Buddhadasa.org

ธรรมะกับสัญชาตญาณ ตอนที่ ๖ — สัญชาตญาณกับโพธิ

ธรรมะกับสัญชาตญาณ — คำบรรยายประจำวันเสาร์ ภาคมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม ไชยา · เสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.183 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมา ก็ยังคงบรรยายเรื่อง ธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิมและมีหัวข้อการบรรยายเฉพาะ ในวันนี้ว่า สัญชาตญาณกับโพธิ ใน ๒ ครั้งที่แล้วมา ได้บรรยายเรื่องสัญชาตญาณกับ กิเลส ครั้งนี้สัญชาตญาณกับโพธิ. [ปรารภและทบทวน.] ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ มีอยู่เสมอว่า บางคนจะคิดว่า ทำไมจะต้องเอาเรื่อง สัญชาตญาณ ซึ่งเป็นวิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาพูดในลักษณะเป็นธรรมะ. ผู้ที่เคย ฟังการบรรยายครั้งก่อน ๆ มาแล้ว ก็ย่อมเข้าใจได้ดี ; แต่ผู้ที่ยังไม่เคยฟังเลยก็ยังฉงนอยู่นั้น- แหละ จึงขอพูดในข้อนี้อยู่ เรียกว่าเป็นประจำก็ได้ คือข้อที่ว่า เรื่องของ สัญชาตญาณ ๑๕๔

น.184 หรือ instinct นั้น เป็นเรื่องของธรรมะ, ธรรมะโดยตรง. ถ้าเป็นเรื่องของธรรมะ มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ สัญชาตญาณก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ. ที่ว่า เรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมะนั้น ได้อธิบายกันมามาก มายหลายสิบครั้งแล้ว ว่า คำว่า ธรรมะ มี ความหมาย ๔ ความหมาย : ความหมาย ที่ ๑ หมายถึง ตัวธรรมชาติ นั่นเอง ก็เรียกว่าธรรมหรือธรรมะในภาษาบาลี. ความ หมายที่ ๒ หมายถึง กฎของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติ กฎธรรมชาตินี้ก็คือธรรมะ ทีนี้ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ความหมายที่ ๓, สิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำหน้าที่ให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ มิฉะนั้นมันจะต้องตาย. นี่เรียกว่ากฎของธรรมชาติก็เป็น ธรรมะ. ที่นี้ความหมายสุดท้ายหรือ ความหมายที่ ๔ ก็คือ ผลที่จะได้รับจากหน้าที่ ที่ทำอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, นี้เป็นหลักทั่วไป ถ้าเข้าใจแล้วจะมีประโยชน์ มาก คือจะศึกษาธรรมะต่าง ๆ ได้โดยสะดวก เข้าใจได้โดยง่าย คิดออกเองได้. สรุปความ ว่าธรรมะคือธรรมชาติ, ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ, ธรรมะคือผลอันเกิดจากหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, มีอยู่ ๔ ความหมายด้วยกัน. ทีนี้ เรื่องของสัญชาตญาณนั้น ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติโดยตรง ; เพราะว่าสัญชาตญาณนั้นมันเป็นธรรมชาติโดยตรง, แล้วในสัญชาตญาณนั้นมันเกี่ยวกับ กฎเกณฑ์ หรือมันมีกฎเกณฑ์ที่เฉียบขาดอยู่ตามแบบที่เป็นกฎของธรรมชาติ. เราจะต้อง รู้เรื่องของสัญชาตญาณ, แล้วต้อง ประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ อันเกี่ยวกับสัญชาตญาณ, แล้วเราก็ จะสามารถควบคุมสัญชาตญาณได้. นี่เรียกว่าเราปฏิบัติถูกต้องต่อสัญชาตญาณ แล้วก็ได้รับผลจากการที่ควบคุมสัญชาต- ญาณได้ เป็นความสงบสุข.

น.185 นี้จะเห็นได้ชัดว่า เรื่องของสัญชาตญาณนั้นมันเกี่ยวกับธรรมะโดยตรง ; เพราะว่าสัญชาตญาณเป็นธรรมชาติ, มีกฎของธรรมชาติ, มีหน้าที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณ ตามกฎของธรรมชาติ ที่เราจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง, แล้วก็ได้รับผล. ฉะนั้นจึง ขอให้สนใจฟังเรื่องสัญชาตญาณในฐานะเป็นเรื่องธรรมะ, เป็นเรื่องธรรมะโดยตรง ให้ เข้าใจจนเอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้. เราอาจจะกล่าวได้ว่า เรื่องธรรมะทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องกล่าวไว้สำหรับรู้จักสัญชาตญาณ, สำหรับควบคุมสัญชาตญาณ, หรือ สำหรับใช้สัญชาตญาณให้เป็นประโยชน์. นี่ธรรมะ ๆในพระไตรปิฎกนั่นแหละ เป็นเรื่องที่มีไว้สำหรับใช้ควบคุมสัญชาตญาณ, ให้เป็นไปแต่ในทางถูกต้องและมีผลดี. ดังนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกัน หากแต่ว่าในคัมภีร์ในบาลี ไม่ได้ใช้คำว่าสัญชาตญาณ ใช้คำอย่างอื่น เช่น คำว่า กิเลส, เช่นคำว่า โพธิ เป็นต้น. สัญชาตญาณเป็นคำกลาง ๆ ทำไม่ดีก็ออกมาเป็นกิเลส, ทำถูกต้องก็ออกมาเป็นโพธิ, เชื้อแห่งกิเลสก็มีอยู่ใน สัญชาตญาณ, เชื่อแห่งโพธิก็มีอยู่ในสัญชาตญาณ. เราก็รู้จักปฏิบัติต่อสัญชาตญาณ ทั้งในทางที่จะไม่ให้เกิดกิเลส และทั้งในทางที่จะให้เกิดโพธิ. ถ้าบังคับควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้ มันก็งอกงามออกมาเป็นกิเลส มือวิชชาเป็นแม่บท มีกิเลสลูกน้องมากมายหลายอย่างหลายประการ แล้วก็ทำไปชนิดที่ ว่าเป็นกิเลสนานาชนิด, แล้วก็เป็นทุกข์แก่ตัวผู้นั้นเอง, นี่ข้อแรก. แล้วก็ เป็นภัยแก่ สังคม ทั้งหลายด้วย. ถ้าควบคุมสัญชาตญาณไว้ไม่ได้ มันอาละวาดขึ้นมา เป็นกิเลส แล้วมันก็เป็นทุกข์แก่ผู้นั้นเอง และเป็นภัยแก่สังคม ทั้งหลายรอบข้างด้วย, จึงเป็น เรื่องที่ต้องศึกษาให้ดี, ให้รู้อย่างทั่วถึงและควบคุมไว้ให้ได้. ถ้าควบคุมได้ก็จะเป็น ประโยชน์ นับตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย, เรียกว่าจนวินาทีสุดท้าย ; ถ้าถึงกับตัดอำนาจ ของสัญชาตญาณได้เด็ดขาด ก็เป็นพระอรหันต์, เป็นพระอรหันต์. นี่ขอให้เข้าใจให้ดี ๆ อย่างนี้. ที่ต้องพัฒนา, พัฒนา, พัฒนาสัญชาตญาณให้ถูกต้องตามแบบของโพธิ ก็จะมีโพธิ, ก็จะเป็นโพธิขึ้นมา, สามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้องค์หนึ่งทีเดียว. ฟัง ดูแล้วไม่น่าเชื่อ.

น.186 ข้อนี้เราไม่ค่อยจะได้พูดกันในเรื่องอย่างนี้ ว่า เชื้อหรือพืชพันธุ์แห่งความ เป็นพุทธะนั้น มีอยู่แล้วในสัญชาตญาณ ในความรู้สึกคิดนึกในสันดานของสัตว์ นั่นแหละ ซึ่งจะเรียกว่าจิตก็ได้, ในจิตตามธรรมชาติธรรมดานี้ มันก็มีเชื้อแห่งความ เป็นพุทธะหรือว่าเชื้อแห่งโพธิก็ได้, โพธิ ก็คือ เครื่องที่จะทำให้เป็นพุทธะ มันมี มาแล้วในฐานะเป็นเมล็ดพืช หรือ เรียกว่า เชื้อ. ถ้าพูดว่า เชื้อ มันก็ต้องเอาไปหมัก ไปพัฒนา ไปทำให้มันเจริญงอกงาม ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ต้องการ, นี่ก็เรียกว่าเชื้อ. ถ้าเรียก ว่า เป็นพืช มันก็ต้องเอาไปปลูกไปเพาะ, เอาไปเพาะ ไปหว่านไปปลูก ไปบำรุงรักษา เป็นต้นเป็นลำเป็นดอกเป็นผลขึ้นมา ; จะเรียกว่า เป็นเชื้อก็ได้เป็นพืชก็ได้. สัญชาต- ญาณนั้นมันมีพืชแห่งความเป็นพุทธะมาแล้ว ก็จิตดวงนี้มันจะเป็นกิเลสเป็นฝ่ายเลว ฝ่ายชั่วก็ได้, จะเป็นฝ่ายดีฝ่ายถูกต้องฝ่ายหลุดพ้น เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้. ฝ่ายเถรวาทเราไม่ค่อยจะพูดกันถึง ประโยคนี้ คือประโยคที่ว่า ทุกคน มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะมาแล้ว, ฝ่ายมหายานเขาพูดกันมากที่สุด ว่าทุกคน มีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะมาแล้ว, ขอให้สนใจ ให้ปลูก ให้เพาะ ให้พัฒนาให้เป็นพุทธะ ขึ้นมาให้ได้. คำว่า พุทธะ ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นพระพุทธเจ้าได้ เหมือนกัน แต่ไม่ ถึงขนาดที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธะ ; นั้น เป็นสมบูรณ์ที่สุดและเป็นด้วยตนเอง, สมบูรณ์ที่สุด สามารถจะสอนโลกทุกโลกได้ และก็ตรัสรู้ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง, อย่างนี้ เรียกว่าสัมมาสัมพุทธะ แต่ก็พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเท่านั้น พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเหมือนกัน. ทีนี้ ไม่ถึงขนาดนั้น เป็นผู้รู้เรื่องดับทุกข์ได้ ก็เรียกว่าเป็นพุทธะ พุทธะด้วยเหมือน กัน ก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ระดับน้อย ๆ ไปองค์หนึ่ง ก็เป็นพุทธะ. นี่แหละ ถ้าว่าพัฒนา สัญชาตญาณได้ถึงที่สุด ก็จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งขึ้นมา, น่าสนใจหรือ ไม่น่าสนใจ.

น.187 ฟังทีแรกก็คงไม่เชื่อ ว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นพระพุทธเจ้ากันหมด, ก็จริง พระอรหันต์ทุกองค์เรียกว่าพระพุทธเจ้าได้ทั้งนั้น, พระอรหันต์จะมีมากมายเท่าไหร่ ๆ ก็เรียกว่าเป็นพุทธะ ๆ องค์หนึ่งได้ทั้งนั้น ; แต่เป็นอนุพุทธะ คือรู้ตามพระพุทธเจ้า, ไม่ได้คิดค้นเรื่องนี้ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง, แต่ได้ยินได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า คือ พระสัมมา สัมพุทธเจ้า แล้วก็เอามาปฏิบัติจนหมดกิเลส หมดทุกข์ได้อย่างเดียวกัน, เป็นพุทธะ- ธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่ถึงกับเป็นสัมมาสัมพุทธะ ซึ่งสมบูรณ์และได้ด้วยตนเอง. เอาเป็นว่า เรามองเห็นชัดแล้วว่า สัญชาตญาณนั้นแหละเป็นเรื่องของ ธรรมะ คือเป็นเรื่องของธรรมชาติในทุกแง่ทุกมุม, จะต้องจัดการกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ นี้ให้ถูกต้องที่สุด ให้มันได้รับผลดีที่สุดในการที่มันมีธรรมชาติชนิดนี้อยู่. ดังนั้นเราก็จะ ได้กล่าวกันถึงเรื่องสัญชาตญาณต่อไป, ซึ่งในวันนี้ก็จะพูดถึง สัญชาตญาณกับสิ่งที่เรียก ว่าโพธิ ๆ จะต้องนึกถึงการบรรยายครั้งที่แล้วมาว่าสัญชาตญาณกับกิเลส คือสัญ ชาตญาณที่ควบคุมไว้ไม่ได้ ออกมาในรูปกิเลสต่าง ๆ นานา, ต้องบรรยายถึงสองครั้ง [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] เดี๋ยวนี้จะพูดถึงสัญชาตญาณที่พัฒนาได้ แล้วก็จะกลายเป็นโพธิ, มีแนวทางมีลู่ทาง ที่แสดงให้เห็น ว่า สัญชาตญาณจะกลายเป็นโพธิขึ้นมาได้อย่างไร. แนวทางที่จะพัฒนาสัญชาตญาณ. สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน. ข้อแรก ที่สุด ก็ สัญชาตญาณแห่งความมีตัวตนนี้เป็นสัญชาตญาณ แม่บท, คลอดสัญชาตญาณลูก ๆ มามากมายหลายอย่างหลายชนิด. สัญชาตญาณแม่บท คือสัญชาตญาณแห่งความมีตัวตน ในสิ่งที่มีชีวิตรู้สึกคิดนึกได้ มันต้องมีความรู้สึกที่

น.188 มีความหมายว่าตัวตน ๆ ด้วยกันทั้งนั้น. มนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี, แม้ที่สุดแต่ว่าต้น ไม้ถ้ามันพูดได้ มันแสดงอะไรออกมาได้ มันก็จะแสดงให้ได้ยินเหมือนกันว่า มีตัวตน. ความรู้สึกที่เป็นชีวิตอยู่ได้ นั่นแหละ มันตั้งอยู่บนรากฐานของความรู้สึกว่ามีตัวตน, ความรู้สึกว่ามีตัวตน อย่างนี้มัน ยังไม่ชั่วหรือดี ก่อน, มันยังไม่เลวหรือมันยังไม่ร้าย ก่อน, มันตั้งอยู่เป็นแกนกลาง, แล้วแต่ว่ามันจะหันไปทางไหน, มันถูกอบรมให้หันไป ทางไหน. เด็ก ๆ เกิดมาก็มีตัวตน แต่แล้วตัวตนมันถูกแวดล้อมอบรมให้มีตัวตน ชนิดไหน คือมีตัวตนของกิเลส, หรือตัวตนของโพธิ. แต่ตามปกติแล้วมันก็เป็นธรรมดา เหลือเกิน ช่วยไม่ได้ เป็นธรรมดาเหลือเกิน ที่มันจะต้องถูกอบรมให้กลายเป็น ตัวตนแห่งกิเลส; เพราะว่าพ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ ลูกเกิดมาไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้ติดมา แต่ในท้อง. พอออกมาจากท้องแม่ ก็ได้รับการประคบประหงมแวดล้อมทุกอย่าง ทุกประการที่เกิดความรู้สึกเป็นตวกู เป็นของกู. พอกินอะไรอร่อยครั้งแรกมันก็เกิด รู้สึกว่ากูอร่อย, นี่ความรู้สึกว่าตัวกูมันเพิ่งเกิดหลังจากความรู้สึกอร่อย, แล้วก็อยากที่จะมี ความอร่อยให้ยืนยาวออกไป, มันก็เริ่มมีความรู้สึกว่าตัวตน นี้พ่อแม่พี่น้องแวดล้อมต่าง ๆ ก็มาพูดให้ได้ยินได้ฟังแต่ในเรื่องที่เป็นตัวตน จนเด็ก ๆ มีความรู้ว่า แม่ของกู พ่อของกู บ้านของกู ตุ๊กตาของกู ขนมของกู อะไรของกู ของกู ๆ ออกไปจนเต็มบ้านเต็มเรือน เต็มบ้านเต็มเมือง. นี่เรียกว่า สัญชาตญาณตัวตนล้วน ๆ มาแต่กำเนิดนั้นมันก็ถูก แวดล้อมให้เป็นตัวตนแห่งกิเลส เป็นตัวตนแห่งกิเลส. ทีนี้มันก็เจ็บปวด, มันก็ เจ็บปวด เพราะมีตัวตนแห่งกิเลส, มีกิเลสทำ ไปตามกิเลส มันก็มีความทุกข์ มันเจ็บปวด หลาย ๆ ครั้งเข้า โตมากพอแล้ว มันก็ เข็ดฟัน มันเข็ดฟัน มันไม่อยากจะเอาอย่างนี้, มัน อยากจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น, นั่นแหละ จึงรู้ว่าโอ, อย่างนี้ไม่ไหวแล้ว มีแต่ความทุกข์ ก็พยายามหาความรู้ความเข้า

น.189 ใจในทางที่ตรงกันข้าม, มันก็เลยมีความคิดนึกที่จะควบคุมกิเลส จะกำจัดกิเลส ก็ทำ ไปทำไป ตัวตนมันก็ค่อยๆ กลายมาเป็นโพธิ, เป็นตัวตนของโพธิ คือตัวตนของ ความรู้. เกิดมาก็เป็นตัวตนของความโง่ มันก็ต้องมีความทุกข์เพราะความโง่ มากเข้า ก็เข็ดฟัน ก็เบื่อระอา จึงหันมาในทางที่ตรงกันข้าม มันก็มาในทางของโพธิ. นี่เราจะต้องรู้จักว่า ตัวตนเฉย ๆ นั้นยังเป็นกลางอยู่ ถ้าว่ามัน ทำไปผิด ก็เป็นตัวตนของกิเลส, ถ้าว่า ทำถูก มันก็เป็นตัวตนของโพธิ, และถ้ามันถูกถึงที่สุด ระวังให้ดี ฟังให้ดี ว่าถ้ามัน ถูกถึงที่สุด มันก็จะหมดตัวตนเลย มันจะหมดความรู้สึก ยึดถือว่าตัวตนเลย. ตัวตน มัน จะต้องวิวัฒนาการถึง ๓ ขั้นตอน : เป็นตัวตน ของกิเลสเป็นทุกข์ไป เบื่อเข้า ก็รู้ เปลี่ยนเสียก็ ทำเป็นตัวตนของโพธิ, ครั้นหนัก เข้า ๆ ถึงที่สุดแล้ว โพธิไปถึงที่สุดแล้วก็เลิกตัวตน ไม่ต้องมีตัวตน. นี่สัญชาตญาณแห่งตัวตน สามารถที่จะพัฒนาให้เป็นโพธิได้อย่างนี้ มันก็ เหมือนกับว่า รู้จักทำตัวตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตัวตน. นี่พูดว่าตัวตนเป็นที่พึ่งแก่ตัวตน นี้ พูดสำหรับคนที่ยังมีตัวตน , ไม่ได้พูดสำหรับคนที่สลัดตัวตนได้แล้ว. ก็คนธรรมดา นั่นแหละมันยังมีตัวตนในความรู้สึกคิดนึก ให้มันฉลาดถึงกับรู้จักใช้ตัวตนให้เป็นที่พึ่งแก่ ตัวตน, เพราะว่าใครจะมาเป็นที่พึ่งให้ไม่ได้ อะไร ๆ มันสำเร็จอยู่ที่ตัวตนของตน. ฉะนั้น ต้องใช้ตัวตนนั่นแหละเป็นเครื่องแก้ หนามยอกเอาหนามบ่ง ในทางที่จะสลัดออกไป หรือว่า เอาเนื้อเต่ายำเต่า นั่นแหละ มันก็ได้ผลดี, มันก็ได้ผลดี มันก็ได้ผลแปลกออกมา ได้ผลที่อร่อยหรือที่ถูกต้องที่ถูกใจขึ้นมา จนกว่าจะเลิกตัวตน, จนกว่าจะไม่ต้องมีตัวตน. นี่เรียกว่า จะต้องพัฒนาสัญชาตญาณตัวตนแห่งกิเลส เป็นตัวตน แห่งโพธิ, ให้เป็นที่พึ่งได้แก่ตนด้วย, เป็นที่พึ่งแก่ใคร ๆ ก็ได้ด้วย กระทั่ง ถึงขั้นที่ว่า หมดตัวตน หมดความรู้สึกว่าตัวตน. มันก็ไม่มีปัญหาอะไร, ไม่มีหน้าที่อะไรที่จะ

น.190 ต้องทำ ก็เรียกว่าจบกิจจบพรหมจรรย์, จบพรหมจรรย์คือหมดหน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อ ละเสียซึ่งตัวตน. เดี๋ยวนี้มัน ละหมดแล้ว, ก็จบหน้าที่หรือจบกิจของพรหมจรรย์ เป็นมนุษย์ถึงที่สุด สูงสุดจนไม่อาจจะเป็นมนุษย์อะไรยิ่งไปกว่านั้น คือเป็นพระอรหันต์, นี่สัญชาตญาณแห่งตัวตน. ทีนี้ก็มาพิจารณาถึงสัญชาตญาณลูกน้องอีกหลายชนิดต่อไปอีก ว่าสัญชาต- ญาณแห่งตัวตนนี้ คลอดสัญชาตญาณชั้นรอง ๆ ลงมาอีกมากมายหลาย ๆ ชนิด จะยกมาพอ เป็นตัวอย่าง ก็พอแล้ว, เท่าที่เป็นตัวอย่างนี้ก็พอแล้ว. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร. สัญชาตญาณแห่งการกินอาหาร นี้เรียกว่ามัน มีตัวตน แหละ แล้วมัน ก็รู้จัก ต้องการอาหาร, แล้วก็จะ ต้องหาอาหาร แล้วก็ต้องมีอาหาร แล้วจะ ต้องกินอาหาร, ถ้าดีกว่านี้ มันก็ต้อง รู้จักแจกปั่นให้ผู้อื่นด้วย. ถ้าว่า สัญชาตญาณ นี้ไม่ได้รับการพัฒนา มันก็จะกินคนเดียว, ยังหวงยังอิจฉาริษยา, แล้วยังกินตะกละ ตะกลาม กินจนเป็นโทษเพราะการกิน. นี่ถ้าพัฒนาสัญชาตญาณแห่งการกินไม่ได้ มัน จะให้โทษอย่างนี้, จะกินตะกละ จะกินจนเป็นโทษแก่ตัวเอง มันจะหวง จะแย่งชิง หรือจะทำอะไรที่ไม่ควรทำอีกมากมายหลายอย่าง เพราะเหตุแห่งการกิน. ไปคิดดูเอา เองก็แล้วกัน ว่า บาปที่ทำเพราะการกินเป็นเหตุมีอะไรบ้าง, บาปที่ทำกัน เพราะ การกินเป็นต้นเหตุนั้นมีอะไรบ้าง, แล้วก็จะรู้ดีมันมากมาย อาตมาก็ไม่อาจจะเอามาแจง รายละเอียด, แต่ไปรู้เอาเอง เพราะมันก็รู้อยู่แก่ใจทุกคน.

น.191 ถ้าควบคุมสัญชาตญาณอันนี้ได้ ไม่กินด้วยกิเลส แต่กินด้วยสติปัญญา เป็นโพธิ, เป็นโพธิ์ขึ้นมา, มันก็กินอย่างถูกต้อง กินอย่างดีกินอย่างไม่มีโทษ, ในการแสวงหามากิน ก็ แสวงหาอย่างไม่มีโทษ, ในการเก็บไว้กิน มีไว้กิน มัน ก็เก็บ มีไว้อย่างที่ไม่ทรมานจิตใจ. ทีนี้เมื่อกินก็กินอย่างถูกต้อง ไม่ส่งเสริมกิเลสแต่ประการใด เป็นผลดีแก่ชีวิต ; ถ้ากินไม่ดีมันให้ โทษแก่ชีวิต, กินดีกินอย่างถูกต้องมันมีผลดีแก่ ชีวิต. แล้วทีนี้ก็แบ่งปันเรื่องกินนั้น ถ้าแบ่งปันได้ก็เป็นการดี มีคำกล่าวแต่ โบรมโบราณ เหลือจะโบราณว่า กินคนเดียวไม่มีความสุข น เอกาสี ลภเต สุขํ - กินคน เดียวไม่ได้ความสุข. นี่รู้จักทำให้มีความสุข เพราะการกิน, เพราะการแผ่เผื่อเจือ จาน, สัญชาตญาณแห่งการกินมากลายเป็นฝ่ายโพธิ ไม่ใช่กินอย่างกิเลส แต่มากินอย่างโพธิ. ขอให้ชำระสะสาง สัญชาตญาณแห่งการกินของตน ๆ ทุกคน ๆ กี่ข้อกี่อย่างที่ควรจะสังเกต ให้รู้ไว้ สังเกตให้รู้ไว้ แล้วควบคุมไว้ให้ได้ จนไม่มีโทษแห่งการกินแต่ประการใด, มีแต่ คุณมีแต่ประโยชน์อันเกิดจากการกิน โดยประการทั้งปวง. สัญชาตญาณแห่งความกลัว. ทีนี้ก็มาถึง สัญชาตญาณแห่งความกลัว - การกลัว, คนมีความรู้สึกกลัว ได้เอง เป็นสัญชาตญาณคือความรู้สึกที่รู้สึกได้เอง. ลูกเด็ก ๆ ทารกเกิดมา มันก็รู้จักกลัว เห็นอะไรแปลกมันก็กลัว, ลูกหมาลูกแมว มันก็รู้จักกลัวมาตั้งแต่พอคลอดหรือพอเกิด, พอออกมาจากไข่วันสองวัน มันก็รู้จักขู่รู้จักกลัว รู้จักแสดงอาการกลัว. อยากจะพูดเลยไปถึงต้นไม้ ที่ว่าคงจะไม่มีใครเชื่อกี่คนนัก ว่าแม้แต่ ต้นไม้ ต้นไล่ มันก็มีความรู้สึกกลัว, มีสัญชาตญาณแห่งความกลัวเพราะมันมีชีวิต เพราะมัน

น.192 มีความรู้สึก. ต้นไม้ก็กลัวตาย อย่างที่เคยเล่ามาให้ฟังแล้วว่า มีการค้นคว้าพิสูจน์ทดลอง ในทางนี้เกี่ยวกับต้นไม้ มันรู้สึกกลัว เมื่อมาแช่งด่าทุกวัน ๆ หรือเมื่อเอาขวานเอามีด มาสับ ๆ ทุกวัน, วันละครั้งทุกวัน ๆ, หรือเอาไฟมาลน มันก็แสดงทางเครื่องวัดว่าต้นไม้ รู้สึกกลัวได้, จนพูดได้เลยว่า ถ้ามีชีวิตมีความรู้สึกแล้วก็มันต้องมีสัญชาตญาณเหล่านี้ เพราะฉะนั้นมันจึงมีความกลัว. ความกลัวจึงเป็นปัญหาพื้นฐานทั่วไป, ทำไมจึงกลัว เพราะมันโง่, เพราะมันยังโง่ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันก็ต้องกลัว เช่นเด็ก ๆ เห็น รูปที่น่ากลัวก็กลัว เห็นคนที่น่ากลัวก็กลัว, เด็กเล็ก ๆ เห็นแขกรุ่มร่ามมาแล้วก็กลัวทั้งนั้น แหละ, เห็นรูปยักษ์ก็กลัวเห็นรูปผีก็กลัว อะไรก็กลัว. ทีนี้ว่า กลัวเลยขอบเขต จนกลัวสิ่งที่ไม่ต้องกลัว : กลัวกิ้งกือ กลัวจิ้งจก กลัวตุ๊กแก กลัวสิ่งเหล่านี้อย่างโง่เขลา ; เพราะสัญชาตญาณแห่งความกลัวมันไม่ได้ ถูกบังคับอบรมอะไร เสียเลย มัน ก็กลัวจนมีความทุกข์. แต่มันก็ดี มีผลดีเพราะกลัว มันจึงทำให้รอดอยู่ได้ ; ถ้ามันไม่กลัว มันก็เข้าไปหาสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นความตาย. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นความกลัวมันก็มีประโยชน์ คือให้มันคอยถอยห่างจากสิ่งที่ เป็นอันตรายอยู่เสมอ. แต่เดี๋ยวนี้มันโง่ มัน ไม่ได้พัฒนา ก็เลยกลัวสิ่งที่ไม่ควร จะกลัว, แล้วก็มีความทุกข์ มีปัญหาเกิดขึ้นดังที่กล่าวแล้ว, แล้วส่วนมากก็เป็นการ กลัวอย่างไม่มีเหตุผล, กลัวอย่างที่ไม่ต้องกลัว เรียกว่ากลัวเสียเปล่า ๆ กลัวฟรีเสียเปล่า ๆ. อย่างเดี๋ยวนี้มันก็มีอยู่มากที่ กลัวฟรีเสียเปล่าๆ กลัวระเบิดปรมาณูจะมาเมื่อไรก็ไม่รู้ มันก็กลัว, หรือแม้แต่สิ่งที่เล่าลือกันก็กลัว มันยังไม่มีตัวจริงเลยก็ได้, หรือมันยังไม่มาถึง ก็กลัว, เรื่องดาวหางจะมาก็กลัว. เรื่องทุกเรื่อง ที่กลัวอยู่เป็นประจำเฉพาะบางคนก็มี บางคนก็ กลัวผี บางคนก็ กลัวตาย บางคนก็ กลัวความมืด บางคนก็กลัวนั่นกลัวนี่, ล้วนแต่ความโง่ของสัญชาตญาณแห่งความกลัว ที่ไม่ได้รับการพัฒนา. กลัวอด อยากก็คือกลัวตาย, กลัวอะไร ๆ ๆ มันก็ จะไปรวมอยู่ตรงที่กลัวตาย นั่นน่ะ, กลัวเจ็บ

น.193 กลัวไข้มันก็ ไปรวมอยู่ที่ความตาย, กลัวไม่มีอะไรจะกิน มันก็ไปรวมอยู่ที่ความตาย. แม้แต่ กลัวจะเสียชื่อเสียง มันก็ไปรวมอยู่ที่ความตาย ; เพราะว่าถ้าเสียชื่อเสียงแล้วจะค่อย ๆ เสียอะไรไปจนหมดสิ้น, จนกระทั่งไม่มีอะไรจะกิน แล้วมันก็จะต้องตาย. ที่รวมแห่ง ความกลัวคือความตาย ตัวความตายก็น่ากลัว นิมิตเครื่องหมายแห่งความตายก็น่ากลัว ก็ทรมานจิตใจสักเท่าไร, คิดดูเอาเอง. ทีนี้ก็มารู้เรื่องนี้ให้ถูกต้อง ว่าเรามันโง่จนถึงคิดนึกไปในทางที่ให้ตัวเองต้อง กลัว, อย่าคิดให้โง่ มันก็ไม่คิดไปในทางที่ให้ตัวเองต้องกลัว. เดี๋ยวนี้มันโง่ถึงขนาดที่ว่า แม้แต่ทำขึ้นเอง ปรุงขึ้นมาเองแท้ ๆ ก็ลืมไปแล้วก็กลัว ; อย่างจะยกตัวอย่างว่า เขียนรูป ยักษ์ขึ้น สักรูปหนึ่ง หรือว่าเขียนรูปผีที่น่าเกลียดน่ากลัวขึ้นสักรูปหนึ่ง แล้วก็ระบายสี ให้ดี ลงอะไรให้ดีให้มันชัดเจนเหมือนของจริงที่สุด, แล้ว ตัวผู้เขียนก็ค่อย ๆ รู้สึกกลัว ขึ้นมา, ตัวผู้เขียน คนเขียนนั่นแหละจะรู้สึกกลัวขึ้นมา. ถ้าเขียนยิ่งเหมือนเท่าไร มันก็จะ ยิ่งกลัวเท่านั้น, นี่เรียกว่ามันโง่กี่มากน้อย. ความคิดนึกต่าง ๆ นี้เราคิดนึกทั้งนั้นแหละ, แวดล้อมกันเข้ามา แวดล้อมกันเข้ามา แล้วก็เกิดความกลัว รวมกันเป็นสิ่งที่น่ากลัว, แล้วก็มานอนกลัวอยู่. เมื่อผู้ใหญ่เป็นอย่างนี้เด็ก ๆ ก็เป็นอย่างนี้ มันก็ติดโรคกลัวกันมา ไม่มีขาดสาย ไม่มีขาดตอน. นี่ สัญชาตญาณแห่งความกลัว ไม่ได้รับการควบคุม ไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้อง มันออกไปเป็นสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, ให้เกิดความ กลัว แล้วก็ทรมานกันเป็นอย่างยิ่ง. นี้ถ้าว่ารู้จักมัน รู้จักควบคุมมัน รู้จักพัฒนามัน รู้จักการศึกษาทางจิตทาง วิญญาณนั้น ในโรงเรียนคงไม่มีใครสอน, โรงเรียนไหนไม่มีสอน. ต้องโรงเรียนของ พระพุทธเจ้า จึงจะค่อยสอน, ค่อยสอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นอะไร, เป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟอย่างไร เป็นสังขารอย่างไร, ในที่สุดมันก็ค่อยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไร เป็นอะไร, คือ อะไรมันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันจึงจะค่อยลดความกลัว. อย่างไป

น.194 ดูผี ดูศพ เด็ก ๆ ไปดูศพ ไม่มีความรู้อะไร มันก็ต้องกลัว, มันก็ต้องกลัวจนมานอนไม่หลับ กลัวจนเป็นไข้. แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่อยู่สักหน่อย มันก็กลัวน้อยกว่านั้น, ถ้าเป็นหมอเป็น แพทย์ที่ชำแหละศพอยู่เรื่อย มันก็ไม่ได้กลัวเลย, หรือแม้ว่าศพที่กำลังพองอืดน่ากลัว ถ้าพระโยคาวจรไปพิจารณาซากศพนี้ เห็นโดยความเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ, รู้จริงถึงขนาดนั้นแล้วก็ไม่กลัว ก็ไม่กลัวไม่กลัวภาพที่น่ากลัว. ภาพที่น่ากลัว ก็กลายเป็นเช่นนั้นเอง, มันเป็นภาพเช่นนั้นเอง, มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง. เมื่อร่าง กายนี้ตายลงแล้ว มันก็เป็นเช่นนี้เอง, เช่นนั้นเอง ตถตา มันช่วยให้ไม่ต้องกลัว, เพราะ ฉะนั้นจึงไม่กลัว. ถ้าสิ่งน่ากลัวอย่างอื่นก็เหมือนกัน จะกลัวเสือกลัวอะไร ที่น่ากลัว มัน ก็รู้ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันก็ไม่ต้องกลัว, มันจึงสามารถที่จะเผชิญกันได้ โดยไม่ต้อง กลัว ; แม้จะต้องวิ่งหนี ก็วิ่งหนีโดยไม่ต้องกลัว. พูดไปแล้วก็เหมือนกับบ้า, เห็น เสือมา แล้วไม่กลัว แต่เห็นว่าควรวิ่งหนี ก็วิ่งหนี, แต่วิ่งหนีโดยไม่ต้องกลัว. ขึ้นต้นไม้ ก็ขึ้นต้นไม้ โดยไม่ต้องกลัว, นี่มันจะเป็นผู้ที่มีจิตใจพิเศษ, ปัญหาเรื่องความกลัวมันก็ไม่มี. มันก็เลยเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา ที่เขากลัวกันนัก กลัวไข้ กลัวเจ็บ กลัวโรคภัยไข้เจ็บ กลัวโจรกลัวขโมย กลัวไฟไหม้บ้าน กลัวอะไร มันก็มองเห็นเป็นธรรมดา. ที่ทำไว้ ไม่ดี มันก็ต้องเกิดขึ้นอย่างนั้น, ถ้าทำไว้ดีมันก็ไม่เกิด. แต่แม้ว่า จะทำไว้ดีแล้วมันยังเกิด มันก็เช่นนั้นเอง, ในโลกนี้มันเช่นนั้นเอง, จะมากลัวให้เป็นทุกข์ทำไม, ทำให้ถูกต้อง รักษาไว้ให้ถูกต้อง เกิดเรื่องขึ้นมาก็แก้ไขมันให้ถูกต้อง โดยที่ไม่ต้องกลัว. นี่เห็น ไหมว่า สัญชาตญาณที่พัฒนาถึงที่สุดแล้ว มันกลายเป็นอย่างนี้, มันกลายเป็นไม่ต้อง กลัวอะไร, ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว อย่างที่เขากลัว ๆ กัน.

น.195 สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้. ทีนี้มันก็พัฒนาต่อขึ้นไปอีก สูงขึ้นไปอีก คือมัน ไปกลัวสิ่งที่ควรกลัว ก็คือว่า ธรรมดาสามัญทั่วๆ ไปแล้ว กิเลสความทุกข์นั่นแหละเป็นสิ่งที่ควรกลัว เพราะว่าจะกลัวทางภายนอก วัตถุสิ่งของนี้ก็มาจากความโง่ คือกิเลส, มันไปรวมอยู่ที่กิเลส เป็นเหตุสร้างสิ่งที่กลัวขึ้นมา. เราก็เลยกลัวกิเลส และกลัวความทุกข์ที่เป็นผลของกิเลส ไม่มากลัวของเด็กเล่นที่เด็ก ๆ กลัว, ก็เลย จัดการกับกิเลส, ก็มาถึงสัญชาตญาณแห่ง การต่อสู้ มันก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรต่อสู้ ต่อสู้กับกิเลสนั่นแหละ, จะไปต่อสู้ชนิดที่ไม่รู้จัก สิ้นสุด ก็ไม่จำเป็น. ถ้าจำเป็นจะต้องต่อสู้, ถ้าจำเป็นจะต้องต่อสู้ ก็ต่อสู้อย่างฉลาด ไม่ต่อสู้อย่างโง่เขลาเหมือนแต่ก่อน, คือ เมื่อความกลัวและการต่อสู้มันพัฒนาขึ้นมาดี แล้ว ก็รู้จักสิ่งที่ควรกลัว, มันก็รู้จักสิ่งที่ควรต่อสู้ รู้จักเวลาที่ควรต่อสู้ รู้จักวิธีที่ ควรต่อสู้, แล้วมันก็ชนะเด็ดขาด ชนะเด็ดขาด ชนะชนิดที่เรียกว่าชนะเด็ดขาด คือ ชนะในภายใน, ชนะกิเลสที่เป็นต้นเหตุ มันก็ชนะเด็ดขาดไป. มันไม่มาทำให้รัก โกรธ เกลียด กลัวได้อีกต่อไปเรื่องมันก็จบ. นี่ สัญชาตญาณแห่งความกลัว สัญชาตญาณ แห่งการต่อสู้ ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดีเช่นนี้ จะประสบกับชัยชนะเด็ดขาด สูงสุด คือชนะกิเลสแล้วมันก็เป็นการชนะทุกอย่าง, ชนะทุกอย่างหรือ ชนะเด็ดขาดนั้นคือการ ชนะกิเลส มันจะไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่. ควรจะรู้จักกันไว้ให้ดี ๆ เป็นมนุษย์ที่มีเกียรติ ต่อสู้กับสิ่งสูงสุดที่เป็นข้าศึก คือกิเลสหรือความทุกข์ แล้วก็ ชนะเด็ดขาด กลายเป็น นิพพาน. สัญชาตญาณแห่งการรักตน. ทีนี้ก็ดูถึงสัญชาตญาณแห่งการรักตน นึกถึงสัญชาตญาณแห่งการรักตน ใครบ้างที่ไม่รักตัวเอง, แล้วใครบ้างที่จะไม่รักตัวเองที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด. ปากมันอาจจะ

น.196 โกหกว่ารักนั้นรักนี้ยิ่งกว่าตัว, ปากมันจะพูดหลอกก็ได้ ว่ารักลูกรักเมีย รักเกียรติรักอะไร ยิ่งกว่าตัว ; แต่ แท้ที่จริงมันรักตัว. ภาษิตกลางบ้านมีว่า ถ้าอยากจะเห็นคนที่รักเราที่สุด ก็ให้ไปมองดูในกระจกเงา, มันก็เลย พบว่าตัวเองแหละรักตัวเองที่สุด ไม่มีใครที่จะ รักเราที่สุดเหมือนตัวเราเอง. ทีนี้มันกลายเป็นว่ารักตน รักตน รักตนยืนอยู่เป็นกลาง คือจะต้องแยก ออกไปเป็นสองทางว่า ตน ๆ นี้ตนของอะไร. ถ้ามันรักตน ที่กำลังเป็นตนของกิเลส แล้วมันฉิบหายหมดแหละ, มันเป็นทุกข์ท่วมหัวท่วมหู เพราะมันไปรักตนที่เป็นตน ของกิเลส. แต่ถ้ามันหันมา รักตนที่เป็นตนของโพธิ ผลมันก็ตรงกันข้าม ; ก็พูด มาแต่ต้นแล้วว่ามีตนอยู่สองฝ่ายเสมอ ตนของกิเลส, หรือตนของโพธิ, หรือตนของ ธรรมะก็ได้. ตนของกิเลสมันก็ไปตามแบบของกิเลส, ถ้าตนของธรรมะหรือโพธิ มันก็ ตรงกันข้าม. ฉะนั้นถ้าจะรักตน คือจะมีตน ยังมีตน ละตัวตนไม่ได้ ต้องมีตน ก็ขอให้มีตนของโพธิ คือตนของธรรมะ แล้วก็รักตนชนิดนี้ ไว้ก่อนเพราะถ้าว่ารักตน ชนิดนี้ มันทำให้ฉลาดเป็นโพธิ, แล้วโพธิมันก็ยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนเห็นว่าไม่มีตน โดยแท้จริง ไม่มีตนโดยประการทั้งปวง, มันก็รักตนของความไม่มีตน. พูดแล้วฟังไม่ ถูกใช่ไหม, รักตนของความไม่มีตน นั่นคือนิพพาน มันก็เลยหมดปัญหาเรื่องความ รักตน, ไม่เป็นของหนักอกหนักใจอีกต่อไป เหมือนกับที่เคยรักมาแต่ก่อน ซึ่งเป็นตน ของกิเลสทั้งนั้นเลย. สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์. เอ้า, ทีนี้ก็ดูไปถึง สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ การสืบพันธุ์นี้ ปัญหาใหญ่มาก ซับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ธรรมชาติไม่ได้เพียงแต่ใส่สัญชาตญาณแห่ง การสืบพันธุ์ไว้อย่างเดียว, มันได้ใส่อุปกรณ์ อวัยวะเป็นอุปกรณ์แก่การสืบพันธุ์มาด้วย

น.197 เสร็จ คืออวัยวะเพศหรือระบบทั้งหมดที่เกี่ยวกับเพศ ต่อมแกลนด์ทั้งหลาย, ให้มีความ รู้สึกอย่างนั้นอย่างรุนแรง เหลือที่คนธรรมดาที่โง่เขลานี้จะรู้เท่ารู้ทัน. เพราะฉะนั้นจึง มีความรู้สึกได้ด้วยตัวเองแบบสัญชาตญาณ ; แม้แต่ว่าไม่มีใครสอนมันก็รู้ได้เอง, จะ จับสัตว์เดรัจฉานหรือว่าจับคนคู่หนึ่งเอาไปทิ้งไว้ในที่ไหนเสียตั้งแต่เล็ก ๆ โตขึ้นมันก็รู้จัก สืบพันธุ์เอง ; เพราะว่าธรรมชาติมันใส่สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ และมีอุปกรณ์ แห่งการสืบพันธุ์ อวัยวะที่อาจจะรู้สึกขึ้นมาได้เองตามลำดับตามลำดับ, มันก็มีการสืบพันธุ์, นี่เป็นปัญหาอันหนึ่งที่จะต้องมีการสืบพันธุ์. ทีนี้ที่มันมีอะไรพิเศษกว่านั้น ก็คือว่า ธรรมชาติ มันเก่งกว่ามาก มันใส่ ของล่อหลอกหรือค่าจ้างแห่งการสืบพันธุ์มาด้วยในตัวเสร็จ, นี้คือกามารมณ์, ความรู้สึกทางกามารมณ์. เรื่องสืบพันธุ์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนละเรื่องกับเรื่องกามารมณ์, เรื่องกามารมณ์นี้เป็นความรู้สึกเอร็ดอร่อยทางอวัยวะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เป็น ความรู้สึกสูงสุด เป็นความรู้สึกสูงสุดในการกระตุ้นระบบประสาท สิ่งกระตุ้นระบบ ประสาทเกินธรรมดาสามัญ, ก็เป็นความรู้สึกทางกามารมณ์, แล้วเขาใส่ไว้ข้างหน้า เป็น ค่าจ้างให้คน ทำการสืบพันธุ์, ให้สัตว์ ทำการสืบพันธุ์, ให้ต้นไม้ ทำการสืบพันธุ์, มิฉะนั้นมันไม่สืบพันธุ์. เพราะเรื่องการสืบพันธุ์ล้วน ๆ นั้นมันเจ็บปวด มันสกปรก มันน่าเกลียดน่าชัง มันยากลำบากที่จะต้องเลี้ยงลูกอ่อนอะไรมากมาย ในส่วนของการสืบ พันธุ์, แต่ธรรมชาติมันเหนือกว่า มันใส่ค่าจ้าง สิ่งหลอกลวงมาไว้เสร็จ จนคนต้อง สืบพันธุ์ ; ฉะนั้นคนที่มัวเมาหลงใหลความรู้สึกทางกามารมณ์ จึงได้สืบพันธุ์ จึงได้ยอม ทำการสืบพันธุ์. ลองถามกันดูตรง ๆ เถอะว่า ถ้าไม่มีเรื่องกามารมณ์เรื่องเพศนี้อยู่ด้วย แล้ว ไม่มีใครสมรสแต่งงานดอก. ถ้าสมรสแต่งงานเพื่อการสืบพันธุ์อย่างเดียว ไม่มี ใครเอา สั่นหัวหมด, แต่เพราะเหตุที่มันมีเรื่องกามารมณ์ปะหน้าเข้าไว้ หลอกลวงเข้าไว้ คนก็ยินดีทำการสมรส, ส่วนแรกที่สุดก็เพื่อกามารมณ์.

น.198 เรื่องการสืบพันธุ์นั้นมันเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ ไม่หลอกลวงอะไร เพราะ ว่ามันเป็นธรรมชาติที่ต้องการจะไม่ให้สูญพันธุ์, ต้องการจะไม่ให้สูญพันธุ์ ; ฉะนั้นถ้า เป็นเรื่องสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีบาปมีกรรมอะไร. แต่เรื่องที่ ไปหลงใหลในกามารมณ์ จนเห็นแก่ตัวจนฆ่าคนอื่นตาย อันนี้แหละ เป็นเรื่องเสีย หาย ; แต่แล้วก็ไม่พ้นไปได้, เพราะว่าธรรมชาติมันเหนือกว่า ฝากกามารมณ์ ไว้กับ เรื่องของการสืบพันธุ์ ในฐานะที่เป็นสัญชาตญาณ. สัตว์รู้สึกคิดนึกได้เอง, แล้วก็มี อวัยวะระบบประสาทในร่างกายที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริม ที่ทำให้รู้สึกได้เองอย่างยิ่ง, มัน ก็เลยสำเร็จประโยชน์ของธรรมชาติ ทำให้สิ่งที่มีชีวิตมีการสืบพันธุ์ แล้วก็ไม่สูญพันธุ์ แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะมีการคุมกำเนิด ต้องการจะไม่ให้สืบพันธุ์ แต่ก็ยังคงมีการกระทำทาง กามารมณ์. มันก็ยังเป็นเรื่องเล็กน้อย มันยังเป็นเรื่องเอาชนะหมดไม่ได้, ถึงอย่างไร มันก็ยังคงเป็นปัญหายุ่งยาก และเป็นความทุกข์ อยู่นั่นเอง. ทีนี้เราจะทำอย่างไร เกี่ยวกับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ หรือจะเรียกว่า การสมรสก็ได้ ; อยากจะพูดเสนอแนะให้ ใครจะเอาก็เอา, ใครจะไม่เอาก็ไม่เอา, ใคร จะว่าไม่เอาก็ไม่เอา ; คือว่า การสมรสนี้มันมีได้ ๒ ประเภท คือ สมรสกันโดยทาง ร่างกาย เหมือนกับสมรสกันตามธรรมดา, แล้วก็ สมรสกันแต่โดยทางจิต ไม่มีการ เกี่ยวข้องแตะต้องทางร่างกาย นี้ก็ยังมีอยู่. เราจะรักใครให้สุดชีวิตจิตใจ โดยที่ ร่างกายไม่เคยแตะต้องกันเลย อย่างนี้มัน ก็ทำได้, แล้วมันก็ไม่มีปัญหาด้วย, แล้ว มันยังมีประโยชน์ตรงที่ว่า ความรักความสามัคคี มันให้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่หลวง พูดแล้วจะตกใจว่า สมรสกับพระพุทธเจ้าก็ได้ ใครกล้าบ้าง ใครกล้าคิดกล้านึกกล้าพูด บ้าง แล้วใครไม่คิดว่าอาตมากำลังบ้าแล้ว, พูดอย่างบ้า ๆ บอ ๆ แล้ว ว่าเราสมรสกับพระ พุทธเจ้าก็ยังได้, คือโดยทางจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น โดยทางร่างกายไม่ต้องแตะต้องกันเลย.

น.199 ทีนี้ แม้คนด้วยกัน นี้แหละ ไม่ต้องกับพระพุทธเจ้า กับมนุษย์ธรรมดา สามัญด้วยกัน, เมื่อมีจิตใจตรงกัน ก็เรียกว่าสมรสได้ทั้งนั้น. สมรส สะมะรส, สมรส แปลว่า มีรสอันเสมอกัน, มีรสเสมอกันเรียกว่าการสมรส ถ้าต้องการอย่างเดียวกัน มีจิตใจเหมือนกัน อะไรตรงเป็นอันเดียวกัน แล้วก็เรียกว่าสมรสทางจิตทางวิญญาณแล้ว แม้ร่างกายยังไม่ได้ถูกต้องกัน. ถ้าว่ามีโพธิมากพอ มันก็ไม่ต้องไปสมรสทางกาย ให้มันเหน็ดเหนื่อย ให้มันสกปรก ให้มันน่าเกลียดน่าชัง ให้มันน่าทุเรศเวทนา แล้วก็ไม่ เห็นมีอะไรดีขึ้น นอกจากความยุ่งยาก. ฉะนั้น เรียกว่า มีการสืบพันธุ์ทางวิญญาณ, ได้รับความพอใจในคำสั่งสอนหรือในธรรมะอะไร แล้วก็รับช่วงต่อ ๆ กันไปโดย ทางวิญญาณ อย่างนี้ก็ได้. เช่นพระพุทธเจ้านี้มีบุตร มีบุตรแยะเลยนับไม่หวัดไม่ไหว คือพระสงฆ์ ทั้งหลาย, มีบุตรมี โอรสเกิดแต่ปาก. พระพุทธเจ้าทำด้วยปาก แล้วเกิดโอรสคือพระสงฆ์ ทั้งหลายออกมามากมายมหาศาล ; อย่างนี้มันมีประโยชน์กว่าเห็นไหม, มันไม่วุ่นวาย มันสงบเรียบร้อย มันไม่สกปรก มันไม่โกลาหล มันไม่อะไร, แล้วมันก็มีการสืบพันธุ์ เหลืออยู่. ความรู้ของพระพุทธเจ้า การกระทำของพระพุทธเจ้า อะไรอย่างของ พระพุทธเจ้า ก็ยังมีเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้, คือลูก ๆ ของพระองค์ที่คลอดกันมาทาง วิญญาณ สืบต่อกันมาทางวิญญาณเรื่อย ๆ ๆ มา. อาจารย์สอนให้ลูกศิษย์ ลูกศิษย์สอน ให้ลูกศิษย์, ลูกศิษย์สอนให้ลูกศิษย์, มันมีการคลอดลูกชนิดทางวิญญาณ อย่างนี้มันไม่ ต้องลำบากยุ่งยาก ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่สกปรก ไม่น่าเกลียดเหมือนกับการสมรสในทาง ร่างกาย. นี่ ถ้าว่าสัญชาตญาณทางฝ่ายกิเลส มันควบคุมไว้ได้, ถูกควบคุมไว้ได้ มัน ก็เกิดสัญชาตญาณฝ่ายโพธิ, รู้จักทำอะไร ๆ สำเร็จประโยชน์อย่างดีเลิศได้ โดยไม่ ต้องยุ่งยากลำบาก. นี่ขอให้นึกถึงว่า สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ถ้าปล่อยไป

น.200 ตามความโง่เขลา ก็เป็นเรื่องของกิเลส, ก็อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ ไม่ต้องพูด. ถ้ามี สติปัญญาควบคุมได้ มันก็มาในทางจิตในทางวิญญาณ, ตัดปัญหาออกไปได้หมด เหลือแต่ประโยชน์ที่ควรจะได้รับ, เรียกว่ามีการสืบพันธุ์ในทางวิญญาณ, ทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ขาดสูญ, อีกกี่แสนปีล้านปีถ้าพุทธศาสนาไม่สาบสูญ ก็คือพืชพันธุ์ของพระพุทธเจ้าก็ ยังอยู่ เรียกว่าการสืบพันธุ์ทางวิญญาณ มันก็ยังมีอยู่ อย่างนี้ก็ควรจะนึกกันดูให้ดี ๆ ว่า เราจะควบคุมสัญชาตญาณไว้ให้ได้ คือให้มีเรื่องยุ่งยากลำบากน้อยที่สุด, หรือว่าจะให้มัน เป็นเรื่องที่โง่เขลาน้อยที่สุด หรือไม่โง่ไม่เขลาเลย ให้มันมีแต่ความเฉลียวฉลาด ไม่มี ความยากลำบาก, แล้วก็คงได้ผลตามที่ควรจะได้ที่สุด ได้มากที่สุดได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่ขอให้ตั้งใจว่าจะมีการสืบพันธุ์ที่บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ที่บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ที่ ดีที่สุด ทั้งทางกายและทั้งทางวิญญาณ. ทางกายถ้าต้องการก็ทำไปอย่างที่ถูกที่ควร อย่า โง่อย่าหลงถึงกับบูชา ไปกินเหยื่อกินค่าจ้างที่ธรรมชาติมันล่อไว้, ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ มันก็ยังพอจะนับว่าเป็นการสืบพันธุ์ตามธรรมดา ไม่โง่ไม่เขลาอะไร. ที่นี้ถ้าไม่ต้องการ มันก็ มีการสืบพนธ์ในทางวิญญาณ คลอดลูกทางฝ่ายวิญญาณไว้เยอะแยะไปหมด เต็ม บ้านเต็มเมืองหรือทั่วโลกก็ยังได้, อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำมาแล้ว นี่เรียกว่า สัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ถูกพัฒนาดีแล้ว ไม่เป็นไปอย่างกิเลส แต่เป็นไป อย่างโพธิปัญญา. สัญชาตญาณแห่งการพัฒนา. ทีนี้ก็ดูถึง สัญชาตญาณแห่งการพัฒนา พัฒนาคือทำให้มากขึ้น ตัวหนังสือ แปลว่า ทำให้มากขึ้น แต่ว่า โดยความหมาย ก็แปลว่า ทำให้ดีกว่า ให้มัน สูงกว่า ให้มัน ประเสริฐกว่า ให้มัน มีประโยชน์กว่า, อะไร ๆ ที่มีประโยชน์ตามธรรมดา เราทำ ให้มันมีประโยชน์มากกว่าธรรมดา นี่ก็เรียกว่า เป็นการพัฒนา. ถ้าจิตนี้ไม่ได้พัฒนา

น.201 มันทำประโยชน์ง่าย ๆ น้อย ๆ ตื้น ๆ ตามธรรมดา, ถ้าจิตนี้ ได้รับการพัฒนา มันทำประโยชน์ ได้มากมายมหาศาล แล้วก็สูง แล้วก็ประเสริฐ, รู้จักพัฒนาให้ถูกต้องตามธรรมชาติ ที่ควรพัฒนา; เพราะคำว่าพัฒนา ๆ แปลว่าทำให้มากขึ้นก็แล้วกัน. ปล่อยให้ผมรก บนศีรษะ ก็เรียกว่าพัฒนาผม, ที่นี้ก็จะ พัฒนาชนิดที่ให้มันน่าดู มันต้องตัด หรือ มันต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ พัฒนาผมบนศีรษะ ในความหมายของโพธิ อย่า ปล่อยให้พัฒนาไปตามความหมายของกิเลส. สัญชาตญาณแห่งการพัฒนาฝ่ายกิเลสนี่กำลังครอบงำโลก, โลกนี้พัฒนา กันแต่เรื่องส่งเสริมกิเลส. ดูสิสินค้าที่โฆษณาขาย เต็มไปทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งหมดนั่น เรื่องไม่จำเป็นเรื่องช่วยส่งเสริมกิเลส, ที่จำเป็นแก่ชีวิตจริง ๆ ไม่ค่อย มีอะไรนัก ที่มันเต็มไปหมดที่ต้องเอาเงินมาซื้อมากมายไม่พอ รกบ้านรกเรือนนั้น เป็น เรื่องพัฒนาส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น, อะไร ๆ ก็พัฒนาเพื่อส่งเสริมกิเลส โดยไม่รู้สึกตัว, พัฒนาเพื่อกำจัดกิเลสนั้นไม่รู้สึก แล้วก็ไม่ได้พัฒนา. เช่นมีวิทยุอย่างนี้เอามาฟังเพลง เปิดเพลงที่ประเล้าประโลมใจอยู่ข้างหมอน จนนอนหลับไป, นี่คนหนุ่มคนสาวเขาทำกันอย่างนี้. ได้ยินว่า แทนที่จะใช้วิทยุฟังเทศน์ หรือใช้วิทยุฟังเรื่องที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นมาได้ เช่นอย่างเครื่องวิทยุนี้ ก็ยัง ถูกใช้ไปในการส่งเสริมกิเลส ส่งเสริมสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, ไม่ได้มาใช้เพื่อ จะขัดเกลาให้เกิดสัญชาตญาณฝ่ายโพธิ. ทีนี้ เรื่องมันก็มากออกไป มากออกไปทุกเรื่องทุกราว จนต้องกลาย เป็น เรื่องสำหรับแข่งขันแย่งชิงกัน ของมนุษย์, แย่งชิงที่ จะมีอำนาจ อำนาจอาวุธ อำนาจเงิน อำนาจอะไรต่าง ๆ, กระทั่ง แย่งชิงกันเพื่อจะครองโลก, เพื่อจะครอบครองโลกทั้งหมด

น.202 ที่เป็นปัจจัยแก่กิเลสนั้นมาเป็นของเราคนเดียว นั่นคือการพัฒนาที่ปล่อยไปตามสัญชาตญาณ แห่งความโง่เขลา, อวิชชาเป็นเรื่องของกิเลส. ถ้าพัฒนาถูกต้องมันไม่เป็นอย่างนี้, ปัญหาความเดือดร้อนมันก็จะไม่มี ถ้าพัฒนาไปถูกต้องทางกายทางจิตใจ มนุษย์จะเป็น มนุษย์ถูกต้อง มีความรักผู้อื่น เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. นี่มนุษย์พัฒนา ไม่ถูกต้องเอง แล้วก็ไปโทษพระเจ้า, ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์มาให้ยุ่งยากลำบาก. พระเจ้า, พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาเพื่อให้ยุ่งยากลำบาก แต่ก็ว่าเพื่อ ช่วยตัวเอง, นี่มันก็น่าหัวอยู่เหมือนกน. พระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาให้ช่วยตัวเอง ก็หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างอะไรมาจนครบหมด จนไม่ต้องช่วยตัวเอง. ข้อที่ ต้องช่วยตัวเองนั่นแหละ คิดว่ามัน ตรงกับการที่เราต้องพัฒนาสัญชาตญาณล้วน ๆ ให้เป็นสัญชาตญาณของโพธิ ; ถ้ามนุษย์ไปเอาสัญชาตญาณอย่างกิเลสแล้วก็ พระเจ้า ก็ช่วยไม่ได้, ก็วินาศก็เสียหายล่มจมกันไปหมด. นี่ ถ้าว่าถือพระเจ้าเป็นธรรมชาติ, ถือธรรมชาติเป็นพระเจ้าแล้ว, ก็ต้องพัฒนาให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ตามที่มันมีอยู่อย่างไร ; นี่เรียกว่าพัฒนา-พัฒนา พัฒนาที่ควรพัฒนา แต่ในทางที่ควรพัฒนา จนกว่าถึงระดับสุดท้าย สูงสุดที่ไม่ต้องพัฒนาอีกต่อไป ก็คือจบเรื่องที่เป็นทุกข์ ไม่มี เรื่องที่เป็นทุกข์ ก็ไม่ต้อง พัฒนาอะไรอีกต่อไป. เดี๋ยวนี้ มันโง่ ขยายเรื่องที่จะให้เป็นทุกข์ยืดยาวต่อไป ยืด ยาวต่อไป จนตัวเองก็พัฒนาไม่ทัน พัฒนาตามไปไม่ทัน, ความทุกข์มันก็เหลืออยู่มาก มายหลายอย่างหลายชนิด เต็มไปทั้งโลกเลย ; แต่เขาก็พูดกันว่าโลกนี้พัฒนา บางที พูดถึงกับว่าประเทศพัฒนา ; อาตมารู้สึกว่าบ้าบอที่สุด, ถ้าพัฒนาจริงมันก็ต้องสงบ ประเทศ ไหนที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วมันต้องเป็นสุขเป็นสงบ. เดี๋ยวนี้ประเทศ ที่ว่า พัฒนาแล้ว มันกลับมีปัญหายุ่งยากยิ่งกว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาไปเสียอีก; นี่ ความเข้าใจผิดต่อความหมายถ้อยคำมันมีอยู่มากอย่างนี้ แต่ สัญชาตญาณแท้ ๆ มัน

น.203 ต้องการให้ดีขึ้นมากขึ้น เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำดีให้ถูกทาง มากขึ้นให้ถูกทาง พัฒนา ให้มันถูกทาง คือ พัฒนาไปในทางที่มีความสงบเย็น, เป็นชีวิตที่สงบเย็น เป็นโลกที่ สงบเย็น. เช่นว่า พัฒนาจิตใจ, พัฒนาจิตใจถึงที่สุด รู้ความที่ไม่ต้องการอะไร มันก็หยุดพัฒนาเอง. ถ้าว่าจิตใจมันสูงสุดเสียแล้ว มันไม่มีการพัฒนาอีก ก็ได้ ; เพราะว่าจิตใจมันวางเฉย หรือมันว่างจากความรู้สึก จากความยึดมั่นถือมั่นใด ๆ มันก็หยุด หยุดพัฒนาเอง ; นี้เรียกว่าถึงที่สุด จุดสูงสุดของการพัฒนา. ถ้ายังไม่ถึงที่สุด อันนี้ อยู่ จิตมันก็ต้องการพัฒนาเรื่อยไป มันต้องการพัฒนาเรื่อยไป, มันยังโง่ว่ามีอะไร ดีกว่าอยู่เรื่อยไป จนกว่าจะไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรดีกว่า แล้วมันรู้มันจึงจะหยุด. ฉะนั้น เรื่อง สูงสุด เช่น เรื่องนิพพาน ไม่มีอะไรจะเหนือไปกว่าดีไปกว่า จึงเป็นที่จบ เป็นที่หยุด เป็นที่สิ้นสุด แห่งอะไรทุก ๆ อย่าง, สิ้นสุดแห่งสังขาร สิ้นสุดแห่งการปรุงแต่ง. ขอ ให้มีการพัฒนาที่มีหลักเกณฑ์อย่างนี้ ชัดเจนอย่างนี้ เป็นไปในลักษณะอย่างนี้ สัญชาตญาณแห่งความต้องการบำเรอ. เอ้า, ทีนี้ก็ดูต่อไปถึงสัญชาตญาณแห่งความต้องการการบำเรอ สัญชาตญาณ แห่งการต้องการการบำเรอ, ชีวิตนี้มีสัญชาตญาณ คือความรู้ที่เกิดขึ้นเองอยู่ใน สันดาน ต้องการให้มีการบำเรอแก่กู. พอออกมาถึงมันก็ได้รับ พอเด็กคลอดมา จากท้องแม่ ก็ได้รับการบำเรอทุกสิ่งทุกอย่าง จากพ่อแม่พี่น้องคนเลี้ยงดู. ชิน ๆ ๆ ชิน ต่อการที่ได้รับการบำเรอ เข้ากับสัญชาตญาณเดิม ๆ ที่ยังโง่อยู่, แล้วมันก็ ต้องการการ บำเรออันไม่มีขอบเขต มันก็เลยขอบเขต, เป็นการบำเรอชนิดที่ไม่ถูกต้อง เป็นการ บำเรอของกิเลส, ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจจากกิเลส เพื่อจะบำรุงบำเรอกิเลสยิ่งขึ้น

น.204 ทุกที ๆ ยิ่งโตขึ้นมา มันก็ยิ่งต้องการให้ได้รับการบำเรอที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องนุ่งเรื่องห่ม เรื่องใช้เรื่องสอย เรื่องเล่นเรื่องหัว เรื่องอะไรก็ตาม ต้องการให้ ได้รับการบำเรอยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แล้วมันสิ้นสุดไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความโง่ เป็นเรื่องของอวิชชา เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ซึ่งมันขยายตัวออกไปได้เรื่อย ไม่มีที่ จุดจบ, มันก็เลยไม่รู้จุดจบของการบำเรอ, ก็พ่ายแพ้แก่สัญชาตญาณอันนี้ จนมีความ ทุกข์ทรมานแต่เกิดจนตาย แต่เกิดจนตาย, มีปัญหาอยู่ด้วยเรื่องเงินไม่พอใช้, เงิน ไม่พอใช้แก่ความต้องการที่จะบำรุงบำเรอตัวเอง. นี้ ถ้าว่ารู้เรื่องนี้ ว่าเป็นความโง่ เป็นสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส, มาทำกันเสียใหม่ ให้เป็นสัญชาตญาณฝ่ายโพธิ ต้อง การบำรุงบำเรอที่ถูกต้อง, ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจที่ถูกต้อง คือ ให้เป็นไป เพื่อความสงบ. การบำเรออย่างโลก ๆ มันกระตุ้น, กระตุ้นให้ฟุ้งซ่านอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่มีความสงบ. แต่ถ้าว่า การบำเรออย่างถูกต้อง เป็นการบำเรอของโพธิของ ธรรมะ แล้ว มันบำรุงบำเรอให้มันมีจุดจบ ให้มันไปถึงจุดจบ, และ อยู่ด้วยความสงบ เย็นตลอดเวลา; นั้นน่ะ คือการมีธรรมะเป็นสิ่งบำเรอ, ฝ่ายโน้นมันมีเหยื่อของ กิเลสเป็นสิ่งบำเรอ, ฝ่ายนี้เอาสิ่งที่ไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่ของกิเลสแต่เป็นของธรรมะเป็นของ โพธิ เป็นเครื่องบำรุงบำเรอ เรียกว่าสิ่งประเล้าประโลมใจ. มนุษย์ต้องอยู่ด้วยสิ่ง ประเล้าประโลมใจ เพราะว่ามันเป็นสัญชาตญาณ เพียงแต่มีอาหารกิน มีเครื่อง นุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย มียาแก้โรค เท่านี้มันไม่พอ. มันไม่พอ, มันยังต้องการอีกอย่าง หนึ่ง ซึ่งรุนแรงมาก คือ ต้องการสิ่งประเล้าประโลมใจ; นี่อาตมาอยาก จะเรียก ว่าเป็นปัจจัยที่ ๕. ท่านทั้งหลายอย่ารู้เพียงปัจจัย ๔, ปัจจัย ๔ อย่างที่รู้ ๆ กันเลย, เพียง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค นั้น มันก็เพียงรอดชีวิต. แต่จิตมันยังโง่ ยังต้องการ

น.205 ปัจจัยอย่างหนึ่งคือการบำรุงบำเรอ. นี้ก็คือสิ่งที่อาจจะประเล้าประโลมใจ กระตุ้นสิ่ง กระตุ้น แล้วก็พอใจ แต่มันก็ไม่มีจุดจบ, มันไม่มีขอบเขตที่จะจบ ; ฉะนั้น ถ้าเราจะ มีความรู้ที่ถูกต้อง เราหาพบสิ่งประเล้าประโลมใจที่มีจุดจบ คือธรรมะ, ถ้าเราเอาธรรมะ มาประเล้าประโลมใจ มันจะมีจุดจบ คือมันจะรู้จักจุดที่พอ. ฉะนั้น ขอให้รู้จักใช้ธรรมะในฐานะเป็นปัจจัยที่ ๕ คือสิ่งประเล้า ประโลมใจ, ช่วยกันทำให้มีให้มาก ให้มีการประเล้าประโลมใจด้วยธรรมะทั่วไปในที่ ทุกหนทุกแห่ง ; แม้จะพูดจาหารือนั่งคุยกันเป็นประจำวันที่บ้านที่เรือนที่ไหนก็ตาม จง พูดกันด้วยเรื่องธรรมะที่จะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ. ขอพูดซ้ำอีกทีหนึ่งว่าตึกหลังใหญ่ที่เรียกว่าโรงหนัง โรงมหรสพทางวิญญาณนี้ ความมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อจะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ ทางจิตใจ หรือทางวิญญาณ จึง เรียกว่าโรงหนัง เพราะมันจะเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ เหมือนกับโรงหนังที่ตลาด เป็น โรงหนังทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางกิเลส. เดี๋ยวนี้ เราจะมีโรงหนังทางวิญญาณที่ เป็นทางธรรมะ เป็นฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ; เมื่อเข้าไปในโรงหนังชนิดนี้ แล้วได้รับ สิ่งประเล้าประโลมใจ, แต่เป็นฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่ายธรรมะ ไม่มีอันตราย. ฉะนั้น ถ้าว่าจะสนใจธรรมะกันแล้ว ก็ ขอให้สนใจธรรมะ ในลักษณะ อย่างนี้กันบ้าง มันจะช่วยให้จบเร็ว, มันจะช่วยให้เรื่องจบเร็ว คือได้สิ่งที่ทำให้เกิด ความสงบเย็นในชีวิตโดยเร็ว, สนทนาพูดจากัน ด้วยเรื่องที่ทำให้เกิดความเพลิด เพลินในทางจิตทางวิญญาณ คือเรื่องของธรรมะ, ประเล้าประโลมใจอย่างสูงสุด แต่ ไม่มีพิษร้ายไม่มีอันตราย เหมือนสิ่งประเล้าประโลมใจของโลก ๆ ซึ่งเป็นเหยื่อล่อ, อันนี้ ไม่มีเหยื่อ ไม่มีความเป็นเหยื่อล่อ, เป็นความจริง. จิตมันเยือกเย็นโดยไม่มีการหลอกล่อ

น.206 แต่เราก็ไม่ค่อยรู้จักกัน เราก็ไม่ค่อยชอบกัน ก็ไม่ค่อยได้ทำกัน. ฉะนั้นจึงไป ที่ไหน ๆ มันก็ ไม่เห็นเรื่องการต้อนรับด้วยธรรมะ ; ทั้งที่ ในพระคัมภีร์ก็มีไว้เป็นสองอย่าง เรียกว่า อามิสปฏิสันถาร , อันหนึ่งเรียกว่า ธรรมปฏิสันถาร. ถ้าอามิสปฏิสันถาร ไปที่ไหนก็ชวนกินข้าวกินขนม ให้กินเหล้าแล้วกิน อะไรต่อ ๆ ไป, นี่เป็นอามิสปฏิสันถาร, ถ้าเป็นธรรมปฏิสันถาร ก็พูดสิ่งที่มีประโยชน์ ให้ฟัง คือพูดในสิ่งที่จะทำให้จิตใจเยือกเย็นนั่นแหละให้ฟัง. แขกมาบ้านเรา เราต้อนรับ ด้วยธรรมะ คือพูดเรื่องที่จะให้เกิดความเย็นอกเย็นใจ ประเล้าประโลมใจให้ฟัง อย่างนี้ เรียกว่าธรรมปฏิสันถาร. นี่หาดูบ้านไหนบ้าง บ้านไหนบ้าง, บ้านที่มาถึงชวนให้กิน หมาก ชวนให้กินขนม ชวนให้กินเหล้า นี้มีมากจะเต็มทั่วไปหมด แต่ที่มานั่งคุยกันเรื่อง ธรรมะเป็นความหยุด ความเย็น ความสงบ ความปลดปล่อยแห่งจิตใจนี้มันไม่มีนี่ ; แล้ว จะไปโทษใคร. คนไม่รู้จักธรรมะ ไม่ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมความแพร่หลาย ของธรรมะ ก็ส่งเสริมแต่เรื่องของกิเลส ส่งเสริมกันแต่เรื่องของเหยื่อล่อ, ก็มีแต่จะ ปรึกษาหารือกันแต่เรื่องจะสร้างสรรค์กิเลส ไม่มีเรื่องที่จะพัฒนาให้จิตใจมาทางธรรมะ ; นี้เรียกว่า ไม่รู้จักสิ่งที่ควรบำเรอ ควรหามาบำเรอตน หรือต้องการให้เขาบำเรอด้วย สิ่งที่มันถูกต้อง. สัญชาตญาณแห่งการอวด. ทีนี้ก็มาถึง สัญชาตญาณแห่งการอวด เกือบจะไม่ต้องพูดกัน อีกแล้ว; เพราะพูดกันมาแล้วว่า ลักษณะของสัญชาตญาณนั้นเป็นอย่างไร ; สัญชาตญาณแห่ง การอวดนั้นมีอยู่จริงมีอย่างรุนแรง. แต่คนมองข้าม ไม่ค่อยคิดไม่ค่อยนึกไม่ค่อย สังเกตแม้แต่เรื่องของตัวเอง ว่าตัวเองตั้งแต่เกิดมาเป็นทารกโตขึ้นมา มันมีจิตใจชนิดที่ อยากจะอวดอะไรอวดอะไรแก่ใครกี่ครั้งกี่สิบครั้ง. เมื่อเป็นลูกเด็ก ๆ ยังไม่นุ่งผ้า มัน

น.207 อยากจะอวดอะไรแก่ใครกี่ครั้งกี่สิบครั้ง, แล้วมันโตขึ้นมามันรู้จักนุ่งผ้า รู้จักแต่งตัวรู้จัก อะไรมากมายขึ้น มันมีอะไรสำหรับที่จะอวด และ ต้องการที่จะอวด เผลอไม่ได้เป็น อวด เรียกว่าสัญชาตญาณแห่งการอวด. เมื่อควบคุมไม่ได้มันก็อวด เรื่องฝ่ายกิเลส, กิเลสมันก็ได้เปรียบ เพราะ มันมีคนชอบมีคนสนับสนุน อวดแต่เรื่องของกิเลส อวดแต่เรื่องของความโง่ ไม่รู้ว่า อวดเรื่องของความโง่ คิดว่าเป็นเรื่องอวดดี ก็เลยได้เรียกว่าอวดดีอวดดี ยิ่งอวดดียิ่ง หมดดี, ยิ่งอวดดียิ่งโง่. นี่สัญชาตญาณแห่งการอวด เมื่อไม่ควบคุมไว้ได้มันก็นำมา สู่สถานะเลวร้าย ขนาดนี้. พูดกันให้ชัดว่า มันยังมี แม้แต่ในหมู่อุบาสกอุบาสิกา บางคนแกล้งสวด ร้อง สวดมนต์ให้ดัง ให้ดังกว่าคนอื่น, แล้วไม่ให้พร้อมเพื่อน เพื่อจะได้รู้ว่าตัวจำได้ ตัวเสียงดี ตัวสวดเก่ง ; อย่างนี้มันก็ยังมีในหมู่อุบาสกอุบาสิกาที่สวดมนต์ไหว้พระนั่นแหละ ก็ เรียกว่ามันมากพอใช้แล้ว, นี่สัญชาตญาณแห่งการอวด. ถ้าจะสวดพร้อมเพื่อนเสีย มัน ก็ไม่รู้ตัวว่าเก่ง หรือไม่รู้ว่าตัวเสียงดี มันก็มีสัญชาตญาณแห่งการอวด ; อย่างนี้มัน ส่งเสริมกิเลส, ถ้าทำอย่างนี้มันส่งเสริมกิเลส, ความคิดที่จะขูดเกลากิเลสมันก็เลย เป็นหมัน. สัญชาตญาณแห่งการอวด จะต้องมาพัฒนาให้รู้ว่าอะไรควรอวดอะไร ไม่ควรอวด, อะไรยิ่งอวดแล้วก็ยิ่งส่งเสริมกิเลส, เท่ากับเปิดเผยความชั่วของตัว ยิ่งอวด ยิ่งเปิดเผยความเหลวไหลของตัว ; นี่จะต้องเรียกว่าระวังสัญชาตญาณแห่งการอวด ที่มัน ปล่อยอะไรออกมาอย่างน่าหัวเราะน่าสงสาร. มันก็มาจากสัญชาตญาณแห่งการอวด ที่ ควบคุมไว้ไม่ได้, แล้วมันก็ควบคุมสิ่งที่ตัวเองก็ไม่มีจะอวดมันก็อวด น่าหัว, ถ้ามันเป็น

น.208 เรื่องอวดแล้วมันอวดสิ่งที่ไม่มีทั้งนั้นแหละ ; อย่าง คนอวดดีนั้น มันไม่มีดีเลย แต่ ก็อวดดี. ฉะนั้น ระวังเรื่องอวด ๆ มันจะอวดสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง, สิ่งที่มีอยู่จริงมันก็ ไม่ต้องอวด หรือถ้าอวดมันก็ไม่เป็นการอวด ถ้ามันมีอยู่จริง. ขอให้มัน มีอยู่จริง เถอะ มันเป็นการเปิดเผย มันเป็นการแสดง มันเป็นการอะไรบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นการอวด ของกิเลส ของสัญชาตญาณแห่งการอวด. ดังนั้น ถ้าไม่อวดเสียได้มันก็ดี, ถ้าไม่ อวดเสียได้มันก็จะสบาย. ถ้าอยากจะอวดแล้วมันก็ต้องลงทุนมาก ต้องสะสมมาก ต้องลงทุนมาก นั่นนี่มากมายสำหรับมีไว้อวด แล้วความคิดที่จะอวดน่ะคิดดูเถอะ เป็นความคิดที่ฉลาด หรือเป็นความคิดโง่เขลา, จะมาซื้อของแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยหรูสำหรับจะอวด อย่างนี้ คิดดูเป็นความคิดที่โง่หรือเป็นความคิดที่ฉลาด ? ทีนี้มันก็มี สิ่งที่ควรจะอวด ที่มีประโยชน์, อวดแล้วมีประโยชน์แก่มนุษย์ อวดแล้วมีประโยชน์แก่โลก นั่นคืออวดธรรมะที่มีอยู่จริง. ธรรมะที่มีอยู่จริง ประพฤติได้จริง ประพฤติได้จริง กล้าพูดว่า เอหิปัสสิโก- เอหิปัสสิ โก มาดู-มาดู- มาดู, ฉันมีอยู่จริง ธรรมะนี้ฉันมีอยู่จริง ; ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่เป็นการอวด แต่ก็มีอาการ อย่างเดียวกับที่คนโง่เขาอวด. นี้เรากลายเป็น ประกาศสิ่งที่ดี ที่มีประโยชน์ ที่มีอยู่ จริง เพื่อจะเปิดเผยให้แพร่หลายไปในหมู่คนทั้งหลาย, การอวดนี้ไม่ใช่อวดเพื่อ กิเลสของตัว, อวดเพื่อประโยชน์แก่คนทั้งบ้านทั้งเมือง, อย่างนี้ไม่เรียกว่าอวด ไม่เรียก ว่าอวดดี ; แต่ก็มาลำเดียวกันแหละกับสัญชาตญาณแห่งการอวด, อันโน้นมันอวดของ กิเลส, อันนี้มันอวดของโพธิ อวดของโพธิคือสติปัญญา ก็ ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นการ อวดดี เพราะมันไม่ได้อวดดี มันเป็นการเปิดเผยสิ่งที่ควรจะรู้ควรจะเปิดเผย ได้ให้รับรู้

น.209 กันไปมาก ๆ แล้วก็จะมีประโยชน์แก่ทุกคน. นี่ ควบคุมสัญชาตญาณแห่งการอวดไว้ ให้ได้ ในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็จะสบาย. สัญชาตญาณแห่งการมีตัวตน. ทีนี้มาถึง สัญชาตญาณ แห่งการมีอยู่แห่งตัวตน นี่สัญชาตญาณนี้มันก็เป็น ของลึกคล้าย ๆ กับข้อแรก ๆ. สัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่าต้องมีอยู่แห่งตัวกู นี้มันก็ดี มันเพื่อถนอมชีวิต, แต่ขอให้มัน มีตัวกูหรือชีวิตชนิดที่ควรจะมีอยู่ ; มีชีวิตบางชนิด ตายเสียดีกว่า มีชีวิตอยู่บางชนิดบางคนตายเสียดีกว่า ; แต่มันก็ไม่ยอมตาย มันก็ อยากจะอยู่มันก็ต่อสู้เพื่อจะอยู่. ถ้าว่า ต้องการจะอยู่ มันก็ควรจะถูกต้อง หรือสมควร ที่มันจะอยู่ ; ฉะนั้นเรา จึงมีระบบที่ถูกต้องสำหรับการอยู่. เคยบรรยายชุดใหญ่ ชุดหนึ่งจบไปแล้ว เมื่อไม่กี่เดือนมาแล้ว เรื่องธรรมะชีวี, ธรรมชีวี ใครสนใจไปหา พึ่งดูหาอ่านดูเอาใหม่ ; ถ้าอยู่อย่างธรรมชีวี มีชีวิตเป็นธรรมะ, มีธรรมะเป็น ชีวิต นั่นแหละเหมาะสำหรับการมีอยู่ มีอยู่แห่งตัวตน, เป็นชีวิตที่ไม่มีปัญหา เป็น ชีวิตที่มั่นคง, เพราะว่ามีความรู้ถูกต้อง ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความถูกต้อง ไม่มีความ ผิดพลาด ไม่มีความทุกข์ เป็นธรรมชีวี. ถ้าว่าที่แท้มันก็มิใช่ตัวตนนะตอนนี้ ถ้ารู้มาถึงตอนนี้แล้ว มันไม่มีตัวตน ดอก, มีแต่จิตที่อยู่กับธรรมะอันเป็นอมตะ, เป็นธรรมะระดับสูงหรือระดับที่เป็นอมตะ ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ, เดี๋ยวนี้จิตได้เข้าถึงธรรมะชนิดนี้แล้วมีอยู่. มองดูให้ดีจะเห็นว่า มัน มีอยู่แต่จิตประกอบอยู่ด้วยธรรมะชนิดอมตะ ไม่มีตัวกูไม่มีตัวตน, ไม่ควรจะ เรียกว่าตัวกูหรือตัวตน แต่ถ้าจะเรียกก็เรียกแต่ปาก ปากเรียกว่าตัวตน แต่จิตไม่มีตัวตน, จิตรู้ความหมาย ว่ามัน มีแต่จิตที่รู้ธรรมะอันเป็นอมตะ อย่างนี้เรียกว่าเป็นธรรมชีวี.

น.210 สัญชาตญาณแห่งการมีอยู่แห่งตัวตน ต้องได้รับการพัฒนามาจนถึงระดับนี้, แล้วก็ถูกต้อง แล้วก็ปลอดภัย, ไม่มีโทษอะไรไม่มีแง่ไหนที่จะต้องตำหนิติเตียน. สัญชาตญาณแห่งความพอใจสิ่งเป็นนิรันดร. เอ้า, อันสุดท้าย สัญชาตญาณแห่งการพอใจสิ่งเป็นนิรันดร, ใคร ๆ ก็ ชอบสิ่งที่นิรันดร คือสิ่งที่ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักสูญหาย ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง, ให้มัน เป็นสิ่งที่อยู่กะเราเรื่อยไปเป็นนิรันดร นี้ก็เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง แต่ถ้าว่ามันโง่มันก็ ไปเอาสิ่งที่ไม่เป็นอย่างนั้นมาเป็นอย่างนั้น, มันเข้าใจเอาเอง. หรือถ้าปัญญามันฉลาด บ้าง แต่มันฉลาดไม่ถึงที่สุด มันก็โมเมมุบมิบสมมุติเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นนิรันดร ว่า เป็นสิ่งนิรันดร, พอใจจะอยู่กับสิ่งที่นิรันดร. นี้เรียกว่า สัญชาตญาณนี้ยังมีความโง่ เหลืออยู่ ; ถ้าว่าพัฒนาอันนี้จนเป็นสัญชาตญาณแห่งโพธิ จะรู้จักสิ่งนิรันดร ว่ามันก็มีแต่ภาวะนิรันดรของธรรมชาติ คือภาวะแห่งการไม่ปรุงแต่งแห่งสังขาร ทั้งปวง, ภาวะนั้นว่างเพราะไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันก็เลยเป็นภาวะ ที่ว่าง ; ฉะนั้น สิ่งที่เป็นนิรันดรคือความว่าง. คนที่เขาถือพระเจ้าเขาก็ว่าพระเจ้า เป็นนิรันดร, แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายว่าพระเจ้านั้นคืออะไร. แต่ เราจะอธิบายว่า สิ่ง ที่เป็นนิรันดรได้ก็คือสิ่งที่ไม่มีการปรุงแต่ง ; ถ้ายังมีการปรุงแต่งอยู่ มันต้อง เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ, ถ้าจะเป็นภาวะนิรันดรตลอดไป มันก็ต้องเป็นภาวะที่ ไม่มีการปรุงแต่ง, ในพระบาลีเรียกว่า วิสังขาร ; สังขาร แปลว่า การปรุงแต่ง, วิสังขาร แปลว่า ปราศจากการปรุงแต่ง, วิๆๆ แปลว่า ปราศจาก, วิสังขารปราศจากการปรุงแต่ง , นั่นแหละจะนิรันดร ; เรียกอีกทีหนึ่งว่าอสังขตะ, อสังขตะ อสังขตธรรม-สิ่งที่ ไม่มีการปรุงแต่ง อสังขตะ แปลว่า ไม่มีการปรุงแต่ง, นั่นแหละ จะเป็นภาวะนิรันดร

น.211 หรือว่าสัจจะของธรรมชาติ กฎสัจจะความจริงของธรรมชาติ อันนี้ก็เป็นนิรันดร. นิพพาน เรียกโดยสมมติว่านิพพาน ก็คือ ภาวะที่ปราศจากการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง เรียกว่า นิพพาน, นี้ก็เป็นนิรันดร อยู่ในจำพวกที่ว่าปราศจากการปรุงแต่ง. ที่เราสวดมนต์บทพิเศษที่ว่า วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ-จิตนี้ถึงสภาพไม่มีการปรุง แต่งหรือวิสังขาร เสียแล้ว ก็เอามาสวดอยู่บ่อย ๆ คำว่า วิสังขารคำนี้แหละ เล็งถึงสิ่งที่ เป็นนิรันดร เพราะมันไม่มีการปรุงแต่ง มันก็ไม่มีการเกิด ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่มีการดับไป. ฟังดูแล้วก็จะเข้าใจไม่ได้ แล้วก็จะหาว่าเอาเปรียบ พูดเอาเปรียบ, ไม่ได้มีการเกิดขึ้น ไม่ได้มีการตั้งอยู่ มิได้มีการดับไป, แล้วจะเรียกว่าอะไร มันก็ต้องเรียกว่าว่าง เรียก ว่าความว่าง เพราะไม่มีการเกิดขึ้น ไม่มีการตั้งอยู่ ไม่มีการดับไป จึงต้องเรียกว่าความ ว่าง. เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าความว่างหรือเป็นความว่างนั่นแหละ คือสิ่ง นิรันดร, ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีตั้งอยู่ ไม่มีดับไป; เพราะไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เป็น เช่นนั้น. นี่ก็เรียกว่า ถ้าสัญชาตญาณมันต้องการสิ่งที่เป็นนิรันดร แล้วก็รีบเถอะ รีบ ๆ ๆ พัฒนาให้มันเป็นโพธิ, ให้รีบรู้จักสิ่งที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเสียโดยเร็ว ก็ จะสมหวังของสัญชาตญาณ ที่จะอยากมีสิ่งนิรันดร. นี่จบแล้ว สัญชาตญาณอันสุดท้าย สัญชาตญาณแห่งการที่อยากจะมีสิ่งที่ เป็นนิรันดร์ ขอให้เป็นนิรันดร์โดยแท้จริง ลัทธิไหน ๆ ก็อ้างถึงสิ่งนิรันดร ทั้งนั้นแหละ, ในสมัยพระพุทธเจ้าในอินเดีย ก็ล้วนแต่สอนสิ่งนิรันดร กันหลาย ๆ ลัทธิ ; แต่มันนิรันดร ไปตามแบบของเขา เขาว่าเอาเอง. ถ้าตามแบบของเราชาวพุทธนี้ มันต้องเป็นสิ่ง ที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงจะเป็นนิรันดร. ฉะนั้น ความรู้ในทางพุทธศาสนานี้ จะช่วยให้พัฒนาสัญชาตญาณแห่งโพธิ ได้มากที่สุด, เพราะเป็นหลักคำสอนที่ อธิบายไว้ครบถ้วนแล้ว ว่านิรันดรอย่างไร ไม่นิรันดรอย่างไร ปรุงแต่งอย่างไร ไม่ ปรุงแต่งอย่างไร, มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปอย่างไร, ไม่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

น.212 อย่างไร. นี่คือภาวะนิรันดร แล้วก็เรียกว่าว่าง, ถ้าจิตลุถึงสิ่งนี้ก็เป็นจิตว่างในระดับ สูงสุด. เอาละ, เป็นอันว่า วันนี้เราก็ได้พูดกันถึง พัฒนาสัญชาตญาณให้เป็น โพธิ, ลำดับของการพัฒนาตามธรรมชาติมันก็ยังมีอยู่ อย่างที่พูดมาแล้วข้างต้นว่า พอ เด็กคลอดออกมา มีสัญชาตญาณกลาง ๆ แต่มีความหมายอย่างนี้นะ มีความหมายมีตัวกู มีความหมายต้องการอาหาร มีความหมายกลัว มีความหมายหนีภัย มีความหมายทุก ๆ ความหมายของสัญชาตญาณ เด็กเขามีมาเป็นกลาง ๆ พอเกิดมาแล้วได้รับสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทางให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องของกิเลส. สัญชาตญาณเลย เป็นสัญชาตญาณ ของกิเลสไปพักหนึ่ง แหละ จนกว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผ่านชีวิตผ่านโลก มาช่ำชองด้วยความทุกข์ ด้วยความทนทรมาน. ทีนี้มันก็ เกิดเบื่อ เกิดเข็ดฟัน ไม่ อยากจะเอาอยากจะเปลี่ยนแปลง มันจึงจะตั้งต้นเปลี่ยนสัญชาตญาณมาฝ่ายโพธิ เริ่มรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า ไม่ควรหลงใหล ไม่ควรหลงใหลยินดี ไม่ควรอะไรต่าง ๆ มันก็มาฝ่ายโพธิ. ถ้าว่าเผอิญโชคดีมันโพธิ์ ได้สูงสุดก่อนตาย ก็นับว่าดีมาก โชคดีมาก, ถ้าโพธิไม่ไปถึงแค่ไหน มันตายเสียก่อน มันก็ได้เท่านั้น. แต่น่าสงสารที่ว่า สัญชาต ญาณกิเลสของบางคนไม่ได้รับการพัฒนาเป็นโพธิเลย ตายเสียก่อน อย่างนี้ก็มี, ระวังจะ ตายเสียก่อนก็มี ไม่ได้ลืมหูลืมตา ไม่ได้มีแสงสว่างอะไรเสียเลย. พูดเป็นเหมือนอุปมาง่าย ๆ ก็ว่าเกิดมา เกิดมาในโลกพร้อมด้วยสัญชาต ญาณทั้งชุด แล้วก็เรียนโลกศึกษาโลก, ถ้าเรียนผิดก็หลงใหล หลงรัก ไปจมโลก, ถ้า เรียนถูกมันก็ รู้จักโลกตามที่เป็นจริงว่ายึดถือไม่ได้, แล้วก็ปลดเปลื้องความยึดถือ ที่มีอยู่ ที่เคยโง่มาตั้งแต่แรก ๆ ออกไป หลุดพ้นจากความยึดถือเป็นวิมุติ เป็นวิมุติ หลุดพ้น เข้าถึงก็รู้สึกหรือ รู้จักสิ่งที่เรียกว่านิพพานเป็นความว่าง.

น.213 จะพูดให้เป็นภาพพจน์มากกว่านี้อีกหน่อยก็ว่า เด็ก ๆ มันเกิดมาไม่รู้อะไร มันก็ถลำเข้าไปในกองไฟ แล้วมันก็ร้อนร้อนเป็นทุกข์ทรมาน, เป็นทุกข์ทรมานจนไม่ไหว จนรู้สึกตัว แล้วมันก็อยากจะออกมา, มันก็ดิ้นรนจนออกมาได้. นี่ มนุษย์เรานี่เกิดมา เหมือนเด็ก ๆ ไม่รู้อะไร เกิดออกมาก็ถลำเข้าไปในกองทุกข์, ซึ่งที่แท้มันไม่ต้อง เป็นอย่างนั้นก็ได้, ถ้ารู้มีความรู้อย่างถูกต้อง มันไม่ต้องเป็นอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้ มันไม่รู้มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันก็เลยถลำเข้าไปในกองไฟ ; เมื่อได้รับทนทุกข์ทรมาน มากพอแล้ว มันจึงรู้สึกไม่อยาก ดิ้นรนจะออกจากกองไฟ มันก็รู้สึกตัวว่าไม่ไหว ไม่ไหว ไม่ไหว มันก็ดิ้นหลุดออกมา. นี่ อุปมานี้ควรจะเข้าใจ เข้าใจกันให้ดี ๆ ว่า คนเรากำลังเป็นอย่างนี้ทุกคน นะ : เกิดมาโง่ถลำเข้าไปในกองไฟ บางคนก็ไม่รู้สึกตัว ก็ตายไปในไฟ, บางคนก็รู้สึกตัว ดิ้นรนจนหลุดออกมาได้จากกองไฟ, มันก็เรียกว่า ถูกต้อง. ขอให้สนใจเรื่องของสัญชาตญาณ ในฐานะเป็นเรื่องจริง จริงยิ่งกว่าจริง จริงอยู่แก่เราทุกคน. ฉะนั้น รู้สึกตัว กลับตัวกันเสียให้ทันเวลา อย่าให้ตายใน กองไฟเลย, ให้กลับตัวออกมาเสียได้ทันเวลา ออกมาเสียได้ทันเวลา อย่างที่เรียกว่า แม้จะมามืดเกิดมามืดก็ขอให้ตายสว่าง; ถ้าเกิดมามืดก็ขอให้ตายสว่าง เหมือนอย่าง พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าก็เกิดมาอย่างบุคคลธรรมดา ไม่รู้อะไรเหมือนกัน. แต่พอ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วนิพพานคือตาย ก็อยู่ในพวกที่ว่ามามืดแล้วก็ตายสว่าง ด้วยเหมือนกัน. เราเป็นพุทธบริษัท ก็น่าจะยึดหลักนั้นโดยแน่นอน ว่า เกิดมา เกิดมาเหมือนคนทั่วไป แต่เวลาตายขอให้ตายอย่างพระพุทธเจ้า, เกิดมาเหมือน เพื่อนทั่วไป แต่ตายก็ให้ตายอย่างพระพุทธเจ้า คือมีแสงสว่างถึงที่สุดอยู่เหนือความทุกข์ ทั้งปวง.

น.214 นี้เป็นสิ่งที่ทำได้, ทำได้เพราะว่า ในสัญชาตญาณนั้นมันมีเชื้อแห่งความ เป็นพุทธะมาด้วยแล้ว, ไม่ใช่มีแต่เชื้อแห่งความเป็นกิเลสอย่างเดียว, ในเมล็ดพืชนี้ มันมีเชื้อแห่งความเป็นพุทธะมาด้วยแล้ว. แต่ถ้าปล่อยให้ผิดเดินไปในทางผิด มันก็ไป ฝ่ายกิเลสมันก็วินาศไป, แต่ถ้าว่า ได้รับการเพาะหว่านที่ดี เชื้อแห่งความเป็นพุทธะ ก็งอกงามขึ้นมา เป็นบุคคลประเภทพุทธะด้วยคนหนึ่ง, ไม่ใช่เรื่องอวดดี ไม่ใช่ เห่อเกินความเป็นจริง ไม่ใช่ มันเป็นอย่างนั้น. จิตใจนี้เป็นสัญชาตญาณ มีเชื้อ แห่งความเป็นพุทธะมาสำหรับ ให้ปลูก ให้เพาะ ให้หว่าน ให้บำรุงรักษาให้เกิดดอก เกิดผลออกมา คือ เป็นสติปัญญาเป็นโพธิ แล้วก็ดับทุกข์ได้ โดยประการ ทั้งปวง ขอให้ทุกท่านดำเนินตน ชนิดที่ไม่เสียทีที่ได้เกิดมา โดยรู้จักพัฒนาสัญชาตญาณ ให้เป็นไปในวิถีทางแห่งโพธิ. การบรรยายวันนี้ก็สมควรแก่เวลา, หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ติดอยู่กะเนื้อกะตัว คือเรื่องสัญชาตญาณนั้น ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ลึกซึ้งยิ่งขึ้น, จนสามารถพัฒนาสัญชาตญาณให้เป็นโพธิยิ่ง ขึ้น จะได้มีความสงบเย็น เป็นชีวิตอย่างมีนิพพานอยู่ทุกทิพาราตรีกาล. ขอยุติการบรรยาย เปิดโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลาย สวดบทพระธรรม ใน ลักษณะคุณสาธยาย มีข้อความส่งเสริมกำลังใจ ในการปฏิบัติธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ณ กาล บัดนี้ ฯฯ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต