น.79 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงบรรยายในชุด ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อย่อยเฉพาะครั้งนี้ ว่า โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) เพราะว่าครั้งที่แล้วมาบรรยายไม่จบ, บรรยายได้ เพียงครึ่งเดียว. [ปรารภ และทบทวน.] แต่ก่อนอื่นก็อยากจะทำความเข้าใจเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะว่ามีครูบา- อาจารย์มากหน้าหลายตามาร่วมฟังด้วย, ไม่ได้เคยพังครั้งก่อน ๆ จึงต้องกล่าวเท้าความเพื่อ การทบทวน ตามสมควรแก่เรื่องนั้น ๆ, ยิ่งกว่านั้นก็อยากจะบอกเป็นการล่วงหน้าแห่ง เรื่องนี้เป็นพิเศษว่า เรื่อง สัญชาตญาณนั้น เป็นคำที่ยังแปลกหู มีชื่ออยู่ในวิทยา- ๕๐
น.80 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ ) ๕๑ ศาสตร์ส่วนชีววิทยา, คนทั่วไปแม้แต่ครูผู้สอนวิชานี้ ก็เข้าใจว่ายังไม่รู้จักมันดี ในข้อที่ว่า มันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ๆ นั้นอย่างไร. สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณเกี่ยวกับธรรมะอย่างยิ่ง ; เพราะว่าถ้าชีวิตนี้ ปล่อยไปตามอำนาจสัญชาตญาณ มันก็ไม่แปลกจากสัตว์เท่าใดนัก, ต่อเมื่อมีธรรมะเข้ามา ควบคุมสัญชาตญาณ หรือใช้กำลังของสัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์ โดยเปลี่ยนกระแสเลว ร้ายนั้นให้ไปสู่ความถูกต้อง มันก็ยิ่งมีประโยชน์. แต่ในที่สุด ถ้าเป็นพระอรหันต์ ก็จะสามารถตัดกระแสอำนาจกำลังแห่งสัญชาตญาณได้, ไม่มีปัญหาเรื่องจะต้อง ควบคุม หรือจะต้องเปลี่ยนกระแสของมันอีกต่อไป. โดยสรุป สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณนั้น คือความรู้ที่เกิดเองเกิดได้เอง ; ญาณ แปลว่า ความรู้, สัญชาต แปลว่า เกิดเอง, ความรู้ที่เกิดได้เองของสิ่งที่มีชีวิต จนจะ กล่าวได้ว่า เมื่อมีชีวิตก็มีสัญชาตญาณ. ถ้าเชื่อพระเจ้าก็ว่าพระเจ้าใส่มา, ถ้าเชื่อ ธรรมชาติก็ว่า ธรรมชาติใส่มา ในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ให้มันมีสัญชาตญาณ, มันจึงเป็น ความรู้สึกที่เหนียวแน่นรุนแรง อยู่ในตัวสิ่งที่เรียกว่าชีวิต คือเราคิดนึกอะไรได้ เอง, รู้สึกได้เอง รู้ได้เอง ; เช่นเรื่องการต้องการอาหาร, การสืบพันธุ์, การป้องกันตัว, อะไรเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้เอง, ที่เป็นฝ่ายจิตใจมันก็เกิดได้เอง. พอถูกใจขึ้นมาก็พอใจ ไม่ ถูกใจก็ไม่พอใจ แสดงบทบาทอาละวาดออกมา, รู้จักเกิดกิเลสตัณหาอุปาทานโดยตัว เอง ไม่ต้องมีใครมาสอน; เพราะมันมีเชื้อของมันมาในจิตใจ, ยิ่งได้ประกอบการ แวดล้อมภายนอกเพิ่มเข้าไปอีก มันก็มีแรงมาก. ดังนั้นมันจึงได้เปรียบ ในฝ่ายที่จะทำ ไปตามสัญชาตญาณ, เราจึงควบคุมความรู้สึกอันนี้ไม่ค่อยจะได้, แล้วก็ผลมันก็เกิดขึ้น เป็นความร้ายในภายใน คือ ต้องมีความทุกข์ไปตามสิ่งที่มากระทบ : ต้องเกิดความรัก เป็นปัญหาเกี่ยวกับความรัก, ต้องเกิดความโกรธ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความโกรธ, ต้องเกิด ความเกลียด เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเกลียด, ต้องเกิดความกลัว เป็นปัญหาเกี่ยวกับความ
น.81 กลัว, ต้องเกิดความอิจฉาริษยา. นี่ขอให้ดูให้ดีว่า ใครมาสอนให้เด็ก ๆ รู้จักอิจฉาริษยา มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ ก็มีปัญหามากมายเกี่ยวกับการอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน. ต้อง วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ในสิ่งที่ตัวรักตัวพอใจหรืออะไรก็ตาม ซึ่งตัดยาก ความอาลัยอาวรณ์ กระทั่งว่ามันมีอะไรอีกมากมายที่มันเกิดได้เองภายในจิตใจ, แล้วมันก็ให้ เกิดปัญหา คือ ความทุกข์ทรมานแก่บุคคลนั้น ทั้งนั้น, นี่สัญชาตญาณ ทีนี้ที่มัน เกี่ยวกับผู้อื่น มันก็ทำไม่ถูกไม่ควรกับผู้อื่น, เบียดเบียนผู้อื่น อะไรไปตามเรื่องตามราว. อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ความคิดเบียดเบียนผู้อื่น เอาเปรียบ ผู้อื่น อะไรผู้อื่นนี้มัน ก็เกิดได้ง่าย นี้ทั้งหมดนี้เรียกว่าฝ่ายจิตใจ. ที่เป็นฝ่ายวัตถุหรือ ทางการเคลื่อนไหวทางกายทางวาจา นี้ มันก็พูดเป็น ทำเป็นขึ้นมา โดยอำนาจของสัญชาตญาณ ; แม้ที่สุดแต่สัตว์เดรัจฉาน เมื่อกล่าว ในแง่ของวัตถุ ทางฝ่ายวัตถุ ฝ่ายกายเห็นได้ว่า สัตว์เดรัจฉานมีอะไรเป็นไปตามสัญชาต- ญาณมากมาย. ทำไมลูกแมงมุมจึงชักใยเป็น ทั้งที่แม่แมงมุมไม่ได้สอนเลย, หรือว่า นกกระจาบมันก็ทำรังแบบนกกระจาบ ที่น่าอัศจรรย์ มีรูมีห้องมีหับ, บางชนิดในต่างประเทศ น่าอัศจรรย์กว่านกกระจาบในเมืองไทยเสียอีก, หรือ แมลงผึ้งทำรังได้อย่างชนิดที่มนุษย์ทำ ไม่ ได้ ไม่มีใครสอนให้มัน มันก็ทำได้, แม้ที่สุดอย่างต่ำอย่างง่ายที่สุด พวกเปี้ยวพวกปูก็รู้จัก ขุดรูโดยไม่ต้องมีใครมาสอน, ไม่ได้เห็นตัวอย่าง หรือแม่ของมัน พ่อของมันไม่ได้สอน, กระทั่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย ก็รู้จักทำหน้าที่ทุกอย่างตามที่มันจะต้องทำ โดยอำนาจของสิ่งที่ เรียกว่าสัญชาตญาณ. มองในส่วนดีก็มีมาก, มองในส่วนร้ายเมื่อควบคุมไม่อยู่แล้ว สัญชาตญาณบางอย่างก็เป็นพิษเป็นภัยเป็นโทษมหาศาล. เรื่องที่ฆ่ากันตายอยู่ทั่ว ๆ ไปในเวลานี้ มันมาจากสัญชาตญาณอย่างสัตว์ชนิดหนึ่ง คือเห็นแก่ตน เห็นแก่ประโยชน์ ของตน.
น.82 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๕๓ ขออภัยบันทึก เล่าเรื่องจริงไว้สักเรื่องหนึ่ง พระที่เป็นพระที่พอจะเชื่อถือได้ เขาไปอบรมครูในที่แห่งหนึ่งอย่าออกชื่อเลย พอถึงคราวที่ครูหัวหน้าประธานจะขึ้นบรรยาย สรุปหรือบรรยายรวบยอดอะไรทำนองนั้น ครูคนนั้นที่เป็นหัวหน้าก็เตือนเพื่อนครูทั้งหลายว่า อย่าไปหลงเชื่อที่เขาหลอกลวงเรา ว่าครูเป็นปูชนียบุคคล. อาตมาขอรับคำด่านั้นด้วยคน เพราะว่าได้พูดว่าครูเป็นปูชนียบุคคลนี้มาไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว คนอื่นก็พูด. ครูคนนั้น เขาก็ว่า เพื่อนครูทั้งหลายอย่าได้เชื่อคำยกยอปอปั้นเราว่าเป็นปูชนียบุคคล, เราจะเป็น กรรมกรผู้สอนหนังสือหาเลี้ยงชีพ, เราจะต้องต่อสู้ ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประโยชน์ที่เราต้อง การ. นี่คุณคิดดูเถอะ ว่าทำไมเขาจึงถึงกับฟังคำนี้ไม่ถูกต้อง ว่าครูเป็นปูชนียบุคคล ทำงานให้แก่มนุษย์มีค่าสูงสุดยิ่งกว่าเงินเดือนที่ได้รับหลายเท่านัก, ถึงกับเขาจัดเป็นปูชนีย- บุคคลมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้น ก่อนพุทธกาลโน่น. นี่ เดี๋ยวนี้ก็มีบุคคลชั้นครูบางคนไม่ ยอมรับคำกล่าวอันนี้ ว่าเป็นปูชนียบุคคล, ขอยืนยันเป็นลูกจ้าง ผู้รับจ้างสอนหนังสือ, ขอต่อสู้ให้สุดเหวี่ยง เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเท่าที่เราจะได้รับ, ไม่ต้องคำนึงถึงว่าครู เป็นปูชนียบุคคล. อาตมาเคยบอกว่า ครูนั้นเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ ตามความหมาย ของคำว่าครู ให้สัตว์ออกมาเสียจากคอกจากถ้ำอันมืดบอด สกปรกเร่าร้อนทนทรมาน ออก มาสู่ที่โล่งที่แจ้งที่เป็นอิสระเสีย, เรียกว่า เป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ, หรือ เป็นผู้นำทาง วิญญาณ. อันนี้เขากล่าวตามที่สอนหรือรู้กันอยู่ในอินเดีย โดยนักศึกษาที่ค้นหาความ หมายของศัพท์ของคำว่าครูนี่. อาตมายังเสริมต่อไปอีกว่า ครูเป็นผู้สร้างโลก, เป็นผู้สร้างโลกโดยผ่านทาง เด็ก ๆ โลกในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร มันก็แล้วแต่ว่าคนในโลกมันจะเป็นอย่างไร. ที่นี้ คนในโลกจะเป็นอย่างไร มันก็แล้วแต่ว่าได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างไร. ถ้าครู อบรมเด็กดีหมด โลกนี้ก็เป็นโลกที่ดีเลิศ, นี่เรียกว่าครูเป็นผู้สร้างโลกโดยผ่านทางเด็ก ๆ
น.83 มันเป็นเกียรติยศ หรือว่าอะไรยิ่งขึ้นไปอีก. แต่ผู้ที่มองเห็นแต่โดยทางวัตถุ อย่างครูคน ที่ว่ามาแล้วนั้น คงจะไม่ยอมรับอีกตามเคย ว่าครูเป็นผู้สร้างโลก, แม้แต่กับเด็ก ๆ อาตมา ก็ยังพูดกับเขาเด็ก ๆ เวลาเขามาหา ว่าเธอเป็นผู้สร้างโลก เพราะว่าต่อไปโลกในอนาคต มันจะดีจะเลวมันก็แล้วแต่พวกเธอ, จะฟังถูกหรือไม่ก็สุดแท้, แต่นั่นมันเป็นเด็ก ๆ แต่ถ้า สำหรับ ครูก็น่าจะพึงถูก จะได้มีส่วนเป็นผู้สร้างโลก. อีกทีหนึ่งมันก็ น่าจะคิดว่า แม้ว่าเราจะทำหน้าที่เป็นปูชนียบุคคล หรือ เป็นผู้สร้างโลก หรืออะไรก็ตามเถอะ ประโยชน์ที่จะได้รับมันไม่ไปไหนเสีย, มันไม่ ได้ไปไหนเสีย เพราะว่าทำตามระเบียบตามหน้าที่มีเงินเดือนมีประโยชน์อะไรที่ต้องได้รับ อยู่แล้ว มันไม่ไปไหนเสีย. ทีนี้ ประโยชน์ทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณอันลึกละเอียด นั้น มันก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่ง, จะไปตั้งข้อรังเกียจอะไรกัน ; ยิ่งรู้สึกว่าเป็นปูชนีย- บุคคล หรือ เป็นถึงกับผู้สร้างโลก ในอนาคตด้วยแล้ว มันก็ ยิ่งอิ่มใจเบิกบานใจแล้ว ก็ทำงานสนุก, ทำหน้าที่ของตนสนุกอย่างยิ่ง มันก็ส่งเสริมให้ทำสนุก ไม่เป็นทุกข์ ไม่ ทนทรมาน. ถ้าถือเอาแต่ประโยชน์ที่จะได้รับเงินเดือนแล้ว มันก็หิวเป็นเปรต อยู่ตลอดเวลา, เพราะมันจะเอาเงินไปซื้อหาสิ่งบำรุงบำเรอมันก็ไม่พอ มันก็ไม่พออยู่ ทุกวัน ๆ มันก็ทรมานใจอยู่ทุกวัน, มันก็มีความหิวเป็นเหมือนกับเปรตชนิดหนึ่งอยู่ ตลอดเวลา, แล้วมันจะดีอะไร. ความคิดชนิดนั้นก็ควรจะเลิกเสีย, ทำงานให้สนุก เป็นสุขเสียเมื่อกำลังทำงาน แล้วเงินมันก็เหลืออยู่, เงินจะเหลือใช้เพราะมันไม่ต้อง ใช้นี่. เดี๋ยวนี้ทำงานเหนื่อยเกือบตาย สะสมเงินไว้ แล้วก็ไปซื้อหาความ เพลิดเพลินที่หลอกลวง คือการบำเรอที่หลอกลวง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางกาย เท่าไร ๆ ก็ไม่พอแก่กิเลส, เงินเดือนก็ไม่พอ. นี่ บุคคลประเภทนี้จึงหวังชะเง้ออย่าง ยิ่ง เพื่อจะได้เงินอย่างเดียว, เกิดมาก็ไม่ต้องพบกันกับความสุขที่แท้จริง. ถ้ามี
น.84 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๕๕ ธรรมะรู้ว่า หน้าที่, หน้าที่ที่ต้องทำคือธรรมะ ให้เราอยู่รอดทั้งเราเองและเพื่อนมนุษย์ ของเรา ; เมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่ก็พอใจ ๆ ๆ ว่าทำถูกต้องแล้ว, ถูกต้องแล้วก็เป็นสุข เป็น สุข เป็นสุข เสียตั้งแต่เมื่อกำลังทำงานในห้องเรียน, หรือว่ากำลังถือชอล์คอยู่หน้ากระดาน ดำนั่นแหละ มีความสุขพอใจอย่างยิ่ง, ไม่มัวพะวงวันที่เงินเดือนจะออกเพราะมันเป็นสุข เป็นสุขอย่างแท้จริง ชนิดที่ไม่ต้องใช้เงินนี้อยู่เสียแล้ว เงินมันก็เหลือ. พูดได้ง่าย ๆ ว่า ความสุขที่แท้จริงทำให้เงินเหลือใช้ เหลืออยู่ กองอยู่, ความสุขที่หลอกลวงซึ่งไม่ ใช่ความสุข มันเป็นเพียงความเพลิดเพลินเท่านั้นที่หลอกลวง จะทำให้เงินไม่พอใช้ เงินเดือนไม่พอใช้ เท่าไรก็ไม่พอใช้. นั่นน่ะคนที่เขาไปก่อหนี้ก่อสินจนทำคอรัปชั่น จนถูกไล่ออกจนอะไร ก็เพราะไปบูชาความเพลิดเพลินที่หลอกลวง, ซึ่งอันนี้เป็นอุดมคติ อย่างยิ่ง ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะต้องได้ทราบไว้ มันมาจากสัญชาตญาณหลาย ๆ อย่าง. สำหรับ ครูที่พูดว่าเราไม่ยอมรับความเป็นปูชนียบุคคลอะไร เราจะต่อ สู้เพื่อให้ได้เงินมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มันเป็นสัญชาตญาณเห็นแก่ตน มีตัวตนแล้ว ก็เห็นแก่ตน, แล้ว สัญชาตญาณโดยเฉพาะ เจาะจง ก็ คือสัญชาตญาณแห่งการต้อง การให้มีการบำเรอตน, ความรู้สึกต้องการให้มีอะไร ๆ บำเรอตนนั้นมันขึ้นสมอง, แล้ว มันก็จึงมองเห็นมุ่งหมายแต่เพียงสิ่งที่จะบำเรอตน, ก็เลยมองไปในแง่นั้น ก็มีหลักที่จะถือ อย่างนั้น. ถ้าว่าไม่เป็นทาสของความรู้สึกแห่งสัญชาตญาณการบำเรอตน มันก็ ไม่รู้สึกอย่างนั้น , มันก็ทำงานสนุกไป เงินเดือนก็พอกินพอใช้ หรือเหลือกินเหลือใช้ เพราะมันหาความสุขได้เมื่อทำการงาน. นี้เป็นเคล็ดลับ อันหนึ่ง ขอฝากไว้ แก่ท่านทั้งหลายทุกคนว่า ถ้ารู้สึกพอ ใจในเมื่อทำการงานเสียแล้ว มันก็ไม่ไปต้องการความสุขอะไรอีก; เพราะความ สุขที่แท้จริงทางธรรมะนี้ มันมีรสเลิศกว่า, มันก็ไม่ต้องไปหาอบายมุขบำรุงบำเรอ,
น.85 ไม่ไปหากามารมณ์เริงรมย์ที่ไหนกันอีก เงินมันก็เหลือเท่านั้นแหละ. การกินการอยู่ การแต่งเนื้อแต่งตัวอะไร มันก็จะเป็นการประหยัด, จะเป็นเรื่องมัธยัสถ์ประหยัดได้ตาม ส่วนที่มากทีเดียว. เดี๋ยวนี้มันขยายไปทุกอย่าง เรื่องกิน เรื่องแต่งตัว เรื่องเป็นอยู่ เรื่องเล่นหัว เรื่องอะไรต่าง ๆ ทำไปด้วยความโง่ของบุคคล ที่ควบคุมความรู้สึกทาง สัญชาตญาณของตนไม่ได้. ที่จะให้จำได้ง่าย ๆ ที่สุด ก็คือ ใหรู้จักสังเกตสิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาทางจิตใจ ; เมื่อเราต้องต่อสู้กับความรู้สึก ชนิดที่มันเผา ลนจิตใจ จะขอยกตัวอย่างจำกันไว้ง่าย ๆ สักจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดนะ ว่า ความรัก อย่างหนึ่ง ความโกรธ อย่างหนึ่ง ความเกลียด อย่างหนึ่ง ความกลัว อย่างหนึ่ง ความ อิจฉาริษยา อย่างหนึ่ง ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์อย่างหนึ่ง ความหึงความหวง อะไรต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไร ? ขอให้ไป สังเกตจุดตั้งต้นการศึกษา- ธรรมะ ก.ข. ก.กา สำหรับการศึกษาธรรมะตั้งต้นที่จุดนี้ คือตัวความทุกข์ที่มีอยู่จริง ในภายใน รู้จักเสียก่อน ; ถ้าเราไม่รู้จักเราก็บูชา สิ่งเหล่านี้, บูชาสิ่งเหล่านี้ บูชาสิ่งที่ แสนจะสกปรก แสนจะน่ารังเกียจนี้ : ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอะไรต่าง ๆ มันบูชาด้วยความโง่, แล้วมันก็ ทำความชั่วความไม่ดี อย่างมันมือไป ทีเดียว ด้วยความรู้สึกของสัญชาตญาณ ; เช่นมันจะเอาความเก่งทางการฆ่าคนขึ้นมา, มันจะเอาอย่างเสืออย่างอะไรก็ไม่รู้. แล้วที่น้อยไปกว่านั้นอีก ที่เล็กไปกว่านั้นอีก ที่จะต้องรู้จัก คือสิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์ทั้งห้า ; เข้าใจว่าคงเคยบวชพระเคยอ่านผ่านนักธรรมมาแล้ว แต่ว่าจะไม่สนใจ เท่านั้นแหละ, กลัวว่าจะไม่สนใจเรื่องที่มันสำคัญที่สุด. นิวรณ์ห้า คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ห้าประการนี้ เกิดขึ้นมารบกวน จิตใจได้ โดยไม่ต้องมีภายนอกมายั่วยุก็ได้, มันเกิดได้เองภายใน.
น.86 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๕๗ กามฉันทะเป็นความรู้สึกครุ่นไปในทางเพศ รบกวนอยู่ จิตใจไม่ปกติ, จะเขียนหนังสือก็ไม่สนุก, จะอ่านหนังสือก็ไม่สนุก, จะทำอะไรก็ไม่สนุก ถ้าความรู้สึก ทางเพศเกิดขึ้นรบกวนในจิต. พยาบาทคือไม่ชอบ นั่นไม่ชอบนี่ อิดหนาระอาใจนั่นนี่ จน กระทั่ง โกรธ ไม่รู้ว่าโกรธอะไรก็มี คือว่า มีความหงุดหงิด ๆ, พอเกิดขึ้นในใจแล้ว คนนั้นมัน ก็หมดความสุข. ถีนมิทธะความที่จิตแฟบฟุบตกต่ำละเหี่ยละห้อยมึนชาง่วงงุน ง่วงนอน นี้ด้วย. จิตแฟบเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร อย่าเห็นเป็นเรื่อง เล็กน้อย .. และอีกทางหนึ่งก็ตรงกันข้าม คือ อุทธิจจะกุกกุจจะ มัน ฟูพลุ่งโพลง ๆ ขึ้น ฟุ้งซ่านจนไม่รู้จะจดกันที่ตรงไหน, มันฟุ้งซ่านมันพร่าไปหมดมันรำคาญ. ทีนี้อันสุดท้าย วิจิกิจฉา ความรู้สึกไม่แน่ใจ ในสิ่งที่มี ที่ได้ ที่กระทำ ที่อะไร ทุกอย่าง, กระทั่งไม่แน่ใจในชีวิต ในสุขภาพ ในอะไรต่าง ๆ, มันไม่แน่ใจมันสะดุ้งหวาด เสียว, พาลไม่แน่ใจไปถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่, มันไปเตลิดไปโน่น. นิวรณ์เหล่านี้รบกวนความปกติของจิต จนจิตไม่เยือกเย็น จิตไม่มี ความสุข แล้วใครไม่สนใจ ๆ ปล่อยให้มันมีอยู่ตลอดเวลา ตลอดชีวิต ไม่สนใจที่จะเอาออก, แม้ นิวรณ์ เหล่านี้ก็เหมือนกันแหละ มัน เป็นปฏิกิริยามาจากสัญชาตญาณ ด้วยเหมือน กัน.
น.87 ถ้าควบคุมสัญชาตญาณ ได้มากเท่าไร สิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์ก็จะเกิดน้อย, สิ่งที่เรียกว่า กิเลส หรือ อุปกิเลส โดยตรง ก็จะเกิดน้อย, แล้ว จิตนี้ก็จะมีความเป็นอิสระ หรือความเป็นปกติแก่ตัวมากขึ้น คือโปร่ง สบาย เยือกเย็น สดใส แช่มชื่น ว่องไว ก็ สบายนั้น เป็นความสุข แล้วจะทำงานอะไรก็ทำได้ดี. จิตที่ปกติเป็นอิสระไม่ถูกรบกวน จากสิ่งเหล่านี้ ก็ทำงานได้ดี, ทำประโยชน์ได้มาก , ที่เกี่ยวกับผู้อื่นก็ทำประโยชน์ได้ มาก ก็เลยเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ได้มากที่สุด ในการที่เกิดมาชั่วชาติหนึ่งชีวิตหนึ่งนี้. หวังว่าจะเป็นที่ประสงค์ของเราทุกคนที่ว่า จะให้ชีวิตที่เกิดมาชาติ หนึ่งนี้เต็มไปด้วยประโยชน์, ไม่ใช่เพียงแต่ว่าจะได้เห็นแก่ปากแก่ท้องความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง อย่างที่ครูคนนั้นพูด. ครูคนนั้นพูดก็พูดตามความรู้สึกของ เขา จริงเหมือนกันแหละ, เราก็เชื่อว่าเขาพูดจริง, และเขารู้สึกอย่างนั้นจริง. ครูอย่างนี้ จะเป็นครูได้อย่างไร เพราะรู้สึกว่าตัวเป็นเพียงลูกจ้างสอนหนังสือให้ได้รับ ประโยชน์ให้มากที่สุด, ก็เป็นลูกจ้างสอนหนังสือ, มันก็ไม่เป็นครู มีอะไรโอกาสที่จะ รวยก็รวยเท่านั้นแหละ ; เพราะฉะนั้นคงจะเล่นหวยสามตัวอยู่จนเงินเดือนหมดนั่นแหละ ; นี่มันก็เป็นเรื่องที่น่าคิด. สัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัว ต้องการให้มีความเอร็ด อร่อย บำรุงบำเรอจิตใจของตัว มุ่งแต่เท่านั้น, มัน ก็ไม่เป็นปูชนียบุคคลได้จริง เหมือนกัน. ทีนี้ที่จะต้องมองกันอีกนิดหนึ่ง ก็ว่า อาชีพครูนี้มันประเสริฐ มันไม่ใช่ อาชีพกรรมกรซึ่งขายแรงงานกิน, แลกกันไปแลกกันมาตามประโยชน์ที่เกิดขึ้น. ครู นี้เป็นอาชีพได้ เรียกว่าอาชีพก็ได้ แต่ไม่ใช่อาชีพอย่างกรรมกร ขายแรงงานกิน, แต่ เป็นอาชีพที่ว่าได้บุญด้วย. อาชีพที่ ทำอาชีพแล้วได้บุญไปด้วย นี้มีไม่กี่อาชีพ ดอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชีพครู นี้ ทำอาชีพไปด้วยได้ ทำบุญทำกุศลพร้อมกันไป ในตัวได้, คือ มีโอกาสที่จะมีเมตตากรุณา อบรมสั่งสอนยุวชนนี้ให้เป็นมนุษย์
น.88 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๕๙ ที่ดีในอนาคต, สร้างสันติสุขสันติภาพไว้ในโลกนี้, มันก็ได้บุญด้วย มันอยู่ที่เหตุ- การณ์ด้วยเหมือนกัน ; ถ้าเป็นครูก็ทำได้, แต่ถ้าเป็นกรรมกรขายแรงงานโดยตรง มัน ไม่มีโอกาสที่จะทำบุญพร้อมกันไปอย่างนี้ได้. ฉะนั้น ครูคนนั้นก็พูดผิดเสียแล้ว เป็น กรรมกรรับจ้างสอนหนังสือ มันไม่ใช่ครู ; เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ควรจะเรียกตัวเองว่าครู. ถ้า ครูต้องเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพด้วยทำบุญไปพลางด้วย, ถ้ามันมีส่วนที่ทำให้ผู้อื่นมี ความสุขเพิ่มขึ้นมากไปกว่าเงินเดือนที่ได้รับ แล้วก็ต้องเรียกว่าทำบุญด้วยเป็นผู้ได้บุญด้วย. เช่นผู้พิพากษา, อาชีพผู้พิพากษาที่สุจริต ทำไปอย่างสุจริตนี้ก็มีส่วน ที่ได้บุญด้วย. เอ้า, ต่อให้เป็น ทนายความ ซึ่งเป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็รังเกียจ ถ้าเขา เป็นทนายความที่ดี เป็นทนายความที่ดี ที่รักษาความเป็นธรรม ช่วยเหลืออย่าง เป็นธรรม ให้ผู้ที่เดือดร้อนทุกข์ยากได้มีโอกาสได้รับความเป็นธรรม. อาชีพทนาย ความนั้นก็ยังเป็นอาชีพที่มีส่วนจะได้บุญด้วย ; ฉะนั้นขอให้นึกถึงส่วนดีส่วนหนึ่ง ของอาชีพทั้งหลาย ว่าถ้ามันมีอยู่ก็เรียกว่าเป็นอาชีพที่ได้บุญด้วย. เดี๋ยวนี้อาชีพทนาย ความนี้ถูกประณามเอาเสียเลย, ไม่มีใครยอมเชื่อว่าจะทำอย่างสุจริต ; ถ้าทำอย่างสุจริต มันก็เป็นอาชีพที่ต่อสู้เพื่อคนยากลำบาก คนที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอะไรจะต่อสู้ ช่วย เข้าไปต่อสู้ให้ก็ได้บุญ. ไปนึกเอาเองเถอะ ถ้าอาชีพอะไรทำไปแล้วมันเป็นประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ มากไปกว่าเงิน หรือเงินเดือน ที่เราได้รับตอบแทนแล้ว ก็เรียกว่า มันเป็นอาชีพที่ได้บุญด้วย ; ไม่ต้องพูดถึงอาชีพของพระอรหันต์หรือของภิกษุใน พุทธศาสนา, ถ้าตั้งใจทำไปด้วยดี มันก็ เป็นอาชีพที่ทำบุญกุศล สร้างบุญกุศลให้แก่ ทุกคนในโลก เรียกว่าอาชีพของพระพุทธเจ้า. เอาละ, เป็นอันว่า เราสรุปความไปที่ว่า สัญชาตญาณเป็นตัวบงการอยู่ ในภายในของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, ถ้ามีชีวิตต้องมีสัญชาตญาณ เพราะมันเป็นของคู่กัน มากับชีวิต จะเรียกว่าธรรมชาติให้มาหรือพระเจ้าให้มาก็สุดแท้เถอะ ไม่ต้องสนใจก็ได้
น.89 แต่ดูว่าที่มันกำลังมีอยู่จริง เป็นอยู่จริงในชีวิตนั้น มันมีสิ่งนี้นะ, แล้วมันคอยบงการชักนำ ไปตามแบบนั้น ; ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมให้ถูกต้อง. อะไรจะมาควบคุมมันให้ถูก ต้อง มันก็คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ, ธรรมะนั่นเอง, ระบบธรรมะทั้งหมดที่เรียกว่า หน้าที่ นั่นแหละ เมื่อมองดูในแง่หนึ่งก็จะเห็นว่า มัน เป็นระบบควบคุมความผิดพลาด ในชีวิต, ไม่ให้มีความผิดพลาด ให้มีแต่ความถูกต้อง. ดังนั้น ธรรมะ ๆ เมื่อกระจาย ออกมาเป็นเรื่อง ๆ แล้ว แต่ละเรื่องควบคุมสัญชาตญาณ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญชาต- ญาณอันใหญ่หลวงที่สุด คือตัวตนตัวกู-ของกู. สัญชาตญาณแห่งการมีตัวกู-ของกูนี้ ธรรมะมุ่งหมายจะควบคุมก่อนทั้งหมด ; ถ้าควบคุมได้คือเพิกถอนได้สิ้นเชิง ก็เป็นพระ- อรหันต์, ถ้าไม่ถอนได้สิ้นเชิง, แต่ควบคุมไว้ได้ก็ยังเป็นพระอริยเจ้าที่รอง ๆ ลงมา กระทั่ง เป็นคนดีกัลยาณชนอะไรได้ตามเหตุการณ์. ทำไมเราจึงเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ เลิกยาเสพติดไม่ได้ ? เพราะเราไม่สามารถ จะควบคุมสัญชาตญาณแห่งการต้องการให้มีอะไรบำเรอตน บำเรอตน, สัญชาตญาณ แห่งการต้องการให้มีอะไรคอยบำเรอตน ให้เกิดความเพลิดเพลินนั่นแหละ ถ้ามันไม่ ถูกเรื่อง มันก็ต้องผิดเรื่อง คือมีความทุกข์. เมื่อได้รับสิ่งเสพติดทางวัตถุก็ดี ทางจิตใจก็ดี จิตมันได้รับการบำเรอ มันตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณ ; ถ้าเรา ควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้ไม่ได้ เราก็ทิ้งบุหรี่ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น. ขอให้สนใจ เรื่องสัญชาตญาณ ซึ่งอาตมาได้บรรยายมาแล้ว ๒ ครั้ง. นี่ครูอาจารย์เหล่านี้เพิ่ง มาวันนี้ ก็คงจะไม่รู้เรื่องในการที่จะพูดต่อไปเป็นครั้งที่ ๓ เสียเลย จึงขอโอกาสทบทวน เรื่อง ๒ ครั้งที่พูดมาแล้ว. ให้เป็นที่เข้าใจตามสมควร, และขอเน้นหนักให้มองเห็นให้ชัด ลงไปในข้อที่ว่า เรากำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของสัญชาตญาณ, และเราก็กำลังได้ รับโทษจากความผิดพลาดอันนี้ คือเรา จะต้องต่อสู้ จะต้องทนทรมาน ด้วยการแก้ ปัญหา เรื่องความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอิจฉาริษยา ความ
น.90 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๖๑ วิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความหึงความหวง เป็นต้น, จากจุดน้อย ๆ นั้นกลาย เป็นเรื่องใหญ่ เป็นถึงเรื่องฆ่ากันตาย, หรือมากกว่าฆ่ากันตาย ทำให้ประเทศชาติล่มจม. นี่ขอให้รู้ว่ามันมีอยู่จริงเกินกว่าจริง แล้วมันก็ให้โทษอย่างแท้จริง ยิ่งกว่า จริง, ถ้าเราบังคับไม่ได้ เราก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์. ตามคำกล่าวแต่โบราณ, โบรมโบราณ ก่อนพุทธกาลว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว คนก็ไม่ดีกว่าสัตว์ ไม่แปลกไปจากสัตว์ คือทำไป ตามสัญชาตญาณเหมือนกัน ; เรื่องกินอาหาร เรื่องขี้ขลาดหนีภัย เรื่องเมถุนธรรม เรื่องการหาความสุขจากการนอนการพักผ่อนอะไรนี้ เป็นของเท่ากันเสมอกันระหว่างคนกับ สัตว์, ธรรมะเท่านั้นที่ทำให้คนผิดแปลกแตกต่างจากสัตว์ ก็คือมันควบคุมสัญชาตญาณ ได้. [เริ่มบรรยายครั้งนี้.] เอาละ, เป็นอันว่าเรื่องทบทวนครั้งที่แล้วมาก็พอกันที. ต่อไปนี้ก็จะได้ บรรยายต่อจากสองครั้งที่แล้วมา, ได้พูดค้างไว้ถึงสัญชาตญาณ ๑๐ ประการ, แล้วพูดไปได้ เพียง ๕ ประการ, จะพูด ๕ ประการที่ต่อท้ายจากนั้น. สิ่งมีชีวิต มีสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนเป็นแม่บท. ทบทวนแต่หัวข้อ อีกทีหนึ่งว่า สัญชาตญาณแม่บท แห่งสัญชาตญาณ ทั้งหลาย ก็คือ สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, รู้สึกเป็นตัวตน เรียกภาษาวิทยาศาสตร์ สากลว่า egoism. ego นี้ก็ความหมายว่า เป็นศูนย์กลาง เป็นตัวตนที่เป็นศูนย์กลาง, ism คือ ผู้ที่ถือลัทธิว่ามีตัวตนเป็นจุดศูนย์กลาง, ก็มีความเห็นแก่ตนสิ, นี่สัญชาตญาณแม่บท. ขอให้ไปสังเกตดู สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่อให้เลยไปถึงต้นไม้ด้วย, ถ้าศึกษาอย่างละเอียด
น.91 จะพบลงไปถึงแม้ต้นไม้นั้นก็มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน คือจะมีตัวตนอยู่ไม่ยอมตาย. นี้ สัญชาตญาณแม่บทสัญชาตญาณแห่งตัวตน ตรงกับชื่อของกิเลสในพุทธศาสนา ว่า อัสมิมานะ แปลว่า ความรู้สึกสำคัญมั่นหมาย ว่า เรามีอยู่ ฉันมีอยู่, อัสมิมานะ คือมีตัวตนอยู่. ทีนี้ สัญชาตญาณตัว ที่เป็นแม่บทนี้มันก็คลอดสัญชาตญาณลูกน้อง ออกมา เยอะแยะ ซึ่งดูเหมือนในหนังสือเรื่องชีววิทยาของเมืองนอกของสากล เขาไม่ได้ แยกอย่างนี้, เขาแยกเป็นอย่าง ๆๆ ๆไปเลย. อาตมามาสังเกตเอาเองตามหลักธรรมะ ในพุทธศาสนา ขอกล่าวอย่างนี้ ว่า มีสัญชาตญาณแม่บท ตัวหนึ่ง, แล้วก็มัน แยก ออกไปเป็นสัญชาตญาณอีกมากมาย มันก็มีผลเท่ากันแหละ, คือว่า เราประสบกัน กับปัญหาอันเกิดมาจากสัญชาตญาณทั้งหลายเหล่านั้น. สัญชาตญาณแม่บทคือมี ตัวตน มันก็คลอดลูกออกมาเป็น :- สัญชาตญาณที่ ๑ สัญชาตญาณแห่งการต้องการอาหาร ต้องกิน อาหาร, สัญชาตญาณแห่งการหาอาหารมันก็เกิดขึ้น สะสมอาหารอย่างมดปลวกทั้งหลาย อย่างนี้มันก็มีขึ้น ไม่ใช่มีแต่คน, แล้วมันก็จะต้องกินอาหาร. มัน เนื่องไปถึงว่า มันยัง จะต้องถ่ายอุจจาระด้วย มันก็มีความรู้สึกที่แตกแยกออกไป, อยู่ในลักษณะสัญชาตญาณ อีกหลายอย่าง ; เช่นว่ามัน ติดรสอาหาร ทำไมอาหารนี้พอมันถูกปากถูกใจมันน่าติด มัน ติดจนเป็นปัญหาใหญ่ ๆ สำหรับบางคน, แล้วมันก็ตระหนี่ในสิ่งที่มันชอบ มัน จะตระหนี่ในสิ่งที่มันอยากกิน, มันไม่อยากให้ผู้อื่นกิน. กิเลสเช่นการหวงอาหาร, การหวงจะกินดีอยู่ดีเลยเกิด มันก็ เกิดขึ้น เป็นกิเลสชื่อต่างๆ : ความไม่สันโดษ ในอาหาร ในอะไรเหล่านี้ มันก็เกิดขึ้นเป็นกิเลส; นี่มาจากสัญชาตญาณแห่งการ กินอาหาร.
น.92 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๖๓ ทีนี้ สัญชาตญาณที่ ๒ สัญชาตญาณแห่งความกลัว ให้ดูลูกสัตว์เล็ก ๆ ที่พอเกิดมาเช่นแม้ ลูกแมว นี้ มันรู้จักกลัว รู้จักขู่ รู้จักกลัว รู้จักวิ่งหนี, ลูกไก่ออกมาจาก ไข่วันที่ ๒ รู้จักวิ่งหนีนะ, พอแม่ให้สัญญาณว่าอะไรอันตรายมา มันวิ่งหนีเป็นแล้ว, ลูกไก่ที่เกิดมาวันที่ ๒ ลูกไก่ที่นี่นะเป็นไก่บ่านะ มัน ไม่ต้องมีใครสอน, แม่ก็ไม่มี โอกาสสอน, มันก็มีการหนี แล้วมันก็มี การรู้จักหลบซ่อน มันไปอยู่ใต้ใบไม้แห้ง ๆ. เด็กที่มันไปหาลูกไก่มันเหยียบตายเปล่าไม่เห็นเลย มันอยู่ใต้ใบไม้แห้ง มันรู้จักหลบซ่อน, มันก็ รู้จักหวาดผวา รู้จักเตรียมพร้อม รู้จักกลัวเกินกว่าเหตุ, รู้จักให้กลัวเกินกว่าเหตุ ด้วยความโง่ เพราะสัญชาตญาณนั้นมันมีมาก ควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็กลัวเกินกว่าเหตุ แล้วก็มีสัญชาตญาณที่ต้องการจะอยู่กับเพื่อน อยู่กับแม่อยู่กับเพื่อน, แล้วมันก็ เกิดสัญชาตญาณแห่งการอยู่กันเป็นหมู่ ๆฝูง ๆ. หนังสือชีววิทยาที่ครูบา อาจารย์ทั้งหลายเรียน เขาอาจจะแยกออกไปเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งก็ได้ ว่าการอยู่กัน เป็นหมู่. อาตมาไม่เห็นด้วย เอามาไว้ที่นี่ดีกว่า มันจะได้น้อยเข้ามันจะได้น้อยหัวข้อเข้า. สัญชาตญาณแห่งความกลัวนั่นแหละ มันทำให้ต้องการจะอยู่กันเป็นหมู่ สัตว์ที่ อยู่กันเป็นหมู่แล้วมันหายกลัว; อย่างหมูป่านี้ ดูในเรื่องของสัตว์ป่ามันคุมกันเป็น ฝูง มันกล้าสู้สิงห์โต มันบรรเทาความกลัวได้ด้วยการอยู่กันเป็นหมู่, เราก็เรียกว่า สัญชาต- ญาณแห่งความกลัว มันทำให้เกิดการอยู่กันเป็นหมู่. ทีนี้ก็มาถึง ๓. สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ เพราะว่าสัญชาตญาณแห่ง การมีตัวตน จะมีชีวิตของตน มันคลอดสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้, มันก็มีการ ต่อสู้รวมทั้ง การป้องกัน การหวาดระแวง กระทั่งว่าการที่มัน ป้องกันเกินกว่าเหตุ มันก็เกิดความรู้สึกชนิดที่ เนื่องมาจากการต่อสู้, คือหวังร้าย หวังร้ายต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ; เช่นความโกรธ ความพยาบาท ความร้ายกาจ กระทั่งอำมหิต ๆ เกิดขึ้นมาเมื่อมันไปถึงที่สุด.
น.93 ทีนี้ ๔. ก็มี สัญชาตญาณรักตนเอง รักตนเอง, อันนี้แหละสัญชาตญาณ ที่น่ากลัวที่สุด คือรักตนเอง. มองดูมันก็จำเป็นที่ว่าสัญชาตญาณมันต้องมีการรักตนเอง มันก็จะต่อสู้เพื่อตนอยู่ได้; แต่ทีนี้ อีกทางหนึ่งมันคลอดออกไปเป็นความเห็นแก่ ตัว, มันมีความรักตน แล้วมันก็เห็นแก่ตน. เห็นแก่ตนนี่เป็นต้นเหตุแห่งอุปัทวะเลว ร้ายทั้งหลายในโลก, โลกกำลังเดือดร้อนอยู่ทุกหัวระแหง ; เพราะความเห็นแก่ตน ของคนคนหนึ่ง หรือคนฝ่ายหนึ่ง พวกหนึ่ง คณะหนึ่งอะไรก็ตาม มันเห็นแก่ตน มันก็ ต้องการที่จะทำทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ตน ซึ่งมันจะแตกแยกออกไปหลายอย่างหรือ เนื่อง ๆ กัน คือจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์ โดยไม่ต้องนึกว่ามันถูก หรือมันผิด, แล้ว เลยไปก็อิจฉาริษยาคน เพราะเห็นแก่ตน. แล้วถ้า เห็นแก่ตน อย่างโง่เขลาหนักขึ้น มันก็ขี้เกียจ, มันตั้งใจจะทำประโยชน์แก่ตน. ลองนึก ดูสิ ถ้าเห็นแก่ตนมากเข้า มันก็จะนอนเสีย ว่าดีกว่าที่จะไปทำงานให้เหนื่อย, ความ เห็นแก่ตนมันเล่นตลกซับซ้อนกันถึงขนาดนี้ มันก็ บิดพลิ้วในความถูกต้อง เอาความ ต้องการของตนเป็นใหญ่, ไม่เอาความถูกต้องเป็นใหญ่, ก็ บิดพลิ้วต่อกฎเกณฑ์ แห่งความถูกต้อง. นี่แหละ ความเห็นแก่ตน ซึ่งมาจากความรักตนที่มืดมนท์ที่ เป็นอวิชชา. ทีนี้ ๕. ถัดไป สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ เมื่อมันรู้สึกว่ามีตน แล้ว ไม่อยากให้ตนสูญหายไป หรือสิ้นสุดลง มัน ก็มีความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์ไว้. ฉะนั้น จึงดิ้นรนเพื่อไม่สูญพันธุ์, ความรู้สึกต้องการลูกหรือความรักลูก มันก็เกิดขึ้นตาม มา. นี่มันเป็นเรื่องทำให้เกิดปัญหาหนัก คือว่าเรื่องสืบพันธุ์นี้ พูดแล้วพูดอีกแต่เชื่อว่า ครูบาอาจารย์เหล่านี้ยังไม่เคยฟัง ว่าการสืบพันธุ์นั้นมันเป็นเรื่องไม่น่าทำใช่ไหม, ท่าทาง ก็น่าเกลียดแล้วก็สกปรกแล้วก็เหน็ดเหนื่อย, แต่เขามีอะไรมาปะหน้าปิดหน้าคือกามารมณ์. ฉะนั้น เรื่อง การสืบพันธุ์ กับเรื่อง กามารมณ์ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน, เป็นคนละเรื่อง
น.94 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๖๕ อย่างเด็ดขาด, reproduction กับ sex นี่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน, แต่คนโดยมาก จะเรียกว่าคน โดยมากในโลกที่มีการศึกษาทำให้เห็นเป็นเรื่องเดียวกัน ว่าถ้ามีการสืบพันธุ์ก็คือเรื่อง sex, ที่จริงไม่ใช่ เรื่อง sex เป็นเรื่องที่ธรรมชาติใส่มาหลอกให้สัตว์ทั้งหลายสืบพันธุ์ เพราะถ้าไม่มีเรื่องส่วนที่เป็น sex นี้แล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่สืบพันธุ์ ซึ่งยุ่งยากลำบาก น่าเกลียดแล้วก็ไม่มีรสชาติอะไร. เดี๋ยวนี้เรามันตกอยู่ใต้อำนาจของความหลง ไปกิน เหยื่อคือ sex ก็เพื่อการสืบพันธุ์. คงจะพูดได้ง่ายๆ ไม่ลึกซึ้งอะไรว่า ถ้าไม่มีเรื่อง sex ดู จะไม่มีใครแต่งงาน. ที่ว่าแต่งงานเพื่อการสืบพันธุ์ล้วน ๆ นั้นคงจะไม่จริง, ถ้าไม่มีเรื่อง sex มันคงไม่มีใครแต่งงาน. นั่นธรรมชาติมันเหนือกว่า เห็นไหมธรรมชาติมันเหนือกว่า เอาเรื่อง sex มาปะหน้าเข้าไว้. สัตว์ทั้งหลายก็ต้องการเรื่อง sex แล้วก็ ทำไปตาม สัญชาตญาณ คือการสืบพันธุ์. มนุษย์ ก็ทำอย่างนั้น, สัตว์เดรัจฉาน ก็ทำอย่างนั้น, ต้นไม้พืชพฤกษา ทั้งหลาย ก็มีความมุ่งหมายแห่งการทำอย่างนั้น. ไปเรียนให้ ละเอียดในเรื่องของชีววิทยาเกี่ยวกับพืช เรื่องการสืบพันธุ์ของพืช จะมีพบอย่างเดียวกัน. นี่ ๕ ชนิดนี้พูดมาแล้วในการบรรยายครั้งก่อน ๆ, ถ้าสนใจก็ไปหาเทปหาอะไรพังเอาเอง. สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน. ทีนี้ก็จะพูดต่อไปจากที่ไม่ได้พูด คือ ที่ ๖ สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน, พูดง่าย ๆ ก็ว่ า สัญชาตญาณแห่งความอยากจะเจริญ นั่นแหละ develop นั่นแหละ อยาก จะเจริญ สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน มันจึงมีความรู้สึกที่ต้องการจะดีกว่า จะมากกว่า จะสูงกว่า จะสบายกว่า กว่า ๆ ๆ ไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง, มัน มีสัญชาตญาณต้องการจะ ดีกว่า มากกว่า สูงกว่า สบายกว่า.
น.95 ทีนี้ในมุมกลับ มันก็ คลอดออกมาเป็นมารยา, มารยาหลอกลวงด้วยมารยา แล้วก็ มัวเมาในความดีกว่า สูงกว่า นั้น แล้วมันก็ลืมตัว ลืมตัวมันก็พัฒนาไปพัฒนาไป จนถึงกับว่าฆ่าคนที่รู้สึกว่าจะดีกว่า, มันก็ไม่อยากให้มีคนที่ดีกว่า อะไรกว่ามาบังหน้า ก็อยากจะทำลาย. นี่เป็นส่วนร้ายของความดี ยิ่งดียิ่งมีคนอิจฉาริษยา; ข้อนี้ไม่ อธิบายไปดูเอาเอง อธิบายไปเดี๋ยวมันจะเข้าตัวเอง. คุณไปดูเอาเองเถอะว่า ยิ่งดีมัน ยิ่งมีคนอิจฉาริษยา ; แต่ สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตัวเองมันก็ยังมีอยู่, เราก็ยัง สร้างความดีให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อยู่ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณ ที่อยากจะดีกว่าเด่นกว่า ซึ่ง มีได้ทั้งคนทั้งสัตว์ทั้งพืชพันธุ์ ที่ต้องการจะมีอะไรที่กว่า. พวก evolutionist ทั้งหลาย นี้ มันมีลักษณะแห่งการดีกว่า, ต้องการจะดีกว่า แล้วดีกว่าได้ มันจึงจะเป็น evolutionist ฉะนั้นในตัว evolution ทั้งหมด มันมีสัญชาตญาณแห่งการที่ต้องการจะดีกว่า, ซึ่งเป็น สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตนเอง. เมื่อควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็เกิดกิเลสนานา- ชนิด, เช่น มารยาสาไถย เช่น มัวเมา แล้วก็ ลืมตัว, ความลืมตัวนั่นแหละเป็นเรื่องให้ ทำผิดทุกทิศทาง. ฉะนั้นคำว่า พัฒนา ๆ นี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง, ต้องพัฒนาชนิดที่ ควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้. มีผู้ค้นทางศัพท์พบว่าคำว่า พัฒนา ๆ นี้ ถ้าเป็น ภาษาบาลี พัฒนา, วัฒนา วัฒนะ นี้มันเพียงแต่ว่า มันเพิ่มจำนวนขึ้นเท่านั้นแหละ, มันรกหนาแน่นเพิ่มจำนวนขึ้น, ไม่ได้ระบุ ว่าดีหรือชั่ว, ถ้าเพิ่มมากขึ้นแล้วก็เรียกว่าพัฒนา. เช่นว่า ผมบนศีรษะ มันเพิ่มมากขึ้น หนาขึ้น รกขึ้น ก็เรียกว่าพัฒนา เหมือนกัน. ในภาษาบาลี คำว่า พัฒนา แปลว่า เพิ่มมาก ขึ้น จนรกไปหมด ก็เรียกว่าพัฒนา, จึงมีคำกล่าวว่าอย่าทำโลกให้พัฒนา น สิยา โลกวฑฺฒโน-อย่าเป็นคนทำโลกให้พัฒนา คือให้โลกมันรก. คนรกโลกนั่นเอง. คำว่า เจริญๆ อย่างสมัยนี้ มันก็มีอะไรมากขึ้นใช่ไหม ? คำว่าเจริญ อย่างสมัยปัจจุบัน คือมี อะไรมากขึ้น ; แต่คำว่า progress ไปดูคำ รากศัพท์ภาษาลาตินแปลว่าบ้า, คำว่า
น.96 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๖๗ progress นี้แปลว่า บ้า, มัน จะเอาจริงเอาแน่กันที่ตรงไหน, มันก็อยู่ตรงที่ว่า พัฒนา ชนิดควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้อย่างถูกต้อง ถูกต้อง ๆ, ถูกต้องคือไม่เกิดโทษอันตราย แก่ฝ่ายใด, มีแต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย จึงจะเรียกว่าถูกต้อง. ฉะนั้นการพัฒนาต้อง พัฒนาให้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าทำให้มันมากขึ้น แต่ นั่นแหละความคิดเห็นมันต่างกัน มันก็เถียงกันไม่รู้จักสิ้นสุด ; เช่นว่าเดี๋ยวนี้ก้าวหน้า ทางประดิษฐกรรมต่าง ๆ นานาสารพัดอย่าง กระทั่งมีเรือบิน มียวดยานพาหนะ มี คอมพิวเตอร์ มีอิเลคโทรนิคอะไรต่าง ๆ ก็เรียกว่ามันมากและพัฒนา, แล้วดูผลของมันเป็น อย่างไร, มันยุ่งมากขึ้นหรือเปล่า ? มันบ้ามากขึ้นหรือเปล่า ? ดูกันตรงนี้สิ มันเป็นเรื่องที่ เสียเวลามากขึ้นหรือเปล่า ? อย่างวิทยุกระจายเสียงนี่ คุณไปประมวลดูผลของมันสิ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น, สิ่งที่ส่งอยู่ทางวิทยุกระจายเสียง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น เรื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น, สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ว่าเป็นความรู้ความอะไรบ้าง ; แม้แต่ การโฆษณาขายสินค้า มันก็เป็นเรื่องหลอกลวงให้ซื้อให้หา, เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น. หรือว่าการพิมพ์ ถ้าไปรู้เรื่องว่ากระดาษที่ใช้พิมพ์ในประเทศไทยแห่งเดียว วันหนึ่งกี่ร้อยตัน, กระดาษเหล่านั้นใช้ไปเพื่ออะไร ? ที่เป็นเรื่องให้ถูกต้องนั้นมีนิดเดียว, นอกนั้นเป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น ; ส่งเสริมกิเลสความโลภบ้าง ความโกรธบ้าง ความพยาบาทบ้าง ความโง่หลงไปในสิ่งที่ทำให้ยุ่งบ้าง. คำว่าความเจริญคือความยุ่ง, ไม่ใช่ความสงบ; แต่เราก็เรียกว่าโลกนี้กำลังเจริญ. ดูความเจริญในความคิดนึกของ คนบางชาติบางประเทศแล้ว พุทธบริษัทยอมรับไม่ได้, แต่อย่าออกชื่อเลยว่ามันมีที่ ประเทศไหน, คือในบางประเทศที่เขาบัญญัติเป็นความเจริญ เป็นความก้าวหน้า, ความ เจริญก้าวหน้าอย่างนั้นพุทธบริษัทยอมรับไม่ได้ เป็นเรื่องบ้าทั้งนั้นเลย. นี่คำว่า พัฒนา มาจากสัญชาตญาณถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ คือ เต็มไปด้วยปัญหา, เต็มไปด้วยความยุ่งยากลำบาก. ถ้าควบคุมไว้ได้ ก็เป็นไปเพื่อความสะดวกสบาย ;
น.97 แต่ถ้ามันเกินไป มันก็หลงอยู่ในความสนุกสนานนั้นเองไปไหนไม่ได้, มันก็เป็นทาสของ ความสนุกสนานต่อไปอีก. นี่ สัญชาตญาณแห่งการพัฒนา ต้องการจะให้ดีกว่ายิ่ง ๆ ขึ้นไป; เด็ก ๆ จึงทะเยอทะยานที่จะเรียนให้มาก จะเรียนให้ดี จะเรียนให้ถึงที่สุด, พ่อแม่ไม่มี สตางค์ มันก็ต้องไปขายที่ดินมาให้ลูกเรียน ; นี่สัญชาตญาณแห่งการพัฒนากำลังมีปัญหา อยู่ทุกหัวระแหง ในหมู่มนุษย์เรา. บ้านไหนมีตู้เย็น มีทีวี มีวีดีโออะไรเขาก็พัฒนา, แล้วก็ไปดูความรู้สึกในภายใน มันก็ไม่มีอะไรพัฒนาในทางจิตใจ, เดี๋ยวนี้ก็ดูมวยกันได้ เล่นพนันมวยกันได้ไม่ว่าที่ไหน เพราะมีที.วี., คนหนุ่มหญิงสาวอยากจะให้เพลงยั่วกิเลส มาร้องอยู่ข้างหูตลอดคืนก็ทำได้. เมื่อก่อนทำได้เมื่อไร. เมื่อมันยังไม่มีวิทยุมันทำ อย่างนั้นไม่ได้, เดี๋ยวนี้จะเลือกสรรฟังเพลงที่ส่งเสริมกิเลสของคนหนุ่มคนสาว ได้ ยินอยู่ข้างหูตลอดคืนก็ทำได้, มันมีสถานีวิทยุที่บ้าถึงขนาดนั้น. ไปลองดูเถอะ อาตมา เคยสอบดูแล้วทั้งคืน, สถานีวิทยุที่ส่งเพลงยั่วยุให้ฟังมันมี, นั่นแหละ การพัฒนาที่ควบคุม ไว้ไม่ได้ แล้วก็ยังหลับหูหลับตายกย่อง สรรเสริญการพัฒนาชนิดนี้กันอยู่. แล้วมนุษย์ มัน จะได้อะไรนอกจากความทุกข์ทรมาน. สัญชาตญาณแห่งการได้รับการบำเรอ. ทีนี้มาถึงอันที่ ๗ สัญชาตญาณแห่งการต้องการให้ได้รับความบำเรอ คือ ต้องการให้ผู้อื่นบำเรอนั้นแหละ เด็ก ๆ มันก็เริ่มรู้สึกที่ให้ผู้อื่นช่วย, ให้ผู้อื่นให้ความ สะดวก, ให้ผู้อื่นให้ความสบายมากขึ้น จากพ่อแม่ต้องการได้รับการบำเรอจากพ่อแม่, มันมาจากสัญชาตญาณแห่งการต้องการรับการบำเรอ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การขับกล่อม การเลี้ยงดู การอะไรก็ตาม ที่ให้มันยิ่ง ๆขนไป ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ,
น.98 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๖๙ ทางกายให้ได้รับการบำเรอ ให้แต่งเนื้อแต่งตัวดี, ให้ลูบไล้ให้ลูบคลำให้ประคบประหงม. ทางจิตก็ส่งเสริมความรู้สึกชนิดที่เพลิดเพลินทางจิต, ทางวิญญาณก็ให้มีสติปัญญา ชนิดที่จะหาความเพลิดเพลิน ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป. สัญชาตญาณแห่งการต้องการให้บำเรอ นี้ มันมีอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ ต้องการอาหาร, ต้องการอาหารที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่เกี่ยวการบำเรอ. แต่นี้มัน ยังมีอะไรอีกบางอย่างที่กินเข้าไป สูบทา อะไรก็ได้ เพื่อการบำเรอ, แม้ที่สุดแต่ การ นั่งเล่นไพ่ ของคนชอบเล่นไพ่ได้ทั้งวันทั้งคืน ; นั่นมันเป็นสัญชาตญาณของการ ต้องการบำเรอ, จิตมันต้องการบำเรอ, การเล่นไพ่มันสนุกเป็นการบำเรอ, บำเรอจิต จิตมันก็พอใจคนมันก็เลยนั่งเล่นไพ่ได้ตลอดคืน. อบายมุขทั้งหลาย ก็เหมือนกัน อบายมุขทั้งหลายมัน มีส่วนแห่งการบำเรอ, แม้แต่ ของเมา พอดื่ม เข้าไป สูบ เข้าไป อะไรเข้าไป ความรู้สึกเมานั้นมันเป็นการบำเรอ ความรู้สึกของจิต, ไม่กี่ครั้งมันก็ติด แน่นเหนียว เหนียวแน่น เป็นติดยาเสพติด หรือสิ่งเสพติด, มันมาจากสัญชาตญาณ ที่ต้องการการบำเรอ; ถึงเราเองก็เหมือนกันไม่ถึงขนาดนั้นแหละแต่ต้องการได้พังสิ่ง ที่ไพเราะ, ต้องการฟังคำสรรเสริญมากกว่าคำด่า. มันต้องการการบำเรอ, ต้องการ การร้องเพลงบำเรอกิจกรรมทางเพลงทางดนตรีทางเต้นรำอะไร มันก็เกิดขึ้น ๆ ๆ ๆ เต็มไป หมดในโลก ; เพราะว่า สัตว์แต่ละตนมันมีสัญชาตญาณแห่งการต้องการการ บำเรอ มันก็เลยหาเงินหาอะไรมาซื้อหาการบำเรอ. แต่โดยเหตุที่ว่ามัน ไม่ได้จำเป็นแก่ชีวิต ของผู้มีสติปัญญาท่านจึงไม่จัดไว้ในปัจจัยทั้ง ๔ ที่จำเป็น คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หยูกยา. แต่ที่จริง บำเรอนี้ก็เป็นปัจจัยอันหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ; กล้าพูดอย่างนี้ว่า ถ้าไม่มีส่วนที่เป็นการบำเรอเสียเลยนี้ คนอาจจะเป็นบ้า หรืออยู่ด้วยความทน ทรมาน. ฉะนั้น เราจึงหาวิธีบำเรอ จิตใจ ให้ได้รับการบำเรอ แต่ไม่มีอันตราย,
น.99 ให้มีถูกทาง. ฉะนั้น โรงมหรสพทางวิญญาณนี้จึงเกิดขึ้น โรงมหรสพทางวิญญาณ นี้จึงเกิดขึ้น เพื่อคนจะได้ใช้อาศัยให้เกิดความบำเรอในทางจิตใจ, แทนที่จะไปที่โรงหนัง ที่ตลาด ก็มาที่โรงหนังที่นี่, ก็เพื่อความบำเรออย่างเดียวกัน, แต่มีผลคนละอย่าง เพราะรู้ดีว่าสัตว์ทั้งหลายที่มีชีวิตนี้ต้องการการบำเรอ. เขาพิสูจน์ว่า แม้แต่ม้า นี้มัน ก็ ต้องการการบำเรอ ต้องการฟังเพลงที่กระตุ้น, ฟังเพลงแล้วมันก็เต้นรำได้ ม้าน่ะ ; ยิ่งไปกว่านั้นก็ว่า ต้นข้าวในนานั้นก็ต้องการการบำเรอ ว่าในประเทศอินเดียเคยพิสูจน์ ทดลองกันถึงเปิดเพลงไพเราะให้ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องพัง แล้วข้าวออกรวงมากกว่า ธรรมดา พิสูจน์ได้ทุกที่ว่าต้นข้าวก็อยากจะฟังเพลง. แล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ยังมีว่าต้นไม้มีความรู้สึกที่เป็นการบำเรอตน เอาต้นถั่วมา ปลูกเข้า ๒ พวก ในกระถาง, แล้วให้นักเรียนพวกหนึ่งไปค่าต้นถั่วกระถางหนึ่งทุกวัน ๆ แล้วให้นักเรียนอีกพวกหนึ่งมาสวดสรรเสริญเยินยอต้นถั่วอีกกระถางหนึ่งทุกวัน, ไม่เท่าไร กระถางนั้นตาย, กระถางนี้งาม. พิสูจน์กันถึงอย่างนี้, มันก็เป็นเรื่องที่อ่านมาในหนังสือ ข่าววิทยาศาสตร์ว่าอะไร ๆ มันก็ชอบสิ่งประเล้าประโลมใจทั้งนั้น ฉะนั้น เอาธรรมะ มาประเล้าประโลมใจ ชดเชยสัญชาตญาณแห่งการต้องการการบำเรอด้วยเรื่อง ของ อวิชชาด้วยเรื่องของกิเลสตัณหา. ทีนี้ การบำเรอนี่ ระวัง ประเล้าประโลมใจมากเกินไปมันก็เผลอ, ถ้า เผลอมันก็เกิดความสะเพร่าความประมาทขึ้นมา เพราะการบำเรอซึ่งกระตุ้น ควบคุมไว้ไม่ อยู่, ความเลินเล่อเผลอเธอมันก็มา มาจากการบำเรอที่ควบคุมไว้ไม่ได้ เปลี่ยน นิสัยเป็นสะเพร่า เผลอเรอ เลื่อนลอยใจลอย, นี่มันก็มีเป็นโทษขึ้นมา แล้วก็เป็นชื่อ สวรรค์ชั้นสูงสุดนะ ที่คนทั้งหลายต้องการจะทำบุญไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงสุด เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัตตี. สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตตี อธิบายว่า ในสวรรค์ชั้นนั้นไม่ต้องทำ อะไรเอง มีคนทำให้หมด ; แต่ก็ไม่ได้เขียนให้ชัดไว้ว่า แม้แต่หยิบเข้าปากคนอื่นต้อง
น.100 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๗๑ หยิบหรือไม่. ปรนิมมิตะ ก็แปลว่า ผู้อื่นทำให้สำเร็จ, วสวัตติ -เป็นไปในอำนาจในการที่ ทำให้ผู้อื่นช่วยทำให้หมด ไม่ต้องทำอะไร. แต่เขาบอกว่าเรื่องสวรรค์ชนิดนี้อธิบายอย่างนี้ มันมีก่อนพุทธกาล ; ฉะนั้นในพุทธกาลก็ยังไม่ได้ยกเลิก แล้วก็ยังเอามาพูดกันจนถึง บัดนี้ เรื่องสวรรค์ ๖ ชั้น เป็นเรื่องเก่าก่อนพุทธกาล. เมื่อมนุษย์ชอบการบำเรอ ผู้บัญญัติเรื่องสวรรค์ก็บัญญัติให้เต็มไป ด้วยการบำเรอในสวรรค์, ให้คนมันอยากไปสวรรค์ ล่อให้คนทำดี ได้จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ว่าก็มีคนทำดี มีคนทำดีเป็นอันมากเพื่ออยากจะไปสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยการบำเรอ. ตรงตามสัญชาตญาณของเขาที่มีอยู่ว่า ต้องการให้มีการบำเรอ, ต้องการให้ถูกบำเรอ โดย สิ่งแวดล้อม, เราก็เห็นอยู่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ใช้เงินกันมากมาย ในการที่จะเกิดการบำเรอแวดล้อม อยู่รอบบ้านรอบเรือนรอบที่อยู่. นี่คืออำนาจของสัญชาตญาณแห่งการบำเรอ ไม่มี เงินซื้อทีวีก็ไปผ่อนส่งมาได้ เพื่อให้มันสำเร็จประโยชน์แก่การบำเรอ, ควบคุมไม่ได้ มันก็เรียกว่าหานรกใส่ตัวนั่นแหละ, หาความเดือดร้อนมาใส่ตัว และจะให้เกิดเป็น นิสัยยิ่ง ๆ ขึ้นไปแก่เด็ก ๆ ลูกเด็ก ๆ ก็สูญเสียความทรงตัวที่จะต่อสู้กับสัญชาตญาณ มัน ก็มีปัญหาไปถึงลูกถึงหลานเป็นธรรมดา. สัญชาตญาณแห่งการอวด. ทีนี้ข้อ ๘ สัญชาตญาณแห่งการอวด บางคนอาจจะไม่รู้สึกนึกคิดว่า การอวดนี้มันเป็นความรู้สึกสัญชาตญาณ, อยากจะอวด อวดอะไรก็ได้ อวดความงาม ก็ได้ อวดอำนาจก็ได้. นั่นไก่ขันอยู่เจื้อย ๆ มันอวด, มันท้าทายเรื่องความสูงความ ต่ำ ต้องบินขึ้นบนก้อนหินบนตอไม้แล้วก็ขันจ้า, มันต้องการจะแสดงอำนาจ ต้องการ จะอวดอำนาจ สุนัขก็เหมือนกัน มันต้องการจะอวดอำนาจที่มีอยู่, มันรักษาความ ยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ ตัวไหนเข้ามาก็จะต้องปะทะกัน, มันก็มีความรู้สึกอยากอวด.
น.101 สัญชาตญาณแห่งการอวดมีอยู่ มันก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะอวด ; เมื่ออยากจะอวดก็ต้องสร้างปัจจัยสำหรับการอวด, มันก็ต้องรักสวย เพื่อจะอวดความ สวย อวดความงาม แล้วก็ทำสิ่งที่เรียกกันว่าดี ๆ ๆ ๆ นั่นแหละ. ที่เขาว่ากันว่า ดีนั่นแหละ มาก เพื่อจะได้อวดดี, จะดีจริงหรือไม่นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง. ถ้าดีจริงมัน ก็ไม่เป็นไร : ถ้าไม่ดีจริงมันก็คืออวดโง่นั่นแหละ, มันก็ อวดไปตามสัญชาตญาณ แห่งการอยากอวด. เพราะฉะนั้นเราจึงได้เห็นได้ยินได้ฟัง คนที่พูดอะไรเต็มไปด้วย ความโอ้อวดจน น่ารำคาญ, อวดจนไม่รู้สึกตัว อวดจนลืมตัว. นี่สัญชาตญาณแห่งการอวด นั้น เมื่อ ควบคุมไว้ไม่อยู่ มันก็ยกตนข่มผู้อื่น แข่งดียกตนข่มผู้อื่น, มันก็มีเรื่องที่จะเกิดหัวดื้อ หัวแข็ง ถือเนื้อถือตัว มีแง่มึงอน ซึ่งเป็นมารยาทั้งนั้น. มาจากสัญชาตญาณแห่งการอวด ตน ยกตนก็เป็นกิเลส ข่มท่านก็เป็นกิเลส. สาเลยยะ-อวดอย่างโง่เขลา อวดอย่าง ที่ว่าเขาคลื่นไส้น่ะ มันก็เป็นกิเลส, แต่มันก็มีอยู่ทั่วไป, เผลอนิดเดียวมันก็แสดงออกมา. ฉะนั้น สัญชาตญาณแห่งการอวดมันก็มีปัญหา ด้วยเหมือนกัน, บางทีเพียงแต่ไม่ ได้เครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวที่เขานิยมกัน. เด็กบางคนไม่ไปโรงเรียน, เด็กบางคนจะไม่ ยอมไปโรงเรียน จะไม่ไปสมาคมไม่ไปอะไรถ้าไม่มีชุดแต่งตัวที่มันจะอวดเขาได้, มันก็มี ปัญหาทั้งนั้นแหละ. สัญชาตญาณแห่งการอยากมีอยู่แห่งตน. ข้อที่ ๙ จะเป็นหลักที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป นี่พูดเรื่องธรรมดามามากแล้ว ก็จะสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปถึงว่า สัญชาตญาณแห่งการอยากมีอยู่แห่งตน อยากให้ตนมีอยู่ นี้มันก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ว่าสิ่งที่มีชีวิตมันต้องอยากอย่างนี้, ไม่เช่นนั้นมันจะไม่พยายาม
น.102 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๗๓ เพื่อให้ตนมีอยู่, แต่มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงเป็นสัญชาตญาณ, ต้องรู้ไว้ ถ้าควบคุมได้ ก็ดี อยากจะให้ตัวมีอยู่ยังคงอยู่ไม่ตาย มันก็ดี ; แต่ ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้มันอยากเกิน ไปมันก็ฆ่าผู้อื่น. มันเป็นปัญหา ความทุกข์ทรมานใจชนิดหนึ่งมาตั้งแต่แรกแล้ว, เมื่ออยาก อยู่มันก็ไม่อยากตาย เมื่อมีนิมิตแห่งความตายตามปกติปรากฏมันก็เป็นทุกข์. คนที่ อยากอยู่เมื่อนิมิตแห่งความตายมาปรากฏมันก็เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้นคนที่ยิ่งดีมากยิ่ง ไม่อยากตายมากจริงไหม ? คนที่ไม่ค่อยมีอะไรดีมันอยากตาย หรือฆ่าตัวตายเมื่อมัน เห็นว่าดีไม่ได้, แต่คนที่ดีได้มาก ๆ แล้วไม่อยากตาย. ในบาลีมีกล่าวไว้ น่าสนใจว่า พวกพรหมบุญชนชั้นสูงสุดคือพวกที่กลัวตายที่สุด ; เพราะเมื่อกล่าวตามหลักธรรมะทั่วไป, ผู้ที่มีคุณความดี เป็นอยู่สูงสุด คือ พวกพรหมขั้น สุดท้าย หรือชั้นอะไรก็ตาม พวกพรหมบุถุชนชั้นที่สูง ๆ พวกนี้ มีสักกายะความรู้สึกว่า มีตัวกู-ของกูอย่างรุนแรงแก่กล้าที่สุด เพื่อจะมีอยู่อย่างเป็นสุข ที่เรียกว่าเป็นสุขเลยไม่อยาก ตาย, ก็เลยกลัวตายมากกว่าสัตว์ทั้งหลาย, กลัวตายมากกว่าเทวดาพวกอื่น, กลัวตายมาก กว่าคน กลัวตายมากกว่าสัตว์ทั่วไปเพราะอยากมีตัวตน. คำนี้มักจะเรียกในบาลีว่า สักกายะ สักกายะซึ่งเป็นชื่อของสังโยชน์อันแรกว่าสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิว่ากูมีอยู่. นี่ สัญ- ชาตญาณแห่งการอยากมีอยู่ เพราะว่าชีวิตแปลว่าความเป็นอยู่, มันต้องประกอบ อยู่ด้วยสัญชาตญาณแห่งการอยากมีอยู่ มันจึงจะเข้ารูปกัน. ฉะนั้นสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ต้องมีความรู้สึกอยากอยู่ทั้งนั้น, อยากอยู่อยากอยู่ ถ้าควบคุมไว้ได้ มันก็อยากอยู่อย่าง ถูกต้อง, ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ ก็อยากอยู่อย่างอันธพาล, เหมือนคนอันธพาลไปทำงาน เหนื่อยเหงื่อออกไม่เอา กูไปขโมยดีกว่า, ไปปล้นจี้ดีกว่า. กูอยากอยู่เพื่ออยู่จะไปทำงาน อาบเหงื่อกูไม่เอา, มันก็เลยอยากอยู่ด้วยการเบียดเบียน, อยู่ด้วยการเอาเปรียบผู้อื่น การ ทำลายล้างผู้อื่น, ควบคุมไม่อยู่ก็เป็นไปเพื่อโทษ เพื่อความร้ายกาจ.
น.103 แล้วมันก็ จะมีสิ่งที่เป็นแม่บทของกิเลส ซึ่งเราเคยออกชื่อกันมาไม่รู้กี่ สิบครั้งแล้ว, อยากจะให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจำไว้ด้วย ว่า แม่บทของกิเลสทั้งหลาย มันชื่อว่าอหังการมมังการมานานุสัย ยืดยาว ; อหังการะ-อหังการ, มมังการะ- มมังการ , มานานุสัย คือ ความเคยชินแห่งความสำคัญว่ากูว่าของกู. ถ้าธรรมดา เรียกว่า ตัวตน หรือ ของตน, แต่ถ้า เดือดจัดขึ้นมา ก็เรียกว่า กู หรือของกู. คำว่า อหังการะ นี่ตรง กับคำว่า กู, ถ้า เป็นตน เฉย ๆ มันตรงกับคำว่า อัตตา ถ้าเป็น ของตนธรรมดา ๆ เรียกว่า อัตตนียา, ถ้าเป็นขนาดของกู-ของกู แล้วเรียกว่า มมังการะ-ความเคยชินที่มีความสำคัญ อะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ ว่า เป็นตัวกูบ้างเป็นของกูบ้าง, กูผู้กระทำ, กระทำเพื่อเอามาเป็น ของกูหรือมีอยู่ในครอบครองเป็นของกู. ความรู้สึกอันนี้จะคลอดกิเลสใด ๆ ออกมาก็ได้ เต็มไปหมด ไม่รู้กี่สิบชื่อกี่ร้อยชื่อ, มันเห็นแก่ตัวตน เห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ของกู. เมื่อถูกใจมันก็รักหรือชอบหรือโลภ, เมื่อไม่ถูกใจมันก็โกรธหรือ โทสะเกลียดชัง, และอื่น ๆ ที่มันเนื่องถึงกันอีกมากมาย. ถ้ามันรู้สึกว่ามัน จะเป็น อันตรายแก่กู มัน ก็กลัว เท่านั้น หรือ เกลียด, ถ้าจะมีอะไรมาดีกว่ากู มัน ก็อิจฉา ริษยา, อะไรเคยถูกใจกูก็อาลัยอาวรณ์ , เป็นกิเลสแม่บทซึ่งสะสมไว้ทุกคราวที่เกิด กิเลส. ถ้าเรา เกิดกิเลสแล้วมันก็จะสะสมความเคยชินชนิดนี้ไว้หนึ่ง ๆ ๆ เสมอ ; เช่น มีความโลภทีหนึ่งก็สะสมความเคยชินที่จะโลภไว้หน่วยหนึ่ง, โกรธที่หนึ่ง ก็สร้างความเคยชินที่จะโกรธไว้หน่วยหนึ่ง, ทุกๆ กิเลสทุกๆ ชื่อของกิเลส ถ้าเกิดขึ้น แล้วมันก็สร้างความเคยชินที่จะเป็นอย่างนั้นเอาไว้. นี่เรียกว่าความเคยชิน, กิเลส ประเภทความเคยชินมีเป็น ๓ พวก ตามหมวดของกิเลส : ชินที่จะโลภ ชินที่จะโกรธ ชินที่จะหลง มัน มาจากความมีตัวกู, ความอยากมีตัวกู อยากมีอยู่แห่งตัวกู.
น.104 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๗๕ สัญชาตญาณแห่งความพอใจภาวะนิรันดร. อันสุดท้ายข้อ ๑๐ พอใจในภาวะนิรันดร นิรันดร ภาวะนิรันดร์- ความ มีอยู่ตลอดกาล, สัญชาตญาณแห่งความพอใจที่จะมีอยู่ตลอดกาล. อันนี้เป็นหลัก สำคัญมากที่มันทำให้เข้าใจยาก หรือ เข้าใจกันไม่ได้ ระหว่างพุทธศาสนากับลัทธิอื่น. พุทธศาสนามีจุดจบคือดับแห่งตัวกู, ดับแห่งตัวกู ไม่ต้องมีตัวกูนิรันดร ; เพราะ ว่าจิตหลุดพ้นออกมาจากโลก หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกที่เคยยึดถืออยู่ในโลกแล้ว จิตก็หลุดพ้นแล้ว. เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วเมื่อไรมันหมดเหตุหมดปัจจัยสำหรับจิต, เช่น ร่างกายดับจิตก็ดับ ก็เลิกกัน ก็ไม่มีอะไรจะเหลืออยู่เป็นตัวกู. ท่านจึง เปรียบว่า เหมือนกับความดับแห่งไฟ, เมื่อไฟดับมันก็หมด. แต่ฝ่ายอีกลัทธิหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม ซึ่งเป็นคู่แข่งขัน เขาไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับมติอันนี้, เขาก็ว่ามีตัวตน ตัวตนที่มีอยู่ตลอด เวลา หลุดพ้น หลุดพ้นจากโลก จากความยึดถือในสิ่งทั้งปวงในโลก แล้วไปรวมกับตัวตน ใหญ่มหาตัวตนปรมาตมัน ตัวตนใหญ่ซึ่งเป็นนิรันดร. ฉะนั้น จุดจบของพวกนั้นจึงไปอยู่ ที่ความมีตัวตนนิรันดร แล้วเขาก็พอแล้ว เท่านั้นพอแล้ว จบแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว, ได้มีตัวตนที่ไปอยู่กับตัวตนนิรันดร. นี่เพราะสัญชาตญาณ แห่งการไม่ยอมดับ สิ้นเชิง อยากจะอยู่นิรันดร ลัทธินั้นจึงไปได้เพียงเท่านั้น, พูดมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะ สัญชาตญาณอันนี้ยังคงยึดครองอยู่ คือพอใจในภาวะนิรันดร. ถ้าพุทธศาสนา ภาวะนิรันดรก็มีแต่พวกของอสังขตธรรม เราก็ไม่ต้องพอใจ หรือไม่ต้องไม่พอใจ, ไม่ต้องพอใจอะไรไม่ต้องไม่พอใจอะไร ; จิตที่ข้องอยู่ในความ พอใจ ข้องอยู่ในความ ไม่พอใจนั้น เป็นจิตที่ไม่หลุดพ้น. ทีนี้ เมื่อจิตเห็นสิ่ง ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มันก็หลุดพ้น มันก็ปล่อยวางจากสิ่งทั้งปวง. ภาวะนิรันดร มันก็เป็นของภาวะนิรันดร, อย่าเอามาเป็นตัวจิต ; เป็นไปไม่ได้ที่จิตจะเป็นนิรันดร.
น.105 แต่ลัทธิอื่นเขามีอาตมัน มีตัวตนที่จะไปเข้าอยู่ในภาวะนิรันดรเป็นตัวตน นิรันดรขึ้นมา เราเลยต้องแยกกัน . พุทธศาสนาจึงต้องแยกตัวออกจากลัทธิเดิม ๆ ที่มีอยู่ก่อน ที่ ไปเป็นมีตัวตนนิรันดร เป็นปรมาตมัน จะเรียกว่าพรหมหรืออะไรก็สุดแท้, แล้วแต่เขาจะ เรียกแล้วเป็นนิรันดร. นี่ สัญชาตญาณแห่งความพอใจในภาวะนิรันดรมันตัดไม่ ขาด มันจึงบัญญัติที่สุดของลัทธินั้น ๆ ว่าอย่างนั้น. ทีนี้ พุทธศาสนา ก็ไปต่อไปอีก เดินต่อไปอีก ไม่มีภาวะนิรันดร ที่จิตจะ เข้าไปอยู่หรือเข้าไปเป็นได้. จิตก็รู้ว่ามีภาวะนิรันดรคือภาวะของอสังขตธรรมทั้งหลายรวม ทั้งพระนิพพานรวมทั้งอะไรด้วย ที่เป็นอสังขตธรรมมันมีอยู่ ; แต่ก็ ไม่ต้องไปหลงรัก ไปหลงยินดีไม่ต้องเข้าไปอยู่ในนั้น ; ถ้าเข้าไปอยู่ ในนั้นจิตก็ยังถูกกักขัง ยังไม่หลุด พ้น, ถ้า จิตจะหลุดพ้นก็ต้องพ้นอำนาจของสิ่งเหล่านั้น. เพราะฉะนั้น จิตนี้จึงรู้ ว่าไม่มีอะไรที่ควรจะไปติดอยู่หรือไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็ปล่อยวางสิ่งทั้งปวง ; ส่วนจิตนี้มันเป็นสังขตธรรม มีเหตุมีปัจจัยอาศัยร่างกายอยู่, พอปัจจัยเหล่านั้นหมด หรือ ร่างกายดับ จิตมันก็ต้องพลอยดับไปด้วย, แล้วก็ไม่ต้องมีการเกิดใหม่เพื่อภาวะนิรันดร. ผู้ที่ยึดถือในการเกิดใหม่เรื่อย เพราะเขาชอบภาวะนิรันดร, สนใจในภาวะนิรันดร อยากจะมีอยู่อย่างนิรันดร. ความรู้เรื่องนี้อาจจะไม่จำเป็นก็ได้แก่ประชาชนทั่วไป หรือคนทั่วไป มันเป็นเรื่องสูงทางจิตใจ ของพวกที่ดำเนินตนมาจนหมดเรื่องของโลก ๆ แล้ว ; ถ้ายัง อยู่ในโลกยังมีเรื่องของโลก ก็รู้จักทำจิตใจให้เหมาะสม ที่ว่ามันมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่, ไม่ เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาอยู่, ก็ทำให้มันเข้ารูปเข้ารอยกัน อย่าให้เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา เพราะเหตุนั้น. นี่เรียกว่า จิตเอาชนะได้, เอาชนะสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา นั้นได้ คือ ไม่เข้าไปหลงรัก ไม่ไปผูกพัน ไม่ผูกติด อยู่กับสิ่งเหล่านั้น, ให้ จิตถอย ออกมาเป็นอิสระ พร้อมที่ จะแยกตัวออกมาจากกองทุกข์ หรือเหตุให้เกิดทุกข์.
น.106 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๗๗ ภาวะนิรันดร พอใจในภาวะนิรันดร คืออยากจะอยู่ตลอดกาล นี่ก็เป็นสัญชาตญาณ อันสุดท้าย. ตามที่กล่าวมา ๑๐ ประการนี้ไม่ตรงตามตำราชีววิทยา อย่างที่ฝรั่งเขา สอนดอก แต่ว่ามันก็ตรงโดยเป็นข้อ ๆ แล้วก็โดยความหมายโดยเรื่องบางเรื่อง, และ โดยความมุ่งหมายนั้น เราอยากจะให้คนนี่หลุดจากอำนาจของสัญชาตญาณ ซึ่งตำราชีววิทยา ของพวกฝรั่ง ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะเคยเรียนมาแล้ว, ไม่ได้มีความมุ่งหมายจะให้ คนอยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณ, เพียงแต่บอกให้รู้ ว่ามีอะไรบ้างหรือมีปัญหา อะไรบ้าง แต่ไม่ถึงกับว่าให้อยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณ. นี้เรา ชาวพุทธ นี่เห็นว่า ต้องอยู่เหนืออำนาจของสัญชาตญาณ ใน ที่สุด ; เมื่อยัง อยู่เหนือ อำนาจของสัญชาตญาณ ไม่ได้ เรา ต้องเปลี่ยน กระแส อันรุนแรงของมันนั้นให้เป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ ; เช่นกำลังของกามารมณ์ จิตที่มุ่งหมายกามารมณ์มีกำลังมาก ก็เปลี่ยนเอามาให้เป็นกระแสของความเมตตา กรุณาเสีย เป็นต้น, เปลี่ยนกระแสแห่งความรักอย่างกามารมณ์ เอามาเป็นความรักแห่ง เมตตากรุณาเสียอย่างนี้เป็นต้น, มีคำฝรั่งที่ดีมากคำหนึ่ง คือคำว่า sublimate จะแปล เป็นไทยว่าอะไรก็ยังนึกไม่ออก นอกจากว่า เปลี่ยนกระแสของมันเสีย, เปลี่ยนกำลัง ของมันเสีย ไม่ให้มันเป็นไปในทางที่เป็นโทษเอามาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์. เช่นไฟ อย่างนี้ เราเอามาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์, มันก็เกิดสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์. น้ำ หรือลมเป็นอันตรายก็เปลี่ยนกำลังของมันมาใช้เป็นประโยชน์, ทำโรงไฟฟ้าทำที่เกิดกำลัง งานอะไรเป็นประโยชน์ไปเสียไม่เป็นอันตราย. น้ำจะท่วมบ้าน ก็หมุนเอาไปใช้หมุนเครื่อง กำเนิดไฟฟ้าเสีย sublimate อย่างนี้, เราจงรู้จักสัญชาตญาณไว้ให้ถูกต้องให้ครบถ้วนแล้ว ก็เปลี่ยนกระแส เปลี่ยนกำลัง เปลี่ยนคุณภาพให้มันเป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์เสีย นี่เรียกว่าเปลี่ยนกระแสเสีย, ถ้ายังทำไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ ก็คอยควบคุมให้ได้ ควบคุม อย่าให้เกิดความเลวร้ายขึ้นมา.
น.107 จึงสรุปความได้ว่า เกี่ยวกับสัญชาตญาณนั้น หน้าที่แรกที่สุดก็ควบคุม มันให้ได้ อย่าให้มันกลายเป็นโทษขึ้นมา คือมันมากเกินไป เช่นรักการกินอาหาร มากเกินไป, รักการต่อสู้มากเกินไป, รักการหนีภัยอะไรมากเกินไป, จนโง่เขลา มันก็เป็น โทษ ; นี่ ควบคุมให้อยู่แต่ในภาวะที่ถูกต้อง แล้วไม่มีโทษ. นี่เรียกว่าควบคุม สัญชาตญาณ, ถ้าว่าดีขึ้น ไปกว่านั้นอีก ก็ลด ๆๆ ลดลง ลดลง เปลี่ยนกระแสไปใน ทางที่ให้คุณ, ถ้าดีกว่านั้น อีก ก็เลิกเลย เพิกถอนหมดเลย ก็เป็นพระอรหันต์เท่านั้น แหละ, มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ ที่ว่าจะเลิกเพิกถอนกระแสแห่งสัญชาตญาณ ทั้งหมด ทั้งสิ้นได้, ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงอะไรอีกต่อไป; เพราะไม่มี ความเห็นแก่ตน รู้สึกว่ามีตัวตนอีกต่อไป, นั้นอันสุดท้าย. ถ้าเรายังทำไม่ได้ ก็อยู่ ในพวกที่เปลี่ยนกระแสให้เป็นประโยชน์ หรือว่า ควบคุมอย่าให้มันเป็นไปตาม อวิชชา ความโง่. นี่เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายมองเห็นชัดว่า เรื่องสัญชาตญาณ คือเรื่องเบื้อง หลัง หรืออยู่ข้างหลังของชีวิต ในลักษณะที่ทำให้ชีวิตนี้มีปัญหาอย่างยิ่ง, และ มี ความทนทรมานอย่างยิ่ง. เราจงรู้จักมันให้ดี ควบคุมมันให้ได้ เปลี่ยนกระแสของ มันแต่ในทางที่เป็นประโยชน์, แล้ว ได้โอกาสเมื่อไรก็เพิกถอน มันเสียให้หมดสิ้น. นี่เรียกว่า เรื่องของสัญชาตญาณโครงสร้างของสัญชาตญาณโดยตรง ก็มีอยู่อย่างที่ได้กล่าวมา ว่ามีแม่บท คือสัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน, แล้วก็คลอด ลูกออกมาเป็นสัญชาตญาณนานาชนิด เอาสัก ๑๐ อย่างนี้ก็พอแล้ว สำหรับเรื่องราว ของมนุษย์ที่กำลังเป็นปัญหาในโลกมนุษย์. ขอให้รู้จักมันให้ดีๆ มันอยู่เบื้องหลังของ ชีวิตมันคอยชักใยชีวิตให้หกคะเมนลงไปนรกลงไปสวรรค์ไปไหน ซึ่งเป็นเรื่องวุ่นวาย, ควบคุมมันให้ได้ ให้มันไม่วุ่นวาย ให้มันน้อยลง กระทั่งว่ามีอิสระอยู่เหนือสัญชาต- ญาณเลย. นี่ขอออกชื่อมันอีกครั้งหนึ่งก่อนแต่ที่จะจบการบรรยายว่า :-
น.108 โครงสร้างของสัญชาตญาณ (ต่อ) ๗๙ ๑ ระวังสัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร มันทำให้หิวโมโห และให้หา อย่างผิด ๆ มีอย่างผิด ๆ สะสมอย่างผิด ๆ อะไรอย่างผิด ๆ กระทั่งติดรสกักตุนตระหนี่เหนียว แน่นมีความโลภมากเกินไป. ๒ สัญชาตญาณแห่งความหวาดกลัว ทำให้เกิดการหนี เกิดการหลบซ่อน เกิดการหวาดผวา, เกิดการเตรียมตัวเกินกว่าเหตุ ทำให้ต้องการมีเพื่อนแล้วอยู่กันเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเพื่อนบรรเทาความกลัว. ๓ สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ มันก็มีการป้องกัน การต่อสู้ การหวาด ระแวงการป้องกันเกินกว่าเหตุ มีกิเลสเกิดเป็นโทสะโกธะพยาบาทอำมหิตร้ายกาจ. ๔ สัญชาตญาณแห่งการรักตน มันก็เห็นแก่ตน, ต้องการให้บำเรอ หรือจะต้องลำบากด้วยการบริหารตน ที่เราอุตส่าห์บริหารตน ก็เพราะสัญชาตญาณแห่ง การรักตนนั่นแหละ มันรักเลยเถิด เห็นแก่ตน ริษยาคนอื่น. ๕ สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ มันดิ้นรนเพื่อไม่สูญพันธุ์ มันก็ต้อง การมีลูก มันต้องรักลูก มันต้องทำอะไรไปตามนั้น, แล้วมันก็พ่ายแพ้แก่ความรู้สึกทาง กามารมณ์ที่ธรรมชาติใส่มาปะหน้าให้สัตว์ยอมทำการสืบพันธุ์. ๖ สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน ควบคุมไว้ไม่ได้. พัฒนาเกินกว่า เหตุ เกิดความรู้สึกต้องการจะดีกว่าใคร จะมากกว่าใคร จะสูงกว่าใคร จะสบายกว่าใคร, แล้วมันก็มีมารยาหลอกลวง มัวเมาลืมตัว พัฒนาตนไปจนถึงการฆ่าตัวเอง หลงในความดี ของตนมากเกินไป.
น.109 ๗ สัญชาตญาณแห่งการบำเรอตนทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ บำเรอ กันใหญ่, สิ่งเสพติดทั้งหลายมีรสเลิศ คือการบำเรอตนให้ตนมันหลงอยู่ในสิ่งเสพติด เหล่านั้น พอเกินขอบเขต มันก็สะเพร่ามันก็เลินเล่อ มันก็ทำอะไรผิดหมด. ๘ สัญชาตญาณแห่งการอวดตน อวดตนนี่ระวังให้ดี มันมีอยู่อย่าง ละเอียดประณีต ประณีตจนมองไม่เห็นว่าเป็นการอวดตน. ระวังให้ดี ๆ ระวังให้ดี ๆ ถ้ายังมีความรู้สึกว่าตัวตนอยู่แล้ว มันจะมีการกระทำที่เป็นการอวดตนไม่มากก็น้อย ระวัง ให้ดี ๆ มันก็อยากอวด. ที่อย่างชั้นต่ำ ๆ ก็อยากอวดเรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องสนุกสนาน เรื่องเอร็ดอร่อย เรื่องที่เขาอวดกันได้ทุกอย่าง, แล้วมันก็จะยกตน มันก็จะตีตนเสมอ ยกตนข่มท่าน แล้วมันก็จะหัวดื้อ สารพัดอย่าง. ๙ สัญชาตญาณที่ ๙ อยากจะมีอยู่ ความอยากมีอยู่แห่งตน มันไม่อยาก ตาย ปัญหาเรื่องความตายจึงทรมานมากที่สุด มีกิเลสชื่ออหังการมมังการมานานุสัยเป็น ประธานอยู่ตลอดเวลา. สัญชาตญาณอันสุดท้าย ที่ ๑๐ คือ พอใจภาวะนิรันดร ซึ่งเข้าใจเอาเอง ตามสัญชาตญาณ, ต้องการจะมีอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. ลัทธิศาสนาก่อนพระพุทธเจ้า จึงมีได้เพียงเท่านี้ คือมีตัวตนที่ไปอยู่กับตัวตนใหญ่. พุทธศาสนาเลยออกไป มีจิต เข้าถึงภาวะว่าง ว่างจากตัวตน จิตจึงหลุดพ้น และดับไปเพราะความหมดเหตุหมดปัจจัย แห่งจิตนั้นเอง. เป็นอันว่า เรามีสัญชาตญาณแม่บทหนึ่งตัว คลอดลูกออกมาเป็นสัญ- ชาตญาณลูกทั้งหลายมากมาย, นำมาแสดงเพียง ๑๐ อย่างมันก็เพียงพอแล้ว ที่จะ ศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นความรู้สำหรับควบคุม สัญชาตญาณบ้าง, เปลี่ยน
น.110 โครงสร้างของสัญชาตญาณ ( ต่อ) ๘๑ กระแสแห่งสัญชาตญาณบ้าง เพิกถอนสัญชาตญาณให้หมดจดสิ้นเชิงบ้าง. นี่เป็นอันว่า โครงสร้างของสัญชาตญาณทั้งหลายมีอยู่อย่างนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายนำไปศึกษาใคร่ครวญ ให้ดี. ให้รู้จักมันให้ดี ๆ แล้วควบคุมให้ได้ มีความสุขกายสบายใจตามแบบพุทธบริษัท คือเยือกเย็น-เยือกเย็น-เยือกเย็น อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติการบรรยายในวันนี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทธรรมะ ในแบบคุณสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของท่านทั้งหลาย ในการประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ณ กาลบัดนี้.
Buddhadasa