น.215 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาคมาฆบูชา เป็นครั้งที่ ๗ ในวันนี้ อาตมา ก็จะได้บรรยาย เรื่องธรรมะกับสัญชาตญาณ ต่อไปตามเดิม เพราะยังไม่จบ แต่มีหัวข้อย่อย เฉพาะในวันนี้ว่า การพัฒนาสัญชาตญาณ. การบรรยายที่แล้วมาได้พูดถึงลักษณะของ สัญชาตญาณ มีคุณมีโทษอย่างไร เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ มีแต่คุณไม่มีโทษ จึงต้องพัฒนา สัญชาตญาณ. จะขอพูดสำหรับผู้ที่ไม่เคยพังมาแต่ก่อน เพิ่งจะมาฟังในวันนี้สักเล็กน้อย ว่า ทำไมต้องพูดเรื่องสัญชาตญาณ ; เพราะความจริงอันลึกซึ้งมีอยู่ว่า จิตใจของมนุษย์ เป็นไปตามสัญชาตญาณ ; ถ้าไม่มีการฝึกฝนปรับปรุงอบรมอะไร มันเป็นไปตาม สัญชาตญาณ, แล้วมันก็เกิดกิเลสได้โดยง่าย, จะเป็นกิเลสประเภทโลภะ, โทสะ, โมหะ ๑๘๖
น.216 หรืออะไรก็ตาม ; นั่นเพราะว่ามันเป็นไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ เราไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่า จะแก้ไขกันอย่างไร ที่ตรงไหน. ทำไมจึงใช้คำ ๆ นี้ ซึ่งเป็นคำแปลกหูสำหรับคนอยู่วัดหรือพุทธบริษัท ; เป็น คำในเรื่องทางวิทยาศาสตร์ของคนพวกอื่น. ข้อนี้ขอตอบว่า ไม่เป็นไร มันเป็น เรื่องจริงเกี่ยวกับมนุษย์ก็แล้วกัน ถ้าเอามาพูดบ้างจะได้เข้าใจเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เคย เข้าใจได้ง่ายขึ้น, มันจำเป็นที่จะต้องทำให้รู้ เรื่องจิตใจนี่อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น, ครบถ้วนยิ่งขึ้น, จึงต้องพูดเรื่องที่เรียกว่าสัญชาตญาณ. ขอให้ฟังดูต่อไปให้ดี ๆ จำเป็น สำหรับพุทธบริษัท ที่จะต้องรู้จักสัญชาตญาณของตน ให้ลึกซึ้งถึงที่สุด, แล้วก็ เหมาะสมสำหรับพุทธบริษัทที่เป็นผู้มีปัญญา, ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องนอกศาสนา ไม่ใช่เรื่องนอกจากความจำเป็นของมนุษย์ที่จะต้องรู้ สัญชาตญาณเป็นความรู้สึกที่เกิดได้เอง. นี่ขอให้จำคำว่า สัญชาตญาณคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาได้เอง, หรือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาได้เอง หรือการกระทำที่มันจะทำขึ้นมาได้เอง โดยอำนาจความที่มันรู้ ขึ้นมาเอง, คือไม่ต้องเจตนาอะไรก็ทำได้, แล้ว เราก็มีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อยู่เป็นประจำ. เช่น เราไม่อยากจะโกรธมันก็โกรธ, เช่น เราไม่อยากจะกลัวมัน ก็กลัว, ไม่อยากจะเกลียดใครมันก็เกลียด , ไม่อยากจะอิจฉาริษยาใครมันก็อิจฉาริษยา. นี่เพราะไม่รู้เรื่องธรรมชาติของสัญชาตญาณ ; ถ้าไม่มีอะไรไปบังคับให้ถูกต้อง มัน ก็เป็นอย่างนั้น. ดังนั้น เราจึงเต็มไปด้วยปัญหา ของความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ความเกลียดบ้าง, ความกลัวบ้าง, ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์บ้าง, ความอิจฉาริษยาบ้าง
น.217 ความหึงความหวงบ้าง เหลือที่จะกล่าว. ถ้าเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา รบกวนความสงบสุข ก็ควรจะรู้จักเรื่องที่จะแก้ไข, หรือว่า ควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ เป็นอย่างน้อย. ปัญหาที่ลึกลงไปกว่านี้อีกก็คือว่า เราหรือ ชีวิตนี้ ก็ตามเถอะ มัน ผจญกัน อยู่กับปัญหา ที่เกิดมาจากสัญชาตญาณที่มิได้รับการพัฒนา, คือสัญชาตญาณล้วน ๆ ไม่มีการพัฒนาให้เป็นสติปัญญาหรือเป็นโพธิ มันก็มีอาการรัก โกรธ เกลียด กลัว เป็นต้นอยู่เป็นประจำ. เราเกิดมาแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมัน เกิดมาแล้ว; เมื่อเกิดมาแล้ว มันมีปัญหาอย่างไร มันก็ปฏิเสธไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขปัญหาเหล่านั้น. ชีวิตนี้มัน มีสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณติดมาด้วยเสร็จ; ดังนั้น ชีวิตล้วนๆ ที่ไม่ได้รับการ อบรมอะไร มันก็จะคิดจะพูดจะทำไป ตามอำนาจของสัญชาตญาณ ซึ่งปราศจากความรู้ ที่ถูกต้อง ดังนั้นมัน จึงทำไปอย่างไม่รู้ ทำไปอย่างหลับตา, มันก็ผิดจากที่ควรจะทำ มัน ก็เกิดเป็นความทุกข์ หรือ เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา. เราหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ แม้ว่าที่แท้เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา, แต่ ครั้น เกิดมาแล้ว มันก็มีปัญหา เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้; ดังนั้นจึงต้องรับกับปัญหา รับหน้า เผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้น ซึ่งจะต้องแก้ไขให้ลุล่วงไปให้ได้, จึงเป็นอันว่า ชีวิตที่เกิดมานี้ มันต้องจำยอม จำยอมที่จะต้องต่อสู้ความทุกข์และปัญหา ; จะ พูดว่าไม่รู้ ฉันไม่รู้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเกิดมา อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้, มันเกิดมาเสีย แล้ว แล้วก็ มีอะไร ๆ ที่จะเป็นปัญหา นั่นแหละ ติดมาแล้วเสร็จในชีวิตนั้น, ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ. ดังนั้น เราจะต้องรู้จักสิ่งนั้น แล้วจัดการกับ
น.218 มันให้ดี ๆ ตามที่สมควรจะทำ. การกระทำให้สัญชาตญาณนั้น เป็นไปแต่ใน ทางที่ไม่เกิดความทุกข์นี้เราจะเรียกว่าพัฒนา ในความหมายที่พึงปรารถนา, หรือ พัฒนาให้เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่มีปัญหาใดๆ เหลืออยู่ ; ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ชีวิตนี้ จะเป็นของที่มีแต่ความทุกข์, มีแต่ความทุกข์ คือมีแต่ความผิดพลาด ไม่มีความถูกต้อง, แล้วก็เกิดปัญหาและความทุกข์. เรื่องของพุทธศาสนาทั้งหมดเกี่ยวกับสัญชาตญาณ. นี้ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ยังกล่าวได้ลึกลงไปอีกว่า เรื่องของพระพุทธ- ศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ, เกี่ยวกับสัญชาตญาณโดยตรง. นี่คนที่เคยอ่านแต่พระไตรปิฎกหรือเคยแต่ฟังเทศน์ตามธรรมดาสามัญทั่วไป หลายสิบปี มาแล้วไม่เคยได้ยินคำว่าสัญชาตญาณ. เดี๋ยวนี้อาตมาบอกว่า เรื่องของพุทธศาสนา ทั้งหมด นั่นแหละ มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ, เกี่ยวกันอยู่กับสัญชาตญาณ ก็จะ คิดไปว่า เอาเรื่องไม่จริงมาพูด, เอาเรื่องอะไรมาหลอกกันแล้ว. ไม่ได้เอาเรื่อง อะไรมาหลอก, แต่ว่าเอาคำที่ไม่เคยได้ยินมาพูด ซึ่งที่แท้มันเป็นเรื่องของทุกสิ่งที่ เราพูด เราสอนอะไรกันอยู่ ในพระพุทธศาสนานี้, คือพูดได้อีกทีหนึ่งว่า เรื่องทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องความทุกข์ จนถึงเรื่องความดับทุกข์สิ้นเชิง มันไม่มีอะไรมากหรือนอกเหนือ ออกไปกว่าเรื่องของสัญชาตญาณ. ไม่มีใครใช้คำนี้ หรือพูดคำ ๆ นี้ ก็ตามใจเขาซิ แม้จะยังไม่มีใครพูด มันก็ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ว่า ไม่ควรจะเอามาพูด ที่ยังไม่มีใครเคยพูดนั่นแหละ มันน่าจะมีเหตุผล
น.219 ว่าควรจะเอามาพูดเสียให้มันครบถ้วน ; แต่ไม่ใช่อย่างนั้น. ที่เอามาพูดนี้เพื่อให้ เข้าใจง่าย, เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ, เพื่อเข้าใจได้ ครบถ้วน ครบถ้วน, และเพื่อให้ เข้าใจได้ รวดเร็ว, รวดเร็ว และสะดวก. เรื่องความทุกข์เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามสัญชาตญาณที่ไม่ได้รับการพัฒนา, ปราศจากวิชชา ปราศจากสติปัญญา ทำไปอย่างปราศจากสติปัญญา. ทีนี้ก็ จะดับทุกข์ กัน มันต้องมีสติปัญญาพัฒนาสัญชาตญาณนั้น พัฒนาในแง่ของการควบคุม, ก็ควบคุมไว้อย่าให้เกิดกิเลส. พัฒนาในการที่จะให้เกิดมีอะไรขึ้นมา, ก็คือพัฒนา ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าโพธิ, การพัฒนามันจึงมีอยู่ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ อบรม จิตใจให้สว่างไสวแจ่มแจ้งด้วยพระธรรมกัมมัฏฐานอะไรก็ตาม, นั่นแหละคือการ พัฒนาสัญชาตญาณโดยตรง. นี่ให้เห็นว่า เรื่องตั้งแต่ความทุกข์จนไปถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ซึ่งเป็น เรื่องของพระพุทธศาสนานั่นแหละ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณ. อย่าลืมเสียว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า เราไม่พูดเรื่องอื่น แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี เราพูดแต่เรื่องความ ทุกข์กับเรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, เรื่องอื่นมันไม่จำเป็น. แต่คนก็ชอบเอา มาพูดมาถาม นั่งอยู่ที่นี่แต่ละวันละวัน มีคนมาจากที่ไกลมาถามปัญหา, ก็ ถามแต่เรื่อง ที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น : เรื่องเกิดหรือเรื่องไม่เกิด หรือเรื่องอะไรไปเกิด, หรือ เรื่อง ไสยศาสตร์ เรื่องอะไรไปเสียหมด, ไม่เคยถามว่าจะดับทุกข์อย่างไร, จะดับทุกข์ในเรื่องนี้ อย่างไร ดับทุกข์ในเรื่องนั้นอย่างไร ไม่ค่อยมีใครถาม, แล้วยังให้ดับทุกข์ด้วยการเป่าหัว รดน้ำมนต์ ขอร้องให้ได้ลาภ, ขอร้องให้ได้ลาภ, น่าหัวที่ว่า ขอร้องให้ได้ลาภโดยไม่ต้อง ทำอะไร, นี่มันน่าหัวอย่างนี้; นี่ดูเถอะ พุทธบริษัทเป็นอย่างนี้แล้วก็บ้าเลย ไม่ใช่ เป็นพุทธบริษัท. ขอให้ทำกันเสียใหม่ให้ดี ๆ ให้ถูกต้อง.
น.220 พุทธศาสนามีจุดหมายเป็นวิมุตติและโลกุตตระ. ที่ว่าเกี่ยวกับ เรื่องทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า ถ้ายังมีสัญชาต- ญาณครอบงำจิตใจของเราอยู่ เรายังต้องรัก โกรธ เกลียด กลัว วิตกกังวล อาลัย- อาวรณ์ อิจฉาริษยาหึงหวงเป็นต้น, อยู่ภายใต้ความบีบคั้นของสิ่งเหล่านี้. ทีนี้เราก็ จะทำให้มันหลุดเป็นวิมุตติ ; คำว่าวิมุตติ วิมุตติหลุดพ้น หลุดพ้น มันก็หลุดพ้นมา จากการบีบบังคับด้วยอำนาจสัญชาตญาณ, พุทธศาสนามีวิมุตติเป็นจุดหมาย. หลุดพ้น จากความทุกข์ กล่าวคือความบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ นำไปให้ทำ ในสิ่งที่จะต้องเกิดทุกข์. ทีนี้อีกคำหนึ่งว่าโลกุตตระ, โลกุตตระ, โลกุตตรธรรม มันก็มีความหมาย ว่า เหนือโลก เหนือโลก. คำว่า เหนือโลก คือเหนืออำนาจบีบคั้นของสัญชาตญาณ ในโลกหรือวิสัยโลก, การเป็นไปอย่างวิสัยโลก คือการเป็นไปในอำนาจ ของสัญชาตญาณ แต่นี้เราจะอยู่เหนือโลก คืออยู่เหนืออำนาจบีบคั้นของสัญชาตญาณ. เรื่องวิมุตติก็ดี, เรื่องโลกุตตระก็ดี, เหล่านี้ เป็นเรื่องที่ว่า เอาชนะสัญชาตญาณได้ถึงที่สุด, จึงเห็น ได้ว่า เรื่องของพุทธศาสนาทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญชาตญาณ. ความทุกข์มันเกิดมาจากการทำผิดพลาดเกี่ยวกับสัญชาตญาณ, เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือ สัญชาตญาณ ที่คอยบีบคั้นหรือส่งเสริมให้เป็นอย่างนั้น, จะดับทุกข์ก็ต้องดับเหตุให้ เกิดทุกข์นี้เสีย. ตัณหามาจากความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณ ก็ต้องขจัดไปเสีย, อย่าให้มีความรู้สึกชนิดที่เรียกว่าตัณหา ก็จะดับทุกข์ได้, แล้วก็เป็นอยู่อย่างถูกต้อง ตาม อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละคือเป็นอยู่อย่างไม่อยู่ภายใต้อำนาจของสัญชาตญาณ. นี่ เรื่องอริยสัจจ์ ๔ มันก็เป็นเรื่องของสัญชาตญาณ หรือเกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณ ไปเสียทั้งนั้น.
น.221 จะดับทุกข์ได้ต้องควบคุมสัญชาตญาณ. นี้ปัญหาก็เหลืออยู่แต่ว่า ทำอย่างไรจึงจะควบคุมสัญชาตญาณนั้นได้, สัญชาตญาณที่มาทำงานในหน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น : ผัสสะ เกิดขึ้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีผัสสะ แล้วมันไม่มีปัญญา ไม่มีวิชชา ไม่มีแสงสว่าง ก็คือทำไปตามอำนาจของสัญชาตญาณ. ผัสสะก็ให้เกิดเวทนา-เวทนาเกิดแล้วก็ให้เกิด ตัณหา เพราะไม่มีปัญญามาควบคุมเวทนา, เวทนาก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ มันก็ให้เกิด ตัณหา ที่น่ารักน่าพอใจก็ให้เกิดความอยากได้ อยากเอา อยากเป็น, ที่ไม่น่ารักก็ทำให้เกิด ความไม่อยากได้ หรืออยากที่จะไม่ได้ คืออยากที่จะทำลายเสีย. นี่ดูให้ดีเถอะว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานสืบต่อกันไปเคลื่อนไหวต่อไป ตามอำนาจของสัญชาต- ญาณ ตลอดเวลาที่เรายังไม่มีธรรมะ ไม่รู้ธรรมะ สำหรับจะควบคุมมัน มันก็เกิด ความทุกข์, แล้วทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องเกิดความทุกข์ ก็ต้องควบคุมมันให้ได้, ควบคุม ผัสสะ ควบคุมเวทนา ควบคุมตัณหา โดยเฉพาะ ๓ อย่างนี้ได้ ก็แน่นอน ก็ไม่มี ความทุกข์. การควบคุมและพัฒนา ต้องมีสติ ใช้ปัญญา ทันเวลา. เอ้า, จะพัฒนา พัฒนา คือให้มันเป็นสัญชาตญาณที่ควบคุมได้ ให้อยู่ในการ ควบคุม คือเป็นมาในทางแห่งความถูกต้อง คือมีวิชชา มีปัญญา มีแสงสว่าง. พัฒนา มีความหมายกว้าง จำกัดให้แคบเข้ามาเหลือเพียงสองอย่าง : หนึ่งพัฒนามิให้ปรุง เป็นกิเลส, พัฒนามันมิให้มีการปรุงเป็นกิเลส. และ สองพัฒนามันให้เกิดเป็นโพธิ ขึ้นมา, สองอย่างนี้มันเนื่องกัน ถ้ามันเป็นกิเลสมันไม่เป็นโพธิได้, หรือถ้ามันเป็น โพธิแล้วมันไม่เกิดเป็นกิเลสได้. ถ้ามีสติสัมปชัญญะเพียงพอเมื่อผัสสะ มันก็เอาสติ ปัญญามาควบคุมไว้ เกิดกิเลสไม่ได้ ก็เกิดแต่โพธิ คือความรู้ที่ถูกต้องว่า เราควรจะ
น.222 ทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้, อย่ามามัวยินดียินร้ายมีโลภ โกรธ หลง อะไรอยู่กับสิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าพัฒนาให้เกิดโพธิได้, แล้วทั้งหมดนี้ต้องทันแก่เวลา ถ้าไม่ทันแก่เวลา งุ่มง่ามอยู่ มันก็เกิดกิเลสเสียก่อนแล้ว, ไม่ให้เกิดกิเลส แล้วก็ต้องทันเวลาที่มันจะเกิด กิเลส. พอตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น เป็นผัสสะตอนนี้รวดเร็ว มาก, เป็นผัสสะแล้วมันก็จะเกิดเวทนา ถ้าผัสสะโง่มันเกิดเวทนาโง่ คือให้เกิดเวทนา ที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย, ถ้าผัสสะมีการควบคุมด้วยสติสัมปชัญญะ มันก็ ให้เกิดเวทนาชนิดที่ให้รู้สึกตัว, ไม่ถึงกับยินดียินร้าย. แต่รู้สึกตัว ว่าเราจะต้องทำ กับมันอย่างไร เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ มันคืออะไร, เราจะต้องทำกับมันอย่างไร, ถ้ามัน มีโพธิเพียงพอ ก็โอ, มันเช่นนี้เอง, มันเช่นนี้เอง ตามธรรมชาติ อย่าไป ยินดียินร้ายกับมัน. ดูแต่ว่าในกรณีนี้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ; ถ้าต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ทำ ถ้าไม่ต้องทำอย่างไรก็ไม่ต้องทำอะไร, มันก็ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดเพราะเวทนานั้น แล้ว ตัณหาก็เกิดไม่ได้ เพราะเวทนามันฉลาดเสียแล้ว. ที่ว่าเวทนาให้เกิดตัณหานั้น หมายถึงเวทนามันโง่ มาแล้ว และมันโง่มาแล้วตั้งแต่ขณะแห่งผัสสะ, เวทนาโง่จะให้ เกิดตัณหา คือความอยากไปตามความโง่ : น่ารักก็รัก น่าเกลียดก็เกลียด, น่ากลัวก็กลัว, น่าโกรธก็โกรธ เป็นตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว, ไม่ทันแก่เวลา มีเวทนาแล้วก็เกิด ยินดียินร้าย เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบเสียแล้ว ห้ามไว้ไม่ได้, ห้ามไว้ ไม่ทันแก่เวลา, นี่เรียกว่าไม่ทันแก่เวลา. ต้องพัฒนาให้เร็วทันแก่เวลา ไม่ให้เกิดกิเลส ก็ทันแก่เวลา, ให้เกิดโพธิ์ขึ้นมาก็ให้ทันแก่เวลา จึงจะปลอดภัย. สำหรับ คำว่าทันแก่เวลา ทันแก่เวลานี้ มันไม่ได้มีนาฬิกาวัดดอก, แต่มัน รู้ว่า ถ้าไม่ทันแก่เวลา มันก็ต้องเกิดทุกข์ เท่านั้นแหละ ; ถ้าว่า ทันแก่เวลา มันก็ ระงับหยุดยั้งไว้ได้ ในขณะแห่งผัสสะ คือมันจะปรุงให้เป็นเวทนา, ระยะเวลานั้นเป็น
น.223 เวลาที่สำคัญ. ถ้าทันแก่เวลานั้นแล้วก็ระงับไว้ได้, หยุดไว้ได้ ไม่เป็นกิเลส. ถ้าไม่ รู้สึกตัวหรือควบคุมไว้ไม่ได้ในระยะนั้น มันก็ต้องเกิดกิเลส, เรียกว่ามันเกิดกิเลสเสียแล้ว เพราะเราควบคุมไม่ได้ ไม่ทันแก่เวลา, ถ้าควบคุมได้ทันแก่เวลา มันก็ไม่เกิดกิเลส. ทีนี้โพธิมันเกิดขึ้นเพราะว่า สติมันไปเอาโพธิคือปัญญามาควบคุมผัสสะนั้น, ปัญญา เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตถตา สุญญตา, ปัญญาเรื่องอะไรก็ตามที่เราทำไว้เป็น ประจำ อบรมกันเป็นประจำนั่นแหละ สติมันไปเอามา. คือมันระลึกขึ้นมาได้ทัน เวลา นั่นแหละ, แต่ใช้คำพูดเป็นรูปธรรม ก็เหมือนกับมันไปเอามา. สติระลึกขึ้นมา ได้เอาปัญญามาทันแก่เวลาก็ทำหน้าที่เป็นโพธิ, เป็นโพธิ รู้ว่าควรทำอย่างไร ก็ไม่เกิด กิเลส. ถ้าแสงสว่างเข้ามา ความมืดก็ออกไป, ถ้าแสงสว่างออกไปความมืดก็เข้ามา, มัน เป็นเรื่องที่ไม่ต้องเป็นคนละเรื่อง เรียกว่าเรื่องเดียวกันก็ได้ ถ้าโพธิเข้ามากิเลสก็ ออกไป, กิเลสเข้ามาโพธิก็ออกไป, พร้อมกับที่โพธิเข้ามากิเลสมันก็ออกไป. นี่เรา จงฝึกฝนให้มีสติรวดเร็วที่สุด, แล้ว อบรมปัญญาไว้อย่างเพียง พอด้วย; สองอย่างนี้สำคัญที่สุด ศึกษาอบรมเรื่องของปัญญา ว่า เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น, ความจริงเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น อยู่เสมอ, แล้วมีสติเร็วพอที่จะไปขน เอามา คือระลึกได้ ระลึกปัญญามาได้ทันเวลา ที่ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา, นี่เรียกว่า ทันเวลา. ถ้าไม่ทันเวลาก็ไม่มีประโยชน์ ความรู้ที่ไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่ทันเวลาเป็นหมัน เหมือนกันแหละ, จะเรียนไว้มากเท่าไร ๆ มันก็ไม่มีประโยชน์ดอก ถ้าไม่ได้เอามาใช้หรือ เอามาใช้ไม่ทันแก่เวลา. ขอให้เข้าใจไว้อย่างนั้น ฉะนั้น เราจะต้องฝึกเรื่องสติ, ที่ว่าทำกัมมัฏฐานทำวิปัสสนาอะไร ก็เป็น เรื่องฝึกสติ ให้มีสติเร็วสติพอ ที่จะไปขนเอาปัญญามาทันแก่เหตุการณ์, นี้เรียกว่า ทันเวลา.
น.224 จิตตภาวนาทุกแบบเพื่อพัฒนาสัญชาตญาณ. เอ้า, จะพูดให้มันกว้างที่นี้ ให้มันกว้างไกลออกไปอีก ก็จะพูด, ฟังให้ดี ว่า จิตตภาวนาทุกชนิดในพระพุทธศาสนานั้นก็มีเพื่อพัฒนาสัญชาตญาณ. จิตตภาวนา คือ การกระทำทางจิต ทำจิตให้ยิ่ง ทำจิตให้เจริญ ทำจิตให้ดี นี้ก็เรียกว่าเป็นจิตตภาวนา, มีหลายสิบรูปแบบ โดยสรุปมี ๒ รูปแบบ คือ สมาธิอย่างหนึ่ง, ปัญญาอย่างหนึ่ง. จิตต- ภาวนาเหล่านี้มีเพื่อพัฒนาสัญชาตญาณ โดยวิธีทั้งสองนั่นแหละ คือ ไม่ให้เกิดกิเลส แต่ให้เกิดโพธิ. เราปรับปรุงกัน ในภายในทั้งหมดทุกอย่างที่มันเกี่ยวข้องกัน จน สามารถที่จะเกิดโพธิ แล้วก็ไม่เกิดกิเลส แล้วก็ทันแก่เวลา. เดี๋ยวก็จะได้พูดยก ตัวอย่างให้เห็นชัด แต่เดี๋ยวนี้เป็นใจความโดยสรุปว่าจิตตภาวนาทั้งหลายทุกชนิดในพระ- พุทธศาสนานั้น มีเพื่อพัฒนาสัญชาตญาณ ไม่ให้มันเกิดกิเลส แต่ให้มันเกิดโพธิ. จิตตภาวนาโดยธรรมะ ๔ เกลอ. ที่จำเป็นจะต้องเข้าใจ หรือ ใช้ให้เป็น ใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูกวิธี ให้ ทันแก่เวลา ก็ขอย้ำคำ ๔ คำ ที่พูดบ่อย ๆ จนคนจะรำคาญอยู่แล้ว ว่า ๔ อย่างนั้น คือ สติ อย่างหนึ่ง, สัมปชัญญะ อย่างหนึ่ง, สมาธิ อย่างหนึ่ง, ปัญญา อย่างหนึ่ง, ไม่จดก็ได้ถ้าจำได้. เพราะมัน ๔ อย่าง สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา ธรรมะ ๔ อย่าง นี้แหละมันเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดสำคัญที่สุด จะช่วยให้รอดได้มากที่สุด. พอมีเรื่องอะไร เกิดขึ้น เช่น ตาเห็นรูปมีสัมผัส เป็นต้นนี้ ต้องมีสติ, ต้องมีสติข้อแรก, มีสติไป เอาปัญญา เอาปัญญามาเป็นสิ่งที่สอง, และ ปัญญา นั้นไม่ใช่เอามาถึงแล้วก็แล้วกัน ต้องเอามาควบคุมอยู่ ควบคุมอยู่ ควบคุมอยู่ซึ่งเหตุการณ์นั้น ๆ นี่เรียกว่า สัมปชัญญะ. สติ กับ สัมปชัญญะต่างกันมาก; สติไประลึกเอามา สัมปชัญญะทำหน้าที่เอา
น.225 ปัญญาที่เอามานั้น ให้มาทำหน้าที่อยู่เฉพาะหน้า, ควบคุมเหตุการณ์นั้นอยู่ นี้เรียก ว่าสัมปชัญญะ. ทีนี้ถ้าว่าแรงมันน้อย กำลังมันน้อยให้ใช้สมาธิ สมาธิลงไปในสัมป- ชัญญะ คือ ให้ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญาอย่างยิ่ง อย่างเต็มที่ ด้วยอำนาจของสมาธิ. เอ้า, ทบทวนอีกทีนะ ฟังให้ดีอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่น ๆ หรือเป็นเรื่องไร้ สาระ, เป็นเรื่องสาระที่สุด ของเรื่องที่เราจะต้องประพฤติกระทำ . เรามีสติสำหรับ ระลึกได้, ไประลึกเอาปัญญา ความจริงหรืออะไรที่ ได้ศึกษาอบรมไว้ มาทันในกรณี ที่มันมีเรื่อง. นี้สติเอาปัญญามา, ปัญญาก็กลายเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ นี้ เปลี่ยนชื่อเสียหน่อย เรียกว่าสัมปชัญญะ. ที่จริง สัมปชัญญะมันก็คือปัญญา นั่นเอง มารู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่, หมายความว่า มันทำหน้าที่ตรงตามหน้าที่ เรียกว่าสัมปชัญญะ ที่นี้ หน้าที่นี้มีกำลังอ่อนไม่พอ ก็ต้องใช้กำลังของสมาธิจิต ที่ได้ฝึกฝนไว้เหมือนกัน เพิ่มกำลัง ให้แก่สัมปชัญญะ, มันก็พอ มันก็พอที่จะรู้ ที่จะทำให้เกิดความรู้ อันเด็ดขาดเฉียบขาด แน่นอนลงไปได้. นี่เรามีสติ คือไปขนเอาบัญญามา, เราขนเอาปัญญามา เพื่อจะให้สติเอา มาใช้ในขณะที่เกิดเรื่อง, ขนเอาปัญญามาแล้ว ให้มันทำหน้าที่เป็นสัมปชัญญะ, ถ้าว่า กำลังมันอ่อนไป ก็ใช้สมาธิเพิ่มกำลังให้แก่ สัมปชัญญะ, ปัญญาหรือสัมปชัญญะ มันทำหน้าที่เต็มที่ ในการที่จะตัดความโง่ ตัดความหลง ตัดอะไรตามเรื่องที่มันจะเกิดขึ้น มันก็เลยสำเร็จได้ เพราะธรรมะ ๔ อย่างทำหน้าที่ครบถ้วน, หรือว่าธรรมะทำหน้าที่ครบถ้วน ทั้ง ๔ ชนิด ๔ ขณะก็ได้, จะเป็นธรรมะ ๔ อย่างก็ได้ ธรรมะอย่างเดียวทำหน้าที่ ๔ อย่าง ก็ได้. คำพูดนี้มันไม่สำคัญอะไรนัก ขอแต่ว่าให้มัน ได้มีสิ่งที่เรียกว่าสติ สัมป. ชัญญะ สมาธิ และ ปัญญา มาทำหน้าที่ทันแก่เวลา เมื่อเหตุการณ์อะไรมันเกิดขึ้น นี่คือความสำคัญ, เป็นเรื่องจิตตภาวนา เพื่อจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในคราวฉุกละหุก ที่สุด. อารมณ์มันกระทบอายตนะแล้ว, ยังเหลือแต่จะเกิดกิเลสและเป็นทุกข์แล้ว,
น.226 สี่อย่างนี้ทำหน้าที่กันอย่างครบถ้วน มันก็สกัดกั้นออกไปได้ ; เรียกว่าแก้ปัญหาออกไปได้ หรือดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นเสียได้. นี่เรียกว่า จิตตภาวนาอย่างยิ่ง มีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา นี่ เป็นเรื่องของจิตตภาวนา ทำให้เกิดแล้วเอามาใช้ให้ทันแก่ เวลา, นี้ก็เพื่อแก้ปัญหา. จิตตภาวนาโดยอัฏฐังคิกมัคค์. ทีนี้จิตตภาวนาที่กว้างใหญ่ออกไปอีก ก็จะระบุเรื่องอัฏฐังคิกมัคค์หรือ อริย- มรรคมีองค์ ๘ ทำไมเรียกเป็นจิตตภาวนา, ก็เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต. ใน อริยมรรคมีองค์ ๘ มีเรื่องวาจา มีเรื่องกายอะไรอยู่ด้วย, แต่มัน เป็นไปตามอำนาจจิต คือสัมมาทิฏฐิ เป็นเรื่องของสัมมาทิฏฐินำไปหมดทุกเรื่อง, แล้ว มีกำลังอันสำคัญ ที่จะ ทำหน้าที่ตัดปัญหา คือสมาธิ สัมมาสมาธิ, เข้าใจไว้ว่า การตัดกิเลสนั้นตัดได้ด้วย อำนาจของสมาธิ สัมมาสมาธิ. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ นี่นำหน้าไป เป็นปัญญา, แล้วก็ลากให้เกิด การเป็นอยู่ด้วยสัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, นี้ ตัวการเป็นอยู่มัน ถูกต้อง. ทีนี้ก็ มีสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นกลุ่มของสมาธิ มีกำลัง เกิดขึ้นเท่าไร มันก็ตัด หรือบีบคั้น หรือไถ่ถอน หรือ แม้แต่ บรรเทา ก็ตาม สิ่งที่ เรียกว่ากิเลส สิ่งที่เรียกว่ากิเลส, องค์ทั้ง ๗ ข้างต้น องค์ข้างต้นทั้ง ๗ องค์ เป็น บริวารของสัมมาสมาธิ, สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมา- อาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ ทั้ง ๗ องค์นี้เป็นอุปกรณ์ เป็นบริวาร ช่วยทำหน้าที่ แต่ละอย่างละอย่างละอย่าง ให้สมาธิมีกำลังสูงสุด สามารถจะกำจัด ป้องกัน หรือ ขับไล่ หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก, มิให้กิเลสเกิดขึ้นได้.
น.227 ทีนี้ เราก็มีการเป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์ ถ้าเป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์ ก็มีเรื่อง สัมมาทิฏฐินำหน้า เป็นจิตตภาวนาอย่างยิ่ง, สัมมาสังกัปปะ ต้องการใฝ่ฝัน ดำริอย่างถูกต้อง ก็เป็นจิตตภาวนาอย่างยิ่ง. สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว นี้เป็นพื้นฐานเท่านั้น, มันเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นอยู่เพื่อไม่ให้ตาย, และไม่มีอุปสรรค อะไรต่าง ๆ มารบกวน เพราะว่าเป็นอยู่ที่ถูกต้อง. แล้วก็มี สัมมาวายาโม สัมมาสติ นี้ก็เป็นจิตตภาวนา, ๗ องค์นี้ก็ส่งเสริม ช่วยเหลือ เป็นอุปกรณ์ เป็นบริวารของ สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นตัวจิตตภาวนาโดยตรง. ฉะนั้น การเป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์ ก็คือการเป็นอยู่ด้วยจิตตภาวนาที่สมบูรณ์ : ตัวจิต เองก็สมบูรณ์, ตัวอุปกรณ์แห่ง จิต คือกาย วาจา อาชีพนี้ก็สมบูรณ์ เป็นอุปกรณ์แก่จิต, แล้วก็ ตัวจิตเอง เช่นสัมมาวายามะ สัมมาสติ นี้ก็สมบูรณ์, มันจึงเป็นการเป็นอยู่ด้วยจิตตภาวนา คือการทำจิตให้มีกำลัง ยิ่งขึ้น ๆๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา. ถ้ามีชีวิตอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์อย่างนี้ ก็เรียกว่า มีจิตตภาวนา ในการเป็นอยู่, เป็นอยู่อย่างไม่เกิดปัญหา. เมื่อตะกี้พูดกันว่ามันเป็นอยู่อย่างมีปัญหา แล้วก็ มีสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญามาแก้ปัญหาทันเวลา, เดี๋ยวนี้ก็มีการเป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์ มันเป็นการ เป็นอยู่ชนิดที่ไม่เกิดปัญหา ; หมายความว่าจะเอาอะไรมากระทบก็ไม่เกิดปัญหาได้เพราะ มี สัมมาทิฏฐิ ปัญญานี้มันควบคุมอยู่ เหมือนกัน, มีสติมีอะไรพร้อมอยู่ในนั้น เรียกว่า อยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นการเป็นอยู่ที่ไม่ทำให้เกิดปัญหา ไม่มีปัญหา. นี้ก็จัด เป็นจิตตภาวนาชนิดหนึ่ง, อยู่ด้วยจิตตภาวนาชนิดนี้ ไม่เกิดปัญหาเลย, หรือ ถ้าเกิด ปัญหาขึ้นมา เอ้า, มัน ก็แก้ไขด้วยอาการ ๔ อย่าง อย่างที่กล่าวมาแล้ว; อันนั้น เป็นสติ, อันนั้น เป็นสัมปชัญญะ, อันนั้น เป็นสมาธิ, อันนั้น เป็นปัญญา, แล้วก็ ช่วยแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาได้ เพราะการเป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์. แต่เดี๋ยวนี้เราแยก ออกมาให้เห็นว่า เป็นอยู่ด้วยอัฏฐังคิกมัคค์นี้ เป็นการปิดกั้นปัญหาหรือความ ทุกข์ไม่ให้เกิดขึ้น.
น.228 จิตตภาวนาโดยปฏิจจสมุปบาท. ทีนี้ก็จะดูให้ละเอียดลงไปว่า จิตตภาวนานั้นถ้ามีอยู่อย่างถูกต้อง, ถ้ามีจิตต. ภาวนาอยู่อย่างถูกต้องนั้น มันสามารถควบคุมเวทนา สัญญา และ วิตก, สามคำนี้ก็ เป็นคำที่สำคัญมาก ที่มันเป็นหลักสำหรับการศึกษาและการปฏิบัติ : ควบคุม เวทนา สัญญา และ วิตกได้ ควบคุมเวทนาได้ ไม่ให้ปรุงแต่งเป็นตัณหา, ควบคุมสัญญา ความสำคัญมั่นหมายได้ มันก็ ไม่สำคัญผิด, ควบคุมวิตกคือควบคุมความคิดได้ มันก็ ไม่คิดไปในทางผิด ๆ ที่จะให้เกิดเป็นทุกข์. ในบาลีใช้คำ ๓ คำนี้แหละ เป็นคำชุดติดกันเลย ควบคุมเวทนา สัญญา และ วิตก ในแต่ละวัน ในชีวิตประจำวันได้ ; เวทนาเกิดขึ้นก็ควบคุมได้, สัญญาเกิดขึ้นเป็น ความจำก็ดี, เป็นความหมายมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็ควบคุมได้ ไม่ให้เกิดในทางที่ผิด ๆ ให้เกิดแต่ในทางที่ถูกต้อง, วิตกควบคุมความคิดได้ ความคิดก็ไม่เป็นไปในทาง ที่ผิด, มันก็ หมดปัญหา. ถ้าใครควบคุมเวทนา สัญญาและวิตกได้ ก็เป็นจิตตภาวนาชั้นที่ มีประโยชน์มากที่สุด. เดี๋ยวนี้ก็ดูสิเราควบคุมมันไม่ได้นี่ พอเวทนาอย่างไรมา มันก็ ให้เกิด ตัณหา ตามชอบใจมัน, พอสัญญาอะไรเข้ามา มันก็ มั่นหมายไปในทางที่จะให้เป็น กิเลส ทั้งนั้น ; โดยมากก็สัญญาไปในทางน่ารัก-ไม่น่ารัก, สัญญาเป็นได้เป็นเสีย เป็น แพ้เป็นชนะ, เป็นได้เปรียบเป็นเสียเปรียบ, กระทั่งสัญญาเป็นไม่สวยเป็นสวย, เป็นหอม เป็นเหม็น, สัญญาเป็นตัวเป็นตน สัญญาเป็นผู้หญิงสัญญาเป็นผู้ชาย, ความรู้สึกอย่าง ผู้หญิงอย่างผู้ชายมันก็เกิดขึ้น. นี่ควบคุมสัญญาไว้ไม่ได้ มันก็เกิดเรื่องมากมายอย่างนี้.
น.229 นี่ วิตกเราไม่อยากจะคิด เรื่องที่มันทำให้เกิดความทุกข์ หรือไม่ควรจะคิด เอาว่าเรื่องมันไม่ควรจะคิดก็เอามาคิด ๆๆ ควบคุมไว้ไม่ได้ คิดนอนไม่หลับ หลายวันเข้า ก็เป็นโรคภัยไข้เจ็บ เป็นโรคประสาทเป็นบ้าไปเลย. ควบคุมวิตกคือความคิดไว้ไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้ เข้าใจว่าคงจะรู้จักกันมาแล้วทุกคน, ควบคุมความคิดไว้ไม่ได้ มันเดือด ร้อนสักเท่าไร ไม่ต้องการจะคิดอยากจะนอนมันก็ไม่นอนมันก็ยังคิดนี่ หรือว่ามันจะคิดไป ตามอำนาจสัญชาตญาณล้วน ๆ มันก็คิดไปในทางผิด, ในทางที่ให้เกิดกิเลส แล้วก็ เป็น ทุกข์ เพราะควบคุมไว้ไม่ได้ ความคิดมันก็ไปในทางที่ไม่อยากจะให้ไป ไม่อยากจะคิด มันก็คิด, ไม่อยากจะคิดไปในทางของกิเลส, มันก็ยังคิดไปในทางของกิเลส เพราะควบคุม ไม่ได้. นี้เรียกว่า ถ้าควบคุมเวทนา สัญญา และวิตกไว้ได้ เป็นจิตตภาวนา อย่างยิ่งเลย, ที่แท้มันก็คือควบคุมกระแสปฏิจจสมุปบาทได้นั่นเอง. กระแส ปฏิจจสมุปบาทยืดยาวเป็น ๑๑ อาการ มันควบคุมไว้ไม่ได้, ที่ควบคุมยากคือตอนที่ ควบคุมเวทนานี้, ควบคุมเวทนาที่มันจะไม่ให้เกิดเป็นตัณหาเป็นอุปาทานนี้. ถ้า ควบคุมเวทนาได้ ก็หมดปัญหาเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ขอบอกให้รู้กันเสียเลยว่า เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทนั้น ยืดยาวมากมายมหาศาล สำหรับเรียน ; แต่สำหรับปฏิบัตินั้นมีนิดเดียวขณะเดียว คือ ควบคุมผัสสะไว้ ให้ได้. ถ้าควบคุมผัสสะได้ก็คือควบคุมเวทนาได้, แล้วปัญหาหมดไม่มี, จะไม่เกิด ความทุกข์. แต่ถ้าไปเรียน ไปแจกลูก ไปบรรยายเป็นหลักวิชาเป็นอะไรก็มากมายมหาศาล เรื่องปฏิจจสมุปบาทจนเรียนไม่ไหว, แต่ถ้าพูดถึง ปฏิบัติแล้วนิดเดียว คือควบคุมผัสสะ ไว้ให้ได้ มันหยุด, ควบคุมผัสสะไว้ได้ มันก็เหมือนกับว่าไม่ได้เกิดเรื่อง, ไม่ได้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นมา. ไม่ให้เกิดเวทนา, ไม่ให้เกิดตัณหา, ไม่ให้เกิดอุปาทาน, ไม่เกิดภพ ไม่เกิดชาติ, นี้เป็นจิตตภาวนาอย่างยิ่ง เพื่อพัฒนาสัญชาตญาณ.
น.230 ข้อสุดท้ายก็คือว่า สามารถควบคุมอุปาทาน, อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น, ควบคุมการเกิดดับของอุปาทานได้. การเกิดของอุปาทาน ก็คือการเกิดแห่งทุกข์ ; เหมือนที่สวดอยู่ทุกวัน ๆ ว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - กล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานเป็นตัวความทุกข์. ถ้าควบคุมการเกิดดับแห่ง อุปาทานได้ มันก็ไม่เกิดอุปาทาน ; นี้เป็นจิตตภาวนาอย่างยิ่ง หรือแสดงไปในทาง ผลของมันอย่างยิ่ง. การควบคุมอุปาทานได้ เป็นผลของจิตตภาวนา ในอันดับสูง คือไม่เกิดทุกข์ ; ถ้ามันไม่เกิดอุปาทานมันก็ไม่เกิดทุกข์. ที่ว่าตัณหาให้เกิดทุกข์นั้น มันให้เกิดอุปาทานเสียก่อน ; ฉะนั้น เรื่องสำคัญที่สุดมันอยู่ที่อุปาทานให้เกิด ทุกข์. อุปาทาน แปลว่า ยึดมั่นถือมั่น คือแบกไว้ด้วยจิตใจ, ยึดถือไว้ด้วยจิตใจ, กอดรัดไว้ด้วยจิตใจ, เย็บย้อมอยู่ด้วยจิตใจ, เย็บหรือย้อมไว้อยู่ในจิตใจ. แล้ว อุปาทาน ยึดมั่นในทางกาม ก็มี, ในทางความคิดเห็นทิฏฐิมานะ ก็มี, ในทางข้อวัตรปฏิบัติโดยไม่ ถูกต้องตามเหตุผลนั้น ก็มี, และ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนของตน. เป็นอันสุดท้าย. ศึกษาจนรู้เรื่องของอุปาทาน ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แล้วก็สามารถควบคุม ไม่ให้เกิดอุปาทานขึ้นมาได้, มันก็ย้อนไปถึงว่า ถ้าควบคุมตัณหาได้ มันก็ไม่เกิด อุปาทาน, ถ้าควบคุมเวทนาได้ มันก็ไม่เกิดตัณหา, ควบคุมผัสสะได้ มันก็ไม่เกิดเวทนา ชนิดที่จะให้เกิดตัณหา ฉะนั้นจึง ไปมีจุดสุดท้ายอยู่ที่ควบคุมอุปาทานได้ ความทุกข์ ทั้งปวงเกิดไม่ได้. นี่เรียกว่าตัวอย่างของจิตตภาวนาที่สำคัญ ๆ ที่เป็นหลักใหญ่ ๆ อย่างน้อยก็ เอามาพูดให้ฟังสัก ๔ ประการก่อนว่า : มีสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา เพื่อจะแก้
น.231 ปัญหา ควบคุมปัญหา ที่จะเกิดมาจากสัญชาตญาณ, แล้วก็ อยู่ด้วยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรคมีองค์ ๘, ๘ สัมมา ก็จะเป็นชีวิตอยู่ชนิดที่ไม่อาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาในตัวเอง, แล้วก็ ควบคุมเวทนา สัญญา และวิตก, หรือ ควบคุมกระแสปฏิจจสมุปบาทไว้ได้ ก็ไม่เกิดความทุกข์เพราะอำนาจสัญชาตญาณ, แล้วสุดท้ายก็ ควบคุมอุปาทานได้ คือ ไม่ยึดมั่นในเรื่องของกาม ไม่ยึดมั่นในเรื่องของทิฏฐิ ความคิดความเห็น, ไม่ยึดมั่นด้วย เรื่องของข้อวัตรปฏิบัติ ที่ไม่มีเหตุผล, แล้วก็ ไม่ยึดมั่นด้วยความคิดทำให้พูดออกมาว่าตัวกว่า ตัวของกู : อัตตวาทะ-วาทะ ว่า ตน, วาทะว่าตน ก็คือ วาทะว่ากูหรือของกู เพราะว่ามัน เป็นเรื่องถึงขีดสุดหรือเดือดจัดแล้วทั้งนั้น. ถ้าแปลเป็นไทย ๆ ก็ว่ากูว่าของกู. บาลีว่า ตนว่าของตน อตฺตา อตฺตนียา ก็ตามใจ แต่ถ้ามันเดือดเข้มจัดขึ้นมาแล้วมันเป็นตัวกู-ของกู, ทำได้จนไม่เกิดอุปาทานอย่าง ๔ ประการนี้ ก็หมดปัญหา การพัฒนาเป็นไปถึงความ ดับทุกข์สิ้นเชิง. จะทบทวนอีกทีหนึ่งว่า จิตตภาวนาโดยทั่วไป คือ มี สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา เฉพาะหน้าทันเวลา แก้ไขเหตุการณ์ได้. แล้วก็ มีการเป็นอยู่โดย อัฏฐังคิกมัคค์ ป้องกันปัญหาโดยประการทั้งปวง. แล้วก็มี จิตที่ฝึกไว้ดี จนสามารถ ควบคุมเวทนา สัญญา และ วิตก, หรือควบคุมกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ตัวอย่าง อันสุดท้ายก็ว่า จิตตภาวนา จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว สามารถควบคุมการเกิดการดับแห่ง อุปาทานขันธ์ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ. อย่าให้เกิดความยึด มั่นถือมั่นในสิ่งใด ในสิ่งทั้ง ๕ นั่นว่าตัวตนหรือของตนขึ้นมา. ศึกษาอุปาทานขันธ์ ๕ ให้เข้าใจ. เรื่องอุปาทานขันธ์ อันนี้เป็นเรื่องที่ละเอียด ละเอียดอยู่มากทีเดียวที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหลือวิสัย, โดยมากที่เรียน ๆ กันมาแล้วนี้ ไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ คืออะไร, รู้แต่ชื่อ แล้วก็
น.232 ท่องได้ว่า รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา มันท่องได้เท่านั้น. เรื่องขันธ์ทั้ง ๕ นี้ขอให้ สนใจให้รู้จักจริงๆ แล้วก็พูดกันให้ถูกต้อง. อย่าพูดเป็นทำนองว่า กายนี้แบ่งออก ไปได้เป็น ๕ กอง, เหมือนกับเอาแตงโมมาลูกหนึ่งผ่าเป็น ๕ เสี้ยว อย่างนี้ไม่ถูก. แต่ว่า กายนี้คือชีวิตนี้ ทั้งกายและทั้งใจ นั่น มีสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ ๕ ประการ คือ กองรูป รูปร่างกาย กองรูป กองร่างกายนี่ มันทำอะไรได้แปลกมาก, คือ มันมีระบบ ประสาท รูปที่เป็นตา ก็มีประสาทตา รู้สึกทางตาได้อย่างน่าอัศจรรย์, รูปที่เป็นหู หรือ ทางหู ก็ฟังเสียงอะไรได้อย่างน่าอัศจรรย์, จมูก นี้ก็ได้กลิ่นรับกลิ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์, ลิ้น ก็รับรสได้อย่างน่าอัศจรรย์, ผิวหนัง ผิวกายทั่วๆ ไป ก็รับความรู้สึกสัมผัสได้อย่างน่า อัศจรรย์. ที่นี้ ๕ แล้ว, ๕ นี้เรียกว่ารูป คนอาจจะไปหลงเอาว่า ตา หู จมูก ลิ้น กายนี้ เป็นตัวตน, เป็นอาตมัน, เป็นวิญญาณ, ที่ล่องลอยไปได้อะไรได้ คือให้มันเป็น ตัวตนขึ้นมาแหละ, ให้เป็นตัวตนอยู่ ที่ทาง ตา ทาง หู ทาง จมูก ทาง ลิ้น ทาง กาย นี่. ใจนั้นยกไว้เป็นพวกทางใจ. ถ้าความรู้ยังไม่มี ในเรื่องนี้, โดยเฉพาะเด็ก ๆ เป็นต้น เขาก็จะคิดว่ารูป หรือร่างกายเป็นตัวตน, หรือวัตถุ อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละ ว่ามัน เป็นตัวตน. ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเด็ก ๆ เดินไปชนโต๊ะ ไปชนเอาโต๊ะแล้วมันเจ็บ เด็ก ๆ มันก็จะเตะโต๊ะ เตะโต๊ะนั้นเองว่ามันทำกู, ให้โต๊ะเป็นตัวตนที่ทำแก่กู, กูก็เตะโต๊ะทั้งที่ โต๊ะก็เป็นไม้ล้วน ๆ. อย่างนี้ตัวอย่างแห่งการสำคัญรูป รูปแท้ ๆ ล้วน ๆ ว่าเป็นตัวตน, สำคัญรูปขันธ์ว่าเป็น ตัวตน. คนโต ๆ เข้าวัดเข้าวามามากแล้ว ก็ระวังให้ดีเถิด มันก็ยังมี โอกาสที่จะไปเอา รูปล้วน ๆ นั่นแหละว่าเป็นตัวตน, เห็นรูปมีความหมายยิ่งกว่าสิ่งใดไปเสียก็มี ในบางครั้ง บางคราว, จึงเห็นแก่ร่างกาย เป็นห่วงร่างกาย ประคบประหงมร่างกายอะไรเป็นสิ่ง สูงสุดไปเสีย เห็นรูปเป็นตัวตน.
น.233 เมื่อรูปทำหน้าที่ของมัน ก็เรียกว่ารูปเกิด, ถ้า รูปยังไม่ทำหน้าที่ ก็ เรียกว่า รูปยังไม่เกิด ยังดับอยู่. แม้ว่าเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ตลอดเวลา, แต่ เรียกว่า ยังไม่เกิด จนกว่ามันจะทำหน้าที่ ; พอมันทำหน้าที่เรียกว่ามันเกิด. ฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ เดี๋ยวเกิดดับ เดี๋ยวเกิดดับ, ก็รู้ว่ามัน เป็นอย่างนั้น ไม่เอาเป็นตัวตน. ทีนี้ เวทนา ก็คือว่า เมื่อได้มีการกระทบ ทางอายตนะแล้ว มีผัสสะ แล้ว มีเวทนา, รู้สึกขึ้นมาเป็นความสุข หรือ ความทุกข์ หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุข. ความรู้สึก เป็นเวทนานั้นเอง ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนคือเวทนาเป็นผู้รู้สึก, แล้ว เขาสำคัญเอาว่า อย่างนั้น, เอาเวทนาเป็นผู้รู้สึกสุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ให้เวทนาเป็นตัวตนสำหรับ จะรู้สึก. ครั้น เกิดเวทนา ตามธรรมชาติแล้ว ก็เกิดสัญญา มั่นหมายเป็นอย่างนั้น มั่นหมายเป็นอย่างนี้ เป็นผู้มั่นหมายได้ เป็นผู้จดจำอะไรได้มันก็เลย เอาสัญญาผู้มั่นหมาย ผู้จดจำนั่นน่ะ ว่าเป็นตัวตน, มันคนละทีนะ มันไม่ใช่พร้อมกันได้ทั้ง ๕ อย่าง. ทีนี้ ในบางคราวมันคิดอะไรอยู่เป็นสังขารขันธ์ ความคิดเป็นสังขาร- ขันธ์, คิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้, คิดอยู่อย่างยิ่ง ก็เลยเอาตัวสิ่งที่คิดได้ นั่นแหละ ว่าเป็น ตัวตน, นี้ บางคราวที่มันมีสังขารขันธ์เกิดขึ้น ก็ยึดมั่นหาว่าเป็นตัวตน. ทีนี้โดยทั่วไป โดยมาก วิญญาณ ทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณ ทางกาย, วญญาณเป็นผู้รู้อะไรได้อย่างนี้ เอาวิญญาณเป็นตัวตน. เดี๋ยวมีตัวตน ที่นั่นเดี๋ยวมีตัวตนที่นี่, แล้วแต่ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นอย่างไร, แล้วแต่ว่าสิ่งแวดล้อมมัน
น.234 จะเป็นอย่างไร. จิตไปหมกมุ่นหมายมั่นอยู่ที่สิ่งใดเป็นส่วนสำคัญ ก็จะรู้สึกว่า สิ่งนั้นแหละเป็นตัวตน ในขณะนั้น แม้ชั่วขณะนั้น มันก็รู้สึกเป็นตัวตนเต็มที่, แล้ว มันก็เปลี่ยนไปรู้สึกตัวตนที่อย่างอื่นอีก; โดยเหตุที่ว่ามันไม่ได้เกิดพร้อมกัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเกิดทะยอยกัน. ฉะนั้น จึงมีตัวตนได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว ที่ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเพียงขันธ์เดียว, จะเกิดพร้อมกันทั้ง ๕ ขันธ์ แล้วมีตัวตน ๕ ตนนี้เป็นไปไม่ได้. มันเกิดได้ที่ขันธ์หนึ่งขันธ์ใดโดยเฉพาะ, แล้วก็หนัก เพราะขันธ์นั้น ยึดถือขันธ์ใดเป็นตัวตน ก็หนักเพราะขันธ์นั้น เหมือนกับแบกของ หนัก เรียกว่าภาระหนัก. บทสวดมนต์บทนั้นก็มีประโยชน์มาก ที่สวดกันอยู่เสมอ ๆ :- ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภารหาโร จ ปุคฺคโล ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก การนิกฺเขปนํ สุขํ นิกฺขิปิตฺวา ครุํ ภารํ อญฺญํ ภารํ อนาทิย สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ขันธ์ทั้ง ๕ แต่ละขันธ์ละขันธ์เป็นของหนัก, ความคิดว่าตัวตนนั่นแหละ, บุคคลที่มีความคิดว่าตัวตนนั่นแหละเป็นผู้แบกของหนัก, ถ้าไม่มีความคิดว่าตัวตน ก็ไม่มี บุคคลที่จะแบกของหนัก, เดี๋ยวนี้มันมีตัวตนที่เป็นบุคคลเกิดขึ้น แล้วมันก็แบกของหนัก, การแบกของหนักเป็นทุกข์ในโลก, นี้ไม่ต้องอธิบาย. ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก-แบกของ หนักเป็นทุกข์ในโลก, ภารนิกฺเขปนํ สุขํ-ปลงของหนักวางลงเสียก็เป็นความสุข, มีต่อท้าย ว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห - ตัดตัณหาเสียได้กระทั่งราก , นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต-หมดอยาก หมดหิวดับเย็นสนิท เพราะไม่ได้เกิดกิเลส เพราะไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น, นี่การที่ไม่มีความ ยึดมั่นให้เป็นอุปาทานขันธ์ขึ้นมา เป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง.
น.235 ถ้าจิตตภาวนาทำไปได้ถึงที่สุด มันก็มีอาการอย่างนี้แหละ, ไม่ยึดมั่น ขันธ์ใดโดยความเป็นตัวตน, ขันธ์มันเกิดวนเวียนอยู่โดยธรรมชาติของมัน. แต่ถ้าตามสัญชาตญาณแล้วมันต้องยึดมั่น, ถ้าชีวิตจิตใจมันไม่ได้มีการศึกษาฝึกฝนอบรม ให้มีปัญญามีธรรมะแล้ว มันก็ต้องยึดมั่น เพราะอำนาจของสัญชาตญาณ. ฉะนั้น ที่ไป ยึดมั่นขันธ์นั่น ขันธ์นี่ก็เพราะอำนาจของสัญชาตญาณ ; ถ้าควบคุมสัญชาตญาณได้ โดยทำให้มันรู้ มีความรู้เข้ามาควบคุมสัญชาตญาณ, มันก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่เป็น ทุกข์. เมื่อใดยึดมั่น เมื่อนั้นก็แบกของหนัก, เมื่อใดไม่ยึดมั่น เมื่อนั้นก็เท่า กับวางลงเสียแล้ว. ทีนี้ตามธรรมดา ธรรมชาติของสัญชาตญาณ มันไม่มีความรู้ ถ้ามีมามัน ก็ยึดมั่น, เดี๋ยวก็ยึดมั่นรูป เดี๋ยวก็ยึดมั่น เวทนา เดี๋ยวก็ยึดมั่น สัญญา เดี๋ยวก็ยึดมน สังขาร เดี๋ยวก็ยึดมั่น วิญญาณ, ก็เลยเป็นทุกข์ติดต่อกันไป วนเวียนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงถือว่า จิตตภาวนาที่สามารถควบคุมการเกิดดับแห่งอุปาทานขันธ์ นั่นแหละ เป็น สูงสุด. จำชื่อไว้ให้ดี ถ้าว่า ยึดมั่น เข้า มัน เรียกว่าปัญจุปาทานขันธ์, ถ้า ไม่มี ยึดมั่น อะไรเลย ก็ เรียกว่าวิสุทธิขันธ์, หรือ ขันธ์เฉยๆ เบญจขันธ์เฉย ๆ คือว่ามันเกิด อยู่แล้วไม่มีการยึดมั่น เพราะยังไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ยึดมั่น. แต่ถ้า พอไปยึดมั่นเข้า แล้ว ก็กลาย เป็นปัญจฺปาทานขันธ์ ขึ้นมา ; อันหนึ่ง เรียกว่าขันธ์ เฉย ๆ, อันหนึ่ง เรียกว่า อุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่ได้ยึดถือแล้ว. เหมือน ก้อนหิน นี่ ที่ไม่มีใครแบก มันก็ ไม่หนัก แก่ใคร, พอใคร ไปแบกเข้ามันก็หนัก แก่คนนั้น. ฉะนั้นก้อนหินก้อน เดียวกันนี้ ถ้าไม่แบกก็แล้วไป ถ้าแบกเข้าก็มีปัญหา คือหนัก ; เบญจขันธ์ นี้ก็ เหมือนกัน ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็แล้วไป ก็ ไม่มีเรื่องอะไรให้หนักอกหนักใจ หม่น หมอง เศร้าหมองในใจ, พอไปยึดมั่นเข้า เท่านั้นแหละ มัน ก็เป็นของหนัก เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ขึ้นมา. ฉะนั้นหนักหรือไม่หนักทุกข์หรือไม่ทุกข์ มันอยู่ที่ยึดมั่นหรือ
น.236 ไม่ยึดมั่น, ถ้าไม่ยึดมั่นมันก็ไม่หนักและไม่เป็นทุกข์. จงมีสติรวดเร็ว ก่อนแต่ที่มัน จะเกิดความยึดมั่น หรือว่ามันแสดงว่าจะมีความยึดมั่น หรือว่าเข้าไปในที่ ๆ มันชวนให้ ยึดมั่น, มีสติป้องกันไว้ให้ดี ๆ. ระบบจิตตภาวนาที่พระพุทธเจ้าทรงแนะคืออานาปานสติ. เอ้า, ทีนี้ก็จะพูดกันถึงระบบปฏิบัติให้ชัดขึ้นมาอีก ให้ชัดขึ้นมาอีก ว่าจิตต- ภาวนาทั้งหมดทั้งสิ้นในพุทธศาสนา เพื่อควบคุมสัญชาตญาณน่ะ, จิตตภาวนาที่เจาะจงให้ ชัดเข้ามาอีก ที่เสนอแนะ ก็คือ ระบบที่เรียกว่า อานาปานสติ, อานาปานสติ ถ้าเราปฏิบตอานาปานสติอย่างครบถ้วน แล้วก็จะเป็นการพัฒนาสัญชาตญาณ อย่างครบถ้วน. อานาปานสติภาวนาในสูตรชื่ออานาปานสติสูตร โดยเฉพาะ ถ้าในมหา- สติปัฏฐานสูตรนั้น ไม่เอามาพูดในที่นี้ มันมากเกินไป มันเผื่อเกินไป มันมากเกินไป. เอาสติปัฏฐานในสูตรที่เรียกว่าอานาปานสติสูตร ก็มีอยู่ ๔ เหมือนกันแหละ, มี กายมีเวทนา มีจิต มี ธรรม ด้วยเหมือนกัน. ดูเหมือนจะสวดกันได้มากแล้ว, สวดพระสูตรตัวบาลี แต่ จะปฏิบัติกันได้กี่มากน้อย นี้ก็ยังสงสัยอยู่. หมวดที่หนึ่งกำหนดกายลม และ กายเนื้อโดยใจความหมวดหนึ่ง ก็เอากายมา กำหนดพร้อมกันทั้งลมหายใจ ทั้งกายลมและกายเนื้อ ตกแต่งกันอยู่. ถ้าว่าทำ ให้กายลมระงับได้ กายเนื้อก็จะระงับ คือ ถ้าเราจะระงับลมหายใจให้ละเอียดได้ เนื้อ หนังร่างกายนี้ก็จะระงับ เรียกว่าระงับกาย ก็ทำให้มันระงับโดยลมหายใจ ทำลมหายใจ ให้ระงับมันฝึกสติอย่างยิ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจสั้น หายใจยาว ทุกครั้งที่หายใจ, แล้วมันฝึก สติอย่างยิ่งอยู่ทุกครั้ง ที่ว่ากายลมมันปรุงแต่งกายเนื้อรู้สึกอยู่. แล้วมันมีสติอยู่ในขณะที่ ว่าควบคุมกายลมได้, กายเนื้อก็สงบระงับลงมา, นี่มันมีสติอย่างละเอียดเหลือที่จะละเอียด
น.237 ในการรู้สึกต่อการกำหนดต่อสิ่งที่เรียกว่ากาย. เพียงเท่านี้ก็ฝึกปัญญาพอสมควร ฝึก สมาธิพอสมควร ฝึกจิตโดยทั่วไปพอสมควร มากทีเดียว. แล้วก็มีศีลอยู่ด้วย, มีศีลอยู่ในตัว คือว่า เมื่อพยายามที่จะควบคุมจิตอยู่ ความตั้งใจที่จะควบคุมจิตนั้น มันเป็นศีลเพียงพออยู่ในตัว, ไม่ต้องทำพิธีรับศีลก่อน เหมือนที่เขามักจะทำกัน มันเป็นพิธี รับศีล สักว่ารับศีลให้มีศีล แล้วจะไปทำสมาธิ ที่จริง การตั้งใจอย่างยิ่ง สังวรอย่างยิ่ง ปรับปรุงตัวเองอย่างยิ่งให้ทำสมาธิ, การบังคับ ตัวเอง ในส่วนนี้ เป็นศีลที่เพียงพออยู่แล้ว, แล้วในขณะนั้นมันไม่ขาดศีลข้อไหนได้ มันก็มีศีล โดยตรง, โดยจริงอยู่แล้ว, ไม่ใช่พิธีรีตอง. ทีนี้เมื่อควบคุมกายได้ รู้แจ้งในเรื่องกาย กายา, ถึงขนาดที่ว่า โอ, มันสัก ว่ากาย อย่างนั้นเท่านั้น ไม่เป็นตัวตนอะไรเลย ไม่ใช่จะเอาเป็นตัวตนอะไรได้เลย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น. นี่ก็เป็นปัญญาอย่างยิ่ง ที่ทำให้รู้กาย. ต่อไป มันก็ ควบคุมกายให้สงบรำงับได้ มันก็ มีลักษณะของสมาธิ ซึ่งทำให้เกิดรู้สึกปีติ คือพอใจ และสุข คือเป็นสุข. ทีนี้ หมวดที่สอง รู้จักเวทนา โดยจิตใจโดยแท้จริง มีสติควบคุมปีติและ สุข ซึ่งเป็นสติที่ละเอียดขึ้นไปอีก ทำได้ยากอย่างยิ่ง, ก็เลยต้องฝึกสติยิ่งขึ้นไปอีก, ยิ่งทำ ได้เท่าไรก็ยิ่งเป็นสมาธิมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น. นี่มารู้จักว่าปีติและความสุขนี้เองมันปรุง แต่งจิตปรุงแต่งความคิด ก็เป็นปัญญารู้เท่าทันปีติและความสุข, ก็ควบคุมปีติและ ความสุขไว้ ไม่ให้ปรุงแต่งจิต คือความคิด ก็ควบคุมความคิดได้, หรือบรรเทาความคิด ให้ลดลงมาได้, หรือจะควบคุมความคิดให้เป็นไปแต่ในทางที่ควรจะคิดอย่างนี้ก็ได้ นี่ มาถึงอานาปานสติข้อสองมันก็มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญา มีสมาธิเพิ่มขึ้น ๆ ไปถึง ขั้นจิตเอง.
น.238 หมวดที่สาม รู้ จิตเป็นอย่างไร ทำจิตให้บันเทิงทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิต ให้ปล่อยวาง ทั้งสี่อย่างนั้นเป็นเรื่องทำแก่จิต จนเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ข้อนี้ดี ; เพราะว่าถ้าเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตแล้ว บังคับจิตให้ทำอย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ มันก็ เป็นการได้ไปหมดที่จะทำให้จิตคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ไม่ทำอะไรหรือให้ทำอะไร มันก็ ทำได้. หมวดที่สามบังคับจิตได้ถึงที่สุด, บังคับจิตให้เป็นสมาธิเสียก็ได้, บังคับจิต ให้บันเทิงรื่นเริงอยู่ก็ได้, บังคับจิตให้ปล่อยวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสียก็ได้, นี่วิเศษ. นี้ หมวดสุดท้ายที่สี่ธัมมานุปัสสนา ธรรมคือความจริง, ทุกอย่างที่ได้ ผ่านมาแล้วในภายใน ธรรมะในภายใน คือลมหายใจก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรม ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่เปลี่ยนแปลง; เพราะว่าเป็นสังขตธรรม เป็นสังขารธรรม มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ก็ดูที่ว่ามันปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย, มันเหมือนกับหลอกลวงให้รู้สึกอย่างหนึ่ง ทั้งที่มันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอยู่เรื่อยไป. ถ้าเรา ไม่เห็นความจริงข้อนี้ เราก็หลงใหลหลงรักหลงพอใจ เมื่อมันถูกกันกับอารมณ์, แล้วก็ โกรธหรือเกลียดเมื่อมันไม่ถูกกับอารมณ์. ที่จริงมันก็เป็นแต่สิ่งที่ เปลี่ยนแปลง เท่านั้นเอง; อย่างนี้ เรียกว่าเห็นอนิจจัง เห็นอนิจจังในสิ่งทั้งปวง, อะไรที่ปรากฏเข้ามาในใจ เห็นความเป็นอนิจจังของมันอย่างสิ้นเชิง. ที่ฝึกจริง ๆ ก็ฝึก เห็นในภายใน เช่น ลมหายใจก็เป็นอนิจจัง ลมหายใจยาวเป็นอนิจจัง, ความยาวเป็นอนิจจัง ลมหายใจเป็นอนิจจัง ลมหายใจเป็นอนิจจัง ความสั้นเป็นอนิจจัง, ความที่ปรุงแต่งกันอยู่กับ เนื้อหนังนี้ก็เป็นอนิจจัง, ความที่มันสงบลงได้มันก็ เป็นอนิจจัง ; ถ้าเป็นนิจจังมันไม่ เปลี่ยนแปลง ที่มันเปลี่ยนจากไม่สงบเป็นสงบได้ ก็เรียกว่ามันเป็นอนิจจัง. เหลือที่จะดู เพียงในร่างกายนี้ อย่างเดียวอะไรบ้างที่จะเป็นอนิจจัง, ดูปิติก็อนิจจัง สุขก็อนิจจัง, การปรุงแต่งจิตก็อนิจจัง ดังนั้น จิตเองก็เป็นอนิจจัง จิตเปลี่ยนแปลง ได้ก็เป็นอนิจจัง, อะไร ๆ ที่เป็นความรู้สึกแก่จิตมีมากมายหลายร้อยชนิดก็เป็นอนิจจัง,
น.239 นี่เห็นอนิจจัง. ปัญญาแรงกล้าเห็นอนิจจังในสิ่งทั้งปวงคือในภายในตัว ก็เห็นอนิจจัง, ภายนอกตัว ก็เห็นได้เป็นอนิจจัง, เมื่อ ในกาย นี้เป็น อนิจจัง อย่างไร ใน กายผู้อื่น ก็เป็น อนิจจังอย่างนั้น, เลย เห็นทั้งโลกเลยว่าเป็นอนิจจัง เห็นอนิจจังในภายในนี่มีประโยชน์ กว่า เพราะมันเห็นได้ง่ายเห็นได้ชัด ไม่ต้องคำนวณไม่ต้องอะไร. เมื่อ เห็นอนิจจังไปเสียหมดแล้ว มันก็คลาย คลายความยึดมั่นถือมั่น ; แต่ก่อน มันสำคัญ ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น นิจจัง คือ เที่ยงแท้ บ้าง สุขังเป็นสุขบ้าง อัตตาเป็นตัวตน บ้าง. เดี๋ยวนี้มาเห็นชัดตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ที่เรา เคยเข้าใจว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าตัวตน มันไม่ใช่เสียแล้ว, มันเปลี่ยนแปลงเรื่อยเป็นอนิจจัง เสียแล้ว. นี้ก็เรียกว่า มีปัญญา ปัญญาชนิดที่ไม่เคยมีแต่กาลก่อน, กาลก่อนมีแต่ ปัญญาที่จะไปเห็นว่า เป็นของเที่ยง ของสุข ของตัวตน ปัญญาโง่. นี่ฟังแล้วก็น่า หัวที่ว่า ปัญญานี้มันโง่ก็มี ปัญญาธรรมดาไม่เกี่ยวกับธรรมะเป็นปัญญาโง่, เหมือนกับ ที่มันมีปัญญาสำหรับทำความชั่ว ก็เรียกว่าปัญญาโง่ แต่นี้ มีปัญญาสำหรับจะทำ ความทุกข์ มันก็มีปัญญาโง่, ยิ่งมีปัญญาชนิดนี้มากก็ยิ่งเป็นทุกข์ได้มาก : เพราะว่า มันไม่ใช่ปัญญาจริง ไม่ควรจะเรียกว่าปัญญา, ความรู้ความเฉลียวฉลาดอะไรธรรมดา ๆ ไม่เรียกว่าปัญญาดอก เพราะว่ามันไม่รู้ตามที่ควรจะรู้. มันรู้ไปในทางที่จะสนองกิเลส ส่งเสริมกิเลส ก็ทำความผิดได้เก่ง ทำความชั่วได้เก่ง ทำความทุกข์ได้ลึกซึ้ง ; อย่างนี้ จะเรียกปัญญาอย่างไรได้, ถ้า ปัญญาแท้จริง มันก็หยุดทำความทุกข์ หยุดทำความชั่ว หยุดทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์. เมื่อคลายออกแห่งความยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้อยู่ ก็ถึงความดับแห่ง ความยึดมั่นถือมั่น, ความยึดมั่นถือมั่นดับลงไป มัน ก็ดับทุกข์สิ้นเชิง นี่ปัญญารู้ความ ดับทุกข์ของตัวเอง.
น.240 แล้ว ปัญญาสุดท้ายมารู้ว่าสลัดคืนแล้ว, สลัดคืนแล้ว โยนทิ้งแล้ว โยนทิ้ง ออกไปแล้ว. แต่ก่อนเคยเอามายึดมั่นถือมั่นไว้อย่างเหนียวแน่นตลอดเวลา บัดนี้โยน คืนไปแล้ว. ปัญญาสุดท้ายนี้ก็น่าหัว คือ รู้เรื่องว่าพ้นทุกข์แล้ว, พ้นทุกข์แล้ว ก็สลัด คืนออกไปแล้ว. ในบรรดาสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย บัดนี้สลัดคืนไปแล้ว. นี่ ปัญญาอันสุดท้าย ที่เรียกว่าวิมุตติ หรือ โลกุตตระ รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. รู้ว่าอยู่เหนือโลก แล้ว, ปัญญาอันสุดท้าย. นี่กล่าวโดยย่อ อานาปานสติ ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น รวมเป็น ๑๖ ขั้น นั้นเป็นธรรมะอย่างยิ่ง แล้ว เป็นจิตตภาวนาเจาะจงโดยเฉพาะ ที่แนะให้ทำ พระพุทธเจ้าท่านเสนอแนะให้ทำ ว่าอานาปานสติภาวนานั้นมีประโยชน์มาก มีปัญญามาก แม้พระองค์เองก็ได้บรรลุการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานาปานสติภาวนา. ก็ลองคิดดูเอง : เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอย่างไร ตามธรรมชาติ, แล้วที่มากไปกว่านั้น ก็คือมัน เห็นว่ามิใช่ตัวตน, สิ่งเหล่านั้นมิใช่ตัวตน ก็ป้องกันกิเลส ได้, ไม่มีความทุกข์. มีสติปัญญา ถึงขนาดนี้ ความทุกข์ไม่เกิด กิเลสไม่เกิด, แม้แต่นิวรณ์ นิวรณ์ก็ไม่เกิด. นิวรณ์นี่เป็นกิเลสเบา ๆ กิเลสไม่มีเหตุปัจจัยจากภายนอก, ไม่มีเจตนาจากภาย นอก ; แต่เป็นความคิดชนิดที่รบกวนความสงบสุข. นิวรณ์เกิดแล้วไม่มีความสงบสุข แต่คนก็ไม่ค่อยจะสนใจ, ทั้งที่มันเกิดอยู่ทุกวันตลอดวันก็ว่าได้ แล้วก็ ไม่สนใจ ว่าเป็น สิ่งที่ต้องกำจัดออกไป. การมีนิวรณ์เกิดขึ้นเป็นสัญชาตญาณตามธรรมดา เดี๋ยว จิตครุ่นไปในทางกามารมณ์, เดี๋ยวจิตครุ่น ไปในทางพยาบาทขัดแค้นขัดเคือง, เดี๋ยว จิตละเหี่ยละห้อยตกต่ำแฟบลงไป, เดี๋ยว จิตฟุ้งฟูฟุ้งซ่านขึ้นไป แล้วโดยทั่วไป
น.241 จิตก็ ไม่มีความแน่ใจในชีวิต ในความปลอดภัย, ไม่แน่ใจแม้กระทั่งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ได้. อย่าประมาท ปากพูดว่าพุทธังสรณังคัจฉามิ, ธัมมังสรณัง- คัจฉามิ, สังฆังสรณังคัจฉามิ, พูด ๆๆๆ, แต่ใจอาจจะไม่แน่ว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยได้จริง, พระธรรมจะช่วยได้จริง ก็ได้. การที่จะรู้ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วย ได้จริง จะไปรู้จริงกันต่อเมื่อดับทุกข์แล้ว, เมื่อดับทุกข์เป็นพระอรหันต์แล้วมันจึง จะมีศรัทธาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าสิ่งเหล่านั้นจริงแล้วเชื่อ เชื่อจริง. พูดแล้วมันก็ไม่น่าเชื่อหรือน่าหัวว่า จะไปมีศรัทธาสมบูรณ์จริงๆ ก็ต่อเมื่อ เป็นพระอรหันต์แล้ว มันจึงจะเชื่อในทุกอย่างด้วยตนเองสมบูรณ์. เดี๋ยวนี้ก็เชื่อไปตาม แบบของคนริเริ่ม คนที่ ฝากไว้กับศรัทธา ที่ว่าพระธรรมดับทุกข์ได้, มันจะเชื่อจริง ๆ ได้อย่างไร ถ้ายังไม่ดับทุกข์, มันต้องรอต่อดับทุกข์ได้ ความเชื่อมันจึงจะสมบูรณ์ เป็น ศรัทธาโดยสมบูรณ์. ฉะนั้น ใคร ๆ อย่าอวดดีว่า เดี๋ยวนี้มีศรัทธาสมบูรณ์ มันก็มี ศรัทธาแต่ชนิดที่ไม่มีปัญญาสมบูรณ์, ศรัทธาที่สมัครจะเชื่อตาม ๆ กันไปอาจจะสมบูรณ์ อย่างนี้ ซึ่งเรียกว่าศรัทธาที่เป็น ญาณวิปยุต คือ ปราศจากปัญญา. ศรัทธาที่จะสมบูรณ์ ด้วยปัญญา มันก็ต้อง มีได้ต่อเมื่อ ผลที่ปรารถนานั้นได้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ. นี่มี อะไรที่น่าหัวอย่างนี้ ว่าเป็นพระอรหันต์แล้วจึงจะมีศรัทธาในธรรมะ, หรือในการปฏิบัติ แม้ในพระรัตนตรัยอะไรก็ตาม สมบูรณ์. เดี๋ยวนี้มันเป็นศรัทธาที่ฝากไว้กับความเชื่อ ตาม ที่เพื่อนมนุษย์เขาทำกัน หรือว่าตาม ๆ กัน, ก็ยังดีกว่าไม่มีศรัทธา. แม้จะมีศรัทธาที่ เชื่อตามๆ กัน มันก็ทำให้ปฏิบัติไปในทางที่ควรจะปฏิบัติ ก็จะไปพบผลสุดท้าย ดับทุกข์ได้ แล้วก็ความเชื่อก็จะสมบูรณ์, ฉะนั้นดับทุกข์ได้แล้ว จึงจะมีศรัทธาอัน- สมบูรณ์.
น.242 ถ้าเราทำอานาปานสติจนดับทุกข์ได้ มัน ก็มีความเชื่อโดยสมบูรณ์, สลัดความทุกข์ออกไปแล้วจริง ๆ รู้สึกอยู่ ความเชื่อมันก็สมบูรณ์. ถอนอุปาทานใน ทุกสิ่งได้, ในขันธ์ทั้ง ๕ ไม่มีอุปาทาน รู้สึกอยู่ว่าไม่มีอุปาทานในสิ่งใด ดับทุกข์ได้ ความเชื่อก็สมบูรณ์, สมบูรณ์ว่าโอ, มัน ดับอุปาทาน นี่คือดับทุกข์ โ ว้ย. นี่ ขอให้เราพัฒนาสัญชาตญาณ คือว่ามีวิชาความรู้สำหรับจะไม่เกิดกิเลส แต่ มีความรู้สำหรับจะเกิดโพธิ คือมีความรู้สำหรับจะจุดแสงสว่างไว้เสมอ, ความมืดก็ เกิดขึ้นไม่ได้ ครอบคลุมไม่ได้. นี่โดยย่อโดยสรุป ระบุไปยังอานาปานสติภาวนาว่า เป็นการพัฒนาสัญชาตญาณเป็นอย่างยิ่ง. ธรรมอุปกรณ์ที่ช่วยในการพัฒนา. เอ้า, ทีนี้เวลาเหลืออีกเล็กน้อย ก็จะพูดถึงเรื่อง อุปกรณ์ที่จะช่วยเข้า มาในฐานะเครื่องอุปกรณ์ ; โดยเฉพาะ ก็มีอยู่แล้ว ในเรื่องของโพชฌงค์ ว่า สัมมัปปธาน ๔, ความเพียร อย่างยิ่งก็ช่วยให้สำเร็จ, อิทธิบาททั้ง ๔: ฉนทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็ช่วยให้สำเร็จ, อินทรีย์ ๕ : ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เหล่านี้ ก็เป็นเครื่องช่วยให้สำเร็จ. นั้นก็เป็นส่วนที่เราจะเอามาประกอบเข้า ศึกษาเฉพาะเรื่อง แล้วเอามาประกอบเข้า เพื่อให้ความพากเพียรนั้นถูกต้อง แล้วก็รุนแรงถึงที่สุด เพื่อให้ กำลังจิตมันถูกต้องรุนแรงถึงที่สุด. มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา, เพิ่มเข้าไปเรื่อย เพิ่มเข้าไปเรื่อย มันก็เป็นอุปกรณ์เครื่องช่วยให้การ ปฏิบัตินั้นสำเร็จได้โดยง่ายโดยเร็วและถึงที่สุด.
น.243 หิริ โอตตัปปะ, ธรรมะเบื้องต้น. ทีนี้อันหนึ่งซึ่งน่าหัว อยากจะพูด อยากจะเอามาพูดด้วย อุปกรณ์ที่น่าหัว ที่มักจะไม่เห็นเป็นความสำคัญ ก็คือความรู้สึก หิริและโอตตัปปะ, เรียนธรรมวิภาค ก็เรียนเรื่องหิริโอตตัปปะเป็นเรื่องแรก แล้วก็เป็นเรื่องแรกอยู่ที่นั่น, แรกจนตายไม่ได้ เอามาใช้เป็นประโยชน์อะไร. นี้อยากจะบอกว่า หิริและ โอตตัปปะนั่นแหละช่วยได้มาก. ขอให้มีความละอายและมีความกลัวเถิด เป็นพุทธบริษัทมา ๕๐ ปีแล้ว ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ; ก็ ละอาย ๆ ละอาย เป็นหิริ, แล้ว กลัวๆ ว่าจะต้องมีความทุกข์ กลัวความทุกข์ที่มัน ได้มีอยู่จริง นี่เป็นโอตตัปปะ. ถ้ามีหิริและโอตตัปปะเป็นเครื่องช่วยสนับสนุน แล้ว คงจะก้าวหน้ากันเร็วกว่านี้. เดี๋ยวนี้ความทุกข์มันไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวด เหมือนกับเสือกัดหรืออะไรทำนองนั้น, มันก็เลยเฉื่อยชาอยู่ได้ ไม่ละอาย ไม่ละอายว่าเรา ยังไม่มีคุณสมบัติสมกับการเป็นพุทธบริษัทของเรา, ไม่กลัวว่ามันเป็นการตกอยู่ ในสภาพที่น่ากลัว; นี้ก็คือไม่มีหิริและโอตตัปปะ. แล้วมันก็ จะหละหลวมอยู่ เรื่อยไป มัน จะละเลย มันจะหละหลวม อยู่เรื่อยไป. ขอให้เอาธรรมะเบื้องต้นที่สุด เอามาใช้ให้เต็มที่ : ละอายเมื่อไม่ปฏิบัติ หรือแม้ว่าปฏิบัติไม่ได้ก็ควรจะละอาย แล้วก็ กลัวเมื่อความทุกข์มันครอบงำย่ำยี เหมือนกับแผดเผาอยู่ตลอดเวลา นี้ก็ต้องกลัว. มันก็ จะได้ระวัง มากขึ้น ก็ จะได้พาก เพียร มากขึ้น ก็ จะพัฒนาจิต ได้รวดเร็ว จะสามารถควบคุมสัญชาตญาณได้มาก ไม่ให้เกิดกิเลส, แล้ว สนับสนุนแต่ในทางที่ให้เกิดโพธิ ได้มากเข้า ; เรียกว่ามอง ข้ามกันเสียโดยมาก ไม่กลัวและไม่ละอาย, ไม่มีหิริและโอตตัปปะ. อาจจะมีหิริและ โอตตัปปะอย่างอื่น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ เรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างนี้ กลับไม่มี หิริและโอตตัปปะ, ก็เลยเป็นคำพูดที่เจ็บปวดมากนะ, เป็นขาณุวัฏฏะ ใครเคยได้ยิน
น.244 บ้าง, ขาณุวัฏฏะ - เป็นหลักตอที่ปักอยู่ในวัฏฏะสงสาร, เป็นหลักเป็นตอที่บักติดอยู่ใน วัฏฏสงสาร ไม่โยกไม่คลอน, เพราะความบกพร่อง เพราะความประมาท เพราะความไม่ เอาจริง หรืออะไรก็ตาม ได้กลายเป็นขาณุวัฏฏะ. ถ้าพูดกันตามหลักธรรมะแล้ว ถือ ว่าเป็นคำด่าอย่างยิ่ง แหละ คำด่านี้ไม่หยาบคายอะไรนัก แต่เป็นคำค่าอย่างยิ่ง ว่ามัน เป็นหัวหลักหัวตอที่บักแน่นอยู่ในวัฏฏะ ไม่โยกไม่คลอน ไม่ถ่ายไม่ถอน ก็ได้อยู่ กับความทุกข์. พระธรรมพัฒนาสัญชาตญาณฝ่ายกิเลสให้เป็นโพธิ. จะต้องทบทวนมาตั้งแต่แรก ว่าเราเกิดมาพลัดตกอยู่ใต้อำนาจของ สัญชาตญาณฝ่ายกิเลส; เพราะว่าเกิดมาจากท้องแม่ ไม่ได้เรียนอะไรติดมาด้วย ไม่ได้รู้อะไรมาจากท้องแม่ มันก็มาเพียงจิตที่ไม่มีความรู้, พอมาอยู่ในโลกมีอะไรแวดล้อม เข้าไป มันก็ทำไปตามไม่รู้ ก็เกิดกิเลส -เกิดกิเลส-เกิดกิเลส, โพธิไม่มีโอกาส, เกิด กิเลส, เกิดความเคยชินแห่งกิเลส เกิดอาสวะ เกิดอนุสัย มีความทนทุกข์ทรมาน เหลือประมาณ, แล้ว เผอิญโชคดี มาได้พึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าอันนี้เป็น สิ่งที่แก้ไขได้ ก็คือปฏิบัติตามหลักพระธรรมพระศาสนา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ โอกาสแก่โพธิเกิดขึ้น, เพื่อข่มขี่สัญชาตญาณฝ่ายกิเลสให้หมดไป, ให้บรรเทาลงไป ไม่ ถึงกับหมด ให้บรรเทาลงไป. แล้ว สัญชาตญาณฝ่ายโพธิค่อย ๆ งอกงาม ค่อยๆ เจริญขึ้นมาตามลำดับ ตามลำดับ. ความทุกข์เหล่านั้นมันก็ลดลงไป เบาบางลงไป ค่อยหายใจคล่องสักหน่อย ก็ยังดี, แล้วเป็นได้มากขึ้น ๆ ๆ จนเป็นที่พอใจได้ ว่าจะไม่กลับถอยหลังไปหานรก, จะไม่ กลับถอยหลังไปหาขุมนรก คือกิเลสอีกแล้ว. นี้ก็เรียกว่า ขึ้นมาถึงระดับที่ปลอดภัย,
น.245 ใช้คำรวม ๆ อย่างนี้ก็ได้ เรียกว่าเป็นระดับของความเป็นพระโสดาบัน . ถ้า ความรู้ เรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ การดับทุกข์มันพอสมควร มันมีพอสมควรระดับหนึ่งแล้ว เรียกว่าพระโสดาบัน, รับประกันว่าจะไม่ถอยกลับลงไป จะปิดประตูอบายคือ ความทุกข์ชั้นเลวร้ายได้หมดสิ้น ; เหลือปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ต่อไป ก็คือความ ทุกข์ชั้นละเอียด ๆ ละเอียดที่สุด. เราจึงเรียกว่าค่อยชนะหรือควบคุมสัญชาตญาณได้ ภายหลังแต่ที่ได้รับความทุกข์ ได้รับความทุกข์บีบคั้น ขบกัด เผาลน เสียบแทง อะไรก็ตามมาอย่างเพียงพอ มันก็เป็นธรรมดาเหมือนกัน เมื่อมีความทุกข์มากขึ้น ๆ ก็คงจะคิดสอดส่ายหาว่า อะไรนะมันจะดับทุกข์ได้. เดี๋ยวก็ไปได้ยิน ได้ฟังคำสั่ง- สอนของพระพุทธเจ้าเข้า แล้วก็ สนใจ แล้วก็ ติดตาม แล้วก็ปฏิบัติ. เหมือนเรื่องที่น่าหัว ในเรื่องของเว่ยหล่าง ของจีน ว่า เว่ยหล่างนั้นหาบฟืนไป ขายที่ตลาด เผอิญไปได้ยินคน ๆ หนึ่งเขาท่องสูตรเรื่องดับทุกข์ เรื่องวัชรสูตร ก็เลย สะดุดขึ้นมา, เอามาคิดมานึกทำความเข้าใจ จนได้ออกไปหาศึกษาธรรมะ แล้วค่อยได้บวช ทีหลัง. นี่แหละว่าเราไม่ได้มีความรู้มาแต่ในท้อง ในท้องไม่ได้เคยเรียนอะไร ออก มาจากท้องแม่ไม่มีความรู้, แต่ก็มาด้วยความรู้สึกของ สัญชาตญาณ สำหรับที่จะรัก จะโกรธ จะเกลียด จะกลัว จะเป็นกิเลส, แล้วออกมาจากท้องแม่แล้วก็จริง ก็ได้จริง เหมือนกัน สิ่งแวดล้อมในโลกทั่วไปมันก็แวดล้อมให้เป็นอย่างนั้น ให้ได้มีความรัก ความ โกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความ หึงความหวงอะไรต่าง ๆ จนเต็มที่ จนเต็มที่. นี่มันจะค่อย ๆ เกิดความรู้สึกตรงกันข้าม, แล้วก็แสวงหาคิดนึก โดยการแสวงหาของตนเองก็ได้, แล้วเผอิญได้ยินได้ฟัง ผู้ที่ เขาได้ยินได้ฟังแล้วเอามาบอกกล่าวต่อ ๆ กันไป คือเรื่องพระธรรมคำสอน, มัน ก็ค่อยรู้ มากขึ้น แล้วจึงตั้งต้นขึ้นมาได้, ดำเนินไปได้ แล้วก็พอสมควร, คือ จะไม่ปล่อยให้ตก
น.246 อยู่ในกองทุกข์ชั้นเลวทรามอย่างนั้นอีกต่อไป. ความทุกข์เหลือน้อย แล้วก็น้อยลงๆ ๆ จนหมดสิ้น. นี่เขาก็เอาชนะสัญชาตญาณได้, สัญชาตญาณที่ติดมาในท้องแม่ มัน ถูก ทำให้เป็นโพธิเรื่อยมากขึ้น ๆ มันเป็นโพธิคือแสงสว่างและปัญญามากขึ้น ๆ ส่วน ที่จะเป็นกิเลสหรือโอกาสของการเป็นกิเลส มันก็น้อยลง ๆๆ ๆ จนกระทั่งไม่มี ; ไม่มี อย่างหยาบ ๆ ก่อนก็ยังดี. ถ้าไม่มีเลยถึงที่สุดก็เป็นพระอรหันต์. นี่เป็นพระโสดาบัน ก็เรียกว่ามันน้อยลงไปถึงขนาดที่เรียกว่า จะกลับมาอีก ไม่ได้, ความทุกข์เลวร้ายทั้งหลายปิดกั้นได้สนิท เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน นี้รอดตัว. สัญชาตญาณแห่งความอยากดีอยากเจริญ มันก็ช่วยส่งเสริม ให้ดีให้เจริญ ไปในทาง ของโพธิ. ถ้าไม่มีโพธิมา สัญชาตญาณก็ทำให้ส่งเสริมให้เจริญไปในทางของกิเลส. พูดกันเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกับจะค่าเขา เป็นคนค่าเขาก็ไม่ดีนัก, แต่มันก็อยาก จะพูด ว่า ทั้งโลกเดี๋ยวนี้คนกำลังเป็นทาสของสัญชาตญาณฝ่ายกิเลส คิด นึก กระทำ ส่งเสริม ค้นคว้า ผลิต พัฒนากันแต่ในทางที่กิเลสมันได้เปรียบ กิเลสมันได้เปรียบ, คนก็จะต้องเป็นทุกข์กันมากขึ้นกว่าเดิม, และเป็นทุกข์กันต่อไป, แล้วมันก็จะนอน ไม่หลับ จะเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตกันมากขึ้น แล้วก็จะได้เบียดเบียนกันมากขึ้น, เป็นมหาสงครามหรือยิ่งกว่ามหาสงคราม. คอยดูก็แล้วกันถ้าไม่ตายเสีย ว่า มันมีแต่ ช่วงจังหวะที่เป็นทาสของกิเลส; เพราะไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณนานา ประการ ดังที่พูดกันแล้วในวันก่อน ๆ โดยเฉพาะสัญชาตญาณแห่งการเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัว, พอใจในความเอร็ดอร่อยทางวัตถุของตัว, เอาเปรียบผู้อื่น ช่วงชิงที่จะเป็น เจ้าโลกเพื่อจะได้ครองสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกแต่ผู้เดียว.
น.247 เอาละ, เรื่องก็พอกันทีว่า เราเกิดมาภายใต้อิทธิพลของสัญชาตญาณ โชคดีแต่ว่า สัญชาตญาณนั้นมันเปลี่ยนได้, แล้วแต่จะพัฒนามันอย่างไร. ถ้าไม่พัฒนา มันก็ไดเปรียบข้างที่จะเป็นไปฝ่ายกิเลส, และอาจจะพัฒนาให้เป็นกิเลสอย่างรุนแรงก็ได้ เดี๋ยวนี้ไม่เอาไม่พัฒนาอย่างนั้น, พัฒนามาในทางที่จะลืมหูลืมตาเป็นโพธิ, แล้วก็ให้ เป็นโพธิ ๆ นี่ยิ่งขึ้น ๆ จนถึงที่สุด, มีการกระทำชนิดที่จะดับกิเลสดับความทุกข์ได้ถึงที่สุด แท้จริง, ก็หมดปัญหาในการที่ว่าต้องเกิดมา. และขอเตือนว่า อย่าปฏิเสธ อย่าปฏิเสธ ไม่รู้ ไม่รับรู้ : ฉันไม่ได้ตั้งใจ จะเกิดมา, มันเกิดมาเองฉันไม่รู้. ก็เอาสิ มันก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักเข้า ฉันไม่รู้ นั่นแหละ ไม่ยอมรู้อะไรเสียเลยนั่นแหละ มันก็จะต้อง เปิดโอกาสให้มีความทุกข์เพิ่มมากขึ้น. ถ้ายอมรับรู้ว่า มันจะต้องเผชิญกับความทุกข์หรือกิเลส หรืออิทธิพลของสัญชาตญาณ แล้ว ก็ตั้งใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ควบคุมสัญชาตญาณ และ พัฒนาให้เป็นไปในทาง ของโพธิ, ก็เป็นการเดินตามรอยของพระพุทธเจ้า, เป็นโพธิก็คือเป็นพุทธะ, เป็น สาวกก็เป็นพุทธบริษัท เพราะมีโพธิ หวังโพธิเป็นเบื้องหน้า, เป็นสิ่งที่จะต้องลุถึงใน เวลาอันสมควร ให้เพียงพอแก่อัตภาพ, แล้วก็จะได้อยู่กันอย่างพอดูได้, อย่างว่าพอดูได้, แล้วค่อยเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด. เดี๋ยวนี้เอาแต่พอดูได้กันก่อนเถอะ, เพราะว่าใน บางรายบางกรณี มันดูไม่ได้ มันไม่น่าดู. นี่ช่วยกันแก้ไข ช่วยกันตักเตือนปรึกษา หารือ อย่าใจจืด, แล้วก็ ไม่ต้องอิจฉาริษยาด้วย ว่าเขาจะเป็นไปได้, หรือจะดีกว่าเรา. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติการบรรยาย ให้เป็นโอกาสแก่พระคุณเจ้า สวดบทพระธรรมคุณสาธยายส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมะสืบต่อไป ในกาลบัดนี้๚๛
Buddhadasa