญชาต ญาณทุกแขนงไว้ได้ในอำนาจ จนกว่าจะถอนมันออกหมดทั้งกระบิเมื่อเป็นพระอรหันต์ เอาละ, เดี๋ยวนี้ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็พูดกันอย่างคนธรรมดา ว่า จะต้องรู้จักสิ่งที่ เรียกว่าสัญชาตญาณ, แล้วก็ควบคุมมันให้ได้, กระทั่งว่าในกรณีที่ป้องกันไม่ให้มัน เป็นไปล่วงหน้าก็ ป้องกันได้, เกิดขึ้นมาแล้วก็ไถ่ถอนได้ แก้ไขได้ เพราะเรารู้เรื่องมัน พอสมควร.

น.40 นี่ขอให้ศึกษาเป็นเรื่องจริงให้หมด ทุกๆประเด็น ทุกกระทงความของเรื่อง อย่าเป็นเรื่องในหนังสือ หรือเป็นเรื่องคาดคะเน หรือเป็นเรื่องจำไปตามคำบอก. ให้ มองเห็นได้ด้วยใจจริงของตัวเอง รู้สึกว่ามันได้เกิดมาแล้ว ก็เผชิญกันเข้ากับปัญหานานา ชนิดรอบตัว และเป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ : สัญชาตญาณแห่งการมีตัวกู เป็นอันแรก ; แล้วก็อยากจะรอดชีวิต ก็ต้องสัญชาตญาณแห่งการแสวงหาอาหาร สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร อะไรให้มันรอดชีวิต, สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ การต่อสู้ นี้เลยเป็นสิ่งที่ต้องทำตามอำนาจสัญชาตญาณนั้น, และมันยังมีมากมายหลายชนิด นับตั้ง แต่ว่าสัญชาตญาณอยากอวด. แม้แต่แมวมันก็มีสัญชาตญาณอยากอวดว่าสวย, ไก่นี้ มันก็มีสัญชาตญาณอยากอวดว่าสวย นี้ก็เป็นสัญชาตญาณ, แล้วก็มีปัญหาเกิดขึ้นแม้แต่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ส่วนเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ มันก็มีมากกว่านี้. รู้จักมันให้ดี จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันให้ละเอียด ด้วยการบรรยายหลายครั้งทีเดียว. ความทุกข์เกิดจากความต้องการตามสัญชาตญาณ. ความทุกข์เกิดมาจากการที่ต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณ, ความทุกข์ มันเกิดมาจากการที่ทุกอย่างของปุถุชนมันต้องเป็นไปตามสัญชาตญาณ ; เช่นว่ามัน อยาก จะกินอาหาร, อยากจะงาม อยากจะมีความไพเราะ มีความไพเราะความงดงามมาประเล้า ประโลมประคบประหงม. ดูเด็ก ๆ ชิ ต้องการอาหารอร่อย, ต้องการเสียงเพลง ประคบ ประหงมด้วยการโอบอุ้มไว้. ทีนี้มันไม่ได้ตามที่ต้องการบ้าง, หรือว่ามันไม่ได้เอาเสีย เลยก็มี ได้แต่บางส่วนก็มี. เราต้องการจะแสวงหาอาหารตามสัญชาตญาณ บางทีมันก็

น.41 มากไป หรือต้องการเอร็ดอร่อยมากเกินไป อะไร ๆ มากเกินไป จนมีปัญหาเกี่ยวกับ การกินอาหารต้องการอาหาร, ซึ่งที่แท้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ. ถ้าเรามีความรู้เพียง พอเราก็ควบคุมได้ ให้แสวงหาอาหารแต่ในทางที่ถูกที่ควรให้กินอาหารแต่ ในลักษณะที่ถูก ที่ควร, หรือจะเก็บตุนรักษาอาหารไว้ ก็ทำในทางที่ถูกที่ควร; อย่าให้ปัญหามันเกิด ขึ้นมาเพราะเหตุนี้. ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ มันก็ทำเกินที่ถูกที่ควรมันก็เป็นปัญหาไปหมด มัน ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมารอบด้าน ; ฉะนั้นความรู้จักควบคุมให้หาอาหารแต่พอดี ให้กิน แต่พอดี ให้เก็บรักษาแต่พอดี มันก็เป็นเรื่องของธรรมะ -ธรรมะ-ธรรมะ - ธรรมะใน พระพุทธศาสนานั่นแหละ. ธรรมะทั้งหมดตามที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเรา ก็คือคำสอนที่กล่าว ไว้เป็นระบบ ๆ เป็นชุด ๆ น่ะ ถึงหน้าที่ที่จะต้องทำ กับสิ่งนั้นอย่างนั้น สิ่งนี้อย่าง นี้; สิ่งที่เป็นภายในตัวก็ทำอย่างนี้, สิ่งที่เป็นภายนอกตัวก็ทำอย่างนี้ ; น่าอัศจรรย์ ที่สุดที่ว่า คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้านี่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด ที่ว่า ปริสุทฺธํ เกวลปริปุณฺณํ, บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คำสอนของพระพุทธองค์มีไว้ครบถ้วน บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สำหรับจะควบคุมสัญชาตญาณ ทุก ๆ อย่างทุกๆ ระดับ, บางอย่างก็ เป็นการควบคุม , บางอย่างก็ เป็นการต่อสู้ กับสัญชาตญาณ, บางอย่างก็ เป็นการแก้ไข สัญชาตญาณ, ที่เรียกว่า เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี. มันมีกำลังมาก แต่ใช้ไปในทางไม่ถูกต้องมันก็เป็นอันตราย, แต่ถ้ามันมีกำลังมากใช้มาในทางถูกต้อง มันก็ยิ่งได้ผลดี. เปรียบเหมือนช้างตกมัน มันมีกำลังมาก ควบคุมไม่ได้ หรือใช้ผิดทาง มันก็อันตราย; แต่ถ้าควบคุมได้มันก็กลับได้ผลดีได้ผลมาก เพราะมันมีแรงมาก นี่มีลักษณะเหมือนกับว่า สัญชาตญาณนี่ คอยผลักดันชีวิตให้เป็นไปอย่างนั้นเป็น

น.42 ไปอย่างนี้ ; ถ้าเรารู้เท่ารู้ทันควบคุมไว้ได้ มันก็ได้แต่ผลดี, ถ้าควบคุมไม่ได้มันก็ เป็นผลร้าย หรือถึงกับวินาศไปเลย. พวกที่เป็นปุถุชนอันธพาล ปุถุชนอันธพาลไม่รู้จักเลย ปล่อยไปตามอำนาจ ของสัญชาตญาณ มันจึงปล้น จี้ ลักขโมย อะไรไปตามที่มันเห็นว่ามันอยากจะทำ, ปุถุชน นี้ไม่ได้ควบคุมสัญชาตญาณเลย หรือว่า ควบคุมไม่ได้ด้วย เพราะมันเป็นอันธพาล ปุถุชน มืดบอดเกินไป. นี้ ถ้าได้ศึกษา ได้รู้ได้ศึกษาได้เข้าใจขึ้นมาพอสมควร มน ก็ไม่เป็นอันธพาล ค่อยๆ กลายเป็นกัลยาณปุถุชน รู้อะไรถูกต้องมากขึ้นก็ปฏิบัติ ถูกต้องมากขึ้น จนกลายเป็นสัตบุรุษ รู้อะไรดี ปฏิบัติชอบได้ดี จนกระทั่งกลายเป็น พระอริยบุคคลในขั้นต้น ๆ คือเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นอนาคามี ยังไม่ เป็นพระอรหันต์ ก็สามารถจะควบคุมสัญชาตญาณได้มาก เลยมีแต่ไปในทางที่ถูกต้อง ก็เรียกว่าได้รับผลดีในการเกิดมา. อย่าลืมว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา แต่ครั้นเกิดมาแล้ว เราก็ ต้องจำยอมรับ หน้าที่ของผู้ที่เกิดมาแล้ว ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร, มันก็ต้องปฏิบัติให้ขจัดความทุกข์ ออกไป, ขจัดออกไป ขจัดออกไป จนเหลือน้อยที่สุด, หมายถึง ขจัดกิเลสด้วย ให้ เหลือน้อยที่สุด ในที่สุดก็หมดเลย, ขจัดไป ๆ จนเหลือน้อยที่สุด ก็คือพวกเสขะบุคคล ทั้งหลาย พระเสขะ โสดา สกิทาคา อนาคานี้ เรียกว่าพระเสขะ กำจัดได้มาก ควบคุม ได้มาก ก็เหลือน้อย, ในที่สุด กำจัดได้หมดเลย เป็นพระอรหันต์ เป็นอเสขะบุคคล. ถ้าท่านเข้าใจตามที่พูดมาแล้ว ท่านก็จะมองเห็นทันทีว่า เรื่องเกี่ยวกับ สัญชาตญาณนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องรู้ ที่จะต้องศึกษา จะต้องเกี่ยวข้อง จะต้องปฏิบัติให้มันถูกต้อง ควบคุมไว้ให้ได้ มิฉะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์.

น.43 นี่พูดคร่าว ๆ คร่าว ๆ ว่า ความที่เราต้องโกรธนั้นก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ ความที่เรา จะต้องโลภก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ, ความที่ ต้องโง่ก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ; เพราะว่าไม่สามารถจะต่อต้านอารมณ์ ที่มาทำให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง. ถ้าเรามี ความรู้เรื่องนี้ดี ก็สามารถที่จะต่อต้าน คือไม่ให้อารมณ์เหล่านั้นมาหลอกลวง แล้ว สัญชาตญาณโง่ ๆ ก็รับเอา ก็เป็นความโลภ เป็นความโกรธ เป็นความหลงขึ้นมา จะพูดตัดตอน ตอนนี้ก็ได้ว่า ที่เรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้น ก็เพราะอำนาจของสัญชาตญาณ ; ถ้ามีอะไรมาให้โลภ ไม่ต้องมีใครสอนดอก เด็ก ๆ ก็โลภได้เอง, ถ้ามีอะไรมาให้ โกรธ ลูกเด็ก ๆไม่ต้องสอนดอก มันก็ โกรธได้เอง, ถ้ามีอะไรมาทำให้มันหลง มันก็หลงได้เอง, นี่เรียกว่าสัญชาตญาณ คือญาณที่เกิดขึ้นเอง. สัญชาตญาณพัฒนาถูกก็เป็นโพธิ, ถ้าผิดก็เป็นกิเลส. ญาณที่เกิดขึ้นเองอย่างนี้ ยังเป็นกลาง ; ถ้าว่า ได้รับการพัฒนาให้ถูก ต้อง มันก็ จะกลายมาเป็นฝ่ายโพธิ, ถ้าไม่ถูกต้อง เป็นไปตามเดิมมัน ก็เป็นฝ่ายกิเลส. ความรู้ของคนเรามี ๒ ฝ่าย หรือ ๒ เรื่อง : เรื่องหนึ่งเป็นโพธิ คือรู้ขึ้นมาอย่างถูกต้อง, เรื่องหนึ่งเป็นกิเลส คือรู้อย่างผิด ๆ มันก็เป็นเรื่องของความรู้เหมือนกัน. ที่เป็น อันธพาลเป็นผิด ๆ ฝ่ายกิเลสนั้น ก็ไม่ใช่ไม่รู้ มันรู้เหมือนกันแต่มันรู้ผิด ; ฉะนั้น สัญ- ชาตญาณ ญาณที่เกิดขึ้นมาเองนี้ มีทางที่จะเป็นไปได้ ทั้งฝ่ายที่จะรู้ผิดไปตามอำนาจเดิม ของมัน, และสามารถที่จะกลายเป็นความรู้ถูก เพราะการพัฒนาการอบรมการปฏิบัติธรรม มันกลายเป็นความรู้ชนิดที่เป็นโพธิขึ้นมา.

น.44 คำพูดของ คนที่ฉลาดบางคนบางพวกเขาพูดว่า กิเลสกับโพธิเป็นสิ่ง เดียวกัน ; เพราะว่ามาจากสัญชาตญาณด้วยกัน มันเป็นการปรุงแต่งออกมาในรูป ของโพธิ, ปรุงแต่งไปในรูปของกิเลส กิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน. พวกที่เคร่งตาม ตัวหนังสือก็ไม่ยอม ก็เถียงคอเป็นเอ็นว่า ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; แต่ถ้าเขามองลึกกว่า จะ มองเห็นว่าเป็นความรู้ด้วยกัน เป็นความรู้ด้วยกัน เป็นสัญชาตญาณด้วยกัน สัญชาตญาณที่ได้รับการปรุงแต่งให้ถูกต้องมันก็เป็นโพธิ รู้ในทางที่ ควรรู้ รอดตัวไป, ที่มันไม่ได้รับการปรุงแต่งที่ถูกต้อง มันก็ผิด, ทำผิดต่อไปจน วินาศ. หรือเรียกว่ามันเป็นสังขารด้วยกัน, เป็นสังขารธรรมด้วยกัน; โพธิก็เป็น สังขาร, กิเลสก็เป็นสังขาร, แต่มันต่างกันที่ว่า ถ้ามันเป็นไปตามสัญชาตญาณล้วน ๆ มันจะไม่เป็นโพธิ มันมีแต่ความรู้ที่เป็นกลาง แล้วมันไปเป็นผิดก็ได้ ; แต่ถ้า สัญชาตญาณได้รับการควบคุม อบรม ศึกษา ฝึกฝน ปฏิบัติ มันกลายเป็นโพธิได้ ; อย่างนี้ ก็อยากจะเรียกว่า ภาวิตญาณ, ภาวิตญาณ -ญาณที่ถูกกระทำให้เจริญ. ภาวิตญาณนี้ก็ไม่มีในพระบาลี, ไม่มีคำ ๆ นี้ในพระไตรปิฎก. ภาวิต- ญาณ อาตมาพูดขึ้นมาเอง เพื่อให้จำได้ง่าย ๆ เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า มันตรงกันข้าม กับสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณนั้นเกิดเอง, ส่วนภาวิตญาณนั้นมันเป็นญาณที่ พัฒนา. ภาวิตะ แปลว่า ทำให้ดี ทำให้ถูก ทำให้เจริญแล้ว, เราจึงมีหน้าที่ที่จะพัฒนา สัญชาตญาณให้กลายเป็นภาวิตญาณ, ภาวิตะญาณ - ญาณที่เกิดจากการภาวนา . สัญชาต- ญาณนั้นญาณที่มันเกิดเอง ไม่ได้รับการพฒนาแล้วมันก็จะเป็นไปอย่างที่เรียกว่าเห็น แก่ตัว, ปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วสัญชาตญาณก็จะนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัว ; เพราะมันเห็นแก่ตัว. เพราะมันมีตัวสำหรับจะเห็นแก่ตัว, แล้วก็ทำไปตามอำนาจเห็น แก่ตัว, อย่างนี้ ไม่ได้พัฒนาให้ถูกต้อง มันก็นำมาซึ่งความทุกข์.

น.45 จิตตภาวนาควบคุมสัญชาตญาณได้. แต่ถ้านำมา ศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติเสียใหม่ ให้มันเกิดความรู้ที่ถูกต้อง เป็นภาวิตญาณ นั้นก็คือระบบการฝึกฝนจิตทั้งหลาย ที่เรียกว่าจิตตภาวนา. จิตต- ภาวนาทำจิตให้เจริญ, สมาธิภาวนา ทำจิตให้เจริญด้วยสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกรวม ๆ กันหมด ท่านเรียกว่า สมาธิภาวนา เป็นหลักสำคัญ. สมาธิภาวนานี้ รวมสมาธิรวม ปัญญา อยู่ด้วย ทั้งสมถะและทั้งวิปัสสนา รวมอยู่ในคำว่าสมาธิภาวนา, ไปเปิดดูได้ ในพระบาลีมี ๔ อย่าง สมาธิภาวนา นั่นแหละ ที่เราย่เรียกว่ากัมมฐาน ทำกัมมฐาน ทำ วิปัสสนา อางที่ทำ ๆ กันอยู่นั่นแหละ คือการพัฒนาจิตให้เกิดภาวิตญาณ. ความรู้ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา แล้วมันก็รู้พอ รู้อย่างถูกต้องและเพียงพอ ที่จะควบคุมสัญ- ชาตญาณไว้ให้ถูกต้อง, แล้วก็ทำให้สัญชาตญาณที่ถูกต้องนั้น ก้าวหน้างอกงามไปเป็น การปฏิบัติที่ถูกต้อง, ได้รับผลของการปฏิบัติที่ถูกต้อง, เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง, เป็นพระ- อริยเจ้าที่ถูกต้อง, เป็นพระอรหันต์ในที่สุดเลย ; นี่เรื่องของสัญชาตญาณเป็นอย่างนี้. เราทำวิปัสสนากัมมฐานเพื่อปรับปรุงสัญชาตญาณ, เพื่อควบคุมและ ปรับปรุงสัญชาตญาณ ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง จนเป็นผลดีตามที่เราต้องการ ; แต่เราไม่เคยเรียกกันอย่างนี้ เราเรียกกันแต่ทำวิปัสสนากัมมฐาน. แต่โดยเนื้อแท้ของมัน ก็คือ การเข้าไปจับเอาสัญชาตญาณมาควบคุม มาฝึกฝน มาพัฒนา ให้มันเป็นภาวิตญาณ, เป็นความรู้ที่ถูกต้อง แล้วก็ใช้เป็นประโยชน์ได้ จนไม่มีความทุกข์เลย. เอาละ. ถ้าจะพูดกันง่ายๆ ก็ว่า ความรู้ที่มันมีอยู่เอง เกิดอยู่เองตาม ธรรมชาติ นั่นแหละคือ สัญชาตญาณ, มันไปนิพพานไม่ได้, มันไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งตั้งต้นมาจากการเห็นแก่ตัว, แล้วมันก็ ไปตามความเห็นแก่ตัว เป็นกิเลส ไปจบ

น.46 ลงในความทุกข์. นี้ความรู้ตามธรรมชาติที่มีเชื้อ ๆ ที่จะรู้จริง อยู่ในธรรมชาตินั้น เอามาพัฒนา แล้วก็จะเป็นความรู้ที่ถูกต้องและสมบูรณ์รอดตัวได้. ใ นนิกายบางนิกาย ของนิกายเซน, หรือนิกายบางนิกาย เขาพูดให้เป็นหลักว่า เชื้อแห่งความเป็นพุทธะมีอยู่แล้ว ในทุกคน, ในทุกคนมีเชื้อที่จะเป็นพุทธะอยู่แล้ว ; ฉะนั้น ขอให้พัฒนา ๆ แล้วมันก็ จะเป็นพุทธะขึ้นมา แล้วก็จะดับกิเลสได้. ที่นี้ก็มีคนพูดต่อให้มาก แรงขึ้นไปอีกถึงว่า แม้ในสุนัข ในแมว ในกา ในหมู หมา กา ไก่ มันก็มีเชื้อที่จะพัฒนาให้เป็นพุทธะขึ้นมาได้, ฟังดูก็เป็นคำหยาบ. แต่มันก็ เป็นความจริง เพราะว่าสัญชาตญาณเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ; ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะ สอนแมวสอนสุนัขให้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้, เราก็ไม่อาจจะเอาสัตว์มาฝึกละครสัตว์ เก็บ สตางค์ได้ ; เพราะว่า แม้ในสัตว์มันก็มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะ. พุทธะคือ ความรู้ที่มีอยู่เอง แล้วพัฒนาได้ นับประสาอะไรกับคน, คนมันก็ต้องมีเชื้อแห่งความเป็น พุทธะในจิตใจมากกว่านั้น. ฉะนั้นขอให้รู้จักว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วนั้นมันวิเศษ ประเสริฐที่สุด จะใช้ อย่างไรก็ได้ จะใช้เพื่อไปนรกลงนรกกันก็ได้, จะใช้ไปสวรรค์ก็ได้, จะใช้เพื่อ บรรลุพระนิพพานก็ได้, เรียกว่าสัญชาตญาณ, สัญชาตญาณมันพัฒนาได้ถึงอย่างนั้น ฉะนั้นขอให้รู้สึกหรือรู้จักสิ่งสิ่งนี้ ที่มันมีอยู่จริงในใจเรา, แล้วก็พูดกันถึงเรื่องนี้ให้มาก สักหน่อย. ต้องรู้ทันสัญชาตญาณที่ธรรมชาติใส่ไว้ให้. เอาละ, สรุปใจความสั้น ๆ อีกทีหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องใหม่ ขอให้ตั้งใจฟัง ให้ดีว่า ในธรรมชาติมันมีกฎของธรรมชาติ ที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างไร, เป็นไป

น.47 อย่างไร ตามกฎของธรรมชาติ. ที่นี้ ธรรมชาติที่มันก่อให้เกิดชีวิต หรือปรุงแต่งสิ่ง ที่เรียกว่าชีวิตนี่ มัน ได้ใส่ความรู้ที่เกิดได้เองรู้สึกได้เองมาด้วยเสร็จ; เพราะมันได้ ปรุงแต่งให้ร่างกายนี้มีระบบประสาท มีระบบสมอง มีอะไรที่มันจะคิดนึกได้ ที่มันจะรู้ ไปได้ตามลำพังตัวมันเอง โดยไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง, แต่มนเป็นเพียงสัญชาตญาณ อย่างที่ว่ามาแล้ว. แล้วมัน มีสัญชาตญาณร้ายกาจ คือสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, ตัวกู มีตัวกู ตัวกูมีอยู่ ตัวกูเป็นอยู่ ซึ่งเรียกว่า อัสมิมานะในภาษาบาลีนั่นแหละตัวร้ายละ ; เมื่อตัวนี้มันเป็นแม่บทอยู่แล้ว มันมีตัวกูแล้ว มีตัวตนแล้ว มันก็คลอดออกไปต่าง ๆ เป็นความอยากอย่างนั้น ความอยากอย่างนี้ ความอยากอย่างโน้น ชนิดที่จะสนับสนุน ตัวตน หาอาหารก็ดี กินอาหารก็ดี ต่อสู้ก็ดี ป้องกันตัวก็ดี สืบพันธุ์ก็ดี บำรุงตัวให้ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ล้วนแต่เป็นสัญชาตญาณ, อวดดีก็เป็นสัญชาตญาณ. ดังนั้นมันจึง มีการ อวดดี ที่เกิดได้เองโดยไม่รู้สึกตัว หรือ อยากจะเขื่องกว่าบุคคลอื่น มันเป็นสัญชาตญาณ ของคนอันธพาลที่ไม่รู้. ฉะนั้น มัน จึงไม่ยอมเคารพใคร เพราะมันปล่อยให้สัญชาต- ญาณข้อนี้เป็นไปหนักหนาแล้ว. ในหมู่พระหมู่เณรนี้ก็เหมือนกันแหละ ขอประกาศว่ามีสัญชาตญาณแห่งการ เรียกเพื่อนฝูงโดยชื่อ ไม่เรียกว่าพระนั้น พระนี้ คุณนั้น คุณนี้ เรียกกันโดยชื่อ, ไปเอา อย่างที่หนังสือพิมพ์โง่ ๆ เรียกเปรมเฉย ๆ แทนที่เรียกว่านายกรัฐมนตรีเปรม, เรียกชื่อ คนนั้นเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีว่าอะไร. นี่พระเณรก็เอาอย่างมา มาใช้เรียกพระเณรกันเอง ในวัด เรียกแต่ชื่อ, แม้เรียกคนที่แก่กว่า พรรษาแก่กว่า ก็ยังเรียกชื่อเฉยๆ ไม่เรียกว่า คุณนั่นคุณนี่ ท่านนั้นท่านนี้. นี่สัญชาตญาณที่ติดมา มันแฝงอำนาจมันเบ่งอำนาจ ขึ้นมา, แล้ว เป็นเหตุให้พอเห็นว่าใครด้อยกว่าแล้วก็ดูถูก. ทีนี้ ตัวเองโง่เอง เข้าใจผิดว่าเขาด้อยกว่าแล้วก็ดูถูก; ฉะนั้นคนใหญ่ ๆ มักจะพูดล้อเด็ก. คิดดูให้ดี

น.48 คนโต ๆ จะพูดล้อเด็ก อย่างว่าเด็กเป็นคนโง่, ล้ออย่างนั้นล้ออย่างนี้, นั่นสัญชาตญาณ แห่งการอยากอวด มันมีปัญหามากมายเหลือคณานับ เพราะว่าสัญชาตญาณนี้มันแตก แขนงออกไปได้มาก. เดี๋ยวนี้เขาต้องการจะพูดให้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องพูดเป็นศาสนานั้นไม่ ต้องพูดเป็นศาสนานี้, ต้องการให้พูดเป็นวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ. นักศึกษาวิทยา- ศาสตร์เหล่านั้นจึงพูดให้เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ, แล้วก็ สอนสำหรับเป็นรากฐานของวิชาจริยธรรม วิชาศีลธรรม ถือเป็น philosophy ของจริย- ธรรม ซึ่งจะต้องสอนให้ถูกต้อง. คำว่า philosophy นี้ไม่ใช่ปรัชญา ภาษาอินเดียคำว่า ปรัชญา เขาหมายถึงปัญญาที่ถูกต้องถึงที่สุด, ไม่ใช่ความรู้อย่างที่เรียกว่า philosophy คำว่า philosophy เขาแปลว่าทัศนะ หรือความเห็นอันหนึ่งๆ เท่านั้น, อย่างนั้นไม่พอ ไม่ใช่ปรัชญา เดี๋ยวนี้มันยังมีแต่ความรู้ชนิดที่เป็นทัศนะหนึ่ง ๆ ยังไม่เจริญสมบูรณ์เป็นความรู้อันถูกต้อง อันสูงสุด. เพราะว่ามันมีสัญชาตญาณมากมาย. เมื่อมีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อใด มันย่อมปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกนึกคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามอำนาจสัญชาตญาณ เสมอ; ดังนั้นมิจฉาทิฏฐิมันจึงมีมาก มากอย่าง มิจฉาทิฏฐิมาจากผัสสะ มันมีสัญชาตญาณ โง่รับเอาความรู้สึกจากผัสสะ แล้วก็มาบัญญัติทิฏฐิอย่างหนึ่ง ทิฏฐิอย่างนั้น ทิฏฐิอย่างนี้ ไม่รู้จักกี่ร้อยกี่พันทิฏฐิ, ล้วนแต่มาจากสัญชาตญาณที่ยังโง่ ถูกปรุงแต่งด้วยผัสสะให้เกิดขึ้น มา. ถ้าเราพัฒนาสัญชาตญาณให้ถูกต้อง อาการอย่างนี้ก็จะไม่มี, คือ จะไม่เกิด มิจฉาทิฏฐิข้อใดข้อหนึ่ง, แต่จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์.

น.49 เอาละ, ขอสรุปให้สั้นลงมาอีกทีหนึ่งว่า ขอให้รู้สึกว่าทุกคนมีสัญชาต- ญาณ คือความรู้ที่เกิดได้เอง ; ถ้าไม่มีธรรมะเพียงพอควบคุมแล้ว มันจะเป็น ไปในทางผิด คือตามอำนาจของสัญชาตญาณ ซึ่งยังปกคลุมอยู่ด้วยอวิชชา. อวิชชาคือรู้ผิด ไม่ใช่ไม่รู้เสียเลย, อวิชชาคือรู้ผิด อย่าเข้าใจว่าไม่รู้อะไรเสียเลย มันรู้ผิด เป็นเรื่องเป็นราวไปเหมือนกัน, เมื่อสัญชาตญาณมันยังถูกครอบงำด้วยอวิชชาอยู่ มันก็รู้ ผิดไปเรื่อย ๆ เรื่อยไปจนเกิดเรื่อง จนเป็นทุกข์เหลือที่จะกล่าว. เรา ระวังความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง ที่เกิดผลุนผลันขึ้นมาเอง ระวัง, ระวัง โดยเฉพาะความเห็นแก่ตัว ออกมาเป็นสัญชาตญาณนานาชนิด, โดยเฉพาะสัญชาตญาณ แห่งการสืบพันธุ์ แล้วมันมีสัญชาตญาณซ้อน, สัญชาตญาณซ้อนคือเรื่องกามารมณ์. เมื่อ ธรรมชาติ พระเจ้าธรรมชาติจะให้มีสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์ ก็ให้มีเรื่องกามารมณ์ รสอร่อยของกามารมณ์แฝงติดไว้กับการสืบพันธุ์. ถ้ามีการสืบพันธุ์แล้วก็จะได้รสอร่อยของ กามารมณ์เป็นเครื่องจ้าง, จ้างให้สัตว์โง่ ๆ มันทำการสืบพันธุ์. ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายที่มัน ยังโง่อยู่ มันหวังรสกามารมณ์ที่เป็นค่าจ้างของการสืบพันธุ์ มันก็เอา. นี่เห็นไหมว่า สัญชาตญาณแท้ ๆ น่ะ มันมีอิทธิพลอย่างไร มหาศาลอย่างไร, บางลัทธิบูชายกย่องกามา- รมณ์เป็นพระเจ้าไปเสียก็มี ; ที่แท้มันเป็นเรื่องจ้างให้ทำการสืบพันธุ์, แม้แต่สัตว์เดรัจ- ฉาน สัตว์เดรัจฉานที่มันหลงรสอร่อยจากการสืบพันธุ์. แยกกันให้เด็ดขาดว่า การสืบพันธุ์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง มุ่งหมายให้เกิด พันธุ์ขึ้นมาใหม่ล้วน ๆ; แต่ กามารมณ์นั้นคือรสอร่อย รสอร่อย ที่มาเป็นค่าจ้างให้ ทำการสืบพันธุ์ ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่มีใครสืบพันธุ์ดอก ; เพราะว่าการสืบพันธุ์นั้นมัน ลำบาก ยุ่งยากเจ็บปวดอะไรหลายอย่าง น่าเกลียดน่าชัง, แต่เอารสอร่อยมาล่อมาจ้าง มัน ก็เป็นสัญชาตญาณอีกอันหนึ่ง ที่จะรับเอาความล่อ ความหลอกล่อ นี่ถูกหลอกถูกล่อนี่ มัน

น.50 ัญชาตญาณกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ๒๑ จึงมีสัญชาตญาณแห่งการชอบกามารมณ์ รับเอากามารมณ์กินเหยื่อเข้าไป แล้วก็ทำการ สืบพันธุ์ แล้วธรรมชาติมันก็ได้การสืบพันธุ์ สมตามความปรารถนา. นี่เรียกว่า สัญชาต- ญาณซับซ้อน ซึ่งจะต้องรู้เท่า รู้ทันให้เหมาะ มันจึงจะควบคุมกันได้. ธรรมะจะช่วยควบคุมสัญชาตญาณได้. เป็นอันว่า สัญชาตญาณนั้น คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเราอยู่ทุกลมหายใจเข้า ออก, มัน เกี่ยวข้องกันอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก คือมันเกิดได้เองทุกเมื่อ, มัน เกิดผลุงขึ้นมาเองได้ทุกเมื่อ, แล้วนำไปตามความรู้สึกนั้น ๆได้ทุกเมื่อ. ถ้าไม่มีความรู้ เพียงพอก็ต้องไปผิด, ก็ตามมันไป ก็ไปเป็นเรื่องผิด เรื่องทุกข์ เรื่องบาป เรื่องอะไร กันไปตามเรื่อง. ต้องควบคุมให้รู้เท่าเล่าทัน ให้มาในทางตรงกันข้ามที่เป็นดี, เป็นบุญ เป็นกุศลกันก่อน. เดี๋ยวนี้ก็เอาละ ก็คลุกกันอยู่กับบาปกับบุญ, กับกุศลกับอกุศล, กับนรกกับ สวรรค์, ไปตามอำนาจของสัญชาตญาณกันไปก่อน ๆ จนกว่าจะเอาชนะได้, ขึ้น เหนือความมีตัวตน เป็นพระอรหันต์อยู่เหนือการปรุงแต่ง หรือเหนืออำนาจของสัญ- ชาตญาณโดยประการทั้งปวง. พระอรหันต์จึงอยู่เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือปัญหาทุก ๆ ประการของสิ่งที่มีชีวิต ; เพราะฉะนั้น สัญชาต- ญาณนั้นครอบงำได้แต่ชีวิตที่ยังอยู่ใต้อำนาจของสัญชาตญาณ. เรามีธรรมะ มี ธรรมะที่จะช่วยถอนตนขึ้นมา, ถอนตนขึ้นมา, ออกมาเสียจากอำนาจของสัญชาต- ญาณ.

น.51 นี่ขอให้จดจำคำนี้ไว้ เพื่อศึกษาให้มันง่ายขึ้น เพื่อจะชี้ถึงตัวจริงที่มันมีอยู่ จริง ที่มันกำลังผูกพันเราจริง ๆ ให้รู้จักให้มากขึ้น การศึกษาธรรมะจะได้ง่ายขึ้น ว่ามี ธรรมะสำหรับทำอะไร สำหรับจะควบคุมสัญชาตญาณอย่างสัตว์, สัญชาตญาณอย่าง สัตว์ก็คือสัญชาตญาณที่ปล่อยไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ มีความรู้สึกอย่างสัตว์ เรียกว่า สัญชาตญาณอย่างสัตว์ : อยากทำอะไรก็ทำ ; ถ้ามีธรรมะก็มาควบคุมสัญชาต- ญาณอย่างนั้น ไม่ให้เป็นสัญชาตญาณอย่างสัตว์, ให้มาเป็นสัญชาตญาณอย่างมนุษย์ ที่ ค่อย ๆ ดีขึ้น ๆ ดีขึ้น, ก็จะพ้นไป หลุดพ้นไป ไม่ต้องเป็นอะไร ไม่ต้องเป็นอะไร คือไม่ อยู่ในอำนาจของสัญชาตญาณอีกต่อไป .... นี่ขอให้ช่วยจำคำ ๆ นี้ไว้ เพราะว่าจะต้องพูดกัน อีกหลายครั้ง วันนี้มันเป็นจุดตั้งต้นจึงพูดแต่เค้าโครงใหญ่ ๆ ไว้เป็นพื้นฐาน สำหรับจะพูด กันโดยรายละเอียด. เรามาสังเกตดูว่า เรามีอะไรรบกวน ? พูดกันตามจริง ๆ ตามความรู้สึกของ คนทั้งหลายทั้งปวงนี้ เรามีอะไรรบกวน ? จะระบุมาเป็นตัวอย่างว่า เรามีความรัก รบกวน เรามีความโกรธ รบกวน, เรามีความเกลียด รบกวน, เรามีความกลัว รบกวน, เรามีความ อิจฉาริษยา ผู้อื่นรบกวน, เรามีความวิตกกังวล รบกวน, เรามีความอาลัยอาวรณ์ รบกวน, เรามีความหวังความหึง รบกวน, ทำไมจะต้องหวงจะต้องหึง ; เพราะสัญชาตญาณมันใส่ มาอย่างนั้น นี่ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความ วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ความหวงความหึง สนุกไหม ? ลองคิดดูว่ามันสนุกไหม ถ้าอยู่ กับสิ่งเหล่านี้ ? นี่มัน เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ ที่ได้ปล่อยไปตามอำนาจของสัญ ชาตญาณ แล้วมันจะมีผลอย่างนี้เกิดขึ้นมา. ถ้าเราควบคุมสัญชาตญาณได้ สิ่ง เหล่านี้จะหายหน้าไปไม่ปรากฏ, ในชีวิตนี้จะไม่มีความรัก ความโกรธ ความเกลียด

น.52 ความกลัว ความริษยา ความอาลัยอาวรณ์ เป็นต้น. มันเป็นชีวิตที่เยือกเย็น, นี่เรียกว่า หลุดพ้น หลุดพ้น. เราจะหลุดพ้นจากอำนาจของสัญชาตญาณ คือวิมุติ วิมุติ. ถ้าพูดอย่างภาษาวิทยาศาสตร์ วิมุติ วิมุติคือหลุดพ้นจากอำนาจของ สัญชาตญาณ แต่ถ้าเราพูดในวัด เราพูดว่าวิมุติ วิมุติ บางทีก็ไม่รู้ว่าหลุดพ้นจากอะไร เสียด้วย พูดกันมาก ๆ นี่. ถ้าพูดว่าโลกุตตระ โลกุตตระ ว่าอยู่เหนือโลก อยู่เหนือโลก, พูดกันมากแต่ไม่รู้ว่าโลกอะไร. เดี๋ยวนี้จะบอกว่า ถ้าพูดอย่างภาษาวิทยาศาสตร์ จะ ต้องพูดว่าอยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณ , อยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณนั่นแหละ คืออยู่เหนือโลก. " ฉะนั้นต่อไปนี้ขอให้ฟังถูกกันที่ เข้าใจกันที่ถ้าพูดว่า อยู่ใต้อำนาจ สัญชาตญาณ หรือพูดว่า อยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณ, ขอให้ฟังถูกถึงที่สุด ก็จะเข้าใจคำว่าวิมุติ หรือ คำว่าโลกุตตระ ได้ดี นี้จะเห็นได้ว่า เรื่องสัญชาตญาณมันเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือคนนี้ ตั้งแต่ต้น จนอวสาน ตั้งแต่ต้นจนอวสานเลย, ตั้งแต่เกิดมาจนนิพพาน, แล้วยังครอบงำสัตว์เดรัจ- ฉานหรือครอบงำพืชพันธุ์พฤกษาชาติอย่างเลวร้ายไปกว่านั้นอีก เพราะมันเป็นชั้นต่ำ ใน ชั้นมนุษย์แท้ ๆ มันยังครอบงำกันอย่างละเอียด อย่างสุขุม อย่างเข้าใจยาก อย่างที่ว่ามานี้. สรุปความว่า อารมณ์ที่มากระทบเป็นผัสสะ นั่นแหละ เมื่อมีการกระทบ อายตนะเกิดเป็นผัสสะ, ระวังให้ดี สัญชาตญาณจะแสดงบทบาทไปตามสัญชาต- ญาณ. ถ้าไม่มีธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้อง มันจะต้องไปจบลงด้วยความทุกข์, ถ้ามี ธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้อง มันจะไม่ไปทางความทุกข์, มันจะไปทางความไม่มีทุกข์ เพราะรู้จัก ควบคุมกระแสปรุงแต่งแห่งสัญชาตญาณ, จะเรียกเป็นภาษาในวัดหน่อยก็ กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตาได้รับการควบคุมอย่างถูกต้อง ไม่เป็นทุกข์, ไม่เป็นไปในทางทุกข์. ถ้ากระแสแห่งอิทัปปัจจยตาได้รับการควบคุมไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้รับการควบคุมเลย มัน

น.53 ต้องเป็นทุกข์ ไม่มีใครช่วยได้, พระเจ้ากี่องค์ ๆ ก็มาช่วยไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น. ฉะนั้น จึงเป็นอันว่ารู้เรื่องนี้กันให้เพียงพอ เดี๋ยวนี้เราก็เอาคำพูดทางวิทยาศาสตร์นอกพระคัมภีร์ มาพูด ก็เพื่อให้เข้าใจชัดได้ง่ายขึ้น, และจะเข้ากันได้กับการศึกษาที่เขาก้าวหน้าไปมากแล้ว. การศึกษาทาง biology ทางชีววิทยานี้มันก้าวหน้าไปมากแล้ว ก็จะได้ผสมโรงกันให้เกิด ความเข้าใจง่าย ปฏิบัติง่าย ได้รับผลอย่างเต็มที่ขึ้นมาในโลกนี้ในหมู่มนุษย์นี้. เมื่อเรา ไม่รู้เท่าทันเราก็บังคับควบคุมไม่ได้ มันก็บันดาลความทุกข์ให้, เมื่อรู้เท่าทัน บังคับได้ มันก็ไม่อาจจะบันดาลความทุกข์ให้ คือไม่มีความทุกข์เลย. หวังว่าพุทธบริษัททั้งหลาย จะได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า โดย มารู้เรื่องที่บัญญัติไว้ในคำว่าสัญชาตญาณ หรือ ภาวิตญาณ คำนอกพระบาลี อาตมา ว่าเอาเอง. ภาวิตญาณนี้จะควบคุมสัญชาตญาณ เราก็มาศึกษากันให้เพียงพอ. วันนี้เป็น วันเริ่มต้น รู้จักแต่เพียงชื่อของมัน, รู้จักความลับที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตนี้ โดยหลักใหญ่ ๆ โดยหลักทั่วไป, รายละเอียดไว้ว่ากันวันหลังเพราะมันยืดยาว. เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว จะต้องขอยุติการบรรยายสำหรับวันนี้ไว้ที่ก่อน ให้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทคุณสาธยายส่งเสริมจิตใจ ให้เกิดกำลังในการประพฤติธรรมะ สืบต่อไปในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต