Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๒ — โครงสร้างของสัญชาตญาณ

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.54 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์ เป็นครั้งที่ ๒ แห่งภาคมาฆบูชา ในวันนี้นั้น อาตมาก็จะได้กล่าว เรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะ ในวันนี้ว่า โครงสร้างของสัญชาตญาณ. [ทบทวน.] มีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนเรื่องที่กล่าวมาแล้วบ้างสักหน่อย; เพราะว่า มีคนแปลกหน้าใหม่มา ยังไม่เคยฟังมาตั้งแต่ต้นย่อมไม่อาจจะเข้าใจ, และการทบทวนนั้น ก็ยังมีผลดีแก่ผู้ที่ได้เคยฟังแล้ว จะได้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น. สิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนี้ เราโดยมากไม่เคยได้ยิน, และไม่เคยทราบเรื่อง ของมันเลย. การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ค้นพบสิ่งสิ่งนี้ ซึ่งมีเรื่องมีความจริง ๒๕

น.55 อะไรของมันโดยเฉพาะ, แล้วมันก็มา เข้ากันได้กับหลักเกณฑ์ในพระพุทธศาสนา มาใช้ประกอบแก่กันและกัน แล้วก็จะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เข้าใจได้ยิ่งขึ้น. สัญชาตญาณ แปลว่า ความรู้หรือความรู้สึกที่เกิดอยู่เอง เกิดขึ้นเอง เพราะ มันเป็นสิ่งที่มีมาในชีวิต, ในสิ่งที่เรียกว่าชีวิตหรือในชีวิตนั้น มันมีความรู้ชนิดนี้ติดมา ด้วยและถ่ายทอดกันไปด้วย ; อย่างว่า นกกระจาบรู้จักทำรัง อันวิจิตรพิศดาร, ซึ่งคนก็ ทำไม่ได้. แต่ลูกนกกระจาบก็ทำได้โดยไม่ต้องเรียน, ไม่ต้องเข้าโรงเรียน, หรือว่า แมลงผึ้งก็ทำรังผึ้ง รวงผึ้งได้อย่างวิจิตรงดงาม ซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ ; แต่ลูกผึ้งเหล่านั้นก็ ไม่มีการเข้าโรงเรียน หรือมีสอนให้ทำ มันก็ทำได้เลย, มันเป็นตัวผึ้งขึ้นมาแล้วมันก็ทำ ได้เลย. นี้จะเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่ให้เราเห็นได้ว่า ในชีวิตนั้นมันมีอะไรที่เป็นตัว ความรู้อย่างเหมาะสมกับชีวิตนั้น ๆ มาด้วยเสร็จ เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเอง, เรียกว่า เกิดเอง ก็เพราะว่าไม่ต้องมีใครสอน. ทีนี้มันยังมีอีกหลายอย่าง หลายเรื่อง ที่รุนแรงที่เป็นปัญหา ซึ่งเราจะได้ พิจารณากันต่อไป. ปัญหาก็คือว่า สัญชาตญาณนั้นเป็นรากฐานสำหรับการเกิดแห่ง กิเลส, พอได้เหตุได้ปัจจัยที่จะส่งเสริมสัญชาตญาณ นั้นได้ มันก็เกิดขึ้นอย่างใหญ่ หลวงและเกินขอบเขต, เกินขอบเขต ก็เลย กลายเป็นเรื่องเสียหาย. ฉะนั้น การควบคุมสัญชาตญาณ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่เราต้องรู้จักและ รู้ว่าจะควบคุมมันอย่างไร. ที่ควบคุมไม่ได้ เอาเสียทีเดียว ก็ต้องมีการเปลี่ยน กระแส คือหันกระแสให้ไปในทิศทางที่มีประโยชน์, ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ ความ รู้สึกเหล่านี้จึงจะถูกทำลายให้หมดสิ้นไป. นี่ก็พยายามเข้าใจใจความสำคัญตอนนี้ให้ดี ๆ ว่ามันมีอยู่ในชีวิต : ถ้าควบคุมไม่ได้ก็เป็นอันตราย, ต้องควบคุมให้ได้, ที่ควบคุม ไม่ได้ก็รู้จักผันกระแสของมันให้เป็นไปในทางที่ไม่เป็นอันตราย แต่ให้กลายเป็นประโยชน์.

น.56 เช่นว่ากระแสน้ำพัดพามาท่วมวินาศ ; แต่ถ้าเราเอากระแสน้ำนั้นผันไปใช้ ในทางที่จะให้เกิดประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง. เช่นเดี๋ยวนี้ก็ใช้เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไป หมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้เกิดไฟฟ้า ; น้ำแทนที่จะอันตรายอย่างใหญ่หลวงก็กลายเป็น เรื่องได้ประโยชน์ ; อย่างนี้เรียกว่าผันกระแสของมัน กำลังมากมายแห่งสัญชาตญาณในบางสาขานั้นมันมี : ถ้ารู้จักผันไปให้ ใช้เป็นประโยชน์ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง, ถ้าทำไม่ได้มันก็เป็นอันตราย คือทำความวินาศให้แก่ผู้นั้นได้. กำลังจิต ที่มากมายนั่นแหละถ้าปล่อยไปตามบุญตาม กรรม ไม่มีปัญญาไม่มีวิชชา มันก็เป็นอันตราย มัน จะกลายเป็นเรื่องของกิเลส ทำ ไปตามอำนาจของกิเลส ; แต่ถ้าว่าบังคับได้ เอากำลังจิตไปใช้ในทางที่ถูกต้อง มันก็จะ เป็นประโยชน์ ; ดังนั้นเราจะต้องรู้เรื่องสิ่งนี้ให้เพียงพอ. บางท่านอาจจะคิดว่า ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา, ไม่เห็นมีชื่อนี้ในพุทธศาสนา, เข้าใจอย่างนั้นไม่ถูก เพราะมันเรียกกันคนละชื่อ เป็นวิชาความรู้คนละยุค, แล้วเป็น เรื่องการศึกษาค้นคว้าที่ยิ่งขึ้นไป. ถ้าพูดทางวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่องของสัญชาต- ญาณก็มีเรื่องจิตเข้ามามากทีเดียว, แม้จะมีเรื่องวัตถุเจืออยู่ ยังเหลืออยู่ แต่ก็เป็น เรื่องจิตเข้ามามากทีเดียว. การที่จะพูดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องทางวัตถุโดยส่วนเดียวนั้น มันก็ไม่ถูกต้อง; เพราะมันเริ่มมีเรื่องจิตที่อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันชัดเจน เปิดเผยพิสูจน์ ได้อะไรได้นี้ มาเป็นหลักเกณฑ์สำหรับการศึกษาเรื่องทางจิตที่ลึกซึ้งขึ้นไป. ในพระพุทธศาสนา ก็จะได้ประโยชน์. ขอให้รู้จักร่วมมือ เอาความรู้หรือหลักเกณฑ์ วิธีการอย่างวิทยาศาสตร์ มาใช้ร่วมกันกับความรู้หลักเกณฑ์วิธีการในพระพุทธ ศาสนา.

น.57 ในชั้นแรกนี้ขอให้ทุกท่านที่ยังไม่เคยฟังบรรยายมาก่อนนั้นให้รู้ว่า มัน มีความรู้ ชนิดหนึ่งเกิดอยู่ตามธรรมชาติ แล้วก็ ถ่ายทอดไปได้, แล้วชีวิตนั้นเป็นเรื่องของ ธรรมชาติอันลึกซึ้ง ถ้าว่าเป็น อิทัปปัจจยตา ก็เป็นอิทัปปัจจยตาชนิดที่ลึกซึ้ง ซึ่งจะต้อง เข้าใจกันทีหลัง. ในขั้นนี้ให้รู้ว่า คนเราไม่รู้เรื่องนี้ของตนเอง จึงบังคับตนเอง ไม่ค่อยจะได้. การบังคับตัวเองนี้สำคัญมาก ให้มันอยู่ในความถูกต้อง มันก็มีผลดี, เกิด บังคับตัวเองไม่ได้เมื่อไร มันก็ออกนอกลู่นอกทาง. ฉะนั้น คนบุถุชนจึงตกอยู่ใน กระแสแห่งความผิด, ความโง่ ความหลง ความไม่รู้ ; เขาไม่อาจจะต่อสู้กับเรื่อง ของสัญชาตญาณ ที่ต้องการให้บังคับและควบคุม, ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ก็ไปเป็น อันธพาลไปเป็นโจรเป็นอะไรกันหมด. ถ้าบังคับควบคุมไว้ได้ มันก็ดึงเข้ามาอยู่ในวง ของสัตบุรุษ ของกัลยาณชน ; เราจึงสนใจในเรื่องนี้. สำหรับปุถุชนก็สนใจที่จะรู้ว่า มันเป็นอย่างไร ก็ต่อสู้เพื่อจะควบคุมมัน, ถ้าต่อสู้ไม่ได้ก็พ่ายแพ้ พ่ายแพ้แก่ความชั่ว ความรู้สึกที่จะทำชั่วซึ่งมันเกิดขึ้นได้เอง. ยกตัวอย่างเช่นว่า เดินไปในไร่พบผลไม้ ตุ้งแตงที่เขาปลูกไว้ มันก็ขโมย มันก็หยิบเอาไป จะขโมยหรือไม่ขโมยก็ไม่รู้ ด้วยความรู้ที่เป็นสัญชาตญาณว่ามันต้องได้ มันจะได้ มันควรจะได้ ; แม้แต่สัตว์มันก็เป็นอย่างนั้น คนก็คล้ายกับสัตว์ ถ้าเห็น อะไรกินได้ก็เอาไป เท่านั้น อย่างที่เรียกว่าขโมยนั่นแหละ. ปุถุชนจึงประสบปัญหานี้, แล้วส่วนมากก็พ่ายแพ้ คือ จะทำไปตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ นั่นเอง. ถ้าได้ รับการศึกษามาดี มาพอ มีธรรมะ ซึ่งที่แท้ก็คือระบบควบคุมสัญชาตญาณนั่นแหละ อย่างที่ พูดแล้วในวันก่อน เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า ธรรมะ -ธรรมะ, ธรรมะคือระบบปฏิบัติ เพื่อควบคุมสัญชาตญาณ. ถ้าเขาได้รับการฝึกฝน อบรมมาดีแล้ว มันก็จะไม่ทำ

น.58 อย่างนั้น, จะไม่ทำอย่างนั้น ; มิฉะนั้นก็จะทำอย่างนั้นจนได้รับโทษ ซึ่งมันก็สอนให้ เหมือนกัน. อย่างที่ว่าลิงพบแตงมันก็ขโมย หลาย ๆ หนเข้าเขาดักบ่วง ดักแร้ว ดักจั่น มันก็ติด, มันก็ค่อยฉลาดขึ้น. นี่เรา ต้องสู้กันกับสัญชาตญาณ อยู่เป็นปกติโดยไม่รู้สึกตัว; เมื่อไม่ รู้สึกตัวเสียเลย มันก็พ่ายแพ้แก่สัญชาตญาณ, มันก็ล้มลุกคลุกคลาน, มันก็ไม่มีอะไรที่น่า ชื่นใจ. มีคำกล่าวมาแต่โบราณ ซึ่งเข้าใจว่าก่อนพุทธกาลก็ได้ ตั้งแต่มนุษย์รู้จัก คำว่าธรรมะแล้ว, มีคำกล่าวว่า อาหารนิทฺทาภย เมถุนญฺจ สามญญฺเมตปฺปสุภิ นรานํ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา. มีใจความว่า การกินอาหาร การนอน การขี้ขลาด การประกอบเมถุนธรรมระหว่างเพศ สี่อย่างนี้มีเสมอกันในระหว่างมนุษย์กับสัตว์, ธรรมะเท่านั้นที่จะทำความแตกต่างระหว่าง มนุษย์กับสัตว์, ครั้นปราศจากธรรมะเสียแล้ว คนกับสัตว์ก็เสมอกัน, ปสุภิ สมานา - คนเสมอกันกับสัตว์. ฉะนั้น คำว่าธรรมะ, ธรรมะในกรณีอย่างนี้ ก็คือเรื่องที่จะ ต้องประพฤติปฏิบัติให้เกิดความถูกต้องขึ้นมา, ให้คนแตกต่างจากสัตว์, เพราะ สัตว์ไม่มีธรรมะ ก็ทำไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ. ความถูกต้องของสัตว์ก็มี, อย่างที่ ถูกต้องของสัตว์ ตามที่มันรู้สึกว่ามันได้แล้วก็ดี มันก็ได้กินได้อะไรแล้วก็ดี ; อย่างนี้เรียก ว่าไม่มีธรรมะ สำหรับ มนุษย์นี้ต้องมีธรรมะมีหลักเกณฑ์ที่ว่าอย่างไรดีอย่างไรไม่ดี ; ดังนั้น คนจึงแตกต่างจากสัตว์เพราะเหตุที่มีธรรมะ นั้นเอง. ข้อนี้ก็เป็นอันเข้ากัน

น.59 ได้กับที่เราประสงค์ ว่าเราจะมีธรรมะเป็นระบบปฏิบัติ สำหรับจะควบคุมสิ่งที่ เรียกว่าสัญชาตญาณ. นี้คือข้อความย่อ ๆ ใจความย่อ ๆ เรื่องนี้ที่ได้พูดมาแล้ว, ผู้ที่ยังไม่เคยฟัง คงจะได้ฟัง แล้วก็จะได้จับเงื่อนต้นต่อไป. ซึ่ง ในครั้งนี้จะได้อธิบายถึงโครงสร้าง ของสัญชาตญาณทั้งหมดทั้งสิ้น. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ขอให้ทราบว่าเมื่อจะพูดกันทั้งหมดทั้งสิ้น มันก็ต้องพูดได้คร่าว ๆ คร่าว ๆ โดยสังเขป. เราก็ รู้โดยสังเขปก่อน แล้วจึงค่อยรู้ในรายละเอียด, รายละเอียด ยิ่ง ๆ ๆ ขึ้นไป; ฉะนั้นในการฟังโครงสร้างโดยสังเขปก่อนนั้น ก็เป็นของจำเป็น ขอให้ ตั้งใจฟังให้ดี. สัญชาตญาณตามหลักพุทธศาสนา. ข้อนี้จะขอกล่าวตามความรู้สึกหรือความรู้ที่ศึกษาธรรมะในพุทธศาสนา แล้ว ก็บัญญัติ เรื่องของสัญชาตญาณเอาตามเหตุผล หรือ เค้าเงื่อน หรือ หลักเกณฑ์ที่มี อยู่ในหลักพระพุทธศาสนา, ไม่ได้เอาเรื่องของชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมาเป็น หลักรับรอง แต่ว่ามัน ไม่ค้านกันเลย, เราวาดรูปโครงชนิดที่ตามหลักพุทธศาสนา, ถ้าให้อวดก็จะอวดว่าดีกว่า ถูกต้องกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่า. เมื่อถือตามหลักธรรมะในพุทธศาสนาก็จะพบว่า สัญชาตญาณแม่, สัญชาต- ญาณ ซึ่งเป็นที่รวมแห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย เรียกว่าสัญชาตญาณต้นตอก็ได้ คือ

น.60 สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, ความรู้สึกว่ามีตัวตน เรื่องนี้เคยพูดกันมาหลาย สิบครั้งแล้ว ความรู้สึกว่า ตัวตนแก่จัดเข้าเป็น ตัวกู-ของกู มีอยู่ในพฤติแห่งจิตใจ ของคน ตามหลักปฏิจจสมุปบาท โดยเฉพาะนั่นเอง. เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาจากท้องแม่ มันก็มีสัญชาตญาณแห่งตัวตนเป็น เชื้อมาแล้วโดยไม่ปรากฏ โดยไม่ประจักษ์โดยไม่ปรากฏ, เราจึงถือว่าไม่มี ยังไม่มี. แต่ ครั้นทารกนั้นได้มารู้เวทนา ได้สัมผัส นั่นสัมผัสนี่อะไรก็ตาม, เกิดเวทนา : รู้สึกสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ทารกนั้นก็ พอใจในสุขเวทนา แล้วก็ ซึมซาบใน รสชาติของสุขเวทนา, มันก็ เกิดความรู้สึกว่าตัวกูซึมซาบ, แล้วมันก็ อยากที่จะให้ สุขเวทนานั้นมีอยู่ด้วยตลอดไป. เมื่อเกิดความอยากให้เป็นตัวกูที่จะอยู่เพื่อเสวยรส แห่งสุขเวทนานั้นสืบต่อไป. นี่ เพราะเวทนาแท้ ๆ ที่มันทำให้ปรุงแต่งสัญชาตญาณ ตัวกูขึ้นมาเต็มขนาด เต็มความหมาย, แล้วคิดดูเถิดว่า ไม่มีใครต้องสอน ทารกจะ เกิดมีความรู้สึกอย่างนี้ขึ้นมาได้ ตั้งแต่การกินนมครั้งแรกว่า : กูอร่อย, กูต้องการจะมี อย่างนั้นอีก, ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็โกรธ, ก็โกรธขึ้นมา, ถ้าได้ก็พอใจ, ถ้าเป็นเวทนาที่ไม่ เป็นสุขไม่ทุกข์ ก็คงสงสัยฉงนสนเท่ห์ โง่อยู่เท่าเดิมตามเดิม. ขอให้สังเกตดูในแง่ที่ว่า มันเกิดได้เอง เพราะอำนาจแห่งสัญชาต- ญาณ ; ผู้ที่ถือศาสนาพระเจ้าเขาก็ให้เป็นเรื่องของพระเจ้าบันดาลไปตามเรื่อง, .แต่ถ้า เรื่อง ในพุทธศาสนานี้ไม่มีพระเจ้า ก็เลยถือว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ. ครั้นได้ เหตุปัจจัยภายนอกมาสนับสนุน มันก็ปรุงแต่งเป็นความคิดที่เป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์แบบ ขึ้นมา, เกิดความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู.

น.61 สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน. ขอให้ทุกคน สังเกตตนเองว่า มันมีความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูอยู่อย่างไร, เกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งไหน, ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็รู้สึกคิดนึกอย่างนี้เป็น, แล้วก็อาจจะเห็นความ รู้สึกชนิดนี้ หรือบทบาทของผู้อื่นที่แสดงออกมาด้วยความรู้สึกชนิดนี้, แล้วจะรู้สึกได้ แม้แต่ในสัตว์เดรัจฉาน. แม้แต่ลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ มันก็แสดงอาการ ให้เราเห็นได้ว่า มันมีความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกู. อย่างลูกแมวเล็ก ๆ ยังไม่เคยต่อสู้ ไม่เคยพบศัตรูที่ ไหนมา ลูกแมวนั้นก็รู้จักขู่รู้จักต่อสู้, รู้จักแสดงอาการว่าตัวกูหรือของกู ไม่ให้ลูกแมวตัว อื่นหรืออะไรเข้ามาในเขตของกู. ช่วยศึกษาข้อนี้ให้ดี มีประโยชน์มาก, เป็นหัวใจของ กิเลสทั้งหมด, เป็นความรู้ว่าตัวตนตามอำนาจของสัญชาตญาณอันแรก. อย่างนี้ เป็นการเรียนธรรมะจากของจริง ไม่ใช่เรียนด้วยการฟังการอ่าน การอะไร, ต้องศึกษาธรรมะจากสิ่งที่มีอยู่จริง โดยเฉพาะของตนในภายในใจของ ตน ; ถ้ารู้แจ้งของตนแล้ว มันก็จะรู้ ไปถึงของผู้อื่นได้โดยง่าย, แล้วก็ถูกต้องด้วย เหมือนกัน, แล้วก็รู้ให้ลึกลงไปกว้างขวางออกไป, ก็จะรู้ถึงของสัตว์เดรัจฉาน, กระทั่ง รู้ไปถึงเรื่องของต้นไม้, ซึ่งล้วนแต่มีสัญชาตญาณด้วยกันทั้งนั้น. เราจะได้พิจารณากันเป็น เรื่องๆ ไป. ในชั้นนี้ก็ขอให้จับจุดตั้งต้นด้วยสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน มีตัวตน มีความรู้สึกว่ามีตัวตน. ความรู้สึกว่ามีตัวตนนี้เป็นเรื่องยาก ลำบาก เพราะว่าศาสนาพวกหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง แสดงความจริงว่ามีตัวตน, มีตัวตน ตัวตน ๆ เรื่อยไปจนสุดท้าย ตั้งแต่ ตั้งต้นจนสุดท้ายมีตัวตน มีตัวตนอย่างสูงสุด เป็นมหาตมัน ปรมาตมัน, เป็นพระเป็นเจ้า เป็นอะไรก็ตาม มีลักษณะเป็นตัวตน คือ มีอัตตาหรือมีอาตมัน. ศาสนาพวกหนึ่ง โดยเฉพาะ พุทธศาสนา และศาสนาอื่นบ้างในเครือเดียวกัน ปฏิเสธความมีอัตตา หรือมี

น.62 ตัวตน, มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ, เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา และเป็น ธรรมชาติ, ไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตน. นี้ก็เรียกได้ครั้งหนึ่งว่า บรรดาศาสนาทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งสิ้นในโลกนี้แบ่งได้ ๒ พวก : พวกหนึ่งมีตัวตน, อีกพวกหนึ่งไม่มีตัวตน. พวกที่มีตัวตนก็เอาความรู้สึก นั่นแหละ เป็นหลัก เอาความรู้สึกที่มีอยู่ เป็นหลัก ; แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง, เป็นความรู้สึกไปตามอำนาจสัญชาต- ญาณว่ามีตัวตน, แล้วก็หาเหตุผลสมอ้างให้มีตัวตนมากขึ้น ๆ มันเป็นอย่างนี้ไปเสีย พวกที่ไม่มีตัวตนก็เห็น ว่าเป็นสักว่าตามธรรมชาติ, เป็นธาตุตามธรรมชาติ, แล้วมีการปรุงแต่งไปตามกฎของ อิทัปปัจจยตา วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กระทั่งเป็นจิตใจคิดนึกได้มากมาย วิเศษ ประเสริฐ ศักดิ์สิทธิ์ กายสิทธิ์ ตามเรื่องของจิต. แล้วก็ถือว่าเป็นตัวตนให้มีตัวตนอยู่เรื่อยไป จนกระทั่งว่าขั้นสุดท้ายก็ให้มีตัวตนถาวร, เป็นตัวตนอยู่อย่างถาวร. แต่ พุทธศาสนานั้นว่าไม่มีตัวตนอย่างนั้น, จิตเท่านั้น ศึกษาเรื่องนี้ รู้ดีแล้วก็ปล่อยวางสิ่งทั้งหลาย ที่เคยยึดถือตามสัญชาตญาณว่าตัวตนนั้นเสีย, หมดสัญชาต- ญาณว่ามีตัวตนเสีย. นี่เรียกว่า ทำลายความรู้สึกว่าตัวตนได้ ด้วยญาณอันสูงสุดขั้น สุดท้ายของพระอรหันต์ เท่านั้น, มันก็เลยไม่มีตัวตน, มีแต่จิตที่หายโง่ เรียกว่าจิตที่ หลุดพ้นจากความโง่ พ้นจากกิเลส พ้นจากความทุกข์ ก็ได้ประสบกับความที่ไม่มีทุกข์ อันสูงสุดนั้น. พอถึงวาระถึงโอกาสก็ดับไป, จิตนั้นก็ดับไปตามธรรมชาติของจิต ที่เป็นสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัย, หมดเหตุหมดปัจจัยก็ดับไป. มันก็เหลืออยู่แต่ความว่าง ซึ่ง จะเอามาเป็นตัวตนไม่ได้. พวกที่มีตัวตนก็ยังจะเอาความว่างนั่นแหละเป็นตัวตนอีกทีหนึ่ง, สมมติความ ว่างนั้นแหละเป็นตัวตนอีกทีหนึ่ง, เป็นตัวตนใหญ่ ตัวตนมหาศาล ก็ตามใจเขาสิ. ตาม

น.63 หลักพุทธศาสนาถือว่า ถ้ายังมีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่แล้ว จิตจะสงบไม่ได้, จิตจะ เป็นอิสระไม่ได้, มันมีความหมายแห่งตัวตนบีบคั้นอยู่ พุทธศาสนาจึงสลัดความรู้สึกว่า ตัวตนหมดออกไป; ตัวจิตก็ไม่ใช่ตัวตน อาศัยเหตุปัจจัยดำรงอยู่ด้วยกาย, ครั้นกาย ดับ จิตก็พลอยไม่ปรากฏไปด้วย. แต่ว่า จิตที่หลุดพ้น อย่างนี้มัน ได้ประสบกันเข้ากับ ภาวะอันหนึ่ง ซึ่งไม่มีความทุกข์สูงสุด, ที่ดับสิ้นแห่งความทุกข์สูงสุด ใช้คำว่า นิพพาน, นิพพาน แปลว่า ดับลงแห่งกิเลส, ดับลงแห่งความโง่, ดับลงแห่งความหลง ความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นเหตุให้ เกิด โลภะ โทสะ โมหะ, ดับกิเลสเหล่านี้ลงไปหมดเหมือน กับดับไฟ ; เพราะกิเลสเหล่านี้เป็นของร้อนเหมือนกับไฟ แล้วก็ดับไฟเสีย. คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ, ดับแห่งความร้อน, ดับแห่งของร้อน. พวกที่ติดตัวตน ก็เอานิพพานเป็นตัวตนอีกทีหนึ่ง; นิพพานนี้ถูก ยึดถือว่าเป็นตัวตนนิรันดร, ความว่างจากทุกข์นิรันดรถูกยึดถือเป็นตัวตนนิรันดร, ให้ ตัวตนของตนที่บริสุทธิ์แล้วเข้าไปฝั่งอยู่ในตัวตนนิรันดร แล้วก็อยู่กันอย่างนิรันดร. อย่างนี้ไม่ใช่หลักพุทธศาสนา, เป็นหลักศาสนาของฝ่ายที่มีตัวตน ฝ่ายที่มีตัวตน พุทธศาสนาเป็นพวกที่ไม่มีตัวตน โดยดับสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนเสียได้ ; เรื่องนี้ต้องพูดกันยืดยาว, พูดกันอีก พูดเท่าไรก็ได้ว่า ความรู้สึกว่ามีตัวตน เป็นสัญ- ชาตญาณแม่บท คลอดลูกออกมาเป็นสัญชาตญาณทั้งหลายต่าง ๆ นานา. สัญชาตญาณต่างๆ ล้วนออกมาจากสัญชาตญาณตัวตน. เอาละ, เราจะพิจารณากันถึงสัญชาตญาณลูก ๆ สัญชาตญาณที่คลอดออกมา จากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนกันสักครั้งหนึ่งสำหรับเป็นการเริ่มแรกของเรื่องนี้ ให้ถึง ฉุดที่ประสงค์ของเรื่อง. เมื่อมีสัญชาตญาณเกิดขึ้นได้เอง ว่ามีตัวตน ๆ อย่างนี้,

น.64 มันก็เกิดเป็นสัญชาตญาณต่าง ๆ นานา ที่กล่าวไว้ในเรื่องของสัญชาตญาณของวิทยา- ศาสตร์ ชีววิทยาของการศึกษาสมัยใหม่, เราเอามาแต่เรื่องที่มันตรงกันกับหลัก เกณฑ์ของกิเลสในพุทธศาสนามาพิจารณา กันก่อน. ขอให้กำหนดให้ดี ๆ จะได้พูด ต่อไป ว่า สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนนั้น มันได้ ทำให้เกิดสัญชาตญาณคือ ความเห็นแก่ตัวตน, ความเห็นแก่ตน, พร้อม ๆ กันนั้นก็มี สัญชาตญาณอย่างอื่นที่ มันจะแวดล้อมความรู้สึกอันนี้ไว้; ดังนั้นมัน จึงเกิด สัญชาตญาณอื่น ๆ. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร, คำว่ากินอาหารนั้นมันต้องอยาก มัน ต้องกิน. ต้องหากินจนได้, มันต้องต่อสู้สุดเหวี่ยงเพื่อให้ได้กิน, ที่เรียกว่าสัญชาตญาณ แห่งการกินอาหาร. แล้วมันก็ เกิดสัญชาตญาณแห่งความกลัว, อะไรที่น่ากลัวว่าจะทำลายตัว ตน เป็นศัตรูแก่ตัวตนแล้ว มันก็กลัวทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้นเด็ก ๆ มันก็รู้จักกลัว อะไร สิ่งที่มีรูปร่างแปลกประหลาด ว่ามันจะเป็นอันตรายแก่ตัว มันจึงกลัว, และมันจึงร้องไห้ เด็ก ๆ เห็นคนรูปร่างประหลาดน่ากลัว มันก็กลัวเท่านั้นแหละ, ไม่ต้องมีใครสอน ; เพราะ มันมีสัญชาตญาณแห่งความกลัวเกิดขึ้น เมื่อได้เผชิญเข้ากับสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นอันตราย, มัน จึงมีสัญชาตญาณแห่งความกลัว. แล้วมันก็ มีสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ ; คำว่าต่อสู้นี้มีความหมายหลาย อย่าง แม้แต่การวิ่งหนีก็เป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, มีสัญชาตญาณแห่งการเอา ตัวรอด ต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด. ‘ฉะนั้นมันจึงสู้ไปตามเรื่อง สู้ไปตามสัญชาตญาณ, หรือ ว่ามันจะหนีภัย เป็นการต่อสู้ ในเมื่อมันสู้โดยการเผชิญหน้าไม่ได้ มันก็สู้ด้วยการวิ่ง, มันก็สู้ด้วยการวิ่งหนีไปตามเรื่องของมัน.

น.65 มีสัญชาตญาณแห่งการรักตน เห็นแก่ตน เป็นพื้นฐานอยู่ในใจ, ทีนี้มัน ก็มีสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ก็เพื่อให้มันมีลูกหลานเหลืออยู่ไม่สูญพันธุ์. เรื่องนี้ ลึกซึ้งมาก สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, มันต้องการจะไม่สูญไม่สาบสูญแห่งตัวตน มันก็ต้องการจะสืบพันธุ์. คนก็เป็นอย่างนั้น สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนั้น, ต้นไม้ก็เป็น อย่างนั้น, ต้องการจะคงมีพันธุ์ เรียกว่าสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์. แล้วก็สร้าง อวัยวะเพื่อการสืบพันธุ์มาอย่างวิจิตรพิสดาร ควบคุมยาก เข้าใจยากที่สุด, จนในที่สุดต้อง ได้ไปทำการสืบพันธุ์ "แม้จะยุ่งยากลำบากเท่าไร มันก็มีการสืบพันธุ์จนได้ เพราะมันมี สัญชาตญาณอันนี้เป็นเดิมพัน. แล้วมันก็มีออกมาเป็น สัญชาตญาณแห่งการพัฒนา พัฒนา ให้ดีขึ้น ทำให้ ดีขึ้นนี้ ; สังเกตดูเถอะมันต้องการดีขึ้นทั้งนั้นแหละ ทั้งสัตว์ทั้งคน, ทั้งทางวัตถุทั้งทาง จิต, โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางวัตถุ ที่มันจะรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างไร, ทำรู ทำรัง ทำ กระท่อม, ทำเรือนอยู่, อย่างไร มันต้องการให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป. แล้วก็มีสัญชาตญาณลึกลับอันหนึ่ง คือ สัญชาตญาณแห่งการบำเรอตน เอง, บำเรอตนเอง ให้เกิดความรู้สึกพอใจและเป็นสุข, รวมทั้งต้องการให้ผู้อื่นบำเรอ ตนด้วย. นี่มันจึงเกิดปัญหายุ่งยาก เพราะว่ามันมีความรู้สึกรุนแรง, ต้องการจะให้มีการ บำเรอตน. แล้วมันจะมี สัญชาตญาณแห่งการอวดตน อวดตน ; ฉะนั้นคนมันจึง ยากที่สุดที่จะไม่อวดดี. คนทุกคนนั่นแหละมันยากที่สุดที่จะไม่อวดดี, มันเผลอมัน อวดดีได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว สัญชาตญาณของการอวดดี.

น.66 แล้วก็ สัญชาตญาณแห่งการมีอยู่แห่งตน, มันมีตัวตนแล้วมันต้องการ ความมีอยู่แห่งตนไม่ให้ดับลงไป ไม่ให้สิ้นสูญลงไป. แล้วอันสุดท้ายก็จะเรียกว่า สัญชาตญาณแห่งการพอใจที่จะมีตัวตน นิรันดร, มีภาวะนิรันดรเป็นของตน. นี่ยกตัวอย่างมา ๑๐ อย่าง, ทุกอย่างเข้ากันได้กับสัญชาตญาณในตำรา ชีววิทยา ; แต่เรามุ่งชี้ต่างกันอธิบายต่างกัน ว่าอย่างน้อยก็ ๑๐ อย่าง ที่สัญชาตญาณ แม่บทมันคลอดลูกออกมา เป็นสัญชาตญาณธรรมดา, เรียกว่าสัญชาตญาณ แห่งการ กินอาหาร , สัญชาตญาณ แห่งการมีความกลัว, สัญชาตญาณ แห่งการต่อสู้, สัญชาตญาณ แห่งการรักตน, สัญชาตญาณ แห่งการสืบพันธุ์, สัญชาตญาณ แห่งการพัฒนาตน, สัญชาต- ญาณ แห่งการบำเรอตน, สัญชาตญาณ แห่งการอวดตน, สัญชาตญาณ แห่งการคงมีอยู่แห่ง ตน, แล้วก็สัญชาตญาณ แห่งการที่จะให้ตนมีภาวะนิรันดร นิรันดรคือไม่สูญสิ้น ; ถึง แม้จะจำไม่ได้หมดก็ไม่เป็นไร ก็ค่อย ๆ ศึกษาสังเกตตนเองไปก็แล้วกัน มันก็จะพบจะค่อย ๆ เข้าใจ. นี้เราก็ว่าไปตามเรื่องตามคราวตามโอกาส. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร. จะอภิปรายกันเรื่อง สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร แห่งการกินอาหารนี้ มันก็ ขยายออกไปเป็นความรู้สึกหลายอย่างหลายประการ ; อย่างแรกถึงก่อนมันก็ หิว. มันรู้สึกหิว มันก็จะประกอบกันกับส่วนที่เป็นร่างกาย พอมันขาดสิ่งที่เป็นปัจจัย เหล่านั้นมันก็รู้สึกหิว : แต่มันก็มีสัญชาตญาณที่จะรู้สึกหิวได้อีกส่วนหนึ่งด้วย. ทางร่างกายมันก็เป็นธรรมดา, แต่ หิวทางจิตใจก็ยังมี คือ เป็นเรื่องของกิน

น.67 มันหิวในส่วนนั้น, มันหิวเพราะว่ามันชอบในความเอร็ดอร่อยหรือสวยหรืองาม. ถ้าเพียง แต่ ต้องการกินให้อิ่ม มันก็หิวอย่างธรรมดา; แต่ถ้ามันกินอย่างจะหล่อเลี้ยงกิเลส ก็เป็นความหิวทางจิตทางวิญญาณ ซึ่งมันก็มีอยู่ ท้องอิ่มแล้วมันก็ยังหิว. ทีนี้มัน มีการกระทำที่เป็นการหา ; ดังนั้นจึงรู้จักหาอาหาร, พอหิวก็ หาอาหาร. ลูกไก่ออกมาได้สองวันแม่ก็ต้องพาไปหาอาหาร คุ้ยเขี่ยกันไปเรื่อยๆ, แม่ไก่ กับลูกไก่มันก็รู้จักหาอาหารไม่ต้องมีใครสอน, ใครสอนให้แม่ไก่พาลูกไก่ไปหาอาหาร. มัน ก็ เป็นสัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร. ถ้าเป็นสัตว์บางชนิดหรือมนุษย์ มันก็ มีการ สะสมอาหาร, สะสมอาหาร. มดแมลงหลายชนิดรู้จักสะสมอาหารไว้กินในฤดูที่มันไม่มี อาหาร, เราจะเห็นมดขนเมล็ดข้าวสารต่าง ๆ ไปสะสมไว้กินในฤดูที่ไม่มีอาหาร, รู้จักทำ อย่างนี้กันมากมายหลายชนิด สัตว์มันสะสมอาหารแล้วมันก็มี ทีนี้มันก็ รู้จักกิน มันต้อง รู้จักส่วนประกอบของการกิน ; เช่นการ เคี้ยว การอร่อย, การทำให้อร่อย แล้วนอกจากนี้ยังมีการถ่ายด้วย. ถ้ามีการกนมันก็ ต้องมีการถ่ายด้วย, มันก็เป็นไปได้ตามความรู้สึกของมันเอง จะว่าเป็นเรื่องจิตใจล้วน ๆ นั้นมันก็ไม่ถูก มันเป็นเรื่องส่วนของจิตใจ ความรู้สึกชนิดหนึ่งของจิตใจเข้าผสมอยู่ด้วย มันจึงต้องการจะถ่าย แล้วมันก็ทำการถ่าย. ทีนี้ ทางจิตใจนั้น มันก็ มีติดรสอาหาร, อร่อยในรสอาหาร ; ปรับปรุง กันเสียเป็นการใหญ่, ค้นคว้าไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อจะปรุงรสอาหารให้แปลกออกไป ก็เลยติด รสอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งว่ามีเฉพาะคนเฉพาะบุคคล เฉพาะพวกบุคคลติดรส อาหารอย่างนั้นอย่างนี้, เป็นของเฉพาะคนก็มี เป็นของเฉพาะพวกหรือชนิดของบุคคล ก็มี, มันก็ติดอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมัน ก็เกิดกิเลส ที่เป็นเหตุ ให้มีการกักตุน. คำว่ากักตุนนี้ มันเริ่ม ส่อความหมายชนิดที่เห็นแก่ตน มากเข้า ไปแล้วมัน ก็กักตุน

น.68 โดยไม่เห็นแก่บุคคลอื่น หรือแม้ที่สุดมันก็ตระหนี่. ถ้ามัน ติดอาหารการกินมากไป เกินไป มัน ก็ตระหนี่ ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้เพื่อจะแย่งกิน มันก็มีตระหนี่, กิเลสที่ชื่อ ว่าโลภะหรืออวิชชาวิสมาโลภะมันก็เกิดขึ้น มันก็ปรากฏขึ้น, มันก็ไปจบลงที่กิเลสอย่างนี้. นี่ สญชาตญาณแห่งการกินอาหารอย่างเดียวเท่านั้น แหละมันได้ทำให้เกิด อาการต่าง ๆ ขึ้นมามากมายหลายอย่างหรือสิบอย่าง, ยิ่งพิจารณาไปมันก็จะยิ่งเป็นหลายสิบ อย่าง. นี้เรา มีปัญหาเท่าไร, ปัญหาจะเกิดขึ้นเท่าไร ในการกินอาหาร, ในการมี อาหาร ในการสะสมอาหาร ในการกิน, กินแล้วไม่ถ่าย หรือถ่ายไม่สะดวก หรือมันต้อง ถ่ายชนิดที่ลำบากยุ่งยาก. มันติดรสอาหาร มันกักตุนอาหาร, มันตระหนี่อาหาร, มันโลภ ละโมบในเรื่องอาหาร. แม้ที่สุดแต่ว่ามันตะกละตะกลามมูมมาม กินอย่างมูมมาม, ตะกละ ตะกลามนี้ มันก็มาจากการควบคุมสัญชาตญาณข้อนี้ไม่ได้. ไม่มีความรู้ ไม่มีสติสัมปะ ชัญญะ ไม่ได้รับการอบรม ก็กินอย่างตะกละตะกลามมูมมาม ซึ่งเป็นการบันดาลของ สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร ที่มันขยายตัวเกินการควบคุม. นี่รู้จักกันไว้ว่ามันเป็น อย่างไรบ้าง, มันเป็นปัญหาเท่าไร. เดี๋ยวนี้เราเกิดมาในหมู่มนุษย์ที่มีความเจริญมาถึงขนาดนี้แล้ว มีระเบียบ มี วัฒนธรรม มีอะไรถูกต้องแล้ว; พอเราเกิดมาเข้าในกรอบของวัฒนธรรมอันนี้ มันก็มี ปัญหาน้อย จนทำให้เราคิดว่านี้เรารู้ได้เอง. เราไม่ได้รู้ได้เอง มันเป็นเรื่องที่เขาทำไว้ดี แล้ว ว่าเด็ก ๆ จะต้องทำอย่างนี้ในการกินอาหาร, หนุ่มสาวแล้ว ผู้ใหญ่แล้ว จะต้องทำ อย่างนี้ ๆ ในระเบียบการกินอาหาร, มันก็ป้องกันอันตรายได้มาก. แต่อย่าลืมว่า มันมีมูล เหตุมาจากสัญชาตญาณอันร้ายกาจของการกินอาหาร ที่มันจะคลอดออกมาเป็นปัญหา อย่างนั้นอย่างนี้ มากมายหลายอย่างหรือหลายสิบอย่าง.

น.69 สัญชาตญาณแห่งการกินอาหารคลอดออกมาจากสัญชาตญาณแห่งการ มีตัวกู - ของกู คือมีตัวตน - ของตน, แล้ว สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตนมีของ ตน มันก็คลอดออกมาเป็นสัญชาตญาณ แห่งการมีความกลัว มีความกลัว. สัญชาตญาณแห่งความกลัว. เรื่องความกลัวนี้ถ้าสังเกตเอาเองสังเกตดี ๆ ก็จะรู้จักได้มาก เพราะเราได้ เห็นสัตว์หรือคนที่มีความกลัว. เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งเขาเจริญก้าวหน้าไปจนถึง กับพิสูจน์ได้ว่า ต้นไม้นี้ก็มีความกลัว เป็นเรื่องที่มองด้วยตาไม่เห็นเขาประดิษฐ์เครื่องวัด ขึ้นมาวัดความรู้สึกของต้นไม้. คนที่เกลียดต้นไม้คนที่ทำลายต้นไม้เข้ามาในขอบเขตของ รัศมีนั้น เครื่องนั้นจะสั่นจะแสดงว่าต้นไม้กลัวอย่างยิ่ง, แล้วคนที่รักต้นไม้เข้ามาในขอบ เขตของรัศมีนั้น เครื่องไม่กระดิกเลย อย่างนี้เป็นต้น, มีรายละเอียดเคยอ่านพบในหนังสือ แขนงหนึ่งทีเดียว เป็นการพิสูจน์ว่าต้นไม้มีความรู้สึก รัก โกรธ เกลียด กลัว, ต้นไม้ก็มี ความรู้สึกกลัว. สัตว์ก็เห็นได้ง่าย ๆ แล้วมันมีความกลัว, ดูจากลูกแมว จะเห็นได้ว่า เกิดมาวันเดียวก็รู้จักส่งเสียงขู่ เพราะมันกลัว. ทีนี้ที่ว่ามากลัวอย่างโง่เขลาเพิ่มเติมส่งเสริมมากเกินไป ก็คนนี่แหละ ก็คือ คนนี่แหละ ได้อวิชชามาส่งเสริมสัญชาตญาณแห่งความกลัว, กลัวมาก กลัวจนแล้ว แต่จะเรียกเถอะ, แล้วก็ กลัวอย่างโง่เขลา เลยขอบเขต กลัวจิ้งจก กลัวตุ๊กแก กลัว ไส้เดือน กลัวลูกหนู, บางคนมันก็กลัวเอาเสียจริง ๆ ด้วยความโง่มันมาก. สัญชาต- ญาณแห่งความกลัวมันถูกส่งเสริม กระทั่งกลัวสิ่งที่ไม่มีจริง, ไม่เห็นตัวจริง ; เช่น กลัวผี นึกขึ้นมาให้กลัวเท่าไรก็ได้ มันขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณแห่งความกลัว. เอากระดาษ เอาสีมาเขียนเป็นรูปยักษ์หรือเป็นรูปผีอะไร, พอเขียนลงไปเส้นหนึ่งสองเส้นก็เริ่มรู้สึกกลัว

น.70 พอเขียนเต็มที่คนเขียนก็รู้สึกกลัวไม่มากก็น้อย, เอาให้เด็ก ๆ ดูมันก็รู้สึกกลัว นี่เขียนผีให้ ตัวเองกลัว เพราะมันมีสัญชาตญาณแห่งความกลัว. ทีนี้มันก็แจกลูกออกไป สัญชาตญาณแห่งความกลัว กลัวมันก็ มีการหนี, หนีจากสิ่งที่ตนกลัว เห็นกันอยู่ทั่วไป สิ่งใดกลัวมันก็หนีมันก็หลบ, แล้วมันก็รู้จักหนีรู้จัก หลบซ่อน. ที่หนีไปไม่ได้มันก็กลัวอยู่กับที่ มันก็หวาดผวานอนสะดุ้ง ควบคุมไว้ไม่ ได้; แม้ที่สุดแต่ การเตรียม, เตรียมสงคราม เตรียมอะไรนี้ ก็เรียกว่า มาจากความ กลัว มันจึงมีการเตรียมตัว ไปซื้อปืนมาไว้ ไปซื้ออะไรมาไว้เป็นการเตรียมตัว มันก็ มา จากสัญชาตญาณแห่งความกลัว, มันรบกวนเท่าไร ทีนี้มันก็ กลัวเกินกว่าเหตุ กลัว ด้วยอวิชชากลัวด้วยความโง่ มันก็กลัวอยู่นั่นแหละ จะซื้อปืนมาไว้สัก ๑๐๐ กระบอก มันก็ยังกลัวอยู่นั่นแหละ เพราะมันกลัวด้วยอวิชชา. ทีนี้อีกทางหนึ่ง สัญชาตญาณแห่งความกลัว มันก็ต้องการให้มีเพื่อน ต้อง การให้มีเพื่อนก็แส่ไปหาเพื่อนไปมีเพื่อน, ในที่สุดมันก็เกิดการอยู่กันเป็นหมู่ ๆ ฝูง ๆ คน ป่าสมัยก่อนโน้นก็อยู่เป็นหมู่ ๆ ฝูง ๆ เหมือนกับสัตว์ ที่อยู่กันเป็นฝูง ๆ เพราะสัญชาต- ญาณแห่งความกลัว, มันรวมกันเป็นฝูงมันก็รู้สึกอุ่นใจ. เช่นหมูป่า รวมกันเป็นฝูง ๆ มันก็ลดความกลัวศัตรูจะเป็นเสือเป็นอะไรก็ตาม มันก็ลดความกลัวเพราะมันอยู่กันเป็น ฝูง ๆ มันพร้อมมันเตรียมพร้อมที่จะสู้. ดูให้ดีว่า สัญชาตญาณแห่งความกลัวนี่มันทำให้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ; มันเกิดหลายอย่างหลายสิบอย่าง ; แม้ที่สุดแต่การ ต้องทำเรือนอยู่ ทำอะไรอยู่ เป็น เครื่องปกปิดป้องกัน, ทำรั้ว ทำอะไรเหล่านี้ มันก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณแห่งความ กลัว, เอามารวมกันเข้าไว้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นปัญหามากมายที่ต้องเดือดร้อนเพราะความ กลัว. เมื่อไม่แน่ใจว่าปลอดภัย มันก็หวาดผวาสะดุ้งนอนไม่หลับ, ถ้ามันทรมานหนัก

น.71 เข้า มันก็เป็นโรคประสาทหรือเป็นบ้า. นี่ สัญชาตญาณแห่งความกลัว คำเดียวเท่านั้น แหละ มันต้องการหนี, ต้องการหลบซ่อน, ถ้ามันต้องทนอยู่กับสิ่งที่มันกลัว มันก็หวาด ผวาอยู่ตลอดเวลา, ลับหลังมันก็เตรียมพร้อม ก็มีการกลัวเกินกว่าเหตุหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ชนิดเพราะความโง่ ก็ต้องการมีเพื่อนเพื่อจะบันเทาความกลัว, แล้วอยู่กันเป็นฝูง ๆ พวก ๆ เพื่อบันเทาความกลัว. นี้คือ สัญชาตญาณแห่งความกลัวเป็นความทุกข์ จะต้อง ขจัดออกไปด้วยธรรมะ ที่มีไว้สำหรับเรื่องนี้. สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้. ทีนี้ก็มาถึงสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ ต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ อย่างไร ก็ต้องต่อสู้ ก็ขยายออกไปถึงคำว่าป้องกัน, การป้องกัน ก็มีความหมายร่วมกันกับการต่อสู้ เป็น การต่อสู้ด้วยการป้องกัน ก็ต้องต่อสู้กัน. แล้วมัน ก็เกิดการหวาดระแวง, ความระแวง ภัยมาจากการที่จะต้องคิดต่อสู้อยู่เสมอ มันก็ระแวงภัย มันก็นอนไม่หลับ. ทีนี้ถ้าว่ามันมี ความ โง่มาก มันก็ป้องกันภัยเกินกว่าเหตุ หรือมันต่อสู้เกินกว่าเหตุ จนผิดกฎหมาย ไปเสียอีกก็มี ; เพราะว่าสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ไม่ได้รับการควบคุมที่ถูกต้อง. เมื่อ มีการต่อสู้ มันก็ต้องมีกิเลสประเภทโทสะ - ประทุษร้าย, โกธะ - โกรธเคือง ขึ้นมา, พยาบาท - จองเวรไว้ มีความอำมหิตนานาชนิด ซึ่งมันจะต้องค่อย ๆ พอก พูนขึ้นมาจากการต่อสู้. นี่ปัญหามีเท่าไรจากสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ จะใช้ธรรมะอะไร ดับบ้างจะไว้พูดกันที่หลง. เรื่องธรรมะสำหรับจะขจัดปัดเป่าน่ะ, นี้พูดว่าตัวเหตุร้าย ตัว สิ่งร้ายมันมีอยู่อย่างไรกันเสียก่อน.

น.72 สัญชาตญาณแห่งการรักตน. ทีนี้ก็จะมาถึงสัญชาตญาณแห่งการรักตน, รักตน มันมีมาจากความรู้สึก ว่ามีตัวตน , มันมีตัวตน แล้วมันก็รักตัวตนนั่น มันจึงมีความรักตนหรือความเห็นแก่ตน ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันขยายออกไปเป็นเรื่องหลาย ๆ ชนิด มันก็ ต้องการการบำเรอตน เพื่อให้ตนยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้ที่สุดแต่ต้องบริหารตน, บริหารตนเพื่อให้มีกำลังมีเรี่ยวแรง มีความพร้อมอยู่เสมอ เช่นม้าไม่มีเรื่องมันก็วิ่ง มันก็ออกวิ่งเองพอถึงเวลานี้ มันเป็น การบริหารตน วัวควายมันก็ขวิดดินขวิดต้นไม้ ดันต้นไม้ เป็นการบริหารตน. เป็น การต่อสู้. เรื่อง exercise ออกกำลังอะไรต่าง ๆ นี้มันเป็นเรื่องการบริหารตน. เพราะ มันรักตน. ทีนี้ ในแง่ของกิเลส มัน รักตนมันเห็นแก่ตน มันก็ริษยาคนอื่น ๆ, ความริษยาคนอื่นมัน มาจากรักตนมากเกินไป, กระทั่งถึงว่ามันจะลบหลู่บุญคุณคนอื่น ถ้ามันเห็นแก่ตนมากเกินไป มันจะไม่มองเห็นบุญคุณของผู้อื่น, มันก็ เกิดกิเลสประเภท ลบหลู่บุญคุณ ของผู้อื่น, ริษยา คนอื่น, รักตนอย่างโง่เขลา มันก็ ทำลายตนโดยไม่ รู้สึกตัว, มันขี้เกียจ ใครจะว่าอย่างไร. อาตมาว่าที่ขี้เกียจนอนเสียไม่อยากทำงาน เพราะ มันรักตนโดยอวิชชา, ที่จริงตนเป็นที่รักของตนอย่างยิ่ง มันก็ยังขี้เกียจ ยังนอนเสียได้ ยังไม่ทำการงาน ไม่บริหารงานของตน. นี่ เกิดความบิดพลิ้วในหน้าที่ เพราะมัน รักตน, เอาข้างฝ่ายตนว่าไม่ต้องทำอะไรนอนเสียดีกว่า แล้วมัน จะบิดพลิ้วในความ ถูกต้อง. สิ่งที่เป็นความถูกต้องอย่างนี้ไม่ตรงกับกิเลสของมันมันก็ไม่เอา, มันบิดพลิ้ว บิดพลิ้วเสีย ไม่ใช่ความถูกต้อง, "ฉันจะเอาอย่างนี้" มันเป็นเรื่องบิดพลิ้วและแก้ ตัวต่าง ๆ นา ๆ เพราะความเห็นแก่ตน, แล้วมันก็น่าหัว ที่ว่าคนเราจะรักตนก็ไม่มีอะไร

น.73 ยิ่งไปกว่า ภาษิตลูกเด็ก ๆ ว่า ถ้าอยากจะมองเห็นว่าใครรักเรามากที่สุด ให้ไปมองในกระ จกเงา. มันก็ เนื่องมาจากความรู้สึกดั้งเดิมว่าเห็นแก่ตนรักตน, รู้ว่าตนเป็นที่รัก ของตนยิ่งกว่าสิ่งใด. ไปมองดูในกระจกเงา มันก็เห็นรูปของตัวตนนี้คนที่รักเรายิ่ง กว่าใคร, มันมาจากความเห็นแก่ตนอย่างนี้. สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์. ทีนี้สัญชาตญาณตัวตนมีตัวตน มันก็ให้เกิดสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์, สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์นี้ลึกซึ้งมาก ลึกซึ้งมาก. ทำไมเด็ก ๆ พอถึงขนาดเป็น วัยรุ่นขึ้นมา คือเป็นหนุ่มสาวเต็มที่ขึ้นมา มันก็ต้องการสืบพันธุ์ และมันรู้จักการสืบพันธุ์ เอาไปเลี้ยงเสียที่อื่น ไม่ต้องได้รับคำสั่งสอน เรื่องนี้ มันก็สืบพันธุ์เป็น ; แม้แต่สุนัข หรือแมว เอาไปเลี้ยงไว้ในที่ไม่มีอะไรเป็นตัวอย่าง มันก็ทำการสืบพันธุ์เป็นโดยไม่ต้อง เห็นตัวอย่าง, เพราะมันมีสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์ และอวัยวะสำหรับการสืบพันธุ์ ที่ธรรมชาติมันใส่มาไว้อย่างครบถ้วน และอย่างรุนแรงที่สุด. เมื่อร่างกายเติบโตถึงขนาด นั้นแล้ว ต่อมแกลนด์เหล่านั้นมันก็ขยายตัวเต็มที่, แล้วมันต้องการจะทำหน้าที่ มันก็รู้จัก ที่จะทำหน้าที่, มันจึงรู้จักสืบพันธุ์ ได้ด้วยตัวมันเอง มันดิ้นรนเพื่อมิให้สูญพันธุ์ เพื่อไม่ ให้สูญพันธุ์ อาตมาได้ฟังภารโรงที่ประจำโบสถ์ ที่วัดที่อยู่ที่กรุงเทพฯ ที่อยู่ด้วยกัน เขา บอกว่าตัดยอดไม้ยอดเข็ม ที่จะเอาไปปลูกใหม่, ให้ตัดตอนที่มันกำลังมีดอกหรือมี ลูกอ่อนด้วย, เอาไปบักดินมันจะงอก เพราะมันสงวนดอกที่จะเอามาเป็นลูก หรือ มันสงวนลูกที่จะให้สุกแก่ เพื่อสืบพันธุ์. ยอดที่ไม่มีดอกหรือไม่มีลูกมันตายเก่ง, อธิบาย ว่ามันต้องการจะสืบพันธุ์. หรือว่า ที่เขาพูด ส่ง ๆ ไปก็ได้ว่า ถ้าอยากจะให้เป็นลูกให้เอาไฟ

น.74 สุมต้น ถ้าเป็นส่วนลึกมันเรื่องกิเลส : แต่นี้เรื่องของวัตถุแท้ ๆ ถ้าไปทำตึงตัง ๆ เหมือนจะ ฆ่าจะพั่นมันก็รีบออกลูก. ต้นมะพร้าวที่ไม่ออกลูก ไปสับต้นให้มากๆเข้าแล้วเอาไฟ สุมต้น เข้าบ้าง มันก็จะออกลูก. ที่สวนโมกข์เก่าต้นขนุนต้นหนึ่งตั้งแต่ไปอยู่สิบกว่าปีแล้วไม่เคยออกลูก ลุง เที่ยงแก เอาไฟ สุมเข้าที่โคนต้นไหม้ไปครึ่งซีก เลยออกลูกเต็มไปหมดเลย เพราะมันกลัว จะตายแล้วจะสูญพันธุ์, แล้วมันก็คิดว่าไหนไหนจะตายแล้วก็รีบออกพันธุ์ออกลูกมา แล้วมันตายมันก็ยอมตาย. ต้นลำไย ที่ว่าปลูกที่ไหนก็ไม่ออกลูกทางปักษ์ใต้ ที่ตรงข้าง กุฏินั้นอาตมาให้ เอาไฟ สุมต้น ก็ออกลูกมา ๒ - ๓ ช่อ ก่อนแต่ที่จะตาย, ก่อนนี้มันไม่เคย ออกลูก. นั่นแหละ สัญชาตญาณแห่งการที่จะมีพันธุ์ไม่สูญพันธุ์มีอยู่อย่างหนาแน่น, มีค่าเท่ากับชีวิต ต้องการจะสืบพันธุ์นั้นเป็นเรื่องความรู้สึกที่รุนแรงของสิ่งที่มีชีวิต เรียกว่า เป็นสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์. ทีนี้ มันไม่เพียงเท่านั้น ถ้าว่ามันมี สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ มันก็ ทำจนมันออกลูกออกมา, แล้วมันก็ต้องมีสัญชาตญาณแห่งการรักลูก ด้วยสิ. ดูหมา แมวที่มันเป็นแม่หมาแม่แมว มันรักลูกมันเท่าไร มันจะต่อสู้จนตัวตายไม่คิดก็ได้, มันมา จากความรักลูก ความรักลูกก็มาจากสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ หรือว่ามันจะเป็น เหตุให้ต้องการลูก. ความอยากสืบพันธุ์เป็นเหตุให้ต้องการลูก, แล้วมีลูกออกมา มันก็รักลูกเหลือประมาณ. คนที่เคยมีลูกมาแล้ว คงจะรู้สึกนึกคิดได้ดีว่ารักลูกรัก เท่าไร, บางทีก็รักยิ่งกว่ารักตัวเอง. แล้วมัน ก็มีการพยายามทุกอย่างที่จะเรียกร้องการสืบพันธุ์, ให้เกิดความ สนใจในการสืบพันธุ์ มันจึงมีการแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวย. พวกนักวิทยาศาสตร์อธิบาย ว่า ดอกไม้ที่มันสวยหรือนกบางชนิดที่มันสวย, มันมีความสวยเพื่อเรียกร้องให้เกิด

น.75 ความสนใจในการสืบพันธุ์ จากเพศที่ตรงข้าม, นี่มันไปถึงกับว่ามันเรียกร้องความ สนใจให้มีการสืบพันธุ์หรือมาสืบพันธุ์. แล้วทีนี้มันก็ เป็นเหตุให้หลงใหลในค่าจ้างของการสืบพันธุ์ ที่เรียกว่า กามารมณ์, ความอร่อยเนื่องด้วยเพศนั้นไม่ใช่การสืบพันธุ์. การสืบพันธุ์ทำให้มีลูก คลอดออกมา, ส่วนกามารมณ์นั้นเป็นการบำรุงบำเรอด้วยความอร่อยของสัมผัส ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, คนละเรื่อง. ธรรมชาติมันฉลาดกว่า มันเอามาปะหน้าไว้ ปะหน้าการสืบพันธุ์ไว้เพื่อล่อหลอกคนให้ทำการสืบพันธุ์, หลอก สัตว์ให้ทำการสืบพันธุ์ โดยรสของกามารมณ์, สัตว์เดรัจฉานก็ยิ่งเห็นได้ชัดเหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติเหนือกว่าไปเสียทุกอย่าง. การสืบพันธุ์นั้นใคร ๆ ก็พอจะมองเห็นว่า มันเป็นการยากลำบากเหน็ดเหนื่อย น่าเกลียดน่าชัง ไม่อยากจะสืบพันธุ์ ; แต่เขาเอาอะไรเป็นค่าจ้างมาปิดไว้ข้างหน้า คือ กามารมณ์. คนก็หลงค่าจ้างของการสืบพันธุ์ ที่ธรรมชาติมันใส่ให้ไว้ ก็เลยยอม กินค่าจ้างและทำการสืบพันธุ์. แม้ว่าจะมีมนุษย์สมัยนี้ฉลาด จะทำแต่เพียงกินค่าจ้างแล้ว ไม่ต้องทำงานสืบพันธุ์ ใช้กินยาคุมกำเนิดบ้าง อะไรบ้างนี้, มันก็ยังไม่พ้นไปจากหลัก- เกณฑ์อันนี้ คือมัน ยังหลงใหลในค่าจ้างของการสืบพันอยู่ นั่นเอง, ถ้าไม่มีเรื่อง กามารมณ์ทางเพศ คงจะไม่มีใครแต่งงานเพื่อการสืบพันธุ์ล้วน ๆ นี่เรียกว่ามันยังโง่ ยังหลงในสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์ ที่มีเหยื่อหรือค่าจ้างมาปะหน้าเอาไว้. สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ก็พยายามที่จะทำการสืบพันธุ์, ต้นไม้ต้นไล่ ก็พยายามทำการสืบพันธุ์ ดิ้นรนเพื่อการสืบพันธุ์อย่างยิ่งอย่างรุนแรง; แต่เราไม่ได้ ศึกษา เราไม่ได้ศึกษากันจริงจังจึงไม่ค่อยรู้ ก็เรียนมาจากคนนี้. คนมีการสืบพันธุ์ แล้วก็หลงค่าจ้างแห่งการสืบพันธุ์ ; ถ้าไม่มีเรื่องของกามารมณ์ คงไม่มีใครแต่งงาน

น.76 เพื่อการสืบพันธุ์ล้วน ๆ. นี่เรียกว่า เป็นทาสของกามารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เรื่องหนึ่งในพุทธศาสนา คือเรื่องการเป็นทาสของกามารมณ์. อาตมาเรียกว่า ค่าจ้างของการสืบพันธุ์ ที่ธรรมชาติเป็นผู้จ้าง แล้วก็ จ้างไว้ด้วยสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์ที่มีอยู่ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด, จนพูดได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด พอเติบโตขึ้นมาถึงขนาดที่อวัยวะสืบพันธุ์จะทำงานได้แล้ว มันจะต้องสืบพันธุ์, เห็นเป็นสิ่งประเสริฐวิเศษสูงสุดเหนือกว่าสิ่งใด .. คนก็เป็น อย่างนี้, สัตว์เดรัจฉานก็เป็นอย่างนี้, ต้นไม้ต้นไล่ก็เป็นอย่างนี้ ; เมื่อไม่ได้ศึกษามันก็ ไม่ทราบได้ ว่าต้นไม้ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น, พยายามเพื่อให้เกิดการสืบพันธุ์ ที่ทำเอง ไม่ได้ ก็ต้องการให้ธรรมชาติช่วย ให้มด แมลง มาช่วยผสมเกสรเคล้าเกสร, หรือให้ กระแสน้ำพาเกสรตัวผู้ไหลไปหาเกสรตัวเมียที่อยู่ข้างล่างของน้ำที่น้ำพาไหลไป อย่างนี้ก็มี หลายอย่าง. สำรวจดูในเรื่องของต้นไม้ของพืชมีพืชที่สืบพันธุ์โดยน้ำเป็นผู้พาเกสรไปหา ให้พบกัน อย่างนี้มันก็มี, แล้วมันก็แสดงอาการออกรับ ดักรับ คอยรับ ในฝ่ายเกสร ตัวเมีย, แล้วเกสรตัวผู้ก็มีโอกาสสืบพันธุ์ได้ง่าย ฉะนั้นจึงเกิดเป็นผลไม้ขึ้นมา เพื่อการ ไม่สูญพันธ์. ต้นไม้แท้ ๆ นี้ มันก็ยังมีความต้องการจะ สืบพันธุ์ แต่มันจะรู้สึกมีรส อร่อยอย่างยิ่งในขณะนั้นหรือไม่ นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้. ถ้ายอมเชื่อเครื่องมืออย่างที่ว่านั้น ที่ว่าพิสูจน์ว่าต้นไม้มีความรู้สึกแล้วมันก็เชื่อได้, แต่สำหรับ สัตว์เดรัจฉานเห็นได้ชัด พอใจยินดีอย่างยิ่งในกิจกรรมเบื้องต้นของการสืบพันธุ์ คือกามารมณ์, แล้วก็ อุตส่าห์ขวนขวายตัวตายไม่คิดเพื่อได้ทำอย่างนั้น แล้วมันก็ มีการสืบพันธุ์ ตามอำนาจของ สัญชาตญาณ. มันบังคับตัวมันเองไม่ได้ มีความเป็นอิสระหรือจะคิดจะนึกเอาได้อย่างไร. แต่ สัญชาตญาณมันบังคับให้รู้สึกอย่างนั้น แล้วมันก็เลยต้องทำอย่างนั้น จึงมีปัญหา เกี่ยวกับกามารมณ์ทางเพศมหาศาล.

น.77 อย่างในบาลีก็อุตส่าห์ กล่าวไว้ด้วยมากมาย หลายสิบชนิด เพราะหวงกามารมณ์, เพราะแย่งชิงกามารมณ์นี้, ทำให้คนต่อคนทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย, ทำให้พี่กับน้อง ทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย, ทำให้เพื่อนทะเลาะวิวาทกับเพื่อนฆ่ากันตาย, แถมอุตริมีบาง แห่งว่า พ่อกับลูกฆ่ากันตายเพราะเหตุแห่งกามารมณ์. นี่หาดูยาก แต่มันก็เชื่อได้ว่า เป็นไปได้ถ้ามันโง่มันหลงถึงขนาดหลงใหลขนาดนั้น, แล้วก็เป็นเหตุให้รบราฆ่าฟันเกิด สงครามเกิดมหาสงครามขึ้นก็ได้ เพราะมีมูลเหตุมาจากกามารมณ์. เอาละ, เป็นอันว่า สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์นี้มีความร้ายกาจลึกลับ ซับซ้อน หลายชั้นหลายแขนง, แล้วมัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์เป็นเครื่องล่อ, เป็น ค่าจ้าง เป็นเครื่องบังคับให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปเพื่อการสืบพันธุ์. อาตมาก็ได้ยกตัวอย่างมา ๕ ชนิดแล้ว คิดจะหยุดแล้ว มันเหนื่อยแล้ว ว่า กินอาหาร มันก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับกินอาหารมากมาย, มีความกลัว ก็มีปัญหาเกี่ยวกับ ความกลัวมากมาย, มีการต่อสู้ มันก็มีปัญหาเนื่องด้วยการต่อสู้มากมาย, มีการรักตน ยิ่งมีปัญหามากมาย มีการสืบพันธุ์ ก็ยิ่งมีปัญหามากมาย. ยังมีอีกห้าหัวข้อ เอาไว้พูด กันวันหลัง เดี๋ยวมันจะมากไปทั้งผู้ฟังและมากไปทั้งผู้พูด เพราะว่าเหนื่อยแล้ว. ขอให้เอาไปคิดนึกดูพลางเถิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่เราเอามาพูดกันเรื่อง ของสัญชาตญาณ : ถ้ารู้เรื่องสัญชาตญาณดีจะรู้เรื่องกิเลสดี ขอยืนยันอย่างนี้, ขอต่อรองอย่างนี้ ว่าถ้ารู้เรื่องสัญชาตญาณดีจะรู้เรื่องกิเลสดี, แล้วจะพูดเรื่องละกิเลสกัน ทีหลัง. ฉะนั้นก็ ขอให้สนใจสังเกตศึกษา อยู่ตามปกติเป็นประจำ ให้รู้เรื่องสัญชาต-

น.78 ญาณ คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เอง โดยที่ธรรมชาติมันใส่มาไว้ในสิ่งที่มีชีวิต, เรียกว่า ญาณของสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นได้เอง ไม่ต้องมีใครสอน. เอาละ, ขอฝากไว้ ให้เอาไปสังเกตคิดนึกดูพลางก่อน, แล้วก็จะได้ค่อยพูดกันทีละขั้นตอนจนกว่าจะจบเรื่องนี้. ในวันนี้ก็ต้องขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เพราะมันรู้สึกเหนื่อย ขอเปิด โอกาสให้พระคุณ เจ้าได้สวดบทพระธรรมคุณสาธยาย เพื่อส่งเสริมกำลังใจในการที่จะ ประพฤติปฏิบัติธรรมะสืบต่อไปในบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต