Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๔ — สัญชาตญาณกับกิเลส

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.111 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๔ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงบรรยาย เรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ แต่มีหัวข้อ เฉพาะการบรรยายในวันนี้ว่า สัญชาตญาณกับกิเลส. ชาวพุทธเรา อุบาสกอุบาสิกา ภิกษุสามเณรอะไรก็ตาม ไม่ค่อยได้ยินคำว่า สัญชาตญาณ, ไม่เคยชินกับคำคำนี้ ไม่รู้จักศึกษาเกี่ยวกับคำคำนี้ ก็เพราะว่าเราไม่ได้ใช้ คำคำนี้ ในการเล่าเรียนหรือในการสั่งสอนกันภายในวัด ; เมื่อเป็นของแปลกหรือเป็นคำ ที่แปลกเข้ามา ก็คิดว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน. นี่เป็นเหตุให้ไม่รู้เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่อง เดียวกัน, มันยิ่งกว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกัน, เรื่องสัญชาตญาณกับ ธรรมะมันเป็นเรื่องเดียวกัน. ถ้า ธรรมะก็คือสิ่งที่จะใช้ควบคุมสัญชาตญาณ. ถ้า ๘๒

น.112 ควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้ มันก็เป็นอย่างสัตว์เดรัจฉาน, สัญชาตญาณอย่างสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหนมา มันคือสัญชาตญาณเดิม ๆ ของสิ่งที่มีชีวิต. ถ้าควบคุมได้ มัน ก็เป็นสัญชาตญาณของคน เป็นไปในทางดีทางสูงขึ้นมา, ถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็ยัง เป็นสัญชาตญาณในระดับสัตว์เดรัจฉาน, เราจึงเห็นคนทำอะไรอย่างสัตว์เดรัจฉานกัน อยู่บ่อย ๆ หรือเป็นส่วนมาก, แต่เมื่อทำกันทุก ๆ คนก็เลยไม่มีใครตำหนิใคร. [ปรารภและทบทวน.] การบรรยายชุดนี้เป็นการบรรยายหลักธรรมะ สำหรับในขอบเขตของพุทธ- บริษัทหรือในวัด, วันนี้ก็มีครูบาอาจารย์และนักเรียนมาร่วมฟังเป็นจำนวนมาก ก็จะได้ เอื้อเพื่อบรรยายให้สืบเนื่องกันให้ต่อเนื่องให้สำเร็จประโยชน์, แล้วก็ต้องทบทวนที่บรรยาย แล้วในวันก่อนบ้าง เพราะว่าส่วนมากในที่นี้ยังไม่เคยฟัง. สำหรับ ครูบาอาจารย์ที่โมโหเกินกว่าเหตุ ลงโทษศิษย์เกินกว่าเหตุ ก็เพราะ สัญชาตญาณนั้นไม่ถูกบังคับหรือควบคุมไว้ไม่ได้, นักเรียนที่ดื้อ ครูบาอาจารย์ ต่อสู้ครูบา- อาจารย์ ก็คือสัญชาตญาณอันนั้นที่ยังบังคับไม่ได้, ไม่ได้พัฒนา. เราจึงได้เห็นภาพที่ไม่ น่าดูของครูบาอาจารย์บ้างของลูกศิษย์บ้าง จึงขอให้สนใจเรื่องนี้ที่จะกล่าว คือเรื่องสัญ- ชาตญาณกับกิเลสว่าเป็นอย่างไร. สัญชาตญาณคือความรู้สึกเดิม ๆ ของชีวิต ติดมากับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, ไม่ต้องพูดว่าสัตว์เดรัจฉานหรือมนุษย์หรือต้นไม้ต้นไล่ มันเป็นสิ่งที่มีชีวิตก็แล้วกัน, ใน สิ่งที่มีชีวิตนั้นย่อมมีความรู้สึกติดมาด้วยเสร็จ มากน้อยสูงต่ำกว่ากันตามกรณี. ในที่นี้ ต้องขอปฏิเสธไม่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ถกเถียงกันกับพวกที่เขาถือว่า ต้นไม้ ไม่มีวิญญาณต้นไม้ ไม่มีความรู้สึก, นั่นเขาก็พูดไปตามแบบของเขา. เดี๋ยวนี้เรามีหลักเกณฑ์ที่ว่า ถ้ามันมี

น.113 ชีวิตแล้วมันจะต้องมีความรู้สึก ถ้ามันไม่มีความรู้สึก มันก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้, จึงเป็น อันว่ามีความรู้สึกด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น มนุษย์ ก็มีความรู้สึก สัตว์เดรัจฉาน ก็มีความ รู้สึก ต้นไม้ ต้นไล่ พฤกษาชาติ ทั้งหลาย ก็มีความรู้สึก, ความรู้สึกที่ติดมาแต่เดิมกับ สิ่งที่เรียกว่าชีวิต โดยพื้นฐานนั่นแหละ, เราจะเรียกว่า สัญชาตญาณ แปลว่าความรู้ที่มัน เกิดขึ้นเอง มีอยู่เอง มีอยู่แล้วในตัวสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, มันจึง ทำให้รู้จักมีตัวตน มีความรู้สึก เป็นตัวตน เป็นตัวกูเป็นของกู, รู้จักเห็นแก่ตัว, รู้จักเอาเปรียบ, รู้จักตามใจตัว, รู้จัก ต้องการอาหารแสวงหาอาหาร , รู้จักมีความกลัว สิ่งที่เห็นว่าน่ากลัว แล้วก็หนี, แล้วก็ รู้จัก ต่อสู้ ในกรณีที่จะต้องต่อสู้, แล้วก็ มีความรักตัวเอง ยิ่งกว่าสิ่งใด, ก็มีการมุ่งหมายที่จะสืบ- พันธุ์, แล้วก็ ต้องการที่จะพัฒนาให้ตัวดียิ่ง ๆ ขึ้นไปสูงขึ้นไป, แล้วก็ มีความรู้สึกที่จะอวด ต้องการที่จะอวด, แล้วก็จะดำรงไว้อย่างมั่นคง ซึ่งความหมายแห่งตัวตน มีตัวมีตนซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตน แล้วก็คลอดลูกออกไปอีกมากมายหลายสิบอย่าง เพราะความ เห็นแก่ตน กระทั่ง พอใจจะอยู่นิรันดร ก็เป็นด้วยเรื่องอำนาจของความรู้สึกตามธรรมชาติ ที่เรียกว่าสัญชาตญาณ. ครูบาอาจารย์ที่เคยเรียนวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เรื่องสัญชาตญาณก็คงจะได้ยิน ได้ฟังอยู่มากแล้ว บ้างแล้ว. ในที่นี้เราจะกล่าวตามหลักของพระพุทธศาสนาโดย เทียบเคียง, ไม่ได้เอาหลักของวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนั้นมาเป็นเกณฑ์. แต่ถึงอย่างไร มันก็เข้ากันได้ไม่มีทางที่จะขัดกัน, ที่จำแนกสัญชาตญาณเป็นหลายอย่างต่าง ๆ กัน นั้น ก็แล้วแต่ความมุ่งหมายหรือการที่มองเห็น. วิทยาศาสตร์ปัจจุบันอาจแจกจำแนกไป ตามกฎเกณฑ์หรือตามความมุ่งหมาย, แต่เราชาวพุทธก็จะจำแนกออกไปตามเรื่องที่มันเกี่ยว ข้องกันกับชาวพุทธ หรือกับมนุษย์ที่ต้องการจะเป็นชาวพุทธ, จะศึกษาอย่างชาวพุทธ. ถ้ามันแจกไม่เท่ากันไม่ตรงกัน ก็อย่าเห็นว่าเป็นปัญหาเลย. ให้เอาตัวเรื่องหรือเนื้อเรื่อง มาพิจารณา, และให้รู้ว่า มันมีสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวกับชีวิต คือสิ่งที่เรียกว่า

น.114 สัญชาตญาณนั้นเอง. ถ้าปล่อยมาตามสัญชาตญาณโดยไม่มีการควบคุม หรือไม่ พัฒนา มันก็เป็นอย่างต้นไม้ ต้นไล่หรือเป็นอย่าง สัตว์เดรัจฉาน เป็นอย่างมาก ; แต่ ถ้ามีการพัฒนาควบคุมหรือการใช้ให้ถูกต้องมันก็เป็นอย่างของมนุษย์, มันแจก ออกไปได้ตามวิวัฒนาการ หรือสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมให้เกิดความแปลกออกมา. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร อย่างนี้มันต้องมี ถ้าไม่มีมันไม่กินอาหาร มันก็ตาย, ทีนี้เมื่อมันมีการพัฒนามาก มันก็กินอาหารดีเกินไปจนเป็นปัญหา, เหมือน อย่างมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันมากเกิดมาจากการกินอาหารดีเกินไป ไม่ถึงขนาดมันก็เป็นโรค ขาดอาหาร มันก็เป็นปัญหา. สัญชาตญาณแห่งความกลัว มันก็รู้จักวิ่งหนี มันก็รอดจากอันตราย; แต่ ทีนี้เมื่อไม่ได้พัฒนา มันกลัวอย่างโง่เขลา มันก็ไปกลัวที่ไม่ควรจะกลัว มันก็เลยไม่ได้ ผลดี, ที่ควรจะกลัวมันกลับไม่กลัว เพราะมันไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นสัญชาตญาณแห่งความ กลัวอย่างโง่เขลาของสัตว์เดรัจฉานนั้น ถ้าพัฒนาดีแล้วดีแล้ว มันก็รู้จักกลัวสิ่งที่ควร กลัว ในที่สุดมันก็มากลัวกิเลสอย่างยิ่ง. สิ่งที่ควรกลัวที่สุดก็คือกิเลส, เดี๋ยวนี้มันรู้จักกลัว กิเลส มันก็เลยดีถึงที่สุด ได้รับประโยชน์ถึงที่สุด ของการมีสัญชาตญาณแห่งความกลัว สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ มันก็มี มันก็ต้องมี แม้แต่ลูกแมวเกิดขึ้น ๒-๓ วันก็ขู่พ่อ ๆ เป็นแล้ว มันต่อสู้เป็นแล้ว เพื่อมันจะขู่ศัตรูป้องกันตัวไว้ก่อน ซึ่งมันก็มีผล. ทีนี้การต่อสู้ระดับนั้นมันไม่มีปัญหา ไม่มีคุณค่าอะไรนัก, มันก็ต่อสู้สูงขึ้นมา ถึงต่อสู้ข้าศึก คือกิเลส ต่อสู้ศัตรู แต่แล้วมันก็ไม่รู้จักศัตรูที่น่ากลัวคือกิเลส มันก็ไม่ค่อยต่อสู้กิเลส มันก็ยอมแพ้แก่กิเลส, ถ้ามันยังมี โชคดีมีความตั้งใจที่จะต่อสู้กิเลส ก็ชนะกิเลสตาม ลำดับ แล้วก็เป็นอริยบุคคล.

น.115 สัญชาตญาณแห่งการรักตน ซึ่งเป็นเหตุให้เห็นแก่ตนนี้ มันก็เหมือนกัน ; ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติมันก็เท่านั้นแหละ มันก็เลยเถิดไปเป็นเห็นแก่ตน จะเอาให้มาก หรือจะเอาเปรียบผู้อื่น กระทั่งจะเบียดเบียนผู้อื่น เพราะมันรักตนอย่างโง่เขลา ไม่มีการ พัฒนา, ถ้ามัน รักตนถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันก็มาศึกษารู้อย่างทั่วถึงว่ามันควรจะทำอย่างไร มันก็พัฒนาตนเจริญสูงขึ้นไป จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์. ขอยืนยันว่าอย่างนี้ ถ้ามันมี ความรักตนอย่างถูกต้อง ปฏิบัติอยู่ไม่หยุดหย่อน มันต้องเป็นพระอรหันต์แน่ ๆ คนเรา สญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ นี้มันก็เป็นธรรมชาติ มองได้ ในแง่ดีตาม ธรรมดาทั่วๆ ไปก็ว่ามนุษย์จะไม่สูญพันธุ์ ; แต่ทีนี้ถ้าหากว่ามันทำไปด้วยความโง่ เขลา มันก็เลยเป็นเรื่องที่เกินที่ควรจะทำ มันไปเป็นทาสของกามารมณ์ ซึ่งเป็นค่าจ้างให้ สัตว์สืบพันธุ์ ซึ่งเป็นกันอยู่อย่างยิ่งทั้งโลกก็ว่าได้. มนุษย์กำลังเป็นทาสของกามารมณ์ ซึ่งเป็นค่าจ้างของธรรมชาติมาปะหน้าไว้กับการสืบพันธุ์, ถ้าไม่มีสิ่งนี้มาล่อมาจ้าง สัตว์ก็ ไม่ทำการสืบพันธุ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสติปัญญามีความรู้ ก็ทำการสืบพันธุ์ได้ โดยไม่ต้อง รับค่าจ้าง ไม่ต้องตกเป็นทาสของกามารมณ์. นี่ดูสัญชาตญาณของการสืบพันธุ์ มันให้ ผลได้ทั้งสองฝ่าย. การพัฒนาตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เป็นสัญชาตญาณ, ถ้าพัฒนา เกินก็กลายเป็นเรื่องผิด. การต้อง การให้มีสิ่งบำเรอตน นี้ก็เป็นสัญชาตญาณ ; ดูให้ดี ๆ เถอะ ความรู้สึกตามสัญชาตญาณแท้ ๆ ต้องการให้มีสิ่งนั้นสิ่งนี้มาบำรุงบำเรอมาขับกล่อมมาอะไร ถ้าใช้ไปถูกทางก็ไม่เป็นไร, ถ้าใช้ผิดทางก็เลยเถิด เป็นเรื่องของอบายมุข เป็น เรื่องของกิเลส เป็นเรื่องอย่างนี้ไป. สัญชาตญาณแห่งการอวดตน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการจะอวดอะไร ของมันเอง, แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ก็จะพิสูจน์ ได้ว่า มันออกดอกสวย ๆ ออกใบสวย ๆ ก็เพื่อจะ

น.116 อวด ; ถ้ามันอวดเท่าที่ควรจะอวดก็ไม่เป็นไร, ถ้ามันอวดเกินขอบเขตไป ก็กลายเป็น อวดดี ก็เลยเหลว เลยยุ่งยากลำบาก, ระวังการอวดซึ่งมาจากสัญชาตญาณ รู้จักควบคุม ไว้ให้ดี. เอาละนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เพียงพอแล้วว่า สัญชาตญาณมีความหมายเดียว แล้วก็แยกออกไปได้ทั้งสองข้าง คือว่าควบคุมไว้อย่างถูกต้อง, หรือไม่ได้ควบคุมไว้ อย่างถูกต้อง. แต่ ความรู้สึกเดิมแท้ นั้นเป็นอันเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นใหญ่ เป็นประธานก็คือ สัญชาตญาณแห่งการมีตัวกู มีตัวกู มีตัวตน, ถ้าไม่รู้จักควบคุม มันก็เป็นเรื่องของกิเลส เห็นแก่ตัว แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่ควรทำมากมาย, ถ้ารู้จักควบคุมไว้ ได้ มันก็เป็นการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ตัวตนตัวกู นั้นก็ไม่เกิดเป็นอันตรายขึ้นมา. นี่ให้สั้นเข้ามาว่า ความรักตนนั้นถ้าใช้ให้ถูกต้องก็ ไม่เป็นไร, ถ้าใช้ไม่ถูกต้องมันก็กลายเป็นเลยเถิด เป็นเหตุให้เห็นแก่ตน จนเอา เปรียบผู้อื่น หรืออะไรไปสารพัดอย่าง ที่มันจะให้โทษ. นี้สรุปความว่า สัญชาตญาณความรู้สึกพื้นฐานนั้น ถ้าไม่ได้รับการ พัฒนา มันก็จะมีความรู้เพียงเท่าที่ต้นไม้ต้นไล่มันรู้สึก, หรือสัตว์เดรัจฉานมันรู้สึก, แต่ถ้าได้พัฒนาก็รู้ไปถึงที่คนรู้สึก หรือที่ดีกว่าคนคือมนุษย์ มนุษย์ดีกว่าคนเพราะว่ามี จิตใจสูงกว่าคน ก็จะรู้สึกสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่เรียกว่าชีวิตมีสัญชาตญาณเป็นเครื่องควบคุม บังคับขับไสอยู่ : ถ้าไม่รู้จักควบคุมสัญชาตญาณ มันก็เป็นไปตามสัญชาตญาณที่ โง่เขลา ที่รู้ผิด ๆ เรียกว่ารู้ผิด ๆ มันก็รู้เหมือนกัน รู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้แล้วมันก็รู้ผิด. เช่น มันรู้ไปในทางเห็นแก่ตัว มีตัว เห็นแก่ตัว อะไร ๆ ก็เพื่อเห็นแก่ตัว, มันก็รู้ผิดถ้าอะไร ๆ ก็เพื่อความถูกต้องและเห็นแก่ผู้อื่น มันก็เป็นเรื่องที่ถูก ; เพราะฉะนั้นเราจึงมีคำเรียก ขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ภาวิตญาณ คือสัญชาตญาณที่พัฒนาแล้ว. สัญชาตญาณเดิม

น.117 แท้ของสิ่งที่มีชีวิตนั้นถูกพัฒนาแล้ว เกิดความรู้สึกที่ถูกต้องขึ้นมา เ ดินไปตามทางที่ ถูกต้อง ก็จะเรียกว่า ภาวิตญาณ, ญาณที่พัฒนาแล้ว คือทำให้เจริญแล้ว. ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณเป็นพื้นฐานของชีวิต ; ถ้าเขา รู้จักมัน ก็พัฒนามันให้เจริญงอกงามขึ้นมาในทางที่ถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า โพธิ, โพธิ : ถ้าไม่ได้รับการพัฒนาหรือพัฒนาผิดมันก็เป็นกิเลส เพราะฉะนั้น กิเลส กับ โพธิ มันก็ออกมาจากสัญชาตญาณด้วยกัน. คำว่า สัญชาตญาณ คำว่า ญาณนั้น แปลว่า ความรู้, ความรู้ที่เกิดเอง ดุ่มด่ำมาเอง จนผิดจนเป็นกิเลส ; นี่ก็เป็นความรู้ที่ เดินมาผิด. ที่นี้ ถ้ามันเป็นความรู้ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมศึกษาทำให้เจริญ เป็น ความรู้ที่ถูก มันก็กลายเป็นโพธิ ; เพราะฉะนั้นอย่าไปเห็นว่าเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน มาแต่ดั้งเดิม, มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณที่ว่า ได้รับการพัฒนาหรือไม่ได้รับการ พัฒนา, หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็ว่า ได้รับการพัฒนาผิดหรือได้รับการพัฒนาถูก. ถ้าได้รับ การพัฒนาผิดก็กลายเป็น สิ่งที่เรียกว่า กิเลส, ถ้าได้รับการ พัฒนาถูกก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าโพธิ, ของเดิมนั้นสิ่งเดียวกัน คือ ความรู้ที่เกิด อยู่เองตามสัญชาตญาณของชีวิต. ถ้าเด็กคนนี้ ได้รับการพัฒนาดี เป็นเด็กไม่ดื้อไม่มี ปัญหา, ถ้าเด็กคนนี้ไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้อง, เป็นเด็กที่ดื้อมีปัญหา นี้มันก็มาจาก สัญชาตญาณเดิม ๆ แห่งความมีตัวตน มีตัวกู ก็อยากดี และก็ต่อสู้หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง เป็นความรู้สึกตามธรรมชาติ. ฉะนั้นถ้าเราจะรู้จักสิ่งนี้กันให้ดี ๆ ก็มีโอกาสที่จะควบคุม มันได้มาก ๆ แล้ววิถีแห่งชีวิตนี้ก็จะดำเนินไปอย่างดีไม่มีปัญหาไม่ต้องฆ่าตัวตายในที่สุด ; ดังนั้นขอให้สนใจเรื่องสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ.

น.118 มีคำว่าสัญชาตญาณเกิดขึ้น. แต่ในทางธรรมหรือในหมู่พุทธบริษัท มีคำ ๆ หนึ่งซึ่งควร จะเอามาพิจารณาและอาจใช้เป็นคำเดียวกันได้ ก็คือคำว่า สันดาน, สันดานเป็นคำเดิม ก็เป็นไปตามการพัฒนา ว่าบรรจุอะไรลงไปในสันดาน บรรจุสิ่งที่ถูกต้องดีงามลงไป มัน ก็มีสันดานดี มันก็ดีขึ้นมา, ถ้าไม่มีการบรรจุหรือบรรจุลงไปผิด ๆ ก็เป็นสันดานเลว สันดานชั่วขึ้นมา, แต่ของเดิมนั้นมีแต่สิ่งที่เรียกว่าสันดาน, สันดาน คำนี้มีใช้ในบาลี เรียกว่า สันดาน, สันดานเป็นสิ่งที่มีมาคู่กันมากับชีวิต, ชีวิตมีสันดาน. สันดานในที่นี้ก็พร้อมที่จะรู้, พร้อมที่จะได้รับการปรับปรุงศึกษาฝึก ฝน แล้วก็ให้ดีขึ้น. พวกที่เขาพูดตามความรู้สึกของเขามีอยู่ พวกหนึ่ง เขาพูดว่า เชื้อ แห่งความเป็นพุทธะ มีแล้วในทุกคน, แล้วยังใน ทุกสัตว์ หรือใน ทุกชีวิตแม้แต่ต้นไม้ด้วย, เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ มีแล้วในทุก ๆ ชีวิต ชีวิตสัตว์ ชีวิตคน คือความรู้ที่จะพัฒนา ไปให้ถูกต้อง นั่นแหละ, ถ้าพัฒนากันได้จริงถูกต้องจริง มันก็กลายเป็นพุทธะ ขึ้นมา . แต่เดี๋ยวนี้สันดานไม่ได้รับการพัฒนา แล้วจะว่าอย่างไร, ไม่รู้สึกด้วยซ้ำไป ว่ามีอยู่ แล้วจะได้รับการพัฒนาอย่างไร, มัน ควรจะรู้สึกกันให้ทั่วถึงว่า มันมีอยู่ และควรจะพัฒนา กันอย่างไร มันก็ จะได้เป็นโพธิ หรือ เป็นพุทธะขึ้นมา. เ มื่อ ไม่ได้พัฒนามันก็เหมือนกับว่าหลับอยู่ ยังหลับอยู่; ทีนี้ ปลุกให้ตื่น และ ทำให้เจริญ จึงเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ความหมาย ของคำว่า พุทธะ ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้นมีความหมายมากที่สุด คือปลุกสันดาน ปลุกสัญชาตญาณในสันดาน หรือตัวสันดาน นั่นแหละ ให้มันกลายเป็นรู้หรือเป็นตื่นหรือเบิกบานขึ้นมา. สรุปความว่า ให้รู้ว่ามันมีสิ่งที่มีธรรมชาติรู้ แต่ยังไม่รู้จะต้องพัฒนา, ถ้า พัฒนาแล้วมันจะรู้, แล้วมันจะรู้จนถึงที่สุด จะเป็นพระพุทธเจ้าในระดับใดระดับหนึ่ง

น.119 ในความหมายใดความหมายหนึ่ง, จะเป็นพุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมาได้ในระดับใด ระดับหนึ่ง. เพราะฉะนั้นขอให้เรารู้ว่า มันมีสิ่งนี้อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน, เราจะได้พัฒนา จะ ได้ทำให้เจริญ, จนกว่ามันจะเจริญถึงที่สุด แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา. มนุษย์คนนั้นจะ หมดปัญหา จะมีความสุข เป็นชีวิตเย็นเป็นนิพพาน. คำว่า นิพพานในความหมาย อย่างนี้ ก็คือชีวิตที่เยือกเย็น. ไม่มีความทุกข์ไม่มีความร้อน จนกว่าจะถึงนิพพานชั้น สมบูรณ์คือหมดกิเลสสิ้นเชิงไปเลย, ในชั้นนี้ โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์จะต้องขวนขวาย จนได้นิพพานในระดับธรรมดาสามัญ คือเป็นชีวิตเย็น. เรื่องชีวิตเย็นระดับธรรมดาสามัญนี้ก็เหมือนกัน เข้าใจว่าท่านทั้งหลายไม่ เคยได้ยิน แล้วท่านทั้งหลายจะไม่เชื่อเหมือนกับคนหลาย ๆ คนที่เขาไม่เชื่อ แล้วเขาว่า อาตมาพูดโกหกหรือว่าเอาเอง ว่านิพพานหมายถึงชีวิตเย็นที่เป็นอยู่ตามธรรมดา ; จะบอกให้รู้เสียเลยก็ได้ว่า ที่พระให้ศีลแล้วสรุปอานิสงส์ว่า สีเลนะนิพพุติงยันติ ถึงนิพพุตะได้ด้วยศีลนั้น ก็คือคำนิพพานนั่นเอง. คำว่า นิพพุตะ ก็คือ คำเดียวกับนิพพาน, ถึงนิพพานได้ด้วยศีล. นิพพุตะ นิพพุติงในที่นี้ก็เป็นเรื่องชีวิตเย็น ยังไม่ถึงกับสิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์, หรือที่ พระสิทธัตถะสมัยที่ยังหนุ่มยังไม่ได้ออกบวช ก็มีคำพูดของคนที่รู้จักเรื่องนี้กล่าวสรรเสริญ พระสิทธัตถะว่า บุรุษนี้เป็นลูกของใคร แม่ของเขาก็จะนิพพุตะ คือเย็นนิพพาน, เป็นลูก ของใครพ่อของเขาก็จะเป็นนิพพุตะคือเย็น, เป็นภัสดาของหญิงใดหญิงนั้นก็จะนิพพุตะหรือ เย็น. คำว่า นิพพุตะ ใช้พูดกันอยู่กลางบ้านกลางถนน คำนั้น เป็นคำเดียวกับคำว่า นิพพาน, เป็นคำกริยาที่มีรูปศัพท์ต่างกนเท่านั้น แต่มีความหมายเดียวกันแท้ ๆ. ชาวบ้าน, ประชาชนแต่กาลก่อนเขารู้จักคำว่า เย็น เย็น กันมาก่อนแล้ว, ถือว่าเป็นความหมายที่ดีที่สุด, สูงสุดก็นิพพานหรือนิพพุตะ, ขวนขวายเพื่อนิพพานหรือ

น.120 เพื่อนิพพุตะ กันทั้งนั้น, นี่เป็นความเย็น. เรื่องเย็นจึงเป็นเรื่องของคนทุกคน, หรือควร จะเป็น สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด. ถ้ามันร้อนแล้วมันก็ไม่น่าดู ไม่น่าปรารถนาอะไรที่ไหน, ถ้าอยู่อย่างเยือกเย็นไปหมด มันก็ควรจะปรารถนา ; แม้ว่าไม่ถึงกับสิ้นกิเลส แต่ อยู่อย่างไม่มีเรื่องร้อน, ไม่มีเรื่องร้อนอกร้อนใจ มีแต่ความถูกต้อง จะมีกิเลสบ้างนิด หน่อยก็ไม่ถึงกับลุกเป็นไฟโพลง ๆ ออกมา โดยปกติเป็นคนเย็น, บางคนมีลักษณะของ ความเย็น. นี้พอสังเกตได้ ว่าผิดกันกับคนอื่นอยู่นะ, ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้บ้าง เขาควบ คุมสันดาน หรือสัญชาตญาณไม่ได้ เขาก็ต้องเป็นคนร้อน, ทำผิดในเรื่องนี้มากก็ร้อนมาก, เตลิดเลยก็เป็นบ้าเลย ตายเลย. เราควรจะรู้จักเรื่องนี้ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนี้ แล้วก็จะได้จัดการ กับมัน ให้ได้รับผลดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะได้รับ, แล้วก็จะเหมือนกับที่คำที่สอนใน บางลัทธินิกาย พุทธศาสนาอย่างมหายาน เขาว่าเชื้อแห่งความเป็นพุทธะมีอยู่แล้วในคนทุก คน เป็นคำพูดที่ควรจะสนใจ, แล้วก็ จะเข้าใจได้ โดยการพิจารณาตามหลักของสิ่งที่ เรียกว่าสัญชาตญาณดังที่กล่าวแล้ว. อาตมาเห็นว่า เป็นเรื่องที่มีค่าควรแก่การ ศึกษา จึงนำมาพูดมาบรรยาย ตั้งใจจะบรรยายเป็นชุดใหญ่สำหรับภาคมาฆบูชานี้. เมื่อได้ปฏิบัติต่อสัญชาตญาณอย่างถูกต้อง จนสัญชาตญาณไม่นำไปใน ทางที่ไม่พึงปรารถนา เรียกเป็นคำกว้าง ๆ ว่า สัญชาตญาณไม่อาจจะนำไปในทางที่ ไม่พึงปรารถนาอีกต่อไป คือพ้นจากอำนาจของสัญชาตญาณ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า วิมุตติ, วิมุตติความ หลุดพ้น, หลุดพ้นจากอะไร ? หลุดพ้นจากการนำไปของ สัญชาตญาณ หลุดพ้นจากอำนาจจากอิทธิพลของสัญชาตญาณคือควบคุมไว้ได้หมดเลย เรียกภาษาโสกโดกว่าอยู่หมัดเลย, ควบคุมสัญชาตญาณไว้ได้อย่างอยู่หมัดเลย. นั่นแหละ มัน หลุดพ้นจากอำนาจของสัญชาตญาณ ก็เรียกว่า วิมุตติ, ก็อยู่เหนืออำนาจของ สัญชาตญาณโดยประการทั้งปวงเช่นนี้แล้ว ก็เรียกว่า โลกอุดร, โลกุตตระ หรือโลก

น.121 อุดร อยู่เหนือโลก. ถ้ายังเป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ ก็คือเป็นไปตามโลก แห่งความโง่เขลา, ไม่รู้อะไร นอกจากจะรู้ไปตามสัญชาตญาณ ซึ่งเห็นแก่ตน-เห็นแก่ ตน - เห็นแก่ตน, แล้วก็ เป็นไปเพื่อความทุกข์ทั้งนั้น. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้ก็ จะได้พูดกันเป็นพิเศษในวันนี้ โดยหัวข้อว่า สัญชาตญาณกับ กิเลส เพื่อจะให้รู้จักสัญชาตญาณและกิเลสยิ่งขึ้นไปอย่างเพียงพอ. นี่ก็พูดมาแล้ว หยก ๆ นี้ ว่า สัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ไม่ได้ ลุอำนาจแก่สัญชาตญาณ นั้น ก็เรียกว่า กิเลส, ถ้าควบคุมได้ เป็นความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมา ก็ เรียกว่า โพธิ. กิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน. ผู้มีปัญญาบางคนพูดว่า กิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน ; แต่ถ้าคนมันโง่เกินไป มันเชื่อไม่ได้, เข้าใจว่าคนที่ศึกษามาอย่างแคบ ๆ นั้น จะไม่ยอมเชื่อว่ากิเลสกับโพธิเป็น สิ่งเดียวกัน. ถ้ามองเห็นลึกซึ้ง อย่างที่ว่ามาแล้วก็จะเห็นว่า กิเลสก็คือสัญชาตญาณ ที่ควบคุมไม่ได้, โพธิก็คือสัญชาตญาณที่ควบคุมได้. ที่ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ก็คือ มันเป็นสัญชาตญาณด้วยกัน อันหนึ่งที่มันควบคุมไม่ได้หรือมันอบรมมาผิด, อันหนึ่ง ควบคุมได้อบรมมาถูก ; ถ้ามองลึกลงไปก็จะเห็นว่า กิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน. พูด อย่างนี้แล้วจะถูกด่ามารอบตัว ผู้รู้ในเมืองไทยไม่ยอมรับ ผู้ที่อ้างตัวรู้ธรรมะในเมืองไทย จะไม่ยอมรับ กับผู้ที่พูดว่ากิเลสกับโพธิเป็นสิ่งเดียวกัน, แล้วเขาก็จะด่า, แล้วอาตมา ก็รวมอยู่ในพวกผู้ที่ถูกด่าด้วยเหมือนกัน. แต่ก็ไม่ได้เอามายืนยันให้ท่านทั้งหลายยอมรับ เพื่อจะเป็นผู้ถูกค่า แต่เอามาเพื่อให้เห็นว่า ให้ดูให้ดีเถอะว่า เรามีความรู้โดยสัญชาตญาณ

น.122 สำหรับจะรู้เท่านั้น, มันสำหรับจะรู้ไปตามสัญชาตญาณ ให้มัน เดินถูกทาง มันก็ ไม่เป็นอันตราย, ถ้าเดินผิดทางก็เป็นอันตราย. ยกตัวอย่าง ง่ายๆ สักเพียงเรื่องเดียว สัญชาตญาณแห่งความรัก - รักตัว - รักตัวเองนี่เป็นสัญชาตญาณที่เด่นชัด ; ถ้ามัน รักตัวผิด ๆ มันก็เห็นแก่ตัว, ก็เอา เปรียบผู้อื่น ก็ข่มเหงผู้อื่น เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ; ถ้า รักตัวอย่างถูกต้อง มันก็ ไม่ทำอย่างนั้น ก็ทำให้ตัวเองเจริญรุ่งเรืองอยู่ไปได้โดยสบาย. แต่ว่า ความรักตัว นั้นเป็นพื้นฐาน เป็น ของสัญชาตญาณ, มันก็เลยมามีว่า รักอย่างถูกต้อง หรือ รักอย่างไม่ถูกต้อง. เราจึงศึกษาเรื่องนี้ เพื่อว่าจะใช้ควบคุมกระแสแห่งสัญชาต- ญาณ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ทุกสัญชาตญาณเท่าที่จะนำเอามาศึกษากันได้. ทีนี้จะพูดสัญชาตญาณฝ่ายที่เป็นกิเลสก่อน แล้ววันต่อไปก็จะพูดเรื่องสัญ- ชาตญาณฝ่ายที่จะพัฒนาให้เป็นโพธิ วันนี้จะพูดเรื่อ ง สัญชาตญาณที่เป็นฝ่ายกิเลส ก่อน. โลภะ โทสะ โมหะ มาจากสัญชาตญาณเดิม. พอพูดว่ากิเลส กิเลส ท่านทั้งหลายถ้าเป็นผู้คงแก่เรียนแล้ว ก็รู้ได้เองว่า คำว่ากิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ, ก็ได้ยินมามากแล้ว ถ้าพูดถึงกิเลสแล้วต้องเข้าใจได้ว่า เล็งถึง โลภะ โทสะ โมหะ, มันเป็นความรู้สึกของสิ่งที่มีชีวิต . โลภะ หรือ ราคะ ก็เรียก นี่ ตัวเดียวกัน คือมัน จะเอา, โทสะหรือโกธะ นี้มันก็ ตัวเดียวกัน คือมัน จะทำลาย, โมหะ นี้ มันก็เป็นเรื่องที่ ไม่รู้จะทำอย่างไร สงสัยอยู่ ก็ได้, วนอยู่รอบสิ่งนั้น หรือโง่ ต่อไป พูดว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน.

น.123 ถ้าเป็นเรื่องของ โลภะต้องการจะเอา คือจะดึงเข้ามาหาตัวเอามาเป็นตัว เป็นของตัว, กิเลสประเภทนี้มันก็คือสัญชาตญาณของการมีตัว มีตัวกู ยืนอยู่เป็น ประธาน : ถ้ารู้สึกว่าสิ่งนี้มันบำเรอแก่ตัวกู มันเป็นผลดีแก่ตัวกู มันเป็นอะไรแก่ ตัวกู มัน ก็อยากจะได้, ความรู้สึกก็เป็นไปตามสัญชาตญาณนั้น คือเอาเข้ามาหาตัว ดึงเข้ามาหาตัว, มีลักษณะดึงเข้ามาหาตัว เอามาไว้เป็นของตัว. ถ้าว่าสิ่งที่เข้ามากระทบ มาสัมผัสนั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น มัน ตรงกันข้าม คือมัน เป็นลักษณะที่ไม่น่าพอใจ หรือมา ขัดขวางตัว จะมาทำลายตัว, ความรู้สึก ทางสัญชาตญาณมันก็เปลี่ยนเป็นอยากจะทำลาย นั่นคือพวกโกะพวกโทสะ. ถ้าว่านั้นมันไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์แก่กู หรือไม่เป็นประโยชน์แก่กู, มัน ยังรู้สึกไม่ได้ว่า จะเป็นประโยชน์แก่กูหรือจะไม่เป็นประโยชน์แก่กู, แต่ก็น่าจะมีค่า น่าจะ สนใจ, มันก็เลย สงสัยแล้วก็วนอยู่รอบ ๆ ไม่กล้าเอาเข้ามาหรือไม่กล้าผลักออกไป. พูดอย่างภาษาวัตถุก็คือว่า อย่างหนึ่งมันอยากจะดึงเข้ามา ด้วยอำนาจ ของสัญชาตญาณคือโลภะหรือราคะ, อย่างหนึ่งมันอยากจะผลักออกไปหรือทำลาย เสียให้พินาศ ด้วยอำนาจของสัญชาตญาณที่เป็นโทสะหรือโกธะ, ส่วน อีกอันหนึ่ง มันยังสงสัยคือยังโง่ต่อไป มันก็ได้แต่วิ่งวนอยู่รอบ ๆ ไม่มีอาการที่จะดึงเข้ามาหรือผลัก ออกไป. ท่านทั้งหลายที่ไม่ได้เคยสนใจกับเรื่องวัดเรื่องว่า คำพูดเรื่องวัดเรื่องวาแล้ว ก็ได้ยินคำว่า โลภะ โทสะ โมหะ ก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนพวกไหนก็ไม่รู้ คนบ้าคนบอ อะไรก็ไม่รู้, เราไม่ต้องสนใจเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ. แต่ที่จริงมันเป็นเรื่องความโง่ ของตนนั่นเอง ของคนนั้นเอง. ทุกคนที่มัวแต่นั่งรู้สึกไปตามสัญชาตญาณ ; สิ่งที่น่ารัก

น.124 น่าพอใจเข้ามา ก็เกิดโลภะดึงเข้ามา, สิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่าพอใจไม่น่าไว้ใจ ก็เกิดโทสะผลักออก ไปหรือทำลายเสีย, อะไรที่ยังไม่แน่ก็สนใจอยู่นั่นแหละ สนใจอยู่นั้น วนอยู่รอบ ๆ นั้น. นี่คือคำ โลภะ โทสะ โมหะ. ถ้าพูดในแง่ของจิตวิทยาธรรมดา ๆ แล้วก็พูดได้อย่างนี้ ว่า ความรู้สึกที่ดึงเข้ามาหาตัวเพราะถูกใจ คือโลภะหรือราคะ แล้วแต่จะเรียก; ถ้า มัน หนักไปในทางเรื่องเพศก็เรียกว่าราคะ, ถ้ามัน หนักไปในทางธรรมดา ๆ ก็เรียก ว่าโลภะ, โดยหลักทั่วไปเป็นอย่างนี้, แต่ก็ไม่แน่ทีเดียวมันใช้แทนกันได้. ถ้าว่าความ รู้สึกนั้นมันไม่รู้สึกว่าจะเป็นผลดีแก่ตัว แต่จะเป็นอันตรายแก่ตัวหรือไม่น่าไว้ใจ หรือ ว่าทำลายประโยชน์ของตัวชัด ๆ อย่างนี้ ก็เกิดความรู้สึกโทสะ โกธะ หรือโกรธหรือ ประทุษร้ายขึ้นมา, ถ้าว่ายังไม่แน่ว่าจะเอาอย่างไร ก็เก็บไว้ก่อน ด้วยความสนใจ, มีความสนใจ. ขอให้ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่สังเกตดี ๆ ว่า มันมีอย่างนี้หรือเปล่า ? ความรู้สึก ในชีวิตจิตใจของท่าน มันมีความรู้สึก ๓ ประการนี้อยู่หรือเปล่า ? นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ มันก็ออกมาจากสัญชาตญาณพื้นฐานดั้งเดิม คือความมี ตัวตน, ความเห็นแก่ตน, ความรักตน, ความเอาเปรียบผู้อื่น, สัญชาตญาณแห่งการกิน อาหาร แห่งการหนีภัย แห่งการต่อสู้ อะไรก็ตาม มันทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมา ตามสมควรแก่กรณี, มันแล้วแต่ว่ากรณี ไหนมันมีสัญชาตญาณอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ที่สุด. ขอให้มองเห็นว่า กิเลสโดยตรงเนื่องกันอยู่กับสัญชาตญาณอย่างนี้. สัญชาตญาณกับกรรมกิเลส. ที่นี้ก็มาถึงเรื่องที่เรียกกันว่า กรรมกิเลส คือศีล ๔ ข้อแรก ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ, ๔ อย่างนี้เรียกว่ากรรมกิเลส กรรมที่ทำด้วยกิเลส หรือ กรรมโดยกิเลส.

น.125 ข้อที่ ๑ ฆ่าสัตว์ มันก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณของความรู้สึก ถ้า ว่าโดยทั่วไปต่ำลงไป โดยพื้นฐาน ก็สัญชาตญาณแห่งการต้องการอาหาร อย่างนี้ ลิงมันก็จับปูเบี้ยวกิน ก็เป็นการฆ่า; แต่ถ้าไม่ใช่พื้นฐานอย่างนั้น มันก็ เรื่องของการ เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ประโยชน์ของตัว, เห็นแก่เกียรติยศชื่อเสียงของตัว. นี่คือเป็น สัญชาตญาณที่รุนแรง มันก็ฆ่าผู้อื่นได้โดยง่ายเหมือนว่าเล่น . ปาณาติบาตมาจาก สัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัวทั้งนั้น, สัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัว, เป็นสัญชาตญาณ แม่บท เป็นที่รวบรวมแห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย ; แม้ว่าชาวนาจะต้องทำนา มันก็ต้อง ทำด้วยความเห็นแก่ตัว อยากจะมีชีวิตของตัว อยากจะเลี้ยงตัว มันก็เป็นสัญชาตญาณและก็ เป็นเหตุให้ทำนา ซึ่งจะต้องทำให้มีการฆ่าอยู่ในการทำนา, คือว่าเมื่อไถนาจะมีสัตว์ใน รอยไถตายมากเหมือนกันเรียกว่า ทำปาณาติบาตโดยไม่เจตนา ฆ่าสัตว์โดยไม่เจตนา มันก็มาจากสัญชาตญาณ. ข้อที่ ๒ อทินนา ลักทรัพย์ ถือเอาสิ่งที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ก็เป็นเรื่อง ของสัญชาตญาณแห่งตัวตนหรือของตน เห็นแก่ตน. พูดง่ายๆ ว่าสัญชาตญาณแห่ง การเห็นแก่ตน มันจึงไปลักทรัพย์ของเขามา, เห็นแก่ตนจนขี้เกียจนอนเสียดีกว่า ไม่ทำงาน นี้ก็เห็นแก่ตนจึงได้ขี้เกียจและนอนเสีย. เมื่อไม่มีอะไรจะกินขึ้นมาก็ไป ขโมย ก็เลยเป็นผลงอกงามออกไป เพราะสัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตน, สัญชาตญาณ แห่งความต้องการอาหาร ที่ไปขโมยเขามาบำรุงบำเรอตนไม่ใช่เป็นเรื่องจำเป็นนะ มันก็ เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมันเห็นแก่ตน. ข้อที่ ๓ กาเมสุ มิจฉาจาร, สัญชาตญาณแห่งความเห็นแก่ตัว ทำไป อย่างพรวดพราด อย่างรอไม่ได้, ไม่กลัวแก่ความชั่ว หรือสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ที่เขาปะไว้ด้วยกามารมณ์ ที่ธรรมชาติปะไว้ด้วยกามารมณ์, หลงใหลในกามารมณ์ บูชา

น.126 กามารมณ์ ก็ทำกาเมสุ มิฉาจาร เนื่องด้วยสัญชาตญาณแห่งกามารมณ์ในการสืบพันธุ์, หรือที่จะทำกันด้วยเรื่องอย่างอื่น มันก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ. ถ้ามันโกรธมันแค้น มันจะแก้แค้น หรือจะสบประมาทคนนั้นคนนี้ พ่อแม่ของลูกสาว ฉุดลูกสาวไปทำอนาจาร ก็เพราะว่า สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวซึ่งควบคุมไว้ไม่ได้, ต้องการจะแสดง อำนาจของตัวจะอวดตัว อะไรก็มี ล้วนแต่ทำบาปข้อนี้ได้. ข้อที่ ๔ สัญชาตญาณแห่งการมุสาวาท มันก็ เป็นเรื่องที่เห็นแก่ ตัว เพราะว่า มุสาวาทนั้นทำไปเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนั้น ; ถ้า มิได้ทำไปเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เราไม่เรียกว่ามุสาวาท ; เช่นเขาเป็นผู้พูด ตลกคะนอง พูดเพ้อเจ้อ พูดขบขันพูดอะไรไปอย่างนี้ ไม่ใช่มุสาวาท. มุสาวาทแปลว่า ใช้คำพูดเป็นเครื่องดึงดูดหรือขโมยเอาประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว โดยวิธีใดก็ตาม นี้มันเห็นแก่ตัวอยู่ชัด ๆ, สัญชาตญาณของการเห็นแก่ตัวทำให้มุสาวาท เพื่อให้ เกิดประโยชน์ขึ้นแก่ตัวหรือพรรคพวกของตัว, เช่นเป็นพยานเท็จ. นี่ กรรมกิเลส ๔ ประการนี้ก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณที่บังคับไม่ได้, ความรู้สึกที่เป็นพื้นฐานอยู่ในจิตในสันดานบังคับไม่ได้ ก็ทำให้เกิดการกระทำอย่างนี้ขึ้นมา. นี้เรียกว่ากรรมกิเลส ๔ ประการ. ถ้าจะเพิ่มเข้าไปอีกอย่างหนึ่ง ดื่มน้ำเมาเป็นข้อที่ ๕ คือศีล ๕ ความ ทุศีลทั้ง ๕ นั้น ดื่มน้ำเมานั้นคิดดูให้ดีว่า มันดื่มอยู่ได้ด้วยเหตุอะไร, บางคนก็จะสังเกต ได้เองว่า ดื่มแล้วมันครึ้มใจ มันสบาย มันถูกบำเรอด้วยฤทธิ์ของน้ำเมา, มันรู้สึกเหมือน กับมีผีหรืออะไรมาขับกล่อมให้มันสบายที่สุดเมื่อมันดื่มน้ำเมา. ถ้าอย่างนี้ก็ ก็เป็นสัญชาต ญาณแห่งการต้องการให้มีการบำเรอ มาจากการมีตัวและต้องการให้ตัวได้รับ การบำเรอ แล้วมันก็ทำอะไรคล้าย ๆ กันนี้ได้ทุกอย่าง ซึ่งจะไว้พูดถึงเรื่องอบายมุขดีกว่า

น.127 พูดกันถึงเรื่อง การดื่มน้ำเมา แล้วก็ เป็นสัญชาตญาณแห่งการต้องการขับกล่อมทาง จิตทางวิญญาณ ซึ่งผิด ๆ ซึ่งทำไปอย่างผิด ๆ จนกลายเป็นทาสของน้ำเมา เลยวินาศไป เลย ควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ไว้ไม่ได้. นี่เรียกว่ากรรมกิเลสทั้ง ๔ ประการ, แล้วเพิ่ม อีก ๑ เป็น ๕ เป็นทุศีลทั้ง ๕. สัญชาตญาณกับอุปกิเลส ๑๖. ทีนี้ก็ขอชักชวนให้ท่านทั้งหลายมองดูให้ละเอียดลงไปอีก ถึงกิเลสระดับที่ ไม่รุนแรง ก็เรียกว่าอุปกิเลส แต่ก็เป็นกิเลสเหมือนกัน ถ้าเคยเรียนนักธรรมมาแล้ว ก็จะพบหมวดที่เรียกว่าอุปกิเลส ๑๖. ข้อที่ ๑ คือ อภิชฌา วิสมะโลภะ โลภเกินควรเรียกว่าอภิชฌา, สัญชาตญาณแท้ ๆ มันเพียงแต่ต้องการอาหารเท่าที่จำเป็น เช่นสัตว์เดรัจฉานไม่ต้องการ เกินจำเป็น, เว้นแต่สัตว์เดรัจฉานบางชนิดที่มียุ้งมีฉาง เช่นมดเช่นปลวกเป็นต้น สัตว์ เดรัจฉานทั่วไป เช่นวัว เช่นควายนี้ ไม่มียุ้งไม่มีฉาง ก็ไม่ต้องการเกินจำเป็น กินแต่พออิ่ม ท้อง. ความโลภเพ่งเล็งในเรื่องอาหารมันก็ยังไม่มี, แต่ครั้นคนนี้ มาถึงคนนี้มันควบคุม สัญชาตญาณอันนี้ไว้ไม่ได้ มันก็เลยต้องการเกินจำเป็น ก็ต้องมีการสะสม มียุ้งมีฉาง. นี้ก็เลยเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งทำให้แย่งชิงกัน แข่งขันแย่งชิงกัน, หรือว่าโลภเกิน จำเป็นนี้ มันเป็นเพราะมีความคิดชนิดที่สูงไปกว่าสัญชาตญาณ. นี่เรียกว่าควบคุม สัญชาตญาณไว้ไม่อยู่ มันก็เดินไปผิดทางตามแบบของมัน แรงขึ้นกว่าธรรมดาเดินไปผิด ทาง คือแรงไปกว่าธรรมดา ต้องการมากเกินกว่าความจำเป็น เป็นอภิชฌา รวมถึงความ ยินดีอย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ ด้วย.

น.128 ที่เรียกว่าโลภะ ก็คือโลภะด้วยกัน แต่ไม่มีคำว่าเพ่งเล็งเกินจำเป็น โลภะ ชื่อ ๆ โลภะทื่อๆ โลภะธรรมดาสามัญเพราะเห็นแก่ตัวก็โลภะ ต้องการการบำเรอตัว ต้อง การจะอวดมั่งอวดมี จะอวดอะไรก็ตาม มันก็มีเรื่องของโลภะเข้ามา. ข้อที่ ๒ โทสะ โกรธ ประทุษร้ายเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรที่ขัดขวางต่อ ประโยชน์ของตัว, เพราะมีสัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัว. ข้อที่ ๓ โกธะ คือ โกรธแผดเผาหัวใจของตนอยู่ตามลำพัง ร้อน เป็นไฟอยู่ ระงับไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัว, เพราะรู้สึกว่ามันดูถูกเรา เป็นศัตรู ของเรา. ข้อที่ ๔ อุปนาหะ ผูกความแค้นไว้ ผูกความโกรธความแค้นไว้ ก็เป็น เรื่อง เนื่องมาจากมีความรู้สึกเป็นตัว. ข้อที่ ๕ มักขะ ลบหลู่บุญคุณ อันนี้มันก็เป็นเรื่องของที่เกินไปของ ความมีตัว จนลืมผู้ที่มีบุญคุณ. ข้อที่ ๖ อิสสา คำว่า อิจฉาริษยา ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้. ทำไมจึงต้องอิจฉา ริษยา เพราะว่าตัวกูไม่อยากให้ใครดีกว่า หรือว่าตัวกูมันอยากจะดีกว่าคนอื่น ก็อิจฉาริษยา แล้วมันก็เลยไปถึง. ข้อที่ ๗ ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน. ข้อที่ ๘ มัจฉริยะ ความตระหนี่ ความไม่อยากให้ปั่น ก็เพราะความ เห็นแก่ตัว ความอยากที่มาจากอิจฉาริษยา มันก็ป้องกันไม่ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น. ข้อที่ ๙ มายา มารยาแสดงมารยา เพราะตัวมันหาทางออกเพื่อประโยชน์ แก่ตัว หรือเพื่อป้องกันตัว หรือเพื่ออะไรก็ตาม, แสดงมารยา. อยากจะพูดว่าระวังให้ดี

น.129 คำว่ามารยา กับคำว่า มารยาทดูจะคล้ายกับตะเภาเดียวกัน. คนทำมารยาก็แกล้งทำ, คน รักษามารยาทก็แกล้งทำ, ต่อหน้าคนเท่านั้นที่มันรักษามารยาท. ระวังให้ดี มันจะเป็น เรื่องของตัวกูเสียนั้นเรื่องมารยาท. ถ้ามารยาทที่แท้จริง มันจะเป็นเรื่องของโพธิ แต่ ทีนี้ถ้ามารยาทกันแต่ต่อหน้าคนเท่านั้น แล้วมันเป็นอันเดียวกับมารยา, มารยากับมารยาท มาตะเภาลำเดียวกัน. โดยอำนาจของสัญชาตญาณขอให้ระวังให้ดี. ข้อที่ ๑๐ สาเลยยะ นี้ ความโอ้อวด สัญชาตญาณแห่งการโอ้อวด มีตัวตนและต้องการจะโอ้อวดตนหรือของตน. สัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น, คนยิ่งทำเป็นกัน ใหญ่มันจึงเกิดแฟชั่นแต่งเนื้อแต่งตัวที่แปลก ๆ สวยงามออกไปไม่มีที่สิ้นสุด, ต้องการจะ อวด แม้แต่การแต่งเนื้อแต่งตัว การกินการอยู่ แม้แต่การพูดจา มันก็โอ้อวด, จนเขา รำคาญ มันก็ไม่รู้สึกตัว เพราะสัญชาตญาณข้อนี้มันผลักดันมากเกินไป. ข้อที่ ๑๑ ถัมภะ หัวดื้อ นี่เห็นชัด เด็กหัวดื้อเพราะมันถือตัว มันเห็น แก่ตัว, สัญชาตญาณแห่งการมีตัวกู มันดันทุรัง มันไม่ยอม, ผิดก็ไม่ยอม, ถูกก็ไม่ ยอม, มันยืนกระต่ายขาเดียว มันเป็นเรื่องคนหัวดื้อ. ข้อที่ ๑๒ สารัมภะ นี่ คนบิดพลิ้ว สารัมภะนี้เขาแปลกันว่าแข่งดีหรือ อะไรก็ไม่ทราบ. แต่อาตมาอยากจะแปลว่าบิดพลิ้ว ถูกก็บิดพลิ้ว, ผิดก็บิดพลิ้ว, การ งานก็บิดพลิ้ว หน้าที่ต่าง ๆ ก็บิดพลิ้ว เพื่อจะต่อสู้ป้องกันตัว เรียกว่า สัญชาตญาณ แห่งการป้องกันต่อสู้ มันก็บิดพลิ้ว, บิดพลิ้วซึ่ง ๆ หน้า, แล้วก็มีมาก มีมากจนจะเป็น ของธรรมดาไปในเรื่องการบิดพลิ้ว ไม่รับสารภาพ เป็นต้น. ข้อที่ ๑๓ มานะ ถือตัว คือ ตีราคาตัว นี้ตัวเองดี ตัวเองดีด้วยกิเลส ของตัว มันจึงดีเกินเสมอ, มันจึงยกตัวไว้ในระดับที่ว่าสูงกว่าใคร ๆ. แม้จะอยู่ในระดับที่

น.130 ต่ำกว่า มันก็ยกตัวสูงกว่า, นี่ เพราะสัญชาตญาณแห่งการมีตัว ต้องการจะยกตัว, ต้องการจะอวดตัว. ข้อที่ ๑๔ อติมานะ ดูหมิ่นผู้อื่น นี่ระวังให้ดี การดูหมิ่นผู้อื่นนั้นอาจ เกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุปัจจัยอะไรมากมาย มัน เป็นสัญชาตญาณ มันเกิดมาจากสัญชาต- ญาณ, มั นไม่มีเหตุปัจจัยอะไรมากมาย แต่มันก็ดูหมิ่นผู้อื่นได้ เพราะยกตัวไว้สูง เกินไป. ข้อที่ ๑๕ มทะ เลินเล่อมัวเมา มัวเมาในเรื่องชีวิตเป็นอยู่ มัวเมาใน เรื่องสบายดี, มัวเมาในสิ่งที่มัวเมากันอยู่. พูดอย่างความจริงอย่างแท้จริง ความตายมีอยู่ แล้วในความเกิด แต่คนก็มัวเมาในความเกิด มัวเมาในความเกิด, โดยโง่ไปไม่รู้ว่า ความ ตายมันมีอยู่แล้วในความเกิด มันมัวเมาในความเกิด มัวเมาในความไม่มีโรค ทั้งที่โรคมัน มีอยู่แล้วในความไม่มีโรค, เป็นผู้มัวเมาในสิ่งที่ตัวมองไม่เห็น. นี่เรียกว่ามัวเมากันโดย ไม่รู้สึกตัวและเป็นมาก มัวเมาในความไม่ตาย ทั้งที่ความตายมีมาแล้วในความเกิด มัวเมา ในความไม่มีโรคทั้งที่โรคมันมีอยู่แล้วในความไม่มีโรค และมัวเมาทุกอย่าง เพราะมันมี สัญชาตญาณแห่งความมีตัว ตามความรู้สึกของมันเอง จึงไม่มีความรู้สึกที่จะยอมตาย หรือยอมเจ็บไข้ ว่าเป็นของธรรมดา คิดหวังอยู่แต่ว่าจะไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ตาย, หรือว่าความ เสื่อมลาภมันก็มีแล้วในความมีลาภ มันก็มัวเมาในลาภโดยไม่รู้ว่าความเสื่อมลาภมันก็มีอยู่ แล้วในลาภนั่นเอง และทั้งที่สิ่งเหล่านี้มันทรมาน ทรมานบุคคลผู้มัวเมาอยู่เสมอ ก็ไม่ มีใครรู้สึกมองเห็นและรังเกียจ นี่จึงยังคงมัวเมาอยู่ด้วยความลุ่มหลงของสัญชาตญาณแห่ง ตัวตน. ข้อที่ ๑๖ ข้อสุด ท้ายเรียกว่า ปมาทะ คือ ประมาท แปลกออกไปก็คือว่า ความ ขาดสติ ขาดสติคือไม่มีความรู้ที่ถูกต้องสำหรับจะต้องระลึกไว้เป็นสัมปชัญญะ.

น.131 ความรอดความถูกต้องนั้นก็ต้องมีปัญญารู้ว่า อะไรเป็นอะไรอยู่ตามที่เป็นจริง เช่นเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นเป็นความจริงมีอยู่. ถ้ารู้ข้อนี้ก็เรียกว่ามีปัญญา นี้พอเหตุ อะไรเกิดขึ้น เช่นเกิดเรื่องทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางไหนก็ตาม มันก็ ไม่มีสติ ที่จะไปเอาปัญญามาควบคุมสถานการณ์ มันก็เลยไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีสมาธิ ไม่มีสัมปชัญญะ. ไม่มีอะไรหมดเลย. การควบคุมจิตต้องใช้หลักธรรมะ ๔ ประการ. ตามธรรมดาข้อนี้สำคัญมาก อยากจะให้ทุกคนรู้ไว้เป็นหลัก ว่าเราจะต้อง มีปัญญาที่รู้อยู่เป็นเดิมพันหรือเป็นต้นทุน รู้ว่าอะไร เป็นอะไร อะไรเป็นอะไรนี้, ศึกษา ๆ อบรม ๆ ปัญญา พอกพูนปัญญาอยู่เป็นประจำ พอมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ซึ่งจะฉิบหายหรือ จะเป็นตายหรือจะเสียหายอะไรก็ตาม, มีสติไปเอาปัญญานั้นมาทันกับเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น มาช้าก็ไม่มีประโยชน์ ต้องมาทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น. ปัญญาที่ สติเอามานั้นมัน ก็มีอาการรู้สึกตัว รู้สึกตัว รู้สึกตัว ผิดไม่ได้ คือปัญญานี้จะควบคุมอยู่อย่างแน่นอน แน่นแฟ้นเรียกว่า สัมปชัญญะ, แล้วก็มีสมาธิ คือมีจิตแน่วแน่ที่สัมปชัญญะนี้จะทำงาน ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกว่าจะหมดเรื่อง. ช่วยจำคำสี่คำนี้ไว้ให้ดี ๆ ว่า สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ หรือจะ เรียงจำง่าย ๆ ว่า สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญาก็ได้, เวลาปฏิบัติหน้าที่การงาน นั้น มัน แล้วแต่ลำดับไหนจะลำดับอย่างไร แล้วแต่เหตุการณ์, แต่โดยหลักทั่วไปนั้น เราจะต้องมีสติ ระลึกทันควันไปเอาความรู้ที่ถูกต้องคือปัญญามา, ปัญญายืน ควบคุมสถานการณ์อันนี้อยู่ เรียกว่าสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่, มีสมาธิ ใช้กำลังใจอย่างแน่วแน่มั่นคง คือให้ปัญญาทำหน้าที่ตัดปัญหา ให้รู้ตามที่เป็นจริง

น.132 แล้วไม่ทำอะไรให้ผิดพลาด มีอำนาจของสมาธิกำลังจิตทั้งหมดทั้งสิ้น. ทุกเรื่องจะต้อง มีสี่อย่างนี้จึงจะรอดตัว. ถ้าสติไม่ค่อยพอ ก็ฝึกฝนให้มีสติ; เช่นทำกัมมัฏฐานชนิดที่ทำให้มีสติ เช่นทำอานาปานสติ เป็นต้น ; เมื่อฝึกเข้าไปแล้วสติก็จะมากพอและเร็วพอ, แล้ว ปัญญาก็พิจารณา. ในการทำกัมมัฏฐาน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าไม่พอก็ปฏิบัติ สมาธิ ฝึกกัมมัฏฐานที่ทำให้มีสมาธิ ; แต่โดยธรรมชาติมันมักจะพอของมันเอง, ถ้ามีปัญญาเท่าไรสมาธิก็จะมีเท่านั้น, มีสมาธิเท่าไรมีปัญญาเท่านั้น. ความเข้มแข็งแห่งจิต ก็พอทำหน้าที่ ถ้าไม่พอก็ต้องฝึกเฉพาะสมาธิ, การใช้สัมปชัญญะนั้นก็เป็นความฉลาด, การทำให้มีสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาก็เป็นอุบาย ก็ต้องฝึกด้วยเหมือนกัน. ครั้งแรก หรือครั้งที่หนึ่งอาจพ่ายแพ้หรือล้มละลาย, ครั้งที่สองก็ไม่ให้พ่ายแพ้ ถ้ากำลังของสติมัน มากพอ มันก็สร้างสัมปชัญญะขึ้นมามากพอ. ขอยืนยันว่า เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงป้องกันได้ด้วย ธรรมะ สี่ประการนี้, เผอิญว่าธรรมะทั้งสี่ประการนี้ ฝึกเอามาได้จากการปฏิบัติระบบที่เรียกว่า อานาปานสติ ๑๖ ขั้น. อานาปานสติภาวนามีหลายชนิด อย่างอานาปานสติในมหาสติ บัฏฐานสูตรนั้นไม่พอ ต้องอานาปานสติชนิดที่มาในอานาปานสติสูตรโดยตรงมี ๑๖ ขั้น; ถ้าปฏิบัติอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนี้แล้ว จะมีครบหมด มีพอและมีเหลือใช้ด้วยซ้ำไป, จะมี สติสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา อบรมไว้มากพอที่จะใช้ในทุกเหตุการณ์. ฉะนั้นการที่จะมา ทำสมาธิวิปัสสนานั้น ถ้าทำถูกต้องแท้จริงมันมีผล มหาศาล, ไม่ใช่เป็นเรื่องสำหรับหัวเราะเยาะกันเล่น, ขอให้เข้าใจ. ถ้าเรา ไม่มีสติหรือ สติไม่พอ หรือสติมันช้างุ่มง่ามอย่างนี้ ก็ ต้องฝึกอานาปานสติ, ถ้าไม่มีสัมปชัญญะ

น.133 ก็ฝึกอานาปานสติ, เพราะการฝึกอานาปานสตินั้นต้องใช้สัมปชัญญะตลอดเวลา มันคุ้น เคยกันกับการใช้สัมปชัญญะ, ถ้าไม่มีสมาธิก็ฝึกอานาปานสติ เพราะมันฝึกสมาธิ อยู่ตลอดเวลาในแง่ของสมาธิ, แล้ว ในแง่ของปัญญานั้น ก็มีอยู่บางขั้นตอน ขั้นตอน ที่พูดถึงปัญญา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ก็มีอยู่เต็มที่. พระพุทธเจ้าท่านทรง แนะว่า อานาปานสติภาวนานี้ถูกต้อง เหมาะสมดีกว่าระบบใดหมด, และพระ- พุทธเจ้าเองก็ปฏิบัติระบบนี้ : ระบบอานาปานสติภาวนา. นี้เราพิสูจน์ดูตัวเราเองว่า มีไหม มีพอไหม มีเร็วทันท่วงทีไหม ? ไม่พอ ก็ใช้ไม่ได้ มาช้าก็ใช้ไม่ได้, มีน้อยไปก็ใช้ไม่ได้. นี้จะทำอย่างไร ? สำหรับ คนทั่วไป ที่อยู่ที่บ้าน ก็ฝึกฝนอยู่ในตัว ๆ ที่ จะต้องกระทำกิจการงานที่ทำอยู่, จะ เป็นนักเรียน จะเป็น ครูบาอาจารย์ จะเป็น ชาวไร่ชาวนาพ่อค้า ขอให้รู้จักสิ่งทั้ง ๔ นี้ แล้วมันจะเรียกร้องมา แล้วก็จะมีมาก ขึ้น : สติระลึกไม่ได้ ระลึกช้าไป เอ้า ฉิบหายหมด, หรือสติระลึกมาได้แต่มันไม่อยู่. สัมปชัญญะ มันไม่มีก็หายหมด ความรู้ไม่พอนั้นก็ยิ่งลำบาก ต้องศึกษาไว้ให้เป็นประจำ ให้ความรู้มันเพียงพอ. ที่นี้ ถ้ามีปัญญาพอ สมาธิก็จะพอ อยู่ด้วยอำนาจของปัญญา ความเป็นสมาธินี้มันเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ความที่มันจะรวม กำลังจิตเป็นอย่างเดียวเพื่อต่อสู้สถานการณ์อย่างนี้ มันก็มีอยู่ในสัญชาตญาณเอามา ปรับปรุงให้มันมากพอ, ให้มันมากพอ ; แม้แต่สัตว์เดรัจฉานเมื่อมันจะทำอะไรจริงจัง, มันก็มีการทำด้วยสมาธิ ดูให้ดีซิ. แม้แต่ควายแท้ ๆ ที่มันจะชนกัน มันก็ชนกันด้วยกำลัง ของสมาธิ, แต่มันเป็นสมาธิของควาย, มันไม่พอใช้ มันจะต้องทำให้เป็นของคน. เด็ก ๆ ที่ จะเล่นหยอดหลุมทอยกอง ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าสมาธิทั้งนั้น จึงจะ โยนลงหลุมได้, หรือมัน จะยิงธนูยิงศรยิงอะไร มันก็ต้องมีสมาธิตามธรรมชาติมาช่วย

น.134 อย่างเพียงพอ, อย่าง จะยิงหนังสติ๊ก นี่ถ้าไม่มีสมาธิอย่างเพียงพอมันยิงไม่ได้. แต่ถ้าลงมือ ยิง สมาธิตามธรรมชาติมันมาเอง; ถ้าไม่พอก็ต้องฝึก ๆๆ จนพอ, สมาธิตาม ธรรมชาติอย่างนี้ก็เป็นสัญชาตญาณ ด้วยเหมือนกัน เพราะมันมาเอง ; แต่ยังไม่พอ ใช้ในการที่จะต่อสู้กับกิเลสและความทุกข์ ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนโดยเฉพาะให้มันดี ให้มันมากยิ่งขึ้น. สมาธิไม่พอ สติไม่พอ สัมปชัญญะไม่พอ ปัญญาไม่พอ คนนั้นจะ ตกนรกทั้งเป็น, นี่กล้าพูดอย่างนี้เลย ถ้าอยู่อย่างสติไม่พอ สัมปชัญญะไม่พอ สมาธิ ไม่พอ ปัญญาไม่พอ มันจะมีเรื่องไม่มีที่สิ้นสุด, จะมีเรื่องยุ่งยากลำบาก ซึ่งเป็น ๆ กันอยู่ โดยมาก; ลืมนั่นลืมนี่ ลืมปิดประตู ลืมลูกกุญแจไว้ในห้อง, ออกมาแล้วเข้าไม่ได้ต้อง งัดประตู มันเป็นเรื่องที่ไม่พอหรือมันขาดสติ ขาดสมาธิ ขาดสัมปชัญญะ. ฉะนั้น เมื่อทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดหนึ่ง ก็อย่าพูดว่าไม่เป็นไร ; ไม่เป็นไรนั้นเขาไว้พูดใน กรณีอย่างอื่น. แต่ในกรณีข้อแก้ตัวอย่างนี้อย่าใช้เลย, ทำถ้วยแก้วตกแตกใบหนึ่งก็ว่า ไม่กี่สตางค์ ไม่เป็นไร, นั้นมัน จะจับใส่ลงไปในนรก, ความไม่เป็นไรมันจะมาก ขึ้น ๆ จนมันทำอะไรไม่ได้ ; แม้ที่สุดแต่ว่า ทำแก้วน้ำแตกใบหนึ่งต้องเสียใจให้มาก ๆ, ถ้าเสียใจมาก ๆ แล้วมันจะดีขึ้น ละอายให้มากๆ, แล้วมันก็จะดีขึ้น. แต่คนไม่ละอายมัน กลับแก้ตัว, มันกลับเถียง มันไม่ละอาย. อย่างนี้มันก็มากขึ้น ความประมาท ความ สะเพร่า ความเลินเล่อ มันก็มากขึ้น คือ สติมันไม่มี, ฉะนั้นเรื่องลืมเล็กลืมน้อย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องลืมเล็กลืมน้อย ถ้าไม่ลืมมันดีกว่า คือมันมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้ามี ปัญญาด้วย มันก็จะรู้จักวิธีที่จะป้องกันไม่ให้ลืม. ชีวิตอยู่ด้วยสติ สัมปชัญญะ สมาธิและปัญญาอย่างยิ่ง; แต่คน ทั่วไปไม่ยอมรับ, ว่าเป็นเรื่องของคนอยู่วัด เป็นเรื่องของคนแก่ เป็นเรื่องของคนบ้า ๆ บอ ๆ คนโง่, ไปกินเหล้าดีกว่า มันตัดบทกันเสียอย่างนี้, ไม่ได้ฝึก ไม่ได้ทำอะไร

น.135 ชนิดที่จะให้เจริญ ในทางที่จะควบคุมสัญชาตญาณ, ควบคุมไม่ได้สัญชาตญาณมันก็ แสดงบทบาทเต็มที่ จนคนนั้นเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น. ลองอยู่อย่างขาดสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา เถอะ มัน จะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นแหละ. ขอฝาก ไว้ด้วย ; นี่คือเรื่องสัญชาตญาณกับกิเลสมันเป็นอย่างนี้. สัญชาตญาณกับกิเลสกาม. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึง กิเลสกาม คำว่า กามมี ๒ ความหมาย คือ วัตถุกาม และ กิเลสกาม กิเลสกาม นั่นแหละเป็นตัวกาม วัตถุกามไม่ใช่ตัวกาม, เป็นอุปกรณ์ แต่มันมีความหมายขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลสกาม. สัญชาตญาณแห่งการต้องการการ บำเรอตน ต้องการให้มีการบำเรอตน ก็แสวงหา ก็ไปติดพันพอใจหมายมั่นในสิ่งซึ่งเป็น อุปกรณ์ของความรู้สึกทางกาม, โดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ สิ่งที่เรียกว่ากิเลสกาม นั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเพศ, ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้คนตกอยู่ใน อำนาจแล้วก็พอใจที่จะทำ ; เพราะฉะนั้นคนจึงบูชากาม บูชาความรู้สึกทางกามเหมือน กับบูชาพระเจ้า, หรือยิ่งกว่าบูชาพระเจ้า ก็ลองถามตัวเองดูตรง ๆ คนหนุ่มคนสาวทั้งหลาย ถามตัวเองตรง ๆ ว่าจะเลือกเอาพระเจ้าหรือจะเลือกเอากิเลสกาม. ถ้าเขาให้เลือกจะเลือก เอาพระเจ้าหรือเลือกเอากิเลสกาม นั่นแหละมันเป็นเครื่องแสดงชัดอยู่แล้วว่า คนทั่วไป ที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา ของเรื่องนี้ แล้วก็บูชากิเลส กาม หรือ บูชากามยิ่งกว่าพระเจ้า เขาจึงทำไปตามอำนาจของกิเลสกาม, ทำความวินาศ ให้แก่ตัวเอง. เขาจะพอใจในความลุ่มหลงในกาม ยิ่งกว่าที่จะมาลุ่มหลงในธรรมะ เรื่อง มันจึงต้องกลับกันว่า จะบูชาธรรมะคือความถูกต้องแล้วไม่บูชากิเลสกาม.

น.136 สำหรับพัศดุกามวัสดุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านี้มัน เป็นของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ; ถ้าไม่มีสัญชาตญาณแห่งการบูชากามารมณ์มาแล้ว มันก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร, ก็ขอให้สังเกตเถอะว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านี้มัน ก็มีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. แต่ถ้าไม่มีกิเลสกามเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณนั้นแล้ว มันก็ ไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดชอะไร. รูปสวยหรือรูปไม่สวยก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร, เสียงเพราะหรือ ไม่เพราะก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร, กลิ่นหอมหรือเหม็นก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร. ทุกอย่างจะไม่มี ความหมาย ถ้าไม่มีกิเลสกามเข้ามาเป็นสิ่งที่ต้องการ. นี่ อำนาจของสัญชาตญาณที่มากอยู่ด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ ก็ทำให้ เลือกพอใจเลือกไม่พอใจ. พอใจในสิ่งที่ตรงกับสัญชาตญาณต้องการ, ไม่พอใจ ในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่สัญชาตญาณต้องการ : ในที่นี้เรียกว่ากิเลสเสียดีกว่า สัญชาตญาณ ในรูปนี้ก็คือกิเลส นั่นเอง ก็มาช่วยทำให้วัตถุตามธรรมดาไม่มีอะไรมาก่อนเกิดมีความ หมายขึ้นมา, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมชาติ ธรรมดาเป็นอัพยากฤต ไม่มี ความหมาย ว่าดีว่าชั่ว ว่าสุขว่าทุกข์อะไร, แต่พอกิเลสกามเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็มี ความหมายเป็นอย่างรุนแรงขึ้นมา, แล้วแต่ว่ามันตรงกับความต้องการของกิเลส หรือ ไม่ตรงกับความต้องการของกิเลส. ถ้าตรงก็เกิดความรัก ความพอใจ ความหลงใหล, ถ้าไม่ตรงก็เกิดโทสะ โกธะ โหดร้ายรุนแรงอะไรขึ้นมา, มัน ก็เนื่องมาจากสัญ- ชาตญาณเดิมเดิมที่มีอยู่ในสันดาน. ที่มันประกอบด้วยอวิชชาแล้วก็ทำไปอย่างหนึ่ง, ถ้าประกอบขึ้นด้วยวิชชา อบรมเสียใหม่ให้ประกอบด้วยวิชชามันเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้นเราจงรู้จักความจริงข้อนี้ว่า เรามีปัญหาเรื่องกิเลสกามและวัสดุกามนี้กัน อยู่ ทุกคนตลอดเวลา ; เพราะว่าเราควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ไม่ได้ จึงควรจะหยิบ ขึ้นมาค้นคว้าศึกษาพิจารณาอยู่จนรู้จักมันดี.

น.137 มันน่าประหลาดที่ว่า สิ่งเหล่านี้มันสิงอยู่ในสันดาน, มันสิ่งอยู่ที่ไหน มัน สิงอยู่ยิ่งกว่าในจิตใจ ต้องใช้คำว่าสันดาน สันดานมันไม่รู้จะแปลว่าอะไร แต่จะพอจำกัด ความหมายได้ว่าส่วนลึกสุดของระบบจิตใจ ส่วนลึกสุดของระบบจิตใจเรียกว่าสันดาน เป็นที่กักตุน เป็นที่รวบรวม เป็นที่อะไรสำหรับเป็นคุณสมบัติของจิตใจเรียกว่าสันดาน. สันดานอยู่ที่ไหน มันไม่มีคำที่จะพูดให้สมกันกับที่ว่ามันมีอยู่ในตัวคน, ในส่วนลึกของ คน อยู่ในสิ่งที่เรียกกันอย่างหยาบคายว่าในหัวกะโหลก ในกระบาลในอะไรนั่นแหละ ; แต่มันก็ยังไม่พอ, มันควรจะพูดให้ลึกกว่านั้น แล้วเราก็ไม่รู้จักก็แปลว่า จิตนี้ไม่ได้รับ การศึกษาฝึกฝนอบรมพอ ที่จะให้รู้จักสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับจิต หรืออยู่ในสันดาน หรือส่วนลึกของจิต. เราจึงแก้ไขอะไรไม่ได้ ; แม้แต่จะทิ้งบุหรี่ก็ไม่ได้ แม้แต่จะ ทิ้งเหล้านี้ก็ทำไม่ได้ ถ้ามันไม่รู้ความจริงของสิ่งเหล่านี้. หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะเพิ่มความสนใจกันขึ้น ในสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ เมื่อควบคุมมันไม่ได้ มันก็เกิดความเลวร้าย ก็ควรจะละอายให้มาก กลัวให้มากละอาย ให้มาก กลัวให้มาก เมื่อควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้ ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ. นี้คือหิริ โอตตัปปะ ชั้นสูงสุด ชั้นแท้จริงและสูงสุด คือ ละอาย เมื่อควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้ กลัวอันตรายเมื่อควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้, ไม่ต้องเกี่ยวกับคนภายนอก, เรื่องคน ภายนอกเป็นเรื่องเล่นละคร ; หิริโอตตัปปะเล่นละครนั้นใช้ไม่ได้ ต้องเป็นหิริ โอตตัปปะแท้จริง รู้สึกอยู่ภายในจริงๆ. ละอายเมื่อควบคุมสัญชาตญาณ ไม่ได้, แล้วกลัวอันตรายเมื่อควบคุมสัญชาตญาณไม่ได้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ไม่เท่าไรก็จะเลื่อนขั้น เลื่อนชั้น เลื่อนชั้นจนเป็นพระอรหันต์ไม่ทันรู้ตัว, คือ จะไม่มีการทำที่มันผิดหรือ ชั่วร้ายใต้อำนาจของสัญชาตญาณ. ถ้าจะรู้จักควบคุมสัญชาตญาณให้จิตนี้ อยู่ เหนือความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่ได้คือกิเลส, แล้วมัน กลายเป็นโพธิมาก ขึ้น ๆ เรื่องก็จะจบลงไป เพราะการควบคุมจิตใจได้ทุกอย่างทุกประการตามที่ควรจะ

น.138 ควบคุม, เรียกว่า ควบคุมจิตได้ ฝึกฝนจิตได้ ใช้จิตอย่างถูกต้อง ตั้งดำรงจิตไว้อย่าง ถูกต้อง เพราะว่าเรารู้เรื่องนี้. นี่หวังว่าเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณนี้คงจะเป็น ประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายที่ ไม่เคยสนใจ. อาตมาพูดไม่ใช่ดูถูกท่านทั้งหลาย ว่าไม่รู้จักและไม่เคยสนใจ, มันก็จะเป็น จริงอย่างนั้นด้วย ไม่เคยรู้และไม่เคยสนใจ แล้วก็พาลหาผิด ๆ ไป ว่าธรรมะเป็นเรื่อง ครึกระ. ธรรมะนั่นแหละเป็นเครื่องที่จะควบคุมสัญชาตญาณ ให้มีธรรมะไว้ให้ เพียงพอ สำหรับควบคุมสัญชาตญาณ แล้วกิเลสและอันตรายทั้งหลายที่จะเกิดจาก สัญชาตญาณก็จะหมดไป . จะอยู่กันอย่างผาสุก มีชีวิตเย็นเป็นนิพพาน เย็นอยู่ ตลอดเวลาในที่ทุกสถาน. การบรรยายในวันนี้เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ต้องขอยุติการบรรยาย, และขอร้องให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้เอาเอง ; เพราะอาตมาจำเป็นจะต้อง บรรยายไปตามแนวที่ได้วางไว้. บางทีฟังครึ่งท่อนครึ่งเดียวมันไม่พอ ก็ไปปะติดปะต่อ เข้าใหม่, หวังว่าท่านทั้งหลายจะมีความสามารถ ที่จะควบคุมสัญชาตญาณได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายสวดบทพระธรรม สำหรับ เป็นเครื่องส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรม เพื่อควบคุมสัญชาตญาณนั่นเอง สืบต่อไป ในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต