Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๕ — สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ)

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.139 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจ ในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๕ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงกล่าว เรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม, และมีหัวข้อย่อยเฉพาะใน วันนี้ว่า สัญชาตญาณกับกิเลส ซ้ำกับหัวข้อที่แล้วมา เพราะว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ, คือเรื่อง สัญชาตญาณกับกิเลสนี้ยังไม่จบ, ต้องการจะพูดให้จบ จึงต้องขอพูดอีกครั้งหนึ่ง. [ทบทวน ปรับความเข้าใจ.] ทีนี้ ก็อยาก จะปรับความเข้าใจกับท่านทั้งหลายส่วนมาก ที่ไม่ได้ฟัง มาตั้งแต่ต้น เพิ่งจะมาจับฟังเอาในครั้งนี้ ก็จะมีความสงสัยเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณ ว่า ทำไมต้องเอาเรื่องสัญชาตญาณมาพูด, อย่างนี้เป็นต้น. นี่ก็ขอตอบว่า เรื่องสัญชาต- ญาณนั่นแหละเป็นตัวการแห่งปัญหา ที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ มันมาอยู่ใน ๑๑๐

น.140 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๑๑ รูปของสิ่งที่เราเรียกว่ากิเลส, สัญชาตญาณที่เราควบคุมไว้ไม่ได้นั่นแหละ คือ สิ่งที่เรียกว่ากิเลส แล้วกิเลสมันมีปัญหาอย่างไรก็คิดว่าคงจะรู้จักกันดี. ดังนั้นจึงพูด ด้วยคำธรรมดาที่ชาวบ้านทั่วไปเขาพูดกัน และค่อนข้างจะเป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ ว่า สัญชาตญาณ. ขอให้เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ ในฐานะที่เป็นปัญหาของ มนุษย์ ; ถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน. ถ้าควบคุม ได้ก็จะสบายดี และดียิ่ง ๆ ขึ้นไป, ถ้าตัดขาดได้ก็เป็นพระอรหันต์ : นี่เรื่องของ สัญชาตญาณมันมีใจความสำคัญอย่างนี้. ทีนี้ก็จะยกตัวอย่าง ที่มันเป็นปัญหาให้ท่านทั้งหลายที่มาใหม่ ๆ นี้ฟังว่า เรา มีสัญชาตญาณ คือความรู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เนื่องมาในชีวิต ติดอยู่ในชีวิต มาด้วยกันกับชีวิต, ไม่ต้องมีใครมาสอน ก็ทำเป็น, ก็ทำเป็น นั่นแหละเรียกว่า สัญชาตญาณ. ดูอย่างต่ำ ๆ ที่สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็ ทำอะไรเป็น โดยไม่ต้องมี ใครสอน ; อย่างแม่ไก่ไม่ได้สอนลูกไก่ ลูกไก่ เกิดมา ๒-๓ วัน ก็ เขี่ยเป็น อย่างนี้ เป็นต้น, หรือ ลูกแมว เ กิดมาได้ ๒-๓ วันก็ ขู่ฟ่อ ๆ เป็น เมื่อใครเข้าไปหาเข้าไปดู มันต่อ สู้ มันเป็นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้, หรือว่า นกมันทำรังเป็น โดยไม่ต้องมีใครสอน ทำสวยเสียด้วย แล้วทำเหมือนกันหมดแหละ. นกชั้นพิเศษ เช่น นกกระจาบที่ทำรัง เป็นเหมือนกับห้องหับ นั้น มันก็ไม่ต้องมีใครสอนมันก็ทำได้ นี่เป็นตัวอย่างของ สัญชาตญาณอันมากมาย ว่ามันทำได้เอง มันคิดได้เอง. สัญชาตญาณที่เป็นหลักสำคัญที่สุด ก็คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาได้เอง ว่ามีตัวเรา ว่ามีตัวเรา, สัญชาตญาณแห่งตัวตน มันคิดนึกรู้สึกได้เอง ว่ามีตัวเรา. เด็กทารก นี่พอโตขึ้นพอสมควร ก็มีความคิดนึกรู้สึกได้ว่าตัวเรา ถ้าโกรธจัดเข้าก็ตัวกู ตัวเราของเรา ตัวกู-ของกู ไม่ต้องมีใครมาสอน; ครั้นมีเรื่องมาให้รัก คือมันมี ตัวกู แล้วมันก็เห็นแก่ตัวกู, ถ้าอะไรมาดี มาทำดี เกื้อกูลแก่ตัวเราตัวกู มันก็รัก, รักได้

น.141 โดยสัญชาตญาณ ; เช่นสัตว์เดรัจฉานที่เราเลี้ยงไว้ มันรักเจ้าของได้โดยที่ว่ามันได้รับ ประโยชน์แก่ตัวมัน มันก็รักได้, ถ้ามีอะไรที่มาทำให้โกรธ มันก็โกรธได้หรือโกรธเป็น เด็กทารกก็โกรธเป็น โดยไม่ต้องมีใครสอน ถึงสอนก็สอนไม่ได้ มันก็โกรธเป็น เด็ก ทารกน้อย ๆ แล้วก็มัน มีอะไรมาทำให้เกลียด มนก็เกลียด, มีอะไรมาทำให้กลัว ที่น่ากลัว มันก็กลัว โดยที่ว่าไม่ต้องมีใครมาสอน ; ฉะนั้นเด็กทารกจึงกลัวสิ่งที่น่ากลัว ได้มากขึ้น มากขึ้น, เพียงเท่านี้มันก็เป็นปัญหายุ่งยากแล้ว. สิ่งที่มาทำให้รักก็รัก, ที่ทำ ให้โกรธก็โกรธ, ทำให้เกลียดก็เกลียด, ทำให้กลัวก็กลัว, มันมีปัญหาสักเท่าไร. ที่นี้ มันยังมี ที่จะทำให้วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หึงหวง. คำเหล่านี้เป็นคำสำคัญคือคำง่าย ๆ แสดงสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป รู้สึกกันอยู่ทั่วๆ ไป, คือความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ความ อิจฉาริษยาความหึงความหวง. เอาเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษา ว่า ทำไมเราจึง ควบคุมมันไม่ได้, เราไม่อยากจะโกรธ, แต่แล้วมันก็ควบคุมไม่ได้ มันก็ต้องโกรธ, มันเข็ดพันต่อความโกรธ แต่แล้วมันก็ห้ามความโกรธต่อไปไม่ได้ ก็เพราะว่าอำนาจ ของสัญชาตญาณ. มีคนมาถามปัญหามาก ว่า ทำไมจะละความโกรธได้ ? เพราะไม่รู้จก ควบคุมสัญชาตญาณอันนี้มันก็จะไม่ได้ ; ฉะนั้นจะต้องฝึกกันให้ควบคุมได้, คือ รู้จักมันให้ดี, สัญชาตญาณที่ทำให้รัก ให้ โกรธ ให้ เกลียด ให้ กลัว ให้ วิตกกังวล ให้ อาลัยอาวรณ์ วิตกกังวลอาลัยอาวรณ์มันทรมานจิตใจเหลือประมาณ, แต่แล้วก็ ละไม่ได้ เพราะมันมีอยู่ในสัญชาตญาณแห่งตัวตน มันมีตัวตนมันเห็นแก่ตน ต้อง การจะพิทักษ์ถนอมตน ทำความปลอดภัยให้แก่ตน นั่นแหละปัญหาของสัญชาตญาณ.

น.142 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๑๓ นี้ถ้าว่า เราควบคุมมันไม่ได้ มันก็เกิดรุนแรง จนเหมือนกับว่ามีไฟมาเผา เดี๋ยวความรักเกิดขึ้นเป็นปัญหา, เดี๋ยวความโกรธเกิดขึ้นเป็นปัญหา เป็นความร้อน, แล้วความเกลียดความกลัวเกิดขึ้นเป็นปัญหา ; ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ของคนแก่ เป็นปัญหาสักเท่าไร คนแก่ ๆ ก็คงจะรู้จักดี. ความอิจฉาริษยานี้ มักจะไม่ค่อยมองว่า มันเป็นนรกชนิดหนึ่ง เกิดง่ายที่สุด เกิดไม่ทันรู้, มันเป็นสัญชาตญาณ ซึ่งแม้แต่สัตว์- เดรัจฉานมันก็มีนะ. สังเกตดูให้ดี ๆ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็อิจฉาริษยากันเป็น, แล้ว มันก็หึงหรือหวงเป็น มันไล่ตีผู้อื่นไม่ให้มาแสดงอาการเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ที่นี่. อย่างนี้ ทำเป็นแม้แต่ไก่ แม้แต่แมว แม้แต่สุนัข ; นี้ก็เรียกว่า ด้วยอำนาจของสญชาต- ญาณ. ขอให้ดูให้ดีๆ ให้ละเอียดลออ ให้เข้าใจว่า มันเป็นเรื่องปัญหาของชีวิต โดยหลักพื้นฐาน อยู่อย่างนี้ ; ถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็ยิ่งเป็นมากกว่าธรรมดา, มีความ รักมากกว่าธรรมดา มันก็เป็นบ้า ชนิดหนึ่ง, โกรธเกินกว่าธรรมดา มันก็เส้นโลหิตแตก ตาย, ความเกลียดความกลัวที่มากกว่าธรรมดา ก็หาความสุขไม่ได้, ความอาลัยอาวรณ์มัน ทรมานคนมาแล้วสักเท่าไร. จงศึกษาจากสิ่งนั้น ๆ โดยตรง ไม่ใช่ศึกษาจากหนังสือ ไม่ใช่ศึกษาจากคำพูด, จ ะต้องศึกษาจากสิ่งนั้นๆ โดยตรงให้รู้จักมัน ว่าถ้าควบคุม มันไม่ได้จะเป็นอย่างไร, นี้ถ้าว่า ควบคุมได้ มันก็ไม่เป็นมาก, มันก็เป็นแต่พอทน ได้ หรือพอรำคาญนิดหน่อย, ถ้าควบคุมได้ถึงที่สุด มันก็สบายดี. นี้ ถ้าเปลี่ยนกระแสของมันเสียได้ มันก็ยิ่งดี ยิ่งขึ้นไปอีก; เช่น สัญชาตญาณที่มีตัวตน ก็รู้จักให้มีตัวตนในสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้ ที่ควรจะเป็น ประโยชน์ได้, หรือว่าถ้ามันจะรัก แทนที่มันจะไปรักในเรื่องของกิเลส ก็ มารักในเรื่อง ที่ควรรัก, รักบิดามารดา ครูบาอาจารย์ รักพระพุทธเจ้า รักอะไรให้ถึงที่สุด เหมือนกับที่ มันมีความรักในเรื่องกิเลส.

น.143 ความโกรธ ก็เหมือนกัน มัน ควรจะพัฒนา หรือใช้กระแสของความโกรธ ไปโกรธศัตรูที่แท้จริง ไม่เพียงแต่ไปโกรธเพื่อนมนุษย์ที่จะต้องอยู่ร่วมโลกกัน, ศัตรู ที่แท้จริงก็คือพญามาร. พญามารนี่ให้ความยุ่งยากลำบากทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลา ควรจะโกรธพญามารนั่นแหละให้ถึงที่สุด แล้วจองล้างจองผลาญมันเสียให้ได้. ความเกลียด ก็เหมือนกัน ทำไมจะต้องไปเกลียดสิ่งที่มันไม่ได้รู้เรื่องราว อะไร, ทำไมไม่เกลียด สิ่งที่น่าเกลียดที่สุด คือกิเลสที่มีอยู่ในตน, ความผิดความบก พร่องของตน นั้น มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุด. ความกลัว ทำไมจะไปกลัวเรื่องผีสางชนิดที่ว่ามันหลอกไม่มีตัว ที่ น่ากลัว จริง ๆ คือกิเลส ทำไมไม่กลัว, ความทุกข์ทำไมไม่กลัว ใช้สัญชาตญาณแห่งความกลัวให้ ถูกต้อง มากลัวสิ่งที่ควรกลัวมันก็มีผลขึ้นมา. ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ก็เหมือนกันแหละ ทำไมต้องไปวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์, เปลี่ยนไปวิตกกังวลในสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้เสียซิ, หรือความดี อาลัยอาวรณ์ในความดี ที่ได้ทำขึ้นมา แล้วมันกำลังจะเปลี่ยนไป ก็ดึงเอา ไว้ให้ได้อย่าให้มันไป. ความอิจฉาริษยา นี่มัน เป็นเรื่องของความโง่เขลาที่สุด พอเกิดขึ้นก็ เผาผลาญคนนั้น โดยที่คนถูกอิจฉาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป, ก็เปลี่ยนมาอิจฉาริษยาสิ่งที่ควร อิจฉาริษยา โดยเฉพาะก็คือกิเลสนั่นอีกแหละ, หรือพญามาร ควรอิจฉาริษยาพญามาร ที่มาเป็นคู่แข่ง คู่ทำความลำบากยุ่งยากให้แก่เรา. ถ้าจะหึงจะหวง ก็ควรจะหวง สิ่งที่มันควรจะหวง คือสิ่งที่จะเป็นที่พึ่ง ได้ เอาไว้ก่อนนี่ ; หมายความว่ามันจะได้มีแรงมากขึ้น, ความรักเรื่องของกิเลสมัน

น.144 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๑๕ แรงมาก ดึงเอามาใช้เป็นความรักในสิ่งที่ควรจะรัก, มันก็จะได้รักบิดามารดายิ่งกว่ารักชู้ รักแฟน. ความรักที่มันแสนจะมากนั้นเปลี่ยนเอามาใช้รักในสิ่งที่ควรจะรัก, โกรธเกลียด กลัวก็เหมือนกัน ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นอันตราย ทรมานเราอยู่ทุกวัน. นี่ ควร จะโกรธจะเกลียดจะกลัว จนถึงกับทำลายล้างให้หมดไป. นี่เรียกว่า เป็นการ เปลี่ยนกระแส หรือ sublimate กระแสอันรุนแรง ของสัญชาตญาณ ให้มาในฝ่ายที่จะ ถูกต้อง ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไปว่า สิ่งที่เป็นอันตรายเขาเอามาใช้ให้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์. เช่น น้ำท่วม ถ้ามันท่วมมันก็วินาศ ; แต่ถ้า เปลี่ยนมาใช้หมุนเครื่องไฟ ฟ้าเสีย มันก็กลายเป็นมีประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่มีอำนาจร้ายกาจรุนแรง นั่นแหละ เรา เปลี่ยนเสีย ให้มันมาทำกันกับสิ่งที่ทำแล้วจะมีประโยชน์; ถ้าทำ ผิดไป มันก็เป็นเรื่องของกิเลส มันก็เกิดทุกข์เกิดโทษเหลือประมาณ. ฉะนั้นจึงเป็น สิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เป็นศิลปสูงสุดที่ควรจะมี, คือ เปลี่ยนกระแสของสิ่งที่เป็น สัญชาตญาณ ให้มาถูกต้องกับกระแสแห่งธรรมะ, มีกำลังของสัญชาตญาณทั้งหมด ทั้งสิ้น มาใช้ในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิต. นี่ดู ๆ แล้วมันก็น่าหัว ที่ว่า สัญชาตญาณทั้งหลายมันเป็นสิ่งที่คู่กันมา กับชีวิต, ชีวิตไม่มีสัญชาตญาณแล้วมันมีมาไม่ได้. มันเป็นมาไม่ได้ ถ้ามันไม่มีสัญชาต- ญาณแห่งการเห็นแก่ตัว มันก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้, มันก็ทำสะเพร่าพลั้งเผลอจนชีวิต แตกสลายไป. เดี๋ยวนี้มัน มีสัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัว มันก็ถนอมชีวิตไว้ได้. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร มันต้องกินอาหาร, ถ้าควบคุมไว้ได้ มัน ก็กินแต่พอดี, มันไม่กินอาหารชนิดที่ทำให้ผู้กินนั้นเดือดร้อนทีหลัง. สัญชาตญาณ ที่เกี่ยวกับอาหาร จะสะสมอาหาร จะมีอาหาร จะอะไรทุกอย่างที่มันเกี่ยวกับอาหารนี่ ทำเสียให้มันถูกต้อง ก็เรียกว่าควบคุมไว้ได้, หรือเปลี่ยนกระแสของมันให้เดิน ถูกทาง.

น.145 สัญชาตญาณแห่งความกลัว ก็กลัวสิ่งที่ควรกลัว, สัญชาตญาณแห่งการ ต่อสู้ ก็เอามาใช้ต่อสู้กับสิ่งที่ควรจะต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกิเลส, ไม่ใช่ไปตาม อำนาจของกิเลส แล้วไปอิจฉาริษยาใคร, แล้วก็ก่อเวรขึ้นแล้วก็ต่อสู้ อย่างนี้มันก็ วินาศกันทั้งสองฝ่าย. สัญชาตญาณแห่งการรักตน ก็รักตนให้มันถูกทาง อย่าให้ตามใจตน อย่าให้บำรุงบำเรอตนด้วยอำนาจของกิเลส รักตนให้ถูกทางให้ถูกเรื่อง. สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน, อย่าพัฒนาจนเป็นบ้า. คำว่าพัฒนา ๆ นี้ มันมีความหมายกำกวม คือมันแปลว่ามากขึ้น ๆ เท่านั้นแหละ เรียกว่าพัฒนา, ใน ภาษากรีกคำว่าพัฒนาคือ progress นั้นแปลว่าบ้า. คำว่า Progress แปลว่าบ้า นักเรียน นักศึกษาช่วยกันจำไว้ด้วย progressive คือขี้บ้ามักบ้า; ฉะนั้นก็ต้องรู้จักพัฒนามากขึ้น ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ ; ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็อย่าให้มันมากดีกว่า มันเท่าเดิมดีกว่า. แต่เดี๋ยวนี้เอาละเป็นอันว่าจะพัฒนา ก็พัฒนาชนิดที่มันไม่ต้องเกิดปัญหา, แต่ให้มันเกิด ความสงบสุข. สัญชาตญาณแห่งการบำเรอตนนี้ มันเป็นสัญชาตญาณ ติดมาในชีวิต ต้องการให้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาบำเรอตน, เด็กคลอดออกมาเท่านั้นแหละ มันต้องการ การ บำเรอตนโดยธรรมชาติ มันต้องมีการบำเรอการขับกล่อมการอะไรเรื่อยมา จนมันเติบโต ก็ยังต้องการบำเรอตนอยู่นั่นแหละ. ทีนี้เราก็ รู้จักบำเรอในลักษณะที่ถูกต้อง, อย่า ให้บำเรอชนิดที่ได้เปรียบแก่กิเลส คือสัญชาตญาณที่มันเจริญอยู่ด้วยอวิชชา, ให้มันเป็น สัญชาตญาณที่เจริญอยู่ด้วยปัญญา หรือด้วยวิชชา, มันก็จะรู้จักหาสิ่งบำเรอตน ประเล้า ประโลมตนถูกต้องและมีประโยชน์.

น.146 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๑๗ ขอโฆษณา อีกหน่อยโฆษณาบ่อย ๆ เรื่องโรงมหรสพทางวิญญาณที่มีอยู่ ที่นี่, ที่รู้จักกันดีว่าโรงหนัง. นี่เราก็ มุ่งหมายจะให้สนองสัญชาตญาณแห่งการประเล้า ประโลมใจ คือจิตต้องการประเล้าประโลม ช่วยไม่ได้ ต้องมีแน่นอน มันช่วยไม่ได้ การประเล้าประโลมใจหรือสิ่งประเล้าประโลมใจนั้น มันเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ขาดไม่ได้. เดี๋ยวนี้เขาพูดกันแต่ปัจจัย ๔ เท่านั้น ; เรื่อง อาหาร เรื่อง นุ่งห่ม เรื่อง ที่อยู่อาศัย เรื่อง หยูกยาแก้ไข้ พูดกันแต่ปัจจัย ๔. อาตมาบอกไม่พอไม่ครบ ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่าง หนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ก็คือสิ่งประเล้าประโลมใจ; ถ้าขาดเสียมันก็ไม่มีความสงบสุข มันจะกระวนกระวาย ; ฉะนั้น ต้องได้สิ่งประเล้าประโลมใจเข้ามาเป็นปัจจัยที่ ๕. ทีนี้เขาก็มีสิ่งประเล้าประโลมใจชนิดที่ส่งเสริมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำฝ่ายความ รู้สึกที่เป็นกิเลส, ก็ประเล้าประโลมใจกันแต่เรื่องกามารมณ์. เดี๋ยวนี้ เราจะมีสิ่งประเล้า ประโลมใจชนิดที่มิใช่กามารมณ์, แต่เป็นสิ่งที่ทำความพอใจให้ได้มากเท่ากัน คือ สิ่งที่ ทำให้จิตใจสะอาด สว่าง สงบขึ้นมา, เป็นความสุขเป็นความพอใจชนิดใหม่ นี่คือสิ่งประเล้าประโลมใจ. ฉะนั้น ถ้ารู้จักใช้โรงมหรสพทางวิญญาณให้ถูกต้อง ท่านก็จะได้รับสิ่งประเล้าประโลมใจอย่างเพียงพอแล้ว, ไม่มีอันตรายมีแต่คุณ ประโยชน์โดยส่วนเดียว ; เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงยิ่ง ๆ ขึ้นไปเป็นปัจจัยแก่พระ นิพพานไปเลย, เป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้ เรามันมุ่งหรือ รู้จักกันแต่ในสิ่งประเล้าประโลมใจเพื่อกิเลส, มันก็เป็นอย่างไร เงินก็ไม่พอใช้, แล้วก็เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ; เพราะว่าการประเล้าประโลมใจทำนองนั้นไม่รู้จักอิ่มจักพอ, ไม่มีวันอิ่มวันพอ เงินก็ ไม่พอใช้, แล้วก็ต้องคดโกง ในที่สุดก็ต้องไปอยู่ในคุกในตะรางเป็นอันมากด้วย. ฉะนั้น มีสิ่งประเล้าประโลมใจที่ถูกต้อง คือความสงบสุข แต่มันชิมยาก ของสิ่งนี้หรืออาหารนี้

น.147 ชิมได้ยาก ; แต่ถ้าชิมได้แล้ว ชิมได้จริงแล้ว ก็จะพอใจ จะไม่กลับไปชอบสิ่งเลวร้าย เรื่องของกิเลสอีกต่อไป. มีคนพูดว่า พวกที่ติดเฮโรอีน ทิ้งมาได้แล้ว ไม่เท่าไรมันก็กลับไปเสพเฮโรอีน อีก, มันบังคับไว้ไม่ไหว เพราะมันไม่มีสิ่งอื่นทดแทน. สิ่งประเล้าประโลมใจคือเฮโรอีน นั้น มันมีความหมายมาก มีกำลังมาก พอละมันเสียแล้วไม่เอาอะไรมาทดแทน มันก็ต้อง กลับไปหาอีก ; เพราะฉะนั้นรักษากันไม่หวาดไหว. ถ้าหากว่าได้มาทำจิตใจให้สงบ สุขเป็นปกติโดยสมาธิพื้นฐานทั่วไป ให้จิตใจมันสงบเย็น เป็นปกติ เป็นที่พอใจ อย่างยิ่ง มันก็ พอใจอยู่กับความสุขชนิดนี้, แล้วมันก็ไม่กลับไปเสพเฮโรอีนอีก. นี่เห็นได้ไหมว่าสิ่งประเล้าประโลมใจนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, มันต้องมี เพราะว่ามัน เป็นความรู้สึกของสัญชาตญาณ. ฉะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย รู้จักสิ่งประเล้าประโลมใจ ที่ไม่เป็น อันตราย แล้วที่เกื้อกูลแก่ความเจริญจริง ๆ หรือหนทางแห่งพระนิพพานนั้นกันให้มาก ๆ เข้าไว้. ถ้าพอใจในธรรม, มีความพอใจในรสของพระธรรม นั่นแหละ จะปลอดภัย, มันจะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจที่ยึดเหนี่ยวไว้ ในหนทางแห่งความดับทุกข์. เรื่องเกี่ยวกับการอวดตน ก็เป็นสัญชาตญาณ, ฉะนั้นอยากจะพูดว่า ทุกคนมันอยากจะอวดตนโดยสัญชาตญาณเก็บอยู่ในความรู้สึก, มันอยากจะอวดมันไม่มี อะไรอวด มันก็ยังอดกลั้นไว้ ถ้ามีอะไรจะอวดมันก็อวดทันที. แต่โดยมากไม่เป็นอย่างนั้น มันอวดทั้งที่ไม่มีดีจะอวด, มันอวดทั้งที่ไม่มีดีจะอวด, มันเลยหมด หมดทุนหมด เดิมพัน. ฉะนั้น จะต้องมีความดี ; ถ้าอยากจะอวดตนก็ต้องมีความดีที่แท้จริงสำหรับ จะอวด, เพียงแต่แสดงให้คนอื่นเห็นก็ได้ ไม่ต้องอวด มันก็เข้ากันได้กับสัญชาตญาณ ที่มันต้องการจะอวดตน, แล้วก็ไม่ให้มันบีบคั้นหรือกดดันอะไรมาก, แล้วก็ ทำให้มันมี

น.148 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๑๙ สิ่งที่จะอวด คือความดีอันแท้จริง. ดังนั้นรีบแข่งขันทำความดีอันแท้จริงกันไว้มาก ๆ แล้วทำไว้เหลือไว้ส่วนหนึ่งเผื่อไว้ว่า สำหรับจะได้อวด คือแสดงให้เขาเห็นว่ามันมีดี ; ถ้า ว่ามันมีดีอวดจริง มันไม่ใช่ อวดดี ดอก. คำนี้มันเล่นตลกคำพูดมันเล่นตลก ที่ว่าอวดดี ๆ นั้นคือมันไม่มีดีจริงที่ จะอวด, หรือมันไม่มีดีเสียเลย แล้วมัน ไปอวดเข้ามันก็เป็นอวดดี. แต่ถ้าว่ามันมี จริง มีดีจริง ๆ อยู่ในตัว ไปอวดเข้า มันก็ไม่ใช่อวดดี มันเป็นการประกาศความดี ให้ผู้อื่นรู้ ความหมายคนละอย่าง เรื่องอวดดีนี้มันเป็นเรื่องเหลวไหลที่สุด โง่เขลา ที่สุด ; แต่ถ้าเรื่องประกาศความดี ที่มีอยู่จริงให้ผู้อื่นรู้ มันก็ใช้ได้ไม่เป็นไร, สัญชาตญาณมันมีอยู่ อย่างที่ยกเว้นไม่ได้ มันต้องการจะอวด ; แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็มีลักษณะอาการที่ต้องการจะอวดสวย อวดดี อวดเก่ง อวดอะไรของมัน, เรียกว่า มันเป็นสัญชาตญาณชนิดที่มีอยู่จริงในชีวิต : ดังนั้น จะต้องแก้ปัญหาข้อนี้ให้ลุล่วง ไปด้วยดี. สัญชาตญาณอย่างอื่น ก็อย่างเดียวกันแหละ, สัญชาตญาณของการสืบ พันธุ์ ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มีปัญหามากที่สุด, มันไปหลงใหลเหยื่อของธรรมชาติ ที่จ้างคนให้สืบพันธุ์, แล้วมันก็หลงอยู่แต่สิ่งที่หลอกลวงเหล่านั้น มันไม่ได้ตั้งใจจะมีพืช พันธุ์อันบริสุทธิ์อันแท้จริง, นี้มันปัญหาเต็มไปทั้งโลก. กามารมณ์นั้นธรรมชาติมีไว้ สำหรับล่อหรือจ้างคนโง่ให้ทำการสืบพันธุ์ ซึ่งมันยุ่งยากลำบาก มันสกปรก มันน่า เกลียด มันอะไรหลายๆ อย่าง, เรื่องการสืบพันธุ์มันต้องมีของที่ล่อลวงใจที่สุดคือ กามารมณ์ มาปะหน้าไว้ให้สัตว์มันยอมทำการสืบพันธุ์. ถ้าเรารู้เท่าทันอันนี้ เราก็จะต้อง ควบคุมให้ได้ จะควบคุมให้ได้ คือว่าไม่กินเหยื่อที่ล่อนั้น, แล้วก็สืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ โดยความมุ่งหมายว่าจะมีพืชพันธุ์ที่ควรจะมี ตามความรู้สึกของสัญชาตญาณ ที่มันต้องการ จะมีพืชพันธุ์ แล้วก็รักพืชพันธุ์, ทำให้ถูกต้อง แล้วปัญหามันก็ไม่มีเกี่ยวกับเรื่องนี้.

น.149 เดี๋ยวนี้มันไม่ทำอย่างนั้น, ไม่ได้เป็นการสืบพันธุ์ที่บริสุทธิ์ แต่เป็นการ ส่งเสริมกิเลส กิเลสได้เหยื่อ, แล้วก็หลงใหลในเหยื่อของกิเลส มันก็ลืมตัว, มันก็ทำผิด พลาดได้อีกมากมาย. นี่ปัญหาเกี่ยวกับกามารมณ์นี้เป็นปัญหาใหญ่ในโลก, ลอง คิดดูเถิด ; เพราะมันควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ไว้ไม่ได้ หรือจะเปลี่ยนกระแสของมัน ไปในทางที่ดีกว่าไม่ได้ มันก็ต้องได้รับปัญหาเช่นนี้. นี่เรารู้จักสัญชาตญาณกันขึ้นมาให้เพียงพออย่างนี้ คุณย่าคุณยายจะไม่เคยได้ ยินคำ ๆ นี้ก็ไม่เข้าใจ ; แต่ไม่เป็นไรก็จะบอกให้รู้กันเดี๋ยวนี้ก็ได้ว่า ความรู้สึกที่มันรู้สึก ได้เองประจำมาในสันดานในชีวิตนั่นแหละคือสัญชาตญาณ, ไม่ต้องมีใครมาสอน มันก็ทำเป็น. ถ้าควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็ทำเกินพอดี แล้วกลายเป็นกิเลสขึ้นมา ทำ ให้เกิดทุกข์, ถ้าทำถูกต้องพอดีมันก็ไม่ถึงกับเกิดทุกข์ แต่มันก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จะต้องใช้สัญชาตญาณนั่นแหละ ให้เจริญ ให้ ก้าวหน้า ให้สูงขึ้นไปในทางที่ ถูกต้อง จนเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าโพธิ. สัญชาตญาณที่ไม่มีความถูกต้อง ไม่ได้รับการบำรุงอย่าง ถูกต้อง เป็นไปอย่างแรงกล้านั้นเรียกว่ากิเลส ; แต่ถ้า สัญชาตญาณนั้นได้รับการ อบรมควบคุมอย่างถูกต้อง เป็นไปอย่างถูกต้อง มัน เรียกว่าโพธิ. กิเลส กับ โพธิ มันตรงกันข้ามคนละทิศคนละทาง ไกลกันยิ่งกว่าฟ้าและดิน แต่แล้วมันก็ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณทั้งนั้น, เป็นเรื่องของสัญชาตญาณทั้งนั้น ฉะนั้นดูให้ดีว่า ความรู้สึกพื้นฐานเดิม ๆ แห่งจิตใจ ของเรา ปล่อยไปตามเรื่องไม่มี การควบคุม มันก็กลายเป็นกิเลส, แต่ถ้า ควบคุมไว้อย่างถูกต้อง มันก็กลายเป็น โพธิ. กิเลสก็เป็นเรื่องเศร้าหมอง เป็นเรื่อง เผาลน เป็นเรื่องทำลาย, โพธิก็ เป็นเรื่องทำให้รู้ ตามที่เป็นจริงว่าควรจะทำอย่างไร, แล้วก็ ประพฤติปฏิบัติให้สำเร็จ ประโยชน์ ตามนั้นคือ ดับทุกข์ได้.

น.150 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๒๑ นี่ขอพูดอีกทีหนึ่งว่า กิเลสกับโพธิ นั้นไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน, กิเลสกับ โพธินั้นไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ; ถ้าได้รับ การพัฒนาไม่ถูกต้อง มันก็กลายเป็นกิเลส, ถ้าได้รับ การพัฒนาถูกต้อง มันก็กลายเป็นโพธิ, ซึ่งมันก็ล้วนแต่เป็นสัญชาตญาณ ด้วยกัน. ฉะนั้นขอให้นักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สนใจเรื่องนี้, ที่อาตมา นำมาพูด ก็เพื่อจะให้เข้าใจธรรมะมากขึ้นธรรมะดีขึ้น. เราต้องการจะศึกษาธรรมะที่ดับทุกข์ได้ ; แต่หารู้ไม่ว่า เรื่องทั้งหมดนั้น มันเป็นเรื่องของการที่ว่า จัดการลงไปกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ, เข้าไปควบคุม เข้า ไปจัดการ เข้าไปพัฒนา เข้าไปอะไรก็ตาม กับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ, อย่างที่ ยกตัวอย่างมาแล้ว ว่า สัญชาตญาณแห่งความรัก ก็ควบคุมให้มันรัก ชนิดที่ปลอดภัย ที่ควรรัก รักถึงที่สุดก็ไม่มีอันตรายอะไร, สัญชาตญาณแห่งความโกรธ ก็ไปรู้จัก โกรธสิ่งที่ควรโกรธ โดยเฉพาะความทุกข์. เกิดขึ้นมาทีไร กิเลสเกิดขึ้นมาทีไร ความทุกข์เกิดขึ้นมาทีไร ก็รู้จักโกรธ รู้จัก เกลียด รู้จัก กลัว มันให้มาก ๆ ซิ. นี่ สัญชาตญาณก็จะมีประโยชน์. เดี๋ยวนี้เอาไปโกรธเกลียดกลัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ชนิดที่ตัวเองไปสร้างเรื่อง สร้างเวร สร้างกรรม สร้างอะไรขึ้นมา แล้วก็ทำลายล้างกัน มันก็ เป็นเรื่องโง่ เท่าไร จะให้คะแนนว่ามันโง่เท่าไร ดูมันจะไม่มีตัวเลขนั้น. เป็นอันว่าได้พูดให้เข้าใจพอสมควรแล้ว ว่า ศึกษาธรรมะก็คือศึกษาสิ่งที่ จะควบคุมสัญชาตญาณ. โดยหลักจริยธรรมทั่วไป เขาก็แบ่งความรู้สึกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือความรู้สึกฝ่ายต่ำ มันก็เดินไป ฝ่ายต่ำ, กับ ความรู้สึก ฝ่ายสูง มันก็เดินไป ฝ่ายสูง, มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณที่ไม่ได้ควบคุมอย่างถูกต้อง มันก็เดินไปฝ่ายต่ำ, ถ้าได้รับความควบคุมถูกต้อง มันก็เดินไปฝ่ายสูง. แล้วจะว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญอย่างไร, มันเป็นเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นของมนุษย์ ที่จะต้องไม่เดินไปฝ่ายต่ำ แล้วก็จะเดินไปในฝ่ายสูง. ฉะนั้นถ้าเรา จะรู้เรื่องธรรมะให้ถึงรากถึงเหง้า ก็ต้องรู้เรื่องที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ;

น.151 แม้ว่าคำ ๆ นี้จะไม่มีในคัมภีร์ของพุทธศาสนา แต่มันก็มีคำชื่ออื่น, ชื่ออื่นซึ่งเป็นสัญ- ชาตญาณ คือคำว่ากิเลสหรือโพธิ เป็นต้น. สัญชาตญาณที่เดินไปผิดเป็นกิเลส, สัญชาตญาณที่เดินไปถูกเรียกว่า โพธิ, มันมีเชื้อสำหรับที่จะวิวัฒนาการเป็นอะไรอยู่อย่างครบถ้วน. เชื้อแห่งความ เป็นพระพุทธเจ้า ก็มีอยู่ในสัญชาตญาณ คือความต้องการจะรู้ ต้องการ จะดี ต้องการ จะปลอดภัย ต้องการ จะหลุดพ้น มันมีอยู่ในสัญชาตญาณ, แต่มันเป็นเหมือน กับพืช เมล็ดพืชที่ไม่ได้เพาะไม่ได้หว่าน แล้วมันก็ล่วงสมัย มันก็เพาะไม่ขึ้น มันก็ตาย ไปเสียก่อน, แต่ทุกคนมีเชื้อแห่งโพธิอยู่ในสัญชาตญาณ. ฉะนั้นรีบจับฉวยเอามา ให้ได้ เอามาเพาะ, เอามาเพาะเหมือนกับเราเพาะเมล็ดพันธุ์ไม้, แล้วก็หล่อเลี้ยงไว้ให้ดี จนเจริญเติบโตออกเป็นต้นเป็นใบเป็นดอกและเป็นผล สมตามความปรารถนา. เดี๋ยวนี้เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ที่มีอยู่ในสัญชาตญาณ มันไม่ได้รับการ บำรุงส่งเสริมมาในทางนี้, มัน ปล่อยไปตามบุญตามกรรม มันก็เลยเป็นเรื่องของ กิเลสหมด, แล้วมันก็ตายไปกับกิเลสนั่นเอง. คน ๆ นั้นก็เกิดมา มีสัญชาตญาณ ของกิเลสแน่นหนา ๆ ๆ แล้วมันก็ตายไปกับกิเลสนั่นเอง, มันน่าสังเวช. แต่ถ้าว่าคนหนึ่ง เผอิญได้รับสิ่งแวดล้อมดี จนได้รับการศึกษาดีถูกต้อง สามารถจะเพาะหรือเลี้ยง เมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะ หรือความดีให้เจริญงอกงาม มันก็เจริญในทางจิตใจ จนเอาชนะความทุกข์ทั้งหลายได้ แล้วมันก็ตายไปก็ไม่เป็นไร, มัน ก็ไม่เสียทีที่เกิด มา เพราะว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. ฉะนั้น จึงขอยืนยันว่า คำ ๆ นี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก แม้คุณย่าคุณยายคุณป้า ทั้งหลายที่ไม่เคยได้เล่าเรียนอย่างโรงเรียน ไม่เคยได้ยิน คำว่าสัญชาตญาณ ก็รู้เถอะว่า มันมีสิ่งนี้อยู่ คือความรู้ที่มันเกิดได้ของมันเอง ในตัวมันเอง ติดอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า

น.152 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๒๓ ชีวิต. สิ่งที่เรียกว่าชีวิตจะต้องมีสัญชาตญาณ อย่างที่กล่าวมาแล้ว, เป็นสัญชาตญาณ หลาย ๆ อย่าง, มีสัญชาตญาณแม่ ก็คือว่าสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน รู้สึกว่า มีตัวตน เป็นตัวเป็นตน และมีของ ๆ ตน, นี่เป็นสัญชาตญาณแม่ แล้วก็คลอดลูก ออกมาเป็นสัญชาตญาณอีกมากมาย, นึกดูก็ได้ นึกดูเองก็ได้. ความรู้สึกอะไรที่มัน เกิดขึ้นได้เองนี้. เดี๋ยวนี้เรา ยกตัวอย่างมาเพียงเป็นเครื่องสังเกต เท่านั้น : สัญชาต- ญาณแห่งการต้องการอาหาร ต้องกินอาหาร ต้องแสวงหาอาหาร, สัญชาตญาณ แห่งความกลัว ต้องมี ความกลัว, ต้องกลัว สิ่งที่มีลักษณะชวนให้กลัว, แล้วมันก็ต้อง มีสัญชาตญาณแห่งการหลบหนี หลีกหนีหลบซ่อน, มีความรู้สึกที่ จะต้องหวาดผวา ที่จะต้อง ระแวง ที่จะต้อง เตรียมพร้อม, แล้วมันก็มีความรู้สึกเกินกว่าเหตุ มันก็ ต้อง การเพื่อน, มันต้องการการอยู่อย่างเป็นเพื่อน อยู่อย่างเป็นหมู่เป็นฝูง เพื่อบรรเทา ความกลัว. นี่มันเกิดได้เอง มันเกิดได้เอง, เห็นได้ง่ายในสัตว์ที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ. สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ ทีนี้มัน ไม่ยอมแพ้ มันมีสัญชาตญาณแห่งการ ต่อสู้ อย่างไรก็ต้องต่อสู้ มันจึงมีการต่อสู้, รู้จักความคิดที่จะต่อสู้ ลูกหมาลูกแมวลูกไก่ ลูกอะไรก็มันรู้จักคิดต่อสู้ กระทั่งลูกคนก็ค่อยๆ คิดในทางต่อสู้มากขึ้น, แล้วมัน ก็ มีการ ป้องกัน มีสัญชาตญาณแห่งการป้องกัน ซึ่งเป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ดูให้ดี ๆ มองให้ดี ๆ ว่า การป้องกันมันก็คือต่อสู้ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, แล้วมันก็ ต้อง เกิดอาการแห่งโทสะโกรธแค้นพยาบาทประทุษร้าย, หรือ การกระทำที่โหดร้าย ที่อำมหิตให้สาสมกันอย่างนี้ มัน มาจากสัญชาตญาณอันนี้ ที่ควบคุมไว้ไม่ได้. แล้วมันก็ มีสัญชาตญาณที่รักตน แล้ว มันก็เห็นแก่ตน มัน ต้องการ ให้ได้รับการบำเรอ ; เมื่อมีความรักตนเห็นแก่ตน มันก็ ต้องอิจฉาริษยา คลอดลูก ออกมาเป็นความรู้สึกที่เป็นการอิจฉาริษยา. ทีนี้ถ้ามัน รักเกินไป มัน เห็นแก่ตน

น.153 มากเกินไป มันก็ลบหลู่ดูหมิ่นผู้อื่น, เห็นแก่ตนเกินไป มันก็น่าหัวแหละที่มันจะ ทำชนิดที่เรียกว่า ทำลายตนโดยไม่รู้สึกตัว ; เช่นมัน รักตนเห็นแก่ตน แล้วมัน ขี้เกียจมันนอนเสีย มันไม่ทำงาน. ที่มันขี้เกียจนอนเสีย มันก็คือรักตน นั่นเอง มันเอาข้างรักตนโดยไม่ต้องทำงานขี้เกียจนอนเสียไว้ที่ก่อน, ทั้งที่มันมีความรู้สึกรักตนเห็น แก่ตน, มันเล่นตลกกันอยู่อย่างนี้ สังเกตดูให้ดี ๆ. สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ นั้น ก็ขอให้ระวังกันไว้ทุกคนเถอะ ว่ามัน มีโอกาสที่จะถูกหลอกลวงด้วยเหยื่อ ที่ธรรมชาติวางไว้สำหรับหลอกคนให้ สืบพันธุ์. คนรู้ไม่เท่าไม่ทัน มันก็ต้องตกไปสู่การสืบพันธุ์ เพราะต้องการกินเหยื่อคือ กามารมณ์. สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาตน คืออยากจะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่หยุดอยู่กับ ที่. นี้มันเห็นได้ชัดว่ามีแม้ต้นไม้ต้นไล่แม้สัตว์เดรัจฉาน มันก็พัฒนาตนให้ดีกว่า ให้มาก กว่า ให้สูงกว่า ให้สบายกว่า, แล้วมันก็เลย กลายรูปเป็นเตลิดเปิดเปิงเป็นเรื่อง มารยาสาไถย, มันก็สะเพร่าเลินเล่ออะไรขึ้นมาก็ได้ เพราะความที่มันอยากดี จน ควบคุมไว้ไม่ได้ ควบคุมไว้ไม่ทัน. สัญชาตญาณที่ว่าต้องมีอะไรมาแวดล้อมเราและบำเรอเรา: เห็นได้ ง่าย ๆ เกือบจะไม่ต้องพูดก็ได้ ความรู้สึกอย่างนี้มันเป็นความรู้สึกเกิดเองเกิดได้เอง. สังเกตดูให้ดีมันมีมา ตั้งแต่เล็กจนบัดนี้ มันก็ยังมีความรู้สึกอันนี้ ต้องการให้อยู่ใน ท่ามกลางการบำรุงเอาอกเอาใจอะไร ของสิ่งที่แวดล้อม คือของผู้อื่น; ถ้าเขาเฉย เมยไม่เอาอกเอาใจ ก็หาว่าเขาดูถูกแล้ว หรือว่าเสียเกียรติแล้ว ซึ่งมันเป็นความรู้สึกได้เอง เกิดความรู้สึกได้เอง ไม่ต้องมีใครมาสอนว่ามึงจงรู้สึกอย่างนั้น, มันรู้สึกได้เอง นี้จึงเรียก ว่าสัญชาตญาณ.

น.154 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๒๕ สัญชาตญาณอวด มันก็เป็นเรื่องที่น่าหัว ยอมลำบากยอมเสียเงินยอม อดกลั้นอดทน ยอมอะไรเพื่อจะได้อวด. นี่อำนาจของสัญชาตญาณที่มันเป็นไปผิด ฉะนั้นควบคุมให้มันเดินไปถูกซิ ให้ทำดีเข้าไว้ก็แล้วกัน, แสดงให้คนอื่นเห็นได้ ไม่เรียก ว่าอวด. สัญชาตญาณแห่งการมีอยู่แห่งตน อย่างไร ๆ เอาตัวตนไว้ก่อนเสมอ ข้อนี้ เกิดความคิดหรือเกิดกิเลสอะไรได้มากมาย ซึ่งจะได้กล่าวกันต่อไปในข้างหน้า. ในที่สุด มันก็มีความรู้สึก ต้องการมีอยู่อย่างนิรันดร, ตัวกูต้องการจะมีอยู่อย่างนิรันดร ก็ เป็นความคิดที่เกิดได้เอง, เกิดได้เองไม่ต้องมีใครมาสอน เมื่อมันเห็นแก่ตัวมากเข้า มันก็ไม่ต้องการจะดับ มันก็ต้องการจะมีอยู่ แล้วก็เห็นว่าดีที่สุดก็คืออยู่กันนิรันดรเลย. ฉะนั้น ความคิดที่จะมีอยู่นิรันดรนี้ มันเป็นความคิดลึก, เป็นความคิด พื้นฐานรากฐานของสติปัญญา สำหรับจะได้ค้นหากันต่อไป ว่า ทำอย่างไรจึงจะพบ ชีวิตนิรันดร ซึ่งเป็นต้นปัญหาหรือ เป็นตัวปัญหาของศาสนาทั้งหลาย ที่เสนอกัน เข้ามา แข่งขันกันเข้ามาเสนอว่าทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตนิรันดร. นั่นแหละ มันขึ้นกันอยู่ กับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณไปเสีย ทุกสิ่งทุกอย่าง. เอาละ, เป็นอันว่าอาตมาก็ได้บอกให้ทราบถึงสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ, และ บอกให้ทราบถึงความประสงค์ของการที่จะต้องเทศน์ ต้องพูด ต้องสอนเรื่องนี้ ว่ามีอยู่ อย่างไร, แล้วก็จะได้พูดต่อไป ต่อจากเรื่องที่พูดไว้แล้วในครั้งก่อน. คงจะช่วยบรรเทา ข้อขัดข้องให้แก่ผู้ที่เพิ่งมาฟังเป็นครั้งแรกนี้ได้มาก. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] เอ้า, ที่นี้ก็จะพูดกันถึงเรื่อง สัญชาตญาณที่ควบคุมไว้ไม่ได้ แล้วกลาย เป็นกิเลส. กิเลสทั้งหลายมองดูแล้วก็จะได้พบรากฐานอยู่ที่สัญชาตญาณที่ควบคุมไว้

น.155 ไม่ได้. ในครั้งที่แล้วมาก็ได้พูดถึงกิเลสโดยตรง เช่นโลภะ โทสะ โมหะ, กิเลส เล็ก ๆ เช่น อุปกิเลส ทั้งหลาย, แล้วก็พูดถึง อาการของกิเลส หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ อย่าง กระทั่งว่า เรื่องของนิวรณ์ ซึ่งเป็นกิเลสเพียงกรุ่น ๆ. สัญชาตญาณกับตัณหา ๓. ทีนี้ก็เหลืออยู่ที่จะพูดต่อไป ก็คือเรื่องกิเลสที่จริงจังขึ้นมา คือจะพูดถึง ตัณหา ๓, เรื่องอริยสัจจ์น่ะมีเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, แล้วเหตุให้เกิดทุกข์ก็แจก เป็นตัณหา ๓. ตัณหานั้นคือความอยาก, ความอยากความต้องการนั้น เป็นเรื่อง ของสัญชาตญาณ เพราะว่าชีวิตมันรู้จักอยากรู้จักต้องการ ให้ตัวมีอยู่ ให้ได้ปัจจัยสำหรับ หล่อเลี้ยงให้ตัวมีอยู่. ให้ได้รับสิ่งบำรุงบำเรอให้ได้ความเจริญความก้าวหน้า หรือ กระทั่งได้สิ่งที่มันรู้สึกว่า มันถูกกับความรู้สึกหรือกิเลสนั่นเอง. อ้อ, เดี๋ยวจะขอพูดให้ชัดเสียหน่อยว่า คำว่า ตัณหา ๆ นี้แปลว่า ความอยาก ที่มาจากความโง่, โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาทั้งหลาย ช่วยจดจำข้อความนี้ไว้ให้ชัด เจนว่า ความอยากที่มาจากความโง่ จึงจะเรียกว่าตัณหา. เขามักจะพูดกันว่าความ ทะยานอยากความดิ้นรนอย่างแรง เป็นตัณหานั้นไม่ถูกดอก, ถูกน้อย. ความอยากที่มา จากความโง่จึงจะเรียกว่าตัณหา หรือโลภะก็ได้ ตัณหาก็ได้, แล้วมันก็รุนแรงเป็น ธรรมดา. นี้ถ้าว่าความอยากหรือความต้องการหรือ ความประสงค์ที่ไม่ได้มาจากความ โง่ ไม่ได้มาจากอวิชชา แต่มาจากสติปัญญา รู้ว่าควรต้องการอะไร ควรอยากอะไร อย่างนี้ ไม่เรียกว่าตัณหา. ฉะนั้น อย่าไปแปลคำว่าตัณหาลุ่น ๆ ว่า ความทะยานอยาก มันต้องให้ชัดลงไปว่า เพราะความโง่ มันจึงจะเป็นตัณหา.

น.156 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๒๗ ทีนี้สิ่งที่เรียกว่า ตัณหา นั้นมันมีว่า มีความอยากในกาม คือสิ่งที่น่ารัก น่าใคร่ เรียกว่า กามตัณหา, แล้วก็มีตัณหาในความเป็น ในความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่น่าเป็น ก็เรียกว่า ภวตัณหา, แล้วก็มีความอยากที่จะไม่เป็น ในบางกรณีมันหมุนกลับ อยากที่จะไม่เป็น รวมกระทั่งอยากตาย ก็เรียกว่า วิภวตัณหา ; จำกัดความง่าย ๆ ว่า อยากได้เป็นกามตัณหา, อยากได้หรืออยากมีเป็นกามตัณหา, อยากเป็นเป็นภว- ตัณหา ภวะ แปลว่า เป็น ถ้าอยากสูญ เรียกว่า วิภวตัณหา. อยากได้ อยากเป็น แล้ว อยากสูญ นี่ความอยากของคนโง่, จะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. นี่อยากเป็น คนโง่หรืออยากเป็นคนฉลาด ก็ไประวังเอาเอง, อยากได้ ในสิ่งที่จะสนองความใคร่, อยากเป็น ก็เป็นในลักษณะที่จะได้สิ่งที่ตัวใคร่, อยากสูญ นั้นเมื่อมันหมด หมดท่าขึ้นมา. เมื่อความโง่มันถึงสุดเหวี่ยง เลยเห็นว่าความสูญไป ความตายไป ความ ไม่มีอยู่นั่นแหละดี มันก็เลย อยากตายหรืออยากสูญ; แต่ไม่ค่อยมีใครอยาก, มีเป็น ส่วนน้อย, แต่มันก็มีได้. ถ้าว่าพรรณนา พรรณนาความเลวของความมีชีวิตอยู่ ตาย เสียดีกว่า, พรรณนาพรรณนากันทั้งเช้าทั้งเย็นก็จะมีคนเชื่อ และอยากตายก็ได้. คราวหนึ่งมีข่าว ที่ประเทศไหน หรือสำนักงานจะอยู่อาฟริกา หรือประเทศ ไหน ของพวกลัทธิ สั่งสอนของมิชชันนารี นัดพร้อมกันหมด ทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์ลูกเล็ก เด็กแดง กินยาไซยาไนด์ ตายคราวเดียว ๒-๓ พันคน เพราะได้รับคำสั่งสอนว่า ตายดีกว่า. เราได้ทำดีที่สุดแล้ว พอตายแล้วเราไปอยู่กับพระเป็นเจ้าทันที แล้วจะมาทนทุกข์ทรมาน อะไรกันอยู่ที่นี่, ก็เลยสมัครตายกันหมด ๒-๓ พันคน, แล้วหัวหน้าก็ให้กินยาตาย พร้อมกันหมด. นี่เมื่อมันอยากตายมันก็มีได้เหมือนกัน แล้วมันก็อยากอย่างแรงนะ เพราะว่าตายไปได้ดีกว่าก็เลยอยากตาย.

น.157 นี่ เรื่องอยากได้ อยากได้เหมือนใจจะขาด-ที่ตรงกับกิเลส ก็อยากเป็นนั่น เป็นนี่ ที่สามารถจะเรียกร้องหรือบังคับ เอาสิ่งที่ต้องการได้ตามที่ปรารถนา ก็อยากเป็น เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนานี้มันก็อยากเป็น แล้วถ้าว่ามันหมดท่าหรือเหตุการณ์มัน แวดล้อม มันแสดงว่าไปไม่รอด แล้วมันก็ อยากตาย เป็นเรื่องผิดเหมือน ๆ กันทั้งหมด อย่าเข้าใจว่าอยากตายนั้นเป็นเรื่องเก่ง เป็นคนเก่งหรือเป็นคนพิเศษ มันก็โง่เท่ากัน นั่นแหละ, อยากได้ หรือ อยากเป็น หรือ อยากตาย นี้มันก็ โง่เท่า ๆ กัน เพราะว่า มันอยากด้วยความโง่. นี่ ความอยากที่รุนแรง อย่างนี้ มันมาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัว ตน ซึ่งมีสัญชาตญาณแห่งการจะพัฒนาให้ดีที่สุด ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด มันก็เลยอยากไปตาม ความรู้สึกของตัวตน, มันก็เกิดความอยาก ๓ ชนิดนี้ขึ้นมา : เห็นแก่ตน มันก็อยาก ได้กามารมณ์สูงสุด เป็นกามตัณหา, เห็นแก่ตน อยากให้ตนเป็นนั้นเป็นนี่ เป็น ดีที่สุดจะได้สบาย, หรือว่าได้เป็นผู้มีอำนาจวาสนา แล้วก็จะได้กอบโกยเอาปัจจัยของ กามารมณ์ของอะไรที่น่าปรารถนามาได้โดยง่าย เพราะความเป็นนั้น ๆ, หรือบางทีก็จะนึก เอาเป็นโดยไม่ต้องกินอะไร ไม่ต้องทำอะไร ให้ได้อยู่เป็นอย่างของทิพย์ของสวรรค์, ไม่ ต้องกินต้องใช้อะไร ก็อยู่เป็นสุขเหมือน พวกพรหม อย่างนี้ มันก็เรียกว่า อยากเป็น อยากเป็น. ทีนี้ถ้าในบางกรณีมัน หมดหนทาง มันก็ฆ่าตัวตาย ชนิดที่มีอยู่โดยมาก ไม่น้อยเหมือนกัน ; การฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้ยิ่งมากขึ้น เพราะปัญหาในโลกนี้มันมีมากขึ้น. แต่ว่าอยากตายนี้ยังมีความหมายว่า อยากเพื่อไม่เป็นอยู่, อยากเพื่อไม่ ๆๆ ไม่อะไรก็แล้ว กัน เรียกว่า วิภวตัณหาได้เหมือนกัน. ความอยากได้ หรือ อยากเป็น นั้นมัน มาจาก สัสสตทิฏฐิ, ส่วน ความอยากตายนั้นมาจากอุจเฉททิฏฐิ. ความรู้สึกส่วนลึกมันต่าง กัน อุจเฉททิฏฐิอยากสูญนั้น ก็เพราะมันเห็นแก่ตนไปในทางกลับตรงกันข้าม ว่าอยู่นี้ ไม่ถูกต้องแล้ว, ตายถูกต้องของตน, ความตายเป็นความถูกต้องแก่ตน มันก็เลยอยาก ตาย.

น.158 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๒๙ นี่จงมองดูให้เห็นว่า ตัณหาทั้ง ๓ มันมาจากสัญชาตญาณแห่งการเห็น แก่ตน, มันก็เลยเกิดความอยากตามสมควรแก่กรณี. นี่เรียกว่า สัญชาตญาณมัน ออกมาเป็นกิเลส, สัญชาตญาณได้รับการปรุงโดยสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็นรูปของกิเลส : สัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตน, แห่งการรักตน, แห่งการต้องการบำเรอตน, หรือ ต้องการ อวดตน อะไรก็ตาม มัน รวมกำลังกันเข้าแล้วทำให้เกิดความอยาก ๓ ประการนี้ ซึ่ง เป็นกิเลส. สัญชาตญาณกับอุปาทาน. ที่นี้ดูต่อไปอีกถึงหมวด อุปาทาน อุปาทาน คือ ความยึดมนถือมั่น มัน ก็แสดงว่าเป็นเรื่องของตนอย่างยิ่งอยู่แล้ว, อุปาทานมันยึดมั่นเรื่องตนเรื่องของตน. อุปาทานที่ ๑ เป็นกามุปาทาน - ยึดมั่นโดยความเป็นกาม เป็นของ น่ารักน่าใคร่ ก็ความใคร่ของตน แล้วก็เพื่อได้แก่ตน เป็นการบำเรอตน ตามความ ต้องการของสัญชาตญาณ. แล้วอุปาทานที่ ๒ ทิฏฐฺ ปาทาน-ความยึดมั่นด้วยทิฏฐิ ด้วยความเห็นว่า เป็นอย่างไร, มันก็เป็นเรื่องของตัวตนที่หัวแข็ง เป็นตัวกู. ถ้าเป็น กามุปาทานเป็นตัว ตนชนิดของกู, ถ้าเป็น ทิฏฐฺปาทานมันเป็นเรื่องตัวตน ประเภทตัวกู ตัวกู ไม่ยอม ใคร. กิเลสที่เป็นเหตุให้ถือรั้นไม่ยอมใครนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐุปาทาน, เป็นเรื่อง ของตัวกู มีความเห็นแก่ตน แล้วก็ยึดมั่นตน แล้วก็ยืนยันในความรู้สึกอันนี้. ทีนี้ อุปาทานที่ ๓ สีลัพพัตตุปาทาน-ยึดมั่นศีลและพรต คำนี้จะบอก ให้รู้ว่า อธิบายกันผิด ๆ คือเขามักจะอธิบายกันว่า ไปยึดมั่นระเบียบปฏิบัตินอกศาสนาอื่น;

น.159 ไปยึดมั่นระเบียบปฏิบัติของเคียรถีย์อื่น, ทำผิด ๆ ตามลัทธิอื่นจึงจะเรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน. เช่นไปทรมานตนบ้าง, ไม่กินอาหารกินหญ้าบ้าง, กินอุจจาระบ้าง, อะไรก็ตาม, ไปถือ อย่างนั้น ประพฤติอย่างสุนัข ประพฤติอย่างวัว ก็เรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน ที่จริงไม่ใช่ อย่าอธิบายอย่างนั้น. ขอยืนยันว่าอย่าอธิบายอย่างนั้น, จงอธิบายว่า ยึดมั่นศีลวัตร ของตนเองที่มีอยู่ที่นี่ ที่กำลังประพฤติอยู่นั้นผิด, ยึดมั่นผิด ไม่ตรงตามความจริง ไม่ตรงตามเหตุผล ; เช่นว่าเราถือศีลอย่างนี้ ประพฤติวัตรปฏิบัติอย่างนี้ แทนที่จะ คิดว่าขูดเกลากิเลส, ขูดเกลากิเลสเพื่อความหมดกิเลส. มัน ไปยึดมั่นว่าเพื่อความดี ความศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อความมีอำนาจพิเศษ วิเศษ มีปาฏิหาริย์มีอะไรไปทำนอง นั้น. มันไม่ถูกเรื่อง, ศีลไม่ใช่เพื่ออย่างนั้น. ศีลเพื่อขัดเกลาโทษทางกายทางวาจา, วัตรปฏิบัติ ทั้งหลาย ก็เพื่อขัด เกลากิเลสทั้งหลายทั้งปวง, มันมีเรื่องของมันโดยเฉพาะ ไม่ต้องงมงาย ไม่ต้องคาด คะเนหรือไม่ต้องอะไรหมด. ทีนี้มัน ไม่เห็นตามที่เป็นจริง อย่างนั้น มันก็ มีความรู้สึก ไปในทางขลัง หรือ ศักดิ์สิทธิ์, รักษาศีลให้มีความขลังให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ; พอได้ทำพิธีรับศีลแล้วก็รู้สึกว่าขลังขึ้นมา, มันก็สักว่าพิธีเท่านั้นแหละ มันก็หลอกกันเป็น ทอด ๆ ไป. นี่อย่างนี้ เรียกว่าลูบคลำศีลและวัตรให้โง่ไปตามความโง่ของคน ๆ นั้น, เอาความโง่มาลูบคลำศีลและวัตรที่ปฏิบัติอยู่นั้น ให้กลายเป็นของโง่ไปตามความโง่ของคน นั้น ๆ เพราะฉะนั้น ขอระวังให้ดี ที่ปฏิบัติอยู่ในพุทธศาสนานี่แหละ ศีลข้อไหน, วัตรปฏิบัติข้อไหน, จงเข้าใจให้ถูกต้อง ว่ามีเหตุผลอย่างไร, ทำเพื่ออะไร ให้ได้ผลอย่าง นั้นจริงๆ. อย่าให้กลายเป็นเรื่องขลังเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เหมา ๆ เอาว่า ต่อไปนี้ก็เก่ง ทั้งหมด ดีทั้งหมด ได้ทั้งหมด มีปาฏิหาริย์ มีอะไรไปเสีย. สีลัพพัตตปรามาสก็เรียกว่า ตัวตนที่เป็นบ้านั่นเอง, มันเป็นสัญชาตญาณแห่งการอยากดีอยากเด่น อยากดัง อยากอวดอยากอะไร มันก็เลยเตลิดออกไป เป็นเรื่องของความงมงาย.

น.160 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๓๑ อุปาทานที่ ๔ อันสุดท้ายที่เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน-ความยึดมั่นถือมั่น ด้วยวาทะว่าตน ด้วยคำพูดว่าตน แต่มันไม่ใช่เรื่องของคำพูด ; มันมีทิฏฐิความ คิดความเห็นที่ทำให้พูดออกมาเช่นนั้น. ทิฏฐิความคิดความเห็นที่ทำให้พูดออกมาว่า ตัวตน ตัวกู ของกู ของตน, ทิฏฐิอันนั้นมันทำให้พูดออกมาอย่างนั้น, ท่านก็เล็ง เอาถึงตอนที่ทิฏฐิมันทำให้พูดออกมาว่า ตัวตน อัตตวาทะ-วาทะว่าตน, อุปาทานยึดมั่น ด้วยวาทะว่าตน ; เพราะสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนนั้น มันบีบบังคับ หรือว่า มัน ทำให้ต้องรู้สึกคิดนึกอย่างนั้น, เราจึงมีความรู้สึกว่าตัวตน. ถ้ามีตัวตนมันก็ต้องมีของ ๆ ตน มันคู่กันมันแยกไม่ได้, มีตัวตนนั่นน่ะ เป็นของตนก็ได้, หรือมีสิ่งอื่นสิ่งอื่นว่าเป็นของตนก็ได้, ความสุขความทุกข์ ความได้ ความเสีย ความแพ้ความชนะ บุญกุศล สุขทุกข์อะไรก็ตามว่าเป็นของตน. ที่จริง โดย ธรรมะสมบูรณ์ลึกซึ้ง เด็ดขาด มัน ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตน มันมีแต่ สิ่งที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; แต่ถ้าความโง่ด้วยอวิชชาเกิดขึ้นแล้ว มันไป เอาสิ่งที่มิใช่ตัวตน มันคิดเป็นตัวตน ยึดถือเป็นตัวตน เป็นของตน. ดังนั้น สิ่งที่ เรียกว่าตัวตนมันเป็นเพียงความคิด ความสำคัญมั่นหมายด้วยความโง่; ถ้าไม่มี ความโง่ มันก็ไม่สำคัญมั่นหมายว่ามีตัวตน. นี้แปลว่าในสัญชาตญาณที่มีมาตามธรรมชาติ แท้ ๆ นั้น ยังไม่มีความฉลาด, มันจึงให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ในสัญชาตญาณซึ่งเกิด ได้เอง ว่ามีตัวตน มีตัวตน. นี่ อุปาทานทั้ง ๔ นี้ เป็นเรื่องผูกมัดร้อยรัดให้คนที่จะเรียกว่า คน สมมติเรียกว่าคน ต้องติดอยู่ในกองทุกข์ คือ ติดอยู่ในกาม ที่ตนชอบใจ, ติดอยู่ใน ทิฏฐิ ที่ตนถือรั้น, ติดอยู่ในศีลพรต ที่ตนคิดว่าดีวิเศษขลังศักดิ์สิทธิ์, แล้วก็ ติดอยู่ใน วาทะว่าตน จะยืนยันว่าตน จะยึดมั่นว่าตน. คิดดูสิแล้วมันจะมีปัญหามากน้อยเท่าไร อะไร ฯ ก็เป็นตนไปเสียหมด, แล้วธรรมชาติไม่ยอมให้เป็นตน มันก็ต้องนั่งร้องไห้อยู่บ่อย ๆ

น.161 โดยไม่รู้สึกตัว ฉะนั้นคนจึงนั่งร้องไห้อยู่ด้วยความโง่อันนี้ โดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นความโง่ อันนี้, หรือเป็นความยึดถืออย่างนี้. นี่แหละเรียกว่า เป็นทุกข์เหลือประมาณ โดยที่ ไม่รู้ว่ามันเพราะเหตุอะไร. ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า บางทีมันตัวเรา นั่นแหละ เราเองนั่นแหละ เป็น ทุกข์ เสียเหลือประมาณ โดยไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร ; ถ้าได้ศึกษาเรื่องนี้เพียงพอ มันก็จะรู้ว่า อ้าว, เพราะเหตุของตน, เหตุของความที่มีตัวตน ความยึดถือความโง่ความหลง ความสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวตน, แล้วมันไม่ได้อย่างที่ตนต้องการ, แล้วบางทีมันจะทำลาย ตน มันจะสูญเสียตน คือตนมันจะต้องพินาศ จะต้องฉิบหาย จะต้องตาย จะต้องอะไรเป็น ต้น. เพียงแต่ลางสังหรณ์ มาเท่านั้นแหละ ว่าจะต้องตาย มัน ก็เป็นทุกข์ยิ่งกว่าตาย ด้วยซ้ำไป; ถ้าตายเสีย มันก็ตายพ้นไปเลย มันไม่รู้สึกคิดนึก มันก็ไม่ต้องเป็นทุกข์. แต่ถ้ามันไปยึดถือในความตาย ยึดถือในลักษณะหรือสิ่งที่แสดงว่าจะต้องตาย มันก็เป็น ทุกข์. ฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ของคนโง่ จะเรียกว่าทุกข์ฟรีก็ได้ ทุกข์ โดยไม่ต้องเสียสตางค์ ทุกข์ฟรี ทุกข์ฟรีกันอยู่ทุกคน โดยที่ไม่ต้องทุกข์ มันก็เป็นทุกข์จนได้. นี่ระวังให้ดี มันจะขาดทุนยิ่งกว่าการขาดทุนใด ๆ แล้วมันจะยิ่งกว่าความตาย ด้วยซ้ำคือมันเป็นทุกข์ ; ถ้าความตายมันไม่รู้สึกเป็นทุกข์. แต่นี้ มันไม่ตายมันรู้สึก เป็นทุกข์ทรมาน เหมือนกับไฟชนิดหนึ่งเผาลนอยู่ตลอดเวลา, แล้วเป็นไฟที่ไม่ร้อนเสีย ด้วย, ที่ไม่ร้อนเหมือนกับไฟธรรมดา แต่มันร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา ทำให้เกิดความทุกข์. นี่ สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน หรือต้องการจะสงวนตน จะอวดตน จะอะไรตน ออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่ากิเลส ในนามว่าอุปาทานทั้ง ๔ : กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน. ขอให้นักศึกษาทั้งหลายอย่าเห็นว่า เป็นคำพูดเล่น ๆ คร่ำ ๆ ครึ ๆ อยู่ในวัด, มันเป็นเรื่องจริง จริงที่สุด จริงของธรรมชาติ,

น.162 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๓๓ จริงอย่างวิทยาศาสตร์. เรื่อง อุปาทานทั้ง ๔ นี้ มันมีอยู่แก่เราโดยที่เราก็ไม่รู้สึกตัว เราจึงทำลายมันไม่ได้. ไปศึกษาเสียให้รู้ซิว่า กามุปาทาน ยึดมั่นในกาม, คำพูดสั้นๆ ว่า ยึดมั่น ในกาม นี่ปัญหาท่วมโลก ปัญหาเต็มโลกเลย, คนทั้งโลกมันก็ยึดมั่นในกาม. ทิฏฐปาทาน - ยึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นของตน มันก็ไม่ยอม ใคร มันก็มีกันอยู่ทั้งโลกเหมือนกัน, แต่ละคนก็มีความคิดความเห็นของตนไม่ยอมฟังเสียง ของใคร. สีลัพพัตตุปาทาน ทำอะไรอยู่, ทำอะไรอยู่เพื่อประโยชน์แก่การดับทุกข์โดย ตรงนั้น มัน ไปเห็นเป็นของพิเศษ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นของผิดธรรมชาติ เหนือธรรมชาติ เลยธรรมชาติไปเสีย. แล้วอันสุดท้ายก็ว่า อัตตวาทุปาทาน -ความรู้สึกว่ากูมีอยู่ กูเป็นอยู่, ของกูมีอยู่ ของกูเป็นอยู่ ความรู้สึกอันนี้ทรมานใจเหมือนกับว่าแบกของหนักอย่างยิ่ง แล้ว ก็เอาลงไม่ได้. เหมือนกับแบกก้อนหินอย่างใหญ่หนักเหลือประมาณแล้วเอาลงไม่ได้, คือแบกตัวตนเพราะสัญชาตญาณ ที่ไม่ได้รับการเพาะหรือพัฒนาให้มันเป็นโพธิ แต่มัน กลับผิดไปเป็นกิเลส, เป็นกิเลสคือมืดมัวเศร้าหมอง มันจึงได้เป็นทุกข์. ถ้าเป็นโพธิ มันก็สว่างไสวแจ่มแจ้ง, รู้ตามที่เป็นจริง มันก็ไม่อาจจะเกิดความทุกข์. นี่ สัญชาตญาณที่มาอยู่ในรูปของกิเลสเป็นอย่างนี้, แล้วสัญชาตญาณ เดียวนั้นแหละที่มันไปอยู่ในรูปของโพธิ มันเป็นอย่างอื่น แต่เราไว้พูดกันคราวอื่น. วันนี้ พูดเรื่องสัญชาตญาณที่เป็นกิเลสกันเสียให้เพียงพอก่อน.

น.163 สัญชาตญาณกับกิเลสละเอียดชื่อมานะ. ทีนี้มันมีกิเลสละเอียดประเภทหนึ่ง เรียกว่า มานะ, มานะ-ความสำคัญ, ในภาษาไทยคำว่า มานะ แปลว่า ทิฏฐิ คือความจองหองพองขน เรียกว่ามานะ ; แต่ ใน ภาษาบาลี ภาษาธรรมะ นั้น คำว่า มานะ ไม่ได้หมายความเพียงเท่านั้น หมายความ ว่าสำคัญมั่นหมาย, จะพูดง่ายๆ ก็ว่า มันให้มาตรฐานแก่ตนเอง, มันให้มาตรฐาน standard แก่ตนเอง ว่าเป็นอย่างไร เป็นอย่างไร เป็นอย่างไร ; ถ้ามันไม่มีความรู้สึกว่า เป็นตัวตนตามสัญชาตญาณ มันก็ไม่รู้จะให้มาตรฐานแก่อะไร. เดี๋ยวนี้มันมีความรู้สึก ว่าตัวตน, ตัวตนขึ้นมาเสียแล้ว, มันก็ให้มาตรฐานแก่ตัวตน ตามความรู้สึกคิดนึก ของมัน. ดังนั้นมัน จึงให้เกิดมานะ คือความสำคัญมั่นหมาย โดยมาตรฐานนั้น ๆ เรียกว่ามานะมานะ แบ่งเป็น ๓ ชนิด : สำคัญมั่นหมาย ว่าดีกว่า, สำคัญมั่นหมาย ว่า เสมอกัน, สำคัญมั่นหมาย ว่าเลวกว่า, นี่มีอยู่ ๓ ชนิดเท่านั้น. ขอให้เอาความคิดของตัวเองนั่นแหละ, ความรู้สึกของตัวเองแหละเป็นหลัก เมื่อไรเรารู้สึกว่าเราดีกว่าคนนั้น แล้วระวังเถอะ, นี่มานะคือ กิเลสมันครอบงำเอาแล้ว มันรู้สึกว่าดีกว่าคนนั้น บางทีก็ รู้สึกว่าดีพอ ๆ กัน เท่ากัน ก็มานะนั่นแหละให้ มาตรฐานว่าเท่ากัน, บางทีมันก็ เลวกว่า เลวกว่า รู้สึกเศร้ารู้สึกเสียใจวูบไปทีเดียว ว่าเรามันเลวกว่า. นี่ดีกว่าหรือเสมอกันหรือเลวกว่า, เป็นกิเลสเกิดขึ้นเพราะมีสัญ ชาตญาณแห่งตัวตน ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการวัด หรือกำหนด หรือประมาณ, ถ้าไม่มีตัวตน มานะเหล่านี้มีไม่ได้. ทีนี้มานะนี้มันยังเล่นตลกนะ มันเป็นเรื่องสำคัญ สำคัญมั่นหมายเท่านั้น ที่ จริง เราอาจจะดีกว่าเขา โดยอะไรก็ตาม โดยชาติโดยกำเนิดโดยวิชาความรู้โดยสมรรถภาพ อะไรเราดีกว่าเขา ; แต่ เราไม่รู้สึกตัว, เราไปเข้าใจว่าเราเลวกว่าเขาก็ได้ อย่างนี้

น.164 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๓๕ มันเป็นมานะอีกชั้นหนึ่งที่สำคัญผิด ขาดทุนสองซ้อนเลย. เราดีกว่าเขานะ เรียกว่า เราดีกว่าเขาอยู่ โดยแท้จริงนะ เราอาจจะคิดว่าเราดีกว่าเขาก็ได้, เราอาจจะคิดว่าเรา เท่า กับเขาก็ได้, เราอาจจะ โง่คิดว่าเราเลวกว่าเขาก็ได้ ในกรณีที่เราดีกว่าเขา เราเหนือ เขานะ, เราก็ยังคิดได้ ๓ อย่างนั่นแหละ ว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า. ทีนี้ ในกรณี ที่มันเท่ากัน อะไร ๆ มันก็เท่ากัน เรียกว่าอยู่ในระดับเดียวกัน สติปัญญาความคิดความ สามารถ สมรรถภาพ สุขภาพอะไรเท่ากัน ; แต่ เราอาจจะโง่ไปคิดว่าเราดีกว่าเขาก็ ได้, เราเท่ากับเขาก็ได้, เราเลวกว่าเขาก็ได้. ทีนี้อันสุดท้ายเรามัน เลวกว่าเขา ด้อย กว่าเขาโดยประการทั้งปวง ; แต่เราอาจจะมีความคิดว่าเราดีกว่าเขา เหนือเขา ก็ได้ หรือเสมอกับเขา ก็ได้ เลวกว่าเขา ก็ได้, ได้สามคุณสามได้เก้า, ได้เก้าชนิด. มานะทั้ง ๙ ชนิดนี้มันมาจากอุปาทานว่ามีตัวตน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณ เกิดขึ้นว่ามีตัวตน, เอาตัวตนเป็นที่ตั้งแห่งการวัด แห่งการวางมาตรฐาน. ที่นี้ สติ ปัญญาความคิดความนึกมันโง่, มัน โง่เกินไปบ้าง หรือมัน โง่ผิดหลงผิด กลับกัน อยู่บ้าง, มันก็เกิดความสำคัญมั่นหมายต่างกันอย่างนี้ ซึ่งเป็นกิเลส. ถ้าสำคัญว่าดีกว่า เขา มันก็เกิดความรู้สึกทำนองหนึ่ง, ถ้าเท่ากันกับเขา ความรู้สึกก็เป็นทำนองหนึ่ง, เลว กว่าเขาก็รู้สึกทำนองหนึ่ง. ถ้าดีกว่าเขาก็ดูถูกเขา หรือว่าอะไร ๆ ชนิดที่มันทำไปเพราะคิดว่าดีกว่าเขา ถ้าเสมอกัน บางทีมันก็ จะเป็นเพื่อนกันก็ได้, หรือว่ามันจะเป็นคู่แข่งขันกันก็ได้ มันมี ปัญหาอยู่นั่นแหละ, ถ้าเลวกว่าเขามันก็น้อยเนื้อต่ำใจ, น้อยเนื้อต่ำใจแทบจะไม่มีแรง ทำอะไร. แล้ว ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความจริง, ทั้ง ๙ ชนิดไม่ใช่ความจริง เป็นเพียง ความสำคัญมั่นหมายด้วยความโง่. กิเลสพวกนี้ ชนิดนี้ เรียกว่ามานะ, มานะมี ๓ กลุ่ม, กลุ่มละ ๓, เลยได้เป็น ๙ ตัว.

น.165 มันมาจากสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่ามีตัวตน, แล้วยึดมั่นตัวตน, แล้วเห็นแก่ตนเห็นแก่ประโยชน์ของตน, มันก็ทำให้ความคิดคืบคลาน ออกไป ในทางที่จะเปรียบเทียบ แล้วมันก็เปรียบเทียบ. นี่ตัวตนเป็นที่ตั้งแห่งการเปรียบ เทียบ ตามอำนาจของสัญชาตญาณ ; ถ้าอย่ามีสัญชาตญาณว่าตัวตน มานะเหล่านี้ก็ไม่ เกิด ปัญหาก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้มานะมี ปัญหามันก็มีตามแบบของมีมานะ. พระพุทธเจ้าทรงมีมานะดุจธงอันพระองค์ทรงลดลงได้แล้ว. เมื่อตะก็ได้ยิน หรือเปล่า, พระเขาสวดเมื่อตะกี้มีอยู่บทหนึ่งคำหนึ่ง มีมานะดุจธงซึ่งพระองค์ลดลงได้แล้ว. พวกเรามีมานะดุจธง ยกชูขึ้นไม่ยอมลด, ไม่ยอมลดธง เป็นผู้ชนะเรื่อยไป ยกธง เรื่อยไป, มีมานะดุจธง ธงที่เขายกขึ้นโชว์. นี่ถ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีมานะดุจธงซึ่ง ลดลงได้แล้ว, คือพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ใช่เฉพาะพระพุทธเจ้า ท่านไม่มีมานะที่จะยกธง. นั่นแหละ มานะ นั่นแหละ แม้ว่ามันจะ ไม่รุนแรงร้ายกาจ เหมือนราคะ โลภะ โทสะ โมหะก็ตามเถอะ, แต่มันก็สร้างปัญหาสารพัดอย่าง ทรมานใจเหลือ ประมาณ. ความจริงตัวเองจะดีกว่าเขา หรือ เสมอ เขา หรือ เลวกว่า เขา ก็ไม่รู้ นะ ; ถ้าไปรู้สึก สำคัญมั่นหมายว่าเลวกว่าเขา แล้วมันก็นอนไม่หลับ, แล้วมันก็ทรมานใจ เหมือนกับตกนรกชนิดหนึ่ง, ตกนรกชนิดหนึ่ง. นรกนี้มีหลายร้อยชนิด คือความร้อน ใจในรูปแบบต่าง ๆ กัน, เดี๋ยวนี้ เราก็ต้องตกนรกชนิดหนึ่ง มันน้อยใจว่าเรามันเลว กว่าเขา ทั้งที่โดยที่แท้เรามีอะไรดีกว่าเขาอีกอยู่หลายอย่างหลายประการ. ฉะนั้น มานะ มันเกิดขึ้นได้ตามสิ่งแวดล้อมที่ผิด ๆ หรือว่าเพราะไม่รู้จักสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น มันก็ เกิดความสำคัญมั่นหมายขึ้นมาในใจอย่างผิด ๆ แล้วมันก็ได้มีความรู้สึกอย่างนี้. ช่วยคิดดูสักหน่อยได้ไหม ? คำนวณดูสักหน่อยได้ไหม ? ว่า ถ้าเราอย่ามี ความรู้สึก ๓ ประการนี้ หัวใจมันจะโล่งจะเกลี้ยงสักเท่าไร; ถ้าเราอย่ามีความรู้สึก

น.166 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๓๗ คิดนึกว่ากูดีกว่า กูเสมอกับมึง กูเลวกว่ามึง, ถ้าอย่ามีความคิด ๓ ประเภทนี้ มันจะสบาย ใจ จะมีจิตใจสงบเย็นได้สักเท่าไร, ฉะนั้น มานะนี้มันเป็นผลของสัญชาตญาณแห่ง ความมีตัวตน, แล้วก็ จะสงวนตน แล้วก็ จะยกตน แ ล้วก็ จะอวดตน อะไรต่าง ๆ, มาจากสัญชาตญาณ เป็นสัญชาตญาณ ที่ ออกมาเป็นกิเลสประเภทที่เรียกว่ามานะ. เอ้า, พูดกันอีกสักอย่างสองอย่าง ให้มันเข้าใจได้ง่ายขึ้น, ให้มันครบ ให้มัน เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่าสัญชาตญาณมันออกมาเป็นกิเลสประเภทไหนได้บ้าง ? ทีนี้ก็ กิเลสชั้น ละเอียดนั้นเข้าใจยาก, กิเลสขั้นละเอียดเข้าใจยาก เห็นได้ยาก ตัดได้ยาก มันก็มีอยู่ เรียกว่าอนุสัยก็มี, เรียกว่าสังโยชน์ก็มี. สัญชาตญาณกับอนุสัย. ที่เรียกว่า อนุสัย ยกตัวอย่างสัก ๓ อย่าง ว่า ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ชื่อบาลีจำยากไม่ขอร้องให้จำ; แต่ ให้รู้ความหมาย ของมัน. อนุสัย คือความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกผิด ๆ, ความเคยชินที่จะเกิดความรู้สึกผิด ๆ ขึ้นมา เป็น ๓ พวกนั่นแหละ โลภะ โทสะ โมหะ. ถ้ามันเกิด ความเคยชินชนิดที่จะเอา ที่จะเอา พวกโลภะ พวกราคะเรียกว่า ราคานุสัย, สัญชาตญาณแห่งความรู้สึกคิดนึก ที่จะเอา จะเอาเข้ามา ดึงเขามาหาตัว เรียกว่าราคานุสัย. ทีนี้อีกอันหนึ่งมันไม่ชอบ มันไม่ถูกกัน ; นี้หมายความว่ามันถูกกัน มันก็จะดึงเอาเข้ามาหาตัว. นี้ถ้ามันไม่ชอบ ไม่ถูกกัน, มันจะตีให้ตายไป หรือมัน จะผลักออกไป ก็เรียกว่าปฏิฆานุสัย คือเป็น พวกโทสะ โกธะ. ถ้ามัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่มันก็ยังทึ่ง ยงสนใจวนเวียนอยู่ ที่นั่น ก็เรียกว่า อวิชชานุสัย.

น.167 ไม่ใช่คำสำหรับพูดครึกระอยู่ในวัดนะ ; แต่มัน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในหัวใจ ของคนทุกคนแม้ที่บ้าน มันมีความรู้สึกอย่างเหนียวแน่น ที่คอยแต่จะเกิดขึ้นมา, หรือสะสมไว้ให้มาก สำหรับจะเกิดขึ้นมา สะสมไว้ในใจ. อันที่หนึ่งเกิดขึ้นมา เป็นราคะ คือ ความรัก; ฉะนั้นมันจึง เป็นสิ่งที่ บังคับยาก เรื่องความรัก ใคร ๆ ก็พอจะรู้ว่าบังคับยากสักกี่มากน้อย. นี่ก็เพราะสิ่งที่ เรียกว่าอนุสัยราคานุสัยที่สะสมไว้เติมลงไว้ เติมลงไว้ในสัญชาตญาณแห่งมีตัวตน. ต้องการจะได้ ต้องการ จะมี ต้องการ จะเห็นแก่ตน ต้องการจะให้ใครบำเรอตน, มันก็มีราคานุสัย คือง่ายที่จะรัก, จึงไม่มีใครเอาชนะมันได้ง่ายๆ; มีแต่อกไหม้ไส้ขม ไปทั้งนั้นแหละเรื่องของความรักน่ะ เพราะมัน ง่ายที่จะเกิด. ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็เอา ออกไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งนี้ คือสัญชาตญาณแห่งการที่มีตัวตน, และต้องการให้ได้รับการ บำเรอจากสิ่งแวดล้อม, ต้องการจะถนอม ต้องการจะอวด ต้องการจะอะไรต่าง ๆ. อันที่สอง เรียกว่า ปฏิฆะ ปฏิฆะคือ ในกรณีที่ไม่ชอบ, ในกรณีที่จะ ไม่เอา, มันจะทำลาย มันจะตีกลับออกไป. อันที่ ๑ ดึงเข้ามา, อันที่ ๒ ตีกลับออกไป, อันที่สาม อวิชชานุสัย วนเวียนอยู่รอบ ๆ ด้วยความโง่ ความรู้สึกที่เป็น กิเลสโดยใจความมีอยู่อย่างนี้. รู้จักกิเลสกันไว้โดยใจความ ว่ามีอยู่ ๓ พวกเท่านี้แหละ ; พวกหนึ่ง จะ ดึงเข้ามาหา เป็นความรัก ความกำหนัดยินดี เป็นความโลภ เป็นราคะเป็นโลภะ, พวก นี้จะดึงเข้ามา. ทีนี้ อีกพวกหนึ่ง ไม่ถูก คือเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ มันก็จะผลักออกไป หรือจะตีเสียให้ตาย. อันที่สามนั้นโง่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ก็เลยวิ่งอยู่รอบๆ เป็น ภาพพจน์ที่จำได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย สำหรับจะรู้จักกิเลส หรือสำหรับจะเอาไปจัดหมวดกิเลส, กิเลสมันมีกล่าวไว้เป็นชื่อมากมายหลายสิบชนิดเต็มที.

น.168 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๓๙ ถ้าเราอยากจะรู้ว่ากิเลสตัวนั้นมันอยู่ในพวกโลภะ, หรืออยู่ในพวกโทสะ, หรืออยู่ในพวกโมหะ, ก็ ศึกษาให้รู้ สิว่า กิเลสตัวนั้นมันมีอาการอย่างไร. ถ้ากิเลส ตัวนั้นมันมีอาการจะดึงเข้ามาสู่ตนเอง กิเลสตัวนั้น ก็อยู่ในพวกโลภะ หรือ ราคะ, ถ้าศึกษาดูแล้วกิเลสตัวนั้น มัน มีอาการผลักออกไป หรือตีเสียให้ตาย ทำลายเสีย มันก็ อยู่ในพวกโทสะ, ถ้ามันโง่ ไม่รู้อะไรวิ่งวนอยู่รอบๆ มันก็ อยู่ในพวกโมหะ, นี่ กิเลส มันมี ๓ กลุ่ม ๓ กองเท่านี้แหละ. นี่กิเลสก็คือเกิดขึ้นเต็มที่. ทีนี้ ความเคยชินของกิเลส ที่จะเป็นอย่างนั้นอีก ก็เรียกว่าอนุสัย, ร้ายกาจ เหลือเกิน ; ฉะนั้นเราจึงบังคับยาก บังคับไม่ให้รักนี่บังคับไม่ได้, บังคับให้ไม่โกรธนี่ บังคับไม่ได้, บังคับไม่ให้กลัว ไม่ให้อะไรนี้, บังคับไม่ได้ ก็เพราะว่ามันสะสมอนุสัย ไว้มาก, ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสนั้นสะสมไว้มาก. สะสมไว้ที่ไหน ? มัน ก็สะสมไว้ ที่สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน ที่มีอยู่ในสันดาน. มันคล้าย ๆ กันที่จะเรียกใน บาลีว่าอนุสัย, อนุสัยคือสัญชาตญาณที่ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในรูปของสัญชาตญาณ ; เพราะว่าเราได้สร้างความรู้สึกอันนั้นเพิ่มเข้าไว้ เพิ่มเข้าไว้ เพิ่มเข้าไว้, มันก็ง่ายที่จะรักบ้าง ง่ายที่จะโกรธบ้าง ง่ายที่จะโง่บ้าง มันรักหรือมันโกรธหรือมันโง่ มัน ๓ อย่างนี้ เพราะ มีสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณกับสังโยชน์. เอ้า, ที่นี้ถ้าจะพูดกันให้หมดอีกสักที ก็อยากจะพูดไปถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ. อย่าเพ่อให้สัญชาตญาณที่จะโกรธขึ้นมานะ จะไม่ทนฟัง, สัญชาตญาณที่จะโกรธที่จะไม่อยาก ฟัง อย่าเพ่อให้เกิดนะ. ขออดทนหน่อย อดทนต่อไปหน่อย; เพราะว่าเรื่อง สังโยชน์ ๑๐ ประการนี้ มันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก, สังโยชน์แปลว่า เครื่องผูก- เครื่องผูก

น.169 เครื่องล่าม, เหมือนกับโซ่หรือตรวนหรือชื่อหรือคา หรืออะไรนี่, เครื่องล่ามเครื่อง ผูกเครื่องจำเรียกว่าสังโยชน์. สิ่งที่มันผูกจิตใจไว้ ให้ติดอยู่ในกิเลสในความทุกข์ ในวัฏฏะนี่คือสังโยชน์ ก็คือมันผูกให้ติดไว้กับสิ่งที่จะเป็นทุกข์, สิ่งที่จะทำให้เกิดทุกข์ มันมีสังโยชน์ผูกติดไว้กับสิ่งนั้น. ถ้าตัดสังโยชน์ได้หมดก็เป็นพระอรหันต์, ถ้าตัด สังโยชน์บางส่วนได้ ก็เป็นพระอริยเจ้าที่ลด ๆ รอง ๆ ลงมา, ถ้าตัดไม่ได้ เลยเป็น ปุถุชนเต็มขั้น, ถ้ามันตัดสังโยชน์ไม่ได้เสียเลย มันเป็นบุถุชนเต็มที่. นี่คอยฟังดูว่า เรามันเป็นปุถุชนเต็มที่หรือว่า เรามันละอะไรได้บ้าง. สังโยชน์ข้อที่ ๑ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน, ความ เห็นว่ากายของตน ทั้งที่ไม่รู้จักว่ากายคืออะไรโดยแท้จริง, แต่มันเกิดความคิดความเห็น อันนี้ได้ว่ากายนี้, กายนี้เท่าที่เด็กทารกนั้นมันจะรู้สึกได้ว่า กาย ๆ นี้นั้นแหละของตน. เด็กที่โตแล้วอย่างนี้ก็ได้, คนหนุ่มคนสาวคนแก่คนเฒ่าก็ได้, ที่เขารู้สึกว่าอะไรเป็นกาย -เป็นกาย เอาเป็นของตน นั่นคือสังโยชน์ข้อแรก. คำว่า กาย ๆ นี้แปลว่า หมู่. คำว่า กายโดยแท้จริงไม่ได้แปลว่าร่างกาย คำว่า กาย มัน แปลว่าหมู่. แต่โดยเหตุที่ว่า ร่างกายของคน ๆ หนึ่งมันมีของหลายอย่าง รวมกันเป็นหมู่, เช่นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไร ๓๒ อย่าง หลายอย่างมันรวมกัน เป็นหมู่นี้ ก็เลยเรียกว่ากาย. คำว่า กาย นี้ แปลว่าหมู่, ไม่ได้แปลว่าร่างกาย. แต่ เพราะเหตุที่ร่างกายนั้นประกอบด้วยของหลายอย่างเป็นหมู่ ก็เลยเรียกว่าร่างกาย. คำว่า กาย แปลว่า หมู่ ; เช่น พลกายนี้แปลว่าหมู่แห่งทหาร, หมู่แห่งพล หมู่แห่งเสนา นี่ พลกาย กาย นั้นน่ะแปลตามเดิมตามคำเดิมว่า หมู่ กลุ่ม, หมู่ กายแห่งทหารเรียกว่าพลกาย. เรามีสัญชาตญาณแห่งความยึดถือว่าตัวตนอยู่ในสันดาน พอมีความ รู้สึกเจริญขึ้น, พอเด็กทารกมันเจริญขึ้นพอที่จะรู้ว่ามีอะไร มัน ก็ยึดเอาสิ่งนั้นเป็นกาย

น.170 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๔๑ เป็นตัวกู ; เด็กไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง เรื่องธรรมะธรรมโมอะไรไม่รู้ทั้งนั้น ; ดังนั้น เด็กนั้นจึงรู้ได้แต่เพียงตามที่สัญชาตญาณมันจะชวนให้รู้ ชวนให้รู้สึกแล้วชวนให้สำคัญ มั่นหมาย. ฉะนั้น เมื่อเด็กโตขึ้นก็มีความรู้สึกประเภทตัวตนตัวกูได้เอง, แล้วมัน เกิดมาจากผัสสะที่มากระทบของอร่อย ก็รู้สึกว่าอร่อย, แล้วมันมีความรู้สึกเกิดเขยิบ ต่อไปถึงว่ากูอร่อย, แม้จะไม่ออกเสียงว่ากู แม้จะพูดว่ากูไม่เป็น, พูดคำว่ากูมันพูด ไม่เป็นก็ตามเถอะ, แต่มันมีความรู้สึกในความหมายของกู กูอร่อย กูไม่อร่อย อย่างนี้ มันก็เพิ่มมากขึ้น ๆ ๆ จนอายุมันมากขึ้น ความรู้สึกที่เป็นตัวกูก็เข้มข้นขึ้น เข้มข้นขึ้น, ที่นี้อะไร ๆ ที่มันเนื่องกันอยู่หมดนี้ ทั้งร่างกายนี้มันก็เป็นของกู. ฉะนั้น เด็กจะรู้สึก ได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอนว่าทั้งหมดนี้ของกู. ไปคิดเอาเอง, ไปสังเกตเอาเองว่า เด็ก ๆ มันจะรู้สึกของมันได้เอง ว่าทั้งหมดนี้เป็นของกู, เรียกว่า เป็นความโง่ข้อแรก ความโง่นัมเบอร์หนึ่ง ที่มันจะเกิดขึ้นในความรู้สึก คิดนึกของเด็กนั้น, เรียกว่าสักกาย- ทิฏฐิ- สักกายทิฏฐิ. ทิฏฐิแปลว่า ความคิดเห็น สักกายะ ว่า กายของกู - ว่ากายของกู, ความคิดเห็นว่ากายของกู เด็กก็มีความรู้สึกอย่างนี้ตลอดชีวิตแหละ. นี่อันแรกนี่ มันก็ลำบากสักเท่าไรที่เอาอะไร ๆ เป็นของกู, แต่แล้วไม่เป็นได้ มันเป็นไปไม่ได้, มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน, เรียกว่ามันเป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ, ตามกฎของอิทัปปัจจยตา. นี้ คนเราก็ต้องเป็นทุกข์ เพราะว่าสิ่งเหล่า นั้น ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ, ทั้งที่เรารู้สึกว่าของกู ทั้งที่เรารู้สึกว่าตัวกู, ตัวกูก็ไม่ เป็นไปตามต้องการของกู ของกูก็ไม่เป็นไปตามที่กูต้องการ. นี่คือ ความทุกข์พื้นฐาน ความโง่ นัมเบอร์หนึ่ง เรียกว่าสังโยชน์ ทำให้ผูกติดกันอยู่กับความทุกข์, หรือ ผูก ติดกันอยู่กับกระแสแห่งความทุกข์ คือปฏิจจสมุปบาทแห่งความทุกข์, มีกระแส, มีวง มีห่วง แล้วมันก็ผูกจิตให้ติดไว้กับห่วงนั้นแหละ โดยสักกายทิฏฐิความเห็นว่า ของกู. ถ้าฟังไม่เข้าใจ มันก็จะไม่สนใจ, จะไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายอะไร.

น.171 ถ้าฟังออกแล้วจะสะดุ้ง ว่ามันเป็นเรื่องของเราโดยเฉพาะ ที่ทำให้เราติดอยู่กับความ ทุกข์ ออกมาไม่ได้ เพราะมันมีสิ่งนี้ผูกพันไว้, ผูกพันไว้เหมือนกับล่ามไว้หรือเย็บ ติดเข้าไว้ออกไม่ได้. ข้อที่ ๑ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นสัญชาตญาณพวกแม่บท ว่ามีตัวตน มีเป็นของตน แต่ไม่ต้องเล็งถึงตัวสัญชาตญาณแม่บทก็ได้, เป็นสัญชาตญาณลูกที่คลอด ออกมาเป็นความเห็นแก่ตน ว่ามีตัวตน แต่ความหมายเดียวกันหมด, ความหมายว่ามีตัว ตนของตนในระดับโง่ที่สุด. ต่อมามันก็มีความรู้สึกว่าตัวตนของตนสูงขึ้นไป ละเอียด ยิ่งขึ้นไป, จนเอาธรรมะเป็นตัวตน, จนเอาปรมาตมัน สิ่งสูงสุดอะไร เป็นตัวตน โน่น มันไม่ยอมขาดออกง่าย ๆ แต่นี่ โดยพื้นฐานสำหรับ บุถุชนทั่วไป ก็มีความรู้สึกว่า ตัวกูหรือของกูนั่นแหละ เป็นเครื่องผูกให้ติดไว้กับสายโซ่ของความทุกข์ ที่เรียก ว่าปฏิจจสมุปบาท. เครื่องผูก ข้อที่ ๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา ความลังเลไม่แน่ใจว่ามันถูกต้อง แล้ว. ที่เขาจะพูดหรือเขาจะ อธิบายกันตามธรรมดา ก็จะว่าความลังเลสงสัย ความ อะไรอีกหลาย ๆ อย่าง. แต่ขอระบุว่า ความลังเลว่ามันไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดได้ตามสัญชาต- ญาณ คือเกิดเองนั้น, เราไม่รู้เราก็ลังเลว่ามันจะไม่ถูกต้อง . นี่ถ้าเขาสอนให้รู้ เราก็ ลังเลว่าคำสอนนั้นมันไม่ถูก, ยังผิดอยู่นั่นแหละ คือไม่ถูกต้องอยู่นั่นแหละ. ไม่มีความ แน่ใจเด็ดขาดลงไปว่ามันถูกต้องแล้ว, นั้นตั้งแต่ว่าเรื่องสุขภาพอนามัยของเรานี้ เราก็ ไม่ได้แน่ใจว่ามันถูกต้องแล้ว ; ปลอดภัยแน่แล้ว, มันยังมีสิ่งที่จะต้องเป็นทุกข์ เจ็บไข้ ได้บ่วยอะไร ซ่อนอยู่ในนั้น. ความปลอดภัยอย่างอื่น ๆ ก็เหมือนกัน มัน ไม่แน่ใจว่า ปลอดภัย : ความปลอดภัยทางการเงิน, ความปลอดภัยทางการคุ้มครอง, ความปลอดภัย ทางอะไร, กระทั่งว่าสิ่งที่เรากระทำอยู่ทุกวันนั้น, เราก็ไม่ได้แน่ใจว่าเราจะทำได้ หรือว่า เราจะทำไม่ได้, มันก็สงสัยอยู่ ว่ามันจะถูกต้องหรือไม่ ? มันจะตัดปัญหาทั้งหลายทั้งปวง

น.172 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๔๓ ได้หรือไม่ ? แต่ถ้าเราโง่ให้มากๆ เราจะพูดว่าเงินจะตัดปัญหาทั้งปวงได้, เราก็จะคิด ว่าอย่างนั้น, เราก็คิดแต่จะหาเงิน, แต่ส่วนลึกมันก็ยังสงสัยอยู่ ว่า แม้แต่เงินหรือแม้ แต่พระเจ้า มันก็ยังไม่แน่ว่าจะคุ้มครองได้. นี่เป็นเหตุให้สงสัยในพระพุทธ, สงสัย ในพระธรรม, สงสัยในพระสงฆ์ ว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริงหรือไม่ ? มันสงสัยอย่างนั้น มันก็ดี มันก็มีประโยชน์นะ ถ้าว่าสงสัยไว้ก่อนไม่เชื่อเสียทีเดียว ; แต่ถ้ามัน ยังมี อยู่แล้วมันก็ต้องมีปัญหา ต้องมีความทุกข์. ฉะนั้น อย่ามีให้มากจนมีความทุกข์ ; ถ้ายังไม่เชื่ออย่างที่กำลังพูดนี้ ยังไม่อยากจะเชื่อก็ได้, แต่ อย่าเอาไปสงสัยให้เป็นทุกข์, อย่าเอาไปลังเลให้เป็นทุกข์. ขอให้สังเกตดู. สังเกตดู, พั่งดูฟังดู, ถ้าเห็นว่ามีเหตุผล คงจะดับทุกข์ได้ ก็ลองปฏิบัติดู ; ถ้ามันดับทุกข์ได้แล้วก็เชื่อ, แล้วก็หมดความ ลังเล, หมดความสงสัย. เดี๋ยวนี้ เรายังมีหวาดผวาอยู่ในส่วนลึก ที่เรียกว่า subconscious ในส่วน ลึกที่เราไม่ต้องรู้สึก หรือไม่รู้สึกเรายังมีความหวาดผวาดอยู่ในส่วนนั้น ว่ายังไม่ปลอดภัย ยัง มีอันตราย. นี่เรียกว่า วิจิกิจฉา, มันวิจิกิจฉาไปได้หมดแหละ. บางทีจะวิจิกิจฉาว่า พ่อแม่นี้จะรักเราจริงหรือไม่ ? ก็ดื้อไว้ก่อนดีกว่า เผื่อพ่อแม่ไม่ได้รักเราจริง. นี่มัน มีได้สารพัดอย่างความลังเลไม่แน่ใจลงไปในทุกสิ่ง ที่หวังว่ามันจะมีประโยชน์, หรือจะ ปลอดภัย, มันยังลังเลสงสัย. ฉะนั้น เรามีความหวาดผวาได้เมื่อไรก็ได้ ถ้ามัน แสดงออกมาให้เห็นสักนิดหนึ่ง ว่ามันเป็นอันตรายหรือมันไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้. วิจิกิจฉาจึงเป็นสิ่งที่ทรมานใจอยู่ในส่วนลึกใต้สำนึก, มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันมี สัญชาตญาณแห่งตัวกู ที่ยังไม่ไว้ใจ ที่ยังหวาดผวาอยู่ว่าจะไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตัวกู. ที่นี้ สังโยชน์ที่ ๓ สีลัพพัตตปรามาส, ตะกี้พูดไปทีแล้ว เรื่องอุปาทาน สีลัพพัตตปรามาส เราไม่มีความรู้โดยประจักษ์โดยถูกต้องกับสิ่งนั้น ๆ แล้วเราก็เข้าใจผิด

น.173 ต่อสิ่งนั้น ๆ แล้วเราก็ยึดถือไว้อย่างผิด ๆ. นี่เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ อยู่เหมือนกัน ที่จำเป็นจะต้องมีสิ่งนี้ ; เพราะว่าเรายังเข้าใจไม่ได้, เพราะ ว่าเรายังเข้าใจไม่ได้. ถ้าเราเข้าใจเรื่องฟ้าร้อง ฟ้าผ่าไม่ได้, เราก็ต้องคิดเอาเองอย่าง ว่าเป็นอะไร. ถ้าเราคิดได้แต่เพียงว่ามันเป็นเรื่องของรามสูรกับเมฆขลา มันก็เป็นเรื่องของ รามสูรกับเมฆขลาไป, มันเป็นความจริงเพราะเราคิดอย่างนั้น เพราะเราเชื่ออย่างนั้น, อะไร ๆ อีกมากอย่าง ที่เราไม่เข้าถึงความจริง, แต่เราก็ยึดถือตามที่มันปรากฏแก่ความรู้สึก ของเรา : นี่เรียกว่า เรามันโง่ตลอดเวลา. ทีนี้ มามองดู เฉพาะสิ่งที่เรากำลังต่อสู้ โดยสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้, เราคิดว่าจะต่อสู้ความทุกข์ได้ด้วยเหตุนี้ ด้วยเหตุอย่างนี้ ด้วยพิธีรีตองอย่างนี้. เหมือน ใครแขวนพระเครื่อง, ถ้าแขวนพระเครื่อง ก็คิดว่าพระเครื่องนี้จะคุ้มครอง, ไม่ได้ คิดว่าเราจะปฏิบัติให้ถูกต้องมันจึงจะคุ้มครอง. จึงจะไม่เป็นทุกข์. เราก็มาถือเสียว่า เพียง แต่เอาพระเครื่องมาแขวนคอ มันก็คุ้มครองได้หมด, ไม่มีความทุกข์. นี่ ความคิดของ เรามันมีเพียงเท่านั้น คือโง่, แล้ว เราก็ไม่อาจจะรู้ว่าพระพุทธเจ้านั้นคือใคร, แล้ว พระพุทธรูป ที่เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้านั้น คือใคร, ก็เราเอามาแขวนไว้เพราะ ว่ามีคนบอกว่าคุ้มครองได้, คุ้มครองได้ ; อย่างนี้ ยังเป็นสีลัพพัตตปรามาสอยู่. ฉะนั้น ตลอดเวลาที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่ เราจะต้องมีความคิดนึกอย่างนี้, จะต้องรู้สึกอย่างนี้. เพราะฉะนั้นเขาจึงแขวนพระเครื่องกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง, จนกว่าเขาจะรู้ว่า พระเครื่อง นี้คืออะไร, พระพุทธเจ้าคืออะไร, แล้ว ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วดับทุกข์ได้ นั้น แหละมันจึงจะพ้นจากสีลัพพัตตปรามาส. เดี๋ยวนี้ก็ได้แต่ว่า เชื่อว่าปาฏิหาริย์ ฤทธิ์เดช บารมีอะไรของพระ- พุทธเจ้า ที่ใครเขาเสกเป่าไว้ในพระเครื่อง เอามาแขวนเข้าแล้วก็จะคุ้มครอง ; อย่างนี้มันผิดจากความจริง, มันผิดจากเหตุผลแห่งความจริง, อย่างนี้ก็เรียกว่า มันลูบคลำ

น.174 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๔๕ ความจริงผิด ๆ, ทำความจริงให้เป็นของไม่จริงเพราะความเข้าใจผิด. นี้ต้องมีกันอยู่ทุก คน ; เพราะฉะนั้นจึงต้องเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันไปก่อน. เราจะพูดว่าไสยศาสตร์ นี้ต้องเก็บไว้ก่อน, เก็บไว้ให้คนปัญญาอ่อน ซึ่งมันมีอยู่มากในโลก ยังเลิกไม่ได้ ตลอด เวลาที่ยังต้องพึ่งไสยศาสตร์อยู่ มันก็ยังเป็นสีลัพพัตตปรามาสอยู่. นี่เพราะสัญชาตญาณ แห่งตัวตนมันมีอยู่, แล้วมันรู้เพียงเท่านั้น มันรู้มากกว่านั้นไม่ได้, มันก็คิดอย่างนั้น เพราะความรักตน, เพราะมันรักตน มันอยากให้ตนปลอดภัย. นี่คนเราจึงมีสีลัพพัตต- ปรามาส กันอยู่ทั่วไป, ทำพิธีรีตองต่าง ๆ นานา ; แม้จะเล่าเรียนศึกษากันมาอย่างไร ก็ยังไม่พ้นที่จะเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีเหตุผล, ไม่เข้าถึงความจริงของสิ่งนั้น ๆ แล้วก็ ยอมรับเอาสิ่งนั้นเข้ามาอย่างไม่มีเหตุผล, เพื่อเป็นที่พึ่งบ้าง, เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองบ้าง, เพื่อประโยชน์อย่างอื่นบ้าง ก็ตามใจเถอะ. ถ้าไม่ทำด้วยเหตุผลที่แท้จริงของสิ่งนั้น เอาเข้ามาปฏิบัติอยู่ แล้วก็เป็น สีลัพพัตตปรามาส จึงเต็มไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง, ไม่ว่าคนไทยหรือคนฝรั่งหรือคนจีนคน แขกเขาก็มีไปตามแบบของเขา, เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส คือลูบคลำศีลและวตร, นี่ใช้ ภาษาศาสนาภาษาวัด ศีลคือข้อปฏิบัติในส่วนศีล, วัตรคือข้อปฏิบัติที่เป็นวัตรยิ่งขึ้นไป , ไม่รู้เหตุผลตามที่เป็นจริงของสิ่งนั้นๆ แล้วก็จับเอามาถือไว้ด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ คือไม่มีเหตุผล เอามาถือไว้ด้วยความโง่ของตนอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น, นี้คือ สีลัพพัตตปรามาส อันนี้ก็ ออกมาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, ยึดถือตัวตนเป็นหลัก ยึดถือความ รู้สึกคิดนึกของตัวตนเป็นหลัก, มันก็เกิดขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า นี้ก็มาจากสัญชาตญาณ. ทีนี้ สังโยชน์ที่ ๔ เรียกว่า ถามราคะ คือ ยินดีในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง ความรักความใคร่. นี่เด็ก ๆ มันก็ทำเป็น อะไรถูกใจ อะไรถูกใจมันก็ต้องยินดีในสิ่งนั้น, แล้วสิ่งที่มาทำให้เกิดความยินดีมีมากขึ้นทุกที มากขึ้นทุกที, สูงสุดและรุนแรงยิ่งขึ้น ทุกที จนถึงระดับสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า กามะ, - กามะคือความใคร่ หรือวัตถุเป็นปัจจัย

น.175 แก่ความใคร่, มันก็ มีความยินดีอย่างแรงในสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น - เพิ่มขึ้น - เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ทารกเริ่มรู้สึกต่อเวทนา, รู้จักแยกแยะเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา มันก็มีความ พอใจในส่วนที่เป็นสุขเวทนา ที่น่าปรารถนา แล้วที่เป็นการขับกล่อม เลยความจำเป็น ไปเป็นเรื่องของกิเลส, คือว่าเลยสิ่งที่จำเป็นของชีวิต กลายเป็นเรื่องของกิเลส. เช่นว่า อาหาร อย่างนี้ ทีแรก มันก็กินแต่เพียง เป็นเพียงอาหาร, แต่ทีนี้ มัน มีการปรุง ให้เอร็ดอร่อย ให้ยั่วยวนแก่การกิน เลยระดับของอาหาร มันก็ กลาย เป็นเหยื่อของกิเลส. ถ้าเรากินสิ่งที่กินเพียงเป็นอาหาร ไม่มีโทษ; แต่ถ้าเรา กินเป็นเครื่องอร่อย แก่จิตใจแก่กิเลส นี้มัน ไม่ใช่อาหารแล้ว, มัน กลายเป็นกาม ชนิดหนึ่งแล้ว, เรียกว่ากามได้เหมือนกัน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกามได้ ทั้งนั้น ถ้ามันถูกใจแก่กิเลส. นี่เราก็ มีความรู้สึกในสิ่งชนิดนี้มากขึ้น ๆ เป็นนิสัย เรียกว่ากามราคะ-ชอบเอร็ดอร่อย ซึ่งเป็นการบำรุงบำเรอในความหมายของ กิเลส แทนที่จะเป็นความจำเป็นแก่ชีวิต. ฉะนั้น ระวังให้ดี เรื่อง รูป เรื่อง เสียง เรื่อง กลิ่น เรื่อง รส เรื่อง สัมผัส ผิวหนังอะไรก็ตามเหล่านี้ มัน ควรจะมีอยู่อย่างถูกต้องเท่าที่จำเป็น ที่จะต้องมี ; ถ้า มีเลยนั้นก็เป็นเรื่องของกิเลสคือเป็นกาม ที่เป็นวัตถุ อยู่ข้างนอก เรียกว่าวัตถุกาม, ที่เป็นความรู้สึกรุนแรงอยู่ข้างใน เรียกว่ากิเลสกาม. วัตถุกามกับกิเลสกามรวมกัน นั่นแหละคือกาม ก็มีความยินดีในสิ่งที่เป็นกาม หรือเป็นปัจจัยแก่กาม มาตั้งแต่อ้อนแต่ ออก จนใหญ่จนโต มันก็ผูกพันกันไว้ให้ติดกันอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหยื่อแก่ กิเลส, ไม่ใช่เป็นอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิต. รู้จักแยกแยะ กันให้ดี ๆ นะ เหยื่อของกิเลส กับอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิต แล้วมันจะเห็นได้ง่ายๆ ไม่ยากนัก ; ที่มัน ทำให้อร่อยมากขึ้นไปเกินกว่าจำเป็น นั่น

น.176 สัญชาตญาณกับกิเลส ( ต่อ) ๑๔๗ มันจะเป็นเหยื่อของกิเลส, ถ้าเท่าที่จำเป็นแก่ชีวิต ก็ยังคงเป็นอาหารที่จำเป็น แก่ ชีวิต, ถ้าเป็นเหยื่อของกิเลส แล้วมันก็เป็นเรื่อง เข้าไปในขอบเขตของความโง่ ซึ่ง จะต้องใช้เงินมากจนเงินไม่พอใช้ นั่นเป็นเรื่องของกิเลส เป็นความหลอกลวงของกิเลส ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ถลำเข้าไปในขอบเขต ของเหยื่อของกิเลสมากขึ้น ๆ จนเป็นนิสัย. จะเห็นได้ง่ายๆ ว่า กินเพื่ออร่อย นั้นแหละมัน จะเพื่อกิเลส, ถ้า กินเพื่อ อยู่ได้พอสบาย นั่นแหละ เป็นกินอาหาร, กินอาหารกินเพื่อพออยู่ได้ตามสบาย ชีวิตอยู่ ได้ตามสบาย. ถ้าเพื่อเอร็ดอร่อยเกินจำเป็น เป็นเรื่องของกิเลส, แล้วมันก็กลายเป็น เหยื่อของกิเลส. ระวังอย่าได้อยู่ด้วยเหยื่อของกิเลส, อยู่ด้วยอาหารเท่าที่จำเป็นแก่ ชีวิต นี่ว่ากามราคะก็หมายความว่า พอใจกำหนัดยินดีในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความเอร็ด- อร่อยแก่กิเลส ที่เรียกว่ากาม แล้วก็มีกันทุกคน. มีเรื่องที่จะต้องพิจารณาดูอย่าเพ่อโกรธนะ ว่าสัตว์เดรัจฉานมันไม่เคยกินเพื่อ เป็นเหยื่อของกิเลสนะ ; แต่พวกเรานี่มันไปกินเพื่อเป็นเหยื่อของกิเลสแล้วแพง ๆ ทั้งนั้น เลย, เปิดร้านอาหารโต้รุ่งเพื่อเอร็ดอร่อย อิ่มแล้วก็ยังจะกินใช่ไหม ? ถ้ามันอร่อยน่ะอิ่ม แล้วมันก็ยังอยากจะกินอยู่นั่นแหละ, สัตว์เดรัจฉานทำไม่เป็นนะ, สัตว์เดรัจฉานกินอิ่มแล้ว มันก็เลิกกันแหละ. นั่นแหละดูให้ดี ๆ ว่าอย่าให้สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนโว้ย, มัน ไม่ตกไปในเหยื่อของกิเลสมากเหมือนคน. ถ้าถือข้อนี้ได้มันจะประหยัดเงินได้มากนะ มันจะมีความทุกข์น้อยลงกว่านี้มากนะ. นี่สังโยชน์ตัวที่ ๔ เรียกว่ากามราคะ. สังโยชน์ที่ ๕ เรียกว่า ปฏิฆะ - ความรู้สึกไม่ชอบใจ หงุดหงิด กระ- ทบกระทั่งแห่งจิต จะโกรธเป็นพื้นเป็นไฟก็ได้, หรือแม้แต่โกรธอยู่เล็กน้อยหงุดหงิด หงุดหงิดนิดๆ อยู่ในใจก็ได้ เรียกว่าปฏิมะทั้งนั้น แหละ คือความโกรธทั้งนั้นแหละ. ความ กระทบกระทั่งแห่งจิต คือจิตไม่ชอบใจ, จิตดิ้นรนด้วยสิ่งที่มากระทบกระทั่ง

น.177 เรียกว่าปฏิฆะ บางทีไม่มีเหตุผลอะไรก็เกิดปฏิฆะขึ้นมาได้ด้วยความคิดที่ผิด ๆ ความจำ แต่หนหลังนานแล้วก็เอามาคิดนึกให้จิตเกิดปฏิฆะ กระทบกระทั่งอย่างนี้ก็ได้. ที่เป็นปัญหาโดยมากมันเป็นอย่างนั้น, มันเป็นเรื่องของ สัญญาในอดีต เอามาคิดให้ กระทบกระทั่งในจิตใจให้มัน มากกว่าที่จะมีเรื่องจริงเฉพาะหน้า เข้ามากระทบ, ถึง เรื่อง จริงเข้ามาเฉพาะหน้ากระทบ มันก็เป็นปฏิฆะ เหมือนกัน ; แต่ดูมันจะหายไปเร็ว กว่าที่ว่าจะไปเอาเรื่องเก่า ๆ ในอดีตในความจำมาคิดมานึกแล้วเกิดปฏิฆะ. แล้วเราก็ อยู่ด้วย ความปฏิฆะ ไม่พอใจได้ง่าย, เดี๋ยวก็ด่าฝน, เดี๋ยวก็ด่าแดด, เดี๋ยวก็ด่าลม, เดี๋ยวก็ไม่ พอใจในอะไร ๆ ที่มันเข้ามาเกี่ยวข้องมาถูกต้อง ; นี้มันปฏิฆะ. อยู่ที่กรุงเทพฯ คงจะ ปฏิฆะด้วยยุงมากกว่าที่นี่, ไม่มีความปกติแห่งจิต มันปฏิฆะมันหงุดหงิด หงุดหงิด, ถ้ามีจิตใจสูงพอมันก็ไม่ต้องเป็น. เดี๋ยวนี้มัน มีความเห็นแก่ตน พอไม่ได้อย่างตนต้องการมันก็ปฏิฆะ, แล้วมันโกรธหรือปฏิฆะมากกว่าความเป็นจริง. เรามักจะโกรธอะไรมากเกินกว่าความ เป็นจริง ; เช่นยุงกัดนิดเดียวมันโกรธตั้ง ๑๐ เท่า ๑๐๐ เท่า เหมือนกับเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องโต. นี่มันเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง มีการกระทบกระทั่งแห่งจิต เพราะมีสัญชาต ญาณตัวตน ไม่อยากให้อะไรมาลบหลู่ ดูหมิ่นตน, ไม่อยากให้มากระทบกระทั่งตน, ไม่อยากให้มาทำความเจ็บปวดแม้แต่รำคาญให้แก่ตน ; แมลงวัน หรือแมลงหวี่มาตอม ที่ตา ก็โมโหโทโสเป็นยักษ์เป็นมาร, ถึงขนาดเป็นยักษ์เป็นมารก็ได้นะ แมลงหวี่มา ตอมที่ตา. คิดดูให้ดีว่า ปฏิฆะ นี่ก็ไม่ใช่ของเล่น, มันเป็นของที่ ทำลายความสงบสุข ความเยือกเย็นแห่งจิต. ทีนี้ สังโยชน์ข้อที่ ๖ รูปราคะ. ข้อที่ ๗ อรูปราคะ เครือเดียวกัน. กามราคะ มัน ไปพอใจติดแน่นในวัตถุปัจจัยของกาม, นี้ รูปราคะมันพอใจติดแน่น ในรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม, ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกทางกาม. ธรรมดาเขาอธิบายไว้ว่าใน พรหมโลก ที่เป็นรูปพรหม, ในเทวโลกที่เป็นกามาวจรมีกามารมณ์ มีอะไรนั้นก็เรียกว่า

น.178 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๔๙ กามโลก. ถ้าว่า ในขั้นพรหมไม่มีกามอย่างนั้นมีแต่ รูปบริสุทธิ์เรียกว่ารูปโลก, แล้ว ในพวก ที่ไม่มีรูปเรียกอรูปพรหม นี้ก็อรูปโลก. แต่มันไกลตัวไป, จะพูดอย่างนั้นก็ได้เหมือนกัน เราจะพูดใกล้ๆตัว ก็คือกำหนดพอใจยินดีในสิ่งที่เป็นรูป, แต่ไม่มี ความหมายแห่งกาม คนที่เขาชอบใจของบางอย่าง, เช่นว่า ขอบเครื่องลายคราม ขอบ เครื่องมือเครื่องใช้อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับกาม ไม่ได้เกี่ยวกับเพศ, ชอบเล่นต้นไม้ เล่นโกศล เล่นบอน นกเขา ปลากัด อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เรียกว่า เป็นพวกรูป ได้เหมือนกัน คือไม่มี เกี่ยวกับกาม, แล้วก็ มีปัญหาได้มากเหมือนกัน, มันเป็นได้ถึงกับว่าบางคน รักนกเขา ยิ่งกว่าลูกกว่าเมีย, บางคนมัน รักไก่ชนยิ่งกว่าลูกกว่าเมีย. นี่มันเป็นเรื่อง ไม่ใช่กาม แต่มันบ้าถึงขนาดเดียวกัน ก็ได้, นี่เรียกว่า พวกรูปราคะ - กำหนัดยินดีในสิ่งที่ เป็นรูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกาม ก็มีอยู่โดยมาก, โดยเฉพาะพวกสะสมของเล่น-สะสม ของเล่นใครสะสมของเล่น มันตกอยู่ในข้อนี้. นี้ข้อถัดไป อรูปราคะ -สิ่งที่ไม่มีรูปเป็นนาม กำหนัดยินดี ที่จะเห็น ได้ง่าย ๆ ก็ ยินดีในชื่อเสียง, ยินดีในเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นบ้าเป็นหลัง หลงใหลใน เกียรติยศชื่อเสียง ไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายเลย, นี่ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นต้นนี้ แม้แต่บุญกุศล เป็นต้นนี้ ไม่มีตัวตนที่เป็นรูป, จัดเป็น พวกอรูป ก็เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนดยินดี ด้วยราคะ ได้เหมือนกัน จึง เรียกว่าอรูปราคะ. ใครมันบ้าชื่อเสียง บ้าเกียรติ บ้าอะไร จนตัวตายก็ไม่ว่า, นี่คือพวกอรูปราคะ. พวกเรานักเรียนก็คงจะมี จะไปหาชื่อเสียงให้แก่ ทีมฟุตบอล, หรือหาชื่อเสียง ให้ทีมอะไรต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นเพียงอรูป ก็กำหนัดพอใจยิน- ดีอย่างยิ่งเหมือนกับเรื่องกามก็ได้, นี่เรียกอรูปราคะ กามราคะ ก็ดี รูปราคะ ก็ดี อรูปราคะ ก็ดี ทั้ง ๓ อย่างนี้ มาจากสัญ- ชาตญาณแห่งความมีตัวตน สำหรับจะไปรักใคร่ยึดถือยินดีในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยอำนาจ

น.179 ความโง่ คืออวิชชา. ราคะความยินดีต้องมาจากอวิชชาคือความโง่; ถ้าไม่มีความ โง่ไม่มีอวิชชา มันก็เป็นเพียงความต้องการหรือความประสงค์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีโทษไม่มีความ เลวร้ายอะไร, แต่ถ้ามันต้องการด้วยอวิชชา คือความโง่แล้ว มันก็เป็นกิเลสหมด. นี่เรียกว่ารู้จักแยกกันเสียบ้าง กำหนดยินดีด้วยกิเลส ด้วยอวิชชา ด้วย โมหะ มากจนถึงเรียกว่าราคะ ; แต่ถ้าว่า รักธรรมะถึงขนาดนั้น เรียกว่าธรรมราคะ ก็เคยมี : แต่เป็นคำที่ไม่ใช่ใช้ประจำ เป็นคำพิเศษใช้ในบางครั้งบางกรณี เรียกว่า ธรรมราคะ. ถ้าเป็น ธรรมราคะที่ถูกต้องก็ไม่มีโทษอะไร, แม้จะมีคำว่าราคะ ๆ ต่อท้าย เดี๋ยวนี้เรามีกามราคะ-กำหนัดยินดีในกาม, รูปราคะ-กำหนัดยินดีใน สิ่งที่มีรูป แม้ไม่เกี่ยวกับกาม, แล้วกำหนดยินดีในสิ่งที่ไม่มีรูปแม้ไม่เกี่ยวกับกาม สามราคะนี้ทำไปด้วยอวิชชา ดูให้ดีนะว่ายินดีในกามก็ได้, ยินดีในสิ่งรูปล้วน ๆ เช่น ของเล่นเป็นต้นก็ได้, ยินดีในเกียรติยศชื่อเสียงอะไรก็ได้ เป็นอรูป มาจากสัญชาตญาณ แห่งความมีตัวตน, อยากจะให้มีสิ่งสนับสนุน บำรุงบำเรอ อยากมีไว้อวด เป็นต้น มาจากสัญชาตญาณ. สังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ มานะมาอีกแล้วเมื่อตะกี้พูดไปทีหนึ่งแล้ว เรื่อง มานะ, มาตอนนี้อีกทีมาเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๘ มานะ ความสำคัญมั่นหมายแห่งตัวกู ว่าดีกว่า ว่า เสมอกัน ว่า เลวกว่า นี่พูดแล้ว ไม่ต้องพูด เมื่อตะก็พูดไปหยก ๆ มนก็มีปัญหาแก่จิตใจ เกิดความสำคัญมั่นหมายอย่างนั้นขึ้นมา ก็มีความดิ้นรนทุรนทุราย ในความหมายใดความหมายหนึ่งแน่นอนละ. สำคัญว่าดีกว่าเขา ก็ทุรนทุรายไปอย่าง หนึ่ง, สำคัญว่าเสมอกับเขา ก็ทุรนทุรายไปอย่างหนึ่ง, สำคัญว่าเลวกว่าเขา ก็ทุรน ทุรายไปอย่างหนึ่ง, เป็นเครื่องผูกให้ติดอยู่กับความทุกข์ อย่างนี้ นี่เรียกว่ามานะ เป็นเครื่องผูกข้อที่ ๘ มาจากสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน, แล้วมัน มีสัญชาต-

น.180 สัญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๕๑ ญาณแห่งการที่จะยกหูชูหาง คือสัญชาตญาณแห่งการอวดตน มีอาการจะยกหูชูหาง มันจึงเป็นปัญหา. ทีนี้ สังโยชน์ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ-ความที่จิตพุ่งขึ้น ฟุ้งซ่านอย่างเลว ร้าย ฟุ้งซ่านอย่างคนฟุ้งซ่านนั้นก็เรียกว่าอุทธิจจะ. แต่เดี๋ยวนี้ ฟุ้งซ่านเพียงว่าจิตหวั่น ไหวแม้นิดเดียว, แม้นิดเดียว ก็ เรียกว่าอุทธจจะ คือจิตไม่ปกติ จิตพลุ่ง จิตรู้สึก ขึ้นมา เป็น ความหวั่นไหวผิดจากปกติ. ยกตัวอย่างว่า เหมือนอย่างว่าบุรุษไปรษณีย์ เขาถือจดหมายเดินเข้ามาจะส่งให้เรา พอเข้ามาในบ้าน จิตของเราก็เป็นอุทธัจจะ เพราะ หยุดอยู่ไม่ได้ สงสัยว่าจะเป็นจดหมายร้าย จดหมายดี ข่าวร้ายข่าวดีอะไรก็ตาม, ยิ่งบุรุษ ถือโทรเลขเข้ามาในบ้าน จิตก็เป็นอุทธัจจะ, ไม่รู้จะเรื่องดีเรื่องร้ายอะไร. นี้คือว่า จิต มันผิดจากปกติแล้วก็เรียกว่าอุทธัจจะ พลุ่งขึ้นมา ลุกขึ้นมา ซึ่งเป็นธรรมดา, แล้ว มีมากเรื่องมากราว ได้ยินได้ฟังได้อะไรก็ตาม จิตมันผิดจากปกติ สงบอยู่อย่างเดิมไม่ได้ เพราะเป็นบุถุชน มีสัญชาตญาณแห่งตัวตน ระแวงอยู่ซึ่งประโยชน์แห่งตน หรือ ว่าความได้ ความเสียของตน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่กำลังแข่งขัน เล่นการพนัน มีการแข่งขันอะไรกันอยู่ เช่นเล่นการพนันเป็นต้น จิตจะมีอุทธจจะตลอดเวลา เป็น สุขหรือเป็นทุกข์ มันอาจจะเป็นสุขสำหรับคนโง่ ที่นั่งเล่นไพ่ได้จนสว่าง, หรือว่าตีบิง- ปอง แทงบิลเลียดได้จนสว่าง มันอาจจะเป็นของคนโง่พอใจ. แต่ที่จริง มันเป็นความ ไม่สงบของจิตเรียกว่าอุทธัจจะ. ทีนี้อันสุดท้าย สังโยชน์ข้อที่ ๑๐ อันสุดท้าย เรียกว่า อวิชชา คำนี้ ตัว หนังสือแปลว่า ไม่มีความรู้ คือไม่มีวิชชานั่นแหละเรียกอวิชชา. แต่ว่าคำว่า วิชชา ๆ นี้เขาหมายความเฉพาะ ความรู้ที่ถูกต้อง, ที่ใช้ประโยชน์ได้ ที่ดับทุกข์ได้ จึงจะ เรียกว่าวิชชา. ทีนี้มัน ไม่มีวิชชา อันนี้มันจึงเป็นอวิชชา, แม้จะมีความรู้มาก แต่ มันไม่มีประโยชน์ ไม่ดับทุกข์ได้ ก็ไม่เรียกว่ามีวิชชา, ถ้าไม่มีความรู้ที่จะดับทุกข์ได้

น.181 แล้วก็ไม่เรียกว่ามีวิชชา ยังมีค่าเท่ากับอวิชชาอยู่. เขาจะไปเรียนเรื่องต่าง ๆ ได้ปริญญา มาไม่รู้กี่สิบปริญญา แต่ไม่มีเรื่องดับทุกข์เลย ในทางธรรมะไม่เรียกว่าวิชชา, ต่อเมื่อ มันมีส่วนแห่งการดับทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าวิชชา. นี่คือสัญชาตญาณเดิมแท้ ที่ไม่ ได้ประกอบมาด้วยวิชชา, มันประกอบมาด้วยความไม่มีวิชชา มันจึงเอียงไปเป็นกิเลส. แต่พอสัญชาตญาณอันนี้แหละ ความรู้มีลักษณะรู้ อาการแห่งความรู้ อบรมให้เจริญ ทำให้ดีให้มาก จนมีความรู้ที่มีประโยชน์ที่ดับทุกข์ได้เกิดขึ้น จึงเรียกว่ามีวิชชา เลยรอดตัว. ถ้าเราไม่สนใจเรื่องนี้ไม่รู้เรื่องนี้, เราก็มีอวิชชาอยู่ตลอดเวลา. ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า การศึกษาหมาหางด้วน มันรู้มาก รู้มาก รู้มากแต่เรื่อง หนังสือกับวิชาชีพ, แต่ ไม่มีความรู้เสียเลย ว่าจะดับทุกข์ในจิตใจกันอย่างไร ฉะนั้น การศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นการศึกษาหมาหางด้วน เพราะไม่ประกอบไปด้วยวิชชา ที่ดับทุกข์ได้, มีแต่วิชชาที่จะทำอะไรเพื่อปากเพื่อท้องเพื่ออาชีพ, พอเผลอเข้า ควบคุม ไม่ได้, อันนั้นเกิดเป็นพิษขึ้นมา, เกิดปัญหาเกิดความทุกข์อะไรขึ้นมา เพราะวิชชา ชนิดนั้น ไม่ควบคุมความโลภได้, ไม่ควบคุมความโกรธได้, ไม่ควบคุมความ หลงได้; นี้เราไม่เรียกว่าวิชชา, มีค่าเท่ากับอวิชชา. ตลอดเวลาที่เรายังไม่มี วิชชา เราก็ตกอยู่ใต้อำนาจสัญชาตญาณที่ปราศจากวิชชา, สัญชาตญาณเดิม ๆ มีตัวตน แล้วก็เห็นแก่ตัวตน ยิ่งเห็นแก่ตัวตนก็ยิ่งไม่มีวิชชา ยิ่งมีอวิชชา อวิชชามาจากสัญชาต- ญาณแห่งการมีตัวตนที่ไม่ได้รับการอบรม. เป็นอันว่า สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ที่แสนจะร้ายกาจนี้ มัน มาจากสัญ- ชาตญาณ โดยเฉพาะสัญชาตญาณที่ยังไม่ได้รับการอบรม เป็นมาตามลำพังสัญชาต- ญาณ ที่ปราศจากวิชชาก็เท่ากับมีอวิชชาจึงเต็มไปด้วยความทุกข์. กิเลสทั้งหลายเป็น อย่างนี้. นี้เฉพาะ กิเลสที่ละเอียดที่ประณีตที่เป็นปัญหา เรียกว่าสังโยชน์ ๑๐

น.182 สญชาตญาณกับกิเลส (ต่อ) ๑๕๓ ประการ ; ถ้าละได้ก็เป็นพระอรหันต์, ละได้บางส่วนก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นรอง ๆ ลงมา, ละไม่ได้เลยก็เป็นบุถุชนเต็มขั้น, หรือว่าถ้ามันไปส่งเสริมให้งอกงามไปทาง โน้น ก็เป็นปุถุชนเกินขั้น มันจะบ้า แล้วมันจะเป็นสัตว์นรกไม่ทันรู้ตัว ; ฉะนั้นอย่า ทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณเลย. เอาละ, นี่มันก็เลยเวลาไปมากแล้ว เดี๋ยวสัญชาตญาณอะไรจะพลุ่งขึ้นมา แล้ว ก็จะโกรธผู้บรรยาย ต้องยุติกันทีแล้ว, ต้องยุติกันทีแล้ว. นี่มันเป็นสองชั่วโมงแล้วที่พูด มา เอาละ, ต้องขอยุติแน่แม้เรื่องจะยังไม่จบดีต้องเก็บไว้ก่อน, คราวต่อไปพูดเรื่องอื่น. ในที่สุดนี้ขอยุติการบรรยาย, หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลายจะได้นำไปคิดพินิจพิจารณา ให้มี ความแจ่มแจ้งเข้าใจถูกต้องจนใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้, แล้วก็ควรจะลองปฏิบัติดู ให้เต็ม ความสามารถของตนในส่วนที่จะปฏิบัติได้, แล้วก็จะรู้ยิ่ง ๆ ๆ ขึ้นไปเอง คือว่าการปฏิบัติ นั่นแหละมันสอน การทำลงไปเลย การปฏิบัติลงไปเลย สอนดีกว่าคนสอน, ดีกว่า การนั่งพูดบนธรรมาสน์ ไปลงมือปฏิบัติเถอะ มันจะสอนอย่างยิ่งสอนอย่างดี, จึงขอ ร้องว่าทุกคนจะได้พิจารณาใคร่ครวญ ว่า ควรจะลองปฏิบัติอย่างไร แล้วก็ลองปฏิบัติ อย่างนั้น, แล้วก็จะมีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะสามารถควบคุม- สัญชาตญาณได้. ขอยุติการบรรยาย เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรมใน รูปคณสาธยาย ชนิดที่จะเป็นการส่งเสริมกำลังใจ ให้ท่านทั้งหลายมีกำลังใจในการปฏิบัติ ธรรมะยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในกาลบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต